ตราบชั่วฟ้าดินสลาย

ตอนที่ 16 : 二 เทศกาลร้อยสีสัน (8)...การร่ายรำของโฉมสะคราญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,029
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    19 พ.ค. 61

15.



เมื่อเหลียนเยว่หยินยอมรับการรังแกนั้นด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงก็สร้างความแปลกใจให้ผู้คน ขนาดเสนาบดีเหลียนผู้เป็นบิดายังแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา บุตรีของตนชำนาญศาสตร์และศิลป์นั้นเป็นเรื่องจริง เมื่อสองปีก่อนนางแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ แต่การร่ายรำใดเล่าที่จะเทียบเพลงพิณอันไพเราะขององค์หญิงซูหนี่ว์ได้

เกรงว่านางอาจจะทำให้ตระกูลเหลียนต้องขายหน้า!

“แต่ในเมื่อหม่อมฉันร่ายรำ ย่อมไม่มีผู้บรรเลงดนตรี...ไทเฮาโปรดพระราชทาอนุญาตให้หม่อมฉันเลือกผู้บรรเลงได้หรือไม่เพคะ?” วาจานี้กล่าวก็มาก็ทำให้ผู้คนต่างเห็นด้วย ในเมื่อจะให้ท่านหญิงเหลียนร่ายรำก็ต้องมอบนักดนตรีที่คู่ควร! หากไทเฮาให้กองงานคีตะของวังหลวงเป็นผู้บรรเลงก็เกรงว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งแบบจงใจเกินไป ซ้ำยังทำให้ไทเฮาเป็นสตรีใจคับแคบ

เพราะในงานเลี้ยงครานี้...ล้วนมีมือพิณอันเลื่องชื่ออยู่ไม่น้อย!

ฉีเหม่ยเซียนกำมือตัวเองแน่น เหลียนเยว่หยินกล่าวเช่นนี้นางต้องการให้องค์ชายอวิ๋นเป็นผู้บรรเลงพิณให้นาง!

นางปีศาจ!

“องค์ชายอวิ๋นเป็นแขกบ้านแขกเมือง คงไม่เหมาะสมจะบรรเลงให้ท่านหญิงเหลียนกระมัง” ฉีเหม่ยเซียนเก็บซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ เอ่ยอย่างอ่อนโยน

“องค์หญิงซูหนี่ว์เข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันหรือจะบังอาจให้องค์ชายอวิ๋นมาบรรเลงบทเพลงให้” อวิ๋นเจินหยางจิบน้ำชาพร้อมหันมามองสตรีทั้งสองด้วยรอยยิ้ม เห็นดวงตาอันแสนสวยงามของเหลียนเยว่หยินมองเขาแวบหนึ่ง คล้ายฝากความแค้นที่เขาทำให้นางต้องเหนื่อยครานี้ อวิ๋นเจินหยางทำเพียงหัวเราะในลำคอ

เห็นงามล้ำเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าเช่นนี้...เยว่หยินก็เจ้าคิดเจ้าแค้นที่สุดผู้หนึ่งเลย

และเหตุที่เขาไม่เสนอตัวปกป้องนาง...เพราะอวิ๋นเจินหยางมั่นใจว่าสตรีที่เขาพึงใจนั้น...ไม่มีทางถูกใครรังแกได้โดยง่ายเป็นแน่

“เช่นนั้นท่านหญิงเหลียนต้องการใช้ผู้ใดกัน ข้าหรือ?” ฉีเหม่ยเซียนเห็นดวงตาที่สบกันของคนสองคน นางยิ่งไม่ยินยอม! วาจาที่เอ่ยออกไปจึงมีน้ำเสียงเสียดสีถึงสองส่วน พูดจาหาเรื่องอีกสองส่วน

“เซียนเอ๋อร์อย่าเสียมารยาท” ไทเฮารีบเอ่ยปรามบุตรสาว เพราะยามนี้ทุกสายตากำลังมองมา ซ้ำนัยน์ตาของฮ่องเต้เริ่มเย็นจัด จนนางที่นั่งข้างๆ มองเห็นได้ชัด “ท่านหญิงเหลียนเลือกเถิด เจ้าอยากให้ผู้ใดบรรเลงหรือ?”

เหลียนเยว่หยินยอบกายขอบพระทัยไทเฮา แม้ในใจจะลอบก่นด่าว่ายายแก่สองหน้าไปหลายยกก็ตาม นางกวาดมองไปรอบๆ ผู้ที่พอบรรเลงเพลงพิณ หรือดนตรีเป็นต่างก็ก้มหลบสายตานางทั้งสิ้น ล้วนไม่อยากถูกนางลากมาในการกลั่นแกล้งครานี้

หลิงซิ่นอวี่หยิบขนมที่ทำได้อย่างวิจิตรขึ้นมาหนึ่งชิ้น หักเป็นชิ้นเล็กๆ วางในจานของสามีที่ดูจะเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน “พี่เฟิง...ท่านว่าเยว่หยินจะทำเช่นไร?”

“อืม...นางคงต้องให้เจ้าช่วย ดูสายตานางสิ” หลิงซิ่นอวี่หันไปมองก็เห็นดวงตากลมโต ที่สบตากับนาง ประกายวิบวับคล้ายเด็กออดอ้อนของโฉมงามทำเอานางใจอ่อนยวบ

เหมือนพี่เฟิง เหมือนชิงเออร์และหมิงเออร์ยามออดอ้อนนางชัดๆ

“หม่อมฉันขอเวลาสักครู่ในการเตรียมตัวได้ไหมเพคะ ส่วนเรื่องผู้บรรเลง ไทเฮาโปรดอย่ากังวล”

“ครึ่งชั่วยามเพียงพอหรือไม่?” น้ำเสียงทุ้มเคร่งขรึมของฉีหรงเฉิงเอ่ยขึ้นมา เป็นการตัดบททุกอย่าง การกระทำนี้ล้วนแสดงชัดว่า...กำลังปกป้องเหลียนเยว่หยิน

“เหลียนเยว่หยินขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”

“เจ้าไปเตรียมตัวเถิด...ข้าจะรอชม” ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังบอบบางที่เดินไปยังที่นั่ง จูงมือสหายอีกสองคนหลบไปด้านหลัง มองน้องสาวตนที่คล้ายจะไม่ยินยอมวูบหนึ่ง ก่อนจะโบกมือให้งานเลี้ยงดำเนินต่อ

 

“เจ้านี่นะ...ข้าไม่ชอบเล่นดนตรี ไม่ว่าจะพิณหรือผีผาล้วนเล่นไม่ได้ หากหวังให้ข้าช่วยก็คิดผิดแล้วล่ะเยว่หยิน” หลิงซิ่นอวี่จิ้มหน้าผากสหายจึกๆ เอ่ยวาจากึ่งสั่งสอนกึ่งเอ็นดู ยามนี้พวกนางทั้งสามอยู่ในอุทยานของแคว้นป๋อ เหลียนเยว่หยินเกาะแขนหลิงซินอวี่อย่างสนิทสนม

“ไม่ต้องบรรเลงเป็นก็ได้ เจ้าแค่ดีดสายพิณไปมาให้เกิดเสียง อย่างอื่นข้าล้วนจัดการเอง”

หลิงซิ่นอวี่ส่ายหน้าเบาๆ นางรู้ว่าสตรีข้างๆ มีแผนการในใจ ก่อนจะยกยิ้มนิดๆ “เยว่หยิน...หากเจ้าเดินทางไปจากแคว้นป๋อสักระยะจะเป็นอันใดหรือไม่?”

“หือ” แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมหลิงซิ่นอวี่ถึงเอ่ยถามเช่นนี้แต่นางก็พยักหน้า “มิมีปัญหา แค่ข้าบอกท่านพ่อให้เรียบร้อยก็ได้แล้ว ข้าไม่ค่อยได้ออกจากบ้านเท่าใดนัก ถือโอกาสไปท่องเที่ยวก็ไม่เลว เจ้าจะชวนข้าไปที่ใดเช่นนั้นหรือ?” โฉมงามมีทีท่าตื่นเต้น ตั้งแต่มายังโลกนี้นางยังไม่มีโอกาสออกไปไหนนอกจากแคว้นป๋อเลย ได้ยินว่าอวิ้นหยางมีทิวทัศน์ที่งดงามจับตา แคว้นอันสงบสุขรุ่งเรือง นางอยากไปเห็นด้วยตาสักครั้ง ดีกว่าอุดอู้อยู่ในจวนอันน่าเบื่อหน่าย ปั้นหน้าเป็นท่านหญิงผู้สูงศักดิ์

“ไปสถานที่หนึ่ง...พบคนผู้หนึ่ง”

แม้วาจาน่าสงสัย แต่เหลียนเยว่หยินเชื่อมั่นในตัวสหายคนนี้อย่างน่าแปลก...นางเชื่อว่าหลิงซิ่นอวี่จะไม่มีทางทำร้ายนาง

“ในเมื่อเจ้ารับปาก...ก็ไม่ต้องให้ข้าไปสะกิดสายพิณให้เจ็บมือหรอก ยกหน้าที่บรรเลงพิณให้พี่เฟิงของข้าแล้วกัน”

“เขา...เล่นพิณได้หรือ?” เหลียนเยว่หยินแปลกใจ

“แน่นอน...ตั้งแต่ข้ารู้จักพี่เฟิง ใต้หล้านี้ไม่มีใครมีฝีมือสูงส่งเท่าเขาอีกแล้วล่ะ” ได้ยินคำยกยอจากภรรยาเทียนหานเฟิงจึงแย้มยิ้มงดงาม กุมมือขาวไว้อย่างรักใคร่

อวี่เออร์ของเขาชื่นชมนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว

“เยว่หยิน เจ้าจะร่ายรำเพลงอะไรรึ?” เสียงนุ่มนวลนั้นเอ่ยถาม ท่าทางเอียงคอน้อยๆ ทำให้เหลียนเยว่หยินมองท้องฟ้าอย่างหน่ายใจ บุรุษผู้นี้จะงามล้ำเกินไปแล้ว! เขาทำให้มวลปุบผาในอุทยานแห่งนี้หม่นหมอง!

“ตอนแรกข้าแค่อยากให้เสียงดนตรี จะอย่างไรก็ได้ ข้าแค่ควบคุมจังหวะให้ดีก็พอ ให้ผู้อื่นบรรเลงก็ไม่แคล้วถูกกลั่นแกล้งให้อับอาย แต่ในเมื่อซิ่นอวี่บอกว่าท่านมีฝือมือเลิศล้ำเช่นนั้น...ระบำปุบผาเป็นอย่างไร?”

เทียนหานเฟิงเลิกคิ้วขึ้น “ไม่เลว...แต่มอบระบำที่สวยงามให้ยายแก่สองหน้านั่นเป็นของขวัญออกจะเป็นการให้หน้านางไปสักหน่อย”

เหลียนเยว่หยินสำลักลมหายใจเบาๆ บุรุษผู้นี้ขึ้งขั้นกล่าววาจาล่วงเกินไทเฮาแคว้นป๋ออย่างไม่กลัวเกรง ซ้ำยังทำราวอีกฝ่ายนั้นไม่อยู่ในสายตา ทำเอานางอดนับถือไม่ได้จริงๆ...เอาเถอะ ในเมื่อเขาสกุลเทียน...จะยโสโอหังสักหน่อยนั้นไม่เป็นไรหรอก

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...ข้าจะช่วยสร้างค่ายกลร้อยปุบผาขึ้น เยว่หยินเมื่อเจ้าร่ายรำเสร็จก็มอบดอกสุ่ยเซียนที่จะปรากฎในมือเจ้าให้ไทเฮาแล้วกัน”

“ค่ายกล? ซิ่นอวี่เจ้าวางค่ายกลเป็นด้วยหรือ!” เหลียนเยว่หยินตาโต...ถึงแม้ชาวยุทธ์ส่วนมากจะมีผู้ใช้ค่ายกลได้แพร่หลายก็เถอะ...แล้วอีกอย่างดอกสุ่ยเซียนนั่น...ถึงแม้คนที่นี่จะไม่รู้ แต่เหลียนเยว่หยินรู้ว่ามันก็คือดอก นาร์ซิสซัสที่สื่อถึงความหลงตัวเอง มั่นใจในตนเองนั่นล่ะ...แต่ในยุคสมัยนี้ น่าจะไม่มีผู้ใดทราบความหมายนี้กระมัง

“แน่นอน ข้าเดินทางค้าขายอยู่บ่อยครั้ง แม้เหล่าผู้คุ้มกันจะฝีมือดี แต่บางคราก็อยากพักผ่อนอย่างสงบบ้าง” แม้นางไม่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับค่ายกลอันใดนางก็จำใจต้องรู้...คนตระกูลหลิงวางค่ายกลไม่ได้ก็น่าขายหน้าเกินไปแล้วล่ะ

“ในเมื่อภรรยาแสนดีของข้าแสดงฝีมือ...เจ้าก็วางใจเถิดเยว่หยิน อวี่เอ๋อร์น่ะ...ร้ายกาจยิ่งนัก เพียงแต่นางไม่ชอบบอกผู้ใด”

“ข้าร้ายกาจสู้ท่านไม่ได้หรอกพี่เฟิง...ท่านมากสามารถราวจอมมาร”

“เจ้าเป็นจิ้งจอกเก้าหางน้อยๆ จะไม่ร้ายกาจได้เช่นไรกัน”

ฟังเขาสองสามีภรรยาถกเถียงกันด้วยบรรยากาศอบอุ่นแล้วเหลียนเยว่หยินก็อดอมยิ้มไม่ได้...คนคู่นี้นี่ทำให้ผู้อื่นล้วนอยากมีครอบครัว!

หลิงซิ่นอวี่ส่ายหน้า หลังจากยอมแพ้สามีเพราะรอยยิ้มงามล่มเมืองของเขาแล้วก็อธิบายให้เหลียนเยว่หยินเข้าใจว่าค่ายกลร้อยปุบผาของนางทำงานอย่างไร...

 

 

“จะครบครึ่งชั่วยามแล้ว ท่านหญิงเหลียนยังไม่มา หรือว่านางหนีไปแล้วเพคะเสด็จแม่” ฉีเหม่ยเซียนเอ่ยเสียงดังไม่น้อย แม้ในงานเลี้ยงจะมีบุรุษและสตรีขึ้นมาแสดงความสามารถก็ไม่อาจทำให้แขกในงานสนใจและรอคอยได้เท่ากับการแสดงของหญิงงามอันดับหนึ่ง

“เหม่ยเซียนระวังวาจาด้วย” ฉีหรงเฉิงเอ่ยเสียงเย็น ทำให้ฉีเหม่ยเซียนกำผ้าเช็ดหน้าแน่นขึ้น เสด็จพี่กำลังปกป้องสตรีน่ารังเกียจนั่น! ทั้งๆ ที่รักใครเอ็นดูและตามใจนางมาเสมอแท้ๆ แต่ยามนี้กลับดุนาง ไหนจะองค์ชายอวิ๋นที่ชอบพอนางปีศาจนั่นอีก

ข้าเกลียดเจ้าหลียนเยว่หยิน! เจ้าถือดีอันใดมาแย่งชิงความรักของเสด็จพี่จากข้า แย่งชิงความสนใจจากองค์ชายอวิ๋นของข้า!

“ฝ่าบาท...ท่านหญิงเหลียนพร้อมแล้วพะยะคะ” ขันทีข้างวรกายฮ่องเต้เอ่ยเบาๆ นัยน์ตาคมของฉีหรงเฉิงทอประกายวูบ

“ให้นางเริ่มได้”

เหล่าแขกเหรื่อทั้งหลายต่างนั่งตัวตรง เมื่อรู้ว่าท่านหญิงคนงามจะเริ่มแสดงความสามารถแล้ว...พวกเขาไม่ทุกข์ร้อนกับการกลั่นแกล้งขององค์หญิงซูหนี่ว์ ใครจะพลาดอย่างไรล้วนไม่เกี่ยวข้อง แต่ในเมื่อได้เห็นโฉมงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าจะร่ายรำ ก็ขอชมเป็นบุญตาสักครั้ง

พลันรอบบริเวณก็หอมด้วยจกลิ่นปุบผานานาพันธุ์ แม้จะรู้ว่ามาจากปุบผาหลากชนิดแต่ไม่ชวนให้เวียนหัวแม้แต่น้อย...กลับหอมหวานราวกับเป็นกลิ่นพิเศษของเทพเซียน

ติง ติง ติง

เสียงสายพิณสั่นไหวเบาๆ ทุกสายตาจับจ้องไปยังลานพิธี...ที่ยามนี้ปรากฏร่างบอบบางร่างหนึ่งยืนนิ่งอย่างสง่างาม อาภรณ์สีแดงสดของนางงดงามราวดอกไม้มีชีวิต ยามท่อนแขนเรียวนั้นสะบัดเบาๆ อาภรณ์เหล่านั้นก็เคลื่อนตามราวมีชีวิต เสียงเครื่องประดับสีทองกระทบกันเบาๆ ดุจเสียงดนตรี และทอแสงออกมา

ราวกับสตรีเบื้องหน้าไม่ใช่มนุษย์...

ติง...

ร่างงดงามเยื้องย่างหนึ่งก้าวก็มีกลีบปุบผาหลากสีร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า...

ติง

เมื่อนางวาดมือทุกผู้ต่างตะลึงลาน เพราะแลเห็นดอกบัวขาวปรากฏขึ้นในมือนั้น และเมื่อเสียงพิณเปลี่ยนจังหวะ ร่างบอบบางก็ออกท่าทางร่ายรำ นางใช้ปลายเท้าหมุนตัว สะบัดชายผ้า เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วงดงาม ไร้ที่ติ สอดคล้องกับเสียงพิณอันไพเราะ ดอกบัวขาวเปล่งแสงราวดอกไม้ของเทพเซียน

เสียงพิณค่อยๆ แผ่วลง...จนเหมือนว่าจะลาลับ จากนั้นก็ทวีความดังมาขึ้น เสียงสูงแต่ใสกังวาน พร้อมๆ กับที่ร่างในอาภรณ์สีแดงม้วนตัวและกระโดดราวเหินอากาศ...ดูราวกับหงส์ไฟมีชีวิต ดอกบัวสีขาวทำให้โดดเด่นขึ้นมาอีกหลายเท่านัก มือขาวเรียวทั้งสองข้างชูดอกบัวขึ้นเหนือศีรษะ บีบเบาๆ กลีบบอบบางนั้นก็หายไป...พร้อมๆ กับที่ในมือที่ปรากฎดอกสุ่ยเซียนสีเหลืองสดขึ้นมา...

ติง

ติง

เสียงพิณค่อยๆ ผ่อนจังหวะลงช้าๆ ร่างบอบบางเยื้องกรายช้าๆ เหล่าผู้คนได้ยินเสียงติงๆ ในหูอีกสองสามครั้งเมื่อรั้งสายตากลับไปก็พบว่าเหลียนเยว่หยินย่อกายลง ในมือชูดอกสุ่ยเซียนขึ้นเหนือศีรษะ อาภรณ์สีแดงกระจายตัวราวกับนางนั่งบนปุบผาสวรรค์ กลิ่นหอมของหมู่มวลดอกไม้ยังจรุงส่งกลิ่นหอมไม่หยุด ก่อนจะค่อยๆ หายไป...พร้อมๆ กับเสียงพิณที่หยุดลง

ชั่วขณะนั้นทุกคนล้วนเห็นพ้องต้องกัน...

เหลียนเยว่หยิน โฉมสะคราญนางนี้...ใช่มนุษย์เดินดินแน่หรือ?

 

นางต้องเป็นเทพธิดาปุบผาไม่ผิดแน่!

   



โฉมงามแสดงฝีมือแล้ว พี่เฟิงกับอวี่เอ๋อร์ก็ด้วย แต่สองคนหลังนี่ไม่ใครรู้ 5555 

ขอบคุณที่ยังรอนะคะ ดีใจมากเลย แล้วก็ขอบคุณคนที่หลงเข้ามาด้วย ^_^

ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

สำหรับวันนี้ ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

153 ความคิดเห็น

  1. #99 princingsanta (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 22:50
    อ่านแล้วอยากมีแฟนอ่าาาาา
    #99
    0
  2. #98 Wawa2524 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 20:52
    ออ้ายยยย ชอบๆๆๆสามีภรรยาน่ารักฝุดๆ
    #98
    0
  3. #97 primo xxii (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 20:00
    โอ้ยยยยพี่เฟิงง ขอฉากสามีภรรยาคู่นี้เยอะ ๆ มันดีต่อใจมากกกกก ๆ ๆๆ ๆ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โอ้ยยยยยละมุนอะไรแบบนี้
    #97
    0
  4. #96 คุณหญิง Ma-E (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 18:15
    อืม...เม้นอะไรไม่ออกเลยแฮะ เอาเป็นว่า #จอมมารกับจิ้งจอกของเขา ก็แล้วกัน
    #96
    0