Heart Beat #ป๋อจ้าน #อี้จ้าน #หวังเซียว ( Yaoi )

ตอนที่ 2 : MHz...II.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    1 ก.ย. 62

MHz...

II.

 

ทั้งๆ ที่ไม่ได้เจอกันบ่อย ไม่ได้ติดต่ออะไรกันเป็นพิเศษ...

แต่ยามได้พบหน้า และสบดวงตาคู่นั้น

น่าแปลก...

 

ที่หัวใจ...เต้นไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง

 

 

“หา! เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะจ้านจ้าน!

“นั่นสิครับ เอาใหม่สิ พี่บอกว่าพาใครเข้าบ้านนะ”

เซียวจ้านเหลือบตามองผู้จัดการวงกับเหล่าสมาชิกวงทั้งหลายที่พร้อมใจกันยื่นหน้าเข้ามาถามอย่างอยากรู้อยากเห็น ขณะที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ในห้องพักของค่ายเพื่อนทานมื้อเช้า ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงาน

“หวังอี้ป๋อ” เซียวจ้านตอบ ยักคิ้วยิ้มๆ ให้กับสีหน้าของแต่ละคน...ทำหน้าตลกกันดี ถ้ามีกล้องอยู่จะถ่ายเอไว้แบล็คเมล

“จ้านจ้าน! นี่นายถึงขั้นชวนผู้ชายคนอื่นเข้าบ้าน! ซ้ำผู้ชายที่ว่ายังเป็นหวังอี้ป๋อ!” ผู้จัดการเอามือกุมขมับ ถ้าไม่ติดว่าการตีศิลปินที่ตัวเองดูแลมันจะผิดจรรยาบรรณผู้จัดการละก็ พี่ใหญ่หน้าใสของวงถูกตีแน่นอน! ชวนใครไม่ชวนดันชวนพ่อหนุ่มดอกไม้หน้าหล่อความสามารถเยอะอย่างหวังอี้ป๋ออีก!

“ปกติบ้านหลังนั้นพี่ไม่ชอบให้ใครเข้าไปนี่นา...”

“พวกเรายังได้แค่ไปนั่งในสวนเอง”

“พี่หวงบ้านจะตายไป”

“แถมทำอาหารให้กินด้วย...กับพวกเรานานๆ ทีถึงจะได้กิน ถ้าไม่ใช่วันเกิดพี่ก็ไล่ให้พวกเราไปกินบะหมี่สำเร็จรูป”

เซียวจ้านมองเจ้าพวกน้องๆ ที่ทำหน้าทำตาน้อยอกน้อยใจเสียเต็มประดา ทำประหนึ่งเขาก่อความผิดร้ายแรง เขากลอกตาหนึ่งรอบ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “พวกนายนี่นะ หวังอี๋ป๋อเขาช่วยฉันเก็บของไว้ให้ ขับรถมาส่งฉันที่บ้านอีก ถ้าไม่มีเขาป่านนี้ฉันต้องแข็งตายข้างนอกไปแล้ว อีกอย่างฉันก็อายุมากกว่าเขาด้วย มันเป็นมารยาทน่ะเข้าใจไหม มารยาท...ผู้จัดการครับพี่เลิกเดินวนไปวนมาสักทีเถอะน่า เห็นแล้วผมปวดหัวแทนเลย”

“จ้านจ้าน!...เฮ้อ! ช่างเถอะ นายกับหวังอี้ป๋อยังต้องถ่ายซีรีย์ฟอร์มยักษ์อย่าง The Untamed ด้วยกันอีกหลายเดือน สนิทสนมกันไว้ก็ดี...แต่ว่านะ ฉันตงิดใจยังไงไม่รู้ วันนี้มีนัดกับผู้กำกับเฉินด้วย นายต้องไปเจอทุกคนรวมถึงหวังอี้ป๋อด้วยนะจ้านจ้าน”

“อื้ม! ผมรู้ครับ ไม่เห็นเป็นไรเลย” เซียวจ้านลืมความอับอายที่เคยทำไว้หมดแล้ว ในเมื่อวันนั้นหลังได้กินข้าวกับหวังอี้ป๋ออีกฝ่ายก็เป็นสุภาพบุรุษมาก เด็กดีมาก ไม่ถามด้วยว่าทำไมเซียวจ้านถึงวิ่งหนี ชวนคุยกันได้ทุกเรื่องด้วย ดังนั้นเจอกันเขาก็ไม่อายอะไรหรอก “หวังอี้ป๋อค่อนข้างจะนิสัยจริงจังกว่าอายุอยู่นะครับ พี่ไม่ต้องกังวลหรอก”

 

เด็กคนนั้นเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ถ้าชวนคุยแล้วก็พูดตอบโต้ทุกคำ บางทีก็พูดค่อนข้างตรงเกินไปด้วย

แต่เวลาหวังอี้ป๋อยิ้ม...

เชื่อเถอะใครที่เห็นมีอันต้องลืมทุกอย่างแน่ๆ

เรียกว่ารอยยิ้มพิฆาตเลยก็ว่าได้

 

คุณผู้จัดการอ้าปาก อยากจะบอกว่าเขาไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่ก็อธิบายไม่ถูก พอเห็นรอยยิ้มกว้างๆ ของเซียวจ้านส่งมาให้ก็ได้แต่ยอมแพ้

“พี่ทำใจเถอะครับ นิสัยจ้านเกอเขาก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วเดี๋ยวผมไปส่งจ้านเกอให้เอง ผมไม่มีงานอะไร” เฉินเจ๋อซีหนึ่งในสมาชิกวงที่เป็นพี่รองตบไหล่ผู้จัดการอย่างเห็นใจ พี่ใหญ่ของพวกเขาก็เป็นเสียแบบนี้แล้วจะไม่ให้ผู้จัดการกับพวกเขาหนักใจกับเป็นห่วงได้ยังไง

เซียวจ้านเป็นคนใจดี ใจเย็น มีเหตุผลมาก เพราะอายุมากสุดในวงด้วย แต่ว่าเพราะความใจดีเกินไปนั่นแหละที่ทำให้พวกเขาเป็นห่วง ถึงจะอยู่ในวงการด้วยกัน แต่ชวนคนที่เจอกันไม่กี่ครั้งเข้าบ้านเฉยแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน...อีกอย่าง

 

 หวังอี้ป๋อคนนั้นก็...อ่านยาก

ถึงจะอายุแค่นั้นแต่ความสามารถเยอะ และเก็บซ่อนทุกอย่างเอาไว้ภายใต้มาดเพอเฟคนั่น

 

“ฉันขับรถไปเองก็ได้ เดี๋ยวพอเริ่มถ่ายจริงๆ ต้องอพยพข้าวของบางส่วนไปด้วย”

“ผมว่างน่า” เฉินเจ๋อซีทำตาดุใส่พี่ใหญ่

“ก็ได้ๆ ไม่เห็นต้องทำตาดุใส่เลย” เซียวจ้านเบ้ปาก แล้วก็เปลี่ยนมายิ้ม จนคนตาดุถอนหายใจใส่อีกรอบ

 

ยิ้มตลอด อะไรๆ ก็ยิ้ม...แต่ถ้าวันไหนเซียวจ้านเกอเขาไม่ยิ้มวันนั้นโลกก็โคตรหม่นหมอง

 

“ฝากนายด้วยนะเจ๋อซี”

“พี่ดูมาให้ดีๆ นะ อย่าไปส่งเสร็จก็กลับเลย”

“ฝากด้วยนะครับพี่เจ๋อซี”

“พวกนายพูดเรื่องอะไรกัน? ช่างเถอะ ทำงานดีๆ กันด้วยละ” เซียวจ้านตีไหล่ ตีหัวน้องๆ แต่ละคนก่อนจะหยิบกระเป๋ากับของใช้จำเป็นมาถือไว้ แล้วก็หันไปมองคนขับรถกิตติมศักดิ์อย่างเฉินเจ๋อซี “พร้อมแล้วไปกันเถอะ”

“ทำไมไม่ไว้ใจก็ไม่รู้” เหล่าสมาชิกวง กับผู้จัดการพร้อมใจกันถอนหายใจเบาๆ เมื่อมองตามแผ่นหลังของเซียวจ้านที่เดินไปก็แหย่เฉินเจ๋อซีไปด้วย...

 

ลางสังหรณ์ที่เหมือนพี่ใหญ่ของวงจะถูกแย่งไปพร้อมกันโจมตีทุกคน

 

.......................

 

 

“นี่ฉันยังเป็นผู้จัดการของนายอยู่อีกหรือเปล่านะหวังอี้ป๋อ มีอย่างที่ไหนให้ศิลปินในการดูแลมาช่วยขับรถให้แบบนี้น่ะ”

หวังอีป๋อหันมองผู้จัดการยิ้มๆ “พี่เพิ่งกลับจากต่างประเทศนี่ครับ ผมขับเองดีกว่า”

“แปลกที่วันนี้นายดูกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ...กองถ่ายเรื่องนี้มีอะไรน่าสนใจหรือไง?” ผู้จัดการหรี่ตาลงอย่างรู้เท่าทัน คนในวงต่างรู้กันหมดว่าหวังอี้ป๋อกำลังสนใจใครคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ นั่งยิ้มกับโทรศัพท์คนเดียวอยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวันๆ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนวางทีต้องออกไปขับรถเล่นมั่งล่ะ เล่นกีฬาหรือไม่ก็เล่นเกมบ้างละ เพิ่งจะเห็นครั้งนี้ที่สนใจใครสักคนได้มากขนาดนี้

หวังอี้ป๋อหัวเราะในลำคอ แต่ไม่ตอบคำ เขาเห็นรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด เมื่อประตูรถเปิดออกและคนที่อยู่ข้างในออกมาหวังอี้ป๋อก็หยุดมองนิ่ง...

 

แค่เห็นเพียงนิดเดียวจากด้านหลัง...ก็จำได้ติดตา

เซียวจ้านเกอ

 

“อ้ะ หวังอี้ป๋อนี่ สวัสดีๆ” คนอายุมากกว่าฉีกยิ้มกว้างจนทำให้บรรยากาศสดใสส่งมาให้ โบกไม้โบกมือ หวังอี้ป๋อยกยิ้มตามก่อนจะค้อมศีรษะให้เล็กน้อย เซียวจ้านพยักหน้ารับ จากนั้นก็หันไปรบรากับคนในรถอยู่สักพัก หวังอี้ป๋อเห็นใบหน้าใสๆ นั้นเบ้ไปมาเหมือนถูกขัดใจนักหนาแล้วก็ได้แต่ขำ

 

คนอะไรหน้าเด็กมากจริงๆ

 

“นายกลับไปได้แล้วเจ๋อซี กลับไปพักผ่อนเยอะๆ เพิ่งเสร็จงานมานี่นา เดี๋ยวเสร็จแล้วจะโทรให้มารับนะ”

“ให้ผมมารับ หรือให้ผู้จัดการมารับก็ได้ พี่ห้ามให้ใครไปส่งละ...คนสมัยนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้หรอก” หวังอี้ป๋อได้ยินเสียงเถียงกันเบาๆ ก่อนที่ประตูรถจะปิดลงเขาเห็นดวงตาคมที่มองตัวเองอย่างสำรวจและถ้าดูไม่ผิด...ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ด้วย

 

เฉินเจ๋อซี...หนึ่งในสมาชิกวง X Nine วงเดียวกับเซียวจ้านเกอเขาสินะ

 

“รู้แล้วน่า กลับดีๆ นะเจ๋อซี ขอบใจที่มาส่ง บาย” เซียวจ้านโบกมือเมื่อรถคันนันแล่นไปแล้วเขาก็เอากระเป๋าพาดบ่า ก่อนจะเดินยิ้มมาหาหวังอี้ป๋อ

“สวัสดี...อ้ะ สวัสดีครับ” เซียวจ้านเห็นอีกคนในรถ คาดว่าน่าจะเป็นผู้จัดการของหวังอี้ป๋อเลยค้อมศีรษะลง อีกฝ่ายมองเซียวจ้านอย่างสำรวจแวบหนึ่งก่อนจะยิ้ม

“สวัสดีครับเซียวจ้าน วันนี้ต้องรบกวนฝากอี้ป๋อของเราด้วยนะ” ผู้จัดการเลิกคิ้วยิ้มๆ มองหวังอี้ป๋อที่กำลังทำหน้านิ่ง แต่รู้จักกันมาหลายปีทำไมจะไม่รู้

 

ที่แท้ก็คนนี้...

 

“หวังอี้ป๋อเขาเป็นเด็กดี ไม่ต้องห่วงครับผมจะช่วยดูแลให้นะครับ”

“ได้รับการยืนยันแบบนี้ผมก็วางใจแล้ว อี้ป๋องั้นฉันไปก่อนนะ นายเองก็อย่าดื้อกับ...อืม อย่าดื้อกับพี่เขาล่ะ” เอ่ยยิ้มๆ ส่งสายตารู้เท่าทัน แล้วฝากฝังกับเซียวจ้านอีกรอบ ก่อนจะขับรถออกไป หวังอี้ป๋อส่ายหน้าเบาๆ คาดว่ากลับไปมีหวังโดนผู้จัดการกับพี่ๆ ในวงซักฟอกอีกแน่นอน

“ผู้จัดการของนายกับของพวกฉันคล้ายกันเลย...หวังอี้ป๋อกินข้าวมาหรือยัง ยังเช้าอยู่เลยนะเนี่ย” เซียวจ้านมองคนข้างๆ ที่จริงตั้งแต่สบตากันเมื่อครู่ ถึงเขาจะบอกว่าไม่มีอะไรให้อับอายก็เถอะ

 

แต่ไม่รู้ทำไม...ถึงได้รู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าเดิม

เพราะอากาศแน่ๆ เชียว

 

“ทานมาแล้วครับ เซียวจ้านเกอเรียกผมว่าอี้ป๋อก็พอครับ”

“งั้นนายก็ไม่ต้องเรียกฉันเต็มยศหรอกนะ...อี้ป๋อ” เซียวจ้านเอ่ยยิ้มๆ เจ้าเด็กข้างๆ ก็ยิ้มกลับมาเหมือนกัน

“ครับ จ้านเกอ”

 

สรรพนามของเราทั้งคู่เปลี่ยนไป...

ตามจังหวะหัวใจ...ที่เปลี่ยนแปลง

 

..........................

 

เมื่อมาถึงในกองถ่ายทุกคนก็แนะนำตัวกันอย่างเป็นกันเอง เพราะเคยเจอกันมาครั้งหนึ่งแล้วในวันเปิดกองกับวันบวงสรวง รวมถึงผู้กำกับเฉินก็ได้เรียกนักแสดงทุกคนมาทำความรู้จักกันคร่าวๆ ก่อนการแสดงอีกด้วย ดังนั้นการเจอหน้ากันครั้งนี้เลยไม่ถือว่าอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

“ที่ให้ไปเป็นบทของแต่ละคนนะ เอาไปศึกษาทำความเข้าใจแล้วศึกษาบทกันคร่าวๆ ก่อน เดี๋ยวเราจะเริ่มถ่ายทำกันจริงๆ ที่เหิงเตี้ยน อาจมีที่อื่นบ้าง ใช้เวลาหลายเดือนอยู่ ช่วงนั้นใครที่มีงานอื่นควบด้วยจัดการเวลาดีๆ อย่าให้มีปัญหาได้ ถ้ามีปัญหาอะไรให้โทรมาบอกก่อน ถ้าจำเป็นจริงๆ สามารถผ่อนผันกันได้...โดยเฉพาะพวกนายสองคน จ้านจ้าน อี้ป๋อ”

คนถูกเรียกชื่อทั้งสองสะดุ้งทันที เพราะกำลังคุยเรื่องซีรีย์กันอยู่ พอถูกเรียกคนหนึ่งก็ส่งยิ้มเก้อ อีกคนก็ยิ้มแบบหน้านิ่งๆ ทำเอาผู้กำกับถึงกับย่นคิ้ว

 

นี่จะป่วนกันตั้งแต่วันแรกเลยใช่ไหมเจ้าสองคนนี้น่ะ?

 

“พวกนายต้องเคลียร์คิวให้ว่างเข้าไว้ เพราะพวกนายเป็นตัวแสดงหลัก เข้าใจไหม”

“ครับ!” ทั้งคู่ตอบพร้อมกันทันที

 “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราจะมาคุยกันคร่าวๆ ก่อน เนื่องจากซีรีย์ที่เราจะถ่ายทำมันค่อนข้างถูกเพ่งเล็งได้ง่าย อาจไม่เหมือนนิยายต้อนฉบับของอ.โม่เซียงถงซิ่วทั้งหมด เพราะมันต้องดัดแปลงให้เป็น มิตรภาพลูกผู้ชายแต่พวกนายไม่ต้องกังวล เรื่องทำออกมาให้คนดูสุขใจนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราเอง ทีมงานสาวๆ ในกองถ่ายพวกเธอเต็มที่มาก เต็มที่กันทุกฝ่าย ส่วนพวกนายแสดงให้เต็มที่ก็พอ...เอาล่ะมาต่อกัน...”

การประชุมงานเริ่มขึ้นอย่างจริงจังอีกครั้ง เหล่านักแสดงทุกคนต่างก็ตั้งอกตั้งใจกันอย่างเต็มที่ ทุกคนซ้อมบทกันคร่าวๆ พูดคุยกันเพื่อเพิ่มความสนิทสนม กับเซียวจ้านทุกคนจะเข้าถึงได้ง่ายหน่อย เพราะเขาถือเป็นอีกคนที่อายุไม่น้อยแล้วในกอง แถมยังยิ้มเก่ง สร้างเสียงหัวเราะเก่ง หลายคนเลยรู้สึกสนิทสนมด้วยอย่างรวดเร็ว

ส่วนหวังอี้ป๋อ ไอ้หน้านิ่งๆ นั้นชวนให้ไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้เท่าไหร่ แต่พอไปคุยด้วยก็พบว่าไม่ได้นิ่งอย่างที่คิด เพราะมีรอยยิ้มมาให้ แม้บางทีจะตอบคำถามตรงๆ ไปหน่อยก็เถอะ แล้วหวังอี้ป๋อก็ไม่ยอมออกห่างเซียวจ้านเลยสักนิดด้วย ทำให้คนที่เข้าไปทักทายเซียวจ้านก็ต้องทักทายหวังอี้ป๋อไปด้วย

“พวกนายสองคนเคยอ่ายต้นฉบับนิยายเรื่องนี้กันแล้วอย่างนั้นเหรอ?” อวี้ปินคนที่รับบทเป็นเวินหนิง ขุนพลผีของเว่ยอู๋เซี่ยนถามขึ้นอย่างแปลกใจ แล้วยิ่งเห็นทั้งสองคนพยักหน้าก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่

 

ถ้าจำไม่ผิดตามที่เขาได้ยินสาวๆ คุยกันมา นิยายต้นฉบับมัน เอ่อ...

 

“ปินเกอคิดมากอะไรครับเนี่ย แค่อ่านนิยายเอง ผมชอบมากด้วยนะ อาจารย์โม่เซียงเขาเขียนดีมากจริงๆ” เซียวจ้านหัวเราะ เมื่อเห็นอวี้ปินทำสีหน้าแปลกๆ เขารู้แหละว่าต้นฉบับมันเป็นนิยายชายรักชายน่ะ แต่เซียวจ้านไม่ได้คิดมาก สำหรับเขาความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่เกี่ยวกับเพศภาพหรอก แล้วเซียวจ้านก็เป็นพวกทำอะไรทำเต็มที่ เขาได้รับบทเว่ยอู๋เซี่ยนก็พยายามศึกษาตัวละครนี้อย่างจริงจัง “อี้ป๋อก็คิดเหมือนกันใช่ไหม?”

“ครับ สนุกดี ผมไปซื้อเซ็ตสะสมของไต้หวันมาด้วย” หวังอี้ป๋อตอบยิ้มๆ พอเห็นเซียวจ้านเบิกตาอย่างสนอกสนใจก็หยิบมือถือของตัวเองออกมาให้ดูรูปที่เขาถ่ายไว้

“สวยอะ ฉันอยากได้บ้างจัง ยังหาซื้อได้อีกไหมเนี่ย?”

“ผมจะลองถามให้นะ แต่ถ้าจ้านเกออยากดู ไปดูที่ห้องผมก็ได้”

“ได้เหรอ?”

“แน่นอนครับ”

บทสนทนาของคนสองคนที่หงุงหงิงกันอยู่สองคน ทำให้อวี้ปินเกาแก้มตัวเอง แล้วเฟดตัวออกมาเงียบๆ ก็อยากจะถามต่ออีกหน่อยนะว่าพวกนายอ่านแล้วไม่ติดใจหน่อยเหรอ? ได้ข่าวแว่วๆ มาจากสาวๆ ในกองว่ามันมีฉากเรทที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชนอยู่ด้วยนะเออ แต่พวกนายสองคนกลับอ่านได้อย่างสบายใจเฉิบ มองหน้ากันแล้วไม่อายสักนิด แถมดูจะชอบจนหาเซทสะสมมาเก็บไว้ด้วย


ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ


หรือเขาแก่เกินไปเลยทำความเข้าใจเด็กๆ ไม่ทันแล้ว...แต่เซียวจ้านก็อายุน้อยกว่าเขาแค่ปีเดียวเองนี่นา เหลือบตาไปมองตัวหลักของเรื่องก็ไม่รู้ว่าหวังอี้ป๋อพูดอะไรสักอย่าง เลยถูกเซียวจ้านตีเอา แรกๆ สีหน้าคนพี่ดูเก้อๆ ที่ใช้กำลังกับน้อง แต่ต่อมาก็เชิดหน้าแล้วยิ้มอย่างน่ามันเขี้ยว อวี้ปินเห็นสายตาของหวังอี้ป๋อเป็นประกาย ก่อนจะตีเซียวจ้านกลับ แรงที่ใช้นั้นโคตรจะเบาเลยด้วย

 

โอเค...เขาว่าไม่ควรเข้าไปแทรก

แต่เห็นแล้วก็รู้สึกยิ้มตามไปด้วยเหมือนกันนะเนี่ย

 

.......................

 

“นายไม่ต้องไปส่งก็ได้นะอี้ป๋อ ฉันโทรเรียกเจ๋อซีมารับก็ได้ รบกวนพี่ผู้จัดการของนายเปล่าๆ” เซียวจ้านเอ่ยขึ้นมา เมื่อเดินตามหวังอี้ป๋อมาที่ด้านหลัง เมื่อประชุมงานเสร็จเรียบร้อยผู้กำกับก็ปล่อยให้แยกย้ายกันกลับ โดยนัดเจอกันอีกทีอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า

“ผมผ่านทางนั้นอยู่แล้วครับ” หวังอี้ป๋อเองก็ตอบกลับเรียบๆ ถ้ากับคนที่ไม่สนิทเขามักจะค่อนข้างเงียบ ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะสนิทสนม แต่กับจ้านเกอข้างๆ นี่...ไม่รู้ว่าเพราะนิสัยของเจ้าตัวหรือเพราะหวังอี้ป๋อสอดส่องเรื่องราวของอีกฝ่ายบ่อยๆ เลยสนิทสนมกว่าคนอื่นในกอง “ผมไปส่งได้ จ้านเกอจะยืนรอคนเดียวได้ยังไงกัน”

“คนเดียวที่ไหน มีกองถ่ายยังไม่เลิกอีกตั้งเยอะ” คนพี่ก็เถียงทันที แต่พอเห็นน้องมันมองมาแบบสายตาดุๆ และจริงจังเซียวจ้านก็ยกสองมือขึ้นเสมอไหล่เป็นเชิงยอมแพ้ จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ “แต่ถ้าหลานเอ้อเกอเกอเป็นห่วงม้ากมากขนาดนั้น ฉันจะเชื่อฟังก็ได้นะ”

หวังอี้ป๋อชะงักนิดหน่อย เหลือบมองคนข้างๆ ที่หัวเราะจนแก้มป่องๆ เวลายิ้มก็เห็นลักยิ้ม เวลาหัวเราะก็สดใสกังวาน แถมยังเรียกเขาว่าพี่รองหลานอีก

 

หลานวั่งจี...คือบทที่หวังอี้ป๋อแสดงความนี้

 

“ถ้าผมมีคาถาปิดปากเหมือนพี่รองหลานเขา จ้านเกอไม่ได้หัวเราะอยู่แบบนี้หรอกครับ” หวังอี้ป๋อยิ้ม ยามเซียวจ้านหยุดหัวเราะแล้วมุ่ยหน้า ยื่นมือมาฟาดอกเขาเบาๆ

ไม่รู้ทำไมคนอายุมากกว่าเขาถึงได้ชอบตีหวังอี้ป๋อ พอเริ่มสนิทกันก็ตีเอาๆ แล้วหวังอี้ป๋อก็ไม่ยอมให้ถูกตีฝ่ายเดียว ตีมาเขาก็ตีกลับ

“นายว่าฉันพูดมากเหรออี้ป๋อ”

นั่น..มือขาวๆ ฟาดเอาฟาดเอา จนหวังอี้ป๋อได้แต่ส่ายหน้า นับจำนวนครั้งที่ถูกตีเอาไว้ในใจ พอเซียวจ้านเลิก เขาก็ตีคนพี่กลับเบาๆ ทันที ได้ยินเสียงตุ้บ ตุ้บๆ และเสียงอ้อนวอนแบบไม่จริงจังแทรกมา

“หวังเหล่าซือ~~ ปราณีกันด้วยสิ ฉันอายุมากแล้วนา สู้นายไม่ได้หรอก”

“เรียกเหล่าซือยังไงผมก็ไม่หยุดหรอกครับ เซียวเหล่าซือ” หวังอี้ป๋อยักคิ้ว ทำเอาเซียวจ้านเหวอนิดหน่อย เพราะเจ้าเด็กนี่ไม่ค่อยยิ้มกับคนอื่นเท่าไหร่ ก็พอเข้าใจแหละว่าน้องมันยังไม่ค่อยสนิทกับคนนอก ต้องใช้เวลาสักนิดก่อน ไม่เหมือนเขาที่เป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสี เข้ากับคนอื่นได้หมด แถมวันนี้ก็อยู่กับเขาแจไม่ไปไหนด้วย ไอ้หน้าหล่อๆ นั่นก็ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยแสดงอาการเท่าไหร่ด้วย

 

นี่ที่ทำสีหน้าแบบนี้คือว่าสนิทสนมกับเขาแล้วสินะ

รู้สึก...เหมือนอะไรบางอย่างมัน...เต้นแปลกๆ แฮะ

 

“อี้ป๋อ นายรังแกอะไรเซียวจ้านเขา” ผู้จัดการของหวังอี้ป๋อที่รออยู่แล้ว รีบเปิดประตูมาถามทันที เมื่อเห็นคนในความดูแลเดินมาด้วยตีเซียวจ้านไปด้วย

 

สีหน้าดูแฮปปี้เสียเหลือเกินนะหวังอี้ป๋อ

ปกติเคยเป็นแบบนี้ไหมล่ะ...ไม่เคยเสียหรอก

 

“เปล่าครับ เปล่า พวกเราสองคนแค่เล่นกันเฉยๆ น่ะครับ” เซียวจ้านเป็นฝ่ายตอบ เขาแก้ตัวแทน เหลือบตามองหวังอี้ป๋อแล้วส่งสายตาว่าให้เห็นด้วยไปซะ เพราะกลัวคนน้องจะถูกดุ ตาใสๆ ฉายแววบังคับนั่นทำให้หวังอี้ป๋อกลั้นยิ้ม พยักหน้าเชื่อฟัง

“เดี๋ยวเราแวะไปส่งจ้านเกอก่อนนะครับ”

“ที่จริงไม่ต้อง...” เซียวจ้านพูดไม่ทันจบก็ถูกหวังอี้ป๋อดึงมือเข้าไปนั่งด้านหลังเรียบร้อย ซ้ำยังปิดประตูให้เสร็จสรรพ จนได้แต่กระพริบตาปริบๆ

“ได้สิ บอกทางด้วยนะเซียวจ้าน” ผู้จัดการหัวเราะ กลั้นขำสุดๆ พยายามไม่ให้ปล่อยก๊ากออกมาแทบแย่ เห็นตั้งแต่เดินตีกันมา แล้วเห็นเซียวจ้านช่วยออกหน้าให้เพราะกลัวหวังอี้ป๋อจะถูกเขาดุ อยากจะบอกคนหน้าเด็กเขานะว่า ไม่มีใครกล้าดุหวังกงจื่อเขาหรอก เป็นน้องเล็กที่เป็นอำนาจมืดของวงที่แท้จริงเลยคนนี้ แล้วปกติคุณชายหวังเขาชอบขับรถเอง ถ้าไม่เหนื่อยหรือเพลียเกินไปผู้จัดการอย่างเขาถูกแย่งหน้าที่แน่ๆ แล้วดูตอนนี้สิ

 

นั่งชวนเซียวจ้านดูอะไรในมือถือไม่รู้ คุยกันหงุงหงิงอยู่สองคน

 

ผู้จัดการดีเด่นอย่างเขาก็ทำได้แค่ขับรถไปเรื่อยๆ มีถามทางเซียวจ้านบางบ้างครั้งบางคราว ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็พาเซียวจ้านมาถึงหอพักของค่ายที่สังกัดอยู่ได้อย่างสวัสดิภาพ

“จ้านเกออยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ?”

“อื้ม ก็อยู่ที่นี่บ้าง เวลาพวกเด็กๆ ในวงมากันครบๆ แต่ส่วนมากแล้วก็ไปอยู่บ้านนั่นแหละ ค่อนข้างสะดวกกว่า ขอบคุณมากนะครับที่มาส่ง ขอบคุณนะอี้ป๋อ เดี๋ยวเราค่อยเจอกันนะ” เซียวจ้านค้อมศีรษะให้ผู้จัดการอย่างมีมารยาท ยิ้มและโบกมือให้หวังอี้ป๋อ ก่อนจะลงจากรถ

“พี่ ทำไมไม่โทรมา” เสียงดุๆ ดังขึ้นด้านหลัง ทำเอาเซียวจ้านรีบหันไปมองทันที เห็นเฉินเจ๋อซียืนทำหน้าโหดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ยิ้มแหยหนึ่งรอบ

“ผู้จัดการของอี้ป๋อกับอี้ป๋อเขาอาสามาส่งน่ะ จะได้ไม่ต้องรบกวนเจ๋อซีให้ไปรับอีกไง”

ดวงตาคมดุของเฉินเจ๋อซีมองรถที่จอดอยู่แล้วหรี่ตาลงอย่างพินิจทันที...หวังอี้ป๋ออีกแล้วเหรอ? เห็นทีต้องรีบรายงานผู้จัดการกับคนอื่นๆ ในวงเสียแล้ว

“งั้นก็ดีแล้ว พี่รีบเข้าไปข้างในเถอะ วันนี้ผู้จัดการบอกว่าจะเลี้ยงพิซซ่าพวกเราด้วย”

“ไม่เลว” เซียวจ้านหัวเราะ ก่อนจะหันไปโบกมือให้หวังอี้ป๋อแล้วขยับปากแบบไร้เสียงให้อีกฝ่ายอ่านได้ง่าย ไว้เจอกันนะ

 

ไม่รู้ทำไมแค่ได้เจอ ได้พูดคุยกันวันนี้...

กลับรู้สึกว่าระหว่างพวกเขาสองคน...ใกล้กันมากขึ้น

 

....................

 

“นั่นไงละหวังกงจื่อ นายถูกหมายหัวแล้ว ดูก็รู้ว่าคนในวงเซียวจ้านเห็นว่านายมันอันตราย” ผู้จัดการเคาะนิ้วกับพวงมาลับรถ เมื่อครู่สายตาของเฉินเจ๋อซีนั้นโคตรดุเลย ส่วนหวังอี้ป๋อก็ต้องเขากลับไปแบบไม่กลัวเกรงด้วย

“พี่พูดเกินไป เดี๋ยวผมขับเองครับ” หวังอี้ป๋อยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินมาฝั่งคนขับ ส่วนผู้จัดการของเขาก็ไปนั่งข้างๆ มิวายแซวไปอีกหนึ่งประโยค

“ผ่านทางเดียวกันงั้นเหรอ? นี่เราต้องขับอ้อมกลับไปแล้วก็ต้องออกต่างเมืองอีก ช่างเป็นทางผ่านจริงๆ เลยนะอี้ป๋อ”

“ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ” หวังอี้ป๋อยิ้มน้อยๆ

“อยากมาส่งเขาก็บอก จะเล่นตัวทำไม เวลาอยู่กับเซียวจ้านนี่ยิ้มกว้าง พูดมากกว่าปกติด้วย แล้วดูเวลาอยู่กับฉันสิ”

“จ้านเกอเขาพูดมากนี่นา ผมก็ต้องตอบโต้บ้างสิครับ” เพราะถ้าอีกฝ่ายถามอะไรมาแล้วหวังอี้ป๋อไม่ตอบ ได้ดวงตาใสๆ นั่นก็จะขึงใส่ เบ้ปากลงนิดหน่อย น่าเอ็นดูเสียจนต้องใจอ่อน พอนึกหน้าเซียวจ้านก็จุดรอยยิ้มที่มุมปากของหวังอี้ป๋อมากขึ้น

 

เห็นภาพคนอายุมากว่าที่หน้าใสกิ๊งชัดเจน

แค่หลับตาก็ก็ราวกับเห็นรอยยิ้มนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้า

 

โทรศัพท์มือถือของหวังอี้ป๋อมีการแจ้งเตือน มือหนึ่งสตาร์ทรถ อีกมือก็หยิบมือถือขึ้นมาดู จากนั้นดวงตาคมของพ่อหนุ่มดอกไม้หน้าหล่อก็ยกยิ้มกว้าง แววตาพราวระยับราวเด็กน้อยที่ได้ของเล่นถูกใจ ทำเอาผู้จัดการข้างๆ รีบหันมามองทันที

หวังอี้ป๋อไม่ค่อยดีใจอะไรมากแบบนี้เท่าไหร่หรอก ตอนได้รางวัลอะไรก็หน้านิ่ง ยิ้มไม่กว้างเหมือนตอนนี้ด้วยซ้ำ

“เกิดอะไรขึ้นน่ะนาย? ดูดีใจมากนะเนี่ย?”

“จ้านเกอเขาฟอลเว่ยป๋อผมน่ะครับ” หวังอี้ป๋อตอบยิ้มๆ เพิ่งขึ้นฟอลเมื่อกี้เลยด้วย คาดว่าพอเข้าไปถึงห้องก็น่าจะฟอลเขาเลย

“หืม? แล้วไม่ฟอลพี่เขากลับล่ะ?” เห็นดีใจเสียขนาดนั้น

หวังอี้ป๋อชะงักมือไว้ที่ช่องติดตามกลับ ก่อนจะโยนมือถือไว้ข้างๆ แล้วส่ายหน้าไปมา ริมฝีปากยกยิ้มอ่านไม่ออก รวมถึงดวงตาคมก็หรี่ลงนิดหน่อยคล้ายกำลังวางแผนอะไรสักอย่าง

 “ไว้ค่อยฟอลตอนเจอหน้ากันดีกว่าครับ ผมจะกดติดตามต่อหน้าจ้านเกอเขาเลย”

 

อยากเห็นปฏิกิริยาคนคนนั้นว่าจะเป็นยังไง...ต้องยิ้มจนเห็นลักยิ้ม และดวงตาเปล่งประกาย พร้อมทั้งบ่นแน่ๆ ที่เขากดฟอลกลับช้า

แค่คิดหวังอี้ป๋อก็รอแทบไม่ไหวเสียแล้ว

 

ผู้จัดการของเขาถึงขั้นหมดคำพูดคำจา ได้แต่สวดมนต์ให้เซียวจ้านในใจ หวังกงจื่อของพวกเราเป็นพยัคฆ์ร้ายซ่อนเล็บ แล้วก็ไม่เคยมีอาการแบบนี้กับใครเลยด้วย...เจอกันคราวหน้าจะบอกให้เซียวจ้านไปทำบุญเยอะๆ จากนั้นก็ต้องรีบจับที่จับในรถเอาไว้ทันทีเมื่อหวังอี้ป๋อดริฟท์รถจนหมุนและขับออกไปอย่างรวดเร็ว

 

จังหวะของหัวใจ...เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง

ท่วงทำนองนั้น...ขยับเข้าใกล้กัน...อีกนิดแล้ว..


...........................


หวังกงจื่อผู้ร้ายกาจ...จ้านเกอคะหนีไปค่าาาา หนีไปน้าาาาาาา ^_^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

50 ความคิดเห็น

  1. #20 ลพเก้า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 04:14
    เจ้าป๋อคนแผนสูง
    #20
    0
  2. #16 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 22:33
    ร้ายจริงๆ
    #16
    0
  3. #7 pk2087 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 01:13

    ค่อยๆเป็นค่อยๆไปกันนะ
    #7
    0
  4. #5 benz_Jenjira26 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 23:48
    ร้ายมากพ่ออออ

    จ้านเกอหนีไปปปป
    #5
    0