Heart Beat #ป๋อจ้าน #อี้จ้าน #หวังเซียว ( Yaoi )

ตอนที่ 7 : MHz...VII.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 617
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    12 ม.ค. 63

VII.

 

กฎง่ายๆ ของการตกหลุมรัก

เมื่อเราเป็นฝ่ายรู้สึกตัวก่อน...

มักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ

ยิ่งคนนั้นที่เราเผลอตกหลุมรักไป...ช่างไม่รู้ตัวเอาเสียเลย...

.

.

 

 

“เอารถฉันไปแล้วกันนะอี้ป๋อ...แต่นายขับนะ” เซียวจ้านเอาขนมกับพวกผลไม้ที่ทำเตรียมไว้ใส่ถุง พร้อมทั้งช่วยหวังอี้ป๋อเอาต้นไม้ที่พวกเขาไปซื้อมาด้วยกันเมื่อวานใส่ไว้ท้ายรถ บางส่วนเซียวจ้านก็ถือไว้เองเพราะวางไว้ท้ายรถไม่พอ “แล้วผู้จัดการของนายจะเอาพวกกระเป๋ามาให้ที่บ้านฉันเลย หรือว่าไปให้ที่กองถ่าย”

“เดี๋ยวผมขับเองครับ...เรารอกันที่นี่แหละ จ้านเกอพัดลมพกติดตัวไปแล้วนะ” หวังอี้ป๋อรู้ดีว่าเซียวจ้านเป็นประเภทที่ขี้ร้อนมาก ต่อให้ทีมงานเตรียมพัดลมพกไปให้คนบางคนก็ยังรู้สึกว่ามันร้อนมากอยู่ดี ต้องพกไปเองดีที่สุด

“เรียบร้อย เผื่อนายด้วยนะ” เซียวจ้านยักคิ้ว ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เมื่อหวังอี้ป๋อยื่นมือมาตีเขาอีกแล้ว จากนั้นก็ต้องถูกคนน้องใช้แรงที่มากกว่าผลักจับจูงไปนั่งในรถส่วนตัวเองก็ยืนรอผู้จัดการที่เอาพวกเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวมาให้ ที่จริงเซียวจ้านก็บอกแล้วว่าเอาของเขาไปก่อนก็ได้ เขาไม่ถือ ไหนๆ พวกเขาสองคนก็ค่อนข้างสนิทสนมกันมากแล้ว หรือไม่ก็แวะซื้อก่อน แต่คุณชายหวังอี้ป๋อเขาได้แต่ทำหน้าบึ้งแสนงอน แล้วอ้างเหตุผลว่าไหนๆ ก็ต้องให้พี่ผู้จัดการมาเอาต้นไม้ที่เซียวจ้านซื้อแล้วนี่

หวังอี้ป๋อยืนพิงรถของเซียวจ้าน กอดอกแล้วเคาะนิ้วกับแขนตัวเอง นอกจากเรื่องของใช้ส่วนตัวแล้ว เขายังมีเรื่องอยากคุยกับผู้จัดการของตัวเองอีกด้วย เขาก้มมองมือถือตัวเองที่มีข้อความวีแชทเข้าไม่หยุด คนส่งมาก็เป็นคนหน้าใสในรถที่โบกไม้โบกมือพร้อมกับแย้มยิ้มกว้างสดใสมาให้

 

จริงๆ เลย...ทำไมซนได้น่ารักขนาดนี้นะ

ถึงได้สงสัยไงล่ะว่า...พวกเขาอายุห่างกันหกปีจริงไหมน่ะ

 

หวังอี้ป๋อยักคิ้ว ก่อนจะหันกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงรถ พี่ผู้จัดการประจำวงเปิดประตูรถออกมาด้วยใบหน้ากังวล เจ้าตัวทักทายหวังอี้ป๋อสั้นๆ “หวังกงจื่อ...นาย... นาย! ช่างมันเถอะ!” คุณผู้จัดการรู้สึกกังวลตั้งแต่เลิกกองแล้วศิลปินในการดูแลตัวดีอกว่าจะมานอนพักบ้านเซียวจ้านแล้วล่ะ แล้วเมื่อคืนยังส่งคำถามน่ากลัว น่ากังวลมาอีก เล่นเอาเขานอนไม่หลับมาทั้งคืนเลย! ส่วนหวังกงจื่อตัวดีน่ะเหรอ...

 

มายิ้มให้กันทำไม! ปกติยิ้มยากจะตาย...อย่ามาทำเป็นเด็กดีต่อหน้าเซียวจ้านเสียให้ยากเลย

เขากลัว!

 

“จ้านจ้าน ขอบคุณนะที่ดูแลอี้ป๋อของพวกเราให้อย่างดี ฉันเกรงใจมากจริงๆ ไม่รู้ว่าอี้ป๋อไปรบกวนอะไรจ้านจ้านบ้างหรือเปล่า?” ผู้จัดการของหวังอี้ป๋อทำสีหน้าลำบากใจทันทีเมื่อเห็นคนหน้าใสเขาเปิดประตูรถออกมาทักทาย เซียวจ้านหัวเราะเบาๆ เมื่อคนน้องทำหน้ายุ่งแล้วหันมามองเขาเหมือนฟ้อง

“ไม่นะครับ อี้ป๋อเป็นเด็กดีมากไม่เคยทำความเดือดร้อนอะไรให้ผมเลย”

ผู้จัดการทำสีหน้าอยากร้องไห้ขึ้นมาอีกแล้ว เด็กดี...เด็กดีที่ไหนกัน ฟิลเตอร์ของเซียวจ้านหนาเกินไปหรือว่าหวังกงจื่อของพวกเรามีความสองมารตฐานที่สูงเกินไปกันแน่นะ

“จริงด้วยครับ อันนี้น้องพาผมไปซื้อพวกต้นไม้มา ผมเลยเอามาฝากพวกพี่กับคนในวงของอี้ป๋อด้วย ผมเลือกแต่ว่าอี้ป๋อเขาเป็นคนจ่ายนะครับ น้องก็ก็คิดถึงและเป็นห่วงทุกคน” คนพี่เองก็นำเสนอความเป็นเด็กดีของคนน้องเต็มที่ แต่คนฟังอย่างคุณผู้จัดการเริ่มน้ำตาซึมแล้ว

 

เซียวจ้าน! นายกำลังถูกหวังกงจื่อของพวกเราหลอกหลวงแล้วรู้หรือเปล่า! เจ้าพยัคฆ์ร้ายยิ้มยากนี่น่ะเหรอคิดถึงพวกเขา...ไม่มีทาง!

 

“ทำไมผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องเล็กของวงเราจะเป็นเด็กดีขนาดนั้น” น้ำเสียงทุ้มน่าฟังของร่างที่เพิ่งออกมาจากรถเอ่ยขึ้น ทำให้เซียวจ้านหันไปมองส่วนหวังอี้ป๋อก็เปลี่ยนสีหน้าทันควัน เด็กดีของเซียวจ้านทำตาคม และหน้าบึ้งขึ้นมาทันทีทันใด ส่วนคนทักนั้นก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดีไม่สนใจสีหน้าเจ้าน้องเล็กของวง เดินไปทักทายเซียวจ้านอย่างมีมารยาท

“สวัสดีครับเซียวจ้านเกอ ได้ยินชื่อพี่มานานแต่ว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่เราเพิ่งได้เจอกัน ผมหลี่เหวินฮั่นเป็นหนึ่งในสมาชิกวงเดียวกับอี้ป๋อเขา ช่วงนี้น้องเล็กเรามารบกวนเซียวจ้านเกอบ่อยๆ ผมเลยติดรถพี่ผู้จัดการมาขอบคุณพี่ด้วยตัวเองสักครั้ง ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” หลี่เหวินฮั่นแนะนำตัวอย่างสุภาพ แย้มรอยยิ้มน่ามอง ออร่าวิ้งวับเปล่งประกาย ส่วนเซียวจ้านนั้นนอกจากจะเบิกตากว้างแล้วก็ยื่นมือไปจับมือรุ่นน้องแล้วเขย่าเบาๆ

นี่มันหลี่เหวินฮั่นเลยนะ หนึ่งในคนหนุ่มไฟแรงความสามารถเยอะและมีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง ที่สำคัญยังร้องเพลงเพราะด้วย

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะหลี่เหวินฮั่น” แต่เซียวจ้านยิ้มกว้างทักทายคนาอยุน้อยกว่าได้ไม่ทันไรก็ถูกหวังอี้ป๋อคว้าไหล่และดึงออกมาอย่างเนียนๆ เลิกคิ้วถามคนน้องก็ทำหน้ามึนไม่รู้ไม่ชี้แล้วบอกว่าตรงนั้นแดดส่องเดี๋ยวจ้านเกอจะร้อนเอาได้ แล้วก็เอาตัวมาบังหน้าเซียวจ้านอย่างเนียนๆ ส่งสายตาไม่เป็นมิตรใส่พี่ชายในวง

หลี่หวินฮั่นหัวเราะในลำคอ ยักไหล่ขำๆ ดูเหมือนเจ้าน้องเล็กจะเป็นหนักจริงเหมือนทีพี่ผู้จัดการว่าเสียแล้ว เปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วชะมัด ปกติอยู่กับคนอื่นในวงเคยยิ้มเคยทำตัวเป็นเด็กแบบนี้เสียเมื่อไหร่ล่ะหวังกงจื่อน่ะ นี่ดีนะทีคนอื่นๆ ติดงานกันไม่อย่างนั้นวันนี้คงแห่กันมาดูทั้งวงแน่ๆ

“ผมชื่นชมเซียวจ้านเกอมานานแล้ว พี่ร้องเพลงเพราะมากครับ งานแสดงก็ดีมาก” ที่สำคัญเป็นคนที่มองแล้วทำให้รู้สึกว่า...โลกใบนี้ช่างสดใส

“พี่มีเวลามาดู มาฟังจ้านเกอของผมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...มาทำไมครับ?” หวังอี้ป๋อหน้ายุ่งทันที ปกติคนในวงก็ยุ่งจะตายไป แต่ละคนแยกกันทำงาน ยิ่งพี่เหวินฮั่นนี่ยิ่งยุ่ง มาบอกว่าฟังเพลงจ้านเกอของเขา ดูผลงานจ้านเกอของเขา เหอะ! เชื่อไม่ได้เอาเสียเลย

“นี่ไม่ต้อนรับกันเหรออี้ป๋อ” หลี่เหวินฮั่นกลั้นหัวเราะจนตัวสั่นแล้ว เขากระแอมไปแค่กๆ ตบไหล่เจ้าน้องเล็กของวงเบาๆ เป็นเชิงบอกว่านายเป็นหนักจริงๆ เมื่อคืนผู้จัดการตะโกนเสียลั่นหอเพราะได้รับข้อความจากหวังกงจื่อ ดังนั้นวันนี้ไหนๆ เขาก็มีงานตอนเย็นดังนั้นเลยอยากมาดูหน้าคนที่ทำให้น้องเล็กของวงอาการหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นสักหน่อย

สำหรับเซียวจ้าน พวกเขาได้ยินชื่อนี้มานานแล้ว ผู้ใหญ่ในวงการทั้งหลายต่างชื่นชมและบอกว่าเป็นเด็กดีที่ขยัน มีความพยายาม มีความสามารถ รู้จักวางตัว มีความเป็นผู้ใหญ่ช่างใส่ใจ แต่ทุกคนก็จะพร้อมใจกันบอกว่าเพชรเม็ดงามนี้อยู่ผิดที่ผิดทางไปเสียหน่อย ทำให้ไม่สามารถเปลงประกายได้เท่าที่ควร หลี่เหวินฮั่นเคยฟังคนอายุมากกว่าร้องเพลงจริงๆ ในฐานะที่มีตำแหน่งร้องเหมือนกันเขาชอบเสียงของเซียวจ้านมาก ซ้ำฝีมือด้ายการแสดง การแสดงออกทางอารมณ์และสีหน้าก็เรียกได้ได้ว่าเอาอยู่ทุกบท

ยิ่งพอมาเห็นตัวจริงวันนี้ก็คิดว่าเกินกว่าคำร่ำลือมากจริงๆ...หน้าใสจนบอกว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกันหลี่เหวินฮั่นก็เชื่อ ซ้ำนิสัยใจคอที่ดูก็รู้ว่าเป็นคนอ่อนโยนมาก มีความเป็นผู้ใหญ่มาก...และท่าทาง

 

ฟิลเตอร์ในใจของเซียวจ้านเกอที่มีต่อหวังอี้ป๋อน่าจะ...หนามาก

 

เป็นสมาชิกวงเดียวกันมานานหลายปีทำไมหลี่เหวินฮั่นไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องเล็กของวงพวกเขาน่ะ...เป็นเด็กดี

“มาหานายน่ะสิ ทำไม? ไม่คิดถึงพี่ชายแสนดีอย่างฉัน หรือว่าพี่ๆ คนอื่นๆ เหรอ?”

“ไม่ครับ” หวังอี้ป๋อตอบรวดเร็วทันควัน ทำให้เซียวจ้านหันไปมองทันที มือเรียวๆ ฟาดคนน้องเบาๆ คล้ายกับบอกว่าให้พูดดีๆ หน่อย

“อี้ป๋อ...พี่เขาเสียใจนะที่นายพูดแบบนั้นน่ะ ไม่ตีสิ นี่ฉันกำลังพูดจริงจังอยู่นะ” คนพี่ต้องรีบเอียงหลบมือของคนน้องที่ฟาดกลับมา พี่ผู้จัดการเห็นเซียวจ้านถูกรังแกก็รีบก้าวมาขวางแล้วมองหวังอี้ป๋อตาขวางทันที “อ่า...เราแค่แหย่เล่นกันปกติน่ะครับ อี้ป๋อเขาไม่ได้ตั้งใจทำผมแรงๆ หรอก” เซียวจ้านรีบแก้ตัวแทนเมื่อเห็นท่าว่าคนน้องกำลังจะถูกดุ

ผู้จัดการยกมือกุมขมับ ก่อนจะยื่นกระเป๋าที่มีพวกของใช้ส่วนตัวกับพวกเสื้อผ้าให้หวังอี้ป๋อ หวังกงจื่อเป็นพวกรักความสะอาดเสื้อผ้าของใช้ก็ไม่ใช้ร่วมกับใคร แต่กลับใช้ของเซียวจ้านได้แบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ดูความหลายมาตรฐานนี่สิ

“ต้นไม้พวกนี้เซียวจ้านเกอเลือกเองเลยเหรอครับ?” หลี่เหวินฮั่นมองต้นไม้ต้นในถุงที่ยังคงมีความชื้นอยู่ แสดงว่าได้รับการดูแลอย่างดี และทุกต้นก็มีความหมายด้วยแสดงว่าคนเลือกต้องใส่ใจมากแน่ๆ

“ใช่แล้ว มีเผื่อพวกนายทุกคนกับพี่ผู้จัดการด้วยนะครับ ขอบคุณที่ทุกคนช่วยดูแลอี้ป๋อเขามาตลอด” หวังอี้ป๋อเอียงหน้ามองคนตัวขาวข้างๆ ยิ้ม คำพูดนี้พูดใหเขาฟังก็ว่าชอบแล้ว ยิ่งพูดต่อหน้าคนอื่นก็ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก

 

เพราะมันเหมือน...พวกเขามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมากกว่าคนรู้จักธรรมดา

 

“จ้านเกอไปนั่งในรถก่อนไหมครับ ข้างนอกร้อนนะ เหงื่อไหลแล้ว” มือคนน้องเลื่อนมาแตะข้างแก้มเซียวจ้านเบาๆ สัมผัสบางเบาแต่กลับทำให้ใบหน้าขาวร้อนวาบ อ้าปากเหวอ แล้วก็ถลึงตาใส่คนน้อง ก่อนจะค้อมศีรษะให้ผู้จัดการแล้วเดินเข้าไปในรถเปิดแอร์เย็นฉ่ำเพื่อคลายความร้อนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเอง แต่รู้ว่าแก้มมันร้อน...ร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิดออกมาได้

 

ยามที่มือนั้นแตะลงมา...แม้แผ่วเบา

แต่ทำให้จังหวะของหัวใจ...เต้นเร็วขึ้นจนกลัวหวังอี้ป๋อจะได้ยิน

 

นี่เขาถูกหวังอี้ป๋อทำอะไรกันแน่นะ!

 

................................

 

“มองแล้วก็ยิ้มให้พี่เขา แต่ทำไมกับฉันนี่ถลึงตาใส่ล่ะหวังกงจื่อ?” หลี่เหวินฮั่นถามเจ้าน้องเล็กยิ้มๆ

“พี่มาทำสนิทกับจ้านเกอทำไมล่ะครับ...ขอบคุณที่มาแล้วก็เอาของมาให้ผม” แม้จะหมั่นไส้พี่ชายในวง แต่หวังอี้ป๋อก็เป็นน้องเล็กที่ทุกคนเอ็นดูเสมอ

“หวังกงจื่อ! นายส่งอะไรมาให้ฉัน! ข้อความนั้นของนายคือ...” ผู้จัดการกังวลจนนอนไม่หลับ แต่พอหน้าคนต้นเรื่องอีกฝ่ายกลับหน้านิ่งหน้ามึนเหมือนไม่ได้ทำอะไรผิด เขาจะบ่นก็หันไปเห็นหน้าเซียวจ้านที่มองหวังอี้ป๋ออย่างเป็นห่วงก็กลืนคำบ่นลงคอ ได้แต่อบรมสั่งสอนด้วยใบหน้าที่พยายามทำให้อ่อนโยนที่สุด

 

ฮือออ! ก็ไม่อยากทำให้ใบหน้าของเซียวจ้านเป็นกังวลนี่นา

เขารู้สึกเป็นบาปถ้าทำ!

 

“ก็อย่างที่ผมบอกพี่” หวังอี้ป๋อตอบง่ายๆ เปิดข้อความมือถืออ่านเพราะดูเหมือนจะมีคนบางคนกังวลที่เขาหน้านิ่งเกินไป...จ้านเกอนี่ก็น้าา หวังอี้ป๋อน่ะหน้านิ่งเป็นปกติอยู่แล้ว แต่พออยู่กับคนพี่...เขาก็ต้องยิ้มออกมาเสียทุกทีเลย

“นาย! นายบอกว่า...กำลังคิดว่าตัวเอง ชอบ ใครบางคน...ใครบางคนของนายใช่คนที่อยู่ในรถตอนนี้หรือเปล่าหือ!

“ก็มีแค่คนเดียวนี่ครับ คนเราจะชอบใครได้หลายๆ คนด้วยเหรอ?” หวังอี้ป๋อตอบนิ่งๆ ท่าทางคูลๆ ที่ทำให้ทั้งผู้จัดการทั้งพี่ชายหลี่เหวินฮั่นถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

อย่ามาคูลตอนนี้ได้ไหมเนี่ย!

 

“นาย...นายชอบพี่เขา! แล้ว...ให้ตายเหอะ!” ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยและปวดหัว “หวังอี้ป๋อ! พี่เขาชอบนายด้วยหรือเปล่า อย่าลืมว่านายเป็นศิลปินเซียวจ้านเองก็เป็นศิลปิน พวกนายสองคนมีความฝัน...แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นด้วยๆ”

“ผมรู้” หวังอี้ป๋อพยักหน้า ดวงตาคมจริงจังหนักแน่น “แรกเริ่มมันก็แค่ความสนใจ แต่พอได้อยู่ใกล้ ได้สัมผัสตัวตนของจ้านเกอผมก็รู้สึกว่า...มันไม่ใช่แค่นั้น ผมหวงรอยยิ้ม ผมอยากให้ความห่วงใยที่จ้านเกอมีให้ทุกคนเป็นของผมคนเดียว ผมชอบมองเขายิ้มชอบมองเขาหัวเราะ แค่เขาขมวดคิ้วผมก็ไม่สบายใจ ผมไม่อยากให้จ้านเกอกังวล ยิ่งได้มองหน้าใกล้ๆ ผมก็รู้สึกห้ามใจตัวเองไม่ได้...อยากสัมผัส อยากครอบครอง...” หวังอี้ป๋อหลับตาลงช้าๆ ภาพรอยยิ้มของคนพี่ก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดทันที

 

คนเพียงคนเดียวที่ทำให้เป็นขนาดนี้...

 

ผู้จัดการถอนหายใจเฮือกมองหน้าหลี่เหวินฮั่นแล้วก็พร้อมใจกันถอนหายใจเฮือกอีกรอบ...ท่าทางอย่างนี้ อาการอย่างนี้ บ่งบอกให้รู้เลยว่าทุกคำพูด ทุกการกระทำ...หวังอี้ป๋อคิด ไตร่ตรองและตัดสินใจมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แม้จะอายุน้อยที่สุดแต่หวังอี้ป๋อก็เป็นผู้ใหญ่ไม่แพ้พี่ๆ ในวงหรอก

“เฮ้อ! อีกฝ่ายเป็นเซียวจ้านเขานะหวังกงจื่อถ้าเป็นคนอื่นฉันอาจจะคิดว่าเขาหานายเพราะอาจหวังผลประโยชน์ แต่นี่เซียวจ้านคนนั้น จ้านจ้านที่แสนดีมาก...ฉันเลยคิดว่านายนั่นแหละที่เป็นตัวร้าย!

“ฉันเห็นด้วยกับพี่ผู้จัดการทุกอย่างเลยอี้ป๋อ...นายมันตัวร้ายจริงๆ ถ้าพี่อี้ชวนรู้ นายมีหวังถูกตีแน่ ทุกคนจะตีนาย” หลี่เหวินฮั่นก็กังวลเหมือนทุกคนนั่นแหละ แต่วันนี้พอมาเจอตัวจริงเซียวจ้านแล้วเขารู้สึกว่า...น้องเล็กของพวกเขานี่มัน...ตัวร้ายจริงๆ เลย

หวังอี้ป๋อได้แต่มองฟ้า...ขนาดเขาจีบจ้านเกอไม่ติดทุกคนยังเข้าข้างกันเสียขนาดนี้แล้ว ไม่อยากนึกเลยว่าอนาคตข้างหน้าคงมีคนหัวเน่าแน่ๆ...

“จ้านเกอความรู้สึกช้า ซื่อบื้อ” หวังอี้ป๋อบ่นงึมงำ เมื่อรู้และแน่ใจความรู้สึกของตัวเองเขาก็ลองรุกแบบเนียนๆ ทั้งแตะ ทั้งสัมผัส แต่คนพี่น่ะก็คิดว่าเขาดื้อและเอาแต่ใจเฉยๆ ดีนะที่เห็นแก้มแดง หูแดง กับคนพี่เขินเป็นน่ะ ไม่อย่างนั้นหวังอี้ป๋อจะต้องเครียดมากกว่านี้แน่ๆ

 

ถึงว่าทำไมหลานวั่งจีได้เป็นขนาดนั้น...กับคนซื่อบื้อบางคนก็ทำให้ความรู้สึกมันสะสมได้เหมือนกันสินะ

จ้านเกอรับบทเว่ยอิงก็ไม่ต้องซื่อบื้อและรู้สึกช้าเหมือนเว่ยอิงก็ได้...หวังอี้ป๋อสงสารหลานวั่งจี สงสารตัวเองด้วย

 

“ไปว่าพี่เขา” หลี่เหวินฮั่นตีเจ้าน้องเล็ก แต่พอหันไปมองเซียวจ้านที่เบิกตาขึ้นก็รีบโอบไหล่หวังอี้ป๋อแล้วยิ้มหวานให้พี่ชายหน้าใสว่าไม่มีอะไร “จ้านเกอของนายนี่...น่ารักนะ”

ตาโตๆ เวลายิ้มเห็นฟันกระต่าย มีแก้ม มีลักยิ้มหน่อยๆ ตาใสแล้วก็บรรยากาศรอบตัวอ่อนโยนมาก ขนาดแค่เพิ่งเจอกันครั้งแรกหลี่เหวินฮันยังรู้สึกว่าน่ารักจริงๆ แถมคนที่เขาชมยังอายุมากกว่าเขาด้วย

“เหวินเกอ!” หวังอี้ป๋อหน้าดุใส่พี่ชาย ตาคมกริบสุดๆ ถ้าเป็นดาบหลี่เหวินฮั่นก็คิดว่าตัวเองคงโดนบาดสาหัสไปแล้ว

“แตะไม่ได้เลยนะ”

“ไม่ได้ครับ!

“ขนาดจีบไม่ติดนายยังเป็นหนักขนาดนี้แล้วถ้าจีบติดขึ้นนายจะเกินเยียวยาขนาดไหนเนี่ย” หลี่เหวินฮั่นส่ายหน้าเบาๆ

“พี่ไม่อยากรู้หรอก เพราะพี่ไม่มีจ้านเกอเป็นของตัวเอง” หวังอี้ป๋อยักคิ้วอย่างผู้เหนือกว่าทำให้ทั้งผู้จัดการและพี่ชายแซ่หลี่ถึงขั้นกลอกตาและถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

เป็นหนักแล้วจริงๆ

 

“เฮ้อ! เรื่องนั้นค่อยว่ากันเถอะ ที่นายอยากรู้เรื่องภายในของบริษัทต้นสังกัดของเซียวจ้านฉันไปถามมาให้แล้วนะ...ดูเหมือนว่าจ้านจ้านเขามีปัญหากับประธานค่าย แต่ถ้าให้เจาะลึกลงไปอีกก็คง...ลูกชายของประธานค่าย”

หวังอี้ป๋อหรี่ตาลง บรรยากาศรอบตัวค่อนข้างเย็นชาและกดดัน ไม่เหมือนเวลาที่เขาอยู่กับเซียวจ้านแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่มีบนใบหน้าก็หายไปหมดด้วย

“เขาอายุมากกว่าเซียวจ้านสองสามปีได้ ก็ไม่รู้รายละเอียดมากเท่าไหร่ แต่ว่าฉันลองเลียบเลียงเคียงถามคนข้างในมาดู...เหมือนว่าลูกชายประธานค่ายคนนั้นน่ะจะ เอ่อ...” ผู้จัดการลังเลว่าควรพูดดีไหม เพราะแค่นี้หวังกงจื่อของพวกเขาก็ตาดุจนน่ากลัวแล้ว ถ้าพูดอีก...มีหวัง...องค์ท่านประทับร่างแน่ๆ

หวังอี้ป๋อกำหมัดแน่น ใบหน้านิ่งสนิท แต่ดวงตากลับคมกริบขึ้นมา ความไม่สบอารมณ์และความหงุดหงิดสะท้อนอยู่เต็ม เขาพอจะรู้และเข้าใจแล้ว...

“คนคนนั้น...ชอบจ้านเกอสินะครับ”

 

ชอบเหมือนที่เขาชอบ...

วาดหวังครอบครอง...และอยากจับจองเป็นเจ้าของ

 

..........................

 

เซียวจ้านมองเสี้ยวหน้าของคนที่ขับรถอย่างรวดเร็ว แซงซ้าย แซงขาวแต่ก็ไม่ผิดกฎหมายจราจร หวังอี้ป๋อเร่งความเร็วและผ่อนความเร็วตามที่กฎหมายกหนด แต่ก็ยังน่าหวาดเสียวอยู่ดี คนพี่ก็อยากถามนะว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรหรือเปล่า ตั้งแต่ผู้จัดการกับหลี่เหวินฮั่นกลับไปน่ะเกิดอะไรขึ้น เพราะหวังอี้ป๋อหน้านิ่ง เย็นชา แถมบรรยากาศรอบตัวยังน่าอึดอัดอีก แต่พอเห็นหน้านิ่งๆ ดุๆ ยิ่งกว่าพี่รองหลานเวลาโกรธแล้วเซียวจ้านว่าเขาไม่ถามดีกว่า

บรรยากาศของทั้งสองคนในรถจึงเต็มไปด้วยความเงียบ หวังอี้ป๋อขับรถเร่งความเร็วมาจนถึงกองถ่าย เขาจอดรถเรียบร้อย กำลังจะปลดเบลล์มือขาวๆ ของคนข้างๆ ก็หยุดมือของเขาไว้เสียก่อน พอหันไปมองก็เห็นคนพี่หน้ายุ่ง ปากเบ้ไปมา แล้วก็ถลึงตาใส่หวังอี้ป๋อไปหนึ่งยก ทำเอาคนที่หงุดหงิดมาตลอดทางได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วก็อมยิ้มบาง

 

จ้านเกอนี่นะ...เป็นคนสลายความหงุดหงิดของเขาได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรเลยจริงๆ

แค่เห็นสีหน้า แค่เห็นแววตา...หวังอี้ป๋อก็อยากยิ้มออกมาแล้ว

 

“มาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลยหวังเหล่าซือ นายหงุดหงิดอะไรกันแน่หืม? ขับรถเร็วจนฉันกลัวแล้ว ใครทำอะไรนาย พี่ผู้จัดการกับหลี่เหวินฮั่นดุนายเหรอ?” เซียวจ้านถามรัวๆ แต่สีหน้ากังวลและสะท้อนความเป็นห่วงออกมาจนหวังอี้ป๋อได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจ

เขากล้าทำให้จ้านเกอเป็นกังวลได้ยังไงกันนะ...หงุดหงิดไม่พอใจลูกชายประธานค่ายต้นสังกัดของจ้านเกอก็ไม่ควรแสดงออกมา...ปกติหวังอี้ป๋อเป็นคนเก็บอารมณ์ เก็บความรู้สึกได้เก่ง

 

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมีข้อยกเว้นเสมอ...โดยเฉพาะกับคนที่เรารู้สึกดีด้วย

 

“ไม่มีอะไรครับ ไม่มีใครทำผมจริงๆ นะ” หวังอี้ป๋อบอก ยิ้มให้เซียวจ้าน แต่คนพี่ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ พอเห็นหวังอี้ป๋อยักคิ้วจึกๆ ก็เลยยื่นมือไปฟาดอกคนน้องเบาๆ ค่าความเครียดของเขา “ไม่เชื่อเหรอครับ” หวังอี้ป๋อยื่นหน้าเข้าไปใกล้โดยไม่ทันตั้งตัวทำให้เซียวจ้านเอนตัวไปพิงกับเบาะ แขนของคนน้องเอื้อมมาพาดไว้ข้างเบาะ...ราวกับกึ่งโอบกอด กึ่งกักขัง ใบหน้าหล่อเหลาของคนน้องยื่นมาใกล้มาก...

 

มาก...จนสามารถสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าว และได้ยินเสียงลมหายใจของหวังอี้ป๋อชัดเจน

 

“จ้านเกอ...มองตาผมสิ จริงๆ นะ” เสียงทุ้มทอดอ่อน ปลายเสียงคล้ายกับออดอ้อนขึ้นมาทำให้เซียวจ้านที่เสหลบตาคมนั้นต้องเงยหน้ามองอัตโนมัติ แล้วเขาก็รู้เลยว่าตัวเอง

 

พลาดแล้ว...

 

เพราะแค่สบตากับหวังอี้ป๋อ ดวงตาที่เห็นในระยะประชิด...ดวงตาที่สะท้อนภาพของเขานั้นมันก็...

ทำให้หัวใจเต้นดัง และเต้นรัว...แก้มร้อนผ่าว จนไม่อาจสู้สายตาคนน้องได้ ต้องหลุบตาลงต่ำอีกรอบ

 

หวังอี้ป๋อมองแก้มขาวๆ ที่ยามนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด แพขนตาหลุ่มต่ำลงสั่นไหวช้าๆ ริมฝีปากสีสดที่เม้มเน้นนั้นชวนให้รู้สึกอยากประทับริมฝีปากของตัวเองลงไป...กัดย้ำซ้ำๆ ไม่หยุด

 

หวังอี้ป๋อรู้ดี...เขาเป็นเอามากจริงๆ

 

“ถ้า...” เสียงงึมงำเบาๆ ของเซียวจ้านดังขึ้น ทำให้หวังอี้ป๋อเลิกคิ้ว “ถ้านายยังไม่ขยับออกไปอีก คราวนี้ฉันจะตีนายแรงๆ จะกัดนายด้วย!

 

ขู่น่ากลัวชะมัดเลย

 

หวังอี้ป๋อกลั้นหัวเราะในลำคอ จากนั้นก็ค่อยๆ ถอยออกมาช้าๆ แต่คนพี่ก็ยังไม่ยอมลืมตากับเลิกเม้มปาก เพราะรับรู้ได้ว่าดวงตาคมของบางคนยังจับจ้องเขาไม่ไปไหน ยิ่งได้ยินเสียงทุ้มของเจ้าคนที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังหงุดหงิดหน้ายุ่งก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้

“นายมันเหมือนพี่รองหลานจริงๆ หวังอี้ป๋อ! หน้าม่านคุณธรรมหลังม่านร้ายกาจ!” เซียวจ้านว่าทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตา กับเขาที่อ่านนิยายต้นฉบับจนจบแล้วทำไมจะไม่รู้ว่าหลานจ้านคนนั้นน่ะเป็นยังไง นิสัยเหมือนหวังอี้ป๋อจนแทบจะเรียกว่าเป็นพี่น้องกัน! สมแล้วที่ผู้กำกับเลือกหวังอี้ป๋อมา

“หลานจ้านเขาเป็นแบบนั้นกับเว่ยอิงคนเดียวหรอกครับจ้านเกอ...พูดแบบนี้แสดงว่า...”

“คนร้ายกาจ!” เซียวจ้านลืมตาขึ้นแล้วก็ฟาดไหล่หวังอี้ป๋อไปสองข้าง เปิดประตูรถแล้วก็ก้าวยาวๆ เข้าไปในกองทันที เหล่าทีมงานที่จะหยุดทักทายก็มือค้าง อ้าปากเหวอ หาคำพูดทักทายกันไม่ทันเพราะเซียวจ้านเดินเร็วๆ หายไปแล้ว ทุกคนพร้อมใจกันสังเกตแก้มแดงๆ กับหูแดงๆ แล้วหันไปมองคนน้องที่หัวเราะเบาๆ เดินลงมาจากรถ หวังอี้ป๋อเห็นสายตารุมถามและค่อนข้างประณามจากทีมงานแต่ละคนก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ

 

เขากลายเป็นตัวร้ายไปแล้วสินะ

จ้านเกอน่ะเป็นที่รักของทุกคนในกองนี่นา...

 

“อี้ป๋ออ่า นายไปทำอะไรจ้านจ้าน”

“ทำไมพี่เขาวิ่งฉิวไปแบบนั้นล่ะ ไม่ทักทายใครด้วย ปกติจ้านจ้านเขาเฮฮา ทักทายทุกคนนี่นา”

“ยังต้องถามอีกเหรอ หวังเหล่าซือต้องแกล้งอะไรจ้านจ้านแน่ๆ ดูเขาสิ ยิ้มแบบนี้อีกแล้ว”

“ยิ้มร้ายๆ”

“รังแกพี่เขาเหรอหวังอี้ป๋อ?”

อืม...ผู้จัดการ คนในวง ก็มองเขาเป็นตัวร้ายไปแล้ว นี่ทีมงานก็มองเขาเป็นตัวร้ายไปด้วยอีกสินะ...ไว้หวังอี้ป๋อจะไปทวงความยุติธรรมจากเซียวจ้านเองแล้วกัน

“ผมไม่ทำอะไรจ้านเกอของทุกคนหรอกครับ” หวังอี้ป๋อยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักทำให้เหล่าทีมงานแทบอยากจะยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป คิดว่าที่พ่อพยัคฆ์ยิ้มยากเขายิ้มออกมาอวดโฉมวันนี้เพราะใครบางคนแน่ๆ แล้วจะไม่ให้คิดได้ยังไงว่าไม่ได้แกล้งเซียวจ้านน่ะ “จ้านเกอซื้อต้นไม้มาฝากทุกคนด้วย รบกวนพี่ๆ ช่วยผมถือได้ไหมครับ?”

 

เพราะคนซื้อมาคงเขิน...เขินมากจนลืมไปแล้วนั่นแหละ

 

เหล่าทีมงานพยักหน้า ช่วยกันขนถุงกระดาษใส่ต้นไม้เบาะหลังรถออกมา เห็นเยอะแบบนั้นสงสัยเซียวจ้านคงซื้อมาฝากคนทั้งกองแน่ๆ บางทีก็ชอบเลี้ยงน้ำ เอาขนมที่แฟนคลับมาให้แบ่งพวกเขาด้วย

 

เป็นเด็กดีมากๆ เลยล่ะ

 

หวังอี้ป๋อกล่าวขอบคุณทีมงานจากนั้นก็เดินเข้าไปภายในกอง บางส่วนก็กำลังขนย้ายอุปกรณ์ประกอบฉากและพวกเสื้อผ้าขึ้นรถไป เพราะวันนี้พวกเขาจะเริ่มเดินสายไปถ่ายทำนอกสถานที่กันบ้างแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามหาว่าเซียวจ้านอยู่ตรงไหน แค่เดินเข้ามาคนเดียวเหล่าทีมงานก็ชี้บอกทันที

“อรุณสวัสดิ์ครับเฉิงเกอ ปินเกอ” หวังอี้ป๋อทักทายวังจั๋วเฉิงกับอวี้ปินที่นั่งคุยกับเซียวจ้านอยู่ ทั้งสองคนก็หันมายิ้มรับคำทักทาย ก่อนจะพร้อมใจกันหรี่ตามองเมื่อเห็นเซียวจ้านถลึงตาใส่หวังอี้ป๋อ แล้วก็หลบตาคนน้อง ส่วนเจ้าตัวแสบร้ายเงียบน่ะหรือก็หัวเราะหึๆ ในลำคอ มีการยักคิ้วอย่างน่าหมั่นไส้อีก

อาการอย่างนี้...แสดงว่าต้องไปทำอะไรจ้านเกอมาแน่ๆ เห็นเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา และสองมาตรฐานแบบนี้ หวังอี้ป๋อก็เป็นตัวแสบและขี้แกล้งไม่แพ้ใครหรอก

“พี่ว่าเราควรไปฟ้องพี่ไห่ควานไหมครับว่าน้องชายเขากำลังแกล้งจ้านเกอ?”

“ไปสิจั่วเฉิง รับรองนายได้สายตาพิฆาตจากคุณชายรองหลานใส่รัวๆ แน่ๆ” อวี้ปินส่ายหน้าขำๆ

หวังอี้ป๋อมองคนสองคนที่ซุบซิบกันแล้ววางถุงกระดาษที่เขาถือมาไว้บนโต๊ะ “จ้านเกอลืมน่ะครับ”

“อ้าว” เซียวจ้านเบิกตาโตเมื่อรู้ว่าตัวเองลืมหยิบพวกต้นไม้ที่ซื้อมาทุกคนไว้ในรถ เพราะหวังอี้ป๋อคนเดียวเลย! ไม่สิ...จะไปโทษน้องก็ไม่ถูก เพราะเขาเองต่างหาก

 

ที่กลัวตัวเอง...

 

“นายถือมาหมดแล้วเหรอ? เยอะนะ ขอบคุณนะอี้ป๋อ”

“มีพี่ๆ เขาช่วยถือมาครับ” หวังอี้ป๋อมานั่งข้างเซียวจ้าน มองคนที่โกรธใครได้ไม่นานแล้วก็อมยิ้ม เขาส่งขวดน้ำให้เซียวจ้านดื่มก่อนจะหันไปหาอีกสองคนที่เหมือนจะถูกลืมไปแล้ว “จ้านเกอซื้อต้นไม้มาฝากทุกคนครับ”

“อี้ป๋อเขาซื้อน่ะ ฉันแค่เลือก...อันนี้ของปินเกอ อันนี้ของจั่วเฉิงนะ” เซียวจ้านหยิบต้นไม้ในถุงกระดาษมาส่งให้ทั้งสองคน ทั้งอวี้ปินและวังจั๋วเฉิงก็ฉีกยิ้มกว้างมองเซียวจ้านอย่างขอบคุณ รู้สึกดีและอบอุ่นกับความใส่ใจที่คนหน้าใสเขามีให้

 

เซียวจ้านคนดี!

 

“ขอบคุณนะครับจ้านเกอ ขอบคุณนายนะอี้ป๋อ” วังจั๋วเฉิงว่า เขาหันไปหาหวังอี้ป๋อที่นั่งเท้าคางจับจ้องอยู่แต่เซียวจ้านขนาดเขาเอ่ยขอบคุณน้องมันยังหันกลับมามองสามวินาทีแล้วก็กลับไปมองคนพี่แบบเนียนๆ ต่อ

 

ดูทำสิ! เจ้าคนสองมาตรฐาน!

 

“พี่ต้องดูแลดีๆ นะครับอย่าทำต้นไม้ของเราตาย” หวังอี้ป๋อเบนสายตามามองวังจั๋วเฉิงกับอวี้ปิน เพราะเซียวจ้านบอกว่าขอเอาไปใคนอื่นๆ ก่อน ส่วนหวังอี้ป๋อพูดเสร็จก็ตามไปช่วย

“อ้อ” อวี้ปินเลิกคิ้วหัวเราะในลำคอ ส่วนวังจั๋วเฉิงก็เบ้ปาก กลอกตามองบน พ่อหวังอี้ป๋อคนคูลเขาเริ่มอาการหนักขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยแฮะไอ้การบอกว่า ต้นไม้ของเราน่ะ มันประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง!

 

คงมีแต่เซียวจ้านเกอนั่นแหละที่มองว่าเจ้าน้องชายคนนี้เป็นเด็กดี...

 

.........................

 

“วันนี้นายอารมณ์ดีทั้งวันนะ?” หลิวไห่ควานทักเจ้าน้องชายในซีรีย์ที่กำลังนั่งเล่นเกมอยู่ข้างๆ เขา พวกเขากำลังอ่านบทและฝึกต่อบทกันอยู่ เพราะทีมงานคนอื่นๆ ก็ทยอยขนของขึ้นรถ พอจะไปช่วยก็ถูกไล่มาให้ท่องบทจำบทให้ได้ ชนิดที่ว่าไปถึงปุ๊บถ่ายทำปั๊บเลย ส่วนเซียวจ้านก็แยกไปต่อบทกับวังจั๋วเฉิงและเซวียนลู

“ไม่มีอะไรครับ” หวังอี้ป๋อตอบกลับนิ่งๆ แต่ดวงตาเป็นประกายจนหลิวไห่ควานหัวเราะ ไม่ต้องเดาก็คงมาจากพี่ชายหน้าใสบ้านท่าเรือสัตตบงกชแน่ๆ เพราะวันนี้หวังอี้ป๋อถูกทีมงานมองตาขวางหลายคนข้อหาแกล้งจ้านจ้านของทุกคนไปตอนมากอง แถมก็ยังช่วยเซียวจ้านแจกต้นไม้ทุกคนอีก คนน้องก็บอกว่าคนพี่ซื้อมาฝาก ส่วนคนพี่บอกว่าแค่เลือกส่วนคนจ่ายเป็นหวังอี้ป๋อ

 

ทำเหมือนคนเป็นแฟนกันซื้อของมาให้ผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ชัดๆ

 

“ตกลงที่นายทักมาปรึกษาฉันนี่คือมั่นใจแล้ว” หลิวไห่ควานมองหวังอี้ป๋อที่พยักหน้า เขาได้รับข้อความวีแชทชวนเข้าใจยากจากหวังอี้ป๋อ แต่เพราะค่อนข้างสนิทกันในระดับหนึ่งทำให้พอเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการ

 

ก็แค่...คนที่ไม่เคยมีความรัก...กำลังตกหลุมรัก

แค่นั้นเอง

 

“อยากฟังความเห็นจากฉันไหมล่ะ?”

“ถ้าเป็นความเห็นที่น่าฟังผมฟังครับ” หวังอี้ป๋อก็บอกตรงๆ ว่าถ้าความเห็นพี่ไม่น่าฟังเขาก็ไม่ฟังนะ ทำให้หลิวไห่ควานหัวเราะในลำคอ ถ้าเปลี่ยนเขาเป็นจ้านเกอถาม...ไม่มีทางได้คำตอบแบบนี้หรอก

 

ช่างเถอะหลิวไห่ควานทำใจได้...เขาไม่ใช่จ้านเกอนี่

 

“จ้านเกอน่ะ...ความรู้สึกช้านะ” หวังอี้ป๋อพยักหน้ายืนยัน คนบางคนความรู้สึกช้ามาก และน่าตีมากด้วย ขนาดเมื่อเช้าเขาแสดงออกไปแบบนั้นยังเขินแค่แป๊บเดียวก็กลับมาเหมือนเดิมแล้ว “แต่ว่า...พี่เขาเป็นผู้ใหญ่ เก็บความรู้สึกเก่ง ยิ้มเก่ง ซ่อนทุกอย่างไว้ภายใต้รอยยิ้มนั้น...จ้านเกอนิสัยดีเกินไป เขาดีกับทุกคนนายก็รู้สึกใช่ไหมล่ะอี้ป๋อ?”

“ผมรู้” หวังอี้ป๋อหน้ายุ่งขึ้นมาเล็กน้อย จ้านเกอดีกับคนทั้งโลกจริงๆ นั่นแหละ เขาเชื่อว่าต่อให้เป็นคนที่ทำร้ายตัวเองแต่ถ้าสำนึกผิดแล้วจ้านเกอก็พร้อมให้อภัย ดูอย่างบริษัทค่ายต้นสังกัดตัวเองสิจ้านเกอยังไม่คิดมากเลย ขนาดลูกชายเขาทำตัวเองต้องลำบาก

“ถ้าในมุมมองสายตาคนนอกอย่างฉันที่ชอบดูนายกับจ้านเกอเขา...ก็บอกได้เลยว่านายน่ะพิเศษนะหวังอี้ป๋อ” หลิวไห่ควานยกยิ้มเมื่อเห็นหวังอี้ป๋อนั่งมองเขา ดวงตาคมนั้นฉายแววอยากรู้อยากเห็นเด่นชัด แต่ก็ยังคงมีมาดคนคูลของตัวเอง เห็นแล้วก็ได้แต่ขำ

 

จะเป็นเด็กน้อยต่อหน้าคนที่ชอบเท่านั้นล่ะสิ

 

“จ้านเกอใจดีแต่ไม่ได้ตามใจทุกคน พี่เขามีเหตุผลแต่ยอมให้นายเสมอ ใส่ใจนายที่สุด เทคแคร์นายที่สุด เป็นห่วงแทนนายทุกอย่าง...ถ้าบอกว่าแค่น้องชายที่สนิทในกองนายจะเชื่อไหมล่ะ?”

“ไม่เชื่อครับ” หวังอี้ป๋อเริ่มขยับรอยยิ้ม ความจริงเขาก็รู้ว่าตัวเองค่อนข้างพิเศษสำหรับจ้านเกออยู่แล้ว เพราะต่อให้เป็นผู้ใหญ่แค่ไหน เก็บความรู้สึกเก่งยังไง หรือซุกซ่อนทุกสิ่งไว้ภายในใบหน้ายิ้มแย้มยังไง...ดวงตาคู่สวยนั้นก็ปิดไม่มิดหรอก “ผมรู้...ผมไม่อยากรุก ให้ค่อยเป็นค่อยไป...แต่พอรู้ว่ามีคนอื่นหวังครอบครองเช่นเดียวกัน มันก็...”

 

หงุดหงิด ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ

 

คนคนนั้นได้เจอจ้านเกอก่อนเขา ได้รู้จักจ้านเกอในช่วงเวลาที่เขาไม่รู้จัก หวังอี้ป๋อรู้ว่าตัวเองกำลังพาลอย่างค่อนข้างไร้เหตุผล แต่เขาก็จะพาล!

“รีบร้อนได้แต่นายเองก็คงไม่อยากทำให้พี่เขาลำบากใจใช่ไหม?”

“ครับ”

หลิวไห่ควานตบไหล่หวังอี้ป๋อเบาๆ มองเซียวจ้านที่กำลังเดินมาทางนี้ก็คิดว่าก้างขวางคออย่างเขาควรไปเข้าห้องน้ำดีกว่า “จีบแบบเนียนๆ น่ะถนัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือไงหวังเหล่าซือ”

หวังอี้ป๋อกลอกตาใส่พี่ชายในซีรีย์ไปหลายที พี่ไห่ควานให้ความรู้สึกเหมือนกับต้าเกอหลาน พวกเขามีความชอบบางอย่างคล้ายกัน เข้าฉากต่อบทด้วยกันบ่อยๆ ดังนั้นหวังอี้ป๋อเลยค่อนข้างสนิทกับอีกคนไม่น้อย และพี่ไห่ควานก็ตาดี ความรู้สึกไว มองออกว่าเขารู้สึกยังไงกับจ้านเกอ

“เอ้า! น้ำผลไม้ เห็นไห่ควานบอกว่านายซ้อมบทจนคอแห้ง” มือขาวๆ ยื่นผ่านมาจากด้านหลัง แค่เสียงหวังอี้ป๋อก็หันหน้าไปมองทันทีแล้ว แก้วน้ำส้มคั้นที่เขาจำได้ว่าเอามาจากบ้านคนพี่ถูกแช่เย็นเจี๊ยบแล้วส่งมาให้ พร้อมรอยยิ้มน่ามองและร่างขาวๆ ที่นั่งลงข้างๆ “อย่าฝืนตัวเองนะอี้ป๋อ”

“ไม่ฝืนครับ...จ้านเกอเสร็จแล้วเหรอ?” หวังอี้ป๋อยิ้ม เขาอ้าปากออกน้อยๆ เป็นเชิงบอกว่าเสียบหลอดแล้วก็ป้อนให้หน่อย คนถือยกมืออีกข้างมาฟาดเบาๆ แต่ก็ยอมเอาหลอดเสียบน้ำแล้วยื่นไปให้คนน้องอยู่ดี

“เสร็จแล้ว ถูกเฉิงเฉิงกับพี่เซียนลูแกล้งมาด้วย” เซียวจ้านหัวเราะเบาๆ “ทีมงานบอกว่าให้พักกันครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวไปขึ้นรถกัน นายนั่งกับฉันนะอี้ป๋อ”

“แน่นอนอยู่แล้ว” หวังอี้ป๋อมีหรือจะให้จ้านเกอไปนั่งกับอื่น...ไม่มีทาง “อร่อย...ผมจำได้ว่าจ้านเกอทำน้ำส้มมาแค่ขวดเดียวนี่นา ทำไมไม่ดื่มเองล่ะครับ”

“ก็ตั้งใจทำมาให้นาย เลอะแล้ว” เซียวจ้านดึงขวดน้ำส้มที่หมดแล้วออก ก่อนจะหยิบทิชชู่ที่ทีมงานวางไว้ให้เช็ดปากให้หวังอี้ป๋อ สัมผัสเบาๆ แสนอ่อนโยนและเปี่ยมความใส่ใจนั้นทำให้คนน้องนิ่ง

 

จ้านเกอเทคแคร์เขากว่าคนอื่นๆ จริงๆ

 

“อ้าว มองกันนิ่งเลยหวังเหล่าซือ มองอย่างนี้นายจะเริ่มอีกแล้วใช่ไหม?” เซียวจ้านหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ เขาอ่านหวังอี้ป๋อไม่ค่อยออก ไม่รู้ว่าเพราะสนิทกันเกินไปหรือเพราะคนน้องเก็บความรู้สึกได้ดีเกินไปกันแน่ ยิ่งเดี๋ยวนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าพ่ายแพ้

 

เพราะเวลาที่เผลอสบดวงตาคู่นั้น...ก็รู้สึกว่า

หัวใจมันทำงานหนักทุกทีเลย

 

“ใส่ร้ายกันนะครับเซียวเหล่าซือ” หวังอี้ป๋อยื่นมือไปตีคนพี่เบาๆ ก่อนจะยิ้มเมื่อเห็นอีกคนทำหน้ามันเขี้ยวเขาแล้วฟาดกลับ มือใหญ่รวบมือของเซียวจ้านไว้อีกข้างก็ยกมือขึ้นเสมอไหล่ “ไม่สู้จ้านเกอแล้ว ผมไปห้องน้ำก่อนนะครับ”

เซียวจ้านมองแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไป ความรู้สึกบางอย่างพุ่งวูบจนเขาบอกตัวเองไม่ถูก รู้ตัวอีกทีก็คือตอนที่กระโดดไปเกาะหลังขี่คอหวังอี้ป๋อเรียบร้อยแล้ว

“จ้านเกอ!” แม้จะตกใจแต่หวังอี้ป๋อก็ใช้แขนรวบคนนหลังไว้อย่างรวดเร็ว ดีนะที่เขาค่อนข้างแข็งแรงและความรู้สึกเร็วน่ะ ไม่อย่างนั้นมีหวังได้ล้มกันไปทั้งคู่แน่ๆ แล้วดูสิพอถูกดุคนพี่ก็เอาหน้าผากวางบนไหล่เขาไม่พูดไม่จา งึมงำเบาๆ

“ไปด้วย” เซียวจ้านเอามือเกาะไล่คนน้อง ไม่ได้ทิ้งน้ำหนักไปทั้งหมดเพราะกลัวหวังอี้ป๋อหนักเกินไป อยู่ดีๆ มันก็แค่อยาก...อ้อนมั้ง เพราะเห็นดวงตาหวังอี้ป๋อยิ้มๆ แบบนั้นแล้วก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน

 

เขาเริ่มไม่เป็นของตัวเองขึ้นทุกวันเพราะหวังอี้ป๋อนี่แหละ

ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว...

 

“สรุปแล้วเราห่างกันหกปีจริงหรือเปล่าครับ...จ้านเกอ”

“พูดมาก จะกัดนายจริงๆ ด้วย” เสียงขู่ฟอดๆ ของคนบนหลังทำให้หวังอี้ป๋อหัวเราะเบาๆ เดินให้คนพี่ขี่คอไปห้องน้ำ ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของทีมงานที่คิดว่าพี่น้องคู่นี้แกล้งกันอีกแล้วแน่ๆ แต่สำหรับคนทั้งคู่

 

ความรู้สึกบางอย่างแจ่มชัดขึ้นมาอย่างช้าๆ...

ท่วงทำนองความรู้สึก ไม่เหมือนเดิมขึ้นทุกที ทุกที

เสียงเต้น และจังหวะของหัวใจ

เปลี่ยนแปลงไป...เพราะ ใคร หัวใจมีคำตอบ

 

เซียวจ้านมองคนที่เขาขี่หลังอยู่นิ่งๆ ก่อนจะหลุบตาต่ำลง เส้นผมนุ่มๆ ของหวังอี้ป๋อคลอเคลียตรงแก้มเขา แขนคนน้องก็ช้อนตัวเขาขึ้น ก้าวขาเดินอย่างหนักแน่น มั่นคง

 

ความรู้สึกนี้...

เสียงหัวใจที่เต้นแรง และเต้นรัวแบบนี้น่ะ

 

เขาเม้มริมฝีปากตัวเองเข้าหากันแน่น...อายุก็ตั้งเท่าไหร่ ทำไมจะไม่รู้ว่าตัวเองไม่เหมืนเดิมขึ้นทุกที ทำไมจะไม่รู้ว่าชักไม่เป็นตัวของตัวเองขึ้นทุกวัน สายตาคอยมองหา คอยใส่ใจคนคนหนึ่งมากเกินไป เป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับคนคนนั้นทุกอย่าง

 

ความรู้สึกแบบนี้น่ะ

ความรู้สึกชอบ...รู้สึกรัก

 

แต่ว่า...

ก็กลัวด้วยเหมือนกัน

 

พวกเขาทั้งคู่ยังมีความฝัน มีความทะเยอทะยานและยิ่งหวังอี้ป๋อ...อายุยังน้อย ความสามารถเยอะ ยังไปได้ไกล...ยังก้าวเดินต่อไปได้อีกยาว

 

และเขาก็กลัว...ถ้าคนคนนั้นรู้

อี้ป๋อจะเดือดร้อนแน่ๆ

 

เซียวจ้านลำบากได้ แต่เขาไม่มีทางทำให้หวังอี้ป๋อมาลำบากใจกับตัวเองด้วยเด็ดขาด...เขาอยากเห็นหวังเหล่าซือที่เปล่งประกายงดงาม ก้าวเดินไป ทำตามความฝันของตัวเอง

 

ดังนั้น...

ต่อให้ชอบแค่ไหน...ก็บอกไม่ได้อยู่ดี


.................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #23 ลพเก้า (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 21:18
    แงง พี่คะ คนน้องมันร้าย ค่ายคนน้องก็ไม่ธรรมดา พี่ไม่ต้องกลัวนะ 😭
    #23
    0
  2. #19 Sun D A Y S (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 22:49
    ไม่เจอกันนานเลย หวัดดีปีใหม่เด้อ
    #19
    0