ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 44 : 三十七 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十 ลมสงบ...ก่อนพายุจะมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,253
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,264 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

十 

ลมสงบ...ก่อนพายุจะมา

 

เมื่องานเลี้ยงสกุลฉินล้มไม่เป็นท่า เย่ซืออวิ๋นที่ยังคมมีอารมณ์โกรธอยู่เต็มท้องก็กลับจวนอัครเสนาบดีทันที พอลงจากรถลากก็ประคองลู่ถิงอวี่เดินเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว เห็นกงกงคนสนิทและพ่อบ้านซุนจี้มาต้อนรับก็รีบปลดป้ายหยกประจำตัวยื่นให้ทันที

“อันกงกง ถือป้ายประจำตัวข้าไปเชิญหัวหน้าหมอหลวงโจวมาที่จวนให้ที แล้วก็ให้คนจัดห้องรับรองให้น้องรองด้วย ประเดี๋ยวเขาจะมาที่นี่ ถิงอวี่ นั่งดีๆ เจ้าห้ามขยับตัวนะ!” เย่ซืออวิ๋นหันมาดุลู่ถิงอวี่ที่เวลานี้ยังจะชงน้ำชาดื่มอีก ดวงตาคู่สวยถลึงมองสามีของตน ส่วนอันกงกงที่เพิ่งเคยเห็นองค์ชายของตนจริงจังและเกรี้ยวกราดถึงเพียงนี้ก็กะพริบตาปริบๆ รีบรับบัญชาองค์ชายของตนแล้วเข้าวังไปทันที

 

จวนสกุลโจวอยู่ไม่ไกลด้วย เขาวิ่งไปได้

 

“ท่านนั่งรถลากไปเถิด อย่าวิ่งไปเด็ดขาดนะ ให้หรงหวันไปกับท่านด้วย” แม้จะเป็นห่วงลู่ถิงอวี่อยู่เต็มอกแต่เย่ซืออวิ๋นใส่ใจกงกงของตนเองไม่ต่างอันใดกับคนในครอบครัว เขาเลยกำชับอีกรอบ 

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

“เอ่อ...กระหม่อมให้พ่อครัวทำเกี๊ยวปลาและรังนกไว้ องค์ชายจะทรงเสวยมื้อดึกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“เอา ข้าหิวยิ่งนัก ยิ่งโมโหก็ยิ่งหิว” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า พ่อบ้านซุนจี้เลยรีบวิ่งเข้าครัวไปทันที เขาไม่เคยเห็นองค์ชายใหญ่ทรงพิโรธมาก่อนเลย ยามนี้ได้เห็นแล้วก็รู้สึกว่าช่างน่ายำเกรงเหลือเกิน ดังนั้นตนเลยหาเรื่องหนีออกมา

 

ก็ขนาดคุณชายยังทำอันใดไม่ได้เลยนี่นา

 

“อวิ๋น ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ เจ้าอย่าได้โมโหอีกเลยนะ” ลู่ถิงอวี่กระชับมือของเย่ซืออวิ๋นไว้แน่นๆ พลางเอ่ยปลอบภรรยาตนเองที่ยามนี้โมโหหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ราวแมวถูกยั่วโมโหให้ขนฟู หางชี้และหูตั้งเลย

 

“เจ้าเป็น ห้ามเถียงข้า” เย่ซืออวิ๋นดึงมืออออก ให้ข้ารับใช้ไปเอาน้ำอุ่นกับผ้าสะอาดมาจากนั้นก็บรรจงเช็ดหน้า และมือของลู่ถิงอวี่อย่างอ่อนโยน แม้จะบอกว่าไม่เป็นอะไรแต่แค่คิดว่าถิงอวี่ถูกคนทำร้ายมาหมาดๆ เขาก็เจ็บไปหมดแล้ว! “หันหลังให้ข้าดูที่ท้ายทอยเจ้าหน่อย”

“ฉินเจาจะตีข้าแต่ข้าหลบได้และแสร้งสลบ ตอนทิ้งตัวบนพื้นก็เลยเปื้อนคราบดินและเศษหญ้าเช่นนี้ล่ะ...อวิ๋นไม่มีอันใดจริงๆ นะเด็กดี...เชื่อข้าเถิด ข้าปลอดภัยทุกอย่าง”

“มีรอยเล็กๆ ที่ด้านหลังด้วย เจ้าอย่ามาหลอกข้าเสียให้ยากเลยถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นย่นจมูก ไล้ปลายนิ้วที่รอยถากเล็กๆ นั่นเบาๆ ราวกลัวว่าจะทำให้ลู่ถิงอวี่เจ็บมากไปกว่านี้

“เฉียดเอาน่ะ ไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ”

“เจ้าห้ามวินิจฉัยโรคเอง ต้องให้ท่านหมอหลวงโจวยืนยันก่อนว่าไม่เป็นอันใดข้าถึงจะวางใจ”

ลู่ถิงอวี่ได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ กอดเอวภรรยาตนไว้เบาๆ แล้วโยกไปมามิต่างอันใดกับการปลอบเด็ก เย่ซืออวิ๋นส่งเสียงเหอะ ทว่ายอมให้อีกคนกอดแต่โดยดีและยังลูบเส้นผมของลู่ถิงอวี่อย่างปลอบโยนอีกด้วย

“ถิงอวี่ของข้า...ข้าปกป้องดูแลเจ้าอย่างดีมาแต่ไหนแต่ไร สกุลฉินกับฉินเจากล้าวางแผนทำร้ายเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า มันน่านัก!”

“ข้ารู้ อวิ๋นดีกับข้ามาเสมอ คนดี...เจ้าอย่าโมโหอีกเลยนะ เห็นเจ้าโมโหเช่นนี้แล้วข้าปวดใจเหลือเกิน” ลู่ถิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองภรรยา เพราะเขาอยู่ต่ำกว่าก็เลยใช้ดวงตาดอกท้อคู่สวยช้อนมองเย่ซืออวิ๋น กะพริบดวงตาราวออดอ้อน ทำเอาองค์ชายใหญ่ที่ถูกเสน่ห์อันเหลือร้ายของสามีอ้าปากค้างพร้อมแก้มแดงจัด

 

เอากลยุทธ์ชายงามมาใช้กับตนอีกแล้ว!

 

“ข้าไม่โมโหแล้วก็ได้ แต่เรื่องเป็นห่วงเจ้า อย่างไรเสียก็ต้องให้วางใจ...ปกติถิงอวี่ก็ร่างกายมิค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว น้องสามบอกอยู่เสมอว่าด้านหลังศีรษะบริเวณท้ายทอยเป็นจุดอ่อนถึงตาย คนสารเลวฉินเจานั่นยังคิดจะทุบเจ้าจนสลบอีก หน็อย!” ยิ่งพูดเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกว่าลมฉิวที่หมดไปแล้วกระพือขึ้นมาอีกรอบ จนลู่ถิงอวี่ได้แต่รั้งร่างภรรยามานั่งบนตักแล้วตบหลังเบาๆ 

“ข้าหลบได้และปล่อยให้เฉียดเขาจะได้รู้สึกเหมือนตีโดน อวิ๋น...คนสมองมีปัญหาอย่างฉินเจานั่นทำอันใดข้าไม่ได้หรอก จริงๆ นะ”

“ก็จริงของถิงอวี่ สามีข้าเก่งกาจและชาญฉลาดที่สุดอยู่แล้ว” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า หายใจออกแรงๆ แล้วเอ่ยถามลู่ถิงอวี่อย่างอ่อนโยน “ไม่เจ็บจริงๆ นะ”

“อืม...เจ้าหายห่วงเถิด”

“ถิงอวี่ห้ามโกหกข้าเด็ดขาด เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ไม่สบายตรงไหนให้รีบบอกเลยนะ” เย่ซืออวิ๋นหันไปมองลู่ถิงอวี่ จากตอนแรกที่นั่งพิงแผ่นหลังกับอกกว้างก็เปลี่ยนท่าทางเป็นหันหน้าเข้าหา ใช้ขาเรียวตวัดรอบเอวอีกคนไว้ พลางใช้สองมือบังคับใบหน้านั้นให้จับจ้องตน 

ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงยิ้มๆ เขาพยักหน้าให้บรรดาข้ารับใช้ที่ก้มหน้างุดอยู่ทั้งหลายออกไปรออยู่ด้านนอก จากนั้นมือก็โอบเอวเย่ซืออวิ๋นไว้เพื่อลูกแมวของตนซุกซนจนจะตกขึ้นมา

 

อวิ๋นคงโมโหและเป็นห่วงเขามากจนลืมไปกระมังว่าท่าทางเช่นนี้...มันเชิญชวนกันมิน้อยเลย

 

“ไม่เจ็บจริงๆ นะ...อืม เจ้าข่วนข้ายังเจ็บกว่าเสียอีก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเบาๆ น้ำเสียงที่จงใจทำให้พร่าว่าข้างหูขาว และขบกัดใบหูนิ่มเบาๆ จนเย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ ถลึงตามองสามีของตนแล้วรีบลุกออกจากตักของลู่ถิงอวี่ทันที เพราะเมื่อครู่ยามที่นั่งทับลงบนตักเหมือนเขาจะสัมผัสถึงบางอย่างที่ร้อนผ่าวและกำลัง...

 

ฮึ่ย! ถิงอวี่นะถิงอวี่เวลาเช่นนี้ยังจะมาคิดเรื่องเช่นนั้นอีก!

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ ไล้มือไปที่ข้างแก้มของเย่ซืออวิ๋น “เอาเป็นว่าให้หมอหลวงโจวตรวจอาการข้าให้ละเอียด อวิ๋นจะได้หายกังวล ดีหรือไม่”

เมื่อเห็นลู่ถิงอวี่ว่าง่ายเชื่อฟังเย่ซืออวิ๋นก็พยักหน้าแล้วคลี่รอยยิ้ม กำลังจะพูดต่อทว่าประตูห้องโถงก็เปิดออกเสียก่อนพร้อมร่างของลู่จิงที่ก้าวรวดเร็วมาทางนี้

“ซืออวิ๋น อาถิง ทั้งสองคนเป็นอย่างไรบ้าง” แม้จะรู้ข่าวจากองครักษ์ลับแล้วแต่ลู่จิงก็ยังเป็นห่วงลูกชายกับองค์ชายใหญ่อยู่ดี ดวงตากวาดมองทั้งคู่อย่างสำรวจหาความผิดปกติ เย่ซืออวิ๋นกับลู่ถิงอวี่ต้องรีบส่ายหน้าแล้วเอ่ยบอกว่าไม่เป็นอะไร “เฮ้อ! แม้จะรู้ว่าปลอดภัยแต่ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี” ลู่จิงงึมงำก่อนจะดึงร่างเย่ซืออวิ๋นมากอดปลอบ พลางยิ้มตาหยี ทำเอาลู่ถิงอวี่ได้แต่เลิกคิ้วจากนั้นก็ถอนหายใจระอา

 

ท่านพ่อนี่นะ...บางครั้งก็หลงลูกสะใภ้หนักกว่าที่ฮ่องเต้ทรงหวงองค์ชายใหญ่เสียอีก

 

“ข้าก็บอกแล้วว่าลูกชายเจ้ากับเจ้าตัวน้อยมิเป็นอันใดหรอก” สุรเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้านหลังของลู่จิง ทำให้ลู่ถิงอวี่ยืนขึ้นจะถวายพระพร ทว่าพระหัตถ์ใหญ่นั่นกลับโบกห้ามไม่ให้มากพิธี เย่ซืออวิ๋นทำตาโต ก่อนจะออกจากอ้อมแขนลู่จิงแล้วไปกอดวรกายสูงใหญ่ไว้แน่น...

 

จากนั้นก็...เอ่ยฟ้อง

 

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ฉินเจาทำเกินไป! เขารังแกถิงอวี่ รังแกน้องฉิง รังแกลูกด้วย!” องค์ชายใหญ่ที่เปี่ยมอำนาจบารมียามอยู่จวนสกุลฉินบัดนี้คล้ายกลายเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังอ้อนพระบิดาเมื่อเจอคนทำให้อัดอั้นตันใจมา

เย่เทียนหลงหัวเราะหึๆ ในลำคอ เห็นดวงตาแป๋วช้อนมองราวลูกแมวที่ถูกทำให้ขุ่นหมองใจมาแล้วพระทัยแกร่งก็อ่อนยวบ พยักหน้าลง “กล้ารังแกเจ้าช่างบังอาจจริงๆ”

 

เจ้าตัวน้อยนี่นะ ยังเป็นเจ้าตัวน้อยไม่เปลี่ยน

 

“ลูกโมโหยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นยังไม่เลิกฟ้อง...ตนมีพระบิดาให้ฟ้องผู้ใดจะทำไมกัน พระบิดาเขาเป็นฮ่องเต้ของแว่นแคว้น เป็นขุนเขาที่ยิ่งใหญ่! คอยดูเถิดจะฟ้องน้องสี่และส่งจดหมายไปฟ้องน้องสามที่ชายแดนด้วย จะเขียนเล่าให้ละเอียดยิบไปเลย!

เย่เทียนหลงมองลูกแมวโมโหที่ยังกอดเอวพระองค์ไม่ปล่อยอย่างขำปนเอ็นดู ปรายตามองเจ้าลูกศิษย์ที่บัดนี้เลื่อนขั้นมาเป็นลูกเขยที่กำลังมองตนกับเจ้าตัวน้อยอยู่แวบหนึ่ง...เหตุใดพระองค์จะไม่รู้ว่าเจ้าลู่ถิงอวี่นี่กำลังหวง

 

หวงได้กระทั่งกับบิดาและน้องชาย

เหอะ! พวกบุรุษขี้หวงล้วนไม่น่ารักสักคน!

 

ฮ่องเต้บางพระองค์ว่าชาวบ้านโดยไม่ดูเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองก็ขี้หวงไม่แพ้ใครเขาหรอก

“แค่ก...” ลู่ถิงอวี่ไอเบาๆ ยื่นมือไปหยิบถ้วยชา แต่แค่เสียงไอทีเดียวนั่นเย่ซืออวิ๋นก็รีบผละจากเสด็จพ่อมาดูเขาทันที

“ถิงอวี่ ดื่มน้ำอุ่นดีกว่านะ” เย่ซืออวิ๋นเอาน้ำอุ่นให้ลู่ถิงอวี่แทนชา การตอบสนองอันแสนรวดเร็วนั่นทำเอาเย่เทียนหลงได้แต่ถอนหายใจระอา มองหน้าลู่จิงราวกล่าวหา

“ลูกเจ้าช่างมารยานัก”

“แฮ่ม หลงเกอ ถิงอวี่เพิ่งเจอเรื่องไม่ดีมา ท่านอย่ากล่าวเช่นนี้สิ” แม้ตนจะคิดเหมือนกับฮ่องเต้ก็เถอะนะ แต่อย่างไรเสียก็ต้องไว้หน้าลูกชายบ้าง

“องค์ชายกระหม่อมนำของว่างมาให้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านซุนจี้เปิดประตูเข้ามาเห็นฮ่องเต้ประทับอยู่ในห้องก็รีบคุกเข่าลงถวายพระพร ก่อนจะส่งเกี๊ยวน้ำและรักนกสองชุดขึ้นไปบนโต๊ะ 

“ซุนจี้ ข้าอยากกินด้วย มีอีกสักสองชุดหรือไม่?” ลู่จิงเห็นของว่างยามดึกก็รู้สึกหิวขึ้นมาบ้างเช่นกัน

“ขอรับนายท่าน” ซุนจี้รีบออกไปเตรียมของว่างเพิ่มอีกทันที ดีที่พ่อครัวทำไว้ไม่น้อย มิเช่นนั้นฝ่าบาทกับนายท่านอาจต้องทนหิวกัน

“ข้าป้อนเจ้าเอง” เย่ซืออวิ๋นรีบเอ่ยบอกกับลู่ถิงอวี่ แน่นอนว่าคุณชายลู่เขายินดีเป็นอย่างยิ่ง ทำเอาเย่เทียนหลงและลู่จิงคิ้วกระตุก

 

สรุปว่าเจ้าลู่ถิงอวี่นี่หาเรื่องเจ็บตัวเพื่ออ้อนภรรยาหรืออย่างไรกันนะ?

 

เย่ซืออวิ๋นเป่ารังนกอุ่นๆ ก่อนจะค่อยๆ ป้อนให้ลู่ถิงอวี่ไปด้วย “เสด็จพ่อเสวยถ้วยนี้ก่อนก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อ...ฝากด้วยนะขอรับ” เย่ซืออวิ๋นผลักถ้วยรังนกและเกี๊ยวน้ำอุ่นๆ ไปให้ลู่จิงซึ่งกำลังขมวดคิ้ว หันมองพระพักตร์หล่อเหลาที่บัดนี้กำลังยิ้มน้อยๆ คล้ายสมใจเขาก็กลอกตาหนึ่งรอบ อยากจะจับยัดถ้วยรังนกนี่ใส่พระหัตถ์แล้วให้เสวยเองจริงๆ

 

แต่ซืออวิ๋นน้อยอุตส่าห์ขอร้อง...ช่างเถิดๆ

 

เย่เทียนหลงหัวเราะหึ เจ้าตัวน้อยสมกับเป็นบุตรชายเขาจริงๆ ช่วยบิดาหาประโยชน์เสียด้วย...

“เจ้าหิวก็ต้องกินด้วยนะอวิ๋น ป้อนข้าไปด้วยกินไปด้วยเถิด เราเป็นสามีภรรยากันกินถ้วยเดียวกันไม่มีปัญหาหรอก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ “เห็นเจ้าต้องทนหิวเพราะข้าแล้วข้าปวดใจนะคนดี...ข้าป้อนเจ้าด้วยดีกว่ามา”

“ไม่เอา ข้ากินเอง ถิงอวี่เป็นคนเจ็บอยู่นะ” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่สามี แม้เขาจะหิวแต่ถิงอวี่บอบบางกว่าตนนี่นา องค์ชายใหญ่ครุ่นคิด มิรู้ว่าลืมไปหรือไม่ว่าสามีที่คิดว่าบอบบางกว่าตนนั้นมักรังแกตัวเองให้ไม่มีแรงหลับอยู่บนเตียงทุกราตรีไป

ไม่นานนักอันกงกงก็กลับมาพร้อมท่านหัวหน้าหมอหลวงโจวที่ถือล่ามยามาด้วย แม้จะเป็นหัวหน้าหมอหลวงของสำนักแพทย์หลวงแห่งราชสำนักแต่หมอหลวงโจวผู้นี้ไม่ได้อายุมากนัก อายุอานามแล้วคงไม่ต่างกับลู่จิงเท่าไหร่ ทว่าเขากลับได้ชื่อว่าเป็นหมอเทวดามากฝีมือคนหนึ่งในใต้หล้า

“ท่านหมอหลวงโจว ดูอาการถิงอวี่ให้ข้าทีนะ ตรวจให้ละเอียดห้ามให้มีตรงไหนหลุดรอดสายตาท่านไปได้เป็นอันขาด” เย่ซืออวิ๋นวางถ้วยรังนกและเกี๊ยวน้ำที่หมดแล้วก่อนจะหลีกทางให้หมอหลวงโจวทันที 

โจวอวี้หยวนถวายคำนับฝ่าบาทเสร็จเรียบร้อยก็วางเข็มเรียงรายกันไว้บนโต๊ะ “ขออนุญาตคุณชายขอรับ” หมอหลวงโจวจับชีพจรของลู่ถิงอวี่จากนั้นสักครู่ก็ขมวดคิ้ว ท่าทางเช่นนั้นยิ่งทำให้เย่ซืออวิ๋นร้อนใจ

“ชีพจรคุณชายไม่ผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ร่างกายอาจจะเหนื่อยล้าเกินไป หลังจากนี้ต้องพักผ่อนให้มากๆ หมั่นดื่มของบำรุงร่างกาย ก็ไม่มีปัญหาแล้วพ่ะย่ะค่ะ...ประเดี๋ยวกระหม่อมจะฝังเข็มและเขียนเทียบยาบำรุงให้”

“ข้าบอกแล้วว่ามิได้เป็นอะไร วางใจแล้วนะอวิ๋น”

“วางใจอะไรกัน หมอหลวงโจวก็มิได้บอกหรือว่าให้กินแต่ของบำรุงน่ะ เจ้าห้ามกินอะไรตามใจปากเป็นอันขาด อาหารการกินของเจ้าข้าจะกำชับให้เข้มงวดมากขึ้น อันกงกงพวกสมุนไพรและของล้ำค่าในคลังสมบัติที่ตำหนักลั่วสุ่ยมีอยู่เยอะ วันพรุ่งพวกเราไปขนกันมาให้หมดเลยนะ” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่ลู่ถิงอวี่แวบหนึ่งจากนั้นก็หันไปหากงกงประจำตัวที่กำลังคิดถึงพกของล้ำค่าเหล่านั่น

 

เอ่อ...องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ พวกสมุนไพรหายากของบำรุงชั้นดีต่างๆ นั่นต่อให้ตำหนักลั่วสุ่ยและจวนอัครเสนาบดีใกล้กันเพียงนี้ก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วยามในการขนนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะมันมิใช่น้อยๆ เลย

 

“มิต้องลำบากไปถึงตำหนักลั่วสุ่ยหรอกอวิ๋น สมบัติส่วนนั้นเจ้าเก็บเอาไว้เถิด ที่จวนของเราก็มีสมุนไพรชั้นเลิศอยู่ไม่น้อย” เห็นภรรยาเป็นห่วงตนเองมากถึงเพียงนี้ลู่ถิงอวี่ทั้งรู้สึกหวานล้ำทั้งรู้สึกไม่รู้จะทำอย่างไรดี

 

อวิ๋นทำให้เขาหลงรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า...จนบางครั้งก็รู้สึกแรงกล้าจนถึงขั้นอยากจะกลืนกินอีกฝ่ายเก็บไว้ให้เป็นของตนคนเดียว ให้มีแค่เขา...

 

“เจ้าเป็นสามีข้า ข้าย่อมต้องใส่ใจ” เย่ซืออวิ๋นลูบแก้มลู่ถิงอวี่เบาๆ ส่วนโจวอวี้หยวนที่ถูกอวดความรักให้เห็นต่อหน้านั้นก็มิได้เปลี่ยนสีหน้าแต่อย่างใด ทำเพียงฝังเข็มไปเงียบๆ เขียนเทียบยาเงียบๆ จนซุนจี้ยกเกี๊ยวน้ำกับรังนกเข้ามานั่นล่ะเขาถึงได้เลิกคิ้ว

“ซุนจี้เจ้าไปเตรียมของว่างให้หมอหลวงโจวด้วยนะ เดินทางมากลางดึกคงจะหิวไม่น้อย” ลู่จิงเอ่ยอย่างรู้ทัน

“ขอรับนายท่าน”

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอพระบรมราชานุญาติจับชีพจรให้พระองค์ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” โจวอวี้หยวนหันไประสานมือให้นายเหนือหัวที่กำลังส่งเกี๊ยวน้ำและรังนกให้ลู่จิงรับผิดชอบอีกถ้วย...หมายถึงช่วยป้อนเขาน่ะนะ พอดีเย่เทียนหลงรู้สึกราวมือตนมิค่อยจะมีแรง

“อืม” เย่เทียนหลงส่งมือให้ เพราะสายตาของเจ้าตัวน้อยและลู่จิงที่กดดันตน ขืนหาเรื่องเฉไฉประเดี๋ยวเจ้าโจวอวี้หยวนนี่ก็ส่งภรรยาตนเข้าวังจากนั้นก็บอกเสวี่ยเหมยกับจืออิง แล้วเดี๋ยวพวกนางก็พากันมาบ่นตนอีก...

 

เฮ้อ...ตั้งแต่บาดเจ็บหนักเมื่อหลายปีก่อน ทุกวันนี้ต้องให้โจวอวี้หยวนมาจับชีพจรทุกเดือน

 

“อ้าว หมอหลวงโจวมาตรวจอาการถิงอวี่สินะ” เย่เฟิงที่เดินเข้ามากล่าวยิ้มๆ ก่อนจะถวายคำนับพระบิดาแล้วเดินไปนั่งข้างๆ ลู่ถิงอวี่ เขายิ้มให้พี่ใหญ่ของตน “เดี๋ยวน้องสี่จะมาด้วยเขากำลังจัดการเรื่องพวกข้ารับใช้สกุลฉินอยู่”

“น้องฉิงเป็นอย่างไรบ้าง?” เย่ซืออวิ๋นถามอย่างเป็นห่วง เพราะน้องฉิงก็ถูกเจ้าคนชั่วฉินเจาวางแผนรังแกด้วย! เขาอยากจะไปดูอาการนางแต่ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ตนที่เป็นองค์ชายไปจวนแม่ทัพออกจะเป็นเรื่องใหญ่ไปสักหน่อย

“น้องฉิงเพียงแต่ดื่มสุรามากไปเล็กน้อย มิได้ดื่มของไม่ดีหรือสูดกลิ่นอะไรไม่ดีเข้าไป มีฉินฮวาซิงตรวจอาการและคอยดูแลให้อยู่ พี่ใหญ่วางใจเถิด” เย่เฟิงปลอบใจพี่ชายที่ดูจะยังมิค่อยหายโกรธ...เขาก็เพิ่งเคยเห็นพี่ใหญ่เกรี้ยวกราดถึงเพียงนั้น ตอนแอบเร้นกายดูสถานการณ์ยังรู้สึกชื่นชมบารมีของพี่ชายตนอยู่เลย

“ลูกศิษย์ของเจ้าไม่เลวเลยนี่” เย่เทียนหลงที่ตรวจชีพจรเสร็จแล้วไม่มีอันใดผิดปกติก็เอ่ยกับโจวอวี้หยวน 

“พ่ะย่ะค่ะ นางมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง เป็นหมอที่ดีมากคนหนึ่งเลยพ่ะย่ะค่ะ” พอกล่าวถึงลูกศิษย์ของตนก็แอบยิ้มอย่างภูมิใจไม่ได้ “เสียดายที่ลูกชายของกระหม่อมยังเด็กเกินไป มิเช่นนั้นต้องหมั้นหมายนางไว้แล้ว”

เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว “อย่าได้คิดจะแย่งลูกสะใภ้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะให้เจ้าสามจัดการเจ้า”

โจวอวี้หยวนส่งเสียงหึเบาๆ พลางบ่นในใจ บุตรชายบ้านท่านแต่ละคนช่างคว้าแต่คนดีๆ มากันหมด ทั้งคุณชายลู่ คุณหนูหยางจวนแม่ทัพ ศิษย์เอกของตน ไหนจะได้ยินแว่วๆ มาว่าคุณชายรองสกุลเจิ้งก็ถูกองค์ชายสี่กักไว้กับตัวเสียแล้วด้วยล่ะ นี่คิดจะมิเหลือไว้ให้บ้านอื่นเลยหรืออย่างไรกันนะ

เย่เฟิงหัวเราะเบาๆ “หมอหลวงโจวลูกชายท่านเพิ่งจะเจ็ดขวบเองมิใช่หรือ?” 

โจวอวี้หยวนได้แต่ก้มหน้าถอนหายใจมิโต้ตอบกับองค์ชายรัชทายาทผู้สุมขุมอ่อนโยน เขาที่เห็นทุกคนมาตั้งแต่เด็กๆ รู้ดีว่าบรรดาคนหนุ่มกลุ่มนี้นั้นเป็นอย่างไร และเข้าข้างกันเพียงใด นี่แค่บอกว่าว่าเสียดายที่ลูกชายตนอายุน้อยไปก็ช่วยกันท่าเสียขนาดนี้แล้ว...

“เอาล่ะๆ เจ้าอุตส่าห์มาดึกๆ ดื่นๆ ก็มานั่งกินดีๆ เถิด” ลู่จิงยื่นมือเข้ามาช่วย พลางส่ายหน้ายิ้มๆ โจวอวี้หยวนเป็นสหายของเขาอีกคนหนึ่ง ปีที่เขาสอบได้จ้วงหยวนโจวอวี้หยวนก็สอบได้ทั่นฮวาเช่นเดียวกัน แต่เขาไม่ชอบการอยู่ในแวดวงขุนนาง ยืนกรานปฏิเสธไม่รับตำแหน่งใดๆ หลังสอบติดก็ท่องไปทั่วหล้าและถูกฝ่าบาทเย่เทียนหลงวางแผนหลอกล่อให้มาเป็นหมอหลวงของราชสำนักจนถึงทุกวันนี้

ซุนจี้ที่วิ่งไปมาระหว่างห้องครัวกับห้องโถงใหญ่หลายรอบแล้วชะงักทันทีเมื่อเห็นองค์ชายรัชทายาท มิต้องรอให้นายท่านเอ่ยบอกเขาก็ถวายคำนับเสร็จจากนั้นก็กำลังเตรียมจะวิ่งไปยกของว่างมาให้องค์ชายรัชทายาทต่อ

“ซุนจี้ ประเดี๋ยวองค์ชายสี่กับเจิ้งปินก็น่าจะมาด้วยนะ” ลู่ถิงอวี่เอ่ยบอก ซึ่งซุนจี้ก็ขอบคุณคุณชายของตนในใจทันที ดีเหลือเกินที่คุณชายบอกก่อนจะได้ไม่ต้องวิ่งหลายรอบ! 

ไม่นานเย่หานกับเจิ้งปินก็มาถึง พวกขานั่งกินเกี๊ยวน้ำและรังนกอุ่นๆ กัน ส่วนซุนจี้กับอันกงกงก็ไปนั่งกินของว่างอยู่อีกมุมหนึ่ง

“พวกข้ารับใช้เหล่านั้นข้าจัดการหมดแล้ว ส่วนสกุลฉินยามนี้วุ่นวายนัก ฉินเหวินอาละวาดไปทั่ว ส่วนฉินเมิ่งก็ยังไม่ฟื้น พรุ่งนี้เช้าข่าวลือของสกุลฉินคงโด่งดังไปทั่วแคว้น” เย่หานเอ่ยขึ้นเบาๆ 

“ฮึ! พวกเขากล้าคิดร้ายกับคนอื่นถูกข่าวลือที่เป็นเรื่องจริงก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย! กล้าคิดร้ายกับถิงอวี่แล้วก็น้องฉิง วางแผนชั่วกับพี่ฮวาซิงกับพี่ฟางหนี่ว์ ที่เขาโดนก็สมควรแล้ว!”

เรื่องเช่นนี้เห็นชัดว่าเป็นการใส่ร้ายเป็นการจัดฉาก หากเกิดขึ้นจริงๆ แล้วสตรีที่ถูกแผนการเล่นงานเข้าจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปทันที ชีวิตต้องตกอยู่กับบุรุษผู้นั้นซ้ำมิอาจเชิดหน้าชูตาได้อีก ชื่อเสียงที่เสื่อมเสียไปแล้วนั้นต่อให้เป็นการใส่ร้ายก็กอบกู้กลับมาไม่ได้ ส่วนบุรุษนั้นกลับลอยตัว

 

ฉินเจาโดนเช่นนั้นก็สมควรแล้ว!

 

“ตกลงมันเกิดอันใดขึ้นหรือน้องรอง น้องสี่” เย่ซืออวิ๋นมิได้ห็นเหตุการ์ณมาโดยตลอดเขาก็เลยถามด้วยความใคร่รู้ 

“พวกเราระมัดระวังแผนร้ายของฉินเจาอยู่ก่อนแล้ว ส่วนคนลงมือนั้นเป็นนายโลมคนโปรดของเขา ที่จริงชายหนุ่มคนนั้นมีฝีมือในการบรรเลงผีผาได้ไพเราะเสนาะหู ฉินเจาชอบเขาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว” เย่หานรับชาจากเจิ้งปินมาก่อนจะเอ่ยเล่าต่อ “แต่นายโลมคนนั้นเพียงขายเสียงดนตรีมิได้ขายร่างกาย ฉินเจาก็เลยใช้วิธีจับครอบครัวของเขาและขู่จะให้น้องสาวของเขามาแทน...แต่สุดท้ายครอบครัวทั้งหมดของนายโลมคนนั้นก็ตายเพราะฉินเจานั่นแหละ”

“ฉินฮวาซิงและฉินฟางหนี่ว์เป็นคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกนางเป็นฝ่ายไปเจรจากับชายหนุ่มคนนั้นเอง เขายินดีให้ความร่วมมือทุกอย่าง...ยอมแม้กระทั่งใช้ยาปลุกกำหนัดกับตนเอง และก็เพราะความแค้น...จึงได้ทำเช่นนั้นกับฉินเจา” เย่เฟิงเอ่ยขึ้น 

“ไม่ควรผูกแค้นกับสตรี” ลู่ถิงอวี่ว่ายิ้มๆ “ยามพวกนางโกรธแค้นขึ้นมาแล้ว แผนการมากมายและล้ำลึกกว่าบุรุษมากนัก ฉินเจาเคยคิดร้ายกับทั้งสองคนมาก่อนหน้านี้แล้ว พวกนางย่อมหาวิธีเอาคืน”

เย่เทียนหลงกับลู่จิงพยักหน้า เพราะพวกเขารู้ดีเชียวล่ะ ไม่ว่าจะเป็นฉางเล่อ หรือฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยที่เห็นใจดีและอ่อนโยนอย่างนั้นก็เถอะ...

“นี่ถ้าหากพี่สามรู้ว่าฉินฮวาซิงเข้าหอนายโลมคงโมโหแทบตายเป็นแน่” เย่หานหัวเราะ พลางขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่วนหมอหลวงโจวที่ยังไม่กลับก็คิ้วกระตุก

 

นี่ลูกศิษย์เขาถึงกับเข้าหอนายโลม!

 

“แล้วชายหนุ่มคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างหรือน้องรอง น้องสี่”

“พี่ใหญ่ยังใจดีเสมอ ข้าให้องครักษ์เมฆดำส่งเขาออกไปยังต่างเมือง พร้อมเงินทุนสำตั้งตัว มอบชื่อใหม่และตัวตนใหม่ให้เขาแล้ว ท่านมิต้องกังวลไปหรอก” เย่เฟิงยิ้มให้พี่ชายที่ใจดีและอ่อนโยนเสมอ “ว่าแต่เจ้าเถิด...สบายดีสินะถิงอวี่”

ลู่ถิงอวี่กำลังจะตอบว่าสบายดี ทว่าเห็นแววตาของภรรยาก็เปลี่ยนเป็นส่ายหน้าเบาๆ ทันที ขืนตนยังบอกว่าสบายดีอีกล่ะก็ คืนนี้อวิ๋นคงมิให้เขานอนในห้องเป็นแน่ เรื่องทำร้ายตนเองเช่นนั้นเรื่องอันใดลู่ถิงอวี่จะทำกัน

 

ไม่กอดภรรยาคนงามไว้ในอ้อมแขนแล้วเขานอนไม่หลับ

 

“ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นัก...เฮ้อ...ได้แต่รบกวนภรรยาให้ช่วยดูแลและใส่ใจข้าเป็นพิเศษแล้ว” ว่าพลางวางมือลงบนมือของเย่ซืออวิ๋นเบาๆ ส่วนองค์ชายใหญ่ก็พยักหน้าพร้อมยิ้มที่ลู่ถิงอวี่ไม่ดื้อแล้ว

คนอื่นๆ พากันมองบนเพดานอย่างพร้อมเพรียง พร้อมถอนหายใจเบาๆ หอมหลวงโจวถึงขั้นสำลักน้ำชา รีบถวายคำนับ กราบบังคมทูลลาองค์เหนือหัวและบรรดาองค์ชายกลับจวนเพราะไม่อยากอยู่กับบรรยากาศหวานๆ นี่สักเท่าไหร่แล้ว 

 

รู้สึกว่าเขาก็ควรกลับจวนไปหาลูกและเมียเหมือนกัน เพราะเขาแต่งงานแล้ว อ้อนภรรยาได้!

 

“พี่ลู่...ท่านนี่นะ” เย่หานกลอกตาอย่างระอา “พี่ใหญ่ก็เถอะ ได้ยินว่าวันนี้ท่านเกรี้ยวกราดมาก เสียดายที่ข้าไม่ได้ดูชม” 

“น้องสี่!” เย่ซืออวิ๋นถลึงตาด้วยความอาย ตอนแรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกอายขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน ยิ่งเจ้าอันธพาลน้อยนี่หัวเราะหึๆ เขาก็อยากจะฟาดมือใส่สักที แต่ดูเหมือนไม่ต้องลงมือเองเพราะเจิ้งปินทำแทนไปแล้ว

 

ดียิ่งนัก! 

เฮ้อ...ชาตินี้เจิ้งปินดูมีความสุขกว่าชาติก่อนเป็นไหนๆ ดีเหลือเกิน...

 

แม้จะไม่ได้รักทว่าก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนงามที่ตนเคยดูแลเมื่อชาติก่อน เย่ซืออวิ๋นปรารถนาให้บรรดาสามสามีสี่อนุของตนพบกับความสุข กับฉินหลินที่ตายไปแล้วนั้นก็ยังหวังให้เขาเกิดในภพภูมิที่ดีและอโหสิกรรมให้ทุกอย่าง ส่วนคนอื่นๆ ก็หวังให้พวกเขามีความสุขเจอกับคนที่รักจริงๆ

 

เรื่องราวในชาติก่อน...เบาบางลง จนแทบจะไม่เจ็บปวดที่หวนนึกถึงอีกแล้ว...

 

ทว่าก็ยังมีปริศนาและความทรงจำบางอย่างที่ทั้งอยากรู้และไม่อยากรู้ อยากจะปล่อยวางมิจำเป็นต้องไปสนใจ มีความสุขกับปัจจุบันที่เป็นอยู่และอนาคตที่กำลังจะมาถึง

 

แต่ก็ปล่อยวางไม่ลง

เขาอยากรู้จริงๆ...ว่าใครกันแน่ที่ฆ่าตน

และกลัวคำตอบที่ตามหามานานนั้นเหลือเกิน...

 

“อวิ๋น คิดอันใดอยู่” มือที่วางทับมือของตนไว้กระชับแน่นขึ้นพร้อมเสียงทุ้มไพเราะที่เอ่ยถามอย่างห่วงใย เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้าน้อยๆ อ้าปากหาววอดๆ 

“แค่ง่วงน่ะ”

“นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าไปพักผ่อนดีกว่านะ”

“อื้อ...แล้วเสด็จพ่อเล่าพ่ะย่ะค่ะ?” เย่ซืออวิ๋นที่แม้จะง่วงก็ยังเป็นห่วงพระบิดาและน้องชาย “น้องรองกับน้องสี่ก็พักเสียที่นี่เถิด”

“ข้าออกมาแล้วไม่อยากกลับวัง เจ้าตัวน้อยไปพักผ่อนเถิด” เย่เทียนหลงลูบหัวลูกชายคนโตที่ตาฉ่ำๆ ราวลูกแมวง่วงนอน เหมือนตอนเด็กๆ ยามซุกซนจนอ่อนเพลียแล้วเผลอหลับไปที่ตำหนักจิ้งหยาง

 

ต่อให้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ก็ยังเป็นเจ้าตัวน้อยของพระองค์ไม่เปลี่ยน

 

“ข้าไม่กลับตำหนักบูรพาแล้ว นอนค้างที่นี่เลยแล้วกัน” 

“ข้ากับเจิ้งปินก็ด้วย”

“แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ” เย่เทียนหลงคว้ามือลู่จิงไว้ เพราะคืนนี้เขาจะอาศัยห้องเสี่ยวจิงนี่ล่ะพักผ่อนน่ะ ฮ่องเต้จูงมือทันอัครเสนาบดีเดินไปที่ห้องพักของอีกฝ่ายทำราวกับเป็นห้องของตัวเอง เหมือนซุนจี้จะเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้อาบเรียบร้อยแล้วด้วย จากปริมาณน้ำสำหรับสองคนพอดี

“เรื่องในวันนี้แม้จะทำให้สกุลฉินเสียหน้าครั้งใหญ่แต่ก็มิอาจทำลายสกุลฉินได้อยู่ดี” ลู่จิงพึมพำเบาๆ 

“ใช่...และเพราะเรื่องในวันนี้พวกเราเองก็คงต้องป้องกันให้เข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม”

 

เพราะสุนัขที่ใกล้จะจนตรอกมักไม่เลือกวิธีการ เกรงว่าต่อจากนี้...ความสงบที่เคยมีมาจะเริ่มหายไป

 

“หลายปีก่อนแม้จะรู้ว่าสกุลฉินไม่มีใจภักดีต่อแว่นแคว้น ทว่าทั้งอดีตฮ่องเต้ บิดาของข้า และท่านต่างก็มิอาจทำอันใดได้ เพราะชื่อเสียงความดีงามที่บรรพบุรุษสกุลฉินสั่งสมมา คนพวกนั้นดำเนินการในที่ลับอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ...ทว่ายามนี้ไม่เหมือนกันแล้ว”

 

มีหลักฐานที่จะสามารถเอาผิดสกุลฉินได้ และเหล่าอาณาประชาราษฎร์ก็มิได้โง่

 

ความจริงแล้ว...เรื่องนี้เป็นเพราะองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋น

เพราะสกุลฉินอยากใช้ประโยชน์มากมายจากเขา วางแผนการแล้วแผนการเล่า ทั้งในที่ลับที่แจ้งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย...

 

“เจ้าตามหาน้องชายเจ้าไปถึงไหนแล้ว?” เย่เทียนหลงยืดตัวให้ลู่จิงช่วยปลดอาภรณ์จากร่างออก แล้วก็ก้าวลงถังน้ำ พระหัตถ์แกร่งดึงร่างท่านอัครเสนาบดีให้ลงมาแช่ในถังน้ำใบใหญ่ด้วยกัน เอ่ยกระซิบข้างหูเบาๆ “ข้าไม่รังแกเจ้าหรอกเสี่ยวจิง” มือหนานวดไปตามร่างกายขาวเบาๆ ให้ลู่จิงผ่อนคลาย พิงอกกว้างแล้วหลับตาพริ้ม

“ยังตามหาไม่เจอ แต่ข้าส่งข่าวออกไปแล้ว อีกไม่นานเขาก็คงกลับมา” น้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง กล่าวได้ว่าเป็นคนสกุลลู่เหมือนกัน อีกฝ่ายเป็นสกุลลู่สายรองที่ไม่สนใจตำแหน่งราชการและออกท่องไปทั่วหล้า “ข้าไม่อยากให้ทั้งอาถิงและซืออวิ๋นน้อยต้องกังวลใดๆ”

แม้ยุคสมัยนี้ความรักระหว่างบุรุษกับบุรุษด้วยกันนั้นจะเปิดกว้างกว่าเมื่อก่อนมาก มีบุรุษที่อยู่กินด้วยกันมากมาย แต่ยิ่งสูงศักดิ์เพียงใดก็ไม่พ้นซึ่งคำครหานานา

 

เขาเพียงแค่...หาทางออกให้บุตรทั้งสองที่ตนรักและเอ็นดูยิ่ง

 

“คนเป็นพ่อแม่น่ะหลงเกอ ต่อให้รู้ว่าพวกเขาเข้มแข็งและดูแลตนเองได้ดี ดูแลกันได้ดีเพียงใด...ต่อให้โตแล้วแค่ไหน ก็ยังอยากปกป้องเหมือนพวกเขาเป็นเด็กๆ อยู่ดี” ลู่จิงหัวเราะตนเองเบาๆ ก่อนอ้อมแขนแกร่งจะกระชับโอบเอวไว้แน่น จนผิวกายขาวแนบสนิทกับวรกายแกร่ง เย่เทียนหลงทนความเย้ายวนของคนในอ้อมแขนไม่ไหว เชยคางเรียวขึ้นจุมพิตริมฝีปากนั้นแรงๆ หนึ่งทีและคราวนี้ก็ไม่มีการคัดค้านจากลู่จิงอีกด้วย 

มือเรียวรั้งลำคอแกร่งที่ทำท่าจะผละออกไป พลางคลี่รอยยิ้มจาง กะพริบดวงตาดอกท้อปรือปรอยหนึ่งครา ดูยั่วเย้าสติผู้คนเสียเหลือเกิน “จูบข้าอีกสิขอรับ...หลงเกอ”

ดวงตาคมมองเจ้าจิ้งจอกน้อยจอมยั่วนิ่งงัน คำรามในลำคอเบาๆ ร่างกายถูกกระตุ้นให้เร่าร้อนเพียงเพราะน้ำเสียงและดวงตา “เจ้ากำลังทำให้ข้าตระบัดวาจา”

 

ที่บอกว่าจะไม่ทำอันใดเสี่ยวจิง

 

ลู่จิงหัวเราะแผ่ว ขยับกายเสียดสีกับร่างกายแกร่งเบาๆ พลางเอียงหน้าเล็กน้อยคล้ายเด็กใสซื่อไร้เดียงสา ทว่ายั่วเย้านัยน์ตาคนเฝ้ามอง “เช่นนั้น...ข้ารังแกท่านเองก็ได้นะขอรับ”

“เจ้ามันตัวร้าย!” เย่เทียนหลงรัดเอวลู่จิงไว้แน่น จัดการคนชอบหาเรื่องให้ตนสติหลุดให้สมใจ อย่างไรเสียพรุ่งนี้ก็งดว่าราชการอยู่แล้ว ช่างเหมาะเจาะทีเดียวเพราะวันพรุ่งข่าวลือของจวนสกุลฉินคงแพร่ไปทั่ว และเขาให้องครักษ์แพร่กระกายข่าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

พวกเจ้าเคยอยากปล่อยข่าวลือทำร้ายเสี่ยวจิงของข้า

กล้าแตะต้องลูกชายลูกสะใภ้ข้า ลูกศิษย์ของข้าอีก

ทำให้เจ้าตัวน้อยของข้าโมโห

ฮ่องเต้อย่างข้าย่อมต้องเก็บเกี่ยวการพลาดพลั้งของพวกเจ้าและคืนสนองให้อย่างงามอยู่แล้ว!

 

พระเนตรคมกล้าเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเยียบเย็น ก่อนจะหายไปวับยามคนในอ้อมแขนเอียงหน้ามอง เย่เทียนหลงเพียงยิ้มจาง ก่อนจะจัดการกลืนกินเสี่ยวจิงของตนไปจนย่ำรุ่งมาเยือน...

 

……ต่อ…..

 

เช้านี้เมืองหลวงฝูหยางของต้าเซี่ยเกิดขาวที่พูดกันปากต่อปากจนลือกันไปทั่วเมืองและทั่วแว่นแคว้นในเวลาไม่นาน...มิใช่สิ แคว้นใกล้เคียงก็ยังรู้ข่าวฉาวนี้

 

ข่าวของหนึ่งในสกุลใหญ่แห่งต้าเซี่ย

สกุลฉิน

 

ทุกโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา เหลาอาหาร และร้านค้าต่างซุบซิบกันราวเป็นเรื่องสนุก บอกเล่ากันปากต่อปาก ทุกตรอกซอกซอยและมุมถนนต่างคุยกันแต่เรื่องนี้

“จริงรึ! ไอ้หยา! ถูกตัดไอ้นั่นเลยรึ ข้าล่ะสยองจริงๆ!”

“นั่นสิ ช่างลงมือได้โหดเหี้ยมเหลือเกิน”

“มิใช่เพราะฉินเจานั่นวางแผนร้ายกับผู้อื่นก่อนหรอกหรือ กล้าลงมือกับคุณชายลู่เขาก็ได้รับกรรมแล้ว!”

“นี่เรียกว่ากรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง!”

“ก็จริง คุณชายลู่เป็นผู้มีความสามารถ ทำคุณูประการให้แว่นแคว้น ส่วนฉินเจาอะไรนั่นวันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากอวดแบ่ง เข้าหอนางโลมนายโลม ข่มขู่ผู้อื่นตอบสนองความใคร่ของตนเอง!”

“ยิ่งพูดยิ่งถูก ข้าเคยเห็นเจ้านั่นข่มขู่สาวงามที่หอเสียงสวรรค์ให้มาบริการตนเอง ใครๆ ก็รู้ว่าหอเสียงสวรรค์ขายเสียงดนตรีไม่ได้ขายตัว ซ้ำยังเอาชื่อสกุลฉินมาอ้างอีก!”

“เลวจริงๆ!”

“ดังนั้นนี่ถึงได้เรียกว่าสมน้ำหน้าแล้ว!”

“จริงด้วย!”

“นี่ๆ แล้วเรื่องที่คุณหนูรองกับคุณหนูสาวสกุลฉินรุมตบคุณหนูสกุลจ้าวนั่นอีกเล่า”

“ใช่ๆ นี่ข้าก็ได้ยิน เห็นลือว่ากระทั่งฮองเฮายังต้องพระราชทานยามาให้ เพราะคุณหนูจ้าวคงถึงขั้นเสียโฉม!”

“หยา ช่างเป็นสตรีที่ลงมือได้หนักกันจริงๆ!”

“คุณหนูสองคนนี้อารมณ์ร้ายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกเราต่างรู้กันดี!”

“ข้ายังจำภาพที่พวกนางตบคนกลางตลาดได้อยู่เลย!”

“ข้าก็จำได้ เจ็บแทนสตรีคนนั้นยิ่งนัก!”

“สกุลฉินเป็นสกุลใหญ่เสียเปล่า เห็นได้ชัดว่าสั่งสอนบุตรหลานไม่ดี เสียชื่อสกุลจริงๆ”

“ผู้เฒ่าฉินเมิ่งมิใช่เป็นที่นับถือของบรรดาบัณฑิตทั่วหล้าหรอกรึ เหตุใดแค่สั่งสอนคนในบ้านยังทำไม่ได้ ป่านนี้ไม่เสียหน้าแย่แล้วหรืออย่างไร”

“เจ้าไม่รู้อะไร! ผู้เฒ่าฉินก็มิได้ดีเด่นักหรอกน่า บัณฑิตมากมายต่างส่ายหน้าไม่คบค้าสมาคมด้วยแล้วไม่เห็นหรือ!”

“น่าเสียดายจริงๆ เป็นสกุลใหญ่ที่มีประวัติยาวนานแท้ๆ”

“พูดไปแล้วสกุลฉินที่ดีอยู่ก็มีแค่คุณชายสามคุณหนูใหญ่และคุณหนูสี่เท่านั้น คุณหนูสี่น่ะถึงนางจะหยิ่งไปบ้างแต่ไม่เคยด่าว่าใครหรือทำร้ายใคร ซ้ำยังมือเติบตบรางวัลใหญ่โตให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ ด้วยซ้ำ”

“คุณชายสามก็เก่งกาจมากความสามารถ เย็นชาไปหน่อยแต่นิสัยดียิ่งนัก”

“ลือกันว่าที่เรื่องราวเมื่อคืนไม่ลุกลามใหญ่โตกว่านี้ก็เพราะคุณชายสามจัดการ แขกเหรื่อเห็นแก่หน้าเขามากกว่าเห็นแก่หน้าผู้เฒ่าฉินเสียอีก”

“คุณหนูใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางเป็นหมอหญิงที่มากฝีมือ รักษาผู้คนอย่างสุดความสามารถไม่คิดเงินแม้แต่ตำลึงเดียวด้วยซ้ำ!”

“ลูกหลานมากมายแต่มีดีอยู่แค่ไม่กี่คน ข้าเป็นผู้เฒ่าฉินคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”

“เจ้าไม่รู้อะไร...ข้าได้ข่าวมา...ผู้เฒ่าฉินอาจจะกำลังวางแผนการใหญ่...”

“หา!! แผนการใหญ่อันใด!!”

“ชู่ว! พวกเจ้าห้ามเสียงดัง! แค่ข่าวลือ! ข่าวลือเข้าใจหรือไม่!”

“นี่มันเรื่องใหญ่นา!! จะคิดการใหญ่ภายใต้การปกครองอันเป็นธรรมของฮ่องเต้ สกุลฉินสมองมีปัญหาหรืออย่างไร!!”

“ถ้ากล้าคิดจริงๆ นี่ยิ่งกว่าสมองมีปัญหาเสียอีก!”

“ก็สงสารแค่คุณหนูใหญ่กับคุณชายสาม คุณหนูสี่น่ะประเดี๋ยวก็แต่งออกไปแล้ว แต่คุณหนูใหญ่กับคุณชายสามนี่สิ เฮ้ออออ!” 

“ถึงว่าสิเช้านี้สกุลฉินถึงได้เงียบสนิท ปิดประตูไม่ต้อนรับใคร ไม่มีใครออกมาด้วย”

“ชื่อเสียงสกุลฉินเสื่อมเสียลงทุกวันๆ แล้ว”

ข่าวคาวของสกุลฉินคราวนี้มิใช่เป็นเพียงข่าวลือ มีตระกูลใหญ่ไม่น้อยเป็นพยาน และบอกเล่ากันไปเรื่อยๆ กลายเป็นคลื่นลมในราชสำนัก กระทั่งมีหลายคนถวายฎีกาถึงความไม่เหมาะสมของคนสกุลฉิน ขนาดฉินไห่ฟงและฉินฮวาซิงเองก็ได้รับผลกระทบไปไม่น้อย แต่คนหนึ่งกำลังเตรียมยาสมุนไพรเพื่อจะออกเดินทางไปชายแดนอีกรอบ อีกคนก็ไปทำงานอย่างไม่สนใจใคร เพราะมีคนซนบางคนหงุดหงิดแทนเขาไปแล้ว

ขนาดไม่อยากเจอหน้าลู่ถิงอวี่เพราะหมั่นไส้คนขี้อวด เนี่ยรุ่ยเอินยังไปนั่งแหมะนอนเล่นนอนกินอยู่ในห้องทำงานของอีกฝ่ายเพราะไม่อยากให้เจ้าหน้านิ่งต้องมากังวลกับเรื่องไร้สาระ!

“เย่เฟิง นี่ขนมอันใดหรือ? รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว” เนี่ยรุ่ยเอินมองขนมที่ทำเป็นรูปใบไม้สีเขียวใส รสชาตินุ่มลิ้นทานแล้วรู้สึกสดชื่นซ้ำยังมีกลิ่นของสมุนไพรจางๆ อีก 

เย่เฟิงเงยหน้าจากม้วนกระดาษที่กำลังคร่ำเคร่งกับมันอยู่แล้วก็ยิ้มจาง “เจ้าต้องถามถิงอวี่แล้ว นั่นส่งมาจากจวนอัครเสนาบดี”

ลู่ถิงอวี่นั่งเอกเขนกมองด้านนอกอย่างผ่อนคลายอยู่ลุกขึ้นนั่งดีๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้เนี่ยรุ่ยเอิน “ซืออวิ๋นให้พ่อครัวเตรียมให้ข้าโดยเฉพาะ ผสมสมุนไพรทำให้สดชื่นน่ะ”

เนี่ยรุ่ยเอินกลอกตา เจ้ามารร้ายนี่กระไร อันใดๆ ก็คนงามน้อยซืออวิ๋น!

 

ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นบุรุษคลั่งรักแต่เจ้ามิจำเป็นต้องคลั่งรักทุกเวลาก็ได้!

พูดอะไรออกมาสิบประโยคเป็นเรื่องของคนงามน้อยซืออวิ๋นไปแล้วเสียเก้าประโยค...ต่อให้ไม่เกี่ยวลู่ถิงอวี่หน้าเหม็นผู้นี้ก็ยังโยงให้เกี่ยวได้!

 

“เจ้าไม่พัก?” ฉินไห่ฟงเอ่ยถามลู่ถิงอวี่ ลูบหลังคอเนี่ยรุ่ยเอินเบาๆ ราวจะช่วยปลอบให้อาหารหมั่นไส้ของเสี่ยวรุ่ยจางลง เห็นอีกคนเงยหน้ามาทำหน้ายุ่งย่นจมูกใส่ก็รู้สึกว่าน่าเอ็นดูมาก

“ภรรยาข้าก็อยากให้ข้าพักผ่อนอยู่กับบ้านดีๆ แต่ช่วยไม่ได้...งานเยอะถึงเพียงนี้ขืนข้าพักไปอีกคนพวกเจ้าสองคนคงลำบาก อีกทั้งข้าก็มิได้เป็นอะไรจริงๆ” ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้ายิ้มๆ ยามนึกถึงภรรยาตนที่เมื่อเช้าตอนเขาตื่นแล้วบอกว่าจะมาทำงานในวังหลวง อวิ๋นก็ตาโตจนแทบจะให้คนขับเขามัดกับเตียง แต่ก็รู้ดีว่าช่วงนี้สำคัญเช่นกันดังนั้นเลยกำชับมายาวเหยียด ซ้ำยังให้พ่อครัวเตรียมสำรับมาส่งสามเวลาโดยเฉพาะ 

“ปีหน้าก็จะสอบเตี้ยนซื่อแล้ว งานย่อมเยอะเป็นธรรมดา” เย่เฟิงส่ายหน้า มองกองงงานที่กองอยู่อีกหลายกองซึ่งต้องรอให้พวกเราตรวจสอบและจัดการ บางส่วนก็ต้องส่งให้เสด็จพ่อทอดพระเนตร ส่วนไหนที่อยู่ในขอบเขตขององค์ชายรัชทายาทเขาก็สามารถอนุมัติได้ทันที

“โอ้! จะสอบใหญ่แล้วสินะ วันไหนรึ” เนี่ยรุ่ยเอินกินขนมของลู่ถิงอวี่ไปจนหมด เขาไม่สนใจสายตาเย็นๆ ของเจ้าคนหวงของหรอก ขนาดขนมยังหวงได้...คนงามน้อยซืออวิ๋นดีกับเขาที่สุด ถ้าเจ้าหน้านิ่งกล้าใจแคบเรื่องของกินตนจะไปฟ้องเสียเดี๋ยวนี้เลย!

“กำหนดเป็นฤดูใบไม้ผลิเหมือนสอบชุนซื่อ แต่ยังมิได้กำหนดวัน” ฉินไห่ฟงเป็นคนตอบก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เพราะการสอบเข้าใกล้มาเมื่อไหร่ก็หมายถึงงานที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้นไม่หยุด

 

ปีหน้า...คงงงานยุ่งยิ่งกว่าตอนนี้

 

การสอบใหญ่หน้าพระพักตร์ทุกๆ สามปีนี้จะเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจของบรรดาขุนนางไปไม่น้อย ขุนนางหลายฝ่ายคงพยายามอยากให้คนของตนสอบติดหนึ่งในสามกันทั้งนั้น แต่ตั้งแต่ที่ฝ่าบาทเย่เทียนหลงเสวยราชย์มาการสอบหน้าพระพักตร์วัดกันที่ความสามารถหาใช่ชาติตระกูล ดังนั้นบรรดาผู้มีความรู้ความสามารถแต่ไม่มีใครหนุนหลังต่างวาดหวังกับการสอบครั้งนี้กันมาก

 

ใบไม้ผลิปีหน้า...เมืองฝูหยางคงคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วหล้า

เพียรหวังว่าเรื่องยาวยุ่งเหยิงเหล่านี้...จะจบลงก่อนเวลานั้นมาถึง...

 

“เอ้า แล้วที่เจ้ามารร้ายนั่งเหม่อไปยิ้มไปนี่มิได้กังวลเรื่องงานหรอกรึ?” ในเมื่อตั้งปีหน้านี่กว่าจะสอบ แล้วเหตุใดจึงได้ไม่ทำงานทำการปล่อยให้เจ้าหน้านิ่งของเขา...ไม่สิไม่ใช่ของเขาสักหน่อย! 

เนี่ยรุ่ยเอินคิดไปคิดมาก็เถียงกับตัวเอง ยีหัวตัวเองยุ่งจนคนอื่นๆ พากันส่ายหน้า มีเพียงฉินไห่ฟงคนเดียวที่ยิ้มจางอย่างเอ็นดู

เห็นบรรยากาศและท่าทางของสองคนนี้แล้วลู่ถิงอวี่รู้สึกหมั่นไส้พิกล ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย...จากนั้นก็คลี่รอยยิ้มหวานหยด “กำลังทำกิจวัตรประจำวันของตนเอง”

“หืม?” แต่ละคนเอียงหน้าสงสัย กิจวัตรประจำวันบ้านไหนถึงได้นั่งมองฟ้าไปแล้วก็ยิ้มเช่นนี้

“กิจวัตรประจำวันของข้าแน่นอนว่าย่อมต้องเป็นการคิดถึงภรรยาตัวเอง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “แม้จะคิดถึงซืออวิ๋นอยู่ทุกวันแต่ต้องมีเวลาสักเค่อสองเค่อนั่งคิดถึงอย่างตั้งใจ...เพราะภรรยาของข้านั้นแสนดีมากๆ”

 

ไม่น่าถามเลย บ้าเอ๊ย!!

 

ฟังคำตอบของลู่ถิงอวี่แล้วแต่ละคนก็พร้อมใจกันปิดตาจากนั้นก็ถอนหายใจ เบือนหน้าหนีกันทันที!

 

เจ้าคนขี้อวดคลั่งรักนี่! เอาไปทิ้งไกลๆ ที่ไหนก็ได้!

 

ลู่ถิงอวี่ไม่สนใจท่าทางเช่นนั้น เขาเอนตัวพิงหมอนอิงนุ่มๆ ที่ภรรยาของตนให้คนนำมาให้โดยเฉพาะ พลางหยิบงานของตนมาจัดการต่อ เงยหน้ามองทั้งสามคน “เฮ้อ...สนทนากับคนไร้คู่อย่างพวกเจ้าไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา พวกเจ้าไม่สามารถเข้าใจความสุขของข้าได้หรอก”

“ฮึ่มมมม! เจ้าหน้านิ่ง! เจ้าปล่อยข้านะ ข้าจะอัดเขาสักที ฟาดให้เจ็บหนักไปเลย!” เนี่ยรุ่ยเอินโมโหจนผมแทบจะชี้ ดีที่ฉินไห่ฟงเกี่ยวเอวไว้เสียก่อน มิเช่นนั้นเสี่ยวรุ่ยคงไปทุบตีลู่ถิงอวี่แล้ว 

อ้อ...ที่เขาห้ามมิใช่เป็นห่วงลู่ถิงอวี่หรอก ยังคิดว่าคนน่าหมั่นไส้นี่สมควรโดนทุบตีสักทีจริงๆ นั่นล่ะ แต่ประเดี๋ยวเสี่ยวรุ่ยของตนจะเจ็บมือเอา อีกอย่างขืนลู่ถิงอวี่เจ็บตัวขึ้นมางานของเขาก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

 

แล้วก็...อืม...ประเดี๋ยวองค์ชายใหญ่จะโมโหเอา

 

คิดถึงคนที่เกรี้ยวกราดแสดงอำนาจบารมีอันแกล้าแกร่งที่จวนสกุลฉินเพื่อปกป้องลู่ถิงอวี่แล้วฉินไห่ฟงก็ได้แต่นับถือปนขำ

 

ดูเหมือนคนใจดีก็มีเกล็ดย้อนที่แตะต้องไม่ได้อยู่...

 

“ข้าเห็นด้วยกับเจ้านะรุ่ยเอิน แต่ถ้าเจ้าทุบเขางานของข้ากับไห่ฟงจะเพิ่มขึ้น ไห่ฟงจะไปเพื่อนเจ้าเที่ยวเล่นมิได้ อีกทั้งพี่ใหญ่ของข้าก็จะเสียใจ เช่นนั้นเจ้าทำเมินไปก่อนเถิด” เย่เฟิงส่ายหน้าอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับสหายคนนี้ดี

 

เขาคิดว่าลู่ถิงอวี่ก่อนแต่งงานนั้นอาการหนักแล้ว...ดูเหมือนจะประเมินเพื่อนสนิทต่ำไปจริงๆ

เพราะลู่ถิงอวี่ยังอาการหนักกว่านั้นได้อีก!

 

มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดทุกวันนี้เสด็จพ่อถึงได้ชังน้ำหน้าอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเสด็จแม่ทั้งสองยังมิใคร่อยากจะเจอหน้าลู่ถิงอวี่ ลองไปพูดเช่นนี้ให้ผู้ใหญ่ขี้หวงที่จนบัดนี้ก็ยังทำใจไม่ได้ที่พี่ใหญ่ออกเรือนฟังดูสิ

 

ต้องถูกไล่ไปชายแดนที่ไหนสักที่เป็นแน่!

 

แต่ก่อนที่ลู่ถิงอวี่จะถูกหมั่นไส้ไปมากกว่านี้ก็เห็นพ่อบ้านซุนจี้ถือตราประจำตัวองค์ชายใหญ่เข้าวังเอาอาหารมาส่งคุณชายของตนตามรับสั่งองค์ชายใหญ่

“ถวายพระพรองค์ชายรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” ซุนจี้และคนจากจวนอัครเสนาบดีทำความเคารพเย่เฟิงที่มีฐานะสูงสุดในห้อง จากนั้นก็คำนับลู่ถิงอวี่ ฉินไห่ฟงและเนี่ยรุ่ยเอิน เมื่อเย่เฟิงโบกมือก็ยกอาหารจากตะกร้าวางเรียงรายบนโต๊ะ 

“สำรับของคุณชายจะแยกเป็นพิเศษนะขอรับ อาหารทุกอย่างผสมสมุนไพรสำหรับบำรุงร่างกาย พ่อครัวปลุงอย่างพิถีพิถัน องค์ชายใหญ่ทรงเสวยทุกอย่างแล้วตรัสว่ารสชาติดีจึงนำมาให้คุณชายขอรับ” ซุนจี้ยกตะกร้าสำรับพิเศษออกมาจัดเรียงก่อนจะเอ่ยบอกคุณชายของตน 

องค์ชายใหญ่ลงไปกำชับพ่อครัวตั้งแต่เช้ารวมถึงชิมอาหารทุกอย่างด้วยตนเอง อันไหนรสชาติไม่ถูกปากก็มิได้นำมาให้คุณชายทาน

 

ช่างใส่ใจและน่ารักยิ่งนัก คุณชายของตนโชคดีจริงๆ!

 

“ภรรยาใส่ใจข้าเสมอ” ลู่ถิงอว่ยิ้มรับ มองอาหารตรงหน้าด้วยแววตาหวานล้ำและรู้สึกอบอุ่นไปทั่วร่าง แม้จะเป็นเรื่องประจำวันแต่ทุกครั้งเขาก็ยังรู้สึกดีและอบอุ่นใจเสมอ

“องค์ชายยังฝากมาบอกว่าวันนี้เชิญองค์ชายรัชทายาท คุณชายและทุกท่านไปที่หอวารีด้วยขอรับ องค์ชายได้เชิญองค์ชายสี่รวมถึงคุณหนูหยางไว้แล้ว”

“คำสั่งภรรยาข้าย่อมไม่ขัด” ลู่ถิงอวี่พยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปมองแต่ละคน “พวกเจ้าก็ห้ามขัดใจภรรยาข้าเป็นอันขาดนะ”

“เจ้าเลิกพูดเถิด!” ทั้งสามคนประสานเสียงพร้อมกันอย่างอดไม่ไหวทนไม่ได้ ก่อนจะมองหน้ากันแล้วพร้อมใจถอนหายใจเฮือกใหญ่!

ส่วนลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ สอบถามเรื่องของเย่ซืออวิ๋นกับพ่อบ้านซุนจี้อีกครู่ใหญ่ก่อนจะกลับไปกินข้าวและเริ่มทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจ...

ดูเหมือนเรื่องราวข่าวฉาวของสกุลฉินเหล่านั้นจะมิได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาหรือทำให้เกิดความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

 

นี่เป็นเรื่องของกรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมคืนสนอง!

 

.......

 

จวนอัครเสนาบดีลู่ทุกวันนี้ถึงจะมีเจ้านายอีกคนเข้ามาก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่นัก นอกจากบรรดาบ่าวไพร่และข้ารับใช้ที่เคารพนับถือพร้อมจะปรนนิบัติดูแลเจ้านายคนใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

องค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นแต่งเข้าสกุลลู่กับคุณชายเพียงคนเดียวของจวน กล่าวคือถือเป็นนายแห่งจวนนี้อีกคน แต่เย่ซืออวิ๋นไม่ได้แย่งอำนาจในการดูแลจวนมาจากลู่จิง ลู่ถิงอวี่หรือพ่อบ้านซุนจี้แต่อย่างใด สิ่งไหนที่จวนอัครเสนาบดีเคยเป็นมาก็ยังเป็นอย่างนั้น ว่างก็นั่งตรวจสอบทรัพย์สินของตนเองที่รู้สึกว่าจะเพิ่มมากขึ้นๆ จนต้องสร้างห้องหลังใหญ่ๆ ไว้เก็บ...

ยามองค์ชายใหญ่แต่งงานทรัพย์สินเดิมของฉินกุ้ยเฟยก็มากอยู่แล้ว ของหมั้นหมายทั้งหมดเสด็จพ่อก็ยกให้ตนทุกชิ้นซ้ำยังเพิ่มสินเดิมมาให้อีกหลายเท่า ไม่ใช่แค่เสด็จพ่อ...เสด็จแม่ฮองเฮา เสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟย น้องรอง น้องสาม น้องสี่ จวนสกุลหยาง ล้วนเพิ่มสินเดิมมาให้ตนจนทุกวันนี้ก็ยังตรวจสอบไม่หมด...

 

นับว่าร่ำรวยจนมิต้องทำอันใดนอนกินนอนเล่นเป็นตัวขี้เกียจทั้งชาติก็ไม่มีทางอดตาย

 

“กลับมาแล้วหรือซุนจี้ ถิงอวี่เป็นอย่างไรบ้าง” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้าจากภาพวาดที่กรมช่างศิลป์ส่งมาขอคำชี้แนะ ก่อนจะถามซุนจี้ที่กลับมาจากวังหลวง พลางยื่นมือรับชาจากอันกงกง

“คุณชายสุขสบายดีขอรับ องค์ชายมิต้องทรงเป็นกังวล” ซุนจี้กล่าวยิ้มๆ

เย่ซืออวิ๋นย่นจมูก “มิต้องเป็นกังวลอันใดกันเล่า ถิงอวี่น่ะดื้อ” 

ซุนจี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ต่อให้ในใจเขาจะคิดว่าคุณชายตนนั้นเป็นเด็กดีอย่างไรแต่กับองค์ชายใหญ่แล้วนั้นเขา...เอ่อ...เขาถือข้างองค์ชายใหญ่มากกว่าคุณชาย...สักเล็กน้อย

องค์ชายใหญ่มาที่จวนสกุลลู่ตั้งแต่เด็ก ข้ารับใช้ทุกคนย่อมคุ้นชินและปฏิบัติกับพระองค์ราวเจ้านายคนหนึ่งของจวนมานานแล้ว อีกทั้งองค์ชายใหญ่ก็มิเคยถือตน ไม่เคยด่าทอหรือทำร้ายข้ารับใช้ 

เนื่องจากนายท่านและคุณชายต่างก็มีงานยุ่งดังนั้นเรื่องการดูแลจวนแล้วส่วนมากเป็นของพ่อบ้านอย่างซุนจี้ แต่เมื่อคุณชายแต่งงานอำนาจการดูแลย่อมต้องตกเป็นขององค์ชายใหญ่ มีบ่าวไพร่หลายคนที่คิดว่าซุนจี้จะเสียใจที่ต้องอำนาจในจวนไป แต่เขาไม่เคยเสียใจ...กลับดีใจเสียด้วย

แต่องค์ชายใหญ่ก็ทำให้ความดีใจของเขาสูญเปล่า เพราะพระองค์ตรัสว่าไม่รับ ยกให้เขาจัดการนั่นล่ะดีแล้ว ถ้าเหนื่อยนักก็พึ่งพาอันกงกงได้ จัดการให้เรียบร้อยค่อยส่งรายละเอียดไปให้พระองค์ทอดพระเนตร...ทรงงานยุ่งอยู่แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลจวนอีก ยกหน้าที่นี้ให้เขาจัดการนั่นล่ะดีที่สุด

และที่ทำให้ซุนจี้ยอมเหนื่อยต่อไปก็เพราะคำตรัสที่บอกว่าไว้ใจตนพร้อมรอยยิ้มงดงามและดวงตาแสนสุกสกาวนั่นล่ะ...

 

ถ้าองค์ชายใหญ่ทรงตรัสเอ่ยความต้องการของตนออกมาใต้หล้านี้ผู้ใดบ้างจะกล้าปฏิเสธ

ผู้ที่ทำลงต้องเป็นคนใจยักษ์ใจมาร!

 

“อันกงกง ประเดี๋ยวเอาม้วนภาพทั้งหมดนี่ส่งไปกองช่างศิลป์ทีนะ ข้าตรวจสอบและเขียนคำแนะนำลงไปเรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนสองภาพนี้ข้าเพิ่งใช้สีใหม่ที่ผสมหมึกลายครามลงไป บอกพวกเขาด้วยว่า...เอ่อ...ห้ามแย่งกัน” พูดแล้วเย่ซืออวิ๋นก็ถอนใจเล็กน้อย ทุกครั้งที่ตนวาดภาพย่อมต้องมีคนแย่งชิงกันเสมอ และท้ายที่สุดผู้ชนะก็มักจะเป็น...

 

เสด็จพ่อ

 

มิรู้ว่าเสด็จพ่อของตนทรงทราบมาจากไหนว่าแต่ละครั้งเขาวาดภาพอันใดบ้าง ได้ยินน้องรองบอกแว่วๆ ว่าภาพวาดเหล่านั้นถูกแขวนไว้ในตำหนักจิ้งหยางทั้งหมด และก็เปิดตำหนักใหม่เพื่อเก็บภาพที่เขาวาดโดยเฉพาะ อีกทั้งภาพวาดของเขาบางชิ้นก็ราคาสูงมาก เย่ซืออวิ๋นมักได้ยินสามีบ่นอยู่เสมอว่าขนาดเจ้าตัวที่เป็นสามียังแย่งชิงภาพสู้เสด็จพ่อของตนไม่ได้ แล้วก็ขอให้เขาวาดให้ใหม่อยู่ทุกครั้งไป

 

มิรู้ว่าจะแข่งกันไปทำไม

 

“คุณชายฝากกระหม่อมให้บอกองค์ชายว่าอย่าลืมพักผ่อน นอนกลางวันสักสองชั่วยามก็ยังดีพ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า ก่อนจะย่นจมูกอีกรอบ “นี่ข้าหรือถิงอวี่ที่ไม่แข็งแรงกันแน่ เหตุใดคนที่สมควรพักผ่อนถึงไม่ยอมพักผ่อนกลับบอกให้ข้าพักผ่อนเล่า? เอาเถิด...พักก็พัก”

 

เย่ซืออวิ๋นคิดว่าตนเป็นภรรยาที่ดีและเชื่อฟังสามีคนหนึ่ง

 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ คนจากจวนสกุลฉินมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ข้ารับใช้คนหนึ่งรายงานอยู่หน้าประตู

เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้ว ก่อนจะส่งเสียงเหอะในลำคอ เชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่พบ...ตั้งแต่วันนี้ถ้าหากมีคนสกุลฉินมาขอพบข้า ก็บอกปัดไม่ให้หมด”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เห็นนายของตนเริ่มอารมณ์ไม่ดีอีกแล้วอันกงกงก็รีบยกขนมที่พ่อครัวเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ขึ้นวางทันที...พ่อครัวเพิ่งคิดค้นขนมชนิดนี้เพื่อองค์ชายใหญ่โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าตั้งแต่องค์ชายใหญ่แต่งเข้าจวนสกุลลู่มาพ่อครัวทั้งขยันและมีความสุขกับการเข้าครัวมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

พอเห็นของกินน่าสนใจคนที่กำลังโมโหเมื่อครู่ก็ตาวาวทันที ซุนจี้ได้แต่พยักหน้าชื่นชมอันกงกง...สมกับที่ดูแลองค์ชายใหญ่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจริงๆ

“พวกเขามาพบข้าเรื่องอะไรกัน? ถึงอย่างไรข้าก็ไม่อยากพบหน้าพวกเขาอยู่แล้ว ต่อให้มาขอความช่วยเหลืออันใดข้าก็ไม่ช่วยเป็นอันขาด!”

“คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องยาสมุนไพรพ่ะย่ะค่ะ หลายปีก่อนนายหญิง...ฉินกุ้ยเฟยเก็บยาและสมุนไพรล้ำค่าไว้ไม่น้อย บางชนิดเป็นสมุนไพรหายากที่หาแต่ไหนไม่ได้อีกแล้ว คุณชายใหญ่สกุลฉิน เอ่อ...เป็นถึงเพียงนั้น คงต้องใช้สมุนไพรดีๆ ไม่น้อยเชียวพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงเอ่ยขึ้นมา เย่ซืออวิ๋นที่พอจะคาดเดาก็ได้เบ้ปากเล็กน้อย

 

วางแผนร้ายกับสามีของเขาแล้วยังจะมาขอความช่วยเหลือจากเขาอีกงั้นหรือ...คนเรานี่นะจะหน้าด้านอย่างไรก็ควรจะมีขอบเขตเสียบ้างสิ!

 

“หึ! พวกเขาคิดว่าข้าใจกว้างเป็นแม่น้ำหรืออย่างไรกัน อันกงกง สมุนไพรล้ำค่าเหล่านั้นท่านไปจัดแบ่งสรรแล้วส่งเข้าวังไปให้เสด็จพ่อ เสด็จแม่ทั้งสอง ส่งไปตำหนักน้องรอง น้องสาม น้องสี่ เอามาให้ถิงอวี่ของข้ากินกับอาบเล่นยังดีกว่าให้คนสกุลฉิน!”

อย่างไรเสียเย่ซืออวิ๋นก็ร่ำรวยอยู่แล้วแทนที่จะเอาไปให้สกุลฉินเอามาให้คนสำคัญของเขาดีกว่า! กวนโมโหให้คนพวกนั้นโมโหเพิ่มอีกได้ด้วย

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” อันกงกงรับคำด้วยรอยยิ้ม องค์ชายของตนทำอะไรก็น่าเอ็นดูไปเสียหมดจริงๆ

“เอ่อ...องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ คนที่มาเป็นนายท่านสาม...ฉินเซ่าเจ๋อ แต่กลับไปแล้ว ก่อนไปยังฝากจดหมายฉบับนี้ไว้ให้พระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ข้ารับใช้ที่มารายงายยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่นายทานสามสกุลฉินเขียนขึ้นมาหน้าประตูจวน เขายังกลัวจนตัวสั่นไม่หายกับบรรยากาศเย็นชาและหายใจจนแทบไม่ออก 

เย่ซืออวิ๋นรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่าน ประโยคสองประโยคแรกเขาก็ย่นคิ้วอย่างไม่ชอบใจ แต่ประโยคถัดมากลับทำให้ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง พลางขำกระดาษในมือทิ้งทันที...ขยำทั้งๆ ที่มือเรียวข้างนั้นกำลังสั่น

“องค์...ชาย พ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงเห็นท่าทีขององค์ชายเหมือนจะเจอเรื่องกังวลใจอะไรบางอย่างก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“ข้าแค่ง่วงน่ะ สงสัยคงได้นอนพักอย่างที่ถิงอวี่กำชับไว้แล้วจริงๆ นั่นล่ะ” เย่ซืออวิ๋นฝืนยิ้ม พยายามสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเผากระดาษแผ่นนั้นจนเป็นเถ้าถ่าน จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงทันที แต่ข้อความจากฉินเซ่าเจ๋อยังลอยอยู่ในหัว

เคยมีหลายครั้งที่คนสกุลฉินมาเยี่ยมเขาที่ตำหนักลั่วสุ่ย และมีหลายครั้งที่เย่ซืออวิ๋นวาดดาบเล่มหนึ่งที่ติดตรึงในความรู้สึกเขาอยู่เสมอ มักจะวาดมันอยู่บ่อยๆ แม้จะวาดแล้วเผาทิ้งไปทุกครั้งแต่เคยมีครั้งหนึ่งที่เย่ซืออวิ๋นเคยถามฉินเซ่าเจ๋อว่าเคยเห็นดาบเล่มนี้หรือไม่ เพราะฉินเซ่าเจ๋อก็เป็นคนหนึ่งที่อาจจะฆ่าตนในชาติก่อน

 

ดาบเล่มนั้นที่สังหารตน

 

เย่ซืออวิ๋นตามหาคำตอบมาเสมอ แม้จะปล่อยวางได้แต่บางเรื่องก็ติดค้างในใจจนมิอาจปล่อยวาง...ถึงจะกลัวคำตอบที่จะได้รับเพียงใดก็ยังอยากรู้อยู่ดี

แม้จะมั่นใจว่าชาติก่อนการที่ตนตกตายไปนั้นอาจจะดีกว่าการมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้...ความผิดมากมายที่ตนก่อทั้งตั้งใจและมิได้ตั้งใจ รวมถึงการที่มิได้มีสายเลือดราชวงศ์แม้แต่น้อยทำให้ไม่คิดว่าตนจะได้รับเกียรติให้ฝังศพอยู่ในสุสานหลวง

 

เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...

 

‘ดาบเล่มนั้นที่องค์ชายเคยถามกระหม่อมว่าเคยเห็นหรือไม่...กระหม่อมมิเคยเห็นกับตา แต่ทราบว่าสามารถหาดาบเล่มนั้นได้ที่ไหน’

 

แต่ต่อให้เย่ซืออวิ๋นอยากรู้อย่างไร เขาก็ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยง...นี่มิใช่ชาติก่อนที่ตนไม่มีใคร และลูกหลอกล่อได้ง่ายดายอีกแล้ว

 

เขาจะไม่พาตัวเองไปเสี่ยง...

เพราะรู้ดีว่าถ้าหากตนเป็นอะไรไป...จะมีคนที่เสียใจมากมาย

 

ดวงตาคู่สวยที่คุ่นคิดอะไรอยู่มากมายนั้นค่อยๆ ปรือลงช้าๆ และหลับลงในเวลาไม่นาน ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกให้รู้ว่ากำลังด่ำดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุข...

 

ต่อให้กังวลใจแต่มันก็หาได้เป็นฝันร้าย

 

.........

 

“ท่านพ่อ! ท่านต้องช่วยลูกนะขอรับ อาเจา...อาเจาเป็นถึงเพียงนี้แล้ว ท่านพ่อ...” ฉินเหวินนายท่านใหญ่สกุลฉินร่ำไห้อยู่หน้าเรือนหลักของฉินเมิ่ง เขาโกรธและโมโห แค้นจนกระอักแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ต้องมาคุกเข่าขอความช่วยเหลือจากบิดาเช่นนี้

หมอที่เชิญมาบอกว่าจำเป็นต้องใช้ยาสมุนไพรล้ำค่ามากมายในการรักษาอาการอาเจา อีกทั้งลูกชายของเขายังเสียใจอย่างหนักเพราะกลายเป็นขันทีไปเสียแล้ว!!

 

เพราะพวกมัน เพราะองค์ชายใหญ่และลู่ถิงอวี่!!

พวกมันกล้าทำกับอาเจาของเขาได้อย่างโหดร้ายเหลือเกิน!

 

“หุบปาก! เลิกมาโวยวายหน้าเรือนข้าได้แล้ว! ลูกเจ้าก่อเรื่องเอง สมุนไพรที่มีข้าก็ส่งไปให้เจ้ารักษาอาเจาหมด ออกไปสักที!!”

“ท่านพ่อ ท่านให้ฮวาซิงมารักษา...”

“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้! ฮวาซิงเป็นสตรีจะให้ไปรักษาอาเจาได้อย่างไรกัน!” ฉินเม่งตะโกนอย่างโมโห อาการเขาก็มิได้ดีนัก แต่อยากพักผ่อนดีๆ ก็ไม่ได้เจ้าลูกชั่วมาคุกเข่าร้องไห้จนน่ารำคาญ!

“แต่หมอหลวงโจวเป็นอาจารย์ของนาง! นางควรไปขอร้องหมอหลวงโจว!!” ฉินเหวินเอ่ยอย่าไม่ยอมแพ้ ไม่คำนึงถึงอะไรทั้งนั้นนอกจากลูกชายของตนเอง

 

อาเจาของเขา! ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแผนของท่านพ่อมิใช่หรือ!!

 

“เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร หมอหลวงโจวเป็นหัวหน้าหมอของสำนักหมอหลวงเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงจะเชิญเขามาได้!! ออกไปเดี๋ยวนี้!”

“ท่านพ่อ! อาเจาเป็นแบบนี้เพราะท่าน!” ฉินเหวินตะโกนด้วยความคับแค้นใจไม่ยินยอม กล่าวหาทุกอย่างว่าเป็ฯความผิดของฉินเมิ่ง

 

พลั่ก!

 

ฉินเมิ่งโมโหจนถีบฉินเหวินหงายหลัง เขาหอบหายใจหนักหน่วง “ออกไป!!” 

ฉินเซ่าเจ๋อที่กลับมาถึงจวนหรี่ดวงตามองนิ่งๆ จากนั้นก็เดินไปสกัดจุดฉินเหวินและให้คนมาหิ้วเขาออกไปอย่างรำคาญ...

 

ก็ดีแค่อายุมากกว่าเขา ทั้งสมองทั้งความสามารถล้วนไม่มีสิ่งใดสู้เขาได้

ดีแล้วที่คนโง่งมอย่างนี้มิได้เป็นผู้นำตระกูล ส่วนลูกชายของมันอย่างฉินเจานั่นก็มิอาจสืบทอดสกุลได้อีกแล้ว!

 

ดวงตาเหยียดหยามชัดเจนของฉินเซ่าเจ๋อทำให้ฉินเหวินยิ่งคับแค้น แต่ก็ถูกบ่าวไพร่ที่เป็นวรยุทธ์ลากออกไปจากห้องเสียก่อน 

“ท่านพักผ่อนเถิด” ฉินเซ่าเจ๋อกล่าวกับฉินเมิ่งเรียบๆ 

“ยังดีที่มีเจ้าเซ่าเจ๋อ” ฉินเมิ่งถอนหายใจ เรื่องราวคราวนี้เหมือนทำให้เขาแก่ลงไปหลายปี ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเคือง! “องค์ชายใหญ่...”

“ยังโมโหและไม่ยอมให้พบ แต่ท่านไม่ต้องห่วง...” ฉินเซ่าเจ๋อยกยิ้มร้ายกาจ

 

เขาทิ้งเหยื่อลงไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไร...องค์ชายใหญ่ก็จะต้องเป็นฝ่ายมาหาพวกเขาเอง

 

“เรื่องข้างนอกเจ้าเตรียมการไปถึงไหนแล้ว...ข่าวลือด้านนอกเล่า”

“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องทางนั้นเรียบร้อยทุกอย่าง ส่วนข่าวลือ...คงต้องปล่อยให้ลือไปเช่นนี้ก่อน ท่านพักผ่อนให้ดี ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”

“มีเจ้าการใหญ่ของเราย่อมสำเร็จ” ฉินเมิ่งตบไหล่บุตรชายที่เขาภาคภูมิใจที่สุด พลางคิดว่าถ้าหากบุตรคนอื่นๆ เป็นเหมือนเซ่าเจ๋อคงไม่ต้องมาลำบากถึงเพียงนี้

ฉินเซ่าเจ๋อเดินออกมาจากเรือนของฉินเมิ่ง ใบหน้าของเขายังคงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม แต่ดวงตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์และซุกซ่อนไปด้วยแผนการ

“นายท่าน...”

“หาคนมีฝีมือสักหลายคนจับตาดูรอบๆ เรือนของคุณชายสามไว้อย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็รายงานทุกอย่างให้ข้าทราบด้วย”

“ขอรับ!!”

ฉินเซ่าเจ๋อพยักหน้าก่อนจะเดินกลับเรือนของตน เขาไม่ได้พักผ่อนแต่นั่งอยู่บนเตียงเงียบๆ และหลับตาลง

ต่อให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนการ หรือกระทั่งตอนนี้สกุลฉินกำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา...เพราะแผนการใหญ่ที่วางไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายนัก

 

มันยังไม่จบหรอก...

 

เสี่ยวจิง เย่เทียนหลง

นี่แค่การโหมโรงเท่านั้น...

 

.........

 

“ท่านพ่อ ท่านพ่อช่วยข้าด้วย ข้าเจ็บเหลือเกิน ท่านพ่อ...ฮือออ” เสียงโอดครวญของฉินเจาจากในห้องดังออกมา ข้ารับใช้ทั้งหลายพากันก้มหน้างุดไม่กล้าสงสัย แต่ละคนมิอยากจะเดินมาแถมเรือนของคุณชายใหญ่เลยเพราะกลัวถูกอาลาะวาดเอา

“อาเจาลูกพ่อ เจ้าไม่ต้องห่วง...เจ้ากินยาให้ครบตามที่หมอสั่ง เจ้าก็จะแข็งแรงขึ้นแล้ว” ฉินเหวินปลอบลูกชายด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เห็นลูกชายเพียงคนเดียวเป็นเช่นนี้เขาก็รู้สึกเสียใจยิ่งนัก

 

แค้นพวกมันที่บังอาจทำกับอาเจาของเขาได้ถึงขนาดนี้!!

 

“ท่านพ่อ พี่ใหญ่” เสียงของคุณหนูรองสกุลฉินดังขึ้นด้านนอก นางดูกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้ามา ฉินเหวินเห็นลูกสาวที่ควรคูกกักบริเวณลงโทษออกมาเดินข้างนอกเขาก็ขมวดคิ้ว

“เจ้าออกมาทำไม!”

“ท่านพ่อ! พี่ใหญ่เป็นพี่ชายข้า ข้าย่อมต้องมาดูเขา...” นางร้องไห้เสียงดัง ก่อนจะโวยวาย “บัดนี้งานหมั้นหมายของข้าถูกยกเลิกไปแล้ว สกุลดีๆ ในเมืองหลวงก็ไม่มีใครอยากแต่งข้า...ฮึก ท่านพ่อเจ้าคะ...ข้าเสียใจ ข้าเสียใจ!”

ฉินเหวินปวดหัวหนักกว่าเดิม ลูกชายเขาประสบปัญหาลูกสาวก็ยังมาเจอเคราะห์อีก!!

“ข้ากับน้องสามไม่อาจแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตาได้แล้ว! แต่นางฟางหนี่ว์กับนางฮวาซิงกลับเชิดหน้าชูตาอยู่ได้...ท่านพ่อไม่ยุติธรรมเลยเจ้าค่ะ!!”

ฉินฟางหนี่ว์ที่ตอนแรกจะเป็นชายารองขององค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นเว่ยนั้นบัดนี้สูงศักดิ์นักเพราะแคว้นเว่ยส่งหนังสือมาบอกว่านางจะเป็นชายาเอกขององค์ชายรัชทายาท! ส่วนฉินฮวาซิงทั้งตระกูลก็ทุ่มเทเปิดทางให้นางเป็นชายาของรัชทายาทเย่เฟิง หรือต่อให้นางมิได้ตำแหน่งนั้นอย่างไรก็ต้องได้แต่งงานกับสกุลใหญ่ที่มีอำนาจและชื่อเสียง

 

แต่พวกนางสองคนกลับตกต่ำ! 

จะไม่ให้ริษยาเจียนคลั่งได้อย่างไรกัน!!

 

“เจ้าออกไปก่อน อย่ามาโวยวายในห้องพี่ชายเจ้า!” ฉินเหวินถลึงตามองบุตรสาว เมื่อเห็นว่าฉินเจาหลับไปแล้วเขาก็ออกจากห้องไป

“ท่านพ่อข้าแอบรู้มาว่านางฮวาซิงนั่นเหมือนจะมีคนในดวงใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ...ท่านต้องจัดการเรื่องนี้ให้ลูกนะเจ้าคะ ถ้าหากข้าแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตาไม่ได้ พวกนางก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน!!” น้ำเสียงของนางเอ่ยอย่างคับแค้นใจและอาฆาตมาดร้ายอย่างที่สุด

ฉินเหวินหรี่ตาลงเล็กน้อย  เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกบนฝ่ามือ ก่อนจะแสยะยิ้มอันแสนบิดเบี้ยว

“ไม่ต้องห่วง! ข้าจะให้นางแต่งออกไปไม่ได้ อับอายขายหน้าเสียยิ่งกว่าที่เจ้าต้องเจอ!!” ในเมื่อท่านพ่อไม่ช่วยอาเจา ข้าก็จะขัดขวางแผนการของท่านเหมือนกัน!

 

อยากให้ฉินฮวาซิงเป็นชายาขององค์ชายรัชทายาทงั้นหรือ!

ไม่มีทาง!!

 

ในเมื่อบุตรสาวของเขาต้องรับเคราะห์จนถูกลือกันไปว่าเป็นคุณหนูอารมณ์ร้ายไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นชื่อเสียงดีงามของฉินฮวาซิงก็ปล่อยให้มันย่อยยับจนไม่อาจแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตาได้เช่นกัน!!

 

ในเมื่อข้าเป็นทุกข์ข้าก็จะลากพวกเจ้าทั้งหมดมาให้ทุกข์ไปกับข้าด้วย!!

 

……….

 

สกุลฉินนี่นะ…เฮ้อ เหมือนที่ชาวบ้านเขานินทาไว้นั่นแหละค่ะ ดีๆ อยู่ไม่กี่คน แข่งกันเองทั้งน้านนน

ส่วนพี่ลู่ พี่ก็ยังเป็นคนคลั่งรักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เพิ่มเติมคือมากขึ้น 555 แต่สามีภรรยาคู่นี้เขาก็เป็นพวกคลั่งรักทั้งคู่นั่นแหละค่ะ แหม…คนหนึ่งก็บอกว่าเชื่อฟังภรรยา อีกคนก็บอกว่าเชื่อฟังสามี เฮ้ออออ!

หลังๆ ก็อาจจะเครียดๆ เล็กน้อย แต่ก็มีมีความหวานและน่าหมั่นไส้ให้อ่านกันตลอดแน่นอนค่ะ ไม่ใช่แค่คู่หลักร้อกกก หลายคนก็เริ่มทนถูกอวดใส่ไม่ได้กันแล้ว เริ่มไม่อยากโสดกันแล้ววว เดี๋ยวจะมาขิงแข่งกับพี่ลู่ 555 ^_^

ช่วงนี้อากาศบ้านเราไม่น่ารัก ทุกคนรักษาสุขภาพและดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ พักผ่อนกันเยอะๆ น้าาา ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงสุขภาพของเรานะคะ หมอบอกว่าอากาศอย่างนี้ทำได้แค่ดูแลตัวเองและกินยา ถ้าหนักกว่านี้และยังไม่หายจริงๆ ก็คงต้องแอดมิด T_T ใครที่เป็นภูมิแพ้มากอดๆ กันนะคะ งือออ ดังนั้นทุกคนต้องดูแลตัวเองอย่าให้ป่วยกันน้าาา

ขอบคุณมากๆ นะคะ ^_^

 

สำหรับวันนี้ฝันดีและราตรีสวัสดิ์น้าาาา ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.264K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #4143 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 18:05
    เอาแล้ววววววว
    #4,143
    0
  2. #3730 HYUNPARK (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 15:51
    อยากให้ใครก็ได้ตีลู่ถิงอวี่สักทีนึง หมั่นไส้เหลือเกินเจ้าคนคลั่งรัก แต่ถ้าเสด็จพ่อมาเมื่อไหร่เจ้าตัวน้อยก็พร้อมทิ้งทุกคนเข้าสู่อ้อมอกของเสด็จพ่ออยู่ดี รักมากกว่าใครๆแล้วล่ะคนนี้
    #3,730
    0
  3. #3010 Capricornus4 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 10:06
    ใครมันจะคลั่งรักได้ขนาดเน้!!!! หมั่นไส้ไม่ไหวๆๆๆๆๆ หลังๆเริ่มกรอกตาตามองค์ชายทั้งหลายแหละ 5555
    #3,010
    0
  4. #2919 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 22:54
    เราลืมคิดว่าใครฆ่าน้องไปเลย55555แต่ตอนนี้คือต้องมาคิดใหม่แง้ รอค่าาาา
    #2,919
    0
  5. #2915 Kathar (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 18:28
    เป็นเรื่องที่น่ารักน่าอ่านมากเรื่องนึงเลยค่ะ อ่านรวดเดียวเลยไม่ได้เม้นทุกตอน แฮะแฮะ😅
    #2,915
    0
  6. #2914 PP2545 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 15:17
    รอออออออออ
    #2,914
    0
  7. #2913 Lalaland332221 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 11:52
    รอออออออ
    #2,913
    0
  8. #2911 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 22:29
    ลงขัน ไม่ฮ่องเต้ ก็องค์รัชทายาทค่า ท่านผู้ท่านที่ลู่ถิงกล่าว ต้องเป็นคนใหญ่โตและต้องใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์ชายใหญ่ ตามบทบรรยายตอนแรก ให้ไปนั่งจับผิดกันดีๆ แต่จะว่ายกุ้ยเฟยก็ไม่ได้เพราะนางเป็นคนเด็ดขาด อืมมมมมม ติดตามต่อไปปป
    #2,911
    0
  9. #2909 pagerP (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 11:08
    อยากอ่านอะไรเครียดๆแล้วอะ แต่ไม่เอาแบบเครียดตอนที่องค์ชายใหญ่รู้ว่าคนที่ฆ่าตนคือพี่ลู่อะนะ อันนั้นเอากรุบๆพอ เอ้ะนี้ชั้นเดาส่งเดชไปหรือเปล่า? 5555
    #2,909
    0
  10. #2908 ฟูจินางะ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 00:59

    ต้องให้ดาบสะบันลำคอก่อนเหรอถึึงจะรู้สึก? อะไรนะ คอขาดก็ยังจะกลายเป็นผีอาฆาต อืม ๆ เรียกยมฑูตมารับตัวแปป

    #2,908
    0
  11. #2907 0488 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 22:15
    สกุลฉินนะสกุลฉิน เฮ้ออออออ
    #2,907
    0
  12. #2906 February Asce (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 21:07
    กรอกตา 360 องศาให้พี่ลู่ อยาก อ่านคู่อื่นบ้างนอกจากคู่หลัก รอเขามาขิงใส่กันอยู่นะคะ
    #2,906
    0
  13. #2905 ครับพี่ครับ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 16:20

    ได้พ่อนี่เอง

    #2,905
    0
  14. #2904 NP.SSJ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 10:48
    เมื่อไหร่จะหยุดคิดแผลชั่วๆ สักทีละนิ ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างมีลมหายใจแบบนี้ก็นับเป็นบุญแล้วนะ🤔🤔🤔//อิฉันจะไปเผาจวนสกุลฉิน แล้วนะแบบนี้
    #2,904
    0
  15. #2903 Notty Kero (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 08:38
    ยังคงเดินหน้าเรื่องเลวทรามต่อไป เราคิดตรงกันกับบางท่านที่อ่านว่าคนที่จบเรื่องราวในชาติที่แล้วอาจจะเป็นฮ่องเต้หรือเปล่านะ
    #2,903
    0
  16. #2902 Lentear (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 03:34
    อยากจะเบิ๊ดกะโหลกพ่อน้องซะจริง ไห่ฟงกับแมวน้อยนี่ลูกเอ็งนะโว้ยยยยย
    #2,902
    0
  17. #2901 sakura_eye (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 02:55

    ความจริงใครฆ่าน้องก็ไม่รู้นะ แต่เชื่อว่าฮ่องเต้เป็นคนฆ่าน้องแล้วสัก70% อีก30%เหลือไว้เก็บเศษหน้าตัวเอง ตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนปัจจุบันก็ยังเชื่อแบบนี้อยู่ ✧◝(⁰▿⁰)◜✧
    รอนะคะไรท์ๆๆ ขอบคุณนะคะ( ꈍᴗꈍ)
    #2,901
    0
  18. #2900 snow_crystal (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 00:31

    เฮ้ออออออ สกุลฉินถ้ารู้จักรักกัน คงไม่เดินหาหายนะอย่างนี้หรอก

    #2,900
    0
  19. #2899 Littlemar (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 23:26
    เฮ้ออออ ~
    #2,899
    0
  20. #2898 mothergod (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 21:43
    น้องงงง หนูไม่ต้องสนใจนะลูกกก ทุกอย่างจะโอเค ไม่ต้องออกไปหาพวกชั่วนั้นด้วย โอเคไหม กอดๆๆ
    #2,898
    0
  21. #2897 YuwathidaPangtib (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 21:35

    นี่คิดว่าฮ้องเต้หรือลุงว่ะ(พ่อน้อง)แต่เเบบ...โอ้ยยย ค้างหนักมากก
    #2,897
    0
  22. #2896 panxxdalin (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 21:12
    พูดได้ไหมพี่จี้ แต่ก็พูดมาตลอดแล้วแหละ เราคิดว่าคนที่ฆ่าน้องในชาติที่แล้วคือฮ่องเต้ มันมีประโยคที่บอกว่าข้าจะฝังศพเจ้าอย่างสมเกียรติ ฮือ แต่เราเชื่อว่าพอรู้เรื่องทั้งหมดแล้วน้องจะไม่เป็นไร น้องปล่อยวางมานานแล้วอะ
    #2,896
    0
  23. #2895 pcard (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 21:06
    เอาใจช่วยให้น้องและทุกคนหาทางรับมือให้ถูก ไม่ว่าพวกนั้นจะวางแผนอะไรไว้ เราต้องชนะ!!
    #2,895
    0
  24. #2894 skyblue_2580 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 21:03
    ปวดไมเกรนกับคนตระกูลฉิน
    #2,894
    0
  25. #2893 POJJANEE_PANWINK (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 20:58
    คนโง่ก็คือคนโง่ เหมือนที่ฉินเซ่าเจ๋อว่า โตกว่าแต่ไม่มีสมองไม่ฉลาด ถามจริงเถอะ พวกสกุลฉินจะเอาอะไรไปงัดกับองค์ชายใหญ่ สมองก็ไม่มี ฉลาดรึก็ไม่ เงินทองยศฐารึอำนาจบารมียิ่งแล้วใหญ่ แต่ก็ดีนะถือว่าจัดการรวบยอดทีเดียวเลยแล้วกัน ขออย่างเดียว ขออย่าให้น้องติดเบ็ดที่ฉินเซ่าเจ๋อหย่อนลงไปแค่นั้นพอ แค่นี้น้องก็ต้องนอนฝันร้ายแทบทุกวันคืนแล้ว สงสารน้อง // รอลุ้นค่ะ
    #2,893
    0