Heart Beat #ป๋อจ้าน #อี้จ้าน #หวังเซียว ( Yaoi )

ตอนที่ 6 : MHz...VI.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 820
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    28 ต.ค. 62

VI.

 

มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

ทั้งรอยยิ้ม ดวงตา เสียงหัวเราะนั้น

ไม่อยากให้เป็นของใคร ไม่อยากให้มอบให้ใคร

รู้ว่ากำลัง หวง

และใช่...เขารู้ดี ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร...

 

 

เสียงกุกกักเบาๆ สลับกับเสียงฮัมเพลงในลำคอแต่ฟังดูไพเราะ ราวกับคนร้องเป็นนักร้องมืออาชีพ ปลุกคนที่กำลังหลับสบายบนเตียงกว้างให้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เพราะเจ้าของบ้านคงเปิดไว้ กลิ่นหอมของดอกไม้และความสดชื่นจางๆ ทำให้มุมปากของคนเพิ่งตื่นยกยิ้มขึ้นมา

ร่างสูงนั้นลุกขึ้นนั่งบนเตียง ห้องนี้ตกแต่งด้วยโทนสีขาวสลับเทา เรียบ หรู คลาสสิค มีพวกภาพวาด ภาพถ่าย ในกรอบเก๋ๆ ประดับตามผนัง น่าจะเป็นงานเฮดเมด ส่วนภาพถ่ายพวกนั้น...เจ้าของบ้านก็น่าจะเป็นคนถ่ายเอง

หวังอี้ป๋อยกมือเสยผม ในหูยังได้ยินเสียงเพลงเบาๆ ดังมาจากมุมหนึ่งของบ้านอยู่เลย...จากเวลาที่ยังค่อนข้างเช้าอยู่...เจ้าของบ้านเขาน่าจะทำครัวอยู่ ขายาวๆ ก้าวเดินไปตามทางอย่างคุ้ยเคย เพราะหวังอี้ป๋อเริ่มคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ขึ้นมาแล้วจริงๆ ห้องที่เขามาพักก็มีเสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวของเขาติดไว้ เพราะเขาจงใจไม่เอากลับไปเอง

ดวงตาคมนั้นทอดมองแผ่นหลังของคนที่กำลังทำครัวอยู่อย่างคล่องแคล่ว มือขาวๆ เคลื่อนจับอุปกรณ์ต่างๆ อย่างชำนาญ เสียงฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอไพเราะสมแล้วที่มีตำแหน่งเป็นเมนโวคอล ผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลผูกรอบเอวจนเห็นเอวบางๆ ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเถียงกันนักหนาว่าใครบางกว่ากัน เพราะเป็นคนตัวผอมด้วยกันทั้งคู่ แต่ดูตอนนี้แล้ว หวังอี้ป๋อว่าคนพี่น่ะบางกว่าเขาเยอะเลย...

 

อีกอย่าง...ภาพที่เห็นก็ทำให้เช้าวันนี้...

เป็นยามเช้าที่สดใสแล้วสำหรับหวังอี้ป๋อ

 

“อ้าว...ตื่นแล้วหรืออี้ป๋อ ไปอาบน้ำก่อนก็ได้ เดี๋ยวนายอาบเสร็จมื้อเช้าก็เสร็จเรียบร้อยพอดีแหละ” เจ้าของบ้านหน้าใสที่มัดจุกเอาผมด้านหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้มันเกะกะเวลาทำอาหารหันมาบอก พร้อมแย้มยิ้มกว้างน่ามอง

 

คนอะไรไม่รู้หน้าเด็กมากจริงๆ ยิ่งเอาผมขึ้นมัดจุกแบบนั้นก็ยิ่งหน้าเด็ก

แล้วยิ้มแบบนั้นด้วย...

 

“ผมขอนั่งรอก่อนดีกว่าครับ”

ไม่รู้ทำไม...หวังอี้ป๋อแค่อยากมองภาพพวกนี้เฉยๆ ให้เขานั่งมองได้ทั้งวันก็ไม่รู้สึกเบื่อๆ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตัวเองเป็นพวกชอบความตื่นเต้นท้าทายแท้ๆ

 

แต่ความสงบเงียบและอบอุ่นตรงหน้า...ก็น่ามองไม่แพ้กัน

หรือเพราะมีจ้านเกอเขาอยู่กันแน่นะ

 

“นั่งรอทำไม ไปอาบน้ำแต่งตัวเลย เดี๋ยวมากินข้าว ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะทำรสชาติเผ็ดๆ แกล้งนาย” เซียวจ้านหันมาดุ เขารู้ว่าหวังอี้ป๋อไม่กินเผ็ด แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าไอ้สภาพถือช้อนยาว ผูกผ้ากันเปื้อน ผูกผมเป็นจุกด้านหน้านั่น...

 

ดุแล้วไม่มีความน่ากลัวสักนิด

เอาจริงๆ เซียวจ้านก็เป็นคนที่ดุแล้วไม่น่ากลัวเลยด้วยซ้ำ

 

หวังอี้ป๋อหัวเราะในลำคอ ดวงตาเป็นประกายระยับ มองหน้าของเซียวจ้านแล้วหัวเราะขำ ก่อนจะยกมือสองข้างขึ้นเสมอไหล่เป็นเชิงขอยอมแพ้ แล้วเดินฮัมเพลงอู๋จีออกไปจากห้องครัว ทำเอาเซียวจ้านได้แต่กลอกตามองบนกับความกวนประสาทแบบเงียบๆ ของคนน้อง

 

ใครบอกว่าหวังอี้ป๋อเงียบขรึมนะ! เขาจะตีสักที!

 

ใช้เวลาไม่นานเซียวจ้านก็เตรียมมื้อเช้าของทั้งคู่เสร็จ เขาล้างมือเรียบร้อย กำลังจะถอดผ้ากันเปื้อนเสียงมือถือของเซียวจ้านก็ดังขึ้นเสียก่อน เลยต้องเดินไปกดรับ เบอร์โทรเข้าเป็นเบอร์ของผู้จัดการ...

“พี่...มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เซียวจ้านถามอย่างสุภาพ

( จ้านจ้าน นายโอเคไหม สบายดีหรือเปล่า...ฉัน ไม่สิ ทุกคนเป็นห่วงนายมากเลย ) ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงร้อนใจปนรู้สึกผิด ทำให้เซียวจ้านส่ายหน้าเบาๆ เขารู้ดีว่าทุกคนในวงเป็นห่วงและวังดีกับเขา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก ตราบใดที่ทุกคนยังอยู่ในบริษัทและติดสัญญากับค่ายอยู่...

“ผมโอเคดีทุกอย่างครับ ไม่มีปัญหาอะไร พี่กับพวกน้องๆ ไม่ต้องเป็นห่วง ในกองถ่ายทำก็เป็นไปได้ด้วยดีครับ ทุกคนเป็นกันเอง ผู้กำกับเฉินแม้เวลางานจะเคร่งเครียดและจริงจังไปสักหน่อย แต่เวลาอื่นก็ใจดีมากครับ”

( นายก็ชอบเป็นแบบนี้ทุกที เก็บเรื่องทุกอย่างไว้กับตัวเอง ไม่ยอมให้คนอื่นได้เป็นห่วงเลย...เฮ้อ! นิสัยนี้ของนายฉันไม่รู้จะแก้ยังไงดีแล้ว )

“ตกลงพี่จะชมหรือจะว่าผมกันแน่” เซียวจ้านบ่นยิ้มๆ เขารู้ดีว่าทุกคนเป็นห่วง...และก็ไม่อยากให้ต้องมาคิดมากหรือกังวลกับเรื่องของเขา

 

ถ้าบริษัทหรือค่ายต้นสังกัดไม่ช่วย...ก็แค่ต้องพยายามมากขึ้นอีกนิดเท่านั้นเอง

 

( น้องๆ นายก็โมโหกันใหญ่เลยที่ค่ายไม่ยอมให้การ์ดไปกับนายเวลาไปไหนมาไหน แถมไม่ยอมให้รถไปรับส่งนายอีก มาแยกแต่ละคนไปอีก...ฉันต้องเตือนว่าให้ใจเย็นๆ ไม่งั้นนายจะเดือดร้อนกว่านี้ถึงได้สงบกัน )

เซียวจ้านขมวดคิ้ว สำหรับเขาเรื่องพวกนั้นมันก็ทำให้ลำบากบ้าง แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายนัก แต่เจ้าพวกเด็กๆ น่ะสิ “พี่ต้องเตือนพวกน้องๆ หน่อยนะครับว่าให้ใจเย็นๆ กัน ผมไม่เป็นไร ผมสบายดีทุกอย่างจริงๆ ไม่มีการ์ดดูแลผมก็ดูแลตัวเองได้ เรื่องรถรับส่ง ผมก็มีรถของตัวเอง แค่ไม่ค่อยได้ขับบ่อยเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ...ก็ไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ”

( เฮ้อ! จ้านจ้านหนอจ้านจ้าน นายนี่มาอยู่ผิดที่ผิดทางจริงๆ ฉันภาวนาให้ซีรีย์เฉินฉิงลิ่งดังเป็นพลุแตก พวกข้างบนนั่นจะได้กระอักเลือด ไม่อยากดันนายก็ต้องดัน วันนี้...คนคนนั้นยังมาถามหานายด้วย เขาบอกให้นายไปเจอหน่อย แต่ฉันบอกปัดให้แล้ว บอกว่านายติดถ่ายทำซีรีย์ ยุ่งมาก ไม่มีเวลาเลย นี่ต้องไปถ่ายต่างเมืองด้วย เขาเกรงใจทีมงาน เกรงใจผู้กำกับเฉิน เลยได้แต่ยอมแพ้ไป )

เซียวจ้านนิ่งไปทันที ใบหน้าที่มักยิ้มแย้มอยู่เสมอนั้น หม่นหมองลง จนคนที่ยืนมองอยู่สักพักขมวดคิ้ว “ผมก็ติดงานจริงๆ นั่นละครับ ขอบคุณที่พี่ปฏิเสธให้ด้วยนะครับ” สำหรับคนบางคนถ้าเลี่ยงได้เลี่ยง หลีกได้ก็หลีก เซียวจ้านไม่อยากไปยุ่งเกี่ยววุ่นวาย แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีอำนาจมากในบริษัทก็เถอะ

 

ก็เพราะมีปัญหากับคนคนนั้น...เซียวจ้านเลยต้องเหนื่อยมากอยู่เหมือนทุกวันนี้

 

( ไม่เป็นไร ฉันยินดีอยู่แล้ว นายพักผ่อนเยอะๆ นะ ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย เดี๋ยวฉันจะทักมาหานายใหม่ แค่นี้ก่อนนะจ้านจ้าน เจ้าพวกน้องๆ นายยังไม่ตื่นกันสักคน ) เซียวจ้านหัวเราะกับน้ำเสียงเหมือนคุณแม่ดุลูกๆ ของผู้จัดการ เพราะถ้าเขากลับไปหอพกั เจ้าเด็กพวกนั้นจะตื่นเช้า มาพาเขาไปซื้อโน่นซื้อนี่ ดังนั้นผู้จัดการเลยไม่ต้องเหนื่อยปลุกแบบนี้...

“เช่นกันครับ สำหรับเจ้าพวกนั้น...พี่บอกไปสิ ว่าถ้าใครไม่ตื่น คราวหน้าผมจะไม่ซื้อของฝากไปให้” เซียวจ้านกดวางสายแล้วส่ายหน้าเบาๆ มือที่กุมโทรศัพท์อยู่กำแน่นเข้าหากันเล็กน้อย เขาถอนหายใจออกมาช้าๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีอุ่นๆ มาแตะที่ไหล่ พอหันไปก็เห็นดวงตาคู่หนึ่งมองมา

 

ถามไถ่ ห่วงใย...และปลอบประโลม

 

เซียวจ้านเม้มปากแน่น...มันเหมือนกับวันนั้น ตอนกลางคืนที่เขาต้องรอรถอยู่คนเดียว หวังอี้ป๋อก็ปรากฏตัวตรงหน้า...ในดวงตาสะท้อนความเป็นห่วงเช่นเดียวกับตอนนี้เลย

“ผมจะไม่ถาม...แต่ถ้าจ้านเกอบอกว่าไม่มีอะไร ผมจะตีนะ” เสียงทุ้มบอกเบาๆ “ไม่ต้องเล่าให้ฟังก็ได้ แต่อย่าทำหน้าแบบนี้”

 

อย่าทำสีหน้าเหมือนแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว...

ผมยังอยู่ตรงนี้

 

“ทำหน้าแบบไหนกันเล่า นายนี่นะ” เซียวจ้านยิ้มกลบเกลื่อน หวังอี้ป๋อชอบทำให้ความอ่อนแอที่เขาฝังมันไว้ลึกกลับมาทุกที เพราะแค่เห็นดวงตาที่มองมาอย่างห่วงใยแบบนั้น

 

ก็ทำให้ขอบตาร้อนผ่าว...ได้ทุกครั้ง

 

“ผมชอบรอยยิ้มของจ้านเกอ” หวังอี้ป๋อยื่นมือไปแตะมุมปากของเซียวจ้านเบาๆ ก่อนจะกดนิ้วไว้แล้วยกขึ้น เขาชอบมองรอยยิ้มอันสดใสของคนพี่ และก็ไม่ชอบใครก็ตามที่ทำให้รอยยิ้มนั้นหายไปจากใบหน้านี้...

“ฉันก็ยิ้มอยู่นี่ไง หยิกกันทำไมอ่ะ!” เซียวจ้านยกมือขึ้นมากุมจมูกตัวเองทันที เมื่อถูกหวังอี้ป๋อหยิกเบาๆ คนพี่ที่ถูกทำเหมือนเด็กตีหวังอี้ป๋อไปสองที “หวังอี้ป๋อ!

“ไม่ชอบคนฝืนยิ้มครับ” หวังอี้ป๋อยักไหล่ ก่อนจะรีบหลบเมื่อถูกมือเรียวๆ นั่นรัวตีไม่หยุด ดูเหมือนว่าเซียวจ้านจะหายเครียดแล้ว แต่อารมณ์หมั่นไส้คนน้องน่ะเต็มพิกัดแล้ว เลยพุ่งมาตีตุ๊บๆ จนหวังอี้ป๋อหลบไม่ทัน “จ้านเกอ เดี๋ยวๆ เดี๋ยวครับ...พอๆ ผมยอมแพ้แล้ว”

“ยอมแพ้อะไร! งานนี้ไม่มีการยอม นายหยิกจมูกฉัน แล้วก็นะหวังเหล่าซือ ฉันอายุมากกว่านายตั้งกหปี สูงกว่านายตั้ง นายทำแบบนี้กับฉันเหรอ คนกวนประสาท นายมันต้องสั่งสอน” เซียวจ้านหน้าแดงเถือก ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายที่ถูกคนน้องแหย่ ส่วนหวังอี้ป๋อน่ะเหรอ นอกจากหัวเราะชอบใจที่แหย่คนใจดีขึ้นแล้วก็ยังต้องหลบมือขาวๆ นั่นด้วย

ทั้งสองคนตีกันไปตีกันมา คนหนึ่งตีคนหนึ่งหลบ จากห้องครัวถอยหลังมาเรื่อยๆ จนถึงห้องรับแขก เซียวจ้านรัวหมัดใส่คนน้องที่หลบไปด้วยหัวเราะไปด้วยอย่างน่าตี

“จ้านเกอ ระวัง!” หวังอี้ป๋อรีบร้องบอก เมื่อเห็นเซียวจ้านสะดุดขาเก้าอี้ เขารีบพุ่งไปรับร่างของเซียวจ้านไว้ก่อนที่จะได้คิดอะไรเสียอีก

 

ปึก!

 

เสียงแผ่นหลังบางคนกระทบพื้น ยังดีที่ในห้องรับแขกเซียวจ้านปูพรมนุ่มๆ เพราะบางทีเขาก็ชอบมากลิ้งวาดภาพเล่นบนพรม ทำให้หวังอี้ป๋อไม่เจ็บมากเท่าไหร่...เรียกว่าไม่เจ็บเลยด้วยซ้ำ

“อี้ป๋อ!!” เซียวจ้านเบิกตาโต เพราะตัวเองไม่บาดเจ็บแม้แต้น้อย ซ้ำยังมีเบาะรองพิเศษยี่ห้อหวังด้วย “นายเป็นยังไงบ้าง เจ็บไหม” คนพี่ร้อนรน ยื่นมือมาแตะหน้าน้อง ดวงตาก็สำรวจไปทั่วหาร่องรอยความผิดปกติ โดยไม่สนใจสภาพของตัวเองเลยแม้แต่น้อยว่าตอนนี้กำลังนั่งคล่อมคนน้องอยู่ แถมยังยื่นมือไปแตะแก้มของหวังอี้ป๋ออีกด้วย

“อี้ป๋อ นี่บอกสิ หรือว่าเจ็บจนจุก!” เซียวจ้านเริ่มร้อนใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว เพราะหวังอี้ป๋อเอาแต่นิ่ง โดยไม่รู้ตัวว่าท่าทางและการกระทำของตัวเองทำให้ใครบางคน

 

เริ่มควบคุมจังหวะหัวใจ...และตัวเองไม่ได้

 

ดวงตานั้นที่แลเห็นในระยะใกล้ สะท้อนภาพของเขาอยู่ข้างใน แพขนตาที่เขาคิดว่ามันเรียงตัวสวยเข้ากับดวงตาของเซียวจ้าน จมูกโด่ง ริมฝีปากสีสด ใบหน้าที่ดูใกล้แล้ว...

 

สวยมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก

สวยจน...

 

“อี้ป๋อ ตอบเกอมาสิ! นายอย่าเงียบแบบนี้!” เซียวจ้านตื่นเต้นจนลืมตัว แทนตัวเองว่า เกอ คำพูดแบบนั้นยิ่งทำให้ดวงตาของหวังอี้ป๋อเบิกตากว้างขึ้น

 

บ้าเอ๊ย! อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ...ทำตัวชวนน่าขย้ำหรือเปล่า?

 

แต่ก่อนที่ความคิดด้านมืดจะได้ครอบงำ หวังอี้ป๋อก็เรียกสติตัวเองกลับมาเสียก่อน เขาพยายามอย่างมาก มือใหญ่กำเข้าหากันแน่นเพื่อไม่ให้พลิกร่างขาวๆ นั่นไว้ข้างใต้แล้วทำอย่างที่อยากทำ...

“ผม...ไม่เป็นอะไร จ้านเกอลุกขึ้น...ก่อนได้ไหมครับ?” น้ำเสียงของหวังอี้ป๋อค่อนข้างพร่าลง ปลายจมูกของทั้งคู่เฉียดชนกันไปมาทำให้เซียวจ้านเริ่มรู้สึกตัว ว่าเขาคร่อมอยู่บนร่างคนน้องนายเกินไป เพราะความเป็นห่วงทำให้เขาลืมไป...

“อ่ะ...ขะ...ขอโทษ!” คนพี่หน้าแดงเถือก แดงไปจนใบหู ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก็เซจนหวังอี้ป๋อต้องรั้งเอวนั้นไว้อีก เขาตัดสินใจพลิกร่างเซียวจ้านลงข้างล่าง โดยช้อนเขนไว้ไม่ให้คนพี่เจ็บ จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นเอง แล้วยื่นมือมาให้เซียวจ้าน พอมือขาวเรียววางลงหวังอี้ป๋อก็ออกแรงดึงลุกขึ้น เซียวจ้านรู้สึกว่าเขาร้อนไปทั้งตัว ก้มหน้ามองพรม มองเพดาน มองอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าหล่อๆ ของหวังอี้ป๋อ!

 

เพราะถ้าสบดวงตาคู่นั้น...เขาต้องเขินจนอยากระเบิดตัวเองตายแน่ๆ!

 

“ฉะ...ฉัน ฉันว่าไปกินข้าวกันดีกว่า” เซียวจ้านเปลี่ยนเรื่อง ดึงมือหวังอี้ป๋อให้เดินไปที่ห้องครัว พอได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอคนน้อง เซียวจ้านก็หันมาถลึงตาใส่เป็นเชิงบอกว่าถ้านายขืนหัวเราะอีกก็ไม่มีมื้อเช้าสำหรับคนแซ่หวังแล้ว! หวังอี้ป๋อเลยเปลี่ยนมายิ้มกว้างแทน เขายิ้มกว้างจนแผ่ไปถึงดวงตา ผ่อนแรงปล่อยให้เซียวจ้านลากไปได้ง่ายๆ

“จ้าน...

“อี้ป๋อ!” เซียวจ้านเอ่ยแทรกขึ้นมาไม่ให้คนน้องได้พูดอะไร ทำเอาหวังอี้ป๋ออ้าปากก่อนจะหัวเราะนิดๆ

“ผมแค่จะถามว่า...วันนี้จ้านเกอจะทำอะไรไหมครับ? ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ...ไปกับผมไหม?” นี่คงคิดว่าเขาจะแซวล่ะสิ จ้านเกอเห็นเขาเป็นคนขี้แกล้งไปแล้วสินะ...

“หา? ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษนะ” เซียวจ้านกระพริบตา “นายจะชวนฉันไปไหนเหรอ? ว่าแต่ไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ” แม้จะหน้าแดงแต่ความห่วงใยที่สะท้อนอยู่ในดวงตาก็ทำให้หวังอี้ป๋อยกยิ้ม

 

ยังอ่อนโยนสมกับเป็นจ้านเกอ

 

“ไม่เจ็บครับ ไม่เจ็บจริงๆ แต่วันนี้ไหนๆ พวกเราก็หยุด...ผมจะพาจ้านเกอไปขับรถเล่น ผ่อนคลายสักหน่อย” เขาไม่อยากให้จ้านเกอต้องเครียด หรือเศร้าแม้แต่สักนิดเดียวก็ไม่อยาก

เซียวจ้านหยุดไปนิด ก่อนจะคีบอาหารใส่จานของหวังอี้ป๋อ จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ ที่จริงเรื่องนี้เซียวจ้านไม่อยากให้ใครมาเครียดกับเขา ไม่อยากให้ใครต้องมากังวลด้วย

 

แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า...อยากมีคนคุยด้วย อยากมีคนรับฟังเช่นเดียวกัน

และดีใจมาก...ที่คนคนนั้นจะเป็นหวังอี้ป๋อ

 

“เอาไว้...จะเล่าให้ฟังนะอี้ป๋อ แต่ว่าตอนนี้มาทานข้าวกันก่อนดีกว่า” เซียวจ้านยิ้ม หวังอี้ป๋อเป็นพลังบวกสำหรับเขาจริงๆ “สัญญาเลย”

หวังอี้ป๋อมองคนอ่อนโยนที่แสนเข้มแข็งตรงหน้า ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ยื่นนิ้วก้อยออกไปข้างหน้า กระดิกเบาๆ แล้วยักคิ้วหนึ่งข้าง “สัญญานะครับ ถ้าจ้านเกอไม่เล่าให้ฟัง ผมจะ...” เขาเว้นวรรคไว้ไม่พูดต่อ แต่ดวงตาคมนั้นสื่อความหมายชัดเจนที่ทำให้เซียวจ้านรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ

“ได้! ไม่มีผิดสัญญาแน่นอน” คนพี่ยื่นนิ้วก้อยมาเกี่ยวกันช้าๆ จากนั้นก็เขย่าเบาๆ การกระทำเหมือนเด็กทำให้ทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกัน

 

นี่เป็นคำสัญญาแรกของพวกเขา

คำสัญญา...ที่ทำให้หัวใจ

เริ่มรู้สึกตัว...

 

“แล้วตกลงเราจะไปไหนกัน?” เซียวจ้านหันไปถามหวังอี้ป๋อที่เข็นรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของตัวเองมาจอดหน้าบ้านเรียบร้อย พร้อมส่งหมวกกันน็อคมาให้เขาด้วย คนน้องอยู่ในชุดหนัง ใส่ถุงมือหนังดูเป็นลุคคูลๆ และโคตรเท่เลยในสายตาของเซียวจ้าน

“ผมขับรถพาจ้านเกอเที่ยว พี่อยากไปที่ไหนก็บอกผมได้ครับ...” ถ้าหวังอี้ป๋อเครียดๆ เขาก็มักจะขับรถพาตัวเองไปตามสถานที่ต่างๆ ซึมซับบรรยากาศให้ตัวเองผ่อนคลาย “ไปถ่ายภาพสวยๆ แล้วผมจะพาไปทานอาหารอร่อยๆ” เขาเอาของกินมาล่อ

“ฉันไม่ใช่เด็กสักหน่อย ถามจริงเถอะ นายเคยมองฉันเป็นพี่ไหมหา” เซียวจ้านยื่นมือไปตีหวังอี้ป๋อเบาๆ หนึ่งที จากนั้นก็มาง่วนกับการล็อคหมวกที่รู้สึกว่ามันล็อคยังไงก็ไม่เข้าที่สักที แต่เขาก็ดีใจกับความใส่ใจที่หวังอี้ป๋อมีให้

 

เจ้าเด็กคนนี้รู้ตัวเขาชอบอะไร...

 

“ผมช่วยครับ” มือใหญ่ยื่นมาช่วยเซียวจ้านใส่ตัวล็อคหมวก ปลายนิ้วยาวแตะแก้มขาวแผ่วเบา แช่มช้า...คล้ายจงใจและเหมือนไม่จงใจ แต่ก่อให้เกิดความร้อนผ่าวบนใบหน้าของเซียวจ้าน ใบหน้าขาวขึ้นสีอย่างน่ามอง ทำให้หวังอี้ป๋อยกยิ้มที่มุมปาก

 

ก็ชอบทำหน้าแบบนี้ ทำสีหน้าแววตาแบบนี้...จะไม่ให้แกล้งบ่อยๆ ได้ยังไงกัน

 

“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เอาล่ะ...ผมจะขับเร็วนะ จ้านเกอเกาะผมให้ดีๆ ถ้าพี่ปลิวตกไปผมจะลำบากแน่ๆ”

“ใครมันจะปลิวตกได้กันนาย” เซียวจ้านขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของหวังอี้ป๋อ เขายื่นมือไปเกาะไหล่คนน้องไว้เหมือนทุกที แต่ดูเหมือนคราวนี้นักแข่งแซ่หวังจะไม่พอใจแค่นั้น เพราะทันทีที่สตาร์ทรถหวังอี้ป๋อก็บิดคันเร่งเต็มที่ทำให้คนซ้อนเซ มือที่เกาะไหล่อยู่เปลี่ยนเป็นรีบเกาะเอวทันทีเพราะกลัวตก ดวงตาคมหลุบมองมือขาวเรียวที่กอดเอวเขาแน่นก่อนจะยิ้มสมใจ ดวงตาคมวิบวับเจ้าเล่ห์ จากนั้นก็ฉวัดเฉวียนไปตามเส้นทางสมชื่อนักแข่งรถมือโปร

 

………………….

 

“อันนี้สวยดี เราเอาไปปลูกที่บ้านกันดีไหม? นายว่ายังไง” เซียวจ้านยิ้มน้อยๆ ลดกล้องถ่ายคู่ใจลงเมื่อเก็บภาพเจ้าต้นไม้เล็กๆ ที่เรียงตัวกันอย่างสวยงาม ออกดอกเบ่งบานหลากสีสัน ชูช่ออย่างสวยงาม

“เอาสิครับ ที่นี่เขามีบริการขายด้วยนะ” หวังอี้ป๋อที่เป็นคนพามาพยักหน้า เขาเคยขับผ่านร้านนี้เป็นร้านที่เกือบอยู่นอกเมือง คนน้อยด้วยเพราะดูเหมือนเจ้าของจะเปิดด้วยความชอบและแชร์ให้คนที่ชอบอะไรคล้ายกันเข้ามาดูมากกว่าขาย ตอนแรกเขาก็ไม่คิดสนใจหรอก แต่ก็จำได้ติดตาคิดว่าคนพี่เขาน่าจะชอบเลยพามาแวะที่นี่ก่อน แล้วปรากฏว่าจ้านเกอเขาชอบจริงๆ ด้วย พอเห็นที่นี่ใบหน้านั้นก็ยิ้มกว้างทันที ตาเป็นประกายน่ามอง

แต่เมื่อกี้...จ้านเกอใช้คำว่า เราเอาไปปลูกที่บ้านกันดีไหม? ประโยคนี้มันเหมือนนั่นน่ะเป็น บ้าน ของเราสองคนเลยนะ

 

นี่เขาเรียกการอ่อยกันหรือเปล่า?

หรือจ้านเกออยากเอาคืน?

 

แต่พอเงยหน้าไปหวังอี้ป๋อก็เห็นคนดีใจกำลังคุยกับเจ้าของร้านอย่างมีความสุข แล้วได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจที่บังอาจไปคิดว่าจ้านเกอจะเจ้าเล่ห์เหมือนเขา

 

คนซื่อและความรู้สึกช้าอย่างจ้านเกอน่ะ...เหอะๆ

แล้วคนที่เริ่มรู้สึกตัวก่อนอย่างเขาจะทำอะไรได้กัน...

 

 

“เดี๋ยว ตีกันทำไมอ่ะอี้ป๋อ” เซียวจ้านหันมาก็ถูกคนน้องตีเอาแล้ว ด้วยความเคยชินเขาเลยตีกลับไปทันที ยังดีที่เจ้าของร้านเขาค่อนข้างอายุมากและไม่ตามข่าวศิลปินดารา เพราะมัวเอาเวลาไปสนใจลูกๆ ต้นไม้ของตัวเอง สองหนุ่มเลยไม่ต้องกังวลอะไร

“อยากตีครับ” หวังอี้ป๋อยักคิ้ว รวบมือเซียวจ้านไว้ก่อนจะหันไปหาเจ้าของร้าน “พวกเราขอเดินดูกันต่อนะครับ”

“ได้สิพ่อหนุ่ม” คุณป้าเจ้าของยิ้มกว้าง มองสองหนุ่มหน้าตาดีตรงหน้าแล้วรู้สึกอยากยิ้มมากขึ้น บรรยากาศของคนสองคนมันดูอบอุ่นและเป็นกันเองมาก

 

ถ้าไม่สนิทกันมาก...จะไม่เป็นแบบนี้ ไม่มีบรรยากาศแบบนี้หรอก

 

“ไปกันครับจ้านเกอ เราเดินให้ทั่วก่อนแล้วค่อยเลือกกันนะ” หวังอี้ป๋อบอกพร้อมกระตุกมือเซียวจ้านเบาๆ

“ก็ได้ นายนี่ชอบเปลี่ยนเรื่องตลอด มาตีฉันก่อนแท้ๆ” ปากบ่นแต่ก็ยอมให้คนน้องลากไปอยู่ดี บางครั้งหวังอี้ปอก็ต้องหยุดเดินเมื่อเซียวจ้านเจอมุมถูกใจที่อยากถ่ายรูป และบางครั้งก็ต้องมาเป็นนายแบบพิเศษให้ตามบัญชาของท่านเซียวเขา

“มองกล้องแล้วยิ้มหน่อยหวังเหล่าซือ ถึงนายทำหน้านิ่งจะหล่อ แต่ต้นไม้เขาอยากได้รอยยิ้มนายนะพ่อคนหน้าตาดีอันดับสองของแผ่นดิน” เซียวจ้านมองร่างสูงที่ยืนถือกระถางต้นไม้เล็กๆ น่าจะเป็นดอกอาซาเลียสีแดงสด แม้เป็นท่าก้มมองนิ่งๆ แต่ด้วยความหน้าตาดีและออร่าที่แผ่ออกมาก็ดูดีประหนึ่งถ่ายแบบนิตยสารไฮคลาส

 

แต่ไม่ยิ้มนี่สิ...

 

หวังอี้ป๋อยกยิ้มกับคำแซวนั้น และเซียวจ้านก็ไม่รอช้าที่จะเก็บภาพคนน้องไว้ทันที “ผมไม่อยากให้คนที่อยู่อันดับสี่ว่ากันหรอกนะ” พวกเขาแซวกันเรื่องนี้ประจำ เพราะในนิยายต้นฉบับและในซีรีย์เว่ยอู๋เซี่ยนเป็นหนุ่มรูปงามอันดับสี่ของแผ่นดิน ส่วนหลานวั่งจีนั้นเป็นลำดับสอง จ้านเกอเขาบ่นประจำว่าคนหน้านิ่งเหมือนตามาภรรยาไม่เจอมาสิบหกปีแบบนั้นทำไมถึงหล่อกว่าเว่ยอู๋เซี่ยนไปได้ บ่นเสร็จก็มองหน้าเขาแล้วก็ตีเอาๆ นอกจากเข้าข้างเว่ยอู๋เซี่ยนแล้วก็คงหมั่นไส้ด้วย

 

ก็เป็นความจริงนี่...เขาหล่อกว่าจ้านเกอ

แต่ถ้าเรื่องความสวยกับความน่ารัก...หวังอี้ป๋อไม่คิดสู้

 

“นายยิ้มแล้วดูดีมากจริงๆ นะ” เซียวจ้านขึงตาใส่คนชอบเถียง สนิทกันมาสักพักก็รู้เลยว่าหวังอี้ป๋อน่ะตัวแสบก็เท่านั้น ขี้แกล้งอีก ใครบอกว่าเจ้าเด็กคนนี้เป็นเสือยิ้มยากเป็นคนเงียบขรึมแบบผู้ใหญ่เซียวจ้านจะเถียงกลับทันทีเลย!

“ยิ้มได้ดูดีไม่เท่าพี่หรอก” หวังอี้ป๋อเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชวนโอกาสดึงกล้องในมือเซียวจ้านมาดู...ภาพของเขาที่เห็นในกล้องนั้นดูมีความสุขและมีรอยยิ้มกว้าง...

 

ไม่ใช่หวังอี้ป๋อไม่ค่อยยิ้ม...เขาก็ยิ้มได้เหมือนคนปกติคนหนึ่งนั่นแหละ

แต่มันจะมีคนพิเศษ...ที่ไม่ว่าเขาทำอะไรก็จะทำให้เรายิ้มได้ตลอด

 

“ผมถ่ายให้ครับ จ้านเกอ...โพสต์เร็ว” หวังอี้ป๋อบอก แล้วก็เอากล้องไปกดถ่ายรัวๆ เซียวจ้านกำลังอ้าปากเหวอก็ถูกเก็บภาพเป็นที่ระลึกไปเรียบร้อย

“เดี๋ยว! อี้ป๋อ นายลบก่อน! ลบเลย!” คนพี่โบกไม้โบกมือห้าม กันภาพเหวอๆ ของตัวเอง คนน้องก็ถือต้องตามถ่าย พร้อมเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขและโคตรแฮปปี้ไม่เหลือมาดผู้ชายยิ้มยากอย่างที่ใครๆ ว่าเลย

“หึๆ”

“หัวเราะเหรอ!” เซียวจ้านเอามือปิดหน้าเดินเข้ามาใกล้แล้วก็ตีหวังอี้ป๋อไปสามที “นายจะเริ่มอีกแล้วใช่ไหม เริ่มอีกแล้วล่ะสิ”

 

เริ่มหาเรื่องกลั่นแกล้งเขาอีกแล้ว!

 

“มาถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกกันดีกว่าครับ” หวังอี้ป๋อเอากล้องหลบไปด้านหลัง จะชูให้สูงก็ไม่ได้จ้านเกอเขาสูงกว่า...ก็มีแค่สองเรื่องนี่แหละที่คนพี่ชอบเอามาขู่เขาน่ะ

 

อายุมากกว่าหกปีกับสูงมากกว่าสี่ห้าเซ็นนี่แหละ

 

ช่วงนี้หวังอี้ป๋อเลยดื่มนมเยอะๆ เพราะเขาคิดว่าตัวเองยังสูงได้อีก...เดี๋ยวก็น่าจะสูงนำจ้านเกอเขาแน่ๆ...ไว้สูงมากกว่าเมื่อไหร่ จะแกล้งให้มากกว่านี้อีกคอยดูสิ

“ฉันถ่ายไม่ดีกว่าหรือไง” ถึงจะหมั่นไส้ที่เอาคืนไม่ได้แต่เซียวจ้านก็ยังคงเป็นเซียวจ้านที่ไม่เคยโกรธหรือใจแข็งกับคนน้องได้ลง มือขาวๆ ยื่นมาข้างหน้าเป็นเชิงขอกล้อง แต่หวังอี้ป๋อกลับส่ายหน้าเบาๆ แล้วจัดการยกแขนโอบเอวของเซียวจ้านมาใกล้ จากนั้นก็ยกกล้องขึ้นเก็บภาพหน้าเหวอๆ กับดวงตาที่เบิกกว้างของเซียวจ้านเมื่อถูกแรงดึงนั้นดึงมาเกือบชิดอกของเขา

“เรียบร้อย...ไปกันดีกว่าครับ เดี๋ยวกลับถึงบ้านแล้วเราล้างรูปออกมาเลยนะครับ” หวังอี้ป๋อเอากล้องมาแขวนไว้ที่คอตัวเอง จัดการดึงมือเซียวจ้านที่ยังอึ้งอยู่ให้เดินไปหาเจ้าของร้าน คนพี่ที่เพิ่งรู้สึกตัวแก้มร้อนผ่าวจะอ้าปากเถียงอะไรก็ไม่ทันเพราะถูกมือใหญ่จูงเดินออกไปเสียแล้ว

 

สูงก็สูงกว่า อายุก็มากกว่า ทำไมมือถึงได้เล็กกว่าก็ไม่รู้

แต่มือของหวังอี้ป๋อให้ความรู้สึกอบอุ่นมาก...เหมือนจะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งและเป็นกำลังใจให้กันเสมอเลย

 

“เลือกกันเสร็จแล้วหรือหนุ่มๆ อยากได้อะไรเพิ่มเติมกันไหม?”

“จ้านเกอ พี่จะเอาอะไรเพิ่มไหมครับ?” หวังอี้ป๋อหันมาถามคนข้างๆ

“อ่า...ถ้าอย่างนั้นผมเอาที่เลือกไว้ตอนแรกนะครับ แล้วก็...อี้ป๋อในวงนายมีกี่คนอ่ะ รวมผู้จัดการของนายด้วยฉันจะซื้อไปฝากพวกเขาเหมือนกัน” ไหนๆ เซียวจ้านก็รบกวนหวังอี้ป๋อไว้ตั้งหลายอย่าง เขาก็ควรมีของอะไรติดไม้ติดมือากไปยังคนที่ดูแลน้องบ้างอะไรบ้าง

“พี่จะซื้อให้พวกเขาทำไมกัน” หวังอี้ป๋อขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ชอบใจหน่อยๆ ที่จ้านเกอจะซื้อของให้คนอื่น

“เอาน่า ก็พี่ๆ ในวงกับผู้จัดการของนายช่วยดูแลนายอย่างดีนี่นา ฉันก็ต้องขอบคุณสิ” เซียวจ้านยิ้มกว้างอย่างไม่คิดอะไรมาก ยื่นมือมาเขี่ยจมูกหวังอี้ป๋อเบาๆ คล้ายกำลังหยอกหน้ายุ่งๆ ของคนน้อง “หรือนายว่าไม่จริง?”

พอได้ยินคำตอบแบบนั้นคนหน้ายุ่งบางคนก็ยิ้มออกมา...แล้วเขาจะบอกผู้จัดการกับพี่ๆ ในวงว่าจ้านเกอ ของเขา ฝากมาให้แทนคำขอบคุณแล้วกัน

“จ้านเกอซื้อไปฝากทุกคนในกองด้วยใช่ไหมครับ?”

“อื้อ...เผื่อคนในวงฉันด้วย เผื่อคนในกองด้วย...ผมขอจ่ายเป็นบัตรได้ไหมครับ? คาดว่าเงินสดไม่น่าจะพอ แล้วก็รบกวนเอาต้นอาซาเลียใส่ถุงให้ผมด้วยนะครับ...อ่า แต่อันนั้นแยกนะครับ”

“ได้สิจ๊ะ จ่ายบัตรก็ได้ นานๆ ทีจะมีลูกค้าซื้อเยอะขนาดนี้เขียนที่อยู่ไว้ให้ก็ได้จ๊ะ ไม่ต้องลำบากขนกลับไปหรอก เดี๋ยววันนี้ป้าจะส่งไปให้เอง” แล้วคุณป้าเจ้าของร้านที่ทนรอยยิ้มของเซียวจ้านไม่ไหวก็ต้องรีบบอกทันที พ่อหนุ่มหน้าใสคนนี้ท่าทางน่าเอ็นดู แถมเวลาอยู่กับต้นไม้ก็อ่อนโยนมาก หยิบจับแต่ละอย่างก็ระมัดระวังอย่างดี ทำให้คนแก่ๆ เห็นแล้วอดใจอ่อนไม่ได้ ส่วนพ่อหนุ่มอีกคนแม้แวบแรกที่เห็นจะหน้านิ่งและตาคมไปสักหน่อยแต่พออยู่ด้วยกันแล้วมันกลับลงตัวดีมาก

 

ดูน่ารักน่าเอ็นดู

 

“ขอบคุณนะครับ” เซียวจ้านรีบโค้งทันที แถมยังยิ้มกว้างชวนละลายให้อีกรอบ ทำเอาหวังอี้ป๋อส่ายหน้าเบาๆ เห็นชัดๆ ว่าบริการพิเศษสำหรับจ้านเกอเขาโดยเฉพาะ

“งั้นเดี๋ยวผม...อี้ป๋ออ่า นั่นนายจะทำอะไรอะ” เซียวจ้านที่กำลังล้วงกระเป๋าหาบัตรเป็นอันต้องชะงักเมื่อเห็นคนน้องยื่นบัตรให้เจ้าของร้านเอาไปรูดจ่ายเรียบร้อย

“ผมออกเองครับ ก็บอกแล้วว่าพาจ้านเกอมาผ่อนคลาย...จะพี่จ่ายเองได้ยังไงกัน ไม่ต้องทำหน้ายุ่งครับ...ถ้ากลัวติดค้างก็รับผิดชอบมื้อค่ำของเราวันนี้ แล้วก็ให้ผมไปค้างที่บ้านบ่อยๆ” หวังอี้ป๋อต่อรอง รีบยกเหตุผลมาอ้างก่อนที่จะถูกเซียวจ้านแย้ง

คนพี่ขมวดคิ้ว ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ รู้ดีว่าถ้าหวังอี้ป๋อเอาแต่ใจขึ้นมาแล้วเขาพูดยังไงก็ไม่ฟังหรอก คนนี้น่ะ... “ก็ได้ แต่นายไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดทุนหรือไงเหล่าหวัง? ค่าต้นไม้ตั้งเท่าไหร่กัน?...เอ่อ ยกเว้นต้นอาซาเลียสีแดงผมขอจ่ายเองครับคุณป้า”

“ไม่นะครับ” หวังอี้ป๋อส่ายหน้า รับบัตรคืนมา ก่อนจะยกยิ้มน้อยๆ “ผมรู้สึกว่าตัวเองได้กำไรด้วยซ้ำ”

 

ได้ทานอาหารของจ้านเกอ ได้มาบ้านจ้านเกอ...

นั่นเป็นสิทธิพิเศษที่มีแค่หวังอี้ป๋อคนเดียวที่ได้รับจากคนใจดีบางคน

 

“เรียบร้อยแล้วจ้ะหนุ่มๆ เอานี่ต้นอาซาเลีย ป้าใส่ถุงของขวัญให้ด้วย อันนี้ไม่คิดเงินนะจ๊ะ”

เซียวจ้านรีบโค้งขอบคุณแล้วรับต้นอาซาเลียนั้นมาอย่างทะนุถนอม ส่วนหวังอี้ป๋อที่เขียนที่อยู่บ้านเซียวจ้านประหนึ่งว่าเป็นบ้านตัวเองเสร็จเรียบร้อยก็โค้งให้คุณป้าเจ้าของร้านก่อนจะจูงมือเซียวจ้านเดินออกมาข้างนอก มือใหญ่อีกข้างยกขึ้นดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง จากนั้นก็หันไปหาคนข้างตัว

“อยากไปไหนอีกไหมครับ? นี่เพิ่งจะเริ่มค่ำๆ”

“ไปริมแม่น้ำที่คราวก่อนนายซ้อมแข่งรถก็ได้นะ เย็นๆ ค่ำๆ แบบนี้มีคนมาปั่นจักรยานกันเยอะเลย ไปนั่งถ่ายรูปก็ดีเหมือนกัน” เซียวจ้านอมยิ้ม ตอนนี้เขาสบายใจขึ้นมาแล้ว...สบายใจมากด้วย

 

ต้องขอบคุณหวังอี้ป๋อ

 

“จ้านเกอขี่จักรยานเป็นด้วยหรือครับ?” คนน้องแซวขำๆ คราวนี้เลยโดนมือขาวฟาดเอาเบาๆ หวังอี้ป๋อหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตีกลับ...เห็นแก่ตีเขาแล้วยักคิ้วจึกๆ ให้อย่างน่ามองหรอกนะ

 

จ้านเกอขี้โกงชะมัด

 

“ไม่เป็นแล้วจะทำไม?”

“ก็...ไม่ทำไมไงครับ” คนน้องไม่เถียง รีบส่ายหน้าเบาๆ เมื่อมือขาวๆ ของคนพี่ชูขึ้นคล้ายขู่ ว่าถ้านายพูดอีกฉันจะฟาดๆ ไม่ยั้งแล้วนะ “งั้นไปกันดีกว่า ผมขับให้จ้านเกอซ้อนก็ได้”

“ไม่เป็นไร ที่นั่นคนเยอะ น่าจะมีรู้จักพวกเราไม่น้อยแหละ แค่นั่งดูเฉยๆ ก็พอ...แล้วก็แวะตลาดขายของสดสักหน่อย วันนี้ให้นายรีเควสมื้อค่ำนะเหล่าหวัง”

หวังอี้ป๋อมองรอยยิ้มที่ยิ้มทั้งปากทั้งตาของคนข้างๆ แล้วก็ยิ้มตามไปด้วย...เขาอยากเห็นรอยยิ้มแบบนี้อยู่บนใบหน้าใสชวนมองนั่น อยากเห็นดวงตาเป็นประกายที่มีความสุขแบบนี้

 

ชักเข้าใจหลานวั่งจีแล้วสิ...ว่าทำไมเขาถึงได้พยายามทุ่มเทและปกป้องรอยยิ้มของเว่ยอิงขนาดนั้น

เพราะมันงดงาม...คุ้มค่า

และทำให้โลกของเขา...สดใสน่าอยู่กว่าที่เคยเป็น

 

ไม่ใช่หวังอี้ป๋อจะไม่รู้ว่าที่ตัวเองเป็นอยู่คืออะไร หลายคนคิดว่าเพราะความสนใจที่เขามีให้คนพี่...คนที่แตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิดแรงดึงดูดนั้นขึ้นมา หวังอี้ป๋อก็เคยคิดว่าเป็นอย่างนั้น

 

แต่ยิ่งได้ใกล้กัน ยิ่งได้สัมผัส...

มันก็มากกว่าความสนใจ มากกว่าความอยากรู้...

 

หวังอี้ป๋อเข้าใจตัวเองดีมาตลอด แม้อายุยังน้อยแต่ด้วยนิสัยของเขา ทำให้เขารู้จักตัวเองดี เข้าใจตัวเองดีว่าคิดยังไง ทำยังไง ต้องการอะไร...และตอนนี้ก็เช่นกัน

 

เขารู้...

ว่าตัวเอง...

กำลัง...

 

ตกหลุมรัก

 

“จริงด้วย...อันนี้ให้นายนะอี้ป๋อ” รอยยิ้มกว้างสดใส และดวงตาคู่สวยที่เปล่งประกายนั้นเมียงมองมา พร้อมมือขาวที่ยื่นถุงของขวัญใส่ต้นไม้มาให้ หวังอี้ป๋อหลุบตาลงมอง ในใจสั่นไหวไม่หยุด เสียงบางอย่างเต้นดังขึ้นเรื่อยๆ

“ขอบคุณที่วันนี้พามาที่ดีๆ แล้วก็ซื้อของให้ด้วย...อาซาเลียฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร แต่เห็นเรียกกันอีกอย่างว่ากุหลาบพันปี ก็เหมือนหลานจ้านที่รอคอยเว่ยอิงมาตั้งสิบหกปี ฉันเองก็อยากให้ความรักของพวกเขายืนยาวนับพันปีเหมือนกัน...”

 

อาซาเลีย...มีความหมายแตกต่างกันแล้วแต่คนมอง แล้วแต่สถานที่

และบางที่ สำหรับบางคน...มันก็หมายถึง

 

จุดเริ่มต้นของความรักได้เช่นเดียวกัน

 

“ขอบคุณครับ...จ้านเกอ” มิน่าถึงได้ถือต้นนี้แยกออกมาแล้วถืออย่างถนอมขนาดนั้น ไม่รวมกับของคนอื่นหรือส่งไปที่บ้าน

 

ก็เพื่อ...มอบให้เขา

ก็เป็นเสียแบบนี้...แล้วจะไม่ทำให้หัวใจ...เปลี่ยนจังหวะไปเพราะคนคนนี้ได้ยังไงกัน

 

“ถือดีๆ รักษาดีๆ ดูแลดีๆ นะอี้ป๋อ ถ้ามันตายฉันจะตีนาย จะไม่คุยกับนายด้วย” คำขู่ที่...น่ากลัว น่ากลัวมากจนหวังอี้ป๋อต้องหัวเราะออกมาเบาๆ มือใหญ่ถือถุงต้นอาซาเลียอย่างถนอมเช่นเดียวกับที่เซียวจ้านถือไว้ ก่อนจะยักคิ้วข้างหนึ่งให้คนพี่

“จ้านเกอไม่คุย ผมคุยกับจ้านเกอเองก็ได้”

“นี่คือตั้งใจจะให้ต้นไม้ฉันตายตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะสิ? หน็อย! นายจะเริ่มอีกแล้วใช่ไหมเหล่าหวัง” เซียวจ้านรู้สึกหมั่นไส้คนหน้าหล่อที่ยักคิ้วหลิ่วตาใส่เขา จนอดไม่ได้ต้องฟาดไหล่ไปสองที คราวนี้เขาไม่ถืออะไรเลยรัวสองมือไปเลย สวนหวังอี้ป๋อก็ได้แต่ปัดป้องละตีกลับบ้าง ก่อนจะจูงมือคนพี่ไปขึ้นรถ จัดการเอาหมวกสวมให้เรียบร้อยแล้วก็ใส่ตัวล็อคให้เสร็จสรรพ

“ไปกันครับจ้านเกอ เดี๋ยวผมให้ตีต่อนะ เลิกหน้ายุ่งได้แล้วครับ”

“ใครหน้ายุ่ง นายอย่ามาพูดเลยเจ้าตัวแสบ ฉันตีนายก็ตีกลับ” เซียวจ้านเดินไปนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์หวังอี้ป๋อ ตอนแรกก็เอามือวางบนไหล่คนขับ แต่คิดอีกที...เขาต้องถูกแกล้งแน่ๆ งั้น...

คนน้องที่ขับรถหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มกว้างภายใต้หมวกกันน็อคนั้นไม่มีใครแลเห็น...เพราะเสือยิ้มยากแซ่หวังบางคนยิ้มทั้งปาก ยิ้มทั้งตา สาเหตุก็แค่เพียงเพราะ...

 

มือขาวๆ นั่นยื่นมาโอบเอวของหวังอี้ป๋อไว้แน่น...

 

“ถ้านายขับเร็วแกล้งฉันอีก คราวนี้ฉันจะกัดนาย!” เสียงขู่ฟอดๆ ดังตามมา ทำให้หวังอี้ป๋อหัวเราะ ก่อนจะค่อยๆ ขับรถออกไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว เพราะเขากลัวถูกคนพี่กัดเอาจริงๆ นะ

 

“นั่นมัน...” ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทอย่างดีกอดอกหรี่ตาเมื่อเห็นรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่แล่นออกไป คนขับเป็นใครเขาไม่รู้...แต่คนซ้อนท้ายนั่นมัน

“เซียวจ้าน”

ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันที...มีคนบอกเขาว่าเซียวจ้านไม่ว่าง ช่วงนี้ยุ่งมาก ไม่มีเวลาปลีกตัวไปทำอะไรเลยเพราะต้องทุ่มเทกับงานและซีรีย์

แต่ที่เห็น...ก็ไม่ใช่อย่างที่ได้ยินมา

อีกอย่างท่าทางที่เห็นนั่นก็...

กึก!

เขากำมือตัวเองแน่น ก่อนจะเดินขึ้นรถหรูที่จอดอยู่ข้างๆ มือใหญ่ปิดประตูรถอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ทำให้คนขับรถสะดุ้ง

ฉันก็อยากรู้เหมือนกันเซียวจ้าน...ว่านายจะทำยังไงต่อไป

เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่นายก็ต้องกลับมา...


.............................


ป๋อตี้...จ้านเกอของนายเสน่ห์แรงนะ ใครๆ ก็เอ็นดู ตัวตะเล็กๆ น่ารักๆ 

จ้านเกอคะ แฟนเด็กของเกอก็น่าเอ็นดูมากเลยนะคะ เจ้าตี๋ซนๆ 

น่ารักทั้งคู่เลยค่ะ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #18 นิมิตรัตติกาล (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 08:58

    น่ารักมาก~~มาอัพเร้วน่าาhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-big-04.png

    #18
    0
  2. #15 pk2087 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 23:31

    น้องป๋อน่ารัก รักพี่เค้ามากสินะตามใจเก่ง
    #15
    0
  3. #14 benz_Jenjira26 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 21:47

    ดูอบอุ่นจัง ทั้งพี่ทั้งน้องเลย
    #14
    0