ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 9 : 九 ท้องพระโรงไท่หยวน (一)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,552 ครั้ง
    7 มิ.ย. 63

 

‘ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะทำถึงขนาดนี้...เจ้ากล้าทรยศบ้านเมือง! ข้าผิดหวังในตัวเจ้านัก!...’

‘ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ’

‘เจ้า...’

 

ฉึก!

เฮือก!

 

“แฮ่กๆ เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจหนัก ขณะที่ปรือตาขึ้นมาในยามอิ๋น ยกมือลูบอกตัวเอง ความฝันแสนเลือนลางที่เขาไม่ฝันมาเสียนานแล้วนั้นปรากฎขึ้นอีกครั้ง ภาพฝันนั้นไม่ชัดเจนราวมีม่านหมอกบดบัง ที่สำคัญบทสนทนาเช่นนั้นเหตุใดจึงคุ้นหูเหลือเกิน

 

ราวกับเคยได้ยินมาก่อน ราวกับเคยเกิดขึ้นมาก่อน

แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

 

สิ่งที่จำได้ชัดคือความเจ็บปวดและภาพยามที่ดาบงามแทงทะลุหัวใจตน ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำลุกไหม้ ราวกับจะย้อมราตรีกาลให้เต็มไปด้วยทะเลเพลิง

ดาบเล่มนั้น...ยาวเรียวคล้ายกระบี่ ด้ามดาบกลับตกแต่งด้วยอัญมณีสีแดงสดดุจสีดวงตาของพยัคฆ์ร้ายบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นของดีและล้ำค่า เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นพลางเดินลงจากเตียง คิดว่ายามนี้ตนคงไม่มีอารมณ์หลับต่อเสียแล้ว ช่างเถิดอีกไม่กี่ชั่วยามก็เช้าแล้ว

เย่ซืออวิ๋นโดนจากเตียงไปหยิบพู่กันหยกมาตวัดวาดภาพดาบที่อยู่ในห้วงความคิดลงบนกระดาษ เพราะเขาชอบวาดภาพ ดังนั้นเสด็จพ่อเลยมีรับสั่งให้สำนักพระราชวังส่งกระดาษเนื้อดีมาให้เสมอๆ มือเรียวตวัดพู่กันอย่างชำนาญ เปิดตลับสี จากนั้นก็จุ่มพู่กันสีมาวาดบนภาพจนออกมาเสมือนจริงมาก

ดวงตาคู่สวยจับจ้องดาบงามในภาพ รู้สึกหวาดกลัวและเจ็บแปลบไปทั้งร่าง แต่นอกเหนือจากนั้นคือความไม่เข้าใจ ความสงสัย...

 

นี่เป็นดาบที่ใช้ปลิดชีวิตเขาในชาติก่อน

 

เย่ซืออวิ๋นไล้มือไปตามภาพวาดก่อนจะถอนหายใจเบาๆ...กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นนี้ ความทรงจำเมื่อชาติก่อนไม่แจ่มแจ้งนัก บางอย่างเขาก็นึกออก บางสิ่งก็นึกไม่ออก ราวกับมีหมอกควันคอยบดบัง ต้องกระตุ้นหรือได้มองเห็นถึงจะนึกเรื่องนั้นๆ ออก

 

หรือว่าชาติที่แล้ว...ตนจะทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยลงไปกันแน่นะ

 

“ช่างเถิด...ค่อยๆ หาคำตอบไป” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจ หยิบหนังสืออ่านเล่นที่ลู่ถิงอวี่เอามาฝากจากน้องวังติดมือมาแล้วเดินกลับไปนอนอ่านบนเตียง เขาจุดเทียนแค่ข้างๆ เพราะไม่อยากให้พวกขันทีกับนางกำนัลต้องตื่นมาวุ่นวาย หนังสืออ่านเล่นที่ถิงอวี่นำมาฝากนั้นก็สนุกมาก เป็นหนังสือเรื่องราวประสบการณ์ของบัณฑิตท่านหนึ่งในสมัยก่อน บอกเล่าเรื่องราวได้มีสีสันชวนติดตามนัก

 

ลู่ถิงอวี่นี่ก็ช่างรู้นิสัยเขาดีเหลือเกิน

 

พอนึกถึงบุรุษผู้นั้นเย่ซืออวิ๋นก็ยิ้มกว้างออกมา...เขารู้สึกว่าชาตินี้คล้ายภาพฝันเหลือเกิน ที่ตนได้มาสนิทสนมกับลู่ถิงอวี่ อยู่ด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน...นอกจากนี้ยังมีน้องชายที่สุดยอดอีกตั้งสามคน

 

ฝันที่ไม่กล้าฝันและไม่นึกว่าจะเป็นจริงขึ้นมา

ถ้าชาติก่อนตนยื่นมือออกมาไขว่คว้าเช่นชาตินี้...ตนก็อาจไม่ต้องตาย

และ...อาจมีความสุขเหมือนเช่นทุกวันนี้

 

“นอนไม่หลับหรือ” น้ำเสียงทุ้มเยือกเย็นเอ่ยทักขึ้นมาริมหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้เย่ซืออวิ๋นสะดุ้งเฮือก เขาเห็นฮ่องเต้เย่เทียนหลงยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องนอนตัวเอง พระหัตถ์ใหญ่เปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นก่อนจะกระโดดเข้ามาด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำลึก

“สะ...เสด็จพ่อ เหตุใดจึงมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ? ไม่สิ...เหตุใดพระองค์จึงมาทางนี้เล่า” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต ก่อนจะรีบลงจากเตียงไปจูงมือเสด็จพ่อให้มานั่งบนเตียง วิ่งวุ่นเตรียมน้ำชากับผ่าสะอาด ยามอิ๋นเช่นนี้เย่ซืออวิ๋นไม่อยากปลุกอันกงกงกับนางกำนัล และการที่เสด็จพ่อเสด็จมาเช่นนี้ก็แสดงว่าไม่อยากให้คนมาวุ่นวายด้วย

“ในวังหลวงข้าอยากไปไหนก็ไป” เย่เทียนหลงตอบอย่างไม่เห็นสำคัญ เพราะมันเป็นความจริง ปล่อยให้เจ้าตัวน้อยหันมาถลึงตาใส่อย่างอาจหาญ

“เสด็จพ่อทรงตรัสไปเรื่อย ตำหนักลั่วสุ่ยน้ำค้างเยอะระวังจะประชวรนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นรินชาร้อนๆ ใส่แก้วหยกให้เสด็จพ่อ ก่อนจะส่งให้ เอาผ้าขนหนูมาชุบน้ำอุ่นแล้วบิดเบาๆ พอหมาดๆ ก่อนจะจับพระหัตถ์ใหญ่มาเช็ดเบาๆ ตำหนักลั่วสุ่ยมีการเตรียมน้ำอุ่นไว้เสมอ ทั้งน้ำอุ่นทั้งผ้าสะอาดเพราะองค์ชายใหญ่เจ้าของตำหนักชอบดื่มชาหรือไม่ก็น้ำอุ่นๆ และยังเตรียมไว้ให้เหล่าองค์ชายกับคุณชายลู่ที่มาเยือนที่นี่อยู่บ่อยๆ ด้วย

เย่เทียนหลงหรี่มองท่วงท่าคล่องแคล่วของเจ้าตัวน้อย ปล่อยให้ลูกชายดูแลอย่างที่เจ้าตัวต้องการ...นับตั้งแต่ครองราชย์มีนางสนมนับไม่ถ้วนประจบเอาใจพระองค์ แต่ไม่มีใครปรนนิบัติได้น่าเอ็นดูเท่าเจ้าตัวน้อยนี่เลยสักคน

 

มีอย่างที่ไหนถลึงตาใส่ไปด้วย

นี่มิรู้ว่ารู้ตัวหรือไม่...ว่าเจ้าตัวกำลังถลึงตาใส่โอรสสวรรค์อย่างอาจหาญอยู่

 

“เจ้าชำนาญนัก...ดูแลใครจนเคยชินหรืออย่างไร?” เย่เทียนหลงดื่มชาหอมๆ จนหมดแก้ว ก่อนจะยื่นให้เย่ซืออวิ๋นรินชาให้อีก

“น้องสี่กับถิงอวี่พ่ะย่ะค่ะ น้องรองกับน้องสามด้วย...แม้ทั้งคู่จะสุขภาพไม่อ่อนแอเหมือนน้องสี่กับถิงอวี่ก็ก็มักชอบทำอะไรเกินตัว ไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้เอาเสียเลยพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นรินชาให้เสร็จก็เงยหน้าขึ้นราวกับฟ้อง ดวงตากลมโตกับแก้มป่องนั้นน่ารักน่าชังมาก จนเย่เทียนหลงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปดึงเบาๆ

 

อืม...นุ่มราวซาลาเปา

 

“เสด็จพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นช้อนตามอง ลากเสียงยาวคล้ายประท้วงที่ถูกรังแก เห็นพระพักตร์หล่อเหลานั้นแย้มยิ้มก็เบิกตาขึ้นนิดๆ

 

เสด็จพ่อหล่อเหลายิ่งนัก...มิน่าเหล่านางสนมทั้งหลายจึงฟาดฟันกันแย่งชิงความโปรดปรานจากเสด็จพ่อ

 

“มองข้าทำไมเจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นดวงตากลมโตจับจ้องตนไม่หยุด

“พระองค์ทรงหล่อเหลายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”

“อ้อ...แล้วกับเจ้าลู่ถิงอวี่ที่เจ้าทะนุถนอมของเจ้านั่นเล่า?” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว โอรสสวรรค์ดูอารมณ์ดีเมื่อได้ฟังคำเยินยอจากโอรสของตน

เย่ซืออวิ๋นกระตาปริบๆ ในใจก็ถามว่าเหตุใดเสด็จพ่อต้องไปเทียบกับถิงอวี่ด้วยเล่า...ถิงอวี่อายุน้อยมากกว่าพระองค์ตั้งเท่าไหร่กัน...

“เสด็จพ่อ ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอซ้ำยังเด็กกว่าพระองค์ตั้งเยอะ แต่กระหม่อมคิดว่าถิงอวี่ต้องเติบโตมาหล่อเหลาสง่างามอย่างท่านลู่จิงแน่พ่ะย่ะค่ะ” ชาติก่อนลู่ถิงอวี่ก็ได้รับสมญานามว่าเป็นบุรุษที่งดงามที่สุดในแว่นแคว้น ตอนนี้เขาก็งดงามมากอยู่แล้ว เย่ซืออวิ่นคาดว่าลู่ถิงอวี่ต้องงดงามยิ่งกว่าชาติก่อนแน่ๆ

“อ้อ เจ้าลู่จิงนั่นหล่อเหลาตรงไหนกัน?” ฮ่องเต้เลิกคิ้ว น้ำเสียงไม่พอใจกระแสหนึ่ง หมั่นไส้เจ้าครอบครัวตระกูลลู่มิน้อย เห็นทีตนน่าจะสั่งสอนลู่จิงเบาเกินไป...คราวหน้าถ้าหากลู่ถิงอวี่ขายบิดาตนอีก เห็นทีอัครเสนาบดีจะไม่ได้เข้าประชุมเช้าไปอีกหลายวัน “เหตุใดวันนี้เจ้าตื่นเช้านัก”

เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจเอนตังพิงตักของเสด็จพ่อแล้วก็นอนไปบนตักแกร่งทั้งอย่างนั้น ซุกตัวราวลูกแมวน้อยๆ น่าเอ็นนัก พระเนตรคมทอแสงอ่อนลง ลูบหัวเย่ซืออวิ๋นเบาๆ “ลูกฝันร้ายพ่ะย่ะค่ะ”

“ฝันร้าย?” เย่เทียนหลงจิ้มหน้าผากลูกชายเบาๆ “มีแต่เด็กที่ฝันร้ายแล้วหลับต่อไม่ได้...ไหน เล่าความฝันของเจ้าให้ข้าฟังหน่อยสิเจ้าตัวน้อย”

“เสด็จพ่อ...ลูกยังสิบสองอยู่เลยนะพ่ะย่ะค่ะ ถือว่ายังเด็กอยู่” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองเสด็จพ่อตาแป๋ว “เป็นฝันร้ายที่รบกวนลูกมาเสมอ แต่ไม่มีอะไรให้กังวลพ่ะย่ะค่ะ ลูกจะค่อยๆ ครุ่นคิดและจัดการเอง...จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ ถ้าเกิดลูกทำความผิดหนึ่งลงไป เป็นความผิดที่หนักหนาสาหัสมากเสด็จพ่อจะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”

“นี่เจ้าไปก่อเรื่องอะไรไว้เจ้าตัวน้อย ถึงได้มาถามข้าเช่นนี้?” เย่เทียนหลงจิ้มหน้าผากเย่ซืออวิ๋นเบาๆ

“เปล่าพ่ะย่ะค่ะ ลูกมิได้ก่อเรื่องอะไรน่ะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นรีบส่ายหน้ารัวๆ “เพียงแต่อยากรู้เท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าเป็นบุตรชายของข้าเย่ซืออวิ๋น...บุตรชายของฮ่องเต้เย่เทียนหลง ใต้หล้านี้สิ่งใดที่เจ้าอยากทำ สิ่งใดที่เจ้าต้องการ ปรารถนาครอบครองขอแค่ไม่เป็นความผิดต่อผืนแผ่นดิน ไม่เป็นความผิดต่อบ้านเมือง...เจ้าก็ทำตามที่ใจเจ้าปรารถนาเสียเถิด”

คำพูดของฮ่องเต้ทำให้เย่ซืออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองสบพระเนตรคมกล้านั้นอย่างแปลกใจ...ชาติก่อนตนไม่เคยได้รับความรักและการคุ้มครองเช่นนี้ แม้จะเป็นคำกล่าวด้วยวาจาแต่เย่ซืออวิ๋นมั่นใจ...

 

ว่าคำพูดลอยๆ นี้...หนักแน่นพอกับราชโองการ

 

“ลูกจะจำไว้พ่ะย่ะค่ะ...”

“อืม...กับพี่น้องเจ้าข้าก็พูดเช่นนี้เหมือนกัน”

“เสด็จพ่อถ้าเกิดลูกทูลขอสมรสพระราชทานสามสามีสี่อนุเล่าพ่ะย่ะค่ะ?” เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ ทำตาใสซื่อมอง ฮ่องเต้หัวเราะในลำคอยามได้ยินคำถามของบุตรชาย

 

ว่ากระไรนะ...สามสามี่สี่อนุ?

 

เสียงสรวลของฮ่องเต้เปลี่ยนมาดังกังวานขึ้น เขาอยากรู้นักว่าถ้าหากเจ้าลู่ถิงอวี่นั่นมาได้ยินคำถามประโยคนี้ของเจ้าตัวน้อยจะมีสีหน้าเช่นไร...ช่างสมกับเป็นบุตรชายของเขาจริงๆ!

“เจ้าชมชอบบุรุษเช่นนั้นหรือ?” แม้ในยุคสมัยของพระองค์นั้นบุรุษด้วยกันจะเปิดกว้างมากขึ้น กฎหมายอนุญาตให้สามารถสมรสเป็นสามีภรรยากันได้ เพียงแต่...บุรุษที่ถูกแต่งเข้านั้นจะไม่สามารถเข้าสอบขุนนาง ไม่สามารถเข้ารับราชการ ไม่สามารถสืบทอดสกุลได้ ส่วนบุรุษผู้เป็นสามีนั้นยังได้สิทธิคงเดิมทุกอย่าง

“เอ่อ...ก็ยังไม่แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้ายิ้มๆ ชาติก่อนตนก็ให้คำตอบไม่ได้เช่นกัน เพียงแต่เขาชอบคนงามดังนั้นเลยรับคนงามทั้งหมดไว้ในตำหนักนอกวัง

 

และก็...ชอบลู่ถิงอวี่

 

เพราะชอบเลยไขว่คว้ามา เพียงแต่ผิดวิธีเลยไม่ได้แม้กระทั่งครอบครองพื้นที่สักเศษเสี้ยวในหัวใจดวงนั้น ได้รับความอ่อนโยนแล้วอย่างไร...ไม่เคยเข้าไปในหัวใจของลู่ถิงอวี่ได้เลย ยังฉุดทำร้ายผู้ที่สูงส่งสง่างามคนนั้นจนตกต่ำ...ไม่อาจสืบทอดตำแหน่งอัครเสนาบดี ไม่อาจสืบทอดสกุลลู่

 

ถิงอวี่...ข้าทำร้ายท่านมากมายเหลือเกิน

ชาตินี้ทั้งชาติจะชดใช้ให้พอหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

“เจ้าชอบก็มาบอกข้า จะบุรุษหรือสตรีก็ตาม ขอแค่ไม่ทำให้เจ้าเสียใจเป็นพอ อ้อ...แต่ว่านะเจ้าตัวน้อย เจ้าคงต้องสรรหาครอบครัวที่ร่ำรวยสักหน่อยกระมัง”

“เหตุใดเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”

“เพราะเจ้าเป็นตัวตะกละนัก ไม่เช่นนั้นต้องลำบากเป็นแน่”

เย่ซืออวิ๋นแก้มพอง มองเสด็จพ่ออย่างคนถูกรังแก เรื่องอันใดมาว่าตนตะกละกันเล่า “มิใช่เมื่อครู่เสด็จพ่อยังตรัสให้ลูกทำตามใจอยู่เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ ถ้าคนที่ลูกชมชอบไม่ร่ำรวยลูกก็ยังให้เสด็จพ่อเลี้ยงได้ ยังมีน้องชายทั้งสามกับถิงอวี่ให้พึ่งพิงอีก ลูกยังพอมีสมบัติที่เสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟยทิ้งไว้ให้ไม่ต้องทำอะไรก็ไม่น่าจะอดตายนะพ่ะย่ะค่ะ”

“สรุปแล้วเจ้าก็ยังคงวางแผนเป็นองค์ชายว่างงาน ไม่พอยังคิดจะให้ข้ากับน้องชายเจ้าเลี้ยงอีก...เจ้าตัวตะกละน้อยจอมขี้เกียจ” เย่เทียนหลงหัวเราะหึๆ นี่อาจเป็นครั้งแรกที่กล่าวถึงฉินกุ้ยเฟยแล้วเขาไม่ขมวดคิ้วไปเสียก่อน

 

แม้นางจะทำผิดอย่างไม่น่าอภัย...

แต่นางก็ทำทุกอย่างเพื่อโอรสคนนี้...จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตก็ยังปกป้องเด็กคนนี้

 

เพิ่มจอมขี้เกียจมาด้วยแล้ว เย่ซืออวิ๋นถลึงตาใส่เสด็จพ่อแวบหนึ่ง รู้สึกง่วงขึ้นมาอีกรอบ ความรู้สึกตกค้างจากความฝันอันโหดร้ายจางหายไปหมดแล้ว ราวกับแค่มีวรกายสูงใหญ่นี่อยู่เคียงข้างก็ราวกับจะปกป้องตนจากภัยอันตราและความไม่สบายกายสบายใจทั้งปวง

“เจ้าง่วงก็นอนต่อเถอะ เช้านี้ไม่ต้องไปตำหนักจิ้งหยางแล้ว”

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ ลูกไปได้...วันนี้แค่มีเรียนกับท่านอาจารย์ฟาง ประเดี๋ยวลูกค่อยกลับมานอนต่อก็ได้”

“ตามใจเจ้า อย่าได้ลืมภาพท้องพระโรงกุ้ยหยวนให้ข้าด้วย...ข้าอนุญาตลู่จิงไปแล้ว วันพรุ่งพวกเจ้าก็ไปได้”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้างให้พระบิดา ก่อนจะถูกอ้อมแขนแกร่งอุ้มขึ้นมานั่งดีๆ

“ข้าจะออกไปก่อน เจ้าก็เรียกนางกำนัลกับขันทีมาจัดการเถอะ”

“เสด็จพ่อเสด็จมาหาลูกเพราะเหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ข้าผ่านมา ปกติถ้าตื่นเช้าหรือมีเรื่องให้ครุ่นคิดข้ามักจะลากลู่จิงไปรอดูแสงแรกของวัน หรือไม่ก็ดวงดาวบนหลังคาตำหนักจิ้งหยาง แต่ยามนี้เขาไม่อยู่ และคิดว่าถ้าเป็นเจ้าคงเสกสรรภาพความงดงามนั้นออกมาได้...หืม?” ฮ่องเต้เลิกคิ้วยามเห็นดวงตาเป็นประกายของเย่ซืออวิ๋น เจ้าตัวน้อยอาจหาญมากุมมือใหญ่ของพระองค์แน่น

“ไปพ่ะย่ะค่ะ! เสด็จพ่อพาลูกไปด้วย ลูกจะวาดออกมาหลายๆ ภาพเลยพ่ะย่ะค่ะ! ชวนน้องรอง น้องสาม น้องสี่แล้วก็ท่านลู่จิงกับถิงอวี่ไปด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ลู่จิงได้...แต่ลู่ถิงอวี่ไว้ข้าจะพิจารณาอีกที”

“เสด็จพ่อ...ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอ สุขภาพก็ไม่แข็งแรง พระองค์อย่ารังแกเขานะพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้านั่นอ่อนแอจริง สุขภาพไม่แข็งแรงจริงแต่มิได้ใสซื่อไร้เดียงสา หรือกระทั่งบอบบางหรอก” เย่เฟิง เย่เซียว เย่หานต่างผลัดกันฟ้องพระองค์ทั้งหมดแล้วถึงวีรกรรมของลู่ถิงอวี่

 

เจ้าเล่ห์สมกับเป็นลูกชายของลู่จิงยิ่งนัก!

ขนาดยังไม่เติบใหญ่เต็มที่ยังขนาดนี้...คาดว่ายามเติบโตคงจะร้ายกาจยิ่งกว่าบิดา!

 

“แต่ถิงอวี่...เขาอ่อนแอจนน่าเห็นใจ ลูกสัญญาว่าจะปกป้องดูแลเขาให้ดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เย่เทียนหลงถึงขั้นไร้วาจา...นี่โอรสของพระองค์ถึงขั้นไปสัญญาจะปกป้องเขาแล้ว พระองค์สอนสั่งลู่ถิงอวี่มาด้วยตัวเอง มีหรือจะไม่รู้ว่าแม้จะร่างกายไม่แข็งแรงเจ้านั่นก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดมาปกป้องหรอก แต่จากนิสัยของลู่ถิงอวี่แล้วคงหน้าซื่อตาใสเชื่อฟังแล้วก็ยอมให้ลูกชายตนมาปกป้องเป็นแน่

“เจ้านี่มัน...” เย่เทียนหลงดึงแก้มขาวทั้งสองข้างไปมา เป็นตัวซื่อบื้ออย่างที่เจ้าสาม เจ้าสี่ว่าจริงๆ ด้วย

“อะ...เอ็จอ่อ”

“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง...ข้าไปล่ะ”

“องค์ชายยามเหม่าแล้วพ่ะย่ะค่ะ...ฝะ...ฝ่าบาท! ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” อันกงกงที่เข้ามาปลุกองค์ชายใหญ่ทุกเช้าตกใจนักยามเห็นเงาร่างใหญ่อยู่ในห้อง เกือบตะโกนเรียกทหารเสียแล้ว แต่ยังจำได้ว่าเป็นฮ่องเต้เลยรีบคุกเข่าถวายพระพร

“อืม...มาดูแลองค์ชายของพวกเจ้าให้ดี”

“พะ...พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” อันกงกงแม้จะแปลกใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงเสด็จมาตำหนักลั่วสุ่ยในยามนี้ได้แต่ก็มิบังอาจถามออกไป ได้แต่รับพระบัญชาเข้ามาดูแลองค์ชายใหญ่

“น้อมส่งเสด็จพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

“น้อมส่งเสด็จพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

ฮ่องเต้เสด็จออกไปแล้ว เย่ซืออวิ๋นเลยยิ้มให้กงกงคนสนิท ไปอาบน้ำผลัดเสื้อผ้า ให้อันกงกงช่วยแต่งตัวก่อนจะเตรียมพร้อมออกไปถวายบังคมเช้ายังตำหนักจิ้งหยาง

..............

 

“เราเดินเล่นสักครู่นึงข้าจะกลับไปนอนแล้วนะอันกงกง”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

“อากาศเช่นนี้น่านอนจริงๆ” องค์ชายใหญ่โบกพัดในมือไปมาเบาๆ วันนี้หลังทานมื้อเช้าที่ตำหนักจิ้งหยางแล้วน้องรองถูกเสด็จพ่อเรียกไว้พูดคุยเรื่องสำคัญต่อ ส่วนน้องสามก็ต้องไปฝึกวรยุทธ์ น้องสี่น่ะหรือ...น่าจะกลับไปทำธุระที่ตำหนักตัวเองแล้ว เลยมิมีผู้ใดเดินมาส่งตนเลยแม้ทุกคนจะมองมาคล้ายถามว่าเขาจะเดินกลับตำหนักลั่วสุ่ยได้แน่ใช่ไหม? ทำเอาเย่ซืออวิ๋นได้แต่ถอนใจอย่างระอา พลางถามตัวเองซ้ำว่า

 

นี่ในสายตาผู้อื่นนอกจากเป็นตัวตะกละ ตัวขี้เกียจ ตัวซุ่มซ่ามแล้วยังมีอันใดอีกหรือไม่หนอ

 

“ดอกบัวในสระที่นี่บานได้งดงามไม่น้อยหน้าของตำหนักลั่วสุ่ยเลย...เราเอากลับไปใส่แจกันหยกขาวในห้องไว้ดีหรือไม่อันกงกง”

“องค์ชายว่าดีกระหม่อมก็ว่าดีพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายประทับรออยู่บนนี้ประเดี๋ยวกระหม่อมกับนางกำนัลจะไปตัดให้พระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ”

“ฝากด้วยนะอันกงกง” เย่ซืออวิ๋นยิ้ม มองกงกงคนสนิทกับนางกำนัลอีกคนไปช่วยกันตัดดอกบัวริมสระ ท่าทางทุลักทุเลกันไม่น้อยเห็นแล้วก็อดขำออกมาไม่ได้ เห็นนางกำนัลและขันทีตำหนักอื่นทำความเคารพเขาเสร็จก็หยุดมองพลางซุบซิบกันเบาๆ ก็ยิ่งขำมากขึ้น แต่มีขันทีที่เห็นเขาแล้วชะงักก่อนจะรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่เย่ซืออวิ๋นไม่ทันเห็นหน้า ได้แต่กระพริบตางงๆ

 

ตนมิใช่องค์ชายผู้น่ากลัวสักหน่อย

 

ตูม!!

 

ไม่ทันได้คิดอะไรให้มากความ เสียงราวมีอะไรบางอย่างตกน้ำทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต ยกชายอาภรณ์ขึ้นแล้วก็รีบวิ่งไปยังจุดที่น้ำกระเพื่อมกว้างนั้นทันที เขาเห็นร่างคนคุ้นตากำลังค่อยๆ จมลงไปในน้ำ ไม่ทันได้คิดอะไรมากเย่ซืออวิ๋นก็รีบดึงเสื้อผ้าและโยนเครื่องประดับต่างๆ ออกก่อนจะกระโดดลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว

 

ตูม!!

 

“น้องสี่!”

 

....................

“น้องสี่!”

เย่ซืออวิ๋นว่ายน้ำลงไปไม่ลึกเท่าไหร่ เขาก็สามารถคว้าตัวน้องชายมาได้ แต่ปัญหาคือนี่เป็นสระบัว ดังนั้นสายบัวเลยพันแข้งขาทำให้ขยับตัวลำบาก แม้เย่ซืออวิ๋นจะว่ายน้ำเป็นแต่เขาก็มิได้ชำนาญ ซ้ำน้องสี่ยังตัวสูงใหญ่กว่าเขาด้วย

 

หนักอีก!

 

เย่ซืออวิ๋นพยาพยามว่ายขึ้นไปด้านบนผิวน้ำ เขาเองก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วเช่นกัน ลมหายใจเริ่มจะขาดห้วงเสียแล้ว แต่ว่า...อย่างน้อยก็ควรส่งน้องสี่ให้ขึ้นไปบนฝั่งได้ก่อน เย่ซืออวิ๋นกลั้นหายใจอีกเฮือก พลางสะบัดขาสุดแรงให้หลุดจากรากบัวที่พันขาอยู่ จากนั้นก็พยายามว่ายไปหาฝั่งเรื่อยๆ ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของพวกนางกำนัลและขันทีหนวกหูนัก 

“องค์ชายใหญ่!”

“องค์ชายใหญ่ตกน้ำ! ไปตามคนมาช่วยที!”

“องค์ชายส่งมือมาพ่ะย่ะค่ะ!” น้ำเสียงเย็นคุ้นหูที่ตื่นตระหนกดังขึ้น เย่ซืออวิ๋นรวบแรงอีกเฮือกส่งตัวเย่หานให้ก่อน เขากระพริบตาเบาๆ รู้สึกสติค่อนข้างพร่าเลือนขึ้นมา แต่ยังคงเห็นว่าคนนั้นเป็นเจิ้งปิน ยามเห็นน้องชายปลอดภัยเย่ซืออวิ๋นก็คลี่ยิ้มน้อยๆ พร้อมคิดในใจว่า

 

น้ำในสระบัวรสชาติไม่ได้เรื่องจริงๆ

 

“องค์ชาย!” เจิ้งปินที่กำลังจะดึงตัวเย่หานขึ้นรีบยื่นมือไปคว้าเย่ซืออวิ๋นไว้ทันทียามเห็นว่าองค์ชายใหญ่ค่อยๆ จมลงไปเรื่อยๆ แต่น้ำหนักของพวกเขาสามคนก็มากเกินไป เขากัดฟันแน่นข่มความเจ็บยื่นมือคว้าองค์ชายใหญ่ไว้แล้วออกแรงดึงจนสุด องค์ชายใหญ่เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเจิ้งปิน พวกเขาทั้งสามสามารถเกาะริมฝั่งได้อย่างปลอดภัย โดยพวกนางกำนัลและขันทีต่างก็มาช่วยดึงขึ้น

“แฮ่กๆ น้องสี่! น้องสี่เป็นอย่างไรบ้างเจิ้งปิน!” เย่ซืออวิ๋นที่ยังหอบหายใจหนักแต่ยังคงเป็นห่วงน้องชาย รีบหันไปถามเจิ้งปินทันที

“ไม่เป็นไร...ข้าไม่เป็นไร” เย่หานที่ได้สติกลับมาแล้วตอบ ปล่อยให้เจิ้งปินช่วยเช็ดหน้าและห่มผ้าคลุมตัว ส่วนอันกงกงนั้นก็แทบจะร้องไห้รีบร้อนดูแลออกคำสั่งให้นางกำนัลไปเอาผ้าสะอาด ไปเอาน้ำอุ่นมาให้ “ขอบคุณพี่ใหญ่”

 

แม้จะอยู่ในน้ำแต่สติของเขายังไม่เลอะเลือน จำสีหน้าร้อนรนและแววตาห่วงใยของพี่ใหญ่ได้ติดตา

จำได้ว่า...ใครที่ช่วยชีวิตตน

 

“ขอบคุณอันใดกัน...เจ้าเป็นน้องชายข้าก็ย่อมต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว” เย่ซืออวิ๋นที่ถูกผ้าคลุมสองสามชั้นจนคล้ายห่อผ้ายื่นมือมาตบไหล่เย่หานพลางยิ้ม ก่อนจะยื่นหน้ามากระซิบถามเบาๆ “น้องสี่...หรือว่าเจ้าว่ายน้ำไม่เป็น?”

 

ปกติคนตกน้ำที่ว่ายน้ำเป็นย่อมสามารถถีบตัว หรือกลั้นหายใจได้ แต่นี่น้องสี่นั้นต่างออกไป...

 

เย่หานเม้มริมฝีปาก เขามองเจิ้งปินตาขวาง มองตาใสซื่อของพี่ใหญ่ ความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้ดันถูกพี่ใหญ่ล่วงรู้เข้าเสียได้!

 

น่าอายนัก!

 

แต่เห็นแก่ที่อีกฝ่ายช่วยชีวิตตนไว้เย่หานเลยพยักหน้าหนึ่งที เท่านั้นแหละเย่ซืออวิ๋นก็ยิ้มหวาน แม้ใบหน้าจะซีดเซียวเพราะอยู่ในน้ำมาสักพักแต่ก็ยังคงงดงามน่าเอ็นดู พี่ใหญ่กระเถิบตัวอย่างยากลำบากมากระซิบข้างหูน้องสี่ 

“ข้าไม่บอกใครหรอก เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับระหว่างพวกเรานะน้องสี่” เย่ซืออวิ๋นยื่นนิ้วก้อยมาตรงหน้า เย่หานมองนิ้วเรียวเล็กนั้น มองใบหน้างดงามที่กำลังส่งรอยยิ้มมาให้ในระยะใกล้ กระซิบกระซาบกับเขาราวเป็นความลับใหญ่หลวง องค์ชายสี่เลิกคิ้วขึ้นยกยิ้มไร้เล่ห์เหลี่ยมที่นานๆ ทีจะยิ้ม ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยตัวเองไปเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเย่ซืออวิ๋น

“ได้...ความลับระหว่างเรา”

“อื้อ!”

เจิ้งปินที่เปียกไปทั้งตัวมององค์ชายทั้งสองก่อนจะยกยิ้ม ช่วยห่อผ้าให้องค์ชายสี่หนาขึ้น พลางถูกอีกฝ่ายถลึงตาใส่ไปด้วย เย่ซืออวิ๋นที่เป็นพยานการถลึงตานั้นในระยะประชิดกระพริบตาปริบๆ รู้สึกเข้าใจอะไรขึ้นมารางๆ แล้ว

 

มิน่าเล่าชาติก่อนน้องสี่จึงได้ชังน้ำหน้าเขานัก

ที่แท้เพราะเหตุนี้นี่เอง...

 

“แค่ก! พี่ใหญ่ทำสีหน้าอันใดของท่าน” เย่หานเห็นสีหน้าพี่ชายก็รีบถามทันที เขาไม่รู้ว่าตัวซื่อบื้อเช่นพี่ใหญ่กำลังเข้าใจอันใดผิดๆ ไปอีกหรือไม่จึงได้พยักหน้ากับตัวเองเช่นนั้น มองเขาทีมองเจิ้งปินที แล้วก็ตบไหล่เขากับเจิ้งปินอีกด้วย 

เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้ามองน้องชายยิ้มๆ “เข้าใจเรื่องที่สงสัยมานานน่ะสิ น้องสี่ไปตำหนักลั่วสุ่ยของข้าก่อนเถิด เจ้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ยิ่งตกน้ำเช่นนี้ด้วย...อันกงกงให้คนไปตามหมอหลวงไปตำหนักลั่วสุ่ยที พวกเราไปกันเถอะ” เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นยืนโดยมีอันกงกงช่วยประคอง กงกงใหญ่แห่งตำหนักลั่วสุ่ยรีบให้นางกำนัลทำตามรับสั่งองค์ชาย อีกทางก็ให้คนไปเตรียมความพร้อมที่ตำหนักลั่วสุ่ยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับองค์ชายทั้งสองและองค์รักษ์เจิ้ง

 

.................

 

เพล้ง! เพล้ง!

 

“เจ้าโง่! เจ้าบอกข้าว่าอย่างไรนะ! องค์ชายใหญ่ช่วยองค์ชายสี่ขึ้นมาจากน้ำ? ที่ข้าให้เจ้าไปทำมันไม่ใช่แบบนี้!” เสียงตวาดลั่นพร้อมชุดกระเบื้องเคลือบเนื้อดีถูกเขวี้ยงลงพื้นแตกกระจาย เหล่าข้ารับใช้ที่นั่งก้มหน้าตัวสั่นอย่างหวาดกลัวไปกล้าเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนาย “รีบ...เจ้ารีบส่งข่าวออกไปให้ท่านพ่อของข้า บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ ไปเร็ว!

“ขะ...ขอรับนายหญิง!”

ดวงตาที่ถูกตกแต่งจนงดงามนั้นหรี่มอง กัดเล็บตัวเอง มองส่งร่างขันทีที่เพิ่งออกไปพลางออกคำสั่งกับคนสนิท “เมื่อมันส่งข่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหาทางกำจัดมันเสีย!”

“ขอรับนายหญิง!”

“แล้วตอนนี้องค์ชายใหญ่...กับองค์ชายสี่...” น้ำเสียงหวานที่เมื่อครู่โกรธเคืองนั่นสั่นกลัวขึ้นมากระทันหัน ถ้าเกิดว่าคนผู้นั้นรู้ว่านางทำให้องค์ชายใหญ่เสี่ยงภัยเช่นนี้...

“อะ...องค์ชายใหญ่ ทรงพาองค์ชายสี่ไปตำหนักลั่วสุ่ยขอรับ”

“เจ้าให้ทุกคนอยู่แต่ในตำหนัก ห้ามพูดจาอะไร หามติดต่อผู้ใดโดยเด็ดขาด!”

“ขะ...ขอรับนายหญิง”

มือเรียวงามเลื่อนไปหยิบแก้วมาดื่มน้ำชาพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ...แผนไม่สำเร็จไม่พอ เจ้าคนโง่นั่นยังทำให้องค์ชายใหญ่ไปเสี่ยงอีก!!

นางกลัวว่าคนผู้นั้นจะถือสาหาความจนนางกับบิดาลำบาก!

 

..........................

 

“ท่านว่าอย่างไรนะ?”

“ข้าบอกว่าน่าจะมีคนผลักเจ้าตกน้ำ เอาล่ะ ไม่ต้องทำหน้าตาน่ากลัวเช่นนั้น...ดื่มชาอุ่นๆ เสียก่อน ประเดี๋ยวก็กินโจ๊กเสียด้วย เจิ้งปินท่านเองก็ดื่มชาสักหน่อยเถิด” เย่ซืออวิ๋นที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมอาภรณ์บุนวมหนา ทับด้วยเสื้อคลุมขนแกะอีกชั้น เพราะอันกงกงเกรงว่าองค์ชายใหญ่จะป่วยเอาเลยไม่วางใจ องค์ชายสี่และองค์รักษ์เจิ้งก็ไม่ได้น้อยหน้า แต่ละคนต่างถูกผ้าผืนหนาพันรอบตัวจนกลมกันทั้งนั้น

“ท่านเห็นหน้าชัดหรือไม่?” เย่หานหรี่ดวงตา ประกายเยือกเย็นปรากฎวาบในดวงตาขององค์ชายผู้มีร่างกายอ่อนแอ เขาเองก็รู้สึกได้ว่ามีใครสักคนชนจนตกหล่นตกน้ำ...ไม่รู้ว่าคนชนนั้นรู้มาว่าเขาว่ายน้ำไม่เป็น หรือว่ามีเจตนาอื่นซ่อนเร้นกันแน่

“ไม่ชัด” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้าไปมา “แต่คาดว่าเป็นขันที เขามองเห็นข้าแล้วก็ตกใจ จากนั้นก็รีบวิ่งไปเลย ไม่ทันได้มองว่าเป็นขันทีตำหนักไหน หรือเรือนใด”

“ไม่เป็นไร...เรื่องนี้สืบสาวออกมาไม่ยากนักหรอก” เย่หานหันไปสบตาเจิ้งปินก่อนจะพยักหน้าให้กันหนึ่งที เจิ้งปินคำนับองค์ชายทั้งสองก่อนจะรีบออกไป แต่ก้าวได้เพียงสองก้าวก็พลันถูกผ้าคลุมผืนหนาปามาใส่ ไม่ต้องหันกลับไปองค์รักษ์เจิ้งก็รู้ดีว่าเป็นฝีมือใคร

 

องค์ชายใหญ่น่ะหรือไม่มีทางทำเช่นนี้เป็นแน่

 

แม้จะส่ายหน้าอย่างระอาให้กับนายผู้แสนเอาแต่ใจตน แต่ใบหน้าองค์รักษ์เจิ้งที่เยือกเย็นอยู่เป็นนิจนั้นก็ปรากฎรอยยิ้มจางขึ้นมา ก่อนจะเดินออกไปทำภารกิจที่ได้รับคำสั่งมา

“น้องสี่...เจ้านี่นะ” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้าให้น้องชายเบาๆ ดูทำเข้าสิ...เป็นห่วงเขาแท้ๆ ยังไม่ยอมพูดดีๆ อีก ปากไม่ตรงใจกับใจเอาเสียเลย

“อันใดของท่าน” เย่หานเลิกคิ้วมองพี่ชายที่ทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องมานั่งบนเตียงข้างเขา

“ชอบก็บอกว่าชอบสิ ลองเจ้ายิ้มเยอะๆ พูดดีๆ รับรองว่าเจิ้งปินต้องดีใจแน่” ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นก็ปฏิบัติกับเจิ้งปินอย่างดี แม้อีกฝ่ายจะเย็นชาไปหน่อย ไม่ยอมให้ตนเข้าใกล้ แต่เพราะเขาเคารพความเป็นส่วนตัวของเจิ้งปิน ไม่ว่าจะเรียกตัวมาร่วมงานไหนอีกฝ่ายก็ไม่เคยปฏิเสธให้ขายหน้า...แค่ก็นี้ดูก็รู้ว่าเขาเป็นพวกคือคติผู้ใดทำดีด้วยเขาก็จะยอมทำดีกลับบ้าง

เย่หานถอนหายใจเฮือก คร้านจะสนทนากับคนซื่อบื้อเต็มทีแล้ว เขาเลยล้มตัวลงนอนบนตักพี่ชายเสียเลยให้หมดเรื่องหมดราว ขืนมองหน้าต่อไปตนน่าจะได้รังแกพี่ใหญ่เป็นแน่

“ขอบคุณที่ช่วยข้า” เย่หานพึมพำเสียงเบา สูดกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นน้ำค้างที่เป็นกลิ่นกายของเย่ซืออวิ๋น มีเรื่องราวมากมายที่ทำให้เขาไม่ชมชอบพี่ใหญ่ผู้นี้ ทั้งเรื่องที่เขาเป็นสายเลือดครึ่งหนึ่งของสกุลฉิน เรื่องฉินกุ้ยเฟย แล้วก็นิสัยซื่อบื้อเกินเยียวยานี่ด้วย

 

แต่ว่า...นี่ก็เป็นพี่ใหญ่ของตน

พี่ใหญ่ที่กระโดดน้ำลงไปช่วยเขา คอยห่วงใยเขาจากใจจริง

 

“เจ้าเด็กนี่ ข้าเป็นพี่ชายเจ้านะน้องสี่” เย่ซืออวิ๋นมองก้อนขาวที่ซุกหน้ากับตักตนพลางหัวเราะเอ็นดู ยื่นมือไปลูบหัวน้องชายเบาๆ ลูบไปลูบมาก็รู้สึกเพลินมือดี “ต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว”

“อืม...ท่านเป็นพี่ชายข้า จำไว้ด้วยเล่า”

 

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

“อื้ม! ในเมื่อข้าเป็นพี่ชายแล้ว น้องสี่ก็ต้องเชื่อฟังพี่ใหญ่ ถนอมสุขภาพร่างกายตนเอง จะวางก้ามใหญ่โตอย่างไรก็ได้ แต่ต้องหมั่นดูแลตัวเอง น้องสี่นี่ยังฟังข้าอยู่หรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นเสียงดุขึ้นมาเมื่อน้องชายเอามือมาปิดหูแต่ยังคงพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าฟัง

 

ฟังอันใดกันเล่าน้องสี่นี่!

 

“ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรกันมากนะพ่ะย่ะค่ะพี่ใหญ่ น้องสี่” เสียงนุ่มของเย่เฟิงดังขึ้น องค์ชายรองที่มาพร้อมหมอหลวงเดินเข้ามาหาทั้งคู่ มองน้องชายที่เป็นก้อนกลมอยู่บนตักพี่ใหญ่หนึ่งคราก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ แล้วมองพี่ใหญ่พลางยื่นมือไปแตะแก้มขาวเบาๆ “ท่านตัวเย็น”

“อยู่ในน้ำนานไปสักหน่อยน่ะ...น้องสี่สิตัวเย็นกว่าข้าอีก” เย่ซืออวิ๋นกุมมือน้องชายไว้ พลางกระพริบตาปริบๆ เหมือนเขาจะรู้ว่าน้องรองกำลังอารมณ์ไม่ดี

“เสด็จพ่อทราบเรื่องแล้ว แต่รอว่าราชการเสร็จก็จะเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงคลี่พัดด้ามงามในมือ พลางปรายดวงตาคมมองหมอหลวง “ดูอาการให้องค์ชายทั้งสอง”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชายรอง” หมอหลวงที่ตัวสั่นรีบกุลีกุจอจับชีพจรให้องค์ชายใหญ่ทันที แต่องค์ชายใหญ่กลับส่ายหน้าเบาๆ ชี้ให้มาตรวจอาการองค์ชายสี่ก่อน

ใช้เวลาไม่ถึงเค่อหมอหลวงก็รีบเขียนใบสั่งยาพลางรายงานอย่างตั้งใจ “องค์ชายทั้งสองไม่เป็นอันใดมากพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานไปสักหน่อย ทำให้ร่างกายเย็น ต้องหมั่นดื่มน้ำอุ่น ห่มผ้าหนาๆ ไม่จำเป็นก็อย่าออกไปให้ต้องลมเย็นโดนน้ำค้างนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจัดยาถวายดื่มสักสองสามเทียบ จากนั้นก็พักผ่อนเยอะๆ ก็จะแข็งแรงขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม...” เย่เฟิงรับคำเรียบๆ ทำเอาหมอหลวงเหงื่อตก...ปกติองค์ชายรองนั้นสุขุม มีเมตตากับข้ารับใช้เสมอ แต่ดูเหมือนคราวนี้จะทรงมีเรื่องให้หงุดหงิดพระทัยเลยสีหน้าเคร่งขรึมเช่นนี้

 

หรือจะทรงเป็นห่วงองค์ชายทั้งสอง?...ก็อาจเป็นไปได้

 

“ดื่มยาเหรอ?...เอ่อ...ย่าขมๆ ท่านหมอ...มียาลูกกลอนหรือไม่” เย่ซืออวิ๋นผู้เกลียดการดื่มยาขมๆ เบ้หน้าพลางกระพริบตาปริบๆ มองหมอหลวง

“เจ้าตัวน้อยกลัวการดื่มยาเช่นนั้นหรือ?” สุรเสียงทุ้มปนหยอกล้อเอ่ยขึ้น พร้อมวรกายสูงใหญ่ของฮ่องเต้เย่เทียนหลงที่สวมชุดว่าราชการสีเหลืองทองปักลายมังกรห้าเล็บเดินเข้ามา เห็นชัดว่าเพิ่งว่าราชการเช้าเสร็จก็มาที่ตำหนักลั่วสุ่ยทันที พอเห็นเสด็จพ่อเย่ซืออวิ๋นก็ช้อนตาแป๋วขึ้นมอง ยามวรกายแกร่งนั่งลงข้างๆ ก็รีบอ้าแขนโอบกอดไว้ทันที แม้จะลำบากเพราะมีน้องสี่นอนตักอยู่ด้วย

 

แต่ว่า...เขาอยากจะอ้อนเสด็จพ่อ

 

ตอนตกน้ำนั้นน่ากลัวไม่น้อย แต่เพราะเขาเป็นพี่ใหญ่ อย่างไรเสียจะอ่อนแอต่อหน้าน้องชายไม่ได้เด็ดขาด พอเห็นเสด็จพ่อเสด็จมาก็รู้สึกราวกับช่วยปัดเบ่าความกังวลและความหลัวทั้งหมดไป

“ยาขมพ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่ชอบ...น้องสี่ก็ไม่ชอบ” 

เย่เทียนหลงหัวเราะในลำคอ เคาะศีรษะเจ้าลูกลิงตัวน้อยที่เกิดพระองค์แน่น แล้วก็เลยไปเคาะศีรษะเย่หานอีกคน “ข้ออ้าง”

“เสด็จพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นลากเสียงยาว ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเสด็จพ่อพาใครอีกคนมาด้วย องค์ชายใหญ่คลายอ้อมกอดออกแล้วรีบยิ้มทักทายทันที “อาจารย์ลู่”

“ลำบากองค์ชายใหญ่และองค์ชายสี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงยิ้มอย่างอ่อนโยน อยากจะยื่นมือไปลูบหัวดึงแก้มองค์ชายใหญ่เหลือเกิน แต่ขืนทำเช่นนั้นมีหวังตนได้ถูกประหารแน่...ไม่สิ ถูกฮ่องเต้เย่เทียนหลงหาเรื่องรังแกเป็นแน่

 

ฮ่องเต้บางคนยิ่งใจแคบที่สุดอยู่ด้วย

 

“ถิงอวี่ไม่มาด้วยหรือท่านอาจารย์?”

“เหตุใดถึงถามหาถิงอวี่ เจ้านั่นมิใช่หมอเสียหน่อย” เย่เทียนหลงเลิกคิ้ว มองลู่จิงคล้ายกล่าวหาปราดหนึ่ง ทำเอาท่านอัครเสนาบดีลู่ได้แต่ถอนหายใจ เบนสายตาไปมองทิวทัศน์รอบตำหนักลั่วสุ่ยคล้ายไม่อยากเห็นพระพักตร์หล่อเหลาของโอรสมังกร

“ลูกนึกว่าถิงอวี่จะมาด้วยนี่พ่ะย่ะค่ะ ไม่ได้เจอหน้าถิงอวี่มาตั้งสองวันแล้ว...” สองวันเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกว่ายาวนานไม่น้อย น่าแปลกเหลือเกินที่ชาติก่อนแม้อยู่ตำหนักเดียวกันขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยาก็จริง แต่เพราะไม่กล้าสู้หน้าลู่ถิงอวี่ เลยไม่ได้เจอกันบ่อยเท่าไหร่นัก พอมาชาตินี้ได้เจอหน้ากันทุกวันตนเลยเรียกร้องมากขึ้น

 

เฮ้อ...ต้องปรับปรุงนิสัยเสียแล้ว

จะเรียกร้องมากเกินไปไม่ได้

 

“ถิงอวี่เองก็คิดถึงองค์ชายอยู่ตลอดพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า...แฮ่ม เรื่องนี้ถ้ากระหม่อมบอกองค์ชาย องค์ชายห้ามบอกถิงอวี่นะพ่ะย่ะค่ะ” ท่านอัครเสนาบดีย่อตัวลงใกล้ตั่งเตียง จนสายตาอยู่ระดับเดียวกับองค์ชายใหญ่ ยื่นมือป้องปากกระซิบเบาๆ “เขากำลังวุ่นเตรียมของบางอย่างให้องค์ชายอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น อ้าริมฝีปากแดงน้อยๆ ก่อนแพขนตาจะเคลื่อนไหวเบาๆ ราวผีเสื้อขยับปีก พวงแก้มขาวเป็นสีเรื่อคล้ายไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินและดีใจไปพร้อมๆ กัน

 

น่าเอ็นดูยิ่งนัก

 

“จะ...จริงหรือท่านอาจารย์ลู่?”

 

ลู่ถิงอวี่กำลังเตรียมของขวัญให้เขาเลยนะ! ของขวัญจากลู่ถิงอวี่! 

 

“มีอันใดให้น่าดีใจกัน ข้าก็มิใช่ว่าให้ของขวัญเจ้าอยู่เยอะหรอกหรือเจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงพลันขมวดคิ้ว ยื่นมือแตะไหล่อัครเสนาบดีที่นั่งอยู่ข้างล่าง กลิ่นหอมของชาและกลิ่นตำราจากตัวลู่จิงนั้นหอมเป็นพิเศษ แต่ท่านอัครเสนาบดีผู้รู้ใจนายเหนือหัวกลับเคลื่อนไหล่เอียงหลบอย่างเนียนๆ ลุกขึ้นไปยืนข้างๆ พลางยิ้มไปด้วย

“ฝ่าบาทจะทรงถือสาหาความกับเรื่องแค่นี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?” ท่านนี่มันคนใจแคบจริงๆ เย่เทียนหลง

“ข้าถือสาไม่ได้?” ฮ่องเต้หันไปเลิกคิ้วมองอัครเสนาบดีข้างๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัยให้ลู่จิงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ  “อ้อ...นั่นสินะ”

 

ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือนท่านอัครเสนาบดีว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับตัวเองอีกแล้ว...

 

“แฮ่ม...ฝ่าบาท นี่ก็ได้เวลาไปตรวจฎีกาแล้วกระมังพ่ะย่ะค่ะ” ฝ่าบาทว่าราชการเสร็จ ได้ยินข่าวก็รีบร้อนมาตำหนักลั่วสุ่ยทันที 

“อืม...เย่เฟิงดูแลพี่ชายเจ้ากับน้องชายเจ้าด้วย ถ้าดื้อนักก็จัดการได้ตามสมควร” เย่เทียนหลงฝากฝังองค์ชายองค์ชายรองอย่างไว้วางใจยิ่ง ทำเอาพี่ใหญ่ตัวจริงกระพริบตาปริบๆ ช้อนดวงตากลมโตมองเสด็จพ่ออย่างรู้สึกไม่เป็นธรรม

เย่เฟิงกลั้นยิ้มประสานมือรับคำ ปั้นสีหน้าจริงจังจนถูกเย่ซืออวิ๋นถลึงมองแวบหนึ่ง “ลูกรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าสามรู้ข่าวแล้ว แต่วันนี้จืออิงสอนวรยุทธ์เขาด้วยตัวเอง ห่วงพวกเจ้าทั้งสองเพียงใดก็มาไม่ได้ ประเดี๋ยวเขามาแล้วก็ให้ช่วยดูแลอีกคน” ป่านนี้เย่เซียวคงอาละวาดจะมาตำหนักลั่วสุ่ยแล้วกระมัง...แต่อย่างไรเสียก็สู้จืออิงไม่ได้หรอก คงต้องรอหมดเวลาเรียนแล้วนั่นล่ะถึงจะมาได้

“ให้น้องสามมามิรู้ว่าจะมาช่วยลูกหรือจะมาตามใจพี่ใหญ่” เย่เฟิงส่ายหน้า เพราะรู้ดีว่าต่อให้น้องสามชอบรังแกพี่ใหญ่เพียงใด วาจาหรือก็ตีรวนยียวนตลอด แต่พี่ใหญ่ต้องการอะไร อยากได้อะไร อยากทำอะไรน้องสามเขาก็สรรหาให้เสียทุกอย่าง

“หึ...ถือว่าฝึกเจ้าไปในตัว” เย่เทียนหลงยกยิ้ม ก่อนจะเดินออกไปพร้อมอัครเสนาบดี 

“องค์ชาย ยามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงยกถาดยาที่มียาสองถ้วยมาวางไว้ใกล้ๆ บนถาดยังมีผลไม้เชื่อมและผลึกน้ำตาลก้อนเล็กๆ อย่างรู้ใจ เย่เฟิงยิ้มพยักหน้าขอบคุณก่อนจะโบกมือให้ทุกคนออกไปรับใช้อยู่ห่างๆ 

“ดื่มยาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

“น้องสี่...ดื่มยาเถิด” เย่ซืออวิ๋นรีบเฉไฉ หยิบถ้วยยามาถือไว้ คนช้อนเงินเบาๆ “ดื่มขณะยังอุ่น” ก่อนจะเป่าลมสองสามทีแล้วค่อยๆ ป้อยให้เย่หานอย่างใส่ใจ 

องค์ชายสี่ผู้ไม่กลัวการดื่มยาขมก็ค่อยๆ อ้าปากรับช้อนยาที่พี่ชายป้อนให้ช้าๆ เขาปล่อยให้พี่ใหญ่ตักคำเป่าคำ ค่อยๆ ป้อนเขาอย่างใส่ใจทีละคำ 

 

น่าแปลกที่ยาขมแท้ๆ...แต่กลับรู้สึกอุ่นไปทั้งร่าง

 

“เอ้า...ผลไม้เชื่อม” มือเรียวยื่นผลไม้เชื่อมป้อนให้น้องชายกินต่อ เห็นท่าทางเขาว่าง่ายเช่นนั้นแล้วก็ยิ้มหวาน อดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าไปกดจมูกบนแก้มแดงๆ ของน้องสี่แรงๆ “น้องสี่คนดีของข้า!”

 

น้องชายผู้ใดไม่รู้ช่างน่ารักน่ามองยิ่งนัก!

ปกติหรือวางตัวราวนักเลงโต ชอบเปิดปากหาเรื่องผู้อื่นร่ำไป ดูสิครานี้ตกน้ำไปหนึ่งหนกลับเชื่อฟังว่าง่ายราวลูกแมว! น่ารักยิ่งนัก!

 

“ทะ...ท่าน...ฮึ่ม!” เย่หานถลึงตาใส่พี่ชาย แม้แก้มจะร้อนวาบ ปลายหูแดงก่ำก็ตาม เขาหันไปมองพี่รองที่กำลังหรี่ดวงตาคมๆ คู่นั้นมองตนอย่างอันตราย ตัดสินใจว่าเอาผ้ามาคลุมศีรษะล้มตัวลงนอนบนตักพี่ใหญ่เสียให้สิ้นเรืองสิ้นราว

 

พี่รองกำลังไม่พอใจแล้วก็อิจฉาตน

คาดว่าถ้าพี่สามรู้ก็คงอาการเดียวกัน

ไม่สิ...ทางที่ดีอย่าให้ถึงพระกรรณของเสด็จพ่อ มิเช่นนั้นเขาคงได้คัดพระธรรมสูตรพันจบแน่ๆ

 

“น้องรอง...วันนี้มิมีเรียนเหรอ?” เย่ซืออวิ๋นมองน้องสี่ที่หนีไปแล้วตาปริบๆ ก่อนจะช้อนดวงตามองน้องรองแล้วชวนคุย ทำอย่างไรก็ได้ให้ไม่ต้องดื่มยา แค่เห็นสีและกลิ่นเขาก็รู้สึกไม่อยากกินแล้ว

“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงยิ้ม โบกพัดด้ามงามในมือ รู้ว่าบางคนกำลังเลี่ยงไม่ดื่มยา...ดูแลผู้อื่นได้ แต่ช่างไม่รู้จักดูแลตนเองเอาเสียเลย “พี่ใหญ่...ดื่ม...”

“แฮ่ม! เช่นนั้นน้องรองสอนข้าผิวปากได้หรือไม่ คราวก่อนโน้นเจ้าผิวปากได้ไพเราะนัก”

“ได้พ่ะย่ะค่ะ...พี่ใหญ่...ท่านอย่าพยายามหาเรื่องชวนข้าคุยเพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มยาเลย อย่างไรเสียก็ต้องดื่ม” องค์ชายรองดักทางอย่างรู้เท่าทัน กล่าวด้วยวาจาเรียบรื่นแต่กดดันอย่างน่าประหลาด เย่ซืออวิ๋นทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะหันมาทำตาวาว ยื่นมือไปกอบกุมมือน้องชายไว้พลางกระพริบตาปริบๆ อย่างน่าสงสาร

“ไม่ดื่มได้หรือไม่ ยาขมนัก...ข้ามิได้เป็นอันใดมากมาย พักผ่อนก็หายแล้ว...ข้าจะ อืม...วาดภาพให้น้องรองเยอะๆ เลยเป็นอย่างไร”

 

ดูเหมือนพี่ใหญ่จะเริ่มรู้จักการติดสินบนขึ้นมากับเขาแล้ว

 

องค์ชายรองเย่เฟิงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ทำให้เย่ซืออวิ๋นใจชื้นขึ้น “ได้...เสียที่ไหนเล่าพ่ะย่ะค่ะ” ก่อนจะใจแฟบลงดั่งเดิมเมื่อได้ยินประโยคต่อมา แทบจะตีน้องรองที่เพิ่งรู้วันนี้เองว่าขี้แกล้งกว่าที่คิดไว้

“ดื่มยาเถิดพ่ะย่ะค่ะ ถ้าไม่สบายไปวันพรุ่งมิได้ไปวาดภาพท้องพระโรงไท่หยวน ครานี้อาจถูกเสด็จพ่อลงโทษเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงหยิบถ้วยยาถือ ไอร้อนยังคงอยู่ เขาคนเบาๆ ก่อนจะตักยาจ่อปากแดงที่กำลังเม้มอย่างไม่ค่อยอยากดื่มยา

 

เฮ้อ...ก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่ปล่อยให้เอาแต่ใจไม่ได้จริงๆ

 

“พี่ใหญ่...หรือพี่ใหญ่อยากให้ข้าถูกเสด็จพ่อดุที่ดูแลพี่ใหญ่กับน้องสี่ไม่ดี?” เย่เฟิงไม่ทันกล่อมต่อ เย่ซืออวิ๋นก็อ้าปากงับช้อนยาทันที ความขมฝาดเล่นไปทั่วลำคอจนต้องนิ่วหน้า เห็นเช่นนั้นเย่เฟิงก็อดสงสารไม่ได้ ยื่นมือไปหยิบผลึกน้ำตาลก่อนส่งให้ถึงริมฝีปาก 

 

น้องสี่ดื่มมันโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนได้อย่างไรกันนะขมขนาดนี้!

 

“อะ...เอามาทั้งถ้วยเลย” เขาจะดื่มรวดเดียวให้หมด! 

เย่เฟิงส่ายหน้าน้อยๆ ส่งถ้วยยาให้พี่ชายที่รับไปดื่มอึกเดียวจนหมดใบหน้างดงามน่าเอ็นดูยับยู่ ดวงตากลมโตเอ่อคลอน้ำตา จนองค์ชายรองต้องรีบส่งผลไม้เชื่อมและก้อนน้ำตาลให้อีก จากนั้นก็หันไปบอกอันกงกงให้เตรียมชาดอกท้อกับน้ำผึ้งมาถวาย

“ขม...” เย่ซืออวิ๋นหอบหายใจหลังจากกลั้นใจดื่มยาจนหมด เงยหน้ามองน้องชายราวกับกำลังฟ้อง เย่เฟิงยื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่ขอบตาพี่ใหญ่เบาๆ พลางพยักหน้าเข้าใจ

“คราวหลังข้าจะให้หมอหลวงคิดค้นยาที่ไม่ขมนะพ่ะย่ะค่ะ พี่ใหญ่เก่งมาก”

“อืม...ก็ข้าไม่อยากให้น้องรองถูกดุนี่นา” เย่ซืออวิ๋นบ่นอ้อมแอ้ม แต่องค์ชายรองก็ยังได้ยินอยู่ดี ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามนั้นคลี่รอยยิ้ม เพราะรู้ดีตนจึงได้เอาเหตุผลข้อนี้มากล่อม

“ดื่มชาดอกท้อเสร็จแล้วก็พักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตกค่ำข้าจะมาเยี่ยมท่านใหม่อีกรอบ ถ้ารู้สึกไม่ดีแม้เพียงเล็กน้อยก็ให้ใครไปตามหมอหลวงได้ทันที”

“ได้ๆ ข้าฟังน้องรองทุกอย่าง” เย่ซืออวิ๋นอ้าปากหาวอย่างง่วงงุน เห็นอันกงกงยกชุดชงชามาวางไว้ แล้วเย่เฟิงก็เป็นคนชงชาด้วยตัวเอง องค์ชายรองรินใส่แก้วสองใบ จากนั้นก็ชงไว้อีกกาหนึ่งเผื่อให้พี่ใหญ่ดื่มล้างคอ เมื่อดื่มชาเสร็จเย่ซืออวิ๋นก็รู้สึกง่วงกว่าเดิม พยายามขึงตามอง “น้องสี่เล่า...ให้เขา อืม...นอนที่นี่ก็ได้”

“เดี๋ยวข้าปลุกเขากลับตำหนักเอง พี่ใหญ่พักผ่อนเถิด” เย่เฟิงยิ้มน้อยๆ มองพี่ใหญ่ที่จะหลับอยู่แล้วก็ยังเป็นห่วงคนอื่น “น้องสี่...ในเมื่อไม่ได้หลับก็ตื่นได้แล้ว ลุกขึ้นเสียด้วย พี่ใหญ่ขาชาเพราะเจ้าแล้ว”

“ข้านอนไม่ถึงเค่อด้วยซ้ำ” เย่หานสะบัดผ้าห่มออก สีหน้าดูแข็งแรงมีเลือดฝาดมิคล้ายคนตกน้ำมาเลยแม้แต่น้อย และไม่คล้ายองค์ชายผู้ขี้โรคด้วย

เย่เฟิงจรดนิ้วที่ริมฝีปากคล้ายบอกให้เบาเสียง ประคองเย่ซืออวิ๋นนอนบนเตียงดีๆ มือเรียวงดงามปัดเส้นผมที่ระใบหน้าออกให้อย่างอ่อนโยน ไล้พวงแก้มแผ่วเบา ก่อนจะคลี่ผ้าห่มผืนหนาคลุมและเหน็บชายผ้าให้อย่างเรียบร้อย เย่หานมองใบหน้างดงามที่หลับพริ้มอย่างสบายใจนั้นแล้วก็ยิ้มกว้างให้ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมพี่รอง ก่อนไปทั้งคู่ยังกำชับให้ข้ารับใช้ในตำหนักลั่วสุ่ยดูแลนายของตนให้ดีๆ มีอันใดก็ให้ไปแจ้งพวงเขาหรือเสด็จพ่อได้ทันที

 

........................

 

“มีคนผลักเจ้าตกน้ำ?” เย่เฟิงเอ่ยกับน้องชายที่อยู่ข้างๆ พวกเขาเดินคุยกันแผ่วเบา ต่อหน้าคนภายนอกน้องสี่ก็เดินช้า บ้างก็หยุดไอดูอ่อนแอน่าสงสารไม่น้อย

“ใช่ ข้ารู้สึกว่ามีคนผลัก พี่ใหญ่เองก็คิดว่าเช่นนั้น...แต่ยังไม่รู้จุดประสงค์แน่ชัดว่าต้องการอันใด ข้าให้เจิ้งปินไปสืบแล้ว คาดว่าไม่นานก็ได้เรื่อง”

 

ฝีมือของเจิ้งปินนั้นไว้ใจได้

 

เย่เฟิงหรี่ดวงตาลง คล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาเคาะพัดกับมือตนเองเบาๆ ส่วนเย่หานก็ปล่อยให้พี่รองครุ่นคิด พูดถึงเรื่องใช้สมองแล้วในหมู่พวกเขานั้นไม่มีใครสู้พี่รองกับพี่ลู่ได้ ส่วนเรื่องใช้กำลังก็ไม่มีใครสู้พี่สามได้เช่นกัน 

“ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด ผู้ให้ลงมือน่าจะเป็นสนมคนใดคนหนึ่งของเสด็จพ่อ...แต่นางอาจเป็นนกต่อ และอาจมีผู้บงการใหญ่อยู่เบื้องหลังอีกที รอข่าวที่เจิ้งปินสืบมาได้เสียก่อน เจ้าให้เขาไปที่จวนอัครเสนาบดีสักครั้ง ถิงอวี่ช่วยเขาได้”

 

ภายนอกวังนั้นพวกเขาเองก็ไม่สะดวกเท่าไหร่นัก จะเคลื่อนไหวเอิกเกริกโดยไม่คิดไม่ได้

 

เย่หานเลิกคิ้วคล้ายคิดไม่ถึง แต่เขารู้ดีว่าพี่รองไม่เคยกล่าวอะไรเลื่อนลอย “ได้พ่ะย่ะค่ะ ข้าจะส่งข่าวให้เจิ้งปิน พี่ลู่เองก็คงร้อนใจกระมังถ้าทราบว่าพี่ใหญ่ตกน้ำ”

“หึ” เย่เฟิงยกยิ้มที่อธิบายไม่ได้ “เขาไม่ร้อนใจสิแปลก” องค์ชายรองถอนหายใจแผ่วเบา ขณะหรี่ตามองน้องสี่หนึ่งครา

“แค่ก...ท่านพี่รอง...มี เอ่อ...อันใดหรือ?” สายตาเช่นนี้ของพี่รองน่าหวั่นเกรงนัก ราวสายพระเนตรของเสด็จพ่อยามทอดพระเนตรเห็นร่มน้ำมันที่พี่ใหญ่ให้ตนเมื่อคราวก่อนเลย

“เจ้าใช้ลมปราณขับไอเย็นออกจากร่างจนหมดแล้ว เหตุใดยังทำตัวอ่อนแอให้พี่ใหญ่เอาใจใส่อีกเล่า?” 

“ข้าเพียงแค่อยากซึมซับความรู้สึกของการถูกดูแลเอาอกเอาใจอย่างอบอุ่นอ่อนโยนบ้างเท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ เห็นพี่ใหญ่เป็นเช่นนั้นแล้วก็แค่อยากอ้อนขึ้นมาเล็กน้อย...ข้าเริ่มเข้าใจถิงอวี่แล้วที่เขาชอบชอบทำตัวอ่อนแอต่อหน้าพี่ใหญ่”

 

ที่แท้ก็วิเศษเช่นนี้นี่เอง

 

เย่เฟิงหุบพัดก่อนจะนำมาเคาะศีรษะน้องชายเบาๆ รู้สึกว่าน้องสี่นี่ยิ่งเหลวไหลขึ้นทุกวัน เห็นทีต้องทูลบอกสเด็จแม่ให้เขาไปช่วยคัดพระไตรปิฎกบ้างแล้วจะได้มีอันใดทำ

“ถิงอวี่นั้นร่างกายอ่อนแอจริง แต่เจ้านั้นไม่ใช่...น้องสี่ ในเมื่อเจ้าไม่แข็งแรงเช่นนั้นข้าจะทูลขอเสด็จพ่อให้เจ้าคัดพระธรรมสูตรสักห้าร้อยรอบจบ นี่...เขาบอกว่าพระธรรมช่วยให้จิตใจแข็งแรงขึ้นได้ เมื่อจิตใจแข็งแรงแล้วร่างกายก็ย่อมต้องแข็งแรงขึ้นมาด้วย”

“พี่รอง!” เย่หานประท้วง อยากจะโวยวายลั่นแต่เขายังต้องรักษษภาพลักษณ์องค์ชายผู้อ่อนแออยู่ เลยได้แต่เม้มปากทำสีหน้าอยากจะร้องไห้ขึ้นมา

“หืม? เจ้าไม่พอใจแค่นี้หรอกหรือ...อืม เสด็จแม่เองก็บอกว่าอยากได้คนช่วยคัดพระไตรปิฎก เช่นนั้นข้าจะทูลขอเสด็จแม่ให้เจ้าเอง...”

“พี่รอง...ท่าน! ข้าเป็นน้องชายท่านนะ!” น้องชายที่เกิดจากพระมารดาคนเดียวกันด้วย! ท่านมาถือสาหาความน้องชายด้วยเหตุผลอันใดมิทราบ!

เย่เฟิงคลี่รอยยิ้มอ่อนโยน เอาพัดเคาะไหล่น้องชายเบาๆ “เพราะเจ้าเป็นน้องชายที่ข้ารักยิ่ง ข้าเลยไม่ทูลบอกเสด็จพ่อว่าเจ้าเสแสร้งป่วยต่อหน้าพี่ใหญ่ เสแสร้งว่าง่ายเชื่อฟังน่าเอ็นดูจนพี่ใหญ่หอมแก้มเจ้า ข้าจะไม่บอกน้องสาม...ไม่บอกถิงอวี่ แต่ให้เจ้าไปทูลขอเสด็จพ่อเสด็จแม่ขอคัดพระธรรมด้วยตนเอง”

เย่หานอ้าปากค้าง พลางมองพี่รองอย่างเหลืออด สะบัดหน้ากลับตำหนักตนทันที...พลางคิดในใจว่าพี่รองช่างใจแคบเหมือนเสด็จพ่อ ส่วนวิธีจัดการนั้นหรือก็ช่างเหมือนท่านอาจารย์ลู่จนสมแล้วที่เป็นศิษย์รัก!

 

แค่อิจฉาที่พี่ใหญ่หอมแก้มเขาก่อนผู้ใดก็เท่านั้นต้องรังแกกันขนาดนี้เชียวหรือ

ฮึ! คราวหน้าตนจะทำยิ่งกว่านี้อีก!

 

องค์ชายรองมองน้องชายที่โกรธจนควันออกหูไปแล้วก็โบกพัดในมือพัดเบาๆ พลางยิ้มน้อยๆ อย่างขำขันที่ได้รังแกน้องชาย 

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ องค์รักษ์ด้านนอกส่งข่าวจากจวนอัครเสนาบดีมาพ่ะย่ะค่ะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไร้ผู้คนและไร้ที่ไปที่มาไม่ได้ทำให้เย่เฟิงเปลี่ยนสีหน้า เขาคลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะที่ทอดดวงตาคมมองตำหนักงดงามและเปี่ยมมนต์ขลังที่อยู่ไม่ไกล

 

ท้องพระโรงไท่หยวน...

ตำหนักว่าราชการของราชวงศ์มาทุกยุคทุกสมัย สืบทอดมาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน

 

ที่ตั้งของบัลลังก์มังกร...

 

“ข่าวของจวนอัครเสนาบดีรวดเร็วดั่งใจเสียจริง...” องค์ชายรองหลุบดวงตาลงต่ำ ก่อนจะถอนใจแผ่วและเงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องหน้า

 

พรุ่งนี้ที่ท้องพระโรงไท่หยวน...ท่านจะตอบสิ่งที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่พี่ใหญ่

เพราะบางทีคำตอบนั้นของท่าน...จะนำไปสู่การตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงมากมาย

 

......................

 

น้องสี่ตกบ่วงพี่ใหญ่ไปอีกคนแล้ววววว แต่ว่าน้องสี่ก็ต้องไปคัดพระธรรมจนมือชานะคะ ระวังอย่าให้เสด็จพ่อเขารู้นะคะ 555 แต่ว่าคนที่ใจแคบที่สุดไม่ใช่เสด็จพ่อหรอกค่ะ คนบางคนใจแคบกว่าฮ่องเต้ไปอีก ^_^ 

ขอบคุณสำหรับเรื่องคำผิดกับประโยคที่งงๆ นะคะ ถ้าใครเจอสามารถทักได้เลยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยดูกันน้าาา 

ช่วงนี้อย่างที่บอกในทวิตไปว่าทั้งงาน ทั้งเรียน ทั้งประชุม ทั้งภูมิแพ้ขึ้นไม่หาย ก็เลยจะยุ่งมากๆ เลยค่ะ แต่จะพยายามมาให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ ทุกคนเองก็อย่าลืมรักษาสุขภาพและดูแลตัวเองกันด้วยน้าาาา

 

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.552K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,282 ความคิดเห็น

  1. #3945 Dinamite (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 มีนาคม 2564 / 01:21
    ชาติก่อนน้องต้องไปทำอะไรมาแน่ๆ เพราะเหมือนตอนนี้เรารับรู้จากทางฝั่งน้องฝ่ายเดียวเลยเห็นแค่ด้านเดียว
    #3,945
    0
  2. #3844 SanjiMakiko (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มีนาคม 2564 / 14:17
    เอ็นดูอ้ะ
    #3,844
    0
  3. #3667 zezeuiaz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:31
    น้องน้อยอยู่แต่ในตำหนัก ทำไมว่ายน้ำเป็นละ หรือว่ายเป็นจากชาติก่อน
    #3,667
    0
  4. #3109 Frizzy G (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:46
    สงสารน้องสี่
    #3,109
    0
  5. #2964 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 20:50
    เด็กๆน่ารักกกกแต่คือท่านลู่กับพี่เต้ ชอบกันชิป่ะ
    #2,964
    0
  6. #2953 จ่อย (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 มกราคม 2564 / 05:49

    เด่วๆแล้วฮองเฮากับว่านกุ้ยเฟยนี่ยังไง เหมือนมองเห็นทุ่งลิลลี่อยู่รำไร😅🤭🤭

    #2,953
    0
  7. #2885 Pinyie(・ิω・ิ) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 13:17
    ทั้งเอนดู ทั้งสงสารน้องสี่ โถลูกกก55555555 เจ้าพวกต้าวก้อนพี่น้อง4ก้อนนี้มันน่ารักหนุบหนับจังเลยค่ะ หวังว่าโตขึ่นก้จะเปนแบบนี้ต่อไปนะ แงงงงงงง ในส่วนของเด็จพ่อกับอาจารย์ลู่นั้นก้ อรุ่มมมมม😶
    #2,885
    0
  8. #2595 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 00:35
    อะไรคือท่านลู่อาจจะมาประชุมไม่ได้อีกหลายวันหรอคะ ฮ่องเต้ หึๆๆๆ
    #2,595
    0
  9. #2487 makimasa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 18:11
    น้องสี่กับเจิ้งปิ่นมีซัมติงป่ะนิ
    #2,487
    0
  10. #2306 Weetaime (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 05:30
    ช๊อบบบบบบบบ
    #2,306
    0
  11. #2237 PNs_jK9 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 22:40
    ชั้นชอบเจิ้งปิน...(?)
    #2,237
    0
  12. #2109 Notty Kero (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 18:32
    แงงงง เราจะบอกว่าแต่งดีมาก ลื่นมาก สนุกมากค่ะ แอบมาเม้นช้าไป แต่เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ
    #2,109
    0
  13. #2104 cncdwr (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 20:06
    สนุกมากๆเลยค่ะ
    #2,104
    0
  14. #1990 The Sky 9096 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 14:52
    ตระกูลนี่ใจแคบจริงๆ 5555
    #1,990
    0
  15. #1825 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 15:29

    ทำไมมันตะมุตะมิ นุ้บนิ้บ จังเลย
    #1,825
    0
  16. #1784 sfaiikmw (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 15:09
    สนุกมากเลยค่ะ ฮือ
    #1,784
    0
  17. #1746 sweet-meringue (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 17:22

    ก็ว่าตงิดใจตอนดื่มสุรา ก็อายุมากสุดคือองค์ชายใหญ่แค่12ขวบเอง 12ขวบ!!! คนอื่นๆยิ่งน้อยไปอีก อย่างเจ้า4นี่9ขวบใช่มะ ถึงจะเป็นราชวงศ์แต่ก็เร็วเกินไปมากๆๆๆๆๆ

    #1,746
    1
    • #1746-1 nwyxa529(จากตอนที่ 9)
      26 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:26
      ส่วนใหญ่นิยายจีนประมาณนี้หมดบางที3ขวบก็อ่านหนังสือจบหลักสูตรม.1ได้
      #1746-1
  18. #1676 khunsom08 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 07:29
    ร้ายกาจทุกคนเลยองค์ชาย
    #1,676
    0
  19. #1531 ~*!Ev@Chan!*~ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 14:18
    เดาว่าซืออวิ๋นอาจขายชาติแลกกับของกินหรือคนงาม 5555
    #1,531
    0
  20. #1530 ~*!Ev@Chan!*~ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 14:16
    ยังงงอยู่ว่าตกลงองค์ชายใหญ่ถูกดาบหรือกระบี่แทง แต่ที่แน่ๆเป็นอาวุธประเภทดาบ
    #1,530
    0
  21. #912 Makkham (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 14:09
    ฝันที่ไม่กล้าฝัน555
    #912
    0
  22. #870 Inn1427 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 20:43
    ครายยยยยยยยย มีใครยิ่งกว่าเด็จพ่อ
    #870
    0
  23. #734 re - ann (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 11:27

    ชายใหญ่อยากว่างงานก็แต่ให้อาลู่เถอะ รับรองเลี้ยงดูอย่างดี

    #734
    0
  24. #698 HYUNPARK (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 02:24
    เจ้าสี่น่ารักยิ่งนัก พี่ใหญ่หลงใหญ่แล้ว หมายถึงหลงกลน่ะนะ
    #698
    0
  25. #647 sakura17 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 07:18
    คนที่ใจแคบยิ่งกว่าคงเป็นพี่ลู่แน่เลย5555
    #647
    0