นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 2 : 200 ปีผ่านไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 742
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    27 พ.ค. 63

ภายใต้หุบเหวท้องมังกรแห่งทวีปกู่เหลียนด้วยม่านหมอกที่ปกคลุมเหนือเหวตอนนี้ได้จางหายไปผันแปรตามฤดูกาล ไม่มีใครทราบว่าหุบเหวนี้จะเป็นที่ซ่อนของอัจฉริยะบุคคลที่จะสะท้านแผ่นดินสะเทือนสวรรค์ 200 ปีผ่านไปแล้ว....เมิ่งหลิงจิ้งนั่งหลับตาอยู่ใต้หุบเหวลึก ทั่ววิญญาณของนางเปล่งแสงสีขาวนวล เนื่องจากนางไม่มีร่างกายตอนนี้จึงดูโปร่งแสงไปมากกว่าเดิมเสียอีก นางนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่อย่างเนิ่นนาน ราวกับทุกอย่างบนโลกได้หยุดเคลื่อนไหวไปแล้ว

“อะแฮ่ม! แค่กๆ” เสียงแกล้งกระแอมไออย่างตั้งใจของร่างร่างหนึ่งทำให้นางลืมตา

คนตรงหน้าคือร่างบุรุษวัยยี่สิบปลายๆสวมชุดผ้าลื่นสีดำเรือนผมสีแดงและดวงตาสีชาดนั้นทำให้ผู้คนที่พบ เห็นต้องตื่นตะลึง แม้จะดูเป็นวัยรุ่นแต่นางรู้ว่าคนตรงหน้าห่างไกลคำนั้นอย่างสุดขอบ ราวกับความห่างสวรรค์กับนรก

“อาจารย์ ศิษย์ขอคารวะ” เมิ่งหลิงจิ้งประสานมือทำความเคารพทันทีเมื่อเห็นเขา

“ไม่ต้องเกรงใจ” หรงเหยียนโบกมือให้นางตามสบาย ใบหน้ามีร่องรอยอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด

“ออกไปโลกภายนอกครั้งนี้ท่านหายไปถึง 5 ปีจนข้าคิดว่าถูกอาจารย์ทิ้งเสียแล้ว” เมิ่งหลิงจิ้งเอ่ยแสร้งทำสี หน้าน้อยใจ

“โอ๋ๆๆ ลูกศิษย์คนดีของข้า” หรงเหยียนรีบเดินเข้ามาลูบหัวลูบหลังนาง “อาจารย์บอกแล้วอย่างไรว่าเพื่อให้ พลังฟื้นฟู อาจารย์ต้องไปหาเพื่อนเก่าแต่นึกไม่ถึงมันจะตายไปนานแล้ว”

ว่าแล้วก็ทอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

“ลูกหลานมันก็แทบจะพูดไม่รู้เรื่อง..ดีนะที่อาจารย์เจ้าเก่งกล้าเลยไม่มีปัญหาอะไร”

พูดไม่รู้เรื่อง? ประโยคนี้เหมือนเคยได้ยินมาก่อน ไม่ต่ำกว่าสามสี่ครั้งละทุกๆรั้งจะจบลงด้วยอาจารย์ของนาง ช่วงชิงสิ่งของมีค่าจากเพื่อนๆผู้ล่วงลับของเขาทั้งสิ้น

ตั้งแต่เมื่อ 200 ปีที่แล้ว หรงเหยียนก็พานางมาอยู่ก้นหุบเหวท้องมังกร ตอนแรกนางไม่รู้เลยว่าก้นหุบเหวนี้มีถ้ำลึกลับซ่อนไว้ ภายในนั้นมีคัมภีร์ตำรามากมาย ของมีค่า ศาตราวุธรวมถึงสมุนไพรเก็บรักษาไว้ ภายในถ้ำนั้นกว้างใหญ่ราว 10,000 ผิง หรงเหยียนอธิบายให้นางฟังว่านี่คือส่วนหนึ่งของถ้ำสมบัติที่เขาสะสมไว้ แน่นอนว่าการอยู่กับปิศาจพันปีเช่นเขานั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา ด้วยความที่เขามีชีวิตอยู่อย่างยาวนาน ความรู้ที่สะสมไว้ย่อมไม่ธรรมดานางยังไม่เคยค้นพบว่ามีคำถามใดที่เขาตอบไม่ได้มาก่อน เนื่องจากผู้จะฝึกปราณได้นั้นต้องเป็นมนุษย์ นางเป็นเพียงวิญญาณไม่อาจฝึกได้หรงเหยียนจึงยัดเยียดความรู้ทุกอย่างที่นาง”ต้อง”รู้ลงในวิญญาณดวงนี้อีกทั้งเขายังสอนให้นางคอยขจัดสิ่งโสมมในแก่นพลังธาตุเพื่อที่ว่าเมื่อนางย้อนเวลากลับไปแล้วพลังนี้จะบริสุทธิ์พร้อมใช้งาน

“ดูเหมือนพลังของท่านจะเพิ่มพูนมากขึ้นไปอีก” เมิ่งหลิงจิ้งเอ่ยอย่าสนใจ นางขยับกายลุกเดินไปหาอาจารย์ผู้ซึ่งกำลังกำไหเหล้าสีดำไว้

“แน่นอนสิ ตอนนี้พลังอาจารย์กลับมาถึง 6 ส่วนแล้ว” ท่าทางนั้นแลดูภูมิใจเสียเหลือเกิน จมูกโด่งเชิดขึ้นฟ้าราวกับกำลังท้าทาย

“ถ้าเช่นนั้นท่านก็จะส่งข้ากลับไปได้แล้วใช่ไหม?” นางร้องถามอย่างยินดี

“เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วเด็กดี” หรงเหยียนวางไหสีดำลงข้างกายและใช้เล็บกรีดแขนจนกระทั่งโลหิตสีแดงสดไหลรินออกมา มันไม่ใช่สีแดงเข้มเหมือนมนุษย์แต่มันแดงราวกับทับทิม

“ท่านทำอะไร?”

“นั่งลง” เมื่อได้ยินคำสั่งเมิ่งหลิงจิ้งก็ขัดสมาธิลงทันที หรงเหยียนจึงนำแขนข้างนั้นยกเหนือศีรษะนาง โลหิตหยาดแล้วหยาดเล่าหยดลงบนศีรษะหากแต่เมื่อมันหยดลงไปมันกลับหายไปไร้ร่องรอย แม้ภายนอกจะสิ่งตกค้างแต่นางกลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของวิญญาณ ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อหรงเหยียนก็ดึงแขนกลับไป

“อาจารย์ท่านทำอะไรกับวิญญาณของข้า?” เมิ่งหลิงจิ้งถามอย่างสงสัย

“พันธสัญญาทางวิญญาณอย่างไรเล่า เจ้ารับโลหิตข้าไปแล้วมันจะช่วยให้ร่างกายเจ้าดูซับปราณได้ดีขึ้นหลายเท่า อีกทั้งยังช่วยรักษาบาดแผน ป้องกันพิษ..ตอนนี้หากวิญญาณกลับเข้าร่าง ร่างกายเจ้าจะแข็งแกร่งเหนือผู้เหนือคนไปเกินกว่าใครจะคาด” หยุดพูดไปสักพักก็กล่าวเสริม“ในร่างกายของเจ้ามีแก่นพลังธาตุไฟแม้ว่าในทีแรกที่ข้าพบมันจะเหมือนกับไม้ขีดแต่ว่าตอนนี้น่ะ..ไม้ขีดของเจ้าสามารถเผาผลาญได้แม้กระทั่งโลกนี้ทั้งใบ รวมให้อีกหลายพิภพ”

ได้ยินดังนั้นนางก็อดรู้สึกเหลือเชื่อไม่ได้นางไม่แน่ใจว่าอาจารย์ของนางจะพูดเกินจริงไปหรือเปล่าเพียงแต่ว่าเมื่อเห็นเขาตั้งใจทำสิ่งต่างๆให้นางก็รู้สึกซาบซึ้งตื้นตันจนไม่อาจบรรยาย

“ขอบคุณท่านอาจารย์มาก บุญคุณนี้ศิษย์จะไม่มีวันลืม”นางคำนับอาจารย์อย่างนอบน้อม

“ฮ่าๆ” หรงเหยียนอารมณ์ดีอย่างที่สุด ตลอดหลายพันปีเขามักจะอยู่อย่างลำพังเพียงแค่ 200 ปีนี้มันเป็นเวลาที่ไร้ซึ่งความเดียวดายเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เขาเพิ่งรู้ว่าการมีลูกศิษย์มันดีเช่นนี้นี่เอง ถึงแม้ตอนแรกเขาจะไม่ได้ตั้งใจจะรับนางเป็นศิษย์ก็เถอะ

“ของขวัญของอาจารย์ไม่ได้มีเพียงเท่านี้หรอกนะ ของขวัญอาจารย์น่ะยังมีอีก” ว่าจบก็เอานิ้วมาจิ้มที่หน้าผากเบาๆ

“อาจารย์..จะดูรากปราณให้ศิษย์หรือ?”

“ ดู?? เจ้าดูถูกอาจารย์หรืออย่างไรเด็กโง่” หรงเหยียนบ่น “รากปราณของเจ้าน่ะมันคือปราณไร้รูป”

“ปราณไร้รูป? ถ้าเช่นนั้นศิษย์ก็ไร้ค่าสินะ” ปราณไร้รูปคือปราณที่ไม่มีลักษณะเด่นเลยแม้สักด้านเมื่อเกิดมาทุกคนจะมีรากปราณแข็งแกร่งแตกต่างกันไปแต่ปราณไร้รูปนั้นไม่จับตัวเป็นสิ่งใดคือเป็นปราณชั้นขยะ ผู้ใดมีปราณไร้รูปจงพึงสังวรได้แต่โทษตัวเองที่โชคร้ายเท่านั้น

“เจ้านี่นะ...ปราณไร้รูปที่มันไร้ค่าเพราะไม่มีใครฝึกฝนเป็นต่างหาก เมื่ออยู่ในมืออาจารย์มันดีที่สุด อาจารย์สามารถถ่ายทอดปราณของอาจารย์ให้เจ้าได้”

“ทะท่านทำได้ด้วยหรือ.....รากปราณมิใช่ต้องถ่ายทอดจากเทพเจ้าเท่านั้นหรอกหรือ?” เมิ่งหลิงจิ้งเอ่ยอย่างตกใจ

“เทพเจ้า?...พวกตาแก่นั่นไม่ทำอะไรยุ่งยากขนาดนั้นหรอก”หรงเหยียนครุ่นคิดพึมพำ“ของง่ายแบบนี้อาจารย์ก็ถ่ายทอดได้ อีกทั้งปราณของอาจารย์ก็เหมาะสมกับเจ้าที่สุด”

“ปราณที่อาจารย์จะถ่ายทอดให้ศิษย์คืออะไรเจ้าคะ?”

“กิเลนโลกันต์” เสียงทุ่มตอบ

“ศิษย์ยังความรู้น้อย ไม่เคยได้ยินชื่อปราณนี้มาก่อน”

“เหอะ” หรงเหยียนแค่นเสียง ....นั่นก็เพราะไม่เคยมีใครมีอย่างไรเล่าเด็กโง่

ส่วนเมิ่งหลิงจิ้งก็สงสัยว่ามันอาจจะเป็นเพราะความรู้อันตื้นเขินของนางเลยทำให้อาจารย์อารมณ์เสีย ดังนั้นนางจึงนั่งนิ่งเป็นเด็กดีให้อาจารย์ถ่ายทอดปราณวันแล้ววันเล่าทั้งนางและหรงเหยียนหาได้ขยับแม้สักเล็กน้อย เพราะว่านางเป็นเพียงวิญญาณจึงไม่รู้สึกเหนื่อยหิวหรือง่วงห่วงก็แต่อาจารย์พันปีเกรงว่าจะเหนื่อยยิ่งนางเห็นเหงื่อปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลานั้นก็อดหวั่นใจไม่ได้ ไม่แน่ชัดว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแต่ยิ่งนานวันนางก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ก่อตัวเป็นรูปร่างในวิญญาณของตนเอง ยิ่งนานก็ยิ่งอิ่มเอมราวกับว่าตอนแรกนางไม่รู้ว่านี่คือความหิวโหยยามนี้มันกลับยิ่งรู้สึกถูกเติมเต็ม เวลาที่ผ่านไปนานวันแสงสีแดงเข้มก็เปล่งออกจากร่างมาเรื่อยราวกับน้ำที่กัดเซาะแผ่นหิน เมื่อผ่านไปถึง 15 ราตรี ร่างทั้งร่างของนางก็อาบด้วยแสงสีแดงเข้มข้นจนมองไม่เห็นแม้กระทั่งมือตนเอง ผ่านไปอีก 3 ราตรีแสงนั้นก็ค่อยๆหดหายเข้าไปในแก่นวิญญาณอย่างไร้ร่องรอย

“เสร็จแล้ว” หรงเหยียนเป่าปากสีหน้าเหนื่อยเล็กน้อย

“ลำบากอาจารย์แล้ว” นางเอื้อมมือหมายจะไปเช็ดเหงื่อแต่มือของนางกลับผ่านทะลุร่างเขาไป

“ไม่เป็นไร ไว้เจ้ามีร่างกายค่อยมาเช็ดเหงื่อให้อาจารย์แล้วกัน” ร่างสูงพูดพลางยิ้มแย้ม

“ถ้าหากศิษย์ได้กลับไปแล้ว อาจารย์จะเป็นอย่างไร?” เสียงของนางเต็มไปด้วยความกังวล “ศิษย์จะได้เจออาจารย์อีกไหม?”

“ฮ่าๆ อาจารย์ไม่ทิ้งเจ้าหรอก ครึ่งหนึ่งของวิญญาณอาจารย์อยู่กับเจ้า จะให้ทิ้งไปไหนได้อย่างไร” ประโยคหลังแผ่วเบาจนนางไม่ได้ยิน ได้ยินเพียงว่าอาจารย์ไม่ทิ้งนาง เมิ่งหลิงจิ้งก็พอใจมากแล้ว

“ศิษย์เชื่อท่าน” เมื่อสบตากับแววตาที่ใสกระจ่างนั้นเขาก็รู้สึกแน่นหน้าอก สงสัยเขาคงจะต้องรีบหาทางฟื้นฟูพลังโดยเร็วเสียแล้ว นี่อาจจะเป็นอาการข้างเคียงจากการถ่ายทอดปราณ

“อาจารย์จะส่งเจ้ากลับไปแล้ว”

“เจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งรับคำเมื่อเห็นเขากำลังพึมพำบางอย่างรอบกายนางก็มีสายลมรุนแรงพัดขึ้นจากพื้นดิน นางมองหรงเหยียนไม่กระพริบตา อีกไม่นานนางก็จะไปอยู่ยังจุดเริ่มต้นของเป้าหมายของนางแต่ก่อนไป

“อาจารย์ท่านต้องไม่ลืมศิษย์นะ!!! ถ้าศิษย์แก้แค้นเสร็จแล้วศิษย์จะตามหาอาจารย์” นางตะโกนแข่งกับเสียงลม เสียงนั้นพลันให้มุมปากของหรงเหยียนหยักยิ้ม ร่างทั้งสองมีสายลมรุนแรงกันจึงไม่อาจเห็นหน้ากัน ลมนั้นพัดแรงจนนางไม่อาจอยู่พื้นดินถูกสายลมดูดหายไปในพริบตาเพียงพริบตานั้นสำหรับหรงเหยียนเหมือนจะยาวนานตัวเขาขยับปากเป็นคำพูด

‘อาจารย์จะไปตามหาเจ้าเอง’ หรงเหยียนแย้มยิ้มกับตนเองพลันก็ซึมซับปราณรอบกายอย่างรุนแรง ราวกับหลุมดำที่ไม่มีทางเติมเต็ม ที่เมิ่งหลิงจิ้งไม่รู้ก็คือหุบเหวท้องมังกรนั้นมีปราณบรรพกาลคงอยู่อย่างหนาแน่นว่ากันว่าสมัยที่ทวีปนี้ยังไม่มีมนุษย์ตรงจุดนี้ได้มีมังกรนอนมานอนหลับหลายพันปีเมื่อตัวมันจากไปก็หลงเหลือปราณบรรพกาลเป็นอันมาก แต่ไม่มีผู้ใดสัมผัสถึงมันได้เพราะว่าที่แห่งนี้มีอาคมสะกดอยู่ มีเพียงหรงเหยียนที่ทราบ หากเขาซึมซับปราณบรรพกาลต่อหน้าเมิ่งหลิงจิ้ง นางจะถูกเขาซึมซับเช่นเดียวกับปราณดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเขาถึงรอจนส่งนางกลับไปแล้วค่อยดูซับมัน ตลอดเวลาที่ถูกผนึกในโลงปราณของเขาก็รั่วไหลออกมาผสมกับปราณบรรพกาลเช่นกัน มันก็เหมือนกับการซึมซับส่วนหนึ่งของตนเองกลับไปนั่นแหละ

เวลาผ่านไปไม่นานปราณบรรพกาลก็หายไปทั้งหมด บรรยากาศที่แสนลึกลับก็จางหายไปด้วยเช่นกัน

“ใช้เวลานานมากกว่าจะหาข้าเจอ” หรงเหยียนพูดพลางหันไปมองด้านหลังเขาคือหญิงชายคู่หนึ่งที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า

“นายท่าน ข้าน้อยยินดีต้อนรับ” ทั้งสองร่างพูดพร้อมกัน

“อืมพวกผู้เฒ่าเปลี่ยนไปบ้างไหม?”

“พวกเขาไม่สามารถควานหาตัวท่านได้ตอนนี้เลิกล้มความตั้งใจไปเรียบร้อยแล้ว...หากนายท่านกลับไปพวกเขาคงดีใจมาก”

“ดีใจมาก?เหอะ” หรงเหยียนแค่นเสียงอย่างดูถูก “ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว”

“ขอรับ/เจ้าค่ะ”สิ้นเสียงร่างสามร่างก็หายไปจากหุบเหวอย่างไร้ร่องรอย

สายลมที่พัดผ่านอย่างแผ่วเบา กลิ่นชาหอมอ่อนที่คุ้นเคยทำให้ดวงตาสุกใสนั้นลืมขึ้น

เพดานที่คุ้นตาคือห้องหนังสือที่นางชอบมานอนอ่านบ่อยๆ และมักจะหลับไปบนเก้าอี้ยาวเสมอนางยันกายมองไปรอบๆทุกอย่างยังเหมือนเดิมโต๊ะทำงานตัวใหญ่มีตำรามากมายตู้ตำราที่อัดแน่นไปด้วยสารพัด คัมภีร์ เมิ่งหลิงจิ้งผุดลุกและวิ่งออกไปด้านนอกประตู นางวิ่งบนระเบียงทางเดินอย่างไม่สนใจใครในใจมุ่งหมายที่เดียวคือห้องโถงใหญ่

“อ๊ะ คุณหนูสาม....” เสียงนั่นมิอาจเรียกให้หญิงสาวร่างเล็กหยุดได้แม้แต่น้อย

ปัง!!! นางกระแทกประตูเปิดนำมาซึ่งสายตาตื่นตกใจของสมาชิกในห้องโถง

“ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่พี่รอง” เมิ่งหลิงจิ้งพุ่งเข้าไปในห้องและกอดทุกคนแน่นๆคนละครั้ง “ข้ากลับมาแล้ว”

พวกเขาได้แต่งุนงงกับคำว่ากลับมาแล้ว นางไปไหนมา?

“น้องสามเจ้าไปไหนมาหรือ?” เมิ่งชูเจี๋ยเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตัวเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้านั้นหล่อเหลานุ่มนวล

“พี่รอง” เมิ่งหลิงจิ้งผละจากท่านแม่ไปกุมมือพี่ชายคนรองทันทีเมื่อนางกุมมือเขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างมันเต้นอยู่ภายในตัวพี่รอง นางอดไม่ได้ที่จะเอามือไปวางทาบหน้าอกเขาพลันหลับตาลง ส่วนคนอื่นล้วนมีสีหน้ายากจะบรรยาย

“จิ้งเอ๋อ..”เรียกไปได้ไม่เท่าไรเมิ่งชูเจี๋ยก็รู้สึกเหมือนไออุ่นบางอย่างรุกล้ำเขามาในกายเขาส่วนเมิ่งหลิงจิ้งนางมองเห็นบางอย่างภายในจิตบางอย่างที่กำลังแปร่งแสงนั่นคือรากปราณของพี่รอง รากปราณของพี่นาง.....พยัคฆ์เมฆา!!!

“รากปราณพยัคฆ์เมฆา พลังธาตุลม” นางลืมตาขึ้นพูด

“พยัคฆ์เมฆา?” เมิ่งชูเจี๋ยทวนคำนาง

“ท่านมีรากปราณที่แข็งแกร่งมาก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงฉลาดขนาดนี้” เมิ่งหลิงจิ้งเบิกตาอย่างยินดีที่พี่รองของนางมีสติปัญญาที่เหนือล้ำส่วนหนึ่งเป็นเพราะรากปราณเช่นนี้ มีลักษณะเฉพาะตัวของรากปราณที่ทำให้พี่ของนางสามารถเข้าใจอะไรได้รวดเร็วและวิเคราะห์ทุกอย่างได้ถี่ถ้วน จุดเด่นของรากปราณพยัคฆ์เมฆาคือความเร็วกอปรกับพลังธาตุที่หนุนเสริมปราณ ทำให้เขาไม่เหมือนคนธาตุลมที่อ่อนแอแม้ว่าธาตุลมจำต้องพึ่งธาตุไฟแต่พี่นางไม่เหมือนกัน ในความรู้ที่อาจารย์สลักลึกไว้ในวิญญาณ รากปราณพยัคฆ์เมฆาเป็นรากปราณที่เหมาะสมกับธาตุลม ด้วยความแข็งแกร่งของปราณในอนาคตพี่ของนางสามารถเรียกได้กระทั่งพายุแม้กระทั่งสภาพอากาศเขาก็จะควบคุมได้

“ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนล่ะ?”

“เพราะท่านไม่เคยทดสอบอย่างไรเล่า” ร่างบางเริ่มร่ายคุณงามความดีของรากปราณเมฆาออกมา

“ดีงั้นเชียว?”

“ใช่เจ้าค่ะ”

“น่าเสียดายที่ข้าร่างกายอ่อนแอ....คงไม่สามารถใช้ปราณที่เจ้าว่าได้หรอก” เมิ่งชูเจี๋ยนั่นร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กเพราะมารดาถูกพิษตอนท้องเขา พิษนั้นได้กระจายสู่ร่างกายเขาส่งผลปิดกั้นการเดินลมปราณทำให้เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงปราณตนเองหรือใช้มัน

“พี่ชาย..เชื่อใจน้องสาวคนนี้ ข้าจะช่วยเหลือท่านเอง” นางกุมมือพี่รองแน่น สายตาแน่วแน่ทำให้คนถูกมองรู้สึกอบอุ่น เมิ่งชูเจี๋ยรู้ดีว่าน้องของตนนิสัยอ่อนโยนบอบบาง ไม่สนใจเรื่องรากปราณความแข็งแกร่งอะไร ทางตระกูลก็ไม่ได้เคี่ยวเข็ญนาง แต่มาวันนี้นางกลับแสดงออกถึงความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้นับว่าไม่เลวเลย

“ข้าเชื่อเจ้า”เขาเองก็เชื่อน้องสาวอย่างหมดหัวใจ

“อะแฮ่ม!!” เสียงกระแอมทำลายบรรยากาศสองพี่น้องเสียหมดสิ้น เมิ่งหมิงหางกระแอมพลางส่งสายตาพราวระยับมา เขาเป็นบุรุษร่างสูงใบหน้าคมสันไม่ได้นุ่มนวลเหมือนน้องชายแต่ว่าให้ความรู้สึกปลอดภัยแข็งแกร่งมากกว่า

“เจ้าเป็นอะไรไปจิ้งเอ๋อ?? นอนกลางวันแล้วฝันร้ายหรืออย่างไร?” ได้ยินคำนี้นางก็หมุนกายไปจับมือพี่ใหญ่ทันที

“พี่ใหญ่...ข้ารักท่านมากเหลือเกิน” พูดจบนางก็กอดเขาแน่นไม่ยอมปล่อย พี่ของนางคนนี้สละชีวิตเพื่อปกป้องคนในจวนจนตัวตายภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือร่างของศัตรูนับสิบโถมใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง

“เอ้อออ...” เมิ่งหมิงหางอดที่จะหน้าแดงไม่ได้น้องสามของเขาไม่ชอบแสดงความรู้สึกบ่อยครั้งจึงไม่รู้ว่าคิดอะไรรู้สึกอย่างไร แต่พอวันนี้ได้เห็นแบบนี้เมิ่งหมิงหางที่เคยแอบคิดว่านางจะไม่ชอบพี่ใหญ่ก็พลันเปลี่ยนความคิดแบบพลิกตลบ 360 องศาเลยทีเดียว

“เอาล่ะๆพ่อกับแม่เห็นพวกเจ้ารักกันก็ดีใจ” เมิ่งอวิ๋นเอ่ยยิ้มแย้ม

หลังจากนั้นครอบครัวทั้ง 5 ก็หัวเราะร่วมกันอย่างมีความสุข พวกเขาสอบถามที่มาของเรื่องพยัคฆ์เมฆาของเมิ่งชูเจี๋ยว่านางทราบได้อย่างไร เมิ่งหลิงจิ้นให้เหตุผลสั้นๆว่า บรรพชนตระกูลเมิ่งบอกมา นั่นทำเอาคนทั้งบ้านหัวเราะกันอย่างท้องแข็ง กระนั้นมารดาผู้แสนอ่อนโยนของนางก็ปลอบโยนชื่นชมนางที่เป็นห่วงพี่รอง แต่เมิ่งหลิงจิ้งจะร้องไห้ก็ไม่ได้หัวเราะก็ไม่ออกปล่อยให้เลยตามเลย ปล่อยให้คนทั้งบ้านคิดไปเองว่านางแค่เพ้อเจ้อ......ตราบใดที่พี่รองยังไม่สัมผัสได้ด้วยตนเองคำพูดของนางก็คงเป็นเพียงคำพูดของเด็กน้อยวัย 14 ปี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

24 ความคิดเห็น