ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 11 : 十一 ของขวัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,511
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,531 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

十一

 

 

วรกายสูงใหญ่ของฮ่องเต้ก้าวมาหาบุตรชายคนโตของตัวเอง พระเนตรคมกล้ามองเจ้าตัวน้อยที่กำลังดันลู่ถิงอวี่ไปด้านหลังแล้วยืนขวางไว้ราวจะปกป้องแวบหนึ่งด้วยความระอา

 

ตัวก็เล็กกว่าเขายังจะไปปกป้องลูกชายบ้านอื่นอีก

 

“เสด็จพ่อ...” เย่ซืออวิ๋นลากเสียง ช้อนตากลมแป๋วมองพระบิดาพลางกระพริบตาปริบๆ ไปด้วย เห็นเช่นนั้นแล้วฮ่องเต้บางพระองค์ก็ใจแข็งได้ไม่นาน อ้อมแขนแกร่งโอบอุ้มร่างเย่ซืออวิ๋นขึ้นมา ทำเอาองค์ชายที่อายุสิบสองแล้วแต่กลับถูกพระบิดาอุ้มได้ง่ายๆ ตาโต

“ตัวเบาเชียวนะเจ้า...ยังไม่หายดีหรือ?” เย่เทียนหลงมองสำรวจบุตรชายอย่างละเอียด ราวหาความผิดพลาดเล็กๆ บนร่างกาย ดวงตาคมกริบเห็นความกังวลสายหนึ่งที่พยายามซุกซ่อนเอาไว้ก็ไม่ได้ถามอะไร

“ลูกหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ...ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเป็นห่วง” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน เอื้อมมือไปโอบกอดพระอังสาของเสด็จพ่อไว้ราวเด็กเล็กๆ ออดอ้อน ความรู้สึกน้อยใจและความกังวลยามได้ยินเรื่ององครักษ์เมฆดำนั้นแทบจะหายวับไปเลย

 

อ้อมแขนอันอบอุ่น ตัวตนอันแสนยิ่งใหญ่นี้

ราวสามารถปัดเป่าความไม่สบายใจทั้งหมดไป

 

“ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายรอง องค์ชายสาม และองค์ชายสี่ ต่างถวายคำนับพร้อมกัน ลู่จิงกับลู่ถิงอวี่ก็เช่นกัน ท่านอัครเสนาบดีนั้นมองฮ่องเต้อย่างสำรวจคราหนึ่ง...คาดว่าคงฟังอยู่นานแล้ว ไม่สิ...พระองค์ต้องอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้อยู่ก่อนเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นจะเข้ามาได้พอเหมาะพอดีเช่นนี้ได้อย่างไร

 

แล้วเข้ามาตอนไหนไม่เข้า...ดันเข้ามาตอนบุตรชายผู้อื่นกำลังอ้อนองค์ชายใหญ่อยู่

บิดาหวงลูกชัดๆ

 

“ลู่ถิงอวี่” เย่เทียนหลงเอ่ยเสียงเรียบ มองลู่ถิงอวี่ที่มองสบดวงตาของฮ่องเต้ด้วยความสงบนิ่ง...ว่ากันว่าสายพระเนตรของฮ่องเต้เย่เทียนหลงนั้นคมกริบและเปี่ยมอำนาจ ขนาดเหล่าขุนนางก็ไม่กล้าสบตรงๆ..แต่นี่คุณชายลู่กลับไม่หลบแม้แต่น้อย

 

ยำเกรง...แต่หาได้หวาดกลัว

 

“อธิบายมาสิ”

“ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องอากาศเย็นแล้วมือเย็น ลูกเลยให้ความอบอุ่นกับถิงอวี่แค่นั้นเองนะพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” ลู่ถิงอวี่ไม่ทันได้เอ่ยวาจา เสียงออดอ้อนปนเว้าวอนราวลูกแมวน้อยร้องขอกินปลาขององค์ชายใหญ่ในอ้อมพระกรฮ่องเต้ก็ดังขึ้นแผ่วเบา พลางกระพริบตาปริบๆ มองเสด็จพ่อไปด้วย

“เจ้าชื่อลู่ถิงอวี่หรือเจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงจิ้มหน้าผากลูกชายเบาๆ อย่างหมั่นไส้...นี่มันนอกจะถูกเขาหลอกกินเต้าหู้แล้วยังเต็มใจช่วยเขาอีก พระองค์ไม่ได้เลี้ยงลูกชายให้ออกมาซื่อบื้อเช่นนี้เสียหน่อย

 

ไม่สิ...จะโทษพระองค์ก็ไม่ได้ให้โทษที่ลู่ถิงอวี่ฉลาดเจ้าเล่ห์เกินไปมากกว่า

 

“ถ้ากระหม่อมทำให้ฝ่าบาทระคายพระทัยต้องขอประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ประสานมือขอโทษได้อย่างสง่างาม ลอบมององค์ชายใหญ่ที่กำลังปกป้องตนอยู่ยิ้มๆ ...รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน

“อ้อ...ปกติเจ้ามักมีข้อต่อรองเสมอ? เช่นนั้นคราวนี้มีอะไรมาแลกเปลี่ยนกับข้าอีกหรือไม่เล่า?” กับกลุ่มคนที่ไว้ใจเย่เทียนหลงมิได้ใช้คำแทนตนว่า ‘เจิ้น’ ดวงตาคมกริบของพญามังกรปรายมองท่านอัครเสนาบดีบางคนที่กำลังอ้าปากเหวอราวรู้สึกถึงลงสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง

“เรียกว่าแลกเปลี่ยนคงไม่ได้ เพียงแต่กระหม่อมมีเรื่องอยากทูลขอให้ฝ่าบาททรงช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ น้ำเสียงไพเราะกล่าววาจาลื่นไหล ไม่แม้แต่จะมองบิดาตนเองที่กำลังโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณสักนิด องค์ชายทั้งสามเองก็เห็นสถานการณ์เช่นนี้มาจนชินแล้วเลยทำเพียงยกยิ้มรอดู ส่วนองค์ชายใหญ่นั้นก็กระพริบตาปริบๆ มองคนโน้นทีคนนี้ที “กระหม่อมเตรียมของขวัญไว้ให้องค์ชายใหญ่ ซึ่งเคยกราบเรียนขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าบาทแล้ว แต่ท่านพ่อทำความลับของกระหม่อมรั่วไหล...”

“อยากให้ข้าช่วยฝึกลู่จิงเก็บความลับสักหน่อย?” เย่เทียนหลงรู้สิ่งที่ลู่ถิงอวี่ต้องการได้ไม่ยาก หัวเราะหึในลำคอ “ได้สิ...บิดาเจ้าช่าวเหลวไหลจริงๆ”

อัครเสนาบดีลู่นั้นได้แต่ร่ำไห้อย่างไร้เสียง...ทั้งเจ้านายทั้งบุตรชายช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกินยามหาเรื่องรังแกเขา! อาถิงหาเรื่องเอาคืน...ส่วนฮ่องเต้บางพระองค์ก็หาเรื่องกลั่นแกล้ง!

 

มันน่านัก!

 

ลู่จิงอยากถลึงตาใส่หรือแม้กระทั่งทุบตีวรกายสูงค่าของเย่เทียนหลง แต่ที่นี่มีสายตาขององค์ชายทั้งหลายอยู่เขาไม่กล้าหาเรื่องใส่ตัวหรอก

“เสด็จพ่อทรงเสด็จมานานแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เย่เซียวเอ่ยถามขึ้นมาหลังไตร่ตรองดู

“อืม...”

“เอ่อ...ทรงได้ยินที่พวกลูกพูดทุกคำใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เย่หานเองก็พอจะเดาได้ พอพระบิดาพยักหน้าองค์ชายทั้งหลายก็พร้อมกันถอนหายใจยาว

 

เสด็จพ่อนี่ช่าง...

 

เย่เทียนหลงมองสีหน้าบุตรชายแต่ละคน ก่อนจะวางเย่ซืออวิ๋นลงพอยืนบนพื้นได้ไม่ทันไร เจ้าตัวน้อยนั่นก็ไปยืนบังลู่ถิงอวี่ราวกลัวเขาจะทำอะไรเสียแล้ว

 

จริงๆ เลยเชียว

 

“คนหนึ่งอยากเป็นฮ่องเต้ คนหนึ่งอยากเป็นแม่ทัพใหญ่ คนหนึ่งอยากเป็นหัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ลับ อ้อ...อีกคนอยากเป็นองค์ชายว่างงาน”

พอพูดถึงท้ายประโยคในน้ำเสียงก็แฝงแววเย้าแหย่มาด้วย ส่วนคนอื่นก็ล้วนกลั้นยิ้ม ยกเว้นว่าที่องค์ชายว่างงานที่แก้มร้อนผ่าว ก้มหน้าก้มตามองพื้นไม้ ถลึงตาใส่เงาของเสด็จพ่อพลางบ่นในใจไม่หยุด

 

เสด็จพ่อทรงชอบกลั่นแกล้งบุตรชาย!

 

“ส่วนลูกศิษย์คนเดียวก็เป็นว่าที่อัครเสนาบดี...ดูเหมือนการสั่งสอนของพวกข้าจะไม่เสียเปล่า เย่เฟิง...”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เย่เฟิงที่ไม่ได้พูดอะไรก้าวมาตามเสียงเรียก

“ขึ้นไปนั่งดู”

องค์ชายรองเบิกดวงตากว้าง เข้าใจสิ่งที่เสด็จพ่อรับสั่งเป็นอย่างดีว่าหมายความอย่างไร เขาเม้มปากตัวเองพลางมองเสด็จพ่ออย่างไม่เข้าใจ

“ลองขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์นั้นดู”

“แต่ว่า...”

“ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ความหนักหนาของบัลลังก์นั้นหรือ? ...องค์ชายรองโปรดเสด็จลองเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงมองอย่างอ่อนโยนพลางคลี่ยิ้ม “ถือเป็นการเตรียมใจอย่างหนึ่งมิใช่หรือหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

เย่เฟิงเงยหน้ามองหนึ่งบิดา หนึ่งอาจารย์ที่ยืนตรงหน้าตน..

 

ทั้งคู่ต่างเป็นตัวตนและแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่

 

เย่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลันรู้สึกว่ามือของตนนั้นอบอุ่นขึ้น พอหันไปมองเขาก็เห็นรอยยิ้มสดใสและดวงตาที่มองตรงมาอย่างเชื่อมั่น “ไปเถิดน้องรอง...ข้าจะไปส่งเจ้าเองนะ” ดวงตาคู่สวยของเย่ซืออวิ๋นบอกทุกอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยเอื้อน

 

เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว

 

“ข้าเองก็จะไปส่งท่านพี่รอง” เย่เซียวตบไหล่พี่ชายพลางยิ้มอย่างเชื่อมั่น เย่หานก็ทำเช่นเดียวกัน

“เย่เฟิง...เจ้าไม่ได้เดินคนเดียว” ลู่ถิงอวี่มองสหายสนิทด้วยแววตาเชื่อใจ “ไปเถิด”

องค์ชายรองมองทุกคนที่ยืนล้อมรอบเขาด้วยรอยยิ้ม ความกังวลไปในแววตาแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าและความอบอุ่นที่ผุดมาจากส่วนลึกของหัวใจ มือถูกพี่ใหญ่จับจูงเดินไปเรื่อยๆ ข้างๆ มีน้องชายและสหายสนิทเดินเคียงมา ยามหยุดที่บันไดเก้าขั้นเขาเหม่อมมองบัลลังก์สีทองนั้นที่ตั้งตระหง่านนั้นด้วยความสงบนิ่ง เย่ซืออวิ๋นตบไหล่ให้กำลังใจก่อนจะก้าวถอยหลังมาสองก้าว เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

 

เพราะการตัดสินใจต่อจากนี้หาใช่ของพวกตน

 

ความอบอุ่นจางๆ บนไหล่ราวมอบความกล้าให้เขา ก้าวย่างแรกที่เหยียบย่างลงบนบันไดเก้าขั้นเย่เฟิงก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความหนักของขาแล้ว...ก้าวที่สอง สาม สี่...ห้า หก...เจ็ดแปด...ความหนักนั้นก็ราวทวีคูณมากขึ้น จนเมื่อถึงอีกก้าวเดียวจะถึงขั้นที่เก้าเขาก็แทบจะก้าวขาไม่ไหว

 

นี่คือ...ความหนักหนาที่ผู้ครองแผ่นดินแบกรับ

ทุกย่างก้าวหาใช่เพื่อตนเองแต่มีไว้เพื่อแผ่นดินและปวงประชา

 

บัลลังก์สีทองงดงามน่าเกรงขามสะท้อนสู่ดวงตา เย่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันกลับไปมองกลุ่มคนด้านล่าง ทอดมองจากตรงนี้...ก็เข้าใจถ้อยคำที่ว่า...

 

โอรสสวรรค์ประทับบัลลังก์มังกรทอดมองใต้หล้า อยู่เหนือคนนับหมื่นขึ้นมา

 

“เสด็จพ่อ...” เสียงของเย่เฟิงกังวานก้อง “ลูกขอหยุดอยู่เพียงแค่บันไดขั้นที่แปดนี้...และขอพระราชทานอนุญาตไม่นั่งบนบัลลังก์พ่ะย่ะค่ะ”

“เพราะเหตุใด” เย่เทียนหลงหรี่ตามอง ใบหน้าหล่อเหลาผุดรอยยิ้มมุมปาก

“ลูกในตอนนี้...ยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะนั่งบนบัลลังก์มังกรพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

 

เขาอายุยังน้อย ยังด้อยประสบการณ์...แล้วจะถือสิทธิ์อันใดนั่งบนบัลลังก์อันทรงเกียรตินั้นเล่า

 

“ลูกหาได้หวาดกลัว ทุกย่างก้าวผ่านบันไดมังกรลูกรู้ถึงความหนักหนาและน้ำหนักของมันแล้ว...สำหรับบันไดขั้นที่เก้าลูกยังไม่ขอเหยียบย่าง เมื่อถึงวันที่ลูกพร้อมด้วยคุณสมบัตินั้นลูกจะก้าวผ่านและนั่งบนบัลลังก์นั้นอย่างสมภาคภูมิพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงองค์ชายรองหนักแน่น มั่นคง ดวงตาก็สาดประกายมุ่งมั่นเจิดจ้า

เย่ซืออวิ๋นมองน้องรองของตนที่บันไดมังกรขั้นที่แปดด้วยแววตาภาคภูมิใจ...ชาติก่อนเขาไม่เคยได้รับรู้หรือเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องเลยแม้แต่น้อย พอมาชาตินี้ได้เห็นน้องชายของตนน่าภูมิใจแบบนี้แล้วก็รู้สึกปลาบปลื้มมากจนอธิบายไม่ถูก

“คำตอบเช่นนี้คงต้องบอกว่าสมแล้วที่เป็นเจ้า” เย่เทียนหลงสะกิดปลายเท้า เพียงพริบตาเดียวร่างสูงใหญ่ก็ไปหยุดยืนลงช้างเย่เฟิง วิชาตัวเบาอันลำเลิศทำให้เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโต แทบจะปรบมือดังๆ มองพระบิดาด้วยความชื่นชมอย่างที่สุด

 

พระบิดาของข้าเก่งกาจยิ่งนัก!

 

“ขอบพระทัยที่เสด็จพ่อทรงขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ...กราบทูลตามตรงลูกขาแข็งจนก้าวไม่ออกแล้ว” เย่เฟิงกระซิบกับพระบิดาเสียงเบาที่สุดเพราะเกรงว่าเหล่าคนประสาทสัมผัสดีเกินไปด้านล่างจะได้ยิน แม้จะสุขุมอย่างไรแต่เขาก็อยากรักษาหน้าตัวเองบ้างสักเล็กน้อยอยู่ดี

เย่เทียนหลงผุดรอยยิ้มยีหัวลูกชายเบาๆ “ให้ข้าอุ้มเจ้า?”

เย่เฟิงส่ายหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาตัวโตขนาดนี้แล้วยังจะให้พระบิดาอุ้มอีก...แต่เว้นพี่ใหญ่ไว้สักคน รายนั้นพอถูกอุ้มแล้วดูไม่น่าเกลียดแม้แต่น้อย

 

พี่ใหญ่ให้ความรู้สึกราวลูกแมวน้อยที่ควรโอบอุ้มดูแล

 

“ลงไปกันเถอะ...พี่น้องและสหายของเจ้ารอเจ้าอยู่” เย่เทียนหลงยื่นมือเป็นฐานให้ลูกชายก้าวเดิน เขาเองถือว่ามีพระบิดาที่ดีเช่นกัน พระองค์ก็เคยพาเขามาประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรเล่นหลายครั้งหลายครา แต่พระบิดาของตนนั้นเหลวไหลกว่าตนมากนัก พาเขามาคนเดียวไม่พอยังหิ้วคอลู่จิงมานั่งลงข้างๆ ด้วย

 

บัลลังก์มังกรสำหรับเย่เทียนหลงและลู่จิงแล้ว...เมื่อก่อนก็เป็นที่อ่านหนังสือและที่รบรากันดีๆ นี่เอง

 

“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าวันนี้น้องรองของข้าหล่อเหลาสง่างามกว่าทุกวันนะ” เย่ซืออวิ๋นรับมือน้องชายที่เสด็จพ่อยื่นมาให้กุมไว้ทั้งสองข้างพลางชมเสียงใส แววตาจริงใจและน้ำเสียงเยินยอชื่นชมเช่นนั้นทำให้แก้มของเย่เฟิงเป็นสีระเรื่ออย่างน่ามอง พี่ใหญ่ที่เพิ่งเห็นน้องรองผู้สุขุมเขินอายก็เบิกตาโตชอบใจ ชมต่ออีกหลายประโยค

“ท่านจะบอกว่าทุกวันพี่รองไม่หล่อเหลา ไม่สง่างาม?” เย่เซียวยื่นมือเข้ามาช่วยเย่เฟิง พลางจิ้มหน้าผากพี่ชายเบาๆ

“น้องรองหล่อเหลาทุกวัน น้องสามและน้องสี่ด้วย...ข้านี่ช่างเป็นพี่ชายที่โชคดีจริงๆ มีน้องชายที่เก่งกาจและรูปงามขนาดนี้”

“แฮ่ม! พี่ใหญ่เหตุใดวันนี้ท่านปากหวานนัก” เย่หานเองก็ชักรู้สึกว่าตนแก้มร้อนแล้วเช่นกัน

“ข้าปากหวานที่ไหนพูดความจริงทั้งนั้น ถิงอวี่เองก็รูปงามและน่ามองไม่แพ้กันนะ” เย่ซืออวิ๋นรีบพูดเพราะกลัวลู่ถิงอวี่จะน้อยใจ

“จะครบหนึ่งชั่วยามแล้ว เช่นนั้นก็ออกไปกันเถอะ...ลู่จิงเจ้ารั้งอยู่ก่อน” เย่เทียนหลงหันไปส่งสายตาให้ท่านอัครเสนาบดีที่กำลังจะก้าวนำองค์ชายทั้งหลายออกไปเลิกคิ้ว ก่อนจะมองสบพระเนตรคมกล้านั่นแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปหาบุตรชาย

“ถิงอวี่จำเส้นทางทั้งหมดได้แล้วใช่ไหม?” ลู่จิงรู้ความสามรถของลูกชายดี นอกจากจะผ่านตาไม่ลืมเลือนแล้วเรื่องคำนวณเลี่ยงกับดักในค่ายกลถิงอวี่ก็ไม่แพ้ใคร

“ขอรับท่านพ่อ”

“ดี...รบกวนเจ้านำทางองค์ชายทั้งสี่พระองค์ด้วย แล้วก็นี่...ถือไว้จะได้ไม่ไปใกล้กับดักอะไรเข้า”

ลู่ถิงอวี่รับหยกสีทองดุจสีแสงจันทร์ที่แกะสลักเป็นรูปแปดเหลี่ยมมาพลางหรี่ตาลง...ก่อนจะเอาไปยื่นให้เย่เฟิงดูด้วย

“ลักษณะเส้นที่เรียงนี่...เป่ยจี๋ซิง?” เย่เฟิงรับหยอกสีเหลืองทองนั้นไปพิจมองอย่าละเอียด

“ใช่...ที่พวกเราคาดเดาคงถูกแล้ว” ลู่ถิงอวี่ยิ้มน้อยๆ “ค่ายกลเกี่ยวกับดวงดาว...และเป็นเป่ยจี๋ซิง แต่ข้าว่าเป่ยจี๋ซิงน่าจะเป็นเพียงแค่ค่ายกลเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่เท่านั้น”

“น่าสนใจ” เย่เฟิงเองก็ยิ้มเช่นกัน มองลู่ถิงอวี่คล้ายมีเรื่องอะไรสนุกๆ ให้ทำแล้ว

“พวกท่านสองคนเลิกคุยเรื่องที่ต้องใช้สมองกันสักที เราออกไปจากที่นี่กันเถิด ข้าฟังแล้วปวดหัวนัก” เย่เซียวบ่นงึมงำ คนชอบใช้กำลังอย่างเขาฟังแล้วก็รู้สึกเริ่มปวดหัวล่ะ

“ถ้าพวกเจ้าว่างก็มาเดินเล่นได้” เย่เทียนหลงอนุญาต กฎที่ระบุไว้นั่นทำเป็นพิธีก็พอ เขาไม่พูดใครจะกล้าพูดออกไป “ค่ายกลในนี้มีนับร้อย ไม่มีอะไรทำก็ลองมาศึกษาดู”

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

“เจ้ากับเย่เซียวเดินหลังคอยระวังข้างหลังด้วยนะ” ลู่ถิงอวี่บอกเย่เฟิง ก่อนจะหันไปยิ้มให้เย่ซืออวิ๋น “ให้เย่หานคอยดูแลซืออวิ๋นทีนะ”

“อืม ข้าจะเชื่อฟังถิงอวี่ ถิงอวี่เองก็ต้องระวังด้วยนะ ถ้าไม่ไหวก็ห้ามฝืนเด็ดขาด”

“ได้สิ...เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ” ลู่ถิงอวี่ยิ้ม ก่อนทุกคนจะถวายคำนับฮ่องเต้จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมกันเป็นขบวน

มองเหล่าเด็กๆ ออกไปจนลับตาแล้วฮ่องเต้เย่เทียนหลงก็ยกยิ้มน้อยๆ ในดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววภาคภูมิใจออกมาโดยที่ถ้าหากไม่สนิทสนมจริงๆ ก็ไม่มีทางรู้เด็ดขาด

“ท่านภูมิใจในตัวพวกเขา” ลู่จิงเอ่ยเบาๆ

“แล้วจะไม่ให้ข้าภูมิใจได้อย่างไรกัน...เหนือกว่าที่ข้าและเจ้าคิดไว้เสียอีกมิใช่หรอกหรือ”

“นั่นสิ...ข้าเองก็ยังดีใจเลย ยามได้ยินเหล่าองค์ชายบอกเล่าความฝันของตนเองนั้น...รู้สึกว่าพวกเขาเติบใหญ่ขึ้นอีกแล้ว” ลู่จิงหัวเราะเบาๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเอนพิงไหล่กว้างของเย่เทียนหลงอยู่อาศัยความคุ้นชินเพียงเท่านั้น ฮ่องเต้บางคนก็วางมือพาดบนเอวอีกฝ่ายเงียบๆ “สรุปที่ให้ข้ารออยู่นี่มีอะไรจะพูดหรือเปล่า แต่ว่านะเย่เทียนหลงท่านน่ะสั่งสอนถิงอวี่จนเสียคนขึ้นทุกวัน เดี๋ยวนี้เขาชักเอาใหญ่ กำเริบจนขายข้าอย่างชำนาญยิ่ง!”

“แต่ไหนแต่ไรมาลูกชายเจ้าก็เสียคนอยู่แล้วนี่ เหอะ...ผู้ใดให้เขาบังอาจมาหลอกกินเต้าหู้บุตรชายผู้อื่นจนเป็นนิสัยเล่า ไม่ลงโทษเขาก็เห็นแก่เขา เห็นแก่เจ้าแล้ว” นึกถึงเจ้าตัวน้อยที่ใสซื่อไม่ทันลู่ถิงอวี่แล้วเย่เทียนหลงก็ได้แต่ถอนหายใจ ปกติเย่ซืออวิ๋นก็ฉลาดเฉลียวอยู่หรอก แต่มิรู้เหตุใดพอเป็นเรื่องของลู่ถิงอวี่จึงได้ใสซื่อนัก

“องค์ชายใหญ่น่ารักน่าเอ็นดูนี่นา” ลู่จิงหัวเราะ “ตกลงท่านมีอะไรหรือไม่?”

เย่เทียนหลงเปลี่ยนมาจูงมือลู่จิงก่อนจะจับไว้ จากนั้นก็ออกแรงดึงขึ้นไปบนบันไดเก้าขั้นช้าๆ ...เดินเคียงคู่กันอย่างที่ทำเสมอตอนยังเยาว์วัย แต่ก็เดินไปหยุดเพียงขั้นที่สี่จากนั้นวรกายสูงใหญ่ก็นั่งลงพลางดึงร่างท่านอัครเสนาบดีให้ทรุดลงบน...ตักกว้าง

“เย่เทียนหลง! ทำบ้าอันใดของท่าน...สำรวมหน่อย!” อัครเสนาบดีลู่ผู้สุขุมหน้าร้อนผ่าว จะลุกก็ลุกไม่ได้เพราะถูกมือใหญ่รวบเอวไว้แน่น

“เงียบน่ะ” เย่เทียนหลงปราม กัดไหล่ลู่จิงไปหนึ่งทีอย่างไม่อยากฟังคำบ่น “อยู่เฉยๆ ...ข้าแค่คิดถึงสมัยก่อน”

ลู่จิงถอนหายใจก่อนจะทิ้งน้ำหนักลงทั้งตัวซุกหน้ากับไหล่กว้าง...ไหล่ที่กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้นและแบกภาระอันใหญ่หลวงเอาไว้ “สมัยก่อนพวกเราก็ชอบมาวิ่งเล่นในนี้สินะ...ยามนั้นอดีตฮ่องเต้ห้ามก็แล้วพวกเราก็ไม่ฟัง สุดท้ายตกลงไปในค่ายกลตั้งหลายวัน ดีที่พี่สุ่ยกับจืออิงตามหาจนเจอ” พอนึกถึงอดีตลู่จิงก็ยิ้มกว้างเอ่ยอย่างอ่อนโยน

“อืม...หลังจากนั้นก็ต้องนั่งคุกเข่าทั้งวัน” เย่เทียนหลงยิ้มน้อยๆ

“เหมยเสวี่ยเองก็แอบเอาอาหารมาให้พวกเราด้วย”

 

คนหนึ่งกลายเป็นฮ่องเต้...อีกคนกลายเป็นอัครเสนาบดี อีกคนเป็นแม่ทัพใหญ่สกุลหยาง อีกคนเป็นว่านกุ้ยเฟย และอีกคนก็เป็นฮองเฮา

สายสัมพันธ์ของพวกเขาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย...ทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่

แน่นแฟ้นขึ้นตามกาลเวลา

 

เลยได้แต่วาดหวังว่าเด็กน้อยทั้งหลายจะเรียนรู้ที่จะรักษาความสัมพันธ์ของมิตรภาพอันแสนงดงามนี้ไว้เช่นกัน...

 

เพราะต่อให้กาลผัน วันเปลี่ยน

สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยน

 

“องครักษ์จวนข้าสืบข่าวมาได้แล้วว่าในวังหลังของท่านมีมือของสกุลฉินยื่นยาวมาเกี่ยวข้อง ดูเหมือนที่องค์ชายสี่ตกน้ำจะเป็นแผนการของพวกเขา แต่องค์ชายใหญ่ทำให้แผนการนั้นพังยับไม่เป็นท่า”

“เรื่องนี้ข้าจัดการเอง” แววตาของเย่เทียนหลงเยือกเย็นลง ไอเกรี้ยวกราดแผ่ซ่านในดวงตาก่อนจะหายวับไปเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของคนในอ้อมแขน ดวงตาคมพลันเปลี่ยนเป็นละมุนลงยามกัดไหล่ลู่จิงอีกข้าง “หัวเราะอะไร?”

“เลิกกัดไหล่ข้าสักที!” อยากจะถามเสียจริงว่าท่านเป็นสุนัขหรือ แต่วาจาจาบจ้วงเบื้องสูงเช่นนี้ลู่จิงไม่พูดออกไปเด็ดขาด เขาหวั่นการลงโทษจากฮ่องเต้ใจแคบบางคน! “ก็แค่ดีใจที่ท่านปล่อยวางเรื่องของฉินกุ้ยเฟยได้...ดีใจที่ท่านยอมรับองค์ชายใหญ่และรักใคร่เอ็นดูเขา”

เย่เทียนหลงนิ่งไปนิด...สำหรับเรื่องของฉินกุ้ยเฟยเป็นสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงที่จะพูดเสมอมา ระยะเวลาสิบสองปีที่ค่อนข้างเย็นชากับบุตรชายคนโต แต่ก็มอบของพระราชทานให้ไม่หยุดเพื่อให้สกุลฉินคิดว่าเขาโปรดปรานและยังรักใคร่ในตัวฉินกุ้ยเฟยอยู่

 

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว...เขาเกลียดนางมากนัก นางทรยศความไว้ใจ ทรยศความเชื่อใจ

และที่สำคัญยังทำให้เขากับสหายอีกคนหนึ่งต้องแตกหักกันจนมองหน้าไม่ติด

แต่ยามที่นางตาย...นางได้ขอร้องให้เขาดูแลบุตรชายของนาง...บุตรชายที่นางใช้ชีวิตเดิมพันแลกมา

เขากลับเกลียดนางไม่ลง

 

“เรื่องของฉินฉางเล่อ...นางเป็นแค่หมากที่สกุลฉินวางไว้เท่านั้น แม้ข้าจะไม่ชอบนางแต่ก็สงสารนางด้วยเช่นกัน ในเมื่อนางจากไปแล้ว ความแค้นความเกลียดชังทั้งหมดก็ปล่อยมันไปเถิด...ส่วนคำขอของนางข้าย่อมทำตาม”

 

ปกป้องลูกชายของหม่อมฉันด้วยเพคะฝ่าบาท...

ได้โปรดปกป้องเขา...

ปกป้องเขาให้เหมือน...

 

น้ำเสียงเว้าวอนปานขาดใจของสตรีที่เคยถูกกล่าวขานว่างดงามล่มเมืองนั้นแว่วมาในความทรงจำ เย่เทียนหลงหลับตาลงช้าๆ ซุกหน้ากับไหล่ของลู่จิง

 

เขาเอง...แม้จะเจ็บปวดกับอดีตที่ไม่น่านึกถึงนั่น

แต่ก็สามารถปล่อยวางมันได้แล้ว

 

“สกุลฉินยังไม่รู้ว่าพวกเรารู้ความจริงทุกอย่าง เรื่องนี้ต้องขอบคุณฉินกุ้ยเฟยนัก...ในเรื่องนี้ข้านับถือนางไม่น้อย”

 

เพื่อปกป้องลูกชายนางเดิมพันด้วยชีวิตจริงๆ

 

“แต่นางชังน้ำหน้าเจ้ายิ่งกว่าจืออิงกับเหมยเสวี่ยเสียอีก” เย่เทียนหลงหัวเราะในลำคอ เลยถูกลู่จิงทุบหลังเข้าดังปึกๆ

หนึ่งฮ่องเต้ หนึ่งอัครเสนาบดีต่างใช้เวลาพูดคุยเรื่องราวต่างๆ กันอย่างสงบ...เหมือนครั้งสมัยยังเยาว์วัย...แม้เติบโตขึ้นแล้วไม่ค่อยได้ทำเช่นนี้บ่อยนัก เพราะทั้งคู่ต่างก็มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ แต่ยามได้ทำเช่นนี้ด้วยกัน...พวกเขาต่างมีรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า

 

.....................

 

หลังออกมาจากท้องพระโรงไท่หยวนเรียบร้อยแล้ว องค์ชายทั้งหลายก็แยกย้ายกันไปตำหนักตนเอง องค์ชายรองบอกว่าจะไปศึกษาตำราเพิ่มเติม องค์ชายสามก็จะไปฝึกวรยุทธ์ องค์ชายสี่ก็จะไปดูการสร้างอาวุธ สุดท้ายเย่ซืออวิ๋นก็เลยจูงมือลู่ถิงอวี่ไปที่พักรถม้าของเหล่าขุนนางที่เข้าวัง...โดยที่น้องชายทั้งสามพาตัวลู่ถิงอวี่ไปกำชับอะไรไม่รู้เกือบหนึ่งเค่อ ซ้ำยังบอกอีกว่าจะมาทานมื้อค่ำที่ตำหนักลั่วสุ่ย เตรียมข้าวไว้ให้ด้วย

วังหลวงแคว้นต้าเซี่ยแห่งนี้นั้นมีกฎว่าห้ามขี่ม้า ห้ามรถลาก รถม้า หรือใดๆ ทั้งสิ้นเว้นแต่จะได้รับราชโองการอนุญาตจากฝ่าบาท ขุนนางที่เข้าวังมาทุกคนต้องจอดรถม้าพักไว้ที่พักรถโดยมีเหล่าทหารองค์รักษ์ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้

“จิ่งหลิง วานหยิบกล่องไม้จันทร์หอมในรถให้ข้าที”

“ขอรับคุณชาย” องค์รักษ์จวนอัครเสนบาดีที่เห็นคุณชายของตนถูกเด็กหนุ่มรูปโฉมงดงามจูงมือมานั้นประสานมือคำนับทั้งคู่ แม้จะไม่ถามว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่ดูจากผ้าแพรไหมขาวหิมะราคาแพงแสนหายากนั้นแล้วก็คาดว่าน่าจะเป็นผู้สูงศักดิ์เป็นแน่

“ข้าถือเอง ถิงอวี่ไม่ควรถือของหนักนะ” เย่ซืออวิ๋นอาสาถือกล่องไม้จันทร์หอมสีดำที่ลงยาสีทองงดงามนั้นไว้เอง แต่ลู่ถิงอวี่กลับส่ายหน้ายิ้มๆ ถือมันไว้ด้วยมือเดียวอีกมือก็กุมมือองค์ชายใหญ่ไว้

 

ปล่อยให้เดินคนเดียวได้ที่ไหนกันเมื่อครู่ยังสะดุดพื้นเรียบๆ อยู่เลย

 

“ขอบใจนะจิ่งหลิง ซืออวิ๋นพวกเราไปกันเถิด” ลู่ถิงอวี่หันไปยิ้มให้คนข้างๆ เห็นอีกฝ่ายกำลังจะพูดก็ดักคอไว้เสียก่อน “ถ้าให้ซืออวิ๋นถือแล้วข้าจะกุมมือซืออวิ๋นได้อย่างไรกัน” ลู่ถิงอวี่มองด้วยดวงตาดอกท้องดงาม กระพริบตาสองครั้งองค์ชายใหญ่ก็หน้าร้อนวาบสุดท้ายก็ยอมให้อีกฝ่ายถือกล่องไปเอง แล้วก็ยื่นมือไปกุมมือลู่ถิงอวี่ไว้ จากนั้นก็ขมวดคิ้วนิดๆ

“มือเจ้าเย็นอีกแล้ว...พวกเรารีบเข้าไปตำหนักลั่วสุ่ยกันเถิด ข้าให้นางกำนัลไปแจ้งอันกงกงแล้ว เดี๋ยวพวกเราดื่มชากับทานของว่างกันก่อน”

“ข้าฟังท่าน” ลู่ถิงอวี่ว่าง่ายเชื่อฟังนัก

“อืม เจ้าต้องฟังข้านั่นละถูกแล้ว” เย่ซืออวิ๋นพูดพลางแกว่งมือที่ใหญ่กว่ามือตนไปด้วย องค์ชายใหญ่เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วชวนดูโน่นดูนี่ตลอดทาง ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ตอบทุกคำถามขององค์ชายใหญ่ ดวงตาที่ทอดมองร่างเย่ซืออวิ๋นนั้นอ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำเสียอีก ใบหน้างดงามหล่อหลาปรากฏรอยยิ้มน่ามองที่เหล่าผู้เดินสวนไปมารู้สึกใจละลาย

และยามที่เย่ซืออวิ๋นหันไปหา รอยยิ้มของลู่ถิงอวี่ก็คลี่กว้างขึ้น เขากระชับมือเรียวเล็ก พลางสอดนิ้วประสานนิ้วแนบแน่น กอบกุมกันไปเช่นนั้นจนถึงตำหนักลั่วสุ่ย

 

...........................

..............

 

เมื่อทั้งคู่มาถึงตำหนักลั่วสุ่ยอันกงกงก็ได้เตรียมของทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้ว ทั้งอาหารว่าง น้ำอุ่น ผ้าสะอาด กงกงใหญ่ประจำตำหนักรีบวิ่งมารับองค์ชายใหญ่ของตนอย่างกระตือรือร้น พอเห็นว่าอีกฝ่ายสบายดีทั้งยังไม่มีท่าทีเสียใจใดๆ อันกงกงก็โล่งใจขึ้นมา กระวีกระวาดรีบพาองค์ชายใหญ่กับคุณชายลู่เข้าไปด้านใน

“กระหม่อมให้นางกำนัลเตรียมอุปกรณ์การวาดภาพไว้ที่ศาลาริมสระแล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายจะเสด็จเมื่อใดโปรดบอกกระหม่อมสักคำนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ได้สิ...อันกงกงตำหนักเราเก่งและรู้ใจข้าที่สุดเลย ไม่ต้องห่วงนะข้าจะบอกอันกงกงแน่นอน” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน จูงมือลู่ถิงอวี่เข้ามาภายในห้องอุ่น วางของเรียบร้อยก็ช่วยเช็ดมือและเช็ดหน้าให้ลู่ถิงอวี่อย่างเบามือพอองค์ชายใหญ่พอใจ ลู่ถิงอวี่ก็ช่วยทำแบบเดียวกันให้อีกฝ่าย พลางบ่นเบาๆ

“อย่ามัวแต่ดูแลข้าจนละเลยตัวเองสิซืออวิ๋น” ลู่ถิงอวี่ยิ้มอย่างอ่อนใจ เช็ดมือขาวเรียวเล็กให้อย่างเบามือ นิ้วแต่ละนิ้วนั้นเรียวขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี ปลายเล็บเป็นสีชมพูระเรื่อ และขนาดมือก็เล็กเมื่อเทียบกับมือของเขา แต่มือเล็กๆ นี้กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้แค่ไหน

 

และดูเหมือนองค์ชายใหญ่บางคนก็ไม่เคยรู้

ว่าตนเองนั้นน่าเอ็นดู เป็นที่รักขนาดไหน...

 

“ถิงอวี่กำลังบ่นข้าหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าพร้อมยิ้มไปด้วย...ชาติก่อนน้อยครั้งที่เขาจะได้เสวนากับลู่ถิงอวี่ อย่าว่าแต่คำบ่นเลย...แม้พูดคุยกันแต่ละครั้งเย่ซืออวิ๋นยังไม่ค่อยกล้าสบตาอีกฝ่ายเลย

“อืม...บ่นเด็กดื้อนั่นล่ะ”

“ข้าไม่ได้ดื้อเสียหน่อย ข้าเชื่อฟังและเป็นเด็กดีต่างหาก” เย่ซืออวิ๋นทำตาโต เชิดหน้าอวดตัวเอง...เขาว่าตนเป็นเด็กดีที่สุดแล้วนะ เหตุใดถิงอวี่ถึงได้บอกว่าเขาดื้อเล่า

ดวงตากลมโตมองคุณชายลู่อย่างกล่าวหา ประกายตาน้อยใจน่าเอ็นดู จนลู่ถิงอวี่ต้องรีบกุมมือเรียวเล็กไว้ทันที พลางไอเบาๆ เท่านั้นล่ะเย่ซืออวิ๋นก็กระวีกระวาดช่วยอีกคนลูบหลัง ลืมที่รู้สึกเมื่อครู่ไปเสียแล้ว แต่พอจะผละออกมา แขนของลู่อิงอวี่ก็โอบกอดร่างเย่ซืออวิ๋นเอาไว้เสียก่อน ทำให้ดูคล้ายกับว่าองค์ชายใหญ่กำลังนั่งอยู่บนตักของคุณชายลู่กึ่งนั่งกึ่งโอบอยู่ในอ้อมแขนอีกฝ่าย

“ถะ...ถิงอวี่” ลมหายใจกรุ่นกลิ่นน้ำค้างของเย่ซืออวิ๋นทำให้ลู่ถิงอวี่อดไม่ได้ที่จะสูดดมเข้าปอดลึกๆ ...กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย

 

บริสุทธิ์งดงาม

เหมือนตัวตนของอีกฝ่าย

 

“ซืออวิ๋นเด็กดี...ให้ข้ากอดเจ้าสักครู่ เดี๋ยวเรามาทานของว่างเสร็จแล้วไปดูของขวัญที่ข้าเตรียมมาให้เจ้านะ” น้ำเสียงไพเราะน่าฟังของลู่ถิงอวี่นั้นเจือไปด้วยกระแสการออดอ้อนจางๆ ที่ชวนให้คนฟังแก้มร้อนผ่าว...และไม่อาจปฏิเสธคำขอนั้นได้เลย เย่ซืออวิ๋นกอดร่างนั้นตอบซุกหน้าลงกับไหล่ของลู่ถิงอวี่ โดยที่ไม่เห็นรอยยิ้มพึงใจในดวงตาดอกท้อสวยของลู่ถิงอวี่แม้แต่น้อย

จากนั้นสักพักลู่ถิงอวี่ก็คลายอ้อมแขนออก พาองค์ชายใหญ่ที่ยังคงงุนงงเล็กน้อยมาทานของว่างบนโต๊ะ คุณชายลู่ชงชาอุ่นๆ และรินชาใส่แก้วหยกสีเขียวมรกตให้...แยกนี่ถ้าหากเขาจำไม่ผิดเป็นชุดหยกไผ่วสันต์ ของล้ำค่าที่แคว้นฝูส่งมาให้เมื่อปีก่อนหน้า ฝ่าบาทคงพระราชทานมาให้องค์ชายใหญ่อีกแล้ว...

 

ตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้มีของบรรณาการล้ำค่าจากต่างแคว้นมากยิ่งกว่าตำหนักพระสนมที่ลือกันว่าทรงโปรดเสียอีก

 

“ปลาหิมะนึ่งนี้ทำได้ดีมาก ซืออวิ๋นลองชิมดู” ลู่ถิงอวี่เลาะก้างปลาอย่างชำนาญ ก่อนจะคีบเนื้อปลาหิมะป้อนให้ถึงปากของเย่ซืออวิ๋น แม้เจ้าตัวจะกระพริบตาปริบๆ แต่ก็อ้าปากออกรับแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย เท่านั้นก็สามารถเรียกรอยยิ้มอ่อนโยนในดวงตาของลู่ถิงอวี่ให้ทวีความอ่อนโยนยิ่งขึ้น

“ข้าป้อนเจ้าบ้าง...หมูตุ๋นน้ำผึ้งนี่นุ่มนัก” เย่ซืออวิ๋นเขี่ยส่วนเนื้อนุ่มๆ ออกก่อนจะป้อนให้ลู่ถิงอวี่บ้าง แน่นอนว่าคุณชายลู่ก็ไม่ขัดข้อง อ้าปากรับอย่างว่าง่ายเช่นกัน ทั้งคู่ผลัดกันป้อนไปมา ตะเกียบของเย่ซืออวิ๋นกลายเป็นตะเกียบที่ป้อนให้ลู่ถิงอวี่ ส่วนตะเกียบของลู่ถิงอวี่ก็กลายเป็นตะเกียบที่ป้อนให้เย่ซืออวิ๋น พวกเขาทานอาหารสี่ห้าอย่างบนโต๊ะจนหมด ยามที่เก็บโต๊ะและมาเปลี่ยนเป็นน้ำชาและขนมหวาน เหล่านางกำนัลแทบจะซับน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มดีใจ

 

วันนี้องค์ชายใหญ่ก็ทรงเจริญอาหารอีกแล้ว

ดียิ่งนัก!

 

พวกเขาเหล่าข้ารับใช้เพียงหวังให้องค์ชายใหญ่สุขสงบ ปลอดภัย เสวยได้เยอะๆ และบรรทมได้อย่างสุขสบาย

 

“ชาเหล่านี้ช่วยย่อยได้ดี...อันกงกงช่างเป็นช่างซืออวิ๋นนัก” ลู่ถิงอวี่รินชาให้ตนเองและให้เย่ซืออวิ๋นด้วย

“อันกงกงดีที่สุดเลย” องค์ชายใหญ่ไม่รอช้าที่จะชื่นชมกงกงใหญ่ผู้ดูแลตนมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังดูแลตำหนักลั่วสุ่ยได้อย่างดีอีกด้วย “ถิงอวี่พวกเรามาล้างมือแล้วไปดูของขวัญที่ถิงอวี่เตรียมมาให้ข้ากันดีกว่า”

เห็นเย่ซืออวิ๋นมีท่าทีตื่นเต้นดีใจราวเด็กๆ เช่นนี้แล้วลู่ถิงอวี่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “ล้างมือก่อน” พลางกุมมือเรียวเล็กนั้นล้างในอ่างน้ำอุ่น

เย่ซืออวิ๋นมองอีกฝ่ายเงียบๆ “เหตุใดถิงอวี่ถึงได้กลายมาเป็นคนดูแลข้าได้เล่า”

 

มิใช่ว่าเขาหรือที่ต้องดูและปกป้องอีกฝ่ายหรอกหรือ?

 

“พวกเขาช่วยดูแลกันและกันเหมือนที่เคยตกลงกันไว้อย่างไรเล่า”

“อื้ม...ก็จริง เช่นนั้นต้องให้ข้าล้างให้ถิงอวี่นะ” เย่ซืออวิ๋นถูมือของตนเองกับมือของลู่ถิงอวี่ ดวงตาดอกท้อมองท่าทางน่าเอ็นดูนั้นยิ้มๆ อยากจะบอกว่ามือตนสะอาดดีแล้วแต่ก็ไม่อยากขัด ปล่อยให้องค์ชายใหญ่ช่วยเช็ดมือให้ ก่อนเขาจะจูงมือเล็กๆ ไปดูกล่องไม้จันทร์หอมที่ตั้งอยู่บนเตียง ลู่ถิงอวี่เปิดฝากล่องไม้ออกก่อนจะเอาของข้างในออกมา

“นี่คือ...” ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างยามเห็นผ้าคลุมขนจิ้งจอกผืนหนา ข้างในบุขนแกะไว้ด้วยด้านนอกเป็นขนจิ้งจอกหิมะสีขาวเงินงดงาม ชายเชื้อคลุมปักด้วยไหมดิ้นเงินเป็นลายเกลียวเมฆ เชือกที่ไว้ผูกคอนั้นร้อยลูกปัดสีฟ้างดงามดุจสีของท้องฟ้า พู่สีฟ้างดงามตัดกับสีขาวบริสุทธิ์นั้นได้เป็นอย่างดี

“ข้ายืมเสื้อคลุมของซืออวิ๋นกลับไปหลายตัวนัก...ที่บ้านมีขนจิ้งจอกอยู่ให้ช่างเย็นทำเป็นเสื้อคลุมได้พอดี ลูกปัดพวกนี้เป็นหยกธาราคราม ส่วนพู่นั้นข้าให้ช่างใช้ไหมฟ้ามาถักทอ...สวมไว้แล้วจะช่วยให้ซืออวิ๋นอุ่น ป้องกันลมหนาวได้ดี นอกจากนี้ยังน้ำหนักเบาอีก”

เย่ซืออวิ๋นยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าเสื้อคลุมตัวนี้ล้ำค่าเกินไปแล้ว...ขนจิ้งจอกหิมะมิได้หากันง่ายๆ ราคาก็สูงลิบลิ่ว ที่เขามีเพราะได้มาจากสินเดิมของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟย และที่เสด็จพ่อพระราชทานให้...ส่วนลูกปัดหยกธาราครามที่มันวาวขนาดนี้ไม่ต้องพูดถึงราคา เม็ดเล็กๆ เม็ดเดียวก็พอให้ซื้อคฤหาสน์เล็กๆ ได้สักหลัง แต่ที่เสื้อคลุมตัวนี้กลับมีถึง 12 เม็ดด้วยกัน พู่ไหมฟ้านี่ก็อีก...

 

นี่เป็นของบรรณาการจากสู่ชวน

แคว้นที่เลื่องลือและขึ้นชื่อเรื่องการทอผ้าไหม

 

ไหมฟ้าสีครามหายากนักต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้มาสักม้วนเล็กๆ ...ชาติก่อนเขาเห็นมันครั้งเดียวแค่ตอนที่ลู่ถิงอวี่แต่งเข้าจวนตนมา...แต่ชาตินี้...

 

ไม่นึกว่าจะได้มาเป็นของตน

 

“ล้ำค่าเกินไปแล้ว...ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก” เย่ซืออวิ๋นส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ เสื้อคลุมธรรมดาๆ ตัวเดียวมค่าควรเมืองขนาดนี้เขาจะกล้าสวมใส่ไปไหน “ถิงอวี่...” เย่ซืออวิ๋นลากเสียงอ้อน เมื่อเห็นลู่ถิงอวี่ไม่ฟังและเอาเสื้อคลุมนุ่มๆ นั้นมาพาดไหล่พลางมัดปมให้อย่างงดงาม จากนั้นก็มองอย่างพอใจ

“เหมาะกับซืออวิ๋นนัก...อย่าคิดมากเลย ของมีค่าเพียงใดก็เป็นแค่เสื้อคลุมตัวเดียวเท่านั้น...มีประโยชน์กับเจ้าข้าก็ดีใจแล้ว”

“แต่ข้าว่ามันเหมาะกับถิงอวี่มากกว่า” ลู่ถิงอวี่ร่างกายอ่อนแอกว่าเขา...มองอย่างไรเสื้อคลุมตัวนี้ก็เป็นประโยชน์กับอีกฝ่ายมากกว่าตน

“ข้ามีอยู่ตัวหนึ่งแล้ว...เหมือนตัวนี้ทุกอย่างเพียงแต่เปลี่ยนพู่ไหมเป็นสีน้ำเงินเข้มเท่านั้น”

“เป็นเสื้อคลุมคู่กันหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าถาม

“เป็นเสื้อคลุมคู่” คุณชายลู่คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน

เย่ซืออวิ๋นกระพริบตาปริบๆ คล้ายว่ามีตรงไหนที่น่าสงสัยสักอย่างแต่ก็คล้ายจะไม่น่าสงสัยเช่นกัน...สุดท้ายเขาก็พยักหน้ายอมรับเสื้อคลุมอันแสนล้ำค่าตัวนี้ไว้

“ยังมีสิ่งนี้ของอีกสามอย่างที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่าน” ลู่ถิงอวี่หยิบกล่องเล็กๆ ออกมาพลางเปิดให้อีกฝ่ายดู...ข้างในเป็นกำไลหยกสีน้ำเงินเข้มที่ราวกับมีริ้วสายน้ำสีขาวคล้ายเกลียวคลื่นอยู่ภายใน กำไลหยกที่เหมาะกับเด็กหนุ่มวัยกำลังโตยิ่งนัก “ข้าสวมให้”

 

และยามมันถูกสวมอยู่บนข้อมือเรียวเล็กนั่น...ก็งดงามเหลือเกิน

ราวกับข้อมือขาวนี้ทำให้หยกงามเปล่งประกายยิ่งขึ้นไปอีก

 

“หยกธาราครามเช่นเดียวกัน นำมาทำเป็นกำไล อีกสองชิ้นเป็นพู่หยกพก..พู่หยกทำจากไหมฟ้าเช่นเดียวกับชุดคลุม อีกอันเป็นหวีหยกธาราคราม...ซืออวิ๋นมักไม่ค่อยระวังถ้าหากใช้หวีไม้จะบาดศีรษะเอาได้ เจ้าบอกให้อันกงกงเปลี่ยนเป็นหวีหยกอันนี้แทนเถิด”

เย่ซืออวิ๋นฟังรายนามของล้ำค่าที่ลู่ถิงอวี่เอามาให้ตนแล้วก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา...เหตุใดทั้งหมดทั้งมวลนี่ได้ล้ำค่าเกินไปจนเขาตาพร่าเช่นนี้นะ แต่จะให้ปฏิเสธถิงอวี่เย่ซืออวิ๋นก็ไม่อยากทำ

 

ไม่อยากให้ดวงตางดงามคู่นั้นหม่นหมองเพราะตน

 

“ของพวกนี้ข้าเองก็มี...ซืออวิ๋นไม่ต้องคิดมากหรอก”

“เป็นคู่หรือ?”

“อืม...หรือซืออวิ๋นไม่อยากใช้ของที่เป็นคู่กับข้ากัน” ลู่ถิงอวี่เอียงหน้าเล็กน้อย กระพริบตาหนึ่งครา เย่ซืออวิ๋นก็รีบส่ายหน้ารัวๆ แล้วรวบของทั้งหมดมากอดไว้แน่นเป็นเชิงว่าเขายินดีรับไว้ทั้งหมด

 

ก็ไม่อยากเห็นถิงอวี่เสียใจนี่นา

 

“ข้าเกรงใจ”

“มิต้องเกรงใจ แค่ซืออวิ๋นใช้มันข้าก็ดีใจแล้ว”

“อื้อ! ข้าจะใช้อย่างถนอมนะ ไม่ให้เสียน้ำใจของถิงอวี่แน่...เช่นนั้นพวกเราไปวาดภาพกันดีกว่า ขืนข้าวาดไม่เสร็จมิรู้ว่าเสด็จพ่อจะทรงลงโทษอันใดอีกหรือไม่...ข้าถอดเสื้อคลุมออกก่อนนะ เกรงว่าจะทำให้มันจะเปื้อน”

“ข้าทำให้” ลู่ถิงอวี่ช่วยถอดเสื้อคลุมตัวงามออกแล้วพับไว้อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะจูงมือองค์ชายใหญ่ไปยังศาลาริมน้ำของตำหนักลั่วสุ่ย

“อันกงกง...ข้าจะออกไปวาดภาพที่ศาลาแล้วนะ”

“เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย เชิญองค์ชายได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

“เห็นไหมถิงอวี่...ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอันกงกงของตำหนักลั่วสุ่ยเรานั้นดีที่สุด” เย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้างแกว่งมือของลู่ถิงอวี่ไปมาด้วย ส่วนอันกงกงนั้นได้แต่ก้มหน้ากลั้นยิ้ม

“องค์ชายของบ่าว...ทรงอย่าล้อเล่นอีกเลยกระหม่อม แค่นี้บ่าวก็ตัวจะลอยอยู่แล้ว”

ลู่ถิงอวี่มองนายบ่าวคู่นี้ยิ้มๆ ที่จริงเขาเองก็สัมผัสได้เช่นกันว่าข้ารับใช้ในตำหนักลั่วสุ่ยแห่งนี้ต่างเคารพเอ็นดูและรักใคร่ในตัวองค์ชายใหญ่เจ้าของตำหนักยิ่งนัก

 

ก็มิน่าแปลกใจหรอก

 

ลู่ถิงอวี่กระซิบวานอันกงกงอีกคำ เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับเขาก็ยิ้ม ปล่อยให้องค์ชายใหญ่จูงมือตนเองไปนั่งบนเบาะนุ่มๆ ในศาลา

บริเวณภายในนั้นได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ ทั้งสีที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ กระดาษเนื้อดีที่ขึงตึงบนกรอบไม้ พู่กันต่างขนาดเรียงจากเล็กไปใหญ่ อ่างล้างพู่กันเล็กๆ ยังมีผ้าสะอาดหลายผืนวางไว้ข้างๆ นอกจากนี้ยังเตรียมเตาพก น้ำอุ่น และอุปกรณ์ชงชาไว้อีกมุมหนึ่งด้วย

“ข้าจะเริ่มวาดแล้ว...ถิงอวี่อาจจะเบื่อบ้างนะ เพราะยามที่ข้าวาดภาพจะมีสมาธิมาก อันกงกงมักบ่นข้าประจำเลย” ยามที่เขาตั้งใจวาดภาพจะตัดขาดทุกอย่างออกไป จมดิ่งอยู่ในโลกของตนเอง...

“ไม่เป็นไร...ข้าเชื่อว่าซืออวิ๋นต้องได้ยินที่ข้าเรียก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างมั่นใจพลางช่วยเย่ซืออวิ๋นหยิบพู่กัน “ข้าจะช่วยบอกรายละเอียดอยู่ข้างๆ นะ”

“อื้ม! ถ้าเป็นเสียงของถิงอวี่ข้าคิดว่าตนเองก็ต้องได้ยินเป็นแน่...เช่นนั้นฝากด้วยนะ”

จากนั้นเย่ซืออวิ๋นก็หยิบพู่กันหยกมาจุ่มสีตวัดวาดภาพท้องพระโรงไท่หยวนที่อยู่ในห้วงความคิดของตนอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวงดงามนั้นดุจผีเสื้อเหินบิน นุ่มนวล เชื่องช้า และงดงามจับตาที่สุด สีสันหลากหลายค่อยๆ เรียงร้อยขึ้นมาเป็นรูปร่าง จากจุดเล็กจุดน้อยเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งตรงไหนที่มือเรียวชะงัก เสียงของลู่ถิงอวี่ก็ดังขึ้นราวกับรู้จังหวะ ทำให้มือเรียวเล็กนั้นตวัดวาดต่อ เป็นเช่นนั้นไปอีกหลายชั่วยาม

 

น่าแปลกที่เสียงของลู่ถิงอวี่นั้น...เย่ซืออวิ๋นได้ยินอย่างชัดเจน

แม้จะพูดไม่ดังมากนัก...แต่ราวกับเสียงนั้นกระซิบอยู่ข้างหู

 

“คุณชายลู่...ของที่ท่านสั่งบ่าวนำมาให้แล้วขอรับ” อันกงกงที่ถือพิณงามในมือมาด้วย พลางมองอย่างสงสัย...เหตุใดคุณชายลู่ถึงได้นั่งชิดองค์ชายใหญ่จนคล้ายจะโอบไปทั้งตัวแบบนั้นหนอ...แล้วดูองค์ชายใหญ่ก็จะไม่ได้รำคาญอันใดเลย บางครายังเอียงหน้าเข้าไปใกล้คุณชายลู่เองอีกด้วย

 

ภาพนี้...ออกจะสนิทสนมกันเกินไปหรือไม่นะ

แต่ก็คล้ายจะไม่มีตรงไหนที่ไม่เหมาะ

เพราะยามที่องค์ชายใหญ่และคุณชายลู่เคียงข้างกันนั้น...ช่างงดงามจรรโลงสายตาเหลือเกิน!

 

“ขอบคุณ” ลู่ถิงอวี่รับพิณนั้นมาวางไว้บนตัก ขยับร่างออกห่างจากองค์ชายใหญ่ ถอยห่างออกไปพิงเสาศาลาที่ไม่ไกลนัก อันกงกงเองก็ถอยห่างออกไปอย่างรู้ใจเช่นกัน

 

ติง...ติง

 

เสียงดนตรีอันแสนไพเราะจากปลายนิ้วเรียวนั้นช่างไพเราะยิ่งนัก แค่ปลายนิ้วไล้ผ่านสายพิณก็ราวกับสายลมกำลังผ่านพลิ้วอย่างอ่อนโยน...ก่อนท่วงทำนองจะเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานและละมุนละไมยิ่งขึ้น ส่วนอันกงกงและเหล่านางกำนัลทั้งหลายนั้นได้แต่มองหน้ากันอย่างแปลกใจ

 

แม้พวกเขาจะไม่ได้เก่งกาจดนตรีเท่าไหร่นัก...แต่บทเพลงที่คุณชายลู่บรรเลงออกมากนั้นมัน...

หงส์หาคู่...มิใช่หรอกหรือ?

 

ลู่ถิงอวี่อมยิ้ม ดวงตาอ่อนโยนเป็นประกายงดงาม ยามดีดบรรเลงเพลงหงส์หาคู่อย่างนุ่มนวล และยิ่งยิ้มมากขึ้นเมื่อคนที่กำลังตั้งใจวาดภาพนั้นหันมามองตนพร้อมยิ้มกว้างให้

 

หนึ่งคนวาดภาพ

หนึ่งคนบรรเลงพิณ

 

บางครั้งก็สบตาและแย้มยิ้มให้กัน...

 

ดอกบัวในสระน้ำผลิบาน ผีเสื้อต้องกลีบบุปผางาม สายลมแว่วบรรเลงสอดประสานไปกับเสียงของสายพิณ...ยามสนธยาแว่วมาเยือน ผืนฟ้าถูกย้อมด้วยสีส้มสดราวถูกมือที่มองไม่เห็นวาดผ่าน

 

หงส์หาคู่ก้องกังวาน

แต่มิสู้...ภาพของเราทั้งสองคน...

 

....................

 

“วันนี้ช่างเหนื่อยไม่น้อยจริงๆ” เย่ซืออวิ๋นหาววอด เขาเปลี่ยนมาสวมผ้าแพรสีขาวเรียบง่ายสำหรับเตรียมตัวเข้านอนแล้ว ภายในห้องนอนของตัวเองเย่ซืออวิ๋นมองภาพวาดท้องพระโรงไท่หยวนที่วาดเสร็จไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงลงรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น เย่ซืออวิ๋นได้เบิกผงทองคำมาลงสีในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้ภาพออกมาเสมือนจริงที่สุด

 

โชคดีที่ได้ลู่ถิงอวี่ช่วยชี้แนะรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ...ไม่เช่นนั้นเขาเองก็คงจำไม่ได้หรอก

 

ตอนค่ำเหล่าน้องชายของตนก็มาทานมื้อค่ำที่ตำหนักลั่วสุ่ยพร้อมกับลู่ถิงอวี่ แต่รายหลังนั้นต้องขอตัวกลับไปที่จวนก่อน ทำให้เหลือแค่พวกเขาสี่คนพี่น้องนั่งพูดคุยสนทนากันอยู่อีกเกือบชั่วยาม จวบจนได้เลยเวลาเข้านอนแล้วนั่นล่ะจึงได้แยกย้ายกันกลับไปตำหนักของตน...แม้ว่าวันนี้แต่ละคนจะนอนช้ากันจนเลยเวลากันก็เถอะ

 

แต่การได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับหมู่พี่น้องนั้นเป็นอะไรที่มีความสุขมาก

วันนี้...รู้สึกสัมผัสได้ถึงความสุขที่เขาเคยถามหาในชาติก่อนมาตลอด

 

พูดถึงวันนี้และที่ท้องพระโรงไท่หยวน เย่ซืออวิ๋นที่กำลังเอนตัวลงนอนก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ เขารีบลุกขึ้นไปหยิบกระดาษกับพู่กันมาวาดภาพหน้ากากครึ่งซีกที่เคยเห็นในชาติก่อนลงกระดาษ

 

ลักษณะแบบเดียวกับที่เหล่าราชองครักษ์เมฆดำใช้

 

แต่คิดอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเป็นของใครในสามสามีสี่อนุของตนกันแน่...ตัดลู่ถิงอวี่ออกไป อีกฝ่ายร่างกายอ่อนแอ สุขภาพก็มิได้แข็งแรงไม่มีทางเป็นราชองครักษ์ลับได้แน่นอน

 

ส่วนเจิ้งปินนั้น...ถ้าหากชาติก่อนน้องสี่ทำตามที่บอกไว้ได้จริง

เขาก็อาจจะน่าสงสัยไม่น้อย...

 

ชาติก่อนสามีและอนุที่ตนทูลขอจากเสด็จพ่อนั้น...นอกจากลู่ถิงอวี่แล้วล้วนเป็นถูกผู้อื่นขอให้รับไว้ทั้งนั้น

ไม่สิ...กับลู่ถิงอวี่ตอนนั้น...เพราะชื่นชมมาก ชอบมาก เย่ซืออวิ๋นเลยไม่ได้วาดหวังดึงดันแต่งอีกฝ่ายนัก...แต่ว่ามีใครคนหนึ่งบอกกับเขาไว้...พยายามให้เขาทูลขอสมรสพระราชทานกับลู่ถิงอวี่...โดยแลกเปลี่ยนกับของชิ้นหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวลู่ถิงอวี่เอง

 

ท่านตาสกุลฉิน...

 

เย่ซืออวิ๋นเม้มปากตัวเองแน่น...ตอนนั้นตนเองก็อยากครอบครองลู่ถิงอวี่ จึงไม่เรื่องต่างๆ คิดว่าไหนๆ ก็เป็นองค์ชายที่ไร้ประโยชน์แล้วขอเอาแต่ใจสักเรื่อง...ไม่ได้ครอบครองอะไรก็ขอครอบครองลู่ถิงอวี่คนนั้น และเห็นว่าสิ่งที่ทำยังทำให้ลู่ถิงอวี่ได้ประโยชน์ด้วย

“ข้า...นึกออกแล้ว” เย่ซืออวิ๋นพึมพำกับหมอนใบนุ่มที่ดึงมากอด

 

ที่แท้...ข้าก็ทำร้ายเจ้าอย่างไม่น่าให้อภัยจริงๆ ถิงอวี่

 

มิรู้ว่าชาติก่อนนั้นยามที่ตนจากไป...เขาจะใช้ชีวิตอย่างไร...ดูจากความสามารถและความสำคัญที่ท่านอัครเสนาบดีลู่มีต่อเสด็จพ่อแล้วนั้น...เย่ซืออวิ๋นมั่นใจว่าเสด็จพ่อต้องพระราชทานราชโองการหย่าให้ลู่ถิงอวี่เป็นแน่

 

และต้องแต่งตั้งเขาเป็นอัครเสนาบดีต่อจากท่านอาจารย์ลู่

ข้าตายไป...พวกเขาอาจจะมีความสุข

 

ยิ่งคิดเย่ซืออวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกปวดแน่นในหน้าอกไปหมด แต่เขาก็ยังจับพู่กันเขียนรายชื่อทั้งเจ็ดรายชื่อต่อไปในกระดาษ

 

ลู่ถิงอวี่ ฉินหลิน ซ่งฉืออู้ นี่เป็นสามีทั้งสามของตน...

สำหรับฉินหลินและซ่งฉืออู้นั้นเขาแต่งทั้งสองเพราะญาติฝั่งพระมารดาร้องขอ...ชาติก่อนตอนเขาไปอยู่ตำหนักนอกวังคนสกุลฉินที่เพิ่งกลับมาเมืองหลงก็ไปมาหาสู่ ทั้งยังมีน้ำใจยิ่งนักแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่เสมอ มักมีของขวัญมาให้บ่อยครั้ง

 

แต่ว่า...นั่นหาได้จริงใจไม่

แม้ชาติก่อนเขาจะเก็บตัว...แต่เย่ซืออวิ๋นเติบโตมาในวังหลวง

มีหรือจะไม่รู้ว่าใครมีมิตรแท้จริงใจให้ตนบ้าง

 

อนุทั้งสี่ของเขาเองก็ด้วย...ทั้งหมดเหล่านั้นก็ล้วนไม่มีผู้ใดจริงใจกับตนเลยสักคน...ทุกอย่างล้วนเป็นการเสแสร้ง และที่สำคัญ...

 

คนเหล่านั้นถูกหลายคนส่งตัวมาให้อยู่ข้างเขา...

 

แต่..เรื่องต่อจากนี้นั้นเย่ซืออวิ๋นนึกต่อไม่ออกเสียแล้ว...เขารู้สึกว่าความทรงจำขาดๆ หายๆ ของตนและความรู้สึกเลอะเลือนนั้นมาจากส่วนหนึ่งของจิตสำนึก

 

เพราะไม่อยากจำ

เพราะไม่อยากนึกถึง...

 

ชาติก่อนข้า...ทำความผิดอะไรหนักหนาลงไปหรือไม่นะ...มิเช่นนั้นเหตุใดรอบตัวจึงได้มีสายตามากมายคอยจับจ้องเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เข้าใจว่าตนเองถอยห่างออกมาจากอำนาจที่ผู้คนต่างไขว่หาแล้วแท้ๆ

 

ความผิด...ที่อยากจะอภัย

 

แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก...ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว!

 

เรื่องทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากสกุลฉิน...ใช่แล้วสกุลฉินของเสด็จแม่ฉินกุ้ยเฟย!

 

เย่ซืออวิ๋นกุมกุญแจดอกเล็กๆ ที่ตนห้อยคอไว้แน่น กุญแจที่ไว้เข้าไปยังห้องเก็บสมบัติเดิมของเสด็จแม่...สกุลฉินเกี่ยวข้องอันใดกับราชวงศ์เย่กันแน่...ชาติก่อนสกุลฉินอาศัยอยู่นอกเมืองหลวงแต่พวกเขาทำความชอบใหญ่หลวงท่ามกลางสายชาวประชา ฮ่องเต้เลยให้พวกเขากลับมาเมืองเหลวงและรับตำแหน่งสำคัญ...

 

สกุลฉิน!

 

เย่ซืออวิ๋นรีบผุดลุกขึ้นจากเตียง วิ่งไปห้องเล็กข้างๆ ทันที จากนั้นก็ไขกุญแจห้องสมบัติของฉินกุ้ยเฟยเข้าไป ก่อนองค์ชายใหญ่จะวิ่งออกมาอีกรอบเพราะลืมหยิบตะเกียงไปด้วย ซ้ำยังสะดุดขอบประตูจนเกือบล้มอีก ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ ค่อยๆ เปิดหาไปทีละกล่องเรื่อยๆ

 

ทำเช่นนั้นจนรุ่งสางมาเยือน

 

....................

 

เพราะบางทีถ้าเจออะไรที่เจ็บปวดเกินไป หนักหนาเกินไป และทรมานเกินไปคนเราก็รู้สึกอยากลืมเลือน และพอไม่อยากจำ ความทรงก็เลยขาดๆ หายๆ...

แฮ่ม...แต่ใครจะร้ายเท่าคุณชายลู่นั้นไม่มีแล้วค่ะ 555 ของคู่กันเอย เพลงหงส์หาคู่เอย..คุณชายลู่เจ้าขา แน่ใจนะเจ้าคะว่าท่านไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบซ่อนน่ะ...แล้วใครจะว่าไม่ได้ด้วยนะคะ พี่เขาไปขอฝ่าบาทมาแล้ว แต่ว่า...ฝ่าบาทรู้หรือยังคะคุณชายว่าพี่แอบทำให้เขาทำเป็นคู่น่ะ ^_^

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย อย่าลืมดูแลตัวเองและอย่าลืมรักษาสุขภาพด้วยนะคะ อย่าลืมพกร่ม พกเจลล้างมือ พกแมสกันด้วยน้าาาา 

ถ้าเจอคำผิดทักได้นะคะ เดี๋ยวเรามาแก้พรุ่งนี้น้าาา วันนี้เราเพิ่งเลิกเรียน เพลียและเบลอมากจริงๆ ค่ะ T_T

สำหรับวันนี้...ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่าาา ^_^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.531K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #4238 Yaoi16 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 / 16:35
    เป็นเราคนเดียวมั้ย(?) ที่ตระหงิดๆน่ะ รู้สึกรุ่นใหญ่ชื่อคุ้นๆหมดเลยเรื่องเคยอ่านนิยายมาอ่ะ แต่คิดชื่อเรื่องเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
    #4,238
    0
  2. #2970 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 23:24
    คุณชายลู่ร้ายจริงๆ ส่วนชาติก่อนเหมือนน้องรับกรรมเพราะตระกูลฉินอะ คนอื่นไม่ไว้ใจน้องแน่ๆ น้องเลยเจ็บปวด
    #2,970
    0
  3. #2538 Wipaxxx (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 04:11
    มันเป็นเพราะสิ่งที่ตระกูลทำสินะ น้องถึงต้องรับกรรมแทนในชาติที่แล้ว แต่มีอย่างนึงที่เราชอบมากคือทุกคนในตำหนักร้องจงรักภักดีและเป็นห่วงน้องจากใจจริง
    #2,538
    0
  4. #2153 Thawanhatai_100 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 14:58
    ร่างกายต้องการอินซูลินด่วนๆ
    #2,153
    0
  5. #1993 The Sky 9096 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 18:09
    ของคู่ต้องมีมาเพิ่มจากน้องๆและพ่อสายซึน
    #1,993
    0
  6. #1952 thifu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 21:48
    หวานมากกก อยากให้หวานกว่านี้แล้ว

    //ตอนถิงอวี่มอบหยกให้องค์ชายใหญ่ เหมือนจะมีคำผิดอยู่นะคะ เจอคำว่า 'แยกนี่' อาจจะเป็นคำว่า 'หยกนี้' หรือเปล่าไม่แน่ใจค่า ( > - < )
    #1,952
    0
  7. #1946 예뻐요 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 05:57
    ไรท์บอกไว้ว่าพาร์ทตอนโตจะหวานกว่านี้ก็คือต้องแอดมิทโรงบาลแล้วมั้ย ค่าน้ำตาลในเลือดเกินแน่ๆ😂 //แต่นี่แอบคิดว่าคนที่ฆ่าคือถิงอวี่นะเพราะถ้าเป็นคนอื่นน้องไม่น่าเจ็บปวดขนาดนั้น แล้วตอนหลังจากฆ่าแล้วคนที่ฆ่าก็เหมือนรู้สึกผิดอยู่อะ หรือเป็นฟีลแบบถ้าเขาจะตายให้ตายด้วยน้ำมือตัวเองดีกว่าแล้วก็ตายตามกันอะไรแบบนี้มะ🤔
    #1,946
    0
  8. #1678 khunsom08 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 08:16
    น่ารักมาก
    #1,678
    0
  9. #1662 Lady Omega (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 22:34
    อาถิง หนูจะขายพ่อแบบนี้ไม่ได้นะลู๊กกกกกกก
    #1,662
    0
  10. #1598 เจ้าแมว (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 20:43
    คุณไรท์อย่าว่าเรานะ คือเรารู้สึกขัดใจความสัมพันธ์รุ่นใหญ่มากเลยง่ะ

    คือยังไงดี ถ้าสมมติฮ่องเต้กับลู่จิงรักกัน แต่ที่แต่งฮองเฮากับกุ้ยเฟยที่เป็นสหายมาเป็นเมียเพื่อมีลูกเนี่ย มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่ใจร้ายดีจัง ดูงงๆอีกต่างหาก ที่อ่านมาก็เหมือนจะบรรยายให้ฮองเฮากับกุ้ยเฟยเป็นคู่วายด้วยใช่ไหมง่ะ มันเลยดูยิ่งงงๆ ปนไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่เลยอ่ะ ต้องเป็นคนยังไงก่อนที่เอาเพื่อนมาเป็นภรรยาแต่มีความสัมพันธ์กับเพื่อนตัวเองที่ขนาดเราอ่านมันเกินคำว่า’เพื่อน’ ไปมากโขเลยอ่ะ คืออยากตามอ่านเรื่องราวของน้องอ่ะ แต่ไม่ได้อยากได้พาร์ทความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับลู่จิงเลยจริงๆนะ มันทำให้เวลาเราแล้วไม่สมูท ไม่ติดต่อด้วย เพราะจะเลื่อนผ่านๆไป แต่ยอมรับเลยว่าเรื่องนี้คุณแต่งดีมากกกกกกกก ขัดแค่ตรงพยายามแทรกความสัมพันธ์งงๆของรุ่นใหญ่เขามานี่แหละ คือเราแค่ว่า เป็นนิยายวาย คู่รองอื่นๆอาจไม่ต้องวายหมดก็ได้รึเปล่าไรงี้ง่ะ ถึงเราอาจจะเป็นส่วนน้อยที่ขัดใจตรงจุดนี้ แต่อยากให้คุณไรท์รับรู้จริงๆนะ แล้วต้องขอโทษล่วงเลยถ้าจะทำให้รู้สึกเฟล แต่เราเฟลตอนอ่านคู่ฮ่องเต้ เลยอยากมาบอกคุณไรท์อย่างซื่อตรงจริงๆค่ะ
    #1,598
    5
    • #1598-4 kim_vbts(จากตอนที่ 11)
      25 ตุลาคม 2563 / 16:45
      +1 เลยค่ะ เรารู้สึกมันขัดหูขัดตาอ่ะ
      #1598-4
    • #1598-5 The Sky 9096(จากตอนที่ 11)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 18:24
      แต่ใดๆคือรุ่นใหญ่โตมาด้วยกัน รักกันมาก แต่งกันเพราะการเมืองแน่ๆแหละจะได้ค้ำบัลลังก์ให้มั่นคง เหมือนรุ่นลูก
      #1598-5
  11. #1594 กอลลิล่าแพนแพน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 20:07
    คือทุกอย่างก็ดำเนินเหมือนชาติที่แล้วแหละ ใครพวกใครบ้าง อะไรตั่งต่าง แต่ตัวแปรชาตินี้คือน้องที่ทำตัวแตกต่างจากชาติก่อน งั้นก็แสดงว่าตัวพี่ลู่ชาติก่อนก็เป็นลูกศิษย์ฮ่องเต้เหมือนชาตินี้มั้ยง่ะ มุแง ที่น้องเจ็บปวดขนาดนี้ ไม่อยากจำ พี่ลู่รึเป่า พี่ลู่ฆ่าน้องรึเป่า
    #1,594
    0
  12. #1547 Wan_NY (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 23:31
    สงสารองค์ชายใหญ่อ่ะ เปนคนเดียวที่ไม่รุอะไรเลย แล้วยังโดนฆ่าตายอีก เราคิดว่าถิงอวี่เปนคนฆ่าองค์ชายใหญ่แหละ แบบต้องเปนคนที่น้องไว้ใจมาก ฟามรุสึกมันบอกว่าคนนี้เปนคนฆ่าอ่ะ ฮื้อออ สงสารน้องงง
    #1,547
    0
  13. #1060 nian2544 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2563 / 22:29
    ถ้าฮองเฮากับกุ้ยเฟยเป็นสหายของฮ่องเต้แล้วมามีลูกกันได้ยังไง..งงค่ะ555+++
    #1,060
    2
    • #1060-1 ~*!Ev@Chan!*~(จากตอนที่ 11)
      30 กันยายน 2563 / 13:50
      เพื่อนเอาเพื่อนเป็นภรรยามั้งคะ ซึ่งเราก็แอบรู้สึกทะแม่งๆ
      #1060-1
    • #1060-2 Wan_NY(จากตอนที่ 11)
      30 กันยายน 2563 / 23:31
      อยากรุเหมือนกันค่ะ นึกภาพไม่ออก
      #1060-2
  14. #879 Inn1427 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 21:37
    ชาติก่อนน้องไม่รู้อะไรเลย โดนลอยแพโดดเดี่ยว
    #879
    0
  15. #851 l-am-so-sorry (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 16:36
    อ่านคำว่า ฟังท่าน เชื่อท่าน ของจิงอวี่ทีไรค่ดบีบใจ มันแบบ โอ้ยตายผู้ชายแสนดี
    #851
    1
    • #851-1 l-am-so-sorry(จากตอนที่ 11)
      15 สิงหาคม 2563 / 16:37
      ถิงอวี่* จิงอวี่คือใครวะ5555555
      #851-1
  16. #700 HYUNPARK (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 03:43
    คำที่แม่น้องทิ้งไว้กับฮ่องเต้ที่จะ ปกป้องให้เหมือน... ใช่คำว่าลูกของท่านหรือเปล่า เพราะน้องไม่ใช่งั้นเหรอ

    ถึงทุกคนจะดูรังเกียจตัวละครฉินกุ้ยเฟยนี้มากเพียงใด แต่ก็มีสิ่งที่ยืนยันได้ว่านางเป็นแม่ที่ดีมากคนนึง นางใช้ทั้งชีวิตของนางเพื่อแลกกับการที่ให้ลูกของนางมีชีวิตอยู่
    #700
    0
  17. #654 sakura17 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 11:54
    ยิ่งอ่านไปยิ่งรู้อะว่าชาติที่แล้วซืออวิ๋นโดดเดี่ยวมากในขณะที่ทุกคนอยู่ข้างเดียวกันหมดแต่ซืออวิ๋นมีแค่อันกงกงอะTT
    #654
    0
  18. #589 saii130540 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 18:25
    น้องน่ารักมาก อิแม่ไม่ไหว อยากอุ้ม อยากดูแล ปกป้อง อยากป้อนนม ป้อนข้าว องค์ชายใหญ่ลูกกก
    #589
    0
  19. #550 thx.fornovle (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 17:22
    เห็นน้องเป็นอย่างนี้พี่ล่ะปวดใจเหลือเกิน;-;
    #550
    0
  20. #523 MORNINGGLORY08 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 11:59
    เอ็นดูองค์ชายใหญ่ อยากจะป้อนนม ป้อนกล้วยบดให้ ฮื่อออน่ารักจนเจ็บใจ
    #523
    0
  21. #508 liver2541 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 20:38
    ชอบทุกครั้งตอนอ่านฮ่องเต้เรียกน้อนว่าเจ้าตัวน้อยอย่างงู้นอย่างงี้สัมผัสได้ถึงความเอ็นดูวววและความหลงลูก ~~ 555

    พี่ลู่ววววว เทอทันร้วาาายยยย เล่นเพลงจีบน้อนเราแต่เด็กเลยนะ!
    #508
    0
  22. #413 Fueled me (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 15:43
    คนผู้นั้นคือฉินฉางเล่อสินะ ว่าแต่เขาเป็นใครกันน้อ หรือจะเป็นอดีตสหายของฮ่องเต้ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 12 ปีก่อนคงรุนแรงไม่น้อยเลย ฮืออออออออ น้องฉันสกุลเย่!!
    #413
    0
  23. #248 PuiPui--r (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 22:29
    เรื่องชาติก่อนยังไงน้อ
    #248
    0
  24. #197 dewwiizodiac (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 09:02
    เพลงนี่ไม่ได้จะสื่ออะไรใช่มั้ยพี่ลู่...เกี้ยวน้องแต่เด็กเลยนะ
    #197
    0
  25. #179 สิบลี้ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 23:05

    คนที่คาดไม่ถึงอาจเป็นคุณชายลู่ก็ได้ที่ฆ่าน้องง เรือพี่รองไปแล่นแล้ว ไรท์ให้เครดิตพี่ลู่ไป100%แล้วว่าเป็นพระเอกแน่

    #179
    0