Heart Beat #ป๋อจ้าน #อี้จ้าน #หวังเซียว ( Yaoi )

ตอนที่ 4 : MHz...IV

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 812
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 83 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

IV.

.

 

เขามักยิ้มอยู่เสมอ...

รอยยิ้มนั้นสดใส เจิดจ้า มองแล้วชวนให้ยิ้มตาม

แต่ว่า...

ภายใต้รอยยิ้มนั้นก็ยักซุกซ่อนไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อยากให้ใครรู้

.

 



“จ้านเกอจะกลับยังไงครับ?” วันนี้พวกเขาถ่ายซีรีย์จนดึกดื่น ทุกคนต่างก็ล้ากันไม่น้อย ทั้งเหล่าทีมงานและนักแสดง หวังอี้ป๋อส่งแก้มน้ำและขนมให้เซียวจ้านก่อนจะถามคนพี่อย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นอีกฝ่ายลดมือถือลงแล้วใบหน้านั้นก็เปลี่ยนไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมายิ้มให้เขาแบบเดิม

“นายล่ะ เดี๋ยวผู้จัดการของนายคงมารับล่ะสิ อันนี้ให้ฉันเหรอ? นายไม่กิน?” เซียวจ้านรับช็อคโกแลตแท่งที่หวังอี้ป๋อยื่นให้มากัดหนุบหนับทันที เพราะหวังอี้ป๋อแกะเปลือกให้เรียบร้อย เหลือแค่เขาเอาเข้าปากแล้วเคี้ยวก็พอ

“ผมไม่ทานขนมจ้านเกอก็รู้” หวังอี้ป๋อมองคนอายุมากกว่าที่พอยื่นของกินให้ก็ยิ้มกว้างขึ้นมา ยื่นมือไปแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากทำให้เซียวจ้านสะดุ้งนิดหน่อย แต่พอเห็นคนน้องแค่เช็ดปากให้ก็กล่าวขอบคุณเบาๆ

“ใช่สิ นายมันควบคุมน้ำหนักนี่ ผอมจนไม่รู้จะผอมยังไงแล้ว” เซียวจ้าเคี้ยวเสร็จก็ยื่นมือไปจับเอวหวังอี้ป๋อคล้ายกำลังวัดขนาด ถือโอกาสเช็ดมือที่เปื้อนไปด้วยเลย ส่วนคนน้องก็อ้าแขนออกกว้างให้คนพี่ทำตามใจ

“ไม่เอวบางเท่าจ้านเกอหรอกครับ” หวังอี้ป๋อกล่าวยิ้มๆ ยื่นมือไปแตะเอวเซียวจ้านกลับบ้าง สัมผัสอุ่นๆ ที่แม้จะมีเนื้อผ้าขวางกั้นนั่นทำให้เซียวจ้านรู้สึกว่ามัน...ร้อน

 

ร้อนมากด้วย

อากาศตอนกลางคืนช่วงนี้ทำไมมันร้อนได้ขนาดนี้นะ

 

“เห็นไหม?...บางกว่าผมอีก จ้านเกอ?” หวังอี้ป๋อมองคนพี่ที่กำลังเงียบ ดวงตานั้นหลุบต่ำลงจนเห็นแพขนตาและเค้าโครงหน้าได้รูปชัดเจน ใบหูสีแดงๆ ที่และเห็นทำให้คนอายุน้อยกว่ากระตุกยิ้มชอบใจ

 

ก็ไม่ได้รู้สึกช้าไปเสียทีเดียวนี่นา...

 

“ห่ะ? หา...อะไรของนาย มองหน้ากันแบบนี้ทำไม” เซียวจ้านได้สติกลับมาก่อนจะยื่นมือไปฟาดไหล่หวังอี้ป๋อเบาๆ กลบเกลื่อนอาการ ตีไปแล้วหนึ่งทีก็รู้สึกชินมือเลยตีไปอีกสองสามที คนน้องก็ไม่ยอมแพ้ กันมือคนพี่ไว้ก็ตีกลับไปเช่นกัน สุดท้ายก็กลายเป็นว่าพวกเขาตีกันไปตีกันมาจน นักแสดงคนอื่นๆ ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ

 

เรื่องปกติ

ถ้าวันไหนไม่ตีกันค่อยแปลกใจ

 

คนที่ทำให้หวังอี้ป๋อผู้เคร่งขรึมคุยเยอะได้ เล่นด้วยได้ และยิ้มได้ในกองตอนนี้ก็มีแค่เซียวจ้านคนเดียวนี่แหละ ถึงเจ้าตัวจะดูเข้าถึงง่ายกว่าวันแรกๆ ที่มาก็ตาม

โทรศัพท์ของหวังอี้ป๋อสั่นเตือน น่าจะเป็นผู้จัดการของเขานี่แหละที่มาถึงแล้ว ช่วงนี้ยังพอไปกลับได้ แต่ถ้าช่วงที่หนักกันจริงๆ คงต้องเตรียมเสื้อผ้ากับกระเป๋ามากองถ่ายด้วย หวังอี้ป๋อเดินไปลาผู้กำกับและลาทุกคนในกองอย่างสุภาพ ก่อนจะหยิบข้าวของแล้วหันไปหาเซียวจ้าน

“ให้ผมไปส่งไหมครับ?”

“ไม่เป็นไร รบกวนนายเปล่าๆ เดี๋ยวก็คง...” เซียวจ้านหยุดไปนิด ก่อนจะยิ้ม ยื่นมือไปจิ้มแก้มหวังอี้ป๋อเบาๆ “เดี๋ยวมีคนมารับน่ะ”

หวังอี้ป๋อหรี่ดวงตาลงมองคนหน้าใสราวกับค้นหาความจริง แต่ก็พบเพียงรอยยิ้มคุ้นตาเขาก็ถอนหายใจเบาๆ “ถ้าถึงบ้านพี่ต้องทักมาบอกผมนะครับ”

“หืม? ฉันอาจไปถึงดึกมาก นายอาจนอนไปแล้วก็ได้” เซียวจ้านยักไหล่ ก่อนจะยื่นมือไปตีหวังอี้ป๋ออีกรอบเมื่อเจ้าเด็กนี่บังอาจทำตาดุใส่เขา มือใหญ่จับมือของเซียวจ้านไว้แล้วมองอย่างจริงจัง

“ดึกแค่ไหนผมก็จะรอ”

เซียวจ้านยกมืออีกข้างขึ้นเกาแก้มตัวเอง จังหวะหัวใจที่เต้นไม่เหมือนปกติทำให้เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก รู้สึกเหมือนกับว่า...คนบางคนกำลังเข้ามามีอิทธิพลกับเขามากเกินไปเสียแล้ว

“อืม อื้อ! ถ้านายว่าอย่างนั้น...ปล่อยมือฉันได้แล้วน่า” เซียวจ้านบิดมือออกเบา ก่อนจะรุนหลังหวังอี้ป๋ออกไปข้างนอก เมื่อเห็นรถคุ้นตาของผู้จัดการก็ค้อมศีรษะทักทาย “ไปเร็วๆ กลับไปอาบน้ำกินข้าว”

“อย่าลืมนะครับ...”

“หวังอี้ป๋อถ้านายยังไม่ไปฉันตีนายแรงๆ แล้วจริงๆ นะ” คนพี่เริ่มหรี่ตาดุๆ เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าเอาจริงแล้ว ทำให้หวังอี้ป๋อหัวเราะหึๆ กับคนที่ดุยังไงก็ไม่น่ากลัว ก่อนจะลาเซียวจ้านแล้วเดินไปขึ้นรถของตัวเอง ผู้จัดการแซวเขาเล็กน้อยทำให้หวังอี้ป๋อส่ายหน้าเบาๆ

เมื่อรถคันนั้นแล่นออกไปแล้วเซียวจ้านก็ถอนหายใจเบาๆ สีหน้าที่ดูยิ้มร่าเริงเมื่อครู่ค่อยๆ หม่นลง เขาสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เดินไปลาทุกคนที่ยังไม่กลับแล้วก็หยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมา

 

จะมีคนมารับงั้นเหรอ?

นั่นเขาโกหกหรอก...

 

วันนี้ผู้จัดการส่งข้อความมาบอกว่าไม่สามารถมารับเขาได้ เพราะทางค่ายดึงตัวสมาชิกทุกคนไปทำงานอีกเมือง...

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้เซียวจ้านรู้ดีว่าเขาถูกทางค่ายลอยแพ เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นคนฟ้องค่ายและแพ้คดี แต่ว่า...ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เซียวจ้านก็ทำแบบเดิม ดังนั้นสิทธิต่างๆ ในฐานะศิลปินของเขาเลยถูกลิดรอนไปด้วย งานก็มีน้อยลง ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง แม้น้องๆ ในวงและผู้จัดการจะพยายามช่วยยังไงมันก็ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี และเซียวจ้านเองก็ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาลำบากด้วย

 

อีกอย่าง..

ไม่อยากให้หวังอี้ป๋อต้องมากังวลใจ

 

เขารู้ว่าถ้าหากบอกว่าไม่มีใครมารับ หวังอี้ป๋อต้องไปส่งเขาแน่ๆ นี่มันก็ดึกแล้วเซียวจ้านไม่อยากให้น้องมันขับรถหรือมาลำบากอะไรกับเขา การขนส่งสาธารณะประเทศนี้เจริญมาก ต่อให้ดึกดื่นยังไงก็สามารถกลับได้ไม่อยาก และเซียวจ้านเองก็ไม่อยากรบกวนคนในกองด้วย วันนี้ทุกคนล้าและเหนื่อยกันมามากพอแล้ว

“ใช่ว่านายไม่เคยรอรถสักหน่อยเซียวจ้าน” เซียวจ้านบ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินออกมาช้าๆ อากาศกลางคืนนั้นค่อนข้างหนาว แต่ดีที่เขาติดเสื้อกันหนาวมาด้วย สายลมบางเบาในช่วงนี้พัดผ่านมาช้าๆ ดีที่กองถ่ายไม่ได้ไกลจากพวกบริการขนส่งเท่าไหร่นัก เดินมาไม่ถึงห้านาทีก็เห็นป้ายรถเมลแล้ว แม้ไม่มีคนแต่ก็มีแสงไฟให้ความสว่าง

 เซียวจ้านเดินไปนั่งแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดูฆ่าเวลาระหว่างรอรถไปด้วย ดึกดื่นใกล้เที่ยงคืนอย่างนี้มีรถบางตา แต่ว่ามันก็เป็นความสงบในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้เขายกมือถือและถ่ายภาพเก็บเอาไว้ ก่อนจะมานั่งเล่นเว่ยป๋อ เห็นทีมงานซีรีย์แต่ละคนแซวกันก็หัวเราะเบาๆ

ทำงานร่วมกันมาหลายวันทุกคนก็เริ่มสนิทกันบ้างแล้ว มีแค่หวังอี้ป๋อคนเดียวละมั้งที่ยังไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาคุยกับเขาเท่าไหร่ เพราะเจ้าตัวเป็นคนที่ถ้ายังไม่สนิทละก็จะนิ่งขรึมจนไปทางค่อนข้างเย็นชา แต่ถ้าพอสนิทกันแล้วน่ะหรือ เหอะๆ เซียวจ้านบอกได้เลยว่าหมอนั่นน่ะนะ

 

เด็กน้อยดีๆ นี่เอง

 

พอนึกถึงเจ้าเด็กที่อายุน้อยกว่าเขาหกปีคนนั้นเซียวจ้านก็หัวเราะออกมาเบาๆ หน้าตารึก็หล่อเหลาจนสาวๆ ในกองแอบกรี๊ดกันไม่หยุด ความสามารถก็เยอะ แต่กลับมีนิสัยหลายอย่างที่เด็กน้อยเอามากๆ แม้บางมุมก็จะเป็นผู้ใหญ่เกินอายุก็เถอะ ชอบชวนตีแต่ก็เอาของกินมาให้ หาเรื่องให้เถียงได้ตลอด

 

เป็นคนที่อยู่ใกล้แล้วรู้สึกปลอดภัยและมีความสุข และบางทีก็...

 

“นี่นายทำอะไรฉันกันแน่หวังอี้ป๋อ” เซียวจ้านยีหัวตัวเองเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าแก้มตัวเองร้อนขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุเมื่อนึกถึงสีหน้าและแววตาของคนน้องที่มองมาบางครั้ง “คอยดูนะพรุ่งนี้จะตีสักหลายๆ ทีเลย” ได้แต่โทษคนบางคนไปแทนข้อหาทำให้ตัวเขาไม่เหมือนปกติ

 

……………………

 

“พี่...จ้านเกอเขามีปัญหาอะไรกับค่ายต้นสังกัดหรือเปล่าครับ?” เมื่อมาถึงห้องหวังอี้ป๋อก็ถามผู้จัดการตัวเองทันที เขามองมือถือที่ไร้ข้อความแจ้งเตือนจากคนที่รอ นี่มันก็เกือบๆ จะชั่วโมงอยู่แล้ว จากกองถ่ายไปแถวหอพักจ้านเกอใช้เวลาไม่นานขนาดนี้ด้วยซ้ำ และสังเกตได้จากแววตาที่หม่นลงชั่วครู่นั้นหวังอี้ป๋อก็สงสัยขึ้นมาทันที

“อ๋อ...จำได้ว่าเซียวจ้านเคยฟ้องค่ายน่ะ แต่แพ้คดีมั้ง” คำตอบที่ทำให้หวังอี้ป๋อเบิกตาขึ้นมาทันที ผู้จัดการของเขาถอนหายใจแล้วพูดต่อ “นายก็เข้าใจดีใช่ไหมอี้ป๋อว่าเซียวจ้านจะโดนอะไร...แน่นอนว่าค่อยต้องลอยแพเขาแน่ สมาชิกในวงเขาเองแม้จะสนิทกันมาก แต่พวกเขาก็ขัดค่ายไม่ได้ ฉันจำได้ว่าเคยมีข่าวลือว่าวันเกิดเซียวจ้านปีหนึ่งเขาต้องอยู่คนเดียว เพราะตอนนั้นสมาชิกในวงทุกคนติดงานยกเว้นเขา...งานทั้งหลายที่นายเห็นอยู่นั่นเซียวจ้านก็พยายามมาด้วยตัวเอง เขาเป็นคนมีความสามารถ นิสัยดี ใครที่ร่วมงานกับเขาก็รักและเอ็นดูทั้งนั้นแหละ...เดี๋ยวๆ อี้ป๋อ นั่นนายจะไปไหน เฮ้ย!” คุณผู้จัดการรีบร้องทันทีเมื่อหวังอี้ป๋อคว้ากุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองพร้อมเสื้อหนังออกไปข้างนอกแล้ว ก่อนจะชะงักเมื่ออีกคนวิ่งกลับมาคว้าหมวกกันน็อคเพิ่มอีกใบ

“เอ่อ...ถ้าจะไปรับพี่เขาก็ขับรถดีๆ ละหวังกงจื่อ อย่าซิ่งเร็วเกินไป” เขาโบกไม้โบกมือตะโกนตามหลัง กำลังเริ่มคิดแล้วว่าหวังกงจื่อเขาเริ่มอาการหนักขึ้นมาแล้วจริงๆ “นี่จะรู้ตัวไหมอี้ป๋อ ว่าที่เป็นห่วงเขาขนาดนี้ ใส่ใจเขานาดนี้เพราะอะไร มันมากกว่าความสนใจแล้วนะ” ผู้จัดการส่ายหน้าเบาๆ

 

เห็นทีต่อจากนี้ไปได้ยุ่งมากแน่ๆ

 

……………………………

 

“ทำไมรถยังไม่มาอีกนะ หรือว่ารถหมดแล้ว” เซียวจ้านที่รอรถมานานเกือบชั่วโมงเริ่มเบ้ปากและง่วงขึ้นมาแล้ว มือขาวๆ ยกขึ้นปิดปากที่หาววอดๆ ของตัวเอง หรือไม่เขาก็ควรไปหาโรงแรมแถวนี้แล้วเปิดห้องนอนดีกว่า แต่ประเด็นคือเขาไม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่ พรุ่งนี้ถ่ายทำแต่เช้า ถ้าขืนใส่ชุดเดิมไปกองทุกคนต้องสงสัยแน่

 

และเซียวจ้านก็ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามหวังอี้ป๋อยังไงด้วย...

บางทีดวงตาคมนั้นมันก็ดูมีพลังที่ทำให้เถียงไม่ขึ้น...

 

“ต้องถูกทำตาดุใส่แน่ๆ เลย” แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ทันที เมื่อนึกภาพคนน้องทำหน้านิ่งตาดุใส่ขึ้นมาได้ ก่อนจะเบิกตาโตเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์และเสียงเบรกเอี๊ยด พร้อมมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ไม่คุ้นตา แต่ว่าคนขับนั้นมัน...

ร่างสูงในชุดหนังสีดำถอดหมวกกันน็อคออก จอดมอเตอร์ไซค์เรียบร้อยก็เสยผมขึ้นแล้วก้าวยาวๆ มาหาทันที พอเห็นคนบางคนนั่งรอรถอยู่คนเดียวแบบนี้แล้วในใจหวังอี้ป๋อก็รู้สึกเจ็บปวดไปหมด เขาบอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม แต่เขาเจ็บจริงๆ...แล้วดูคนที่ว่าสิ เบิกตาโตจ้องมองเขา ก่อนจะยิ้มเก้อ เสมองฟ้า เสมองพื้นดิน

 

น่าตีจริงเชียว!

 

“เอ่อ...นายมาทำไมตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้น่ะ...อ่า อี้ป๋ออ่า...นายโกรธฉันเหรอ?” เซียวจ้านยิ้มค้าง ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาหน่อยๆ เมื่อเห็นเจ้าคนอายุน้อยกว่าหน้านิ่ง ขมวดคิ้ว แถมตาก็มองเขาแบบ...ดุมากเป็นพิเศษ

 

ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ...เอ่อ ผิดนิดนึงก็ได้

 

“เปล่าครับ ผมไม่ได้โกรธ” หวังอี้ป๋อเก็บความโกรธที่ไม่รู้ที่มาลงไป “กลับบ้านเถอะครับ ผมไปส่งเอง” หวังอี้ป๋อยื่นมือไปกุมมือของเซียวจ้านไว้

 

วินาทีที่มือนั้นแตะสัมผัส ความอุ่นวาบแล่นปราดไปทั่วร่าง

มันอุ่น...จนกระบอกตาร้อนผ่าวและเริ่มรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา

 

เซียวจ้านสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ถ้าขืนเขาร้องไห้ออกมาตอนนี้มีหวังอับอายขายขี้หน้าไปหลายชาติแน่ๆ แล้วน้องมันต้องเอามาล้อ เห็นหน้านิ่งๆ แบบนี้เชื่อไม่ได้หรอก ขี้แกล้งไม่แพ้ใครด้วย แต่เขาดีใจจริงๆ มันดีใจมากๆ ตอนที่หวังอี้ป๋อบอกว่ามารับเขา

 

นานแค่ไหนแล้วนะ...กับความรู้สึกใส่ใจและห่วงใยแบบนี้

 

“จ้านเกอ?” หวังอี้ป๋อหันกลับไปมอง เมื่อพบกว่ามือของเขาถูกกำเอาไว้แน่น พอเรียกก็ถูกปล่อย แล้วเจ้าตัวก็กลับมากำไว้อีก ทำอย่างนั้นซ้ำๆ จนเขาต้องหลุดยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้

 

ก็เป็นเสียแบบนี้...แล้วจะมีใครโกรธหลงกัน

 

“มีอะไรค่อยพูดกันนะครับ ตอนนี้ดึกแล้ว...”

“นายให้ฉันขับไหม?” เซียวจ้านเป็นห่วงคนน้องเพราะนี่มันก็ดึกแล้วจริงๆ นั่นละ หวังอี้ป๋อต้องขับรถไปมา แต่ว่า...เขาขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นนี่หว่า

“จ้านเกอขับจักรยานเป็นแล้วหรือครับ? ถ้าขับจักรยานไม่ได้มอเตอร์ไซค์ก็...ไม่ตีครับ ไม่ตี” หวังอี้ป๋อเริ่มยิ้มเมื่อถูกคนพี่ยื่นมือมาตีเขาเพี๊ยะๆ ไม่หยุด หน้าใสๆ นั่นเริ่มบึ้งตึงแล้ว เขาตีกลับไปสามทีตามความเคยชิน ก่อนจะจูงมือเซียวจ้านไปขึ้นรถ คนอายุมากกว่าที่สูงกว่าก็เดินตามคนน้องต้อยๆ ไปขึ้นรถ หวังอี้ป๋อเอาหมวกกันน็อคสวมให้เซียวจ้านเรียบร้อย จะถอดเสื้อหนังให้คนพี่ก็ยกมือห้ามไว้เสียก่อน

“นายเป็นคนขับ กลางคืนลมแรง ใส่ไว้เถอะ”

“ก็ได้ครับ...ให้ผมไปส่งที่บ้านหรือที่หอ?”

“บ้าน...” เซียวจ้านคิดว่าถ้ากลับหอไปก็คงไม่เจอใครอยู่ดี ปกติเขาเองก็ไม่ค่อยอยู่ที่หอเท่าไหร่ นอกจากช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

“ถ้าอย่างนั้นผมจะขับเร็วนะ จ้านเกอน่าจะง่วงแล้ว”

“ตามสบายเลยขอรับหลานเอ้อเกอเกอ” เซียวจ้านแซวยิ้มๆ ก้าวขาไปซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของหวังอี้ป๋อ ความรู้สึกสบายใจทำให้เขากลับมาอารมณ์ดีได้เหมือนเดิมแล้ว คนขับส่ายหน้าเบาๆ ถ้าทำได้อยากยื่นมือมาหยิกแก้มคนบางคนเสียจริงๆ

แล้วหวังอี้ป๋อก็ขับเร็วจริงอย่างที่ปากบอก ยิ่งกลางคืนรถบางตาและนี่ก็ไม่ใช่คันประจำที่เขาใช้ ทำให้ไม่ต้องกลัวใครสงสัย พ่อหนุ่มนักบิดเขาซิ่งอย่างรวดเร็วประหนึ่งกำลังถูกจับเวลา จนเซียวจ้านที่ตอนแรกจับเบาะไว้เป็นที่ยึดเปลี่ยนมาจับไหล่คนข้างหน้าไว้แทน

 

นายไม่ต้องรักษาคำพูดโดยการขับเร็วมากแบบนี้ก็ได้! ฉันแก่แล้ว ฉันไม่ชิน!

 

เมื่อมาถึงบ้านของเซียวจ้านหวังอี้ป๋อก็จอดรถอย่างนุ่มนวล ไม่ทันได้ทำอะไรมือขาวๆ ก็ฟาดไหล่เขาข้างละสามทีพอดีเป๊ะ

 

เวลาฟาดผมนี่จ้านเกอจงใจนับจำนวนสินะ?

 

หวังอี้ป๋อได้แต่ถามคำถามนี้ในใจ  เอาเป็นว่าไม่ตีกลับก็แล้วกัน เห็นแก่ที่วันนี้จ้านเกอเขาน่าจะง่วงแล้ว

“ขอบใจมากนะอี้ป๋อ ถึงนายจะขับรถเร็วจนฉันตกใจไปหน่อยก็เถอะ” เซียวจ้านส่งหมวกกันน็อคคืนเจ้าของ เขาคว้าหากุญแจบ้านในกระเป๋าแล้วเอาถือไว้ หยิบมือถือออกมาดูเวลาก็พบว่ามันเลยเที่ยงคืนมาสักพักแล้ว จากนั้นก็หันไปมองคนน้องที่กำลังเอาหมวกกันน็อคเก็บไว้ใต้รถ หวังอี้ป๋อหันมามองคนที่ยังไม่ยอมเข้าบ้านเขาก็ยกยิ้มน้อยๆ ดูก็รู้ว่าจ้านเกอเขามีเรื่องอยากพูดและอยากขอบคุณ แต่วันนี้ดึกมากแล้วจริงๆ นั่นละ เขาเองก็เริ่มง่วงแล้วด้วย...

“ถ้าอย่างนั้นผมขอกลับ...” เขาจะพูดว่าขอกลับก่อน กุญแจรอก็ถูกมือขาวๆ ของเซียวจ้านดึงไปถือไว้ อีกฝ่ายยื่นมือมาตีมือของเขาเบาๆ

“ดึกแล้ว อย่าขับกลับเลยฉันเป็นห่วงนาย” เซียวจ้านยิ้ม...ยิ้มกว้างที่ทำให้หวังอี้ป๋อต้องเผลอจ้องมอง และยิ้มตาม “ถ้าไม่รังเกียจ...คืนนี้นอนที่นี่ไหม?”

คำชวนที่จุดรอยยิ้มขึ้นในแววตาและริมฝีปากของหวังอี้ป๋อได้ในพริบตา ส่งผลให้ใบหน้าที่แต่เดิมก็หล่อเหลาดูดีอยู่แล้วนั้นดูดีขึ้นไปอีกขั้น เขาพยักหน้าตกลงทันทีโดยไม่รอให้เซียวจ้านถามซ้ำเป็นครั้งที่สอง พอเห็นแบบนั้นแล้วเจ้าของบ้านที่ชวนคนอื่นค้างก็เริ่มรู้สึกขำกับท่าทางที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ ถามไปอีกหนึ่งประโยค

“ก่อนนอนกินข้าวต้มกันดีไหม ฉันจะทำกับง่ายๆ สองสามอย่าง น่าจะไม่นานหรอก”

“ทานครับ” หวังอี้ป๋อเข็นมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดในบ้านตามหลังเซียวจ้านที่เดินไปเปิดรั้ว ท่าทางว่าง่ายที่ทำให้คนพี่หัวเราะเบาๆ ยื่นมือไปแตะแก้มหวังอี้ป๋อช้าๆ...สัมผัสอุ่นและนุ่มนวลนั้น มาพร้อมกับรอยยิ้มชวนมองกับน้ำเสียงน่าฟังจนทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจ...ดังขึ้นกว่าเดิม

“ขอบคุณมากนะ...อี้ป๋อ”

และไม่รู้ทำไม หวังอี้ป๋อเองก็ยกมือตัวเองทาบมือนั้นของเซียวจ้านไว้ เขายิ้มตอบอีกฝ่าย “ไม่เป็นไรครับ...จ้านเกอ”


หัวใจสองดวง...ขยับใกล้เข้ามามากกว่าเดิม

ระยะห่างระหว่างคนสองคน...เริ่มน้อยลงทีละนิด ทีละนิด

 

........................

 

( นายบอกว่าให้ฉันไปรับนายที่ไหนนะหวังกงจื่อ? ) เสียงผู้จัดการของหวังอี้ป๋อทวนถามอย่างไม่อยากเชื่อหู ทำให้คนโทรไปได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ

“บ้านของจ้านเกอครับ ผมส่งโลเคชั่นเข้าวีแชทพี่แล้ว”

( บ้านเซียวจ้าน! แม่เจ้าโว้ย! นาย...ให้ตาย! หวังกงจื่อห้ามทำอะไรเซียวจ้านเด็ดขาดนะ ห้ามรังแกพี่เขาด้วย! ฉันจะรีบไปภายในสามสิบนาที นาย...นาย ต้องระมัดระวังตัว! ) ปลายสายกดวางไปแล้ว ส่วนหวังอี้ป๋อนั้นหัวเราะหึๆ อย่างขำๆ ผู้จัดการของเขาคิดว่าเขาเป็นตัวร้ายหรือไง

 

โลกนี้ถ้าไม่ใช่คนที่ใจดำเกินไปคงไม่มีใครกล้ารังแกจ้านเกอเขาหรอก

 

“นายยิ้มสยองนะ” เซียวจ้านที่ปลดผ้ากันเปื้อนออกถือเมนูอาหารง่ายๆ สองสามอย่างออมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะตักข้าวใส่จานแล้วยื่นตะเกียบให้หวังอี้ป๋อ “เป็นศิลปินแกล้งผู้จัดการตัวเองไม่ดีหรอกนะอี้ป๋อ”

หวังอี้ป๋อยิ้มแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร เขายื่นไปคีบอาหารที่เซียวจ้านทำแล้วทานข้าวช้าๆ เป็นมื้อเช้าที่เรียบง่ายแต่รสชาติอร่อยมาก จ้านเกอเขามีฝีมือในการทำอาหารมากด้วย ข้าวต้มเมื่อคืนที่ได้ทานก็อร่อยมากเหมือนกัน อีกอย่างบ้านหลังนี้ก็ให้บรรยากาศอบอุ่นและน่าอยู่มาก การตกแต่งเรียบง่ายแต่มีสไตล์ ทุกอย่างลงตัวและมีกลิ่นอายของเจ้าของบ้านแทรกอยู่จางๆ

 

แค่เข้ามาก็เหมือนมีเซียวจ้านอยู่รอบๆ

 

เสียงกดกริ่งหน้าบ้านทำให้เซียวจ้านเลิกคิ้ว พอหวังอี้ป๋อจะลุกเขาก็ส่ายหน้าเบาๆ ให้น้องนั่งกินข้าว ก่อนตัวเองจะเดินออกไปข้างนอก เขาเห็นผู้จัดการของหวังอี้ป๋อกระโดดดึ๋งๆ อยู่หน้ารั้ว แลดูน่าขัน จนได้แต่ต้องกลั้นยิ้ม ก่อนกดรหัสเปิดรั้วจากด้านใน

“สวัสดีครับ...อี้ป๋อทานข้าวอยู่ด้านใน เชิญเข้ามาก่อนครับ”

ผู้จัดการที่ตอนแรกใจร้อน รีบซิ่งรถมาตามโลเคชั่นนั้นสงบลงทันทีทันใดเมื่อเห็นรอยยิ้มจางๆ กับท่าทางสุภาพน่ามองของเซียวจ้าน ความกังวลที่คิดว่าคนหน้าเด็กคนนี้จะถูกหวังกงจื่อผู้ร้ายกาจนั้นแกล้งยังไงบ้างผุดเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ แต่พอเห็นเซียวจ้านยิ้มแบบนี้แสดงว่า...ไม่มีอะไร

 

โล่งอก!

 

“แหะๆ ขอบคุณนะเซียวจ้าน บ้านนายสวยมากเลย” พอเข้ามาด้านในผู้จัดการก็เอ่ยปากชมขึ้นมาทันที สวนเล็กๆ ดูร่มรื่นน่ามานั่งเล่นพักผ่อน ได้ยินเสียงน้ำไหลแว่วๆ มาด้วย กลิ่นหอมของดอกไม้จางๆ ลอยมาตามลม

 

สวยงาม สงบ ผ่อนคลายและชวนให้ยิ้ม

เหมือนเจ้าของบ้านเลย

 

“ขอบคุณครับ ผมออกแบบเองเลยนะ” เซียวจ้านเองก็ไม่รอช้าที่จะนำเสนอ เขาเรียนจบทางด้านนี้มา ดังนั้นพอมีความสามารถอยู่บ้าง ถึงจะไม่ได้จบออกแบบบ้านโดยตรงแต่ก็ทำออกมาได้สวยไม่น้อยเลย พอเข้ามานตัวบ้านคุณผู้จัดการเขาก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก  ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจเขาจะขอเดินสำรวจบ้านให้ทั่วเลย!

“ขอบคุณมากนะเซียวจ้านที่ดูแลหวัง...ดูแลอี้ป๋อให้น่ะ เขาเอาแต่ใจกับนายหรือเปล่า?”

“ไม่นะครับ” เซียวจ้านส่ายหน้ายิ้มๆ “อี้ป๋อเป็นเด็กดีมากครับ น้องไม่เอาแต่ใจอะไรเลย”

ผู้จัดการเริ่มอยากร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว...หวังกงจื่อคนนั้นเป็นเด็กดี! แม่เจ้า! คำพูดนี้อย่าพูดให้คนในวงพวกเขาฟังนะ ไม่มีใครเชื่อแน่นอน!

พอเดินตามเข้ามาในบ้านที่เป็นโซนสำหรับกำลังนั่งทานข้าวก็เห็นหวังอี้ป๋อกำลังทานมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อย พ่อคุณชายหวังเงยหน้าขึ้นมามองสองวิ ก่อนจะกลับไปทานข้าวต่อ

 

นี่มันเด็กดีตรงไหนกันหรือเซียวจ้าน!

 

“ทานอะไรด้วยกันก่อนไหมครับ? วันนี้ผมขอรบกวนด้วยอีกวันนะครับ” เซียวจ้านเดินไปหยิบชามกับตะเกียบแล้วก็ตักข้าวมาส่งให้ ทำเอาคุณผู้จัดการรู้สึกปลาปลื้มจนน้ำตาแทบไหล ไม่ปล่อยให้หวังกงจื่อเขาเอ่ยขัด ขอบคุณเซียวจ้านเสียงใสแล้วรับอุปกรณ์ทานข้าวมาจ้วงทันที

“อร่อยมากเลยเซียวจ้าน” กินไปคำแรกก็ต้องอุทานออกมาอย่างชื่นชม “นายไปซื้อมาจากที่ไหนเนี่ย”

“ผมทำเองครับ ถ้าอร่อยก็ทานเยอะๆ นายเอาเพิ่มไหมอี้ป๋อ? แต่นายควบคุมน้ำหนักอยู่นี่นา?” เซียวจ้านเลิกคิ้วแซว คนน้องก็หน้ามึนไม่สนใจยื่นชามข้าวเป็นเชิงของเพิ่มอีก ทำให้เซียวจ้านหัวเราะ “ทั้งคู่ทานกันไปก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปยกของหวานกับผลไม้มาให้” ไหนๆ วันนี้เขาก็ต้องติดรถหวังอี้ป๋อไปกองถ่ายแล้ว ก็ดูแลทั้งคู่แทนการขอบคุณแล้วกัน

พอพ้นร่างเจ้าของบ้านที่หายไปในครัว ผู้จัดการเขาก็มองหน้าศิลปินในความดูแลของตัวเองทันที “นายไม่ได้ทำอะไรเซียวจ้านใช่ไหมหวังกงจื่อ” เซียวจ้านเป็นคนดีขนาดนี้ ถ้าถูกหวังกงจื่อทำอะไรไปสักนิด เขาจะรู้สึกผิดมาก...

“พี่คิดมากไปแล้ว” หวังอี้ป๋อส่ายหน้าเบาๆ ให้กับจินตนาการอันล้ำเลิศของคุณผู้จัดการ “บ้านนี้มีสองห้องนอน ผมกับจ้านเกอนอนคนละห้องครับ”

“ค่อยโล่งหน่อย...นายดูหน้าพี่เขาสิ ถ้านายกล้าทำอะไรเซียวจ้าน ฉันจะตีนาย จะให้ทุกคนในวงรุมตีนาย!

หวังอี้ป๋อเลิกคิ้วนิดๆ ดูเหมือนผู้จัดการของเขาน่าจะแปรพรรคแล้วใช่ไหมนะ? จ้านเกอเขามีเสน่ห์จริงๆ เลย...

“ผมไม่ได้ร้ายกาจขนาดนั้น” หวังอี้ป๋อผุดรอยยิ้มน้อยๆ ทำไมทุกคนต้องทำเหมือนเขาเป็นคนร้ายกาจด้วยก็ไม่รู้ เขาก็ว่าตัวเองปกติเหมือนคนทั่วไป “พี่ทานไปก่อน เดี๋ยวผมไปช่วยจ้านเกอยกของ” พูดจบก็ก้าวยาวๆ เข้าไปในครัวทันที ทำให้ผู้จัดการกลอกตามองบนสามตลบ ก่อนจะกลับมาสนใจอาหารอร่อยๆ ฝีมือเซียวจ้านเขาก่อนมันจะเย็นชืด

 

“อ้าว...อยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่า?” เซียวจ้านปอกแอปเปิลเป็นรูปกระต่ายวางเรียงบนจานเรียบร้อยก็รับรู้ได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองมา เขาเห็นหวังอี้ป๋อยืนพิงพนังยิ้มๆ

“เปล่าครับ ให้ผมช่วยอะไรไหม?” หวังอี้ป๋อเดินมายืนข้างๆ มองมือขาวๆ ที่หยิบจับทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่วแล้วก็รู้สึกเพลินตา

“ช่วย? อี้ป๋อหนออี้ป๋อ นายจะช่วยฉันพังน่ะสิ ไปนั่งรอก็ได้ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว เราเอาไปกองถ่ายด้วยดีไหม นายว่าไง?” เซียวจ้านหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปถาม เมื่อคืนหวังอี้ป๋อก็บอกว่าจะช่วย แต่สุดท้ายก็ทำไม่เป็นแม้กระทั่งล้างข้าวสาร ทำให้เซียวจ้านต้องอัญเชิญพ่อหนุ่มหล่อเขาออกไปนั่งรอข้างนอกแทน แล้ววันนี้ยังจะมาช่วยอีก

“เอาไปด้วยก็ได้ครับ ไว้ตอนพักเราค่อยมาทานกันสองคน” นั่นคือหวังอี้ป๋อจะไม่แบ่งให้คนอื่นมากินด้วยเด็ดขาด เขาหยิบเจ้าแอปเปิลหน้าตาน่ารักน่าชังนั้นขึ้นมอง ก่อนจะเลิกคิ้วนิดๆ “กระต่ายของหลานจ้านหรือครับ?”

เซียวจ้านหัวเราะขำ ก่อนยื่นนิ้วไปส่ายเบาๆ “ไม่ใช่ๆ ของเว่ยอู๋เซี่ยนต่างหาก เขาเป็นคนให้หลานวั่งจีไว้ นายอย่าโมเมเข้าข้างหลานเอ้อเกอเกอเขาสิ”

หวังอี้ป๋อยักไหล่ ก่อนยื่นเจ้ากระต่ายนั้นไปจ่อที่ริมฝีปากของเซียวจ้าน คนพี่ก็อ้าปากรับแล้วเคียวหนุบหนับ ก็เขาเป็นคนบอก เป็นคนทำ ก็ต้องได้กินก่อนสิ เมื่อปอกเสร็จเซียวจ้านก็จัดส่วนหนึ่งใส่จาน อีกส่วนให้หวังอี้ป๋อเอาไปแช่น้ำกลัวเพื่อป้องกันไม่ให้มันดำ แล้วก็ใส่กล่องสุญญากาศไว้ ยังดีที่งานง่ายๆ นี่หวังอี้ป๋อทำได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะถูกไล่ออกมาข้างนอกแน่ๆ

ทั้งคู่ช่วยกันเงียบๆ แต่บรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น เพราะบางทีพวกเขาก็หันไปมองหน้ากันแล้วยิ้ม บางทีคนเป็นพี่ก็แอบมองเสี้ยวหน้าที่กำลังตั้งอกตั้งใจของคนน้อง บางจังหวะคนน้องก็เป็นฝ่ายมองคนพี่ บางครั้งก็ตีกันเบาๆ

 

มันเป็นความเรียบง่ายๆ...ที่ทำให้ทำนองของหัวใจ

เปลี่ยนไปอีกครั้ง...และอีกครั้ง...

 

แถม


“ไปนานกันจังเลย” คุณผู้จัดการผู้ถูกทิ้งได้แต่นั่งมองอาหารบนโต๊ะที่ว่างเปล่า ใจจริงก็อยากเดินเข้าไปตาม แต่ไม่อยากโดนสายตาพิฆาตของหวังกงจื่อ เลยได้แต่นั่งกินจนหมดแบบนี้

 

เขานี่...น่าสงสารจริงๆ เลย!

 

..............................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 83 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #21 ลพเก้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 12:47
    พบคนไม่ยอมกลับบ้าน!!
    #21
    0
  2. #13 Linniejeje (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 21:48
    น่ารักๆ ทุกคนดูห่วงจ้านเกอไปหมด คนน้องไม่ได้ร้ายกาจซะหน่อย....มั้ง????
    #13
    0
  3. #11 pk2087 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 10:54
    น่ารักทุกตอนเลยค่ะ
    #11
    0