นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    27 พ.ค. 63

ผู้แข็งแกร่งคือที่สุด ไม่มีคำไหนจะสามารถแสดงออกถึงตันตนของโลกใบนี้ได้เท่าประโยคนี้ ในโลกที่มีแต่ความแข็งแกร่งนั้นไม่มีที่ยืนให้คำว่าอ่อนแอ 

นางเฝ้ามองคนในครอบครัวตายลงทีละคนเพื่อความรุ่งโรจน์ของตระกูล ในยามนั้นนางไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดคนมากมายถึงใฝ่หาความเข้มแข็งที่ต้องแลกด้วยชีวิต คนในตระกูลเมิ่งที่เคยยิ่งใหญ่มีบริวารเรือนแสนกลับเหลือผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์เพียงแค่ 300 ชีวิต ตอนนั้นนางเกิดไม่ทันแต่ก็ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดที่เป้นตำนานของตระกูล   400 ปีที่แล้ว คนตระกูลเมิ่งนั้นได้เคยเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางอันดับหนึ่ง  มากด้วยเงินตราบารมีจนสามารถปิดฟ้าได้ด้วยมือเดียว ผู้นำตระกูลตอนนั้นคือ เมิ่งฉวนเลี่ยง (传亮) เขาเลือกที่จะสนับสนุนองค์รัชทายาท ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยความที่เป็นขุนนางตงฉิน ร่วมด้วยกับตระกูลเหยียนและตระกูลฟาง สามตระกูลนี้ต่อต้านขุนนางกังฉินอีก 7 ตระกูลอย่างไม่ย่อท้อ หากแต่ชะตาได้ขีดเส้นแล้ว ในวันที่รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ก็เกิดการก่อกบฐของ 7 ตระกูล ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเมิ่ง,ฟางหรือตระกูลเหยียน ล้วนร่วมมือกันต้านทานสุดกำลัง อัจฉริยะบุคคลมากมายสิ้นชีพในวันนั้น และแน่นอนว่าจากคำที่พูดว่า 10 ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงอวิ๋นซิน ก็เหลือเพียง 7 ตระกูลจนถึงปัจจุบัน ทั้งสามตระกูลแยกย้ายพาทายาทหนีออกจากเมืองหลวงไปคนละทิศคนละทางตลอดการเดินทางเหล่านั้นผู้คนมากมายล้มตายเพื่อช่วยเหลือทายาท  สมบัติ ทั้งหมดล้วนถูกริบเข้าคลังหลวงของศักราชราชันย์องค์ใหม่  ตระกูลเมิ่งที่หลงเหลือรอดเพียง 700 ชีวิตได้มาตั้งรกรากใหม่ที่ทวีปอันห่างไกลนามว่า ทวีปกู่เหลียน ในทวีปกู่เหลียนปกครองภายใต้อาณาจักรซีหลาง แบ่งออกเป็นเมืองใหญ่ สามเมืองซึ่งก็คือเมืองคัง,เมืองหยุน,เมืองเฟิง ตระกูลเมิ่งหนีออกจากทวีปใหญ่หลงเฟย มาถึงกู่เหลียนตั้งรกฐานที่เมืองเฟิง หลังจากผ่านมา 400 ปี การฟื้นฟูตระกูลไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังอัจฉริยะบุคคลตายลงราวกับใบไม้ร่วง ความลำบากยากแค้นถาโถมดั่งสวรรค์ลงทัณฑ์ ตระกูลเมิ่งที่เคยปิดฟ้าด้วยมือเดียวได้สิ้นชื่อจากทวีปหลงเฟยเสียสิ้น กลายเป็นอดีตที่ถูกประวัติศาสตร์ลบเลือน 

เมิ่งหลิงจิ้งเกิดมาเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูล เกิดมาพร้อมความรักใคร่มากมายเกินคณา ในตอนเด็กนางมักจะนิยมชมชอบเล่นกับพี่ใหญ่และพี่รองมาก แม้ว่าตระกูลเมิ่งจะตกต่ำไปมากแต่ตอนนี้ทุกคนก็ไม่ได้ลำบากอะไรเหมือนเมื่อ 400 ปีที่แล้ว ขณะที่พี่ใหญ่พยายามฟื้นฟูอำนาจของตระกูลอย่างเข้มแข็งในช่วงเวลานั้นเองก้ได้เกิดเหตุการล่าสังหารตระกูลเหยียน ถึงแม้ว่าทั้งสามตระกูลจะแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางแต่มิตรภาพนั้นยังสลักลึกในประวัติศาสตร์วงศ์ตระกูล  พี่ชายใหญ่ของนางเมิ่งหมิงหาง เลือกที่จะเดินทางไปช่วยตระกูลเหยียนอย่างไม่คิดชีวิต ด้วยความที่เขาเป็นบุตรชายคนโตมากด้วยพรสวรรค์จึงสามารถช่วยเหลือตระกูลเหยียนและทายาทสายตรงมาได้ แต่เพราะเหตุนั้นเองตัวเขาได้เปิดเผยที่ซ่อนของตระกูลเมิ่งทำให้พวกนั้นสามารถล่าสังหารทุกคนได้ราวกับผักปลา  เมิ่งหลิงจิ้งที่อายุได้เพียง 18 ปีในตอนนั้นได้ถูกนำตัวหลบหนีไปโดยพี่รองของนาง เมิ่งชู้เจี๋ย ระหว่างทางหนีเขาได้สละชีวิตฆ่าตัวตายเพื่อให้คนอื่นหนีรอดไปได้ ตอนนั้นนางถูกคนอื่นลากตัวไปทั้งน้ำตาเพื่อไม่ให้เขาได้สิ้นชีพโดยสูญเปล่า

ผ่านวันและคืนอันโหดร้ายทรหดในช่วงระยะเวลาที่ล่าสังหารกันนั้น  นางผู้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ได้เกิดพลัดตกไปในหุบเหวท้องมังกรจบสิ้นในฐานะทายาทตระกูลเมิ่งคนสุดท้าย.............ในตอนที่นางกำลังจะตายนั้นสายตานางก็ปะทะเข้ากับโลงศพสีดำที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ โลหิตของนางไหลรินไปทั่วกลายเป็นแอ่งสีแดงไหลยาวไปสัมผัสกับโลงนั้น  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปาฏิหารย์หรือกงกรรม นางได้เห็นคำที่ถูกสลักไว้บนโลงศพอย่างชัดเจนมันคือคำว่าความฝันของตระกูลเมิ่ง

เมิ่งหลิงจิ้งที่เจ็บปวดทั้งกายใจอย่างถึงที่สุด ผ่านความทุกข์มากมายจนแสงประทีปแห่งชีวิตกำลังจะดับสูญแม้ว่านางจะไม่เคยสนใจการกอปกู้ความรุ่งเรืองของตระกูล แต่เพียงแค่คำสอนนางจำได้ไม่เคยลืม

“ความตายนั้นหนักหนาดั่งขุนเขา”  นี่คือคำสอนตระกูลเมิ่งเพื่อเตือนใจลูกหลานทุกคนว่า เกิดในตระกูลเมิ่งอย่าตายอย่างง่ายดาย จงใช้ชีวิตอย่างที่ไม่เสียใจ

เมื่อเปร่งคำนี้ออกไปโซ่สีดำที่พันธนาการโลงศพนั้นก็ถูกปลดออกราวกับมีชีวิต ฝาโลงค่อยๆเลื่อนออกอย่างแช่มช้า

เพราะเสียเลือดไปมากเมิ่งหลิงจิ้งก็แทบจะไม่สามารถรักษาสายตาให้มองภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน ชั่ววินาทีแห่งความตายนั้นยาวนานราวกับชั่วกัลป์ มีร่างร่างหนึ่งลุกขึ้นจากโลงศพอย่างเชื่องช้า ทั้งร่างถูกปกครุมด้วยชุดสีดำสนิทแต่ถ้ามองดีดีมันราวกับชุดนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้!! ร่างสูงเดินมาหยุดยืนเหนือร่างนางแววตาวาวโรจน์สีแดงสดราวกับโลหิตจ้องเขม็งมาที่นาง

“เด็กน้อยตระกูลเมิ่ง เหตุใดเจ้าถึงปลดปล่อยข้า?” ร่างนั้นถาม 

แต่เมี่งหลิงจิ้งไม่มีแรงตอบ ....นางกำลังจะตายแล้วในไม่ช้า หัวสมองนางไม่สามารถประเมินได้ว่าเพราะ เหตุใดคนตระกูลเมิ่งถึงจับร่างตรงหน้าขังไว้ในโลงศพแถมยังตราผนึกแน่นหนา เพียงแต่เมิ่งหลิงจิ้ง ไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าผนึกนั้นคำว่าแน่นหนายังน้อยไปมันถูกผนึกด้วยวิญญาณของบรรพชนตระกูลเมิ่งถึง  18 คนซึ่งทุกคนล้วนบรรลุถึงขั้นปราณมังกร เมื่อได้ยินคำถามนั้นนางก็เพียงแค่ยิ้มจางๆให้ร่างสูง 

“เจ้าอย่ามาทำเป็นไม่ได้ยินนะ” ร่างนั้นเริ่มหงุดหงิดถอนหายใจ  

ข้าไม่รู้หรอกว่าท่านเป็นใคร ทำไมถึงถูกผนึก...นี่คือสิ่งที่นางคิด 

“เหอะ!! พวกเจ้ากล้าลบข้าออกจากประวัติตระกูลได้อย่างไร ช่างขวัญกล้านัก” 

นางไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่หลับตาลงอย่างสงบ

“หยุด!!!” เพียงคำนี้คำเดียวเวลาที่กำลังเดินกลับหยุดลง ความเจ็บปวดก็หายไปเช่นกันเพียงแต่นางไม่สามารถขยับตัวได้

“คำพูดเจ้าก็บอกว่า ความตายนั้นหนักดั่งขุนเขา แต่เหตุใดเจ้าถึงกำลังอ้าแขนยอมรับความตายเช่นนี้”

‘ท่านผู้ถูกผนึกต้องการอะไร?’

“ข้าไม่ได้ต้องการอะไร  เจ้าต่างหากที่ต้องการอะไรเด็กน้อย?” 

‘ข้าอยากย้อนเวลากลับไป  กลับไปยังห้วงเวลาทุกคนยังมีชีวิตอยู่’

“พวกเจ้าตายกันหมดแล้วหรือ?? ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าพวกเจ้าจะตายกันหมด ทั้งๆที่สามารถผนึกข้าผู้นี้ได้แท้ๆ” ร่างสูงเดินไปเดินมาอย่างครุ่นคิด 

“ถ้าเจ้าอยากย้อนเวลา  ข้าก็บันดาลให้เจ้าได้” 

‘ไม่จริงน่า’

“เจ้าจะดูถูกข้าเกินไปละเด็กน้อย ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะ..เคยมีบุคคลผู้มากสามารถผนึกข้าไว้ได้แต่จะมาดูถูกกันเช่นนี้เห็นทีจะเกินไป” ร่างสูงบ่น 

“ให้ย้อนเวลากลับไปเพื่ออะไร?”

‘แก้แค้น’ คำนี้คำเดียวที่นางนึกออก การแก้แค้นคือสิ่งตกค้างในใจที่นางเหลืออยู่ ช่างเจ็บปวดที่ตอนวัยเยาว์นางไม่ได้สนใจที่จะแข็งแกร่งเลย น่าสมเพสนักตอนนี้จะทำอะไรได้...อีกไม่นานนางก็จะสิ้นใจแล้ว

“หึ  พวกเจ้าก็มีมุมนี้ด้วยหรือ? แต่ก็เอาเถอะเห็นแก่ที่เจ้าปลดผนึกข้าออกมา ข้าจะช่วยย้อนเวลาให้เจ้าเอง” 

ยังไม่ทันที่นางจะดีใจ ร่างสูงก็เอ่ยต่อ

“แต่เจ้ายังอ่อนด้อยมาก ต่อให้กลับไปก็คงตายอนาถเป็นศพไร้ญาติอยู่ดี”

‘ไม่เห็นต้องว่ากันแบบนี้เลย’ เมิ้งหลิงจิ้งถลึงตาใส่ร่างตรงหน้าอย่างหงุดหงิด

“การจะย้อนเวลาต้องทำให้พลังข้ากลับมาสี่ส่วนเสียก่อนตอนนี้มีพลังเพียงแค่สองส่วนคงส่งเจ้ากลับไปไม่ได้หรอก”

‘แต่ท่านสัญญาแล้ว’

“ข้าไม่เคยผิดคำพูด เพียงแต่สิ่งที่เจ้าขอมันต้องใช้เวลา” ร่างสูงนั่งลงข้างนาง “ประมาณ 200 ปีพลังข้าน่าจะกลับคืนมา”

‘200 ปี?????? นานขนาดนั้นเชียว’ เมิ่งหลิงจิ้งคิดอย่างตกใจ 

“ไม่นาน...ข้าจะช่วยเจ้าเอง” ว่าแล้วร่างสูงก็วาดมือเหนือหน้าอกนางพลันให้รู้สึกถึงแรงกระชากบางอย่าง ในตอนแรกที่ไม่สามารถทำได้แม้แต่การพูด ตอนนี้กลับลุกขึ้นนั่งได้ แต่เมื่อนางมองมีตนเองก็รู้ว่ามันโปร่งแสง

“เป็นวิญญาณแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?”

“เบา” นางตอบ

“ฮ่าๆๆๆ  ไม่มีร่างเนื้อก็ต้องเบาอยู่แล้ว” เมิ่งหลิงจิ้งจ้องมองร่างตรงหน้าอย่างสนใจ ร่างนี้เป็นบุรุษใบหน้าประมาณอายุ 20 ปลายๆ ผมยาวสีแดงเพลิง ดวงตาสีโลหิตผิวขาวราวกับหยก ดวงตาที่ดุดันพาดรับกับคิ้วทรงคันศร จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากที่ได้รูปกำลังหยัดยิ้มอย่างสง่างาม  รูปงามราวกับไม่ใช่คนอย่างไรอย่างนั้น

“นั่นเพราะข้าไม่ใช่มนุษย์” ร่างสูงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

 “ข้าไม่รู้เลยนะว่าเจ้าจะตื่นตะลึงกับรูปโฉมข้าขนาดนี้ ถ้าได้เห็นร่างที่แท้จริงของข้าเจ้าก็คงไม่สามารถมองบุรุษผู้ใดบนแผ่นดินนี้ได้อีกแล้ว”

“..หลงตัวเอง” เมิ่งหลิงจิ้งบ่นอุบ

“เชอะ  เจ้าเชื่อข้าสิ รอให้พลังข้ากลับมาทั้งหมดแล้วข้าจะแสดงร่างจริงในรอบหลายพัน..แค่กๆหลายร้อยปีให้ดู”

นางได้ยินนะคำว่าหลายพันปี...ได้ยินดังนี้ก็อดคิดถึงอายุของร่างตรงหน้าไม่ได้ อายุเท่าไรกัน??

“เรื่องอายุข้าอย่าได้สนใจเด็กน้อย” ร่างสูงลุกขึ้น “ข้าต้องพักฟื้นเพื่อเพิ่มพูนปราณให้เท่าเดิม  อย่างไรเจ้าก็ไปไหนไม่ได้ถ้าเช่นนั้นระหว่างนี้ เจ้าก็อยู่กับข้าไปก่อน”

“ขอบคุณท่ามากผู้มีพระคุณ” เมิ่งหลิงจิ้งเปลี่ยนเป็นท่านั่งคุกเข่าและคำนับเขาช้าๆ สามครั้ง “ข้าจะทำตามทุกอย่างที่ท่านสั่ง” หากว่านางจะสามารถย้อนเวลากลับไปได้อย่างไรนางก็ยอมทั้งนั้น

“อะไรกัน..สายเลือดคนสุดท้ายตระกูลเมิ่งผู้ผนึกข้า....ถึงกับคุกเข่าคำนับเป็นอาจารย์เลยหรือ??” เสียงนุ่นนั้นมีแววลิงโลดอย่างปิดไม่มิด “คิดไม่ถึงจริงๆ แต่ เจ้าน่ะโชคดีมากเลยนะเพราะข้าไม่เคยรับใครเป็นศิษย์มาก่อน”

“อาจารย์?”  นางทวนคำอย่างประหลาดใจ

“เมื่อเจ้าคำนับข้าสามครั้งก็คือนับว่าข้าเป็นอาจารย์ไม่ใช่หรือ?? ทำเนียมของมนุษย์เป็นแบบนั้นนี่” ร่างนั้นเอ่ย 

“จะว่าไปก็ใช่..” เมิ่งหลิงจิ้งส่ายหน้าน้อยๆ ตอนนี้เขาเป็นผู้มีพระคุณที่จะส่งนางกลับไปได้ ต่อให้เป็นคนรับใช้ก็ยอม

“ไม่ต้องถึงขนาดเป็นคนรับใช้หรอก ฮ่าๆๆ” 

ร่างสูงในชุดสีดำเดินหัวเราะไปมา พลันเขาก็หันมามอง

“ข้าคือหรงเหยียน กราบข้าเป็นอาจารย์ซะสิ”

“ข้าน้อยเมิ่งหลิงจิ้ง ขอคำนับท่านอาจารย์หรงเหยียน” ข้าเอ่ยและคำนับเขาช้าๆสามครั้งอย่างสวยงาม

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะของหรงเหยียนดังสะท้อนไปทั้งหุบเหว หากข้าไม่ได้คิดไปเองแม้ว่าร่างวิญญาณจะไร้น้ำหนักแต่กลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของหุบเขาอย่างน่าประหลาด 

“ดี  ต่อจากนี้ 200 ปี เจ้าคือศิษย์คนเดียวของข้าหรงเหยียน” ร่างนั้นโบกมือให้นางลุกขึ้นและเดินตาม..แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวนางก็หันไปมองร่างตนเองเป็นครั้งสุดท้าย 

“หืม?” ไม่ทันไรร่างนางก็เกิดไฟสีน้ำเงินลุกท่วมทันที

“เจ้าจะใส่ใจเปลือกไปทำไม ข้ารักษาวิญญาณเจ้าไว้แล้ว..เมื่อพลังข้ากลับมาเจ้าจะได้กลับไปยังเวลาที่เจ้าต้องการเอง” หรงเหยียนอธิบายให้ลูกศิษย์ฟัง “หรือเจ้าไม่ไว้ใจข้า?”

“ศิษย์จะคิดเช่นนั้นได้อย่างไร?” นางเชื่อใจเขาอย่างที่สุดแล้ว

“ฮ่าๆๆๆๆ ดี!!! กล่าวได้ดี!! เช่นนั้น 200 ปีจากนี้ข้าจะฝึกเจ้าให้กลายเป็นหนึ่งในแผ่นดิน กำราบพวกราชันย์จอมปลอมให้หมด” 

และแล้วอาจารย์กับศิษย์มือใหม่ถอดด้ามก็ได้พบกันเช่นนี้ จุดเริ่มต้นของการแก้แค้นที่จะเป็นตำนานที่กล่าวขวัญกำลังจะเริ่มหลังจากนี้...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #3 ปุ่น (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 08:51

    ชอบจ้าอ่านสนุกติดตามนะจ้า

    #3
    1
    • #3-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 1)
      29 พฤษภาคม 2563 / 14:12
      อยู่กันไปนานๆนะคะ อิอิ
      #3-1