ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 10 : 十 ท้องพระโรงไท่หยวน (二 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,667
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,608 ครั้ง
    14 มิ.ย. 63

 

“องค์ชาย...” ภายในตำหนักลั่วสุ่ยอันกงกง...กงกงใหญ่ประจำตำหนักกำลังทำสีหน้าอ้อนวอนอย่างที่สุด ในมือขันทีใหญ่นั้นถือถ้วยยาที่กำลังมีไอควันลอยล่องจางๆ ส่งกลิ่นขมๆ ให้ชวนเวียนหัว

“ข้าหายดีแล้ว ไม่ต้องดื่มยาแล้วล่ะ อันกงกงเททิ้งไปเถอะ...นะ” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่อ้อนกว่าทุกวัน องค์ชายใหญ่เกลียดการดื่มยายิ่งนัก สองเทียบที่ผ่านมามีองค์ชายทั้งหลายเป็นคนป้อนทำให้ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่พอเป็นอันกงกงที่ชอบใจอ่อนกับลูกอ้อนขององค์ชายที่รักยิ่งแล้วองค์ชายใหญ่ก็เริ่มเกเรไม่อยากดื่ม

 

ยาขมขนาดนั้น...ขนาดกินพวกผลไม้เชื่อมกับน้ำตาลก้อนตามก็ยังขมติดปลายลิ้นอยู่ดี!

 

“องค์ชายของกระหม่อม...นี่เป็นเทียบสุดท้ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทรงกลั้นใจดื่มอีกนิดก็ไม่ต้องทนดื่มอีกแล้ว” อันกงกงพยายามเกลี่ยกล่อม แต่พอเห็นพระเนตรกลมโตแวววาวนั้นมองมาอย่างออดอ้อน ซ้ำยังกระพริบตาปริบจนแพขนตาสวยนั้นสั่นไหว ทำให้คนแก่ๆ ชักใจอ่อนอยากจะเทยาทิ้งไปเสียให้จบๆ ขันทีและนางกำนัลคนอื่นในตำหนักยอมแพ้ไปกันหมด จึงเป็นหน้าที่ของเขา...

 

ถึงจะใจอ่อนแค่ไหนก็ห้ามเด็ดขาดนะอันกงกง!

 

กงกงใหญ่พยายามใจแข็งอย่างเต็มที่ แต่พอมองสบพระเนตรงดงามขององค์ชายใหญ่ก็เริ่มรู้สึกต้านทานไม่ได้อีกรอบ

“องค์ชายเพคะคุณชาลู่มาขอเข้าพบเพคะ” เสียงนางกำนัลรายงานมาจากด้านนอก ทำให้เย่ซืออวิ๋นรีบผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมหยิบเสื้อคลุมของตัวเองติดมือไปด้วย ส่วนอันกงกงนั้นก็มีสีหน้าโล่งใจ

 

รอดแล้ว...ตนเชื่อว่าคุณชายลู่มีวิธีให้องค์ชายใหญ่ดื่มยาเป็นแน่

 

“ถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นก้าวอย่างรวดเร็วไปหยุดข้างกายลู่ถิงอวี่ทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายทักทายอะไรกับตนก็เอาเสื้อคลุมวางพาดบนไหล่ร่างที่สูงกว่าให้ “บอกกี่ครั้งแล้วให้พกผ้าคลุมมาด้วย ตำหนักลั่วสุ่ยน้ำค้างเยอะ ประเดี๋ยวถ้าไม่สบายไปจะลำบากนะ”

ลู่ถิงอวี่ยิ้มบางรับความห่วงใยนั้น เขาจับมือเล็กกว่าที่ผูกเชือกผ้าคลุมให้ตนเสร็จมากุมไว้หลวมๆ ก่อนจะยื่นมืออีกข้างไปแตะแก้มใส..แม้จะดูสุขภาพดีเช่นเดิม แต่ก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้อยู่ดีว่าอีกฝ่ายผ่านการตกน้ำมา ยามรู้ข่าวลู่ถิงอวี่ยอมรับว่าตนร้อนรนมาก แทบอยากจะเข้าวังมาอย่างเร่งด่วนด้วยความเป็นห่วง ดีที่เขาระงับความกังวลของตัวเองไว้ได้ทัน

 

องค์ชายน้อยผู้นี้มีอิทธิพลกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ ...

แต่ลู่ถิงอวี่เองก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น

 

“ฟังเจ้า...เข้าไปข้างในเถิด เจ้าตัวเย็น”

“ถิงอวี่ยังตัวเย็นกว่าข้าอีก แต่ยืนอยู่ข้างนอกนานไม่ได้” เย่ซืออวิ๋นจูงมือลู่ถิงอวี่ให้เข้าไปด้านในตำหนัก ภายในนั้นอบอุ่นอย่างมาก เพราะทุกคนล้วนกลัวว่าไอเย็นหรือลมเย็นเพียงเล็กน้อยจะทำให้องค์ชายของพวกเขาไม่สบาย ดูแล้วการตกน้ำเพียงครั้งเดียวของเจ้าของตำหนัก ทำให้ข้ารับใช้ทุกคนกังวลยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด...ทุกอย่างในตำหนักลั่วสุ่ยเลยเข้มงวดขึ้นอีกระดับ

“คารวะคุณชายลู่” อันกงกงรีบวางน้ำชาอุ่นลงบนโต๊ะทันทีอย่างรู้ใจ ก่อนจะคาราวะคุณชายลู่จากนั้นก็ยิ้มราวมองเห็นพระมาโปรด “คุณชายของบ่าวได้โปรดช่วยบ่าวด้วยเถิดขอรับ”

“หืม?” ลู่ถิงอวี่ที่นั่งบนเก้าอี้รองเบาะนวมเลิกคิ้ว มองอันกงกงแล้วไปมององค์ชายใหญ่ที่กำลังส่งสายตาห้ามปรามกงกงของตนอยู่ ใบหน้างดงามคลี่รอยยิ้มเล็กน้อย “อันกงกงมีอะไรให้ข้าช่วยลองกล่าวมาเถิด”

“องค์ชายของบ่าวไม่ยอมดื่มยาขอรับ บ่าวเองก็จนปัญญาแล้ว โปรดรบกวนคุณชายลู่ช่วยเกลี้ยกล่อมองค์ชายใหญ่ด้วยเถิดขอรับ” ไม่เพียงอันกงกงข้ารับใช้อีกสามสี่คนในห้องก็ค้อมศีรษะลงต่ำคล้ายขอร้องอย่างที่สุด ทำเอาลู่ถิงอวี่ได้แต่ยิ้มขำ

 

ยามมองไปยังใบหน้าแดงก่ำของเจ้าของตำหนักก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด

 

“เป็นหน้าที่ข้าเอง”

“รบกวนคุณชายลู่แล้ว” อันกงกงยื่นถาดไม้ที่มีถ้วยยา พวกผลไม้เชื่อมและก้อนน้ำตาลวางไว้บนโต๊ะ ก่อนตนและคนอื่นๆ จะย้ายไปรอรับใช้อยู่ด้านนอก ปล่อยหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ให้เป็นของคุณชายลู่

 

บุตรชายท่านอัครเสนบาดีได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ

ต้องทำให้องค์ชายของพวกเขาดื่มยาได้แน่นอน!

 

“ซืออวิ๋นไม่ยอมดื่มยาหรือ” ลู่ถิงอวี่หยิบถ้วยยามาคนก่อนจะถามยิ้ม คนถูกถามยามนี้นั้นพวงแก้มแดงก่ำ กำลังบ่นข้ารับใช้ทั้งหมดในตำหนักตนอยู่ในใจ ก่อนจะหันมากระพริบตาปริบๆ ใส่ลู่ถิงอวี่

“ยาขม” น้ำเสียงนั้นราวเด็กน้อยที่ถูกบังคับให้ทำเรื่องน่าขับข้องหมองใจมาฟ้องผู้ปกครอง ทั้งน่าสงสารและน่าเอ็นดู ยิ่งผสานไปกับดวงตากลมโตงามฉ่ำแววดุจลูกแมวน้อยคู่นั้นอีก

 

ช่างพาให้คนใจอ่อนโดยแท้

มิแปลกใจเลยว่าทำไมข้ารับใช้ในตำหนักนี้ถึงสู้องค์ชายใหญ่ไม่ได้กันสักคน

 

“อ้ะ...ถิงอวี่ทำอะไรน่ะ?” เย่ซืออวิ๋นเลิกคิ้วเมื่อเห็นลู่ถิงอวี่ตักยาขมๆ นั่นขึ้นดื่ม เห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วแล้วก็รีบจับมือลู่ถิงอวี่ไว้ทันที “มันขมมากเลยนะ”

“อืม...ข้าอยากลองชิมดูว่ามันขมขนาดไหนซืออวิ๋นจึงไม่ยอมดื่ม” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเสียงเบา ก่อนจะขมวดคิ้วอีกนิด “ที่แท้ก็ขมถึงเพียงนี้เลย”

“รีบกินน้ำตาลเชื่อมตามเร็ว” เย่ซืออวิ๋นใช้อีกมือป้อนน้ำตาลเชื่อมให้ลู่ถิงอวี่ถึงปาก ยามที่ปลายลิ้นอุ่นร้อนนั้นแตะปลายนิ้วเขาก็รู้สึกร้อนวาบทั้งร่างอย่างน่าแปลกใจ ดวงตาคู่สวยเบิกขึ้นเล็กๆ พวงแก้มเป็นสีแดงเรื่อ

 

ข้าเป็นอะไรไปนะ!

 

“หวาน...หวานมาก” ลู่ถิงอวี่หรี่ดวงตาหงส์คู่งามลง ยิ่งทำให้เขาดูงดงามมากขึ้น เสี้ยวหนึ่งในดวงตาซุกซ่อนไปด้วยความเจ้าเล่ห์และความพึงใจ...ที่หวานมิใช่น้ำตาล

“อะ...อือ...น้ำตาลก้อนก็หวานอยู่แล้ว จะได้กลบรสขมของยา” เย่ซืออวิ๋นดึงมือกลับมา รู้สึกปลายนิ้วยังร้อนผ่าวอยู่เลย เขาหันซ้ายหันขวาทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

“ยานี่ดูแล้วน่าจะสามเทียบ แล้วอีกสองเทียบก่อนหน้าเล่า ซืออวิ๋นดื่มมันอย่างไรหรือ?” ด้วยความที่เป็นคนป่วยมานาน ลู่ถิงอวี่คุ้นชินกับพวกยาและสมุนไพรเป็นอย่างดี ตัวเขาเองก็มีกลิ่นพวกนี้ติดกายไปแล้ว ดังนั้นมองปราดเดียวและชิมไปคำเดียวเขาก็รู้แล้ว...

“เทียบแรกน้องรองเป็นผู้ป้อน แต่มันขมเกินไปข้าเลยดื่มรวดเดียว เทียบสองทั้งน้องรอง น้องสาม น้องสี่มานั่งเป็นกำลังใจให้ ข้าในฐานะพี่ชายก็ต้องรีบดื่ม”

 

เป็นพี่ชายจะให้น้องชายรู้สึกว่าเขากลัวยาถ้วยเดียวได้อย่างไร...ศักดิ์ศรีความเป็นพี่ใหญ่เขาต้องรักษา!

ถึงแม้ยามันจะขมมากก็เถอะ! ขมยังไงก็ต้องดื่ม!

 

ลู่ถิงอวี่พยักหน้าเข้าใจ “ซืออวิ๋นเก่งมาก” เขาชมด้วยดวงตาอันพิสุทธิ์ ทำให้เย่ซืออวิ๋นเกาแก้มตัวเองอย่างเขินๆ

“เช่นนั้นก็ดื่มถ้วยนี้ให้หมดเถิดนะ...”

“แต่ว่า...มันขมมาก”

“ข้าจะดื่มเป็นเพื่อน ป้อนให้ซืออวิ๋นคำหนึ่ง ข้าดื่มคำหนึ่ง เช่นนี้ดีหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่ว่ายิ้มๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ารัวทันที “ไม่เอา ยาขมขนาดนี้ทำไมถิงอวี่ก็ดื่มด้วยเล่า เฮ้อ! ช่างเถิด มาๆ ข้าดื่มเอง” เย่ซืออวิ๋นดึงถ้วยยามาถือไว้ มองมันราวเป็นอะไรที่น่ากลัวที่สุดในโลก กลั้นใจดื่มมันลงคอก่อนจะหลับตาปี๋ รสชาติขมปี๋ไหลผ่านลำคอ หยาดน้ำตาหยดเล็กซึมผ่านหางตาดูแล้วน่าสงสารนัก

ลู่ถิงอวี่ยื่นมือมาเช็ดน้ำตาออกให้แผ่วเบา ขยับเข้าไปใกล้เขาดึงถุงเล็กๆ ในเขนเสื้ออกมา ก่อนจะหยิบก้อนสีใสราวผลึกแก้วมาป้อนให้เย่ซืออวิ๋น ยามแตะริมฝีปากแดงเรื่อนั้นรู้สึกว่าปลายนิ้วตนเองร้อนผ่าว ทิ้งความอบอุ่นจางๆ ให้อุ่นไปทั้งร่าง

ความหวานหอมคล้ายอมลูกท้อไว้ในปากกลบความขมของยาไปจนหมด ทำให้เย่ซืออวิ๋นลืมตาขึ้นพร้อมกระพริบตาปริบๆ อย่างงงๆ เขาเห็นลู่ถิงอวี่นั่งมองตนอยู่ในระยะใกล้

“ถิงอวี่...นี่คือ?” นิ้วเรียวชี้ไปที่ปากตัวเอง ท่าทางช่างสงสัยราวเด็กตัวน้อย

“ผลึกท้อ เป็นลูกอมที่พ่อครัวในจวนข้าคิดค้นขึ้น ยามเด็กข้าเองก็เกลียดการดื่มยาขมเลยพกมันติดตัวตลอด ผสมสมุนไพรรสหวาน ไม่ลดสรรพคุณทางยาของยาเดิม ช่วยกลบความขมได้ดีนัก”

“อืม...พอมีผลึกท้อของถิงอวี่แล้วยาก็ไม่ขมเลย ขอบคุณเจ้ามาก” เย่ซืออวิ๋นกุมมือลู่ถิงอวี่ไว้อย่างขอบคุณ...สมกับเป็นถิงอวี่เหลือเกิน ขนาดยาขมก็มีวิธีจัดการ!

“เป็นความดีความชอบของพ่อครัวที่บ้าน ข้าไหนเลยจะกล้าแอบอ้าง” ลู่ถิงอวี่ปล่อยให้มือเล็กนั้นกุมมือตนไว้ ขอบชอบนักยามที่เห็นดวงตาคู่นั้นมองตนเช่นนี้

“ฮื่อ! แต่ถ้าถิงอวี่ไม่เอามาให้ข้ากิน ข้าก็ต้องทนขมอยู่ตั้งนาน ผลไม้เชื่อมกับน้ำตาลก้อนพวกนี้ช่วยไม่ได้มากหรอก อ้ะ...ถิงอวี่สุขภาพไม่ดี ต้องดื่มยาขมๆ พวกนี้ประจำเลยใช่หรือไม่”

“อืม”

“ถิงอวี่! ...เจ้าลำบากแล้ว” เย่ซืออวิ๋นมองลู่ถิงอวี่อย่างเห็นใจนัก การต้องทนดื่มยาขมๆ พวกนี้ประจำนั้นต้องทรมานมากแน่ๆ แต่ถิงอวี่ไม่ดื่มก็ไม่ได้อีก...เขาจะน่าสงสารเกินไปแล้ว!

“ไม่ลำบาก” ลู่ถิงอวี่ตอบยิ้มๆ สำหรับพวกยาขมนั้นเขาชินเสียแล้ว ดื่มอย่างไรก็ไม่ขม พ่อครัวในจวนก็เลิกทำผลึกท้อให้เขามาตั้งแต่อายุเจ็ดแปดขวบ แต่ตอนได้ข่าวว่าองค์ชายใหญ่ตกน้ำตนก็ไปบอกให้พ่อครัวทำไว้ก่อนจะนำติดตัวเข้าวังมาด้วย...เพื่อให้อีกฝ่ายโดยเฉพาะ “ผลึกท้อนั้นอมเล่นได้ ถ้าซืออวิ๋นชอบข้าจะให้คนทำมาให้อีก” ลู่ถิงอวี่หยิบถุงสีฟ้าในแขนเสื้อออกมาให้เย่ซืออวิ๋น

“จะรบกวนถิงอวี่เกินไปหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าถาม เพราะเขาคิดว่าอย่างไรเสียลู่ถิงอวี่ก็เป็นคนป่วยจำเป็นมากกว่าเขา

“ไม่หรอก...ของสิ่งนี้ไม่ได้ปรุงยากอะไร รบกวนเสียที่ไหนกัน”

“อื้ม! เช่นนั้นก็ขบอคุณเจ้ามาก” เย่ซืออวิ๋นรับถุงสีฟ้านั้นมากุมไว้ ในใจรู้สึกอบอุ่นมาก...ความใส่ใจจากลู่ถิงอวี่ที่จริงใจเช่นนี้ ชาติก่อนตนไม่เคยได้รับเลย ดังนั้นแค่ลูกอมเพียงถุงเดียวเขาก็ดีใจมาก “ข้าแบ่งให้น้องสี่ด้วยได้หรือไม่? เขาเองก็ต้องดื่มยาขมๆ บ่อยๆ แม้จะชอบทำสีหน้าเหมือนไม่ขม แต่ข้าเห็นน้องสี่ขมวดคิ้วตลอดเวลายามดื่มยา”

เย่ซืออวิ๋นผู้ป้อนยาให้น้องสี่ทั้งสามเทียบนั้นรู้ดี เห็นน้องชายเป็นเช่นนั้นแล้วคนเป็นพี่อย่างเขาก็ปวดใจไม่น้อย แล้วมิรู้ว่าน้องสี่ไปทำอันใดมา มือเลยชาจนขยับลำบาก...เวลาจะดื่มยาก็ให้คนมาตามเขาไปป้อนให้ มิเช่นนั้นก็ไม่ยอมดื่ม ทำเอาน้องรองกับน้องสามแทบจะตีน้องชายผู้นี้ข้อหารบกวนพี่ใหญ่

ลู่ถิงอวี่หรี่นัยน์ตาคู่สวยของตนลงเล็กน้อย...องค์ชายสี่น่ะหรือจะกลัวการดื่มยาขม? ไม่มีทางหรอก...คงแค่อยากหาเรื่องอ้อนองค์ชายใหญ่ก็เท่านั้น มิต้องสงสัยว่าการที่องค์ชายใหญ่ลงไปช่วยอีกฝ่ายขึ้นมาจากสระน้ำก็สามารถทลายกำแพงในใจขององค์ชายสี่ได้แล้ว...และหันมาเป็นเด็กอ้อนพี่แทน

 

หึ...เห็นทีองค์ชายสี่ผู้นี้จะว่างเกินไปจริงๆ นั่นละ

 

“ข้าจะมอบให้เขาเอง เจ้าไม่ต้องลำบากแบ่งให้เขาหรอก” ลู่ถิงอวี่คิดว่าให้พ่อครัวทำพวกพริกสอดไว้ข้างในด้วยก็ดี ยามอมองค์ชายสี่จะได้แสบร้อนไปทั้งคอ พ่อครัวจวนเขากลบกลิ่นพริกได้ดีจนใครยากจะจับได้อยู่ด้วย...องค์ชายสี่ไม่ชอบของเผ็ดร้อน แต่พริกนั้นดีต่อร่างไม่ใช่หรือ? ...เมื่อถูกองค์ชายให้เกียรติเรียกขานว่าพี่ลู่ เขาก็ย่อมต้องใส่ใจเสียหน่อย

 

ลู่ถิงอวี่หาเหตุผลชอบธรรมให้ตัวเองได้อย่างงดงาม...ทั้งที่ความจริงแล้วตนก็แค่หมั่นไส้องค์ชายสี่แค่นั้นเอง

 

เย่ซือวิ๋นมองรอยยิ้มมุมปากบนใบหน้าของลู่ถิงอวี่อย่างแปลกใจ พลางเอียงหน้าเล็กน้อย “แว่วมาว่าท่านอาจารย์ลู่บอกข้าว่า...”

เสียงนุ่มที่ไม่ค่อยแน่ใจกับใบหน้างดงามที่หลุบต่ำจนแลเห็นเพียงขนตาเรียงตัวสวย ทำให้ลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย วาจาเมื่อครู่...

 

ท่านพ่อสินะ...

ช่างเป็นบิดาที่เก็บความลับให้บุตรชายไม่อยู่เลยเสียจริง

สงสัยลู่ถิงอวี่ก็ต้องทูลพระราชทานขอให้ฮ่องเต้เย่เทียนหลงช่วยฝึกให้ท่านอัครเสนาบดีอีกสักรอบท่าจะดี

 

“เฮ้อ...ท่านพ่อนี่ช่าง...”

“ถิงอวี่อย่าโทษท่านอาจารย์ลู่เลย ข้าเพียงแต่สงสัยว่าถิงอวี่ไม่มาหาข้านานแล้ว มัวทำอะไรอยู่กันแน่” เซ่ซืออวิ๋นรีบเงยหน้าขึ้นมามองลู่ถิงอวี่...สบกับดวงตาหงส์ที่มองเขาอยู่ยิ้มๆ อยู่ก่อนแล้ว

 

ราวกับ...ดวงตาคู่นี้ไม่ได้ละไปจากตนเลยแม้แต่น้อย

 

“ซืออวิ๋คิดถึงข้าหรือ?” ลู่ถิงอวี่ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล มือที่กุมกันอยู่นั้นกระชับแน่นขึ้น ไออุ่นที่ถ่ายทอดมาผ่านมือนั้นทำให้เขาเพิ่งรู้ตัวว่าพวกเขาทั้งสองกุมมือกันไว้ตลอด...

“อะ...ขะ...ข้า” เย่ซืออวิ๋นรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า พวงแก้มแดงจัดอย่างห้ามไม่อยู่ กระพริบตาปริบๆ ทำตัวไม่ถูกขึ้นมา จะนับว่านานได้อย่างไรกันเล่า! แค่สองสามวันแค่นั้นเอง!

“ข้าเองก็คิดถึงซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่เห็นท่าทางตื่นตูมน่าเอ็นดูเช่นนั้นแล้วก็แกล้งต่อไม่ลง แม้จะชอบมองพวงแก้มแดงปลั่งที่แดงก่ำเพราะตน ไหนจะดวงตาฉ่ำวาวที่กำลังสะท้อนภาพของเขา ปลายจมูกแดงเรื่อน่าเอ็นดูนั่นอีก...

เขาไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ดังนั้นการเข้าวังมาทุกวันอาจไม่เหมาะไปบ้าง แต่ช่วยไม่ได้ที่ลู่ถิงอวี่เป็นลูกศิษย์ที่ฮ่องเต้เย่เทียนหลงเอ่ยโอษฐ์เอง เป็นเพื่อนร่วมเรียนของบรรดาองค์ชายทั้งหลาย ดังนั้นฐานะของเขาจึงค่อนข้างพิเศษ

 

ถึงขนาดมีคนกล่าวว่าแม้ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์คุณชายลู่ก็สูงศักดิ์พอกัน

ลู่ถิงอวี่หาได้สนใจวาจาของคนนอกเหล่านี้หรอก เขาเป็นอย่างไรเขารู้ตนเองดีที่สุด

 

ช่วงสองสามวันมานี้มีราชการงานด่วน ทำให้อัครเสนาบดีลู่งดการสอน ลู่ถิงอวี่เองก็ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เลยพักผ่อนอยู่แต่ในจวน...ก็มักเป็นเช่นนี้มาตลอด และเขาเองก็กำลังยุ่งกับการเตรียมของบางอย่างอยู่ด้วย แต่ยามนี้พอมีคนบอกว่าคิดถึงกันแค่เขาไม่เข้าวังมาสองสามวันกลับทำให้รู้สึกดีและชอบวังหลวงขึ้นอีกระดับ

“ในเมื่อท่านพ่อหลุดปากออกไปแล้วก็ช่างเถอะ เพียงแต่ที่ไม่ได้มาหาซืออวิ๋นมิใช่เพราะอะไรหรอก...ข้ากำลังเตรียมของขวัญบางอย่างให้เจ้าอยู่”

“ข้าดีใจมาก!” เย่ซืออวิ๋นยอมรับตรงๆ ...ของขวัญที่ลู่ถิงอวี่เตรียมไว้ให้ตนนั้นนับจากชาติก่อนมาจนถึงชาตินี้ก็เรียกได้ว่า...

 

เป็นของขวัญชิ้นแรก

 

“วันนี้ข้านำเข้าวังมาด้วย แต่เก็บไว้ในรถม้า” เห็นท่าทางดีใจขององค์ชายใหญ่แล้วลู่ถิงอวี่ก็รู้สึกว่าคุ้มกับการต้องดื่มยาเพิ่มขึ้นอีกหลายเทียบเพราะเร่งเตรียมของเหล่านั้น

“เช่นนั้นพวกเราก็ออกไปเอากันเถิด!” เย่ซืออวิ๋นตื่นเต้นดีใจจนแทบจะฉุดมือลู่ถิงอวี่ออกไปด้านนอกแล้ว แต่อีกคนกลับดึงมือเรียวไว้พลางหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนุ่มนวลไปเราะน่าฟังพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนงดงาม

 

ปกติน้ำเสียงของเขาก็ไพเราะมากอยู่แล้ว...ยิ่งยามที่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีเช่นนี้เสียงนั้นก็ราวกับเสียงเครื่องดนตรีชั้นเลิศที่บรรเลงโดยนักดนตรีเอก

 

ลู่ถิงอวี่นี่ช่าง...งามไปทุกส่วน ดูดีทุกกิริยาท่าทาง

งดงามสูงส่งจนเหมือนไม่ใช่มนุษย์จริงๆ นั่นล่ะ!

 

“พวกเราไม่ต้องรีบ...วันนี้ซืออวิ๋นมีเรื่องต้องทำมิใช่หรือ?” ลู่ถิงอวี่ปลอบใจด้วยการป้อนผลึกท้อให้เย่ซืออวิ๋นอีกคำ ความหอมหวานและน้ำเสียงนุ่มๆ นั่นทำให้เย่ซืออวิ๋นว่าง่ายราวลูกแมวน้อย

“ได้...ข้าเชื่อถิงอวี่ แต่เจ้าบอกว่ามีเรื่องต้องทำ? ข้ามีอะไรให้ทำด้วยหรือ...วันนี้ก็ไม่ได้มีเรียนนี่นา” องค์ชายใหญ่พยายามครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะตนตกน้ำเสด็จพ่อเลยออกคำสั่งให้หยุดเรียนไปอีกสองสามวัน แม้พระองค์จะงานยุ่งมากก็มักแวะเวียนมาเยี่ยมตนเสมอทุกครั้งก็มีท่านอาจารย์ลู่มาด้วย ว่านกุ้ยเฟยก็ฝากของบำรุงมาให้กับน้องสาม ฮองเฮายังฝากสมุนไพรชั้นเลิศมาให้ตนตั้งมากมาย

 

การถูกใส่ใจจากผู้คนมากมายเช่นนี้ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นไม่เคยได้สัมผัส...

ไม่สิ...เขาหลีกเลี่ยงมันเองต่างหาก

ทั้งๆ ที่...นี่เป็นความสุขที่หวานล้ำยิ่งกว่าอะไรแท้ๆ ...การได้รับความเอาใจใส่เพราะตนนั้นสำคัญมิใช่หรือ

ตัวข้าในชาติก่อนช่างทำร้ายคนอื่นและทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวไปแท้ๆ

 

“วันนี้มิใช่พวกเราต้องไปศึกษาที่ท้องพระโรงไท่หยวนหรอกหรือ...หืม?” ลู่ถิงอวี่ยื่นมือไปเคาะปลายจมูกเล็กๆ นั่นอย่างอดใจไม่ไหว ยามมองท่าทีสงสัยใคร่รู้ขององค์ชายใหญ่

 

นี่ลืมจริงๆ สินะ...

ช่าง...น่าเอ็นดูเกินไปแล้ว

 

“อ้ะ! จริงด้วย!” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตเมื่อได้ยินคำตอบ วันนี้พวกเขาต้องไปที่ท้องพระโรงไท่หยวนนี่นา เมื่อวานเสด็จพ่อยังให้ท่านเกาจิ้นมากำชับอยู่เลย “แย่ละ! อันกงกง สีกับกระดาษของข้าเล่า ข้ายังไม่ได้เตรียมไว้เลย...ไม่เช่นนั้นจะวาดภาพได้ยังไงกัน” เย่ซืออวิ๋นอยากจะลุกขึ้นแล้ววิ่งไปเตรียมของเสียเดี๋ยวนั้นแต่มือของลู่ถิงอวี่ยังกุมมือของเขาอยู่ ถ้าเขาลุกแรงไปเดี๋ยวถิงอวี่จะบาดเจ็บเอาได้

“กระหม่อมเตรียมไว้ให้องค์ชายเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงที่ได้ยินชื่อตนเข้ามาทันที “ยังมีของว่างกับขนมอีกเล็กน้อยที่เพิ่งทำเสร็จใส่กล่องไว้ให้องค์ชายแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงโบกมือให้นางกำนัลยกของออกมา คนแรกถือตะกร้าที่ข้างในเต็มไปด้วยอุปกรณ์ในการวาดภาพ สีทั้งหมดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ พู่กันหยกหลายขนาด กระดาษที่อยู่ในที่ม้วนกระดาษ ขอบไม้สำหรับขึงกระดาษก็เตรียมไว้แล้วเช่นกัน อีกคนถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยกล่องขนม อีกคนก็ถือตะกร้าพวกอุปกรณ์ชงชาไว้พร้อมสรรพ

“อันกงกงท่านช่างแสนดียิ่งนัก!” เย่ซืออวิ๋นมองกงกงคนสนิทด้วยดวงตาเป็นประกายขอบคุณ ทำเอาอันกงกงได้แต่ยิ้มกว้างรับด้วยความภูมิใจ

 

องค์ชายของกระหม่อมก็แสนดีที่สุดเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ

 

“ถิงอวี่ เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด เดี๋ยวสายแล้วอาจจะไม่ดี...อันกงกง ท่านให้นางกำนัลไปส่งพวกเราก็พอ เรื่องในตำหนักลั่วสุ่ยยังต้องให้ท่านจัดการอีกมาก”

“รับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย หากพระองค์มีอะไรขาดเหลือให้คนมาแจ้งกระหม่อมได้ทันทีเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” แม้จะค่อนข้างกังวลเล็กน้อย แต่อันกงกงก็ทำตามรับสั่ง

เห็นกงกงใหญ่ประจำตำหนักลั่วสุ่ยขมวดคิ้วลู่ถิงอวี่ก็เข้าใจความกังกวลของอีกฝ่ายดี...อันกงกงเป็นอีกคนที่รู้เรื่องราวในปีนั้น ไม่สิ...เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำกระมัง ไม่เหมือนเขาและองค์ชายคนอื่นที่เพียงแต่ได้ยินมา

“องค์ชายใหญ่จะไม่เป็นอะไร...ข้ารับปาก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยแผ่วเบา ก่อนจะปล่อยให้เย่ซืออวิ๋นจูงมือตนออกไปนอกตำหนัก อันกงกงค้อมศีรษะอย่างขอบคุณ ยามมองส่งแผ่นหลังทั้งสองออกไปเขาก็พึมพำเบาๆ

“นายหญิง...ช่วยคุ้มครององค์ชายด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

คิดถึงความสุขของผู้เป็นนายในเวลานี้แล้ว...เห็นได้ชัดว่าทั้งฝ่าบาท เหล่าองค์ชายทั้งหลายและคุณชายลู่นั้นเข้าไปอยู่ในพระทัยองค์ชายใหญ่ อยู่ในส่วนที่สำคัญที่สุดไปแล้ว

 

ถ้าวันใดวันหนึ่งองค์ชายได้รับรู้ความจริงทุกอย่าง...จะรู้สึกอย่างไรกัน

เขาไม่อยากนึกเลย

 

ทำได้เพียงภาวนาให้องค์ชายที่นายหญิงของตนใช้ชีวิตแลกมานั้นมีความสุขยิ่งกว่าใครๆ และดูแลองค์ชายใหญ่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

....................

 

“พี่ใหญ่”

เดินออกจากตำหนักลั่วสุ่ยมาได้ไม่กี่ก้าวองค์ชายรอง องค์ชายสาม และองค์ชายสี่ก็เดินมาพอดี ทั้งสามคนทักทายพี่ชายตัวเองหนึ่งครั้งก่อนจะปรายตามองคุณชายจวนอัครเสนาบดีที่ปกติเข้าวังหลวงก็มักมาทักทายพวกเขา เดี๋ยวนี้หรือคุณชายลู่มาตำหนักลั่วสุ่ยก่อนตลอด

“น้องรอง น้องสาม น้องสี่” เย่ซืออวิ๋นยิ้มให้น้องชายทั้งสาม มือเรียวเล็กของตนกุมมือของลู่ถิงอวี่ไว้...พูดให้ถูกก็คือถูกลู่ถิงอวี่กุมไว้ “น้องสี่ทานยาเทียบสุดท้ายแล้วหรือยัง? ข้อมือหายชาแล้วหรือ?” พี่ใหญ่มองน้องสี่อย่างเป็นห่วง หาได้รับสู้ถึงสายตาเย็นชาของเหล่าองค์ชายที่มองลู่ถิงอวี่เลยแม้แต่น้อย

เย่หานถลึงตาใส่พี่ชายที่นับถือแวบหนึ่งก่อนพยักหน้า “หายดีแล้ว ตั้งใจจะมารับท่าน เจอพี่รองกับพี่สามระหว่างทางที่มา”

“ทุกคนมารับข้าหรือ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาก่อนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย แววยินดีสะท้อนวาววับในดวงตากลมโตคู่สวยนั้น

“ตั้งใจจะมาดูอาการพี่ใหญ่ด้วย” เย่เฟิงยิ้มก่อนจะเดินไปกุมมือพี่ชายอีกข้าง “ดื่มยาเรียบร้อยแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?” เขารู้ดีว่าพี่ใหญ่นั้นเกลียดการดื่มยามากแค่ไหน สองเทียบที่ผ่านมาทำหน้าราวถูกบังคับทั้งน่าสงสารและน่าเอ็นดู...

“ข้าดื่มแล้ว หมดเลยด้วย” เย่ซืออวิ๋นยืดตัวทันที ทำสีหน้าและแววตาอวดๆ จนเย่เฟิงกลั้นยิ้มแทบไม่ไหว เขี่ยจมูกพี่ใหญ่อย่างเอ็นดู

“พี่ใหญ่เก่งยิ่งนัก”

“เก่งอะไรกัน ข้าว่าถิงอวี่ต้องสรรหาวิธีอะไรให้เขาดื่มแน่ ยังจะมาอวดอีก โตขนาดนี้แล้วไหนเลยจะดื่มยาขมไม่ได้” เย่เซียวจิ้มหน้าผากพี่ชายจึกๆ ก่อนจะกอดคอลู่ถิงอวี่แล้วดึงให้อีกฝ่ายออกมาจากเย่ซืออวิ๋น เย่หานที่เข้ากันได้ดีก็ไปแทรกกุมมือพี่ใหญ่ไว้ทันที หมดช่องให้ลูถิงอวี่แทรกแล้ว

ดวงตาหงส์คู่สวยของคุณชายลู่พลันหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ ให้บรรดาน้องชายติดพี่หวงพี่...ช่างเถิด วันนี้ยังมีเวลาอีกมาก ปล่อยให้องค์ชายทั้งสามได้กำไรไปก่อนก็ไม่สาย

“ท่านพ่อคงรอพวกเราอยู่หน้าท้องพระโรงไท่หยวนแล้ว ไปกันเถอะพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

“เก็บคำราชาศัพท์ของเจ้ากลับไปถิงอวี่” เย่เฟิงหรี่ตามองสหายตนเอง ส่วนเย่เซียวก็หัวเราะเบาๆ ก่อนทั้งห้าคนจะเดินไปพร้อมกัน ขบวนขององค์ชายทั้งสี่นั้นไม่ได้ใหญ่โตเพราะแต่ละคนพามาเพียงองค์รักษ์หรือไม่ก็ขันทีคนสนิท ดูเล็กเสียยิ่งกว่าขบวนของนางสนมทั้งหลายเสียอีก

พวกเขาเดินผ่านทิวทัศน์งดงามต่างๆ ในวังหลวง ระหว่างทางก็พูดคุยกันแผ่วเบา คนภายนอกอาจดูห่างเหิน แต่ความจริงแล้วเสียงกระซิบเบาๆ นั้นให้ความสนิทสนมเป็นกันเองนัก ไหนจะรอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนนั่นอีก เมื่อถึงท้องพระโรงไท่หยวนขบวนติดตามทั้งหมดได้ถูกทิ้งไว้แค่ตรงทางเข้า ไม่ได้มองแม้แต่ประตูด้วยซ้ำ...การรักษาความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้นั้นเข้มงวดมาก

 

เพราะเป็นสถานที่ว่าราชการงานบ้านเมืองและเป็นที่ตั้งของบัลลังก์มังกร

สัญลักษณ์อำนาจเหนือผู้คนนับหมื่น...

บัลลังก์ที่มิรู้ว่าผู้คนมากร้อนพันหมื่นเท่าไหร่วาดหวังครอบครอง

 

ราชองค์รักษ์ทั้งหลายมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง พวกเขาเหล่านี้เป็นองค์รักษ์พิเศษที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียวสวมใส่ชุดสีดำรัดกุม สวใส่หน้ากากครึ่งซีกทำให้ไม่สามารถเห็นใบหน้าที่เด่นชัด...แต่ฝีมือนั้นนับว่าเป็นยอด

“คาราวะองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง องค์ชายสาม องค์ชายสี่พ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงที่ยืนรออยู่หน้าประตูประสานมือคาราวะตามธรรมเนียม ก่อนจะยิ้มกว้างให้ “วันนี้กระหม่อมจะพาทุกพระองค์ศึกษาท้องพระโรงไท่หยวน...ฝ่าบาทให้เวลาพวกเราเพียงแค่หนึ่งชั่วยาม...แต่นั่นก็มากพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ท้องพระโรงไท่หยวนนั้นไม่ได้กว้างขวางเกินไปเหมือนตำหนักอื่นๆ ที่นี่มีเพียงพื้นที่ใช้สอยอย่างพอเหมาะ แต่เส้นทางค่อนข้างซับซ้อน ขนาดขุนนางเก่าแก่ก็ไม่อาจเดินคนเดียวได้ ต้องมีราชองค์รักษ์มาคอยนำทางให้...หรือเดินตามทางที่ชี้บอกให้เดินเท่านั้น...เป็นปริศนาหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้

ตอนเสด็จขึ้นครองราชย์ฮ่องเต้เย่เทียนหลงได้บัญชาให้ปรับปรุงลดขนาดท้องพระโรงลง พื้นที่ใช้สอยให้เพียงพอกับเหล่าขุนนางประมาณร้อยคนเท่านั้น แต่แม้จะลดขนาดลงบรรยากาศรอบๆ สถานที่แห่งนี้กลับเคร่งขรึมเยือกเย็น เส้นทางซับซ้อนเหล่านั้นก็ไม่ได้ลดลง กลับเข้มงวดยิ่งขึ้น มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งนัก...เรียกได้ว่าสถานที่ในวังหลวงแห่งนี้นอกจากตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้ที่ปลอดภัยที่สุด รองลงมาก็เป็นท้องพระโรงแห่งนี้

“ข้าเดินไปเองจะสะดวกกว่า...ถ้าเกินเวลามาเตือนพวกข้าด้วยเล่า” ลู่จิงหันไปพูดกับราชองค์รักษ์ที่หน้าประตู เขาสวมชุดดำรัดกุมเช่นคนอื่น แต่ต่างกันตรงที่อาภรณ์ของเขาปักลายขดเมฆสีทอง ดาบที่เหน็บข้างกายนั้นดูเปี่ยมพลังยิ่งนัก

“ท่านอัครเสนาบดีรู้เวลาดีอยู่แล้ว ข้าน้อยไหนเลยต้องเอ่ยเตือน” น้ำเสียงคนพูดราบเรียบ ใบหน้าภายใต้หน้ากากครึ่งซีกก็เยือกเย็น แต่มุมปากกลับปรากฏรอยกระตุกเล็กๆ คล้ายรอยยิ้มแวบหนึ่ง

 

ต่อให้พวกเขาจะอยู่ใต้บัญชาของฝ่าทเพียงพระองค์เดียวก็ตาม

แต่ท่านอัครเสนาบดีลู่นั้นพิเศษแตกต่างออกไป...น้ำหนักของคนผู้นี้ในพระทัยของฝ่าบาท

 

เกรงว่า...คงไม่มีใครเทียบได้

 

“พวกท่านนี่ชักรับมือยากคล้ายฝ่าบาทของพวกท่านไปทุกทีแล้ว...องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ โปรดตามกระหม่อมมาอย่าให้คลาดสายตานะพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองกระหม่อมรบกวนให้พระองค์เดินตามหลังทุกคนพร้อมกับถิงอวี่นะพ่ะย่ะค่ะ”

“ได้”

“ขอรับท่านพ่อ”

“อ้อ...ต้องลำบากพี่รองแล้ว” เย่เซียวหัวเราะ เดินไปดึงมือเย่เฟิงที่กุมมือเย่ซืออวิ๋นออก ก่อนจะจับมือพี่ใหญ่เอาไว้เอง พยักเพยิดไปให้พี่รองไปยืนท้ายแถว ส่วนมือพี่ใหญ่ให้เขากับน้องสี่ช่วยกันกุมไว้แล้วกัน

เย่เฟิงหรี่ตามองน้องชายแวบหนึ่งก่อนจะก้าวเท้าไปยืนข้างลู่ถิงอวี่ แล้วพวกเขาก็ค่อยๆ เดินตามเข้าไปข้างใน

เย่ซืออวิ๋นก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ พวกตะกร้าที่อันกงกงเตรียมไว้ให้นั้นก็อยู่กับนางกำนัลด้านนอก ไม่สามารถเอาเข้ามาได้ แต่ก็ไม่ได้ลำบากเพราะเขาสามารถจดจำภาพและรายละเอียดต่างๆ ได้ดี...ดังนั้นองค์ชายใหญ่เลยสำรวจอย่างไม่เร่งรีบ

ท้องพระโรงไท่หยวนแห่งนี้ทางเดินเข้านั้นเป็นเสาทรงกลมต้นใหญ่สีแดงเข้มที่สลักลวดลายสีทอง...คล้ายเล่าขานตำนาน พิจมองดูดีๆ แล้วก็เป็นภาพก่อกำเนิดหงส์ มังกร ทั้งสิ้น...งานสลักนั้นเรียกได้ว่าประณีตอย่างที่สุด ราวใช้ช่างสลักฝีมือเอกรังสรรค์ขึ้นมา สีแดงสุกปลั่งผสานไปกับสีทองได้อย่างลงตัว ตามรายทางมีไฟให้ความสว่างประปราย เชิงเทียนสีแดงสดราวถูกเปลวเทียนโบกพลิ้วไสวดูมีมนต์ขลังมา

บนเพดานนั้นเป็นภาพทิวทัศน์ขุนเขาอันยิ่งใหญ่สลับซับซ้อนและมังกรสีทองทอดยาวตลอดทาง...ชวนให้สงสัยเหลือเกินว่าจิตกรที่วาดออกมาได้นั้นต้องใช้เวลานานเท่าไหร่...และวาดออกมาได้อย่างไร

“ที่นี่มีค่ายกล?” เย่เฟิงที่เดินตามอยู่ด้านหลังเอ่ยกับลู่ถิงอวี่เสียงเบา เขาสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นที่แผ่ไปทั่ว และลักษณะการจัดวางเรียงของเสากับข้าวของทุกอย่างนั้นก็เป็นระเบียบยิ่งนัก ไม่มีจุดไหนที่ผิดออกไปเลย...

“ใช่...น่าจะเป็นค่ายกลเกี่ยวกับดวงดาว” ลู่ถิงอวี่เองก็รู้สึกได้เช่นเดียวกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาท้องพระโรงไท่หยวน ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มีความลับมากมาย...มากปริศนาและซับซ้อนยิ่งนัก “น่าสนใจ...ไม่คิดว่าเช่นนั้นหรือเย่เฟิง?” ในฐานะสหายสนิทลู่ถิงอวี่สามารถเรียกชื่อของเย่เฟิงได้ตรงๆ

“อืม...แต่พวกเราลองแค่ให้รู้ก็พอว่าเป็นค่ายกลอะไร ขืนศึกษามากไปเสด็จพ่อได้ทำโทษพวกเราเป็นแน่” นึกถึงการลงโทษของผู้เป็นบิดาแล้วเย่เฟิงก็ได้แต่หลุบตาต่ำลงทันที...ขนาดถิงอวี่ที่ร่างกายอ่อนแอเสด็จพ่อยังไม่เคยพระทัยอ่อนเลย

“นั่นสิ”

ทางเดินเข้าไปข้างในนั้นสลับซับซ้อนนัก ประเดี๋ยวเลี้ยวโน่นเลี้ยวนี่ ประเดี๋ยวก็เป็นมุมอับ เรียกได้ว่าถ้าไม่มีท่านอัครเสนาบดีเดินนำพวกเขาต้องหลงทางแน่ๆ

“ท่านอาจารย์ลู่...เหล่าองค์รักษ์เมื่อครู่เป็นหน่วยลับหรือ?” เย่ซืออวิ๋นชวนคุย เพราะความสงบเงียบจนถึงขั้นเยือกเย็นนี่ทำเอาเขาได้แต่ขนลุก อีกอย่าง...หน้ากากสีขาวครึ่งซีกนั้นเขาก็รู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน

 

ราวกับเคยเห็นมาก่อน...จากหนึ่งในสามีหรือไม่ก็อนุของเขานี่ล่ะ

เย่ซืออวิ๋นจำไม่ได้ว่าใคร...แต่เขามั่นใจว่าเคยเห็นแน่ๆ

 

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ หน่วยราชองค์ลับเมฆดำขึ้นตรงกับฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น มิมีใครทราบหน้าตาที่แท้จริงของพวกเขานอกจากฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

“ดังนั้นเลยเหมาะกับการแฝงตัวสืบข่าวด้วยสินะ” เย่ซืออวิ๋นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ร่างกายสั่นเทาขึ้นมาจนเย่หานและเย่เซียวสัมผัสได้ พวกเขาก้มมองมือเล็กที่กำลังสั่นเทานั้นอย่างแปลกใจ

 

เกิดอันใดขึ้น?

 

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกสะท้านเฮือก...ชาติก่อนเสด็จพ่อให้หนึ่งในราชองค์รักษ์ลับเมฆดำไปอยู่ข้างกายเขา แฝงตัวเป็นหนึ่งในสามีกับอนุของเขา

 

แสดงว่าไม่ไว้วางใจและเห็นว่าเขาเป็นคนอันตรายใช่หรือไม่...

 

แค่คิดถึงความเป็นไปได้นั้นเช่นมาเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเก็บมันไว้ให้ดีไม่ให้ใครรู้ ไม่ให้ใครสงสัย

“พี่ใหญ่...หนาวหรือ?” เย่เซียวถามขึ้นมา ก่อนจะปลดผ้าคลุมที่ตนสวมอยู่ถ่ายทอดลมปราณลงไปให้อุ่นแล้วคลุมให้พี่ชาย

“อะ...อืม ขอบคุณนะน้องสาม” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยอขอบคุณ พยายามเรียกรอยยิ้มสดใสกลับมา...เขาคิดว่าตนกลบเกลื่อนมันได้ดีเพราะแม้เหล่าน้องชายจะแปลกใจแต่ก็พยักหน้ารับ

“ซืออวิ๋น...ไม่สบายหรือ?” ลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิงก้าวมาถามอย่างห่วงใย มือขาวเรียวของลู่ถิงอวี่ยกขึ้นแตะแก้มเย่ซืออวิ๋นเบาๆ

“เปล่า...แค่หนาวนิดหน่อยน่ะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มพลางเงยหน้ามองลู่ถิงอวี่ ดวงตาที่แสนงดงามนั้นจับจ้องตนมาอย่างเป็นห่วง...ความอบอุ่นจางๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้น เพียงแต่เห็นหน้าเขาเช่นนี้แล้วลู่ถิงอวี่ก็อยากถามคำถามหนึ่งเหลือเกิน...

 

ชาติก่อน...เจ้าเองก็รู้ทุกอย่างใช่หรือไม่...

ที่แต่งกับข้าหาใช่เพราะข้าบังคับ...แต่เพราะเจ้าเข้ามาด้วยมีจุดประสงค์ใช่หรือไม่?

 

แม้จะพยายามเก็บความรู้สึกรวดร้าวเหล่านี้ให้ลึกที่สุด แต่มันก็เจ็บ...เจ็บจนรู้สึกว่าตนยิ้มต่อไปไม่ไหว เย่ซืออวิ๋นเลยถอยห่างออกมาจากนั้นก็หันไปชวนลู่จิงเดินต่อโดยที่ไม่พูดอะไร

 

ลู่ถิงอวี่ชะงักนิดๆ ...เขารู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป แต่ก็บอกไม่ถูกเช่นกัน

 

แต่ช่วงเวลาที่ความอบอุ่นจากองค์ชายน้อยผละไป ดวงตาที่เคยสงบเยือกเย็นมาเสมอของลู่ถิงอวี่เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดขึ้นมาชั่วครู่ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“อุ่นขึ้นไหม? ท่านน่าจะยังไม่แข็งแรงดี...เรามาวันอื่นกันก็ได้” เย่หานถามเบาๆ

“ไม่เป็นไรหรอก แค่หนาวเอง...น้องสี่นั่นละไม่ค่อยแข็งแรงยิ่งกว่าข้าเสียอีก แล้วดูสิ...ใส่เพียงอาภรณ์บางๆ เช่นนี้...”

“ท่านไม่ต้องปลดเสื้อคลุมให้เขา ถึงอย่างไรน้องสี่ของท่านก็เป็นวรยุทธ์” เย่เซียวปรามอย่างรู้ทันว่าพี่ชายที่อ่อนโยนเกินไป ใส่ใจเกินไปกำลังจะทำอะไร เขาถลึงตามองน้องสี่แวบหนึ่ง แล้วก็จิ้มหน้าผากพี่ใหญ่อย่างหมั่นไส้หลายที ทำให้เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ ออกมา ก่อนจะรีบหันไปหาลู่ถิงอวี่กับเย่เฟิงที่เดินตามมาด้านหลัง

“ถิงอวี่เล่า...ที่นี่ค่อนข้างหนาว เจ้า...เอ่อ...เจ้าหนาวหรือไม่?” แม้จะมีข้อสงสัยมากมาย และรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ แต่ช่วยไม่ได้ที่แต่ไหนแต่ไรมาลู่ถิงอวี่ก็เป็นคนที่เขาโกรธไม่ลงและไม่เคยโกรธได้มาก่อน ดังนั้นคิดไปคิดมาแล้วต่อให้อีกฝ่ายเข้าหาตนเพราะมีจุดประสงค์อย่างไร

 

คนที่ทำให้ลู่ถิงอวี่ตกต่ำลง...ก็เป็นเขาไม่เปลี่ยน

ดังนั้น...เขาถือสิทธิ์อันใดไปโกรธเคืองและเจ็บปวดกับการกระทำของถิงอวี่ได้เล่า...

 

เห็นความห่วงใยที่สะท้อนในดวงตาคู่สวยนั้นแล้วความหงุดหงิดเสี้ยวหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจของลู่ถิงอวี่ก็หายวับไปทันที เขาส่ายหน้าพร้อมยิ้มให้

“ข้าไม่หนาว....ซืออวิ๋นไม่ต้องห่วง”

“อื้อ! แต่ถ้าไม่ไหวต้องบอกข้านะ น้องรอง...ฝากดูแลถิงอวี่ด้วยนะ”

เย่เฟิงปรายตามองสหายสนิทก่อนจะยิ้มรับที่พี่ใหญ่ขอ

จากนั้นใช้เวลาเดินอีกครู่เดียวก็มาถึงใจกลางท้องพระโรงไท่หยวน...เมื่อพวกเขาเห็นก็พลันหยุดนิ่งทันที...พื้นที่ตรงส่วนนี้ล้วนประดับตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรานัก ไข่มุกราตรีเม็ดใหญ่มีค่าควรเมืองเกือบครึ่งร้อยเรียงรายประดับตามฝาผนังนั้นให้ความสว่างรางๆ ผสานไปกับแสงไฟจากคบเพลิงรอบๆ ...เสาแต่ละต้นสลักลายมังกรสีทองพันรอบ เกล็ดมังกรแต่ละเกล็ดเป็นประกายทำให้รู้ว่า...สีที่ใช้นั้นผสมทองคำลงไปจริงๆ ผ้าม่านสีทองโปร่งแสงดูงดงามราวกับไม่ใช่งานทอของมนุษย์เดินดิน

 

บรรยากาศเปี่ยมมนต์ขลัง ทรงพลัง ยิ่งใหญ่น่าจนรู้สึกได้...คล้ายกับจะเจือความศักดิ์สิทธิ์ออกมาจางๆ

และเหนือบันไดเก้าขึ้นขึ้นไปนั้น...

 

บัลลังก์สีทองใหญ่เป็นประกายและทรงอำนาจน่าเกรงขาม

บัลลังก์มังกร...

สถานที่ประทับของโอรสสวรรค์ยามออกว่าราชการ...สัญลักษณ์แห่งอำนาจเหนือผู้คนใต้หล้า

 

“นี่คือ...”

“นี่เป็นส่วนที่ใช้ว่าราชการพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย...เพียงแต่บัลลังก์มังกรนั้นฝ่าบาทมิได้ประทับนั่งบ่อยนัก นอกจากมีงานสำคัญจริงๆ ตั้งแต่ยามขึ้นครองราชย์ทรงมีสำรับให้สร้างพระที่นั่งที่ล่างบันไดเก้าขั้นเพื่อนั่งว่าราชการ...ฝ่าบาทตรัสเสมอว่ายามแก้ไขความทุกข์ร้อนของราษฎร์ตนเป็นเพียงกษัตริย์ของประชาชน หาให้โอรสสวรรค์ผู้สูงส่งเสมอไป” ลู่จิงเล่าไปด้วยยิ้มไปด้วย

 

เพราะฮ่องเต้เย่เทียนหลงเป็นเช่นนี้...ตัวตนของคนคนนั้นยิ่งใหญ่

แต่ไม่เท่าหัวใจแกร่งกล้าดวงนั้น

 

เจ้านายเพียงหนึ่งเดียวที่ลู่จิงผู้นี้ยอมก้มหัวให้...ยอมรับภักดีทั้งกายและใจ

 

“สมกับเป็นเสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มพลางมองบัลลังก์สีทองนั้นอย่างหวาดหวั่น...ก็มิใช่เพราะสิ่งนี้หรอกหรือที่ทำให้ชาติก่อนตนต้องตกตายไป

 

มิใช่เพราะผู้คนต่างไขว่คว้าและอยากนั่งบนบัลลังก์นี้หรอกหรือ

 

“วันหน้าในบรรดาสี่พระองค์...ต้องมีองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นครองราชย์ปละประทับนั่งบนบัลลังก์นั้น วันนี้แม้จะเป็นการศึกษานอกสถานที่...แต่กระหม่อมมีคำถามหนึ่งอยากจะถามองค์ชายทั้งสี่...ทรงคิดเห็นอย่างไรกับบังลังก์ที่ตั้งตรงหน้าหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

 

คำถามของลู่จิงนั้นทำให้ทุกคนเงียบสนิท...เพราะคำถามนี้แม้เรียบง่าย

แต่คำตอบนั้น...อาจเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง

รวมถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งหมดด้วย

 

องค์ชายทั้งสี่ต่างหลุบตาต่ำ มิได้ตอบคำถามทันท่วงที ปล่อยให้ความเงียบรายล้อมรอบตัว...ลู่ถิงอวี่เหลือบมองบิดาตนเล็กน้อย อีกฝ่ายก็ยิ้มอ่อนโยนมาให้ กวักมือเรียกเขาเบาๆ ลู่ถิงอวี่ก็มายืนข้างบิดา

 

ตนเข้าใจดีว่าช่วงเวลานี้...ควรปล่อยให้เหล่าองค์ชายทั้งหลายครุ่นคิดอีกสักเล็กน้อย

 

“ข้า...ไม่อยากนั่งบัลลังก์นั้น” เย่ซืออวิ๋นเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน น้ำเสียงนุ่มนวลคราวนี้หนักแน่นและจริงจัง ดวงตากลมโตกวาดมองน้องชายและสบตาทีละคน “ข้ารู้ดีว่าตนต้องการอะไร ตนมีความสามารถยังไง...บัลลังก์มังกรหนักหนาเกินไปสำหรับข้า”

“แม้นั่นจะทำให้พี่ใหญ่ทรงยืนอยู่เหนือคนนับหมื่น อยู่หนือใต้หล้าหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เย่เฟิงเอ่ยถาม มองพี่ใหญ่ราวค้นหาความจริง แต่เขากลับพบว่าในดวงตากลมโตคู่นั้นเปิดเผยทุกอย่าง สะท้อนความจริงใจออกมาอย่างที่สุด

“อยู่เหนือผู้คนใต้หล้าแล้วอย่างไร...นั่นหาใช่ความสุขของข้าแม้แต่น้อย ข้ายินดีเพียงได้กินของอร่อย ได้วาดภาพงดงาม มีคนที่ข้ารัก คนที่ข้าให้ความสำคัญอยู่ข้างกายก็พอแล้ว” เย่ซืออวิ๋นเอ่ย...นี่เป็นความยึดมั่นที่เขาถือมาตั้งแต่ชาติก่อนชาตินี้ตนก็ไม่เปลี่ยนความคิด แต่น่าเสียดายนัก...ที่ชาติก่อนเขาอายุไม่ยืนยาว...

 

ตายไปเพราะอำนาจที่ไม่ปรารถนา

 

“แม้อำนาจนั้นทำให้ท่านได้กิน ได้ทำตามใจตนโดยที่ไม่มีใครกล้าขัด?” เย่เซียวเองก็ถามขึ้นมาเช่นกัน แต่พี่ใหญ่กลับมองเขายิ้มๆ

 

นี่เป็นครั้งแรก...ที่เย่เซียวรู้สึกว่าพี่ใหญ่ผู้นี้ดูโตและเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน

ดวงตาคู่นั้นกระจ่างสดใส...ยิ่งกว่านั้นคือแน่วแน่มั่นคง

 

นี่เป็นดวงตาของคนที่ตัดสินใจในเส้นทางของตนและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...ดวงตาที่เด็กอายุสิบสองไม่ควรมี

 

“ข้าหาใช่คนเอาแต่ใจ อีกทั้งอาหารที่อร่อยย่อมต้องมาจากความตั้งใจของคนทำ...พวกเจ้าเองก็รู้ว่าข้าชอบของอร่อย แต่กินง่ายอยู่ง่ายยิ่งนัก อีกทั้งพี่ใหญ่ของพวกเจ้านั้นขี้เกียจและรักสบายเกินไป...ความหวังก็คืออยากเป็นเพียงองค์ชายว่างงานธรรมดาๆ เท่านั้นละ...ข้าเคยทูลเสด็จพ่อ เคยบอกท่านอาจารย์ลู่ไปแล้วว่าไม่อยากเป็นรัชทายาท ไม่อยากนั่งบัลลังก์มังกร...ความคิดนี้อย่างไรเสียก็ไม่มีวันเปลี่ยน”

“แล้ว...ถ้าหากมีใคร มีคนกลุ่มหนึ่งอยากให้พี่ใหญ่นั่งบนบัลลังก์นั่นเล่า” เย่เฟิงถามต่ออีก ความรู้สึกบางอย่างในใจเขานั้นปนเปไปหมด...แต่เหนือสิ่งใด

 

คือความโล่งใจและความนับถือ

 

“ถ้าพวกเขาสำคัญกับข้าและรู้จักข้าดี...พวกเขาจะไม่บังคับให้ข้าอยากได้ในสิ่งที่ข้าไม่หวังครอบครอง และข้าเชื่อว่าเหล่าคนสำคัญของข้า...” เย่ซืออวิ๋นกวาดตามองทุกคนในที่นี้ราวกับจะบอกว่าทุกคนคือคนสำคัญที่ตนบอก “พวกเขาจะไม่มีวันทำเช่นนั้น”

นี่เป็นความเชื่อมั่นอย่างที่สุด...ที่เย่ซืออวิ๋นมีให้น้องชายทั้งสามคน มีให้อาจารย์...และลู่ถิงอวี่

“แม้จะเป็นคำขอของญาติฝั่งมารดาของท่าน...คนสกุลฉินหรือพี่ใหญ่” คราวนี้เป็นเย่หานที่ถามขึ้น ยามพูดถึงคนสกุลฉินนั้นน้ำเสียงองค์ชายสี่ไม่ปกปิดความเกลียดชังเลยแม้แต่น้อย และคำถามนี้ของเย่หานก็ทำให้เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วคล้ายนึกอะไรขึ้นได้

ภาพเหตุการณ์บางอย่างแวบเข้ามาในหัวเขา...แม้จะเรือนลาง แต่บทสนทนาขาดๆ หายๆ เหล่านั้นก็ทำให้มือเรียวกำเข้าหากันแน่น...เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง เอ่ยคำพูดที่ในชาติก่อนตนไม่ได้พูดออกไป

“ข้าสกุลเย่”

 

นี่เป็นคำตอบของทุกอย่าง...คำตอบที่ทำให้เย่หานยิ้มจางออกมา เย่เซียวและเย่เฟิงเองก็เช่นกัน

 

“โปรดจำคำพูดวันนี้ของท่านไว้...ท่านสกุลเย่ เป็นพี่ชายใหญ่ของข้าเย่หาน...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

“อืม! ข้าจำไว้!”

“ส่วนข้า...ร่างกายข้าอ่อนแอ” แค่เย่หานพูดคนอื่นยกเว้นเย่ซืออวิ๋นก็หันมามองเขาพลางมีสีหน้าระอาใจกันถ้วน...สถานที่แห่งนี้มีแต่คนกันเององค์ชายสี่ยังโกหกตาใสอีก...ชัดเจนว่าไม่อยากให้องค์ชายใหญ่รู้

 

เพื่อได้มีข้ออ้างไว้อ้อนพี่ใหญ่

 

เมื่อเห็นสายตาของทุกคนเย่หานก็ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า เขายักคิ้วพร้อมยิ้ม “ข้าไม่ชอบนั่งบนเก้าอี้แข็งๆ อีกทั้งข้ายังขี้เกียจด้วย ข้าชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า...อืม...ไหนๆ พวกท่านก็อยู่กันครบ เช่นนั้นข้าจะบอกแล้วกันว่าข้าอยากเป็นหัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์ลับเมฆดำของฮ่องเต้”

เย่หานรู้ดี...แม้ตนจะเป็นโอรสที่ถือกำเนิดจากฮองเฮา แต่เขาไม่เคยปรารถนาอำนาจนั้น ตั้งแต่เด็กจนโต เสด็จแม่มักถามเขาเสมอว่าอยากเป็นฮ่องเต้หรือไม่ เพราะพระมารดาหวาดกลัวการที่พี่น้องเข่นฆ่ากันเพื่ออำนาจที่สุด แต่เขาไม่เคยอยากเป็น รู้ดีว่านิสัยเช่นตนขืนเป็นฮ่องเต้ใครที่เขาเกลียด เขาได้สั่งประหารสิบชั่วโคตรแน่ๆ

 

ต้องเป็นฮ่องเต้ทรราชย์แน่นอน

 

“แต่มันอันตรายนะน้องสี่” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วค้านน้องชายอย่างจริงจัง “เจ้าร่างกายไม่แข็งแรง ราชองค์รักษ์ลับนั้นดูสิว่าแต่ละคนน่าเกรงขามเพียงไรกัน?”

“พี่ใหญ่จะหาว่าข้าไร้ความน่าเกรงขาม?” เย่หานเลิกคิ้วมองพี่ชายคล้ายไม่พอใจ...นี่ในสายตาพี่ใหญ่เขาอ่อนแอพอกับพี่ลู่เลยหรืออย่างไร! แม้ตนจะอยากมีข้ออ้างไว้อ้อนบ้างแต่ก็อยากเป็นที่พึ่งเหมือนพี่รองกับพี่สามเช่นกันนี่!

“แฮ่ม! ไม่ใช่เช่นนั้นสิ...ข้าก็แค่เป็นห่วงเจ้า” เย่ซืออวิ๋นรีบโบกไม้โบกมือกันน้องสี่เข้าใจผิด สุดท้ายก็เดินหน้าม่อยคอตกไปกอดน้องสี่คล้ายกำลังปลอบ “น้องสี่ของข้าแข็งแกร่งน่าเกรงขามที่สุดเลย”

 

ขืนไม่พูดเช่นนี้เจ้าอันธพาลน้อยนี่ได้โกรธอีกแน่

เฮ้อ...เห็นได้ชัดว่าการเป็นพี่ใหญ่นั้นไม่ง่ายดายเลย

 

“ท่านพี่ช่างซื่อบื้อเกินไปแล้ว” เย่เซียวทนมองพี่ใหญ่ถูกหลอกไม่ไหว เลยยื่นมือไปดึงพี่ชายออกมาพลางถอนหายใจ “ส่วนข้าเองก็ไม่อยากเป็นฮ่องเต้ ข้าอยากเป็นแม่ทัพใหญ่มากกว่า ข้าชอบรบ ชอบรังแกคน เป็นฮ่องเต้จะตีใครต้องคิดเยอะ ข้าอยากตีก็ตีเลยไม่อยากเป็น”

 

คำตอบช่างสมกับเป็นน้องสามนักเลงโตโดยแท้

 

“อีกทั้งข้ามีสายเลือดสกุลหยางอยู่ครึ่งหนึ่ง...แต่ไหนแต่ไรมาคนสกุลหยางเก่งกาจเชิงรบ มิใช่นักปกครอง...หน้าที่ของสกุลหยางคือพิทักษ์ค้ำจุนบัลลังก์”

“พิทักษ์คือปกปักษ์ รักษา หาใช่ครอบครอง...สมกับเป็นคำสอนของตระกูลขุนศึกอันดับหนึงแห่งแผ่นดิน” เย่ซือวิ๋นชื่นชมจากใจจริงๆ ชาติก่อนคนสกุลหยางนั้นน่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก แม้ว่าธิดาของสกุลจะเป็นถึงกุ้ยเฟยเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้แต่สกุลหยางก็ไม่เคยอวดหรือทะนงตัว กลับรับใช้แผ่นดินด้วยความภักดี

“ถ้าท่านแม่ ท่านตา ท่านลุง ท่านน้าของข้ามาได้ยิน พวกเขาต้องเอ็นดูและมองของขวัญให้ท่านมากมายเป็นแน่”

เย่ซืออวิ๋นตาโตทันที “ข้าได้ยินมาว่าสกุลหยางมีพ่อครัวประจำตระกูล เชี่ยวชาญอาหารในสนามรบ รสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้ผู้ใด น้องสามนำคำของข้าไปถ่ายทอดสักนิด...” จากนั้นพี่ใหญ่ก็กลืนน้ำลายลงคออึกๆ ราวเห็นของอร่อยที่ว่าขึ้นมาในอากาศ

เย่เซียวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก พลางยกมือขึ้นจิ้มหน้าผากพี่ใหญ่ “ชมเพราะมีจุดประสงค์โดยแท้...ท่านมันตัวตะกละยิ่งนัก”

“น้องสามนั่นละชอบรังแกข้า” เย่ซืออวิ๋นกุมหน้าผากตัวเอง รีบดึงน้องรองที่อยู่ไม่ไกลมาเป็นโล่กำบัง พลางช้อนตามองราวกับจะฟ้อง

“น้องสาม” เห็นดวงตาคู่สวยมองมาแบบนั้นเย่เฟิงก็กระแอมเบาๆ หันไปปรามเย่เซียวทีนึง ก่อนจะมองทุกคนแล้วส่ายหน้าขำ “เหตุใดจึงมีแต่คนไม่อยากนั่งบัลลังก์นั่นกันนะ”

 

นี่ถ้าเสด็จพ่อทรงทราบมิรู้ว่าจะมีสีพระพักตร์อย่างไร...โอรสของพระองค์แต่ละคนไม่มีใครอยากเป็นฮ่องเต้เลย

 

“แล้วน้องรองเล่า...อยากนั่งบัลลังก์นั้นหรือไม่” เย่ซืออวิ๋นเกาะเอวน้องชายอยู่ถามเบาๆ เขาอุทานในลำคอยามเย่เฟิงหมุนตัวกลับมา แล้วดวงตาคมกริบที่คล้ายดวงตาของฮ่องเต้คู่นั้นมองสบลงมา

“ข้า...อยากเป็นฮ่องเต้ อยากนั่งบนบัลลังก์นั้น” น้ำเสียงของเขายามเอ่ยเอื้อนประโยคนี้เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันยิ่งยวด...แต่เป็นความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะสืบสานปณิธานในฐานะรัชทายาท ในฐานะราชา

 

หาใช่เพื่อไขว่คว้าอำนาจให้อยู่เหนือผู้คน

 

“ถ้าเป็นน้องรอง...ข้าเชื่อว่าต้องเป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้เสด็จพ่อเป็นแน่ ในบรรดาพวกเราพี่น้องเจ้าเป็นคนเก่ง รอบครอบ สุขุมอ่อนโยน แต่ขณะเดียวกันก็แข็งแกร่ง มีเหตุและผล ว่ากันด้วยคุณสมบัติเจ้าก็พร้อมที่สุด...บัลลังก์นั้นเป็นของเจ้าโดยชอบธรรม”

 

ชาติก่อนเขาไม่รู้ว่าน้องรองผู้นี้เป็นฮ่องเต้ที่ดีหรือไม่...แต่เย่ซืออวิ๋นรู้ว่าเขาเป็นรัชทายาทที่ดี ประชาชนต่างรักใคร่นับถือและสรรเสริญ

 

“ข้าก็คิดเช่นกันว่าพี่รองเหมาะสมที่สุด” เย่เซียวพยักหน้ายืนยัน

“นั่นสิ...ลำบากพี่รองแล้ว” เย่หานเองก็สนับสนุน

เห็นพี่น้องแต่ละคนไม่มีใครมีสีหน้าโกรธเคืองซ้ำยังยินดีทำให้เย่เฟิงได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ...มิรู้ว่าตนนั้นโชคดีหรืออย่างไรกันแน่ ที่พี่น้องมิอยากแก่งแย่งกับตน ซ้ำยังสนับสนุนให้ตนนั่งบัลลังก์นั้นอย่างเต็มที่อีก เย่เฟิงรู้ดีว่าวันนี้ไม่ใช่คำพูดลอยๆ หรือการแสแสร้งใดๆ เพราะตอนนี้มีแค่พวกเขา...ดังนั้นทุกคำพูดล้วนผ่านการคิดและไตร่ตรองมาแล้วอย่างครบถ้วน

“แต่บัลลังก์นั้นดูหนักเหลือเกิน” เย่เฟิงทอดดวงตามองบัลลังก์สีทองด้วยแววตาสงบนิ่ง...เขารู้ตำแหน่งรัชทายาทเป็นของตนมาตั้งนานแล้ว เสด็จพ่อและอาจารย์ลู่ทุ่มเทสั่งสอนเขามาตั้งแต่เด็ก ให้เขาได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย...แต่ทุกคนก็หาได้จำกัดความต้องการของเขา

“น้องรองก็ยังมีข้า ยังมีน้องสาม น้องสี่ มีถิงอวี่อยู่มิใช่หรือ...เจ้ามีว่าที่อัครเสนาบดีผู้สง่างามและมากความสามารถที่สุดในใต้หล้า มีว่าที่แม่ทัพใหญ่ที่เก่งกาจชาญศึกที่สุด มีว่าที่หัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์ลับที่น่าเกรงขามที่สุด...ยังมีเสด็จพ่อ ท่านอาจารย์ลู่คอยให้คำปรึกษา ไหนจะมีฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยอีก...แม้บัลลังก์นั้น เส้นทางไปสู่จุดนั้นจะดูหนักหนา...แต่น้องรองหาได้เดินอยู่คนเดียว”

 

ฟังน้ำเสียงนุ่มนวลกล่าวแล้ว...น้ำเสียงนั้นคล้ายแทรกลึกไปยังหัวใจทุกคน ทำให้รู้สึกอ่อนโยนและปลอดโปร่ง...คลายความหนักหนาในใจทั้งหมดไป

 

ใช่แล้ว...เย่เฟิงไม่เคยอยู่คนเดียว

ไม่เคยเลยสักครั้ง...

 

“แล้วพี่ใหญ่เล่า?” เขาถามพี่ชายด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี “ข้ามีอัครเสนาบดี มีแม่ทัพใหญ่ มีหัวหน้าราชองค์รักษ์ลับ...แล้วพี่ใหญ่เล่า?”

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกแก้มร้อนวาบขึ้นมา เมื่อครู่เขาก็แค่อยากบอกน้องรองว่าไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ต้องคิดมาก แต่ทั้งถิงอวี่ ทั้งน้องสามน้องสี่ต่างก็มีความฝันยิ่งใหญ่...ดูตนสิ

 

จะตอบอย่างไรไม่ให้ขายหน้าเล่าคราวนี้!

 

“ข้าเป็นเพียงองค์ชายว่างงานเฉยๆ วาดรูปสวยๆ รอกินขออร่อยก็ไม่ได้หรือ” เย่ซืออวิ๋นทำน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจพึมพำเบาๆ แต่เย่เฟิงกับคนอื่นก็ยังได้ยินอยู่ดี “เวลาน้องรอง น้องสาม น้องสี่ แล้วก็ถิงอวี่เหนื่อยๆ มา ตำหนักข้ามีของอร่อยๆ ให้ทาน...แถมยังมีภาพวาดงดงามให้อีก...ดีใช่ไหมเล่า”

 

ทำดวงตาออดอ้อนกันเสียขนาดนั้น...ถ้าตนตอบว่าไม่ดีออกไปต้องเป็นคนที่ใจร้ายมากเป็นแน่

 

เย่เฟิงกลั้นขำ ส่วนเย่เซียวกับเย่หานนั้นปล่อยขำไปนานแล้ว เขาพยักหน้ารับ...พอได้คำยืนยันจากน้องชายเย่ซืออวิ๋นก็ฉีกยิ้มกว้างทันที

“นั่นสิ...ข้าเองก็อ่อนแอ ต้องรบกวนซืออวิ๋นช่วยดูแลไปอีกนานเลย” ลู่ถิงอวี่ที่ปล่อยให้พี่น้องคุยกันเสร็จแล้วมายืนข้างองค์ชายใหญ่พลางเอียงหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยนให้

“อื้ม! ก็ข้าบอกแล้วว่าจะดูแลปกป้องถิงอวี่เอง...เจ้ามือเย็นนะ” เย่ซืออวิ๋นกุมมือลู่ถิงอวี่ไว้พลางขมวดคิ้ว พอเห็นมือขาวเรียวงามดุจหยกเนื้อดีซีดและเย็นเช่นนั้นแล้วเขาก็ขมวดคิ้ว กอบกุมไว้และถูเบาๆ เพื่อให้ไออุ่น...ถูไปถูมาก็จับมาใส่แขนเสื้อของตนไปเลย

ดวงตาคู่สวยของลู่ถิงอวี่วาบขึ้นอย่างพึงพอใจ เขาขยับเข้าไปใกล้ร่างองค์ชายใหญ่อีกจนได้กลิ่นหอมน้ำค้างบริสุทธิ์ชัดเจน “จำรายละเอียดในนี้ได้บ้างหรือไม่?”

“อืม...พอจำได้บ้าง น่าจะวาดออกมาได้อยู่”

“ข้าจำได้หมดแล้ว ยามเจ้าวาดภาพข้าจะช่วยบอกอยู่ข้างๆ นะ”

“จริงหรือ! ถิงอวี่เก่งกาจเหลือเกิน!” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตมองลู่ถิงอวี่อย่างนับถือยิ่งนัก ท้องพระโรงไท่หยวนแห่งนี้มีรายละเอียดซับซ้อนมาก ขนาดเขาที่จดจำภาพต่างๆ และนำไปวาดได้เสมือนจริงยังไม่มั่นใจเลยว่าจะวาดออกมาได้ดี แต่ในเมื่อถิงอวี่ให้คำมั่นว่าขาจำได้ เย่ซืออวิ๋นก็ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงแล้ว!

“ข้ามีความสามารถ...ผ่านตาไม่ลืมเลือน ช่วยซืออวิ๋นได้ข้าก็ดีใจ” ลูถิงอวี่กระซิบ เขาเห็นใบหูเล็กเป็นสีแดงเรื่องน่มอง ก็อดจ้องมองนานๆ ไม่ได้

เย่ซืออวิ๋นมองลู่ถิงอวี่อย่างนับถือ ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษามารยาทตนคนกระโดดกอดอีกฝ่ายไปแล้วเป็นแน่...ผ่านตาไม่ลืมเลือน ความสามารถนี้ค้นหาไปสักหมื่นคนยังมิรู้ว่าจะมีหรือไม่ แต่ถิงอวี่กลับมีมันแถมยังนำมาช่วยเหลือเขาอยู่บ่อยครั้งอีก

 

คนดี! และยังเป็นคนดีที่งามไปทุกส่วนอีกด้วย!

 

“ถิงอวี่...เจ้าดีกับข้านัก ดีกับข้าเหลือเกิน...มิรู้ว่าข้าจะทำอะไรตอบแทนเจ้าได้บ้าง...ถ้าเจ้าอยากได้อะไรต้องบอกข้านะ ขอแค่ไม่เกินความสามารถของข้าข้าจะพยายามหามาให้ถิงอวี่แน่นอน!”

ลู่ถิงอวี่กุมมือเรียวเล็กในแขนเสื้อของเย่ซืออวิ๋นไว้ เพราะอยู่ใกล้กันไม่น้อยทำให้พวกเขาเห็นภาพของกันลันสะท้อนในดวงตาของแต่ละฝ่ายชัดเจน เย่ซืออวิ๋นแก้มร้อนวาบอีกครั้ง รีบหลุบตาลงต่ำทันที...

 

สายตาถิงอวี่...ทำให้รู้สึก...

เขิน!

 

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ “ระหว่างพวกเราไหนเลยต้องการของตอบแทนกัน ซืออวิ๋นบอกว่าจะดูแลปกป้องข้า ส่วนข้าก็ช่วยเจ้าในเรื่องที่ช่วยได้ ต่างช่วยเหลือกันและกันเช่นนี้มิดีกว่าหรอกหรือ...หืม?”

เย่ซืออวิ๋นครุ่นคิดก่อนพยักหน้าแล้วยิ้มกว้าง เงยหน้ามองลู่ถิงอวี่ตาใส “ดียิ่ง”

“เช่นนั้น...”

“ลู่ถิงอวี่เจ้าจะจับมือลูกชายข้าไปอีกเมื่อไหร่!” สุรเสียงทุ้มเยือกเย็นดังขึ้นมาโดยไม่มีใครรู้ ก่อนจะปรากฏวรกายสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำลายมังกรที่เดินเข้ามา ทำให้บรรยากาศเยียบเย็นตรงเข้าครอบคลุมทันที

 

ฮ่องเต้เย่เทียนหลง...

 

............................

 

พ่อเขามาและนะคะพี่ลู่ ไปหลอกกุมมือลูกเขาบ่อยๆ แบบนั้นพี่ต้องระวังไว้นะคะ ^_^ พี่ลู่เป็นคนร้ายๆ คนหนึ่งเลยล่ะ ร้ายแบบเจ้าเล่ห์ ส่วนเรื่องที่น้องนึกออก น้องพยายามเก็บมันไว้ก่อน เห็นใสซื่อไม่ค่อยทันคนแต่จริงๆ แล้วน้องเป็นพวกที่เก็บอารมณ์เก่งคนหนึ่งและต่อหน้าคนที่น้องสำคัญน้องไม่อยากให้พวกเขากังวล...ไม่รู้นิสัยแบบนี้ดีหรือไม่ดีนะคะ

อย่างที่เราเคยบอกว่าเราจะค่อยๆ ใส่ปมเล็กๆ ลงไปในแต่ละตอน...ท้ายภาควัยเยาว์นั้นเราจะเฉลยบางส่วนออกมาค่ะ ^_^ ส่วนโครงเรื่องภาคเติบโตนั้นจะเข้มข้นมากขึ้นแล้วก็หวานจิกหมอนด้วยค่ะ งือออ

ถ้าใครเจอคำผิดเดี๋ยวเราค่อยมาแก้น้าาาา วันนี้เบลอมากเลยค่ะ ประชุมออนไลน์นี่โหดร้ายจริงๆ

ช่วงนี้ฤดูฝนแล้วทุกคนอย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ อย่าให้ตัวเองป่วยน้าาาา ป่วยแล้วไม่ดีเลยค่ะ ขอบคุณที่ทุกคนเป็นห่วงเราน้าาาา เราเองก็เป็นห่วงทุกคนเช่นกันค่ะ ^_^

 

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ

 

 

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.608K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #4201 everyforget (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 เมษายน 2564 / 07:14

    ท่ายพ่อปี๊ดแตกกก อะแฮ่มดุจริมๆ
    #4,201
    0
  2. #4138 NNYuki (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 04:44
    ไรท์เขียนเก่งมากกกกก อ่านไม่เบื่อเลยค้า น้องน่ารัก เราหลงตามพ่อเค้าแล้วเนี่ย5555
    #4,138
    0
  3. #3846 SanjiMakiko (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 00:24
    พ่อเค้าดุนะพี่ถิง555
    #3,846
    0
  4. #3697 pumma2139 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 มีนาคม 2564 / 22:21
    เนื้อเรื่องดีมากกกก ยิ่งบทสรุปของชาติอฝแรกของซืออวิ๋น อ่านไปน้ำตาไหลเลย อินมาก เนื้อเรื่องดีมาก ❤️❤️❤️
    #3,697
    0
  5. #3655 SONE07 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 16:45
    บ้านฝั่งแม่ต้องเป็นปมใหญ่แน่ๆฝั่งตระกูลฉินอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายขององค์ชายใหญ่ในชาติที่แล้ว
    #3,655
    0
  6. #2965 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 21:45
    ตอนปัจจุบันกะน่ารักแต่ก็อยากรู้ว่าใครฆ่าน้องด้วย แต่ที่แน่ๆพี่เต้ลูกพี่คงแต่งออกอะ 5555
    #2,965
    0
  7. #2887 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 23:49
    พี่ถิงอวี่นี่ร้ายนะคะ แหมมมมม
    #2,887
    0
  8. #2792 sunnybear (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 18:21
    เราว่าน้องเป็นลูกฮองเต้นะแต่ตระกูลกับแม่น้องน่าจะทำอะไรไว้รึป่าว เลยพลาดกันไม่ไว้ใจน้อง กลัวน้องเป็นกบฎไรแบบนี้ไหม55555555
    #2,792
    0
  9. #2112 Notty Kero (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 21:36
    เราว่าสิ่งที่น้องจดจำไม่ได้คือกุญแจสำคัญของชาติที่แล้วแน่ๆ และบางทีพี่ใหญ่ไม่ได้เลือกตระกูลฉินแต่แค่ใช้ชีวิตแบบไปเรื่อยๆแต่ไม่แน่วแน่ว่าตนคือตระกูลเย่อ่ะมันเลยอาจเกิดอะไรแบบนั้นขึ้นและคนที่แทงน่าจะเป็นถิงอวี่....
    #2,112
    0
  10. #2084 taemynnn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 02:01
    ชาติที่อาจจะเป็นเพราะน้องเลือกช่วย(หรืออาจโดนหลอกใช้)ตระกูลฉินเลยโดนตระกูลเย่ฆ่าเพราะถูกมองว่าเป็นกบฏ แต่ว่าไม่น่าใช่เพราะน้องบอกไม่ค่อยรู้จักใครในตระกูลฉิน หรือจะเป็นคนเดียวคนนั้นที่น้องรู้จักมาไซโคน้อง
    #2,084
    0
  11. #2003 Panawin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 23:11
    อืม ทุกคนวิเคราะห์กันจริงจัง ในขณะที่ตัวฉัน มาอ่านเพื่อความฟิน อย่างฉากเลียปลายนิ้วชายใหญ่ของพี่ถิง คือเดี๋ยวก่อนนะ พี่ท่าน พี่ไม่ได้อ่อนแอ แต่พี่เป็นเหมือนชายสี่ใช่ไหม ตอบ!!!!
    #2,003
    0
  12. #1992 The Sky 9096 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 15:19
    ทำไมยังคิดว่าน้องก็คือลูกฮ่องเต้ แต่น่าจะมีอะไรสักอย่าง จนฉินกุ้ยเฟย อาจจะขอแลกชีวิตลูกกับบัลลังก์ คิดว่าน้องน่าจะเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์ยังไงไม่รู้
    #1,992
    0
  13. #1991 The Sky 9096 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 15:16
    คงเกี่ยวกับตระกูลฉินแน่ๆ เพราะชาติก่อนน้องโดดเดี่ยว คงโดนฝั่งนั้นหลอก จนทรยศบ้านเมือง เลยโดนสั่งฆ่า คนลงมือเองก็ลงมือแบบไม่เต็มใจ รักน้องแต่ก็ต้องรักชาติมากกว่า
    #1,991
    0
  14. #1945 예뻐요 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 05:13
    คุณพ่อมาแล้ววงแตกแล้วค่าา555555
    #1,945
    0
  15. #1907 Hiii29220 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 01:05
    ชาติก่อนเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะคือเป็นคนที่แคร์คนอื่นขนาดนี้จะคิดเรื่องร้ายจนถูกฆ่าได้จริงๆเหรอ น้องดูเจ็บปวดมากเลยนะ
    #1,907
    0
  16. #1872 Pearendless (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 15:13
    หรือว่าน้องไม่ใช่ลูกฮ่องเต้ ทำไมมีแต่ย้ำว่าจำไว้ว่าสกุลเย่ ย้ำว่าเป็นพี่ไม่วาาจะเกิดอะไรขึ้น หรือเรามโนไปเอง55555555
    #1,872
    0
  17. #1826 sriyupa192 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 15:54
    อยากให้น้องออกมาสักพักเอาให้พวกคลั่งรักอกแตกไปเลย!!
    #1,826
    0
  18. #1677 khunsom08 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 07:54
    พ่อมา วงแตก
    #1,677
    0
  19. #1585 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 07:34

    นี่คงเป็นความในใจที่ชาติก่อนไม่ได้พูดออกไปสินะ ว่าตัวเองไม่อยากได้บัลลัง แต่ก็โดนคนอื่นยืมมือใช้ โดนหลอกโดนฆ่าตายอีก สงสารน้อนนนน

    #1,585
    0
  20. #1583 AirrUtai (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2563 / 23:19
    ชาตินี้พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันดีมากจริงๆ
    #1,583
    0
  21. #1129 Muffin_Kun (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 17:18
    น่าสงสารองค์ชายสี่เขานะครับ
    #1,129
    0
  22. #956 0892812425 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 20:27
    ชาติก่อนน้องน่าสงสารอยู่นะฮื้อออ
    #956
    0
  23. #877 Inn1427 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 21:10
    น้องก็ไม่ได้อยู่คนเดียวนะ
    #877
    0
  24. #847 มาเวล (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 23:03
    เส้าตรงชาติที่แล้วน้องอยากอยู่อย่างสงบ แต่ไม่มีใครไว้ใจน้องเลยอ่ะ สามีและอนุล้วนเป็นสปายหมดแง
    #847
    0
  25. #839 Say. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 01:06
    กลิ่นดราม่านี่โชยมาเลยค่ะ มันจะไม่ดราม่าจริงๆใช่ไหมคะ แงงงง สงสารน้องง
    #839
    0