ความลับแห่งป่าต้องห้าม

ตอนที่ 2 : สมาชิกคนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    15 เม.ย. 63

ผมลุกจากที่นอนในชุดเดิมก่อนจะลงไปหาแม่ข้างล่างเพื่อกินข้าวเย็นมื้อพิเศษ ว่าแต่มันพิเศษเพราะอะไรกันล่ะ? ยิ่งผมเดินเข้าไปใกล้ครัวมากเท่าไหร่ก็เริ่มได้ยินเสียงหัวเราะของแม่คละเคล้ากับใครสักคนอยู่เนืองๆ และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่หูของผมฟังไม่ผิด เมื่อเดินไปถึงภาพตรงหน้าคือแม่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกับเด็ก! คือผมหมายถึงเด็กจริงๆน่ะ น่าจะเป็นคนเอเชีย สูงประมาณร้อยเจ็ดสิบห้าเซนเห็นจะได้

“ใครฮะแม่” ผมเดินเข้าไปนั่งข้างๆแม่ซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับเด็กคนนั้น

“แม็คไงเจค แม่บอกให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ใช่เหรอ”

“ผมนึกว่าแม่พูดเล่น ว่าแต่แม็คคือ...” ผมหวังในใจว่านี่คงจะไม่ใช่สามีใหม่ของเธอ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแม่ผมคงต้องโดนฟ้องข้อหาพรากผู้เยาว์แน่ๆ

“แม่ลืมบอก แม็คเขามาจากเมืองไทยน่ะ”

“ไม่ยักรู้ว่าเรามีญาติที่เมืองไทยด้วย”

“อันที่จริงแม็คไม่ได้เป็นญาติเราหรอก เค้าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนน่ะ จะมาอยู่กับเราราวสองปี เข้าเรียนที่เดียวกับลูกด้วยนะ อยู่เกรดเก้า"

ผมอึ้งกับคำพูดของแม่ เพราะกำลังจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ด้วยโดยไม่ทันตั้งตัว แม่ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ผมจ้องไปที่แม็คเพื่อสังเกตพฤติกรรม เขาโบกมือช้าๆทักทายผม หน้าตาสะอาดไร้พิษภัย แต่ผมก็รู้สึกไม่ชอบเค้าสักเท่าไหร่

“สวัสดีชื่อเจคใช่มั้ย” แม็คเริ่มทักทายผมด้วยสำเนียงที่ดี

“ใช่ๆ นายก็คือแม็ค”

“ใช่ ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

“งั้นห้องฉันนายก็เป็นคนจัดสินะ”

“อันที่จริงก็ใช่ ฉันเจอหนังสือโป้วางอยู่บนหัวเตียงนายด้วย”

“เจค นี่ลูก” แม่ผมทักท้วงเมื่อได้ยินแม็คพูดแบบนั้น

“ป่าวนะฮะ ไม่ใช่ฮะแม่” ผมปฏิเสธแม่อย่างทันควัน

“ทำไมเป็นคนแบบนี้ฮะ”

“บอกแม่ฉันสิว่านายพูดเล่น” ผมส่งสายตาอย่างมีเลศนัยให้แม็ค ซึ่งก็ดูเหมือนเขาจะเล่นกับผมด้วย

“ผมพูดเล่นฮะคุณนายวินสัน” แม็คพูดขึ้น

“แล้วไป”

“ไอ้แสบ ฉันจะเรียกนายชื่อนี้นะ” ผมบอกแม็คพร้อมกับตักพายเข้าปากอย่างเต็มคำจนมันทะลักออกมาเปรอะไปหมด

“ใจเย็นเจค พายมีอีกเยอะ” แม่พูดขึ้น

“ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะภายในบ้านของเราดังขึ้นอีกครั้งหลังจากไม่มีมาราวๆห้าปีหลังพ่อเสียไป

เรานั่งคุยกันเพลินจนลืมเวลา แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีระหว่างผมกับเด็กไทยสมาชิกใหม่ของบ้าน จะว่าไปเราสนิทกันเร็วจนน่าแปลกใจ อาจเพราะไลฟ์สไตล์ของเราพอๆกัน เค้ามักจะมีมุขมาหยอดระหว่างคุยเป็นพักๆเพิ่มสีสันให้ครอบครัวเราเป็นอย่างมาก

“เอาล่ะหนุ่มๆไปนอนกันได้แล้ว เดี๋ยวแม่เก็บเอง พรุ่งนี้ไปโรงเรียนแต่เช้า”

“ฮะคุณนายวินสัน” แม็คตอบกลับแม่อย่างมีมารยาท

ผมกับแม็คพากันเดินขึ้นบันไดด้วยความอิ่มจนแทบจะทะลักออกมา ระหว่างทางเดินเราก็คุยกันไปพรางๆจนกระทั่งมาถึงห้อง ผมเอนตัวลงนอนแผ่หลาบนที่นอนอย่างสบายใจ สบายจนแทบจะลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้

“นี่นายจะไม่อาบน้ำเลยเหรอ”

“อาบทำไมฉันไม่ได้เลอะอะไรขนาดนั้นซักหน่อย ว่าแต่นายเถอะเอาหนังสือฉันไปไว้ไหน” ผมถามแม็คเกี่ยวกับหนังสือดาวยั่วที่หลอกแม่ไปเมื่อครู่ว่ามันไม่มีอยู่จริง

“ฉันเอาไว้ในลิ้นชักข้างห้องน้ำ เดี๋ยวนี้คนอเมริกันนิยมช่วยตัวเองเหรอเนี่ย ฮ่าๆ”

“หุบปากไปเลยไอ้แสบ มันก็ต้องมีบ้างดิ่ นายไม่เคยเครียดเหรอไง”

“นั่นแฟนนายเหรอ” แม็คชี้ไปที่ผนังที่ผมติดรูปของเอ็มม่าไว้

“ใช่ก็ดี”

“เรื่องมันเศร้าแบบนี้แหละชีวิต” แม็คพูดกับผมราวกับตัวเองเป็นผู้ใหญ่พร้อมเอนตัวลงนอนข้างๆ

“นอนเถอะพรุ่งนี้นายต้องเจอศึกหนักแน่ๆ เด็กใหม่ เพราะขนาดฉันยังไม่ชอบหน้านายเลยตอนแรก”

“คนที่นี่เค้ารับเด็กใหม่กันยังไงเหรอ”

“ที่เห็นบ่อยก็คงเป็นพวกปาไข่ดิบ ขโมยเสื้อผ้า สะกัดขาให้ล้มอะไรทำนองนั้น”

อึก!! เสียงกลืนน้ำลายลงคอของแม็คดังจนผมสัมผัสได้ถึงความกลัวของเค้า

“ฉันกินข้าวกับนายได้มั้ยพรุ่งนี้”

“ตามสบายเพื่อน ฉันไม่ถือหรอก”

“นายเป็นเจ้าบ้านที่ดีกว่าที่คิดไว้มากนะ ตอนอยู่ไทยฉันเตรียมรับมือกับแรงกดดันหลายๆอย่างแต่ตอนนี้สบายใจไปได้หนึ่งแล้ว”

“นายแน่ใจได้ไงว่าฉันจะดีกับนาย”

“ฉันเชื่อใจนายนะเจค” คำตอบของแม็คทำให้ผมไปไม่เป็นเลยอยู่ๆทุกอย่างก็หยุดชะงัก ถ้าผมทำอะไรโง่ๆ ผมคงจะกลายเป็นคนเลวมาก

“นอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะแนะนำให้นายรู้จักสถานที่ต้องห้ามของโรงเรียน ที่สำคัญถ้านายไม่อยากสายในวันแรก ปลุกฉันด้วย”

“ฝันดีเจค”

สิ้นเสียงแม็คกล่าว บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด ไร้เสียงแวดล้อมใดๆ ทุกอย่างรอบกายจากที่เคยมีชีวิตชีวากลับแน่นิ่งราวกับจิตวิญญาณหลุดหายไป แม้กระทั่งกิ่งไม้ที่เคยโบกพัดยามนี้ก็เหลือเพียงเงาน่าขนลุกทิ้งไว้ที่ขอบหน้าต่าง เวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ความรู้สึกของผมเริ่มจางหายไปเหลือเพียงความมืดมิดถูกประทับไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง

“โจนาธาน... เรื่องราวที่รู้กำลังจะเปลี่ยนไป...” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางป่าหนาทึบที่ค่อยๆปรากฏภาพขึ้นทีละน้อย

“ช่วยด้วย...” มันเป็นเสียงของแม่ที่ดังขึ้นซ้อนทับเหตุการณ์เดิมจนทำให้ผมเกิดอาการสับสนอย่างบอกไม่ถูก

“ที่นี่ที่ไหน ใครคือโจนาธาน” ผมตั้งคำถามแทรกเข้าไปในมิติซับซ้อนที่กำลังเกิดขึ้น ลักษณะผืนป่าดั้งเดิมเปลี่ยนไปเป็นพุ่มไม้รกร้างสูงท่วมหัว เส้นทางซับซ้อนไปมายากจะพบทางออก

"เอ็ดเวิร์ด..." เสียงแม่ตะโกนร้องเรียกพ่อจากที่ไหนสักแห่ง

“ท่านอยากค้นพบคำตอบมาโดยตลอดไม่ใช่เหรอ ตามข้ามาสิ” ความเยือกเย็นเริ่มก้าวกรายเข้ามาทันทีเมื่อสิ้นคำพูดของหญิงสาวไม่ทราบชื่อในชุดราตรีสีขาว ทุกอย่างรอบตัวค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็งและแตกหักจนกระทั่งมาถึงตัวผม

“ไม่” ผมตะโกนร้องสุดเสียง เมื่อสัมผัสได้ว่าร่างกายตัวเองกำลังแตกหัก เปลือกตาทั้งสองเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้ว่านี่คือความฝัน ความฝันที่เหมือนจริงมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าผมหมกมุ่นกับป่าต้องห้ามมากเกินไปประกอบกับเรื่องแปลกๆที่ได้พบเจอมาก่อนเข้านอนแล้วผมก็กินมื้อค่ำเข้าไปเยอะด้วย

“เจคนายตื่นก็ดีแล้วฉันว่าจะปลุกนายพอดีเลย” แม็คกล่าวทักผม

“นี่เช้าแล้วเหรอ”

“ใช่แล้ว นายควรไปอาบน้ำซะนะ แล้วก็พาฉันไปโรงเรียนด้วย”

“โอเค”

ผมเคลื่อนตัวเข้าไปในห้องน้ำด้วยอารมณ์ที่สับสนอยู่พอสมควร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวเหมือนจริงจนน่าขนลุก แล้วดูเหมือนกับว่ามันจะทำให้ผมนอนไม่เต็มที่ด้วย ยิ่งปล่อยให้น้ำจากฝักบัวไหลรดหัวมากเท่าไหร่ความทรงจำเกี่ยวกับความฝันเมื่อสักครู่ก็ยิ่งเลือนหายไป แต่ที่ผมจำได้ดีอย่างนึงก็คือมีแม่ซึ่งไม่ควรจะมีอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

“เจคนายอาบนานเกินไปแล้วนะ เดี๋ยวก็ไม่ทันรถโรงเรียนหรอก”

“เสร็จแล้วๆ แต่ฉันไม่ได้บอกว่าจะพานายขึ้นรถโรงเรียนสักหน่อย”

“งั้นก็ตามใจนายฉันไปรอข้างล่างนะ เชิญโป้ได้ตามสบายพี่ชาย”

ทันทีที่แต่งตัวเสร็จผมก็เดินลงไปห้องครัวโดยเร็ว แม็คกำลังหม่ำอาหารเช้าแก้มตุ่ยอยู่บนเก้าอี้ที่นั่งประจำของผมอย่างไม่ปราณี แต่ก็เอาเหอะผมยกให้แล้วกัน ไม่บ่อยที่จะมีคนกินข้าวเช้าเป็นเพื่อน

“แม่ล่ะ” ผมถามแม็ค

“พึ่งออกไปเมื่อกี้ เห็นบอกจะไปทำธุระที่ร้านเรดวู้ด ให้นายล็อคบ้านด้วย”

ผมพยักหน้าให้แม็คแล้วเคลื่อนตัวลงนั่งข้างๆ จานข้าวของเค้าดูมีชีวิตชีวามากกว่าของผมเอามากๆ แปลกจังทำไมแม่ถึงทำให้เราไม่เท่ากันนะ ผมมองหน้าแม็คที่กำลังขบเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยพรางหันกลับมามองที่จานข้าวตัวเองด้วยความแปลกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ไม่ต้องแปลกใจหรอก ฉันตักของนายมาเองแหละ ไม่ว่ากันนะ”

“ว่าแล้วไงไอ้แสบ งั้นนายเอาไปเลยฉันกินซีเรียลก็ได้”

“ขอบใจ”

“เหอะ”

เรานั่งกินข้าวเช้ากันประมาณครึ่งชั่วโมงได้ เป็นการกินที่เชื่องช้าและอืดอาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลย ทั้งนี้คงไม่ต้องบอกนะว่าเพราะใคร นอกจากจะกินเยอะแล้วยังกินช้าอีก

ผมพาแม็คเดินออกจากบ้านแล้วล็อคประตูตามที่แม่สั่งไว้ นี่เป็นวันแรกของผมที่ไม่สายและก็เป็นวันแรกของแม็คที่ต้องเจอกับมรสุมลูกยักษ์ในโรงเรียน ไม่รู้จะสงสารมันดีหรือเปล่า เมื่อกี้พึ่งแย่งข้าวผมกินไปเอง

“พร้อมนะ” ผมถามแม็ค

“คงงั้น”

“โอเค เดินตามมา”

“ทำไมเราไม่ขึ้นรถโรงเรียนกัน ทั้งที่มันจอดอยู่ตรงเนี้ย?”

“มันจะไปสนุกอะไรเล่า ตามมาเถอะ”

แม็คทำตามที่ผมสั่งอย่างเคร่งครัดทุกอย่าง ตลอดทางใบหน้าของเค้าดูเป็นกังวลไม่พูดไม่จาเลยสักคำ แต่ก็อย่างว่าแหละ การเป็นเด็กใหม่ในรั้วไฮสคูลมันยากที่จะทำใจโดยเฉพาะถ้าคุณไม่ใช่คนแถวนี้ด้วย

เราเดินกันมาได้ประมาณหนึ่งก็มาถึงสถานที่ที่ผมต้องหยุดมองทุกครั้งที่ผ่าน ‘ป่าต้องห้าม’ ยังคงเป็นปริศนาในหัวของผมที่ยากจะจินตนาการ ความมืดและหนาวเย็นกลืนกินต้นสนสูงหลายร้อยฟุตไว้อย่างมิดชิดแม้ในตอนกลางวัน แสงแดดเพียงเล็กน้อยก็ไร้วี่แววที่จะเล็ดลอดเข้าถึง

“นายหยุดทำไมเนี่ย” แม็คถามผม

“นายดูป่านี่สิ มันแปลกนะว่ามั้ย”

“ไม่เห็นจะแปลก ก็แค่ป่าที่ล้อมไปด้วยรั้วเก่าๆ”

“ไม่ใช่แค่นั้น นายลองมองลึกเข้าไป ทุกอย่างมืดสนิท ไร้ซึ่งแสงสว่าง ราวกับว่านั่นเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เหลืออยู่ ที่สำคัญนะนายไม่แปลกใจเหรอว่าทำไมต้องกั้นรั้วไฟฟ้าถึงสามชั้น” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเพื่อสะกดแม็คให้เชื่อในคำพูด นัยตาของเค้าเปิดกว้างเหมือนกับว่ากำลังใช้สมองจินตนาการข้อความเหล่านั้นออกมาเป็นภาพ ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้เหมือนกันเพราะเด็กคนนี้มันแปลก แปลกกว่าเด็กทั่วไปที่ผมรู้จักอะนะทั้งการพูด ความคิด แม็คยืนนิ่งไปหลายนาทีก่อนที่จะสะดุ้งด้วยเสียงเรียกของผม

“เอ่อก็จริงของนายถ้าหากรั้วนั่นเป็นรั้วไฟฟ้า แต่มันจะสำคัญยังไง”

“ไม่รู้สิ แต่ทุกครั้งที่หยุดดูมัน ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนเรียกฉันจากข้างในนั้น”

“นายนี่ท่าจะเพี้ยน ว่าแต่ถ้านายอยากรู้มากนักทำไมไม่ลองเข้าไปดูล่ะ”

“มีใครเคยเข้าไปที่ไหนกันเล่า รั้วพวกนี้ก็ต้องไปตัดไฟที่ห้องไฟโรงเรียน ฉันทำไม่เป็นหรอก”

ขณะเดียวกันที่ผมกำลังคุยกับแม็คอยู่นั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีนิ่งเงียบใบหน้าไร้อารมณ์ เธอเดินผ่ากลางระหว่างผมกับแม็คแล้วลอดตัวผ่านช่องรั้วไปอย่างง่ายดายต่อหน้าต่อตา

“ดูเหมือนทฤษฎีของนายจะผิดแล้วล่ะ เมื่อกี้เพิ่งจะมีคนเดินเข้าไปและที่สำคัญที่รั้วก็ไม่มีไฟฟ้าด้วย” แม็คพูดขึ้น

“เป็นไปไม่ได้ นายไม่เห็นป้ายเตือนไฟฟ้านั้นเหรอไง”

“นายก็เห็นอยู่นิ่”

“ฉันไม่แน่ใจนักหรอกว่าเห็นอะไร อีกอย่างถ้าเมื่อกี้เป็นผู้หญิงจริงๆมันก็อันตรายเอามากๆ”

“แล้วนายจะทำอะไรได้”

“ฉันจะเข้าไป”

“ว่าไงนะ”

“ฉันจะเข้าไป รอแปบเดียว ถือกระเป๋าให้ด้วย” ผมพูดพรางยื่นกระเป๋าให้แม็ค

ผมเดินไปชิดกับรั้ว ในตอนนี้ยังพอที่จะเห็นหลังของเธอคนนั้นจางๆ ผมเอื้อมมือไปดันเส้นลวดลงเพื่อที่จะขยายช่องให้ตัวเองรอดผ่านไปได้ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นอย่างที่คิด ทันทีที่ผมแตะโดนเส้นลวด ตัวของผมก็ถูกไฟฟ้าขนาดพันโวลต์ดีดให้กระเด็นออกมาอย่างแรง

“เฮ้ย เจค” แม็ครีบวิ่งมาประคองผมไว้ด้วยความตกใจ

“ฉันบอกนายแล้วว่ารั้วมีไฟฟ้า”

“นั่งก่อนๆ นี่มันอะไร แต่เมื่อกี้ผู้หญิงคนนั้นเพิ่งจะ...”

“ฉันควรแปลกใจมากกว่านายอีก อยู่มา 16 ปีไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย”

“ป่านี้พิลึกจริง”

“ฉันก็บอกนายอยู่ ไปกันเถอะ”

“นายจะไม่ไปเปลี่ยนเสื้อหน่อยเหรอฉันรู้สึกเหมือนเสื้อคลุมนายจะไหม้นะ”

“ช่างมันเถอะยังไงฉันก็ต้องถอดมันออกอยู่ดี นายจะไปสายเปล่าๆ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น