นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 3 : หนทางสู่สำนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 753
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    27 พ.ค. 63

หลังจากที่เมิ่งหลิงจิ้งได้กลับมาก็เป็นเวลาร่วมเดือนที่นางเริ่มสำรวจรากปราณตนเอง ทุกครั้งที่นางนั่งหลับตาจะสามารถสัมผัสได้ถึงดวงไฟที่เต้นอย่างแผ่วเบาในร่างกาย ไฟนั้นหาใช่สีแดงเช่นปกติเพียงแต่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ยามที่นางใช้สัมผัสภายในจะสามารรถรับรู้ได้ถึงจังหวะของเปลวไฟที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับการเต้นของหัวใจ   เมิ่งหลิงจิ้งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเริ่มฝึกควบคุมผนึกธาตุไฟที่อยู่ในร่าง ภายในโลกใบนี้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยปราณมากมายหลายชนิด บุคคลที่สามารถฝึกปราณได้จะมีสิ่งที่เรียกว่ารากปราณกับผนึกธาตุอยู่ในตัว การฝึกฝนนั้นจะเริ่มจากฝึกฝนรากปราณและผนึกธาตุควบคู่กันไป ความเร็วของการก้าวหน้านั้นจะสามารถวัดได้จากการเติบโตของรัศมีปราณและความเข้มของผนึกธาตุ ปกติแล้วการตรวจสอบความเข้มข้นของผนึกธาตุนั้นจะสามารถกระทำได้โดยผู้ที่มีปราณปฐพีขึ้นไป อีกทั้งการพัฒนารากปราณและผนึกธาตุจะนำไปสู่สองทางแยกคือ 1. นักสู้สายพลังธาตุ หรือ 2.ผู้ผนึกปราณ นักสู้สายพลังธาตุคือผู้ที่ใช้ปราณเสริมธาตุ  ร่างกายแข็งแกร่งแต่ด้อยในด้ายปราณ  ส่วนผู้ผนึกปราณนั้นคือผู้ความสามารถมากกว่าพวกเขาสามารถใช้พลังธาตุเสริมพลังปราณได้อย่างยอดเยี่ยม  1 ผู้ผนึกปราณสามารถต่อกรกับ 100 นักสู้สายธาตุได้ เรียกว่า 1 ต้าน 100 ก็ไม่เกินจริง เพียงแต่ความยากในการฝึกของสายผู้ผนึกปราณนั้นมีมากกว่านักสู้หลายเท่าตัว อีกทั้งไม่ใช่ว่าใครจะสามารถเป็นผู้ผนึกธาตุได้ มันจะต้องรวมกับพลังธาตุในกายและรากปราณที่แข็งแกร่งถึงจะก่อเกิดพลัง ดังนั้นก็สามารถเรียกได้ว่าต้องมีทั้งพรแสวงและพรสวรรค์

หลังจากที่หลับตาควบแน่นผนึกธาตุไฟในกายไปหลายชั่วยาม เมิ่งหลิงจิ้งก็ลืมตาขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายนอก  นี่คืออีกพรสวรรค์ที่ท่านอาจารย์มอบให้นาง สัมผัสภายใน สัมผัสภายในนั้นไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาก็ไม่แตกต่าง  ยามลืมตาอาจจะเห็นเป็นร่างคนปกติ รู้ว่าใครเป็นใคร แต่หากใช้สัมผัสภายในแทนตาเนื้อจะมองเห็นความบริสุทธิ์ของผนึกธาตุแทน ความสามารถนี้สามารถวัดความแข็งแกร่งของตัวบุคคลได้ด้วยเช่นกัน  ส่วนในด้านของบุคคลที่ยืนอยู่นอกประตู  ร่างกายของเขามีสัมผัสธาตุลมเต้นระริกซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเมิ่งชูเจี๋ย พี่ชายคนรองของนาง

ยังไม่ทันที่คนข้างนอกจะเคาะประตู เมิ่งหลิงจิ้งก็ฉวยโอกาสเปิดประตูออกไปก่อน

“จิ้งเอ๋อ” เมิ่งชูเจี๋ยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นน้องสาวเปิดประตูออกมา เขายังไม่ทันจะได้เคาะเรียกเลยด้วยซ้ำเหตุใดนางจึงรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้

“พี่รองมาหาจิ้งเอ๋อหรือเจ้าคะ?” เมิ่งหลิงจิ้งยิ้มหวานถาม

“ใช่แล้ว พี่รองเห็นว่าเจ้าใส่ใจเรื่องพลังปราณมากจึงอยากถามว่าเจ้าต้องการเข้าสู่สำนักไหน? ถึงแม้ว่าพี่รองจะไม่มีความสามารถที่จะเข้าเรียนแต่ว่าเรื่องแนะนำก็ทำได้” 

เมิ่งหลิงจิ้งมองพี่ชายคนนี้เต็มตา รูปร่างที่สูงโปร่งบวกกับใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนนั้นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเขาสวยหวานราวกับสตรี แต่ไหนแต่ไรมาพี่รองเมิ่งชูเจี๋ยมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในจวน ยามที่ต้องหนีเอาชีวิตรอดในชาติก่อนนั้นนางรู้สึกแปลกใจที่พี่รองของนางสามารถพาทุกคนหนีไปได้ไกลทั้งๆที่เขาไม่มีความสามารถเป็นแม้กระทั่งนักสู้พลังธาตุด้วยซ้ำ พี่รองคนนี้น่าจะคอยรวบรวมข้อมูลต่างๆอยู่เป็นแน่สมแล้วที่เป็นกุนซือของตระกูลเมิ่ง

“ข้าคิดไว้แล้วว่าอยากเข้าร่วมสหพันธ์เฟิง” ตอบจบพี่รองเมิ่งชูเจี๋ยก็แสดงสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด

“สหพันธ์เฟิงอยู่ใกล้กับบ้านเราก็จริงแต่ว่าเงื่อนไขการเข้าเป็นศิษย์ก็โหดหินมากเป็นอันดับหนึ่ง แม้ว่าจะมีอัตราการเข้าเรียนของผู้ผนึกปราณจะสูงกว่าสำนักอื่นแต่ว่ามันค่อนข้างจะอันตราย..ในหลายๆด้าน”

เมิ่งหลิงจิ้งมองสีหน้าเมิ่งชูเจี๋ยที่ครุ่นคิดอย่างหนักก็พลันกล่าวต่อว่า

“สหพันธ์เฟิงของทวีปกู่เหลียนถือเป็นหนึ่งใน 6 สำนักใหญ่แม้ว่าจะก่อตั้งสุดท้ายแต่ก็สามารถเบียดเข้าเป็นหนึ่งใน 6 สำนักใหญ่ได้ พี่รองไม่คิดว่าข้าควรเข้าเรียนที่นั่นหรอหรือ?” นางหยุดไปครู่หนึ่งจากนั้นร่ายต่อ

“อีกอย่างข้ามีผนึกธาตุไฟ ถ้าเข้าสหพันธ์เฟิงจะเลือกเรียนได้หลายสายไม่ว่าจะเป็นสายหลอมโอสถหรือหลอมศาตรา”

“เจ้าอยากเป็นช่างหลอมหรือจ้าวโอสถอย่างนั้นหรือ? นั่นเป็นสองสายที่เข้าเรียนยากที่สุดเลยนะ” เมิ่งชูเจี๋ยถามอยากแปลกใจ ทั้งสองสายข้างต้นนั้นเนื่องจากต้องคำนึงถึงผนึกธาตุเป็นสำคัญดังนั้นการเข้าเรียนจะทดสอบพรสวรรค์เป็นอันดับแรก

“ข้าก็ยังไม่แน่ใจแต่อยากจะเป็นจ้าวโอสถมากกว่า” เมิ่งหลิงจิ้งตอบ ในใจของนางนั้นมีแผนการจะฟื้นสภาพตระกูล นางจึงคิดว่าเส้นทางที่ควรก้าวเดินไปคือเส้นทางของจ้าวโอสถซึ่งเรียกได้ว่ามีน้อยยิ่งกว่าน้อย  เมื่อ 200 ปีที่แล้วตอนที่นางอยู่กับหรงเหยียน  คัมภีร์สมุนไพรต่างๆรวมทั้งเคล็ดลับการหลอมยาได้ถูกถ่ายทอดให้นางอย่างต่อเนื่อง การหลอมโอสถหรือการปรุงยานั้นแท้จริงแล้วต้องอาศัยความสามารถในการควบคุมพลังธาตุเป็นอันมากรวมกับความถูกต้องของส่วนผสม จ้าวโอสถนั้นเป็นอาชีพที่สามารถเป็นได้ทั้งนักสู้พลังธาตุหรือผู้ผนึกปราณ การทะลวงด่านต่างๆของการฝึกปราณล้วนแต่อาศัยโอสถต่างๆทั้งนั้น ยิ่งมีการต่อสู้ โอสถก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ ในชีวิตที่แล้วนางได้เห็นหลายชีวิตดับสูญไปต่อหน้าอย่างไม่อาจยื่นมือช่วยเหลือ ดังนั้นนี่คือโอกาสอีกครั้ง นางไม่ได้มุ่งหมายจะเป็นผู้ผนึกปราณอันดับหนึ่งของแผ่นดินแต่นางต้องการให้ตระกูลเมิ่งแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งต่างหาก นั่นคือการล้างแค้นที่นางตั้งใจไว้

รอข้าก่อนเถอะ 7 ตระกูลใหญ่ อีกไม่นานบัญชีแค้นจะได้สะสางเสียที

“เป็นเช่นนี้เองเจ้าถึงต้องการจะเข้าร่วมสหพันธ์เฟิง” เมิ่งชูเจี๋ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ สำหรับการปรุงโอสถนั้นมีเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถฝากตัวเป็นศิษย์ได้หนึ่งในนั้นคือสหพันธ์เฟิง และนี่ก็คือเหตุผลหลักที่ทำให้สหพันธ์เฟิงกลายเป็นหนึ่งใน 6 สำนักใหญ่เช่นกัน เพราะจ้าวโอสถนั้นล้วนหายาก เคยมีคำกล่าวที่ว่า ในหนึ่งหมื่นผู้ผนึกปราณจะมีเจ้าโอสถหนึ่งคน 

“เจ้าค่ะ  จิ้งเอ๋อได้ยินมาว่าอีกไม่นานจะมีการทดสอบของ 6 สำนักใหญ่จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกศิษย์ใหม่” เมิ่งหลิงจิ้งเอ่ย

“ใช่แล้ว  ครั้งนี้เหมือนว่า 6 สำนักใหญ่จะจัดการคัดเลือกขึ้นพร้อมกันทั่วทุกทวีปรวมทั้งที่นครหลวงเช่นกัน” เมิ่งชูเจี๋ยอธิบาย นครหลวงหรือก็คือเมืองหลวงที่ตั้งอยู่บนทวีปเฟิงหย่า เป็นเมืองใหญ่ที่สุดและทรงอำนาจมากในแง่ของความเจริญและมากด้วยฝีมือ  นั่นคือบ้านเกิดของตระกูลเมิ่งสถานที่ที่พวกนางถูกขับไล่ออกมา

“เจ้าต้องเตรียมตัวให้ดีหากว่าต้องการเป็นจ้าวโอสถ” เมิ่งชูเจี๋ยกำชับ 

“จิ้งเอ๋อจะไม่ทำให้ครอบครัวเราผิดหวัง”

ได้ยินดังนั้นร่างสูงใหญ่ก็อมยิ้มอย่างวางใจ ในทีแรกเขายอมรับว่าเป็นห่วงนางที่อยู่ๆก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แม่ว่าจะร่าเริงมากกว่าก่อนแต่เขาก็อดกังวลในความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาลอบจับตามองน้องสาวแต่สิ่งที่เขาค้นพบก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านางแค่นิสัยเปลี่ยน ในทีแรกตระกูลเมิ่งนั้นมุ่งหวังที่จะฟื้นฟูอยู่แล้วจึงส่งเมิ่งหมิงหางไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่สำนักหมื่นอสูร  สำนักใหญ่อันดับสามที่ตั้งอยู่ที่ทวีปเหิงต้าน  สำนักหมื่นอสูรนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องการทำสัญญากับสัตว์อสูรว่ากันว่าลูกศิษย์สำนักหมื่นอสูรนั้นมีอสูรวิญญาณคนละตัวเป็นอย่างน้อย นั่นคือกฎที่ทุกคนทราบเพียงแต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่รากปราณยิ่งใหญ่ขึ้นจะสามารถทำสัญญาได้มากกว่าหนึ่งอสูรคนผู้นั้นนับว่าเป็นยอดคน หากแต่สำนักหมื่นอสูรสามารถสั่งสอนลูกศิษย์ทุกคนให้สามารถขยายรากปราณรองรับพลังวิญญาณได้มากกว่า ทำให้ถือว่าเป็นจุดเด่น ลูกหลานผู้ดีตระกูลใหญ่แม้กระทั่งราชวงศ์หากว่าต้องการอสูรวิญญาณก็มักจะว่าจ้างสำนักหมื่นอสูรไปช่วยจับมาให้  พี่ใหญ่ของบ้านเมิ่งหมิงหางก็เข้าเรียนที่นั่นได้สองปีแล้ว เขาอายุ 18 ในปีนี้จะต้องทำสัญญากับสัตว์อสูร ในชีวิตที่แล้วเมิ่งหมิงหางเข้าร่วมการคัดเลือกอสูรวิญญาณเช่นกันเพียงแต่ว่าเขามิได้ทำสัญญากับอสูรวิญญาณตนใด  สาเหตุเป็นเพราะอาการบาดเจ็บระหว่างทางที่มาจากการขัดขวางของลูกหลานตระกูลอื่น เมิ่งหลิงจิ้งตั้งปณิธานในใจว่าจะช่วยเหลือพี่ใหญ่อย่างถึงที่สุด หากว่าเขาสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรระดับสูงได้เพียงแค่ตัวหรือสองตัว จะได้เข้าเป็นศิษย์สายในหรืออาจะได้เป็นถึงศิษย์สายตรงที่สามารถสืบทอดเลยก็เป็นได้ หากว่าเป็นเช่นนั้นตระกูลใหญ่อื่นจะไม่สามารถสอดมือเข้ามาทำร้ายเขาได้โดยง่าย  แม้ว่าจะเป็นเรื่องของอนาคตแต่เมิ่งหลิงจิ้งก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน ภาระหน้าที่แรกที่นางต้องทำคือเป็นลูกศิษย์ในสาขาหลอมโอสถให้ได้และหลอมโอสถให้พี่ชายรองเมิ่งชูเจี๋ยเพื่อรักษาอาการเขา หลังจากนั้นหาทางส่งเขาไปเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่เพื่อได้รับการคุ้มครอง  นางยกยิ้มให้พี่ชายอย่างจริงใจ   

วันเวลาผ่านไปอีกแรมเดือนก็ถึงวันที่เป็นวันสำคัญ มันคือวันทดสอบพรสวรรค์ของศิษย์ใหม่สหาพันธ์เฟิง แน่นอนว่าด้วยความใหญ่โตและฐานอำนาจเป็นหนึ่งในทวีปกู่เหลียน มีคนมากมายต้องการเข้าไปฝากตัวอีกอย่างคือยืดหยุ่นในช่วงอายุ  สำนักบางสำนักเช่น สำนักคมพิรุณ (สำนักที่เจ้าสำนักถือครองธาตุน้ำบริสุทธิ์ โด่งดังเรื่องการรักษา) จำกัดอายุผู้ที่ฝากตัวเป็นศิษย์คือ 13 ปีเท่านั้น หากโตกว่านี้จะไม่สามารถเข้าร่วมได้ แตกต่างจากสหพันธ์เฟิง ที่สามารถเข้าได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 13 – 17 ปี ในตอนนี้หรงเหยียนได้สิ่งนางมาอยู่ในช่วงอายุ 14 ปี ประจวบเหมาะกับการทดสอบ วันนี้นางเลือกจะสวมชุดสีม่วงอ่อนปักลายดอกกล้วยไม้เกาะอกเป็นสีขาวและเสื้อคลุมตัวยาวก็เป็นสีขาวเช่นกัน   นางเลือกที่จะสวมชุดให้ดูเรียบง่ายเข้าไว้ มวยผมครึ่งศีรษะอย่างง่ายๆและปักปิ่นเงิน เมิ่งหลิงจิ้งที่สะท้อนอยู่ในกระจกนั้นรูปลักษณ์ดูเรียบร้อยงามสง่าราวกับกล้วยไม้ป่าที่สูงค่าบริสุทธิ์ แต่ไม่อาจปกปิดแววตาที่ร้อนแรงนั้นได้ นางกระพริบตาเพื่อปรับอารมณ์ก่อนที่หูจะสดับถึง

“คุณหนูพร้อมหรือยังเจ้าคะ?” เสี่ยวมี่ สาวใช้คนสนิทเอ่ยถาม นางกุลีกุจอถาม

“ไปกันเถอะ” เมื่อเมิ่งหลิงจิ้งเดินออกมาจากห้องผ่านโถงใหญ่ นางก็พบกับครอบครัว ท่านพ่อท่านแม่พี่ชายทั้งสอง

“ข้ากับชูเจี๋ยจะไปส่งเจ้าทดสอบเอง” เมิ่งหมิงหางพูด เขาอยู่ในชุดสีม่วงเข้ม ใบหน้าคมสันกอปกับร่างสูงใหญ่แผ่กลิ่นอายราวกับเทพอสูร ส่วนอีกคนก็สวมชุดสีฟ้าขาวดูราวกับเทพเซียน เมิ่งหลิงจิ้งจ้องหน้าพี่ชายทั้งสองอย่างแสนรัก นางก้าวเดินไปจับมือเมิ่งชูเจี๋ยและเมิ่งหมิงหางไว้พร้อมกับกล่าวว่า

“จิ้งเอ๋อจะไม่ทำให้ผิดหวัง”

“อย่าฝืนตัวเองมากไปนะ” ท่านแม่ของตระกูลเมิ่ง หลิงซื่อเอ่ยเตือนสีหน้าแม้จะกังวลแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอยู่มากเฉกเช่นเดียวกับเมิ่งอวิ๋น

“ระวังตัวด้วยนะลูก” เมิ่งอวิ๋นเอ่ย

“จิ้งเอ๋อรับคำท่านพ่อท่านแม่” หลังจากที่ล่ำลากันเรียบร้อย นางก็ขึ้นรถม้าไปกับเมิ่งชูเจี๋ย ส่วนเมิ่งหมิงหางนั้นขี่ม้าอยู่ข้างรถ ทั้งสามพร้อมทั้งคนขับรถออกเดินทางไปด้านเหนือของเมืองเฟิง  เมืองเฟิงมีพื้นที่กว้างใหญ่ด้านเหนือจรดตะวันออกเป็นภูเขาเรียกว่าเนินเขี้ยวพยัคฆ์  ทางใต้เป็นแม่น้ำใหญ่ ทางตะวันตกเป็นที่ราบลุ่ม เดินทางออกจากจวนสกุลเมิ่งระหว่างทางเมิ่งหลิงจิ้งก็ชวนพี่ชายรองพูดคุยไปตลอดทาง ปกติแล้วเขาแทบจะไม่ย่างก้าวออกจากจวนนี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาออกมา 

“ถึงแล้ว” หลังจากเดินทางกันได้ครึ่งชั่วยามเสียงของเมิ่งหมิงหางก็ดังขึ้นออกจากนอกรถม้า ร่างบางจึงเลิกผ้าม่านขึ้นก็แสดงให้เห็นถึงรถม้ามากมาย รวมทั้งผู้คนที่มารวบตัวกันที่เนินเขี้ยวพยัคฆ์  มีเด็กสาวเด็กหนุ่มมากมาย พวกเขาทุกคนล้วนมีสิทธิ์เข้าทดสอบทั้งนั้น

“เจ้าไปรับหมายเลขประจำตัวเถอะ” เมิ่งหมิงหางกล่าวกับนางหลังจากที่ลงจากม้า   เมิ่งหลิงจิ้งถูกพี่ชายทั้งสองพาเดินไปที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้คือชายหนุ่มอายุประมาณ 19 ปีเขาอยู่ในชุดสีขาวขลิบดิ้นสีน้ำเงินตรงอกปักเป็นตราสัญลักษณ์ของสหพันธ์

“ตระกูลเมิ่ง เมิ่งหลิงจิ้งขอเข้าทดสอบเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งก้าวไปหน้าโต๊ะพร้อมแนะนำตัวเอง ร่างสูงเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มทันทีที่ได้ยิน

“หมายเลข 239 ขอให้เจ้าโชคดี” ศิษย์พี่สหพันธ์เฟิงกล่าวพลางส่งป้ายไม้ที่มีเลขสลักบนนั้นให้นาง 

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หลังจากรับป้ายมา นางกับพี่ชายทั้งสองก็หาที่นั่งรอเรียก จากสายตาแล้วคนในวันนี้ล้วนมากมายการทดสอบจะเริ่มเมื่อถึงยามซื่อ (9.00 – 10.59)   

เมื่อถึงยามซื่อคนรอบกายก็เริ่มลุกขึ้นไปยืนออกตรงกางลาน เมื่อมองไปข้างหน้าพวกเขาก็จะพบกับศิษย์สหพันธ์เฟิงมากมายที่มาจากไหนก็ไม่ทราบ พวกเขาล้มอยู่หน้าแท่นหินกลมขนาดใหญ่  แท่นหินนั้นถูกเรียกว่าแท่นหินทดสอบ รอบๆบนแท่นหินจะมีช่องกลมขนาดพอดีกับผนึกธาตุว่างเว้นไว้  ทุกๆปีของการรับศิษย์สหพันธ์เฟิงจะยอมเปิดเนินเขี้ยวพยัคฆ์ให้ผู้คนมารวมตัวกันทดสอบ บนท้องฟ้ามีพาหนะบินพุ่งออกมาจากภายในหุบเขา มีทั้งกระบี่  หรือแม้กระทั่งอสูรวิญญาณ พวกเขาทั้งสามคนลดระดับลงอยู่ด้านหลังแท่นหิน ทั้งร่างสวมชุดผ้าไหมสีขาวแต่ขลิบดำ ที่เอวห้อยพู่ไหมสีดำไว้ นั่นคือสามผู้อาวุโสแห่งสหพันธ์เฟิงนั่นเอง เมื่อพวกเขามาถึงแล้วศิษย์ทั้งหลายก็ประสานมือคารวะก่อนที่จะเริ่มพิธี

“ถึงเวลาแล้ว ว่าที่ศิษย์ใหม่ทั้งหลายเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบ!!!” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าแท่นหินทดสอบได้พูดด้วยน้ำเสียงอันดัง หลังจากกล่าวจบศิษย์หญิงอีกคนก็หยิบผนึกธาตุออกมาใส่เข้าไปที่ช่องกลมรอบหินเมื่อครบแล้วการทดสอบก็เริ่มขึ้น

“ลำดับแรก  ลู่เหวินมู่ เชิญ!!” สิ้นเสียงกล่าวก็เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกไป ทั่วทั้งร่างเขาสวมชุดสีเขียวไม่สูงมากนัก กะจากสายตาของเมิ่งหลิงจิ้งน่าจะอายุประมาณ 15 เด็กหนุ่มคนนั้นก้าวขึ้นไปเหยียบบนแท่นก็ปรากฏลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากผนึกธาตุไฟสีนั้นเข้มข้นพอสมควรอีกทั้งยังมีผนึกธาตุทองส่องสว่างเช่นกันเพียงแต่แสงของธาตุทอดเจิดจ้ากว่าธาตุไฟมากนัก

“ถือไว้” ศิษย์พี่หญิงที่ยืนด้านข้างส่งผนึกใสกลมให้เขา เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นถือไว้รอบกายก็ปรากฎเป็นรัศมีอ่อนเหนือศีรษะปรากฏเป็นร่างเป็นดาบเล่มใหญ่สีทองเลือนลางโปร่งใส

“นั่นคือปราณดาบครองนภา”  ผู้อาวุโสคนซ้ายกล่าวอย่างชื่นชม 

“เขาเหมาะสมที่จะเป็นผู้ผนึกอสูรมาก”  อีกคนกล่าวชม เมื่อผู้อาวุโสทั้งสองเอ่ยประโยคเมื่อสักครู่ก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที เพราะต้องกล่าวว่ารากปราณที่แข็งแกร่งยิ่งสามารถคงรูปได้ยิ่งเข้มแข็ง  ถือเป็นคุณสมบัติชั้นดี

“ธาตุทองปราณดาบครองนภา  ลู่เหวินมู่  เข้าสู่สหพันธ์”  เสียงประกาศจากศิษย์ชายดังขึ้น  เขาอยู่ในชุดสีขาวคลิปม่วงอ่อน 

“ขอบคุณท่านอาจารย์และศิษย์พี่ทุกท่าน” เด็กหนุ่มคนนั้นประสานมือคารวะและรับพู่ไหมสีขาวไปห้อยที่เอว และเดินแยกไปทางซ้ายที่มีศิษย์พี่อีกกลุ่มรออยู่ พวกเขาคือคนที่จะพาเด็กใหม่ขึ้นเขานั่นเอง

“คนต่อไปลำดับสอง......” และก็เริ่มไล่เรียงตามรายชื่อไปเรื่อย เมิ่งหลิงจิ้งก็มองแถวที่ค่อยๆหดสั้นลงพอถึงประมาณลำดับที่สองร้อยนางก็ลุกขึ้นบอกลาพี่ชายทั้งสองไปต่อแถว

“ลำดับที่ 215   จางเหม่ยเหลียน” เสียงประกาศของศิษย์พี่ชายประกาศ เมื่อสิ้นเสียงก็เกิดเสียงพูดคุยดังขึ้นรวมกับเสียงชื่นชมจากทั่วสารทิศ  เมิ่งหลิงจิ้งมองไปที่ร่างในชุดสีชมพู ใบหน้านั้นงดงามราวกับเทพธิดาท่วงท่าที่แสนอ่อนโยนชดช้อยในการเยื้องย่างชวนให้ลมหายใจสะดุด    จางเหม่ยเหลียนอายุเพียง 14 ปีก็สามารถเฉิดฉันได้ถึงเพียงนี้ หากปล่อยเวลาไว้อีกไม่นานนางจะต้องงดงามจนสามารถล่มเมืองได้เป็นแน่

ร่างเล็กนั้นก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นเพียงครู่เดียวแท่นก็เปล่งแสงสีฟ้ากระจายออกมาพร้อมกับอากาศที่เย็นลงที่แท่นเริ่มมีน้ำแข็งเกาะ

“นะ นั่นมัน!! ธาตุผันแปร!!! ธาตุน้ำแข็งแต่กำเนิด!!!!!!” เสียงของฝูงชนฮือฮาอย่างตื่นตะลึง แม้ศิษย์ทั้งหลายของสหพันธ์เฟิงจะพยายามควบคุมตนเองแต่ก็มีหลุดอุทานออกมาเช่นกัน  ผู้อาวุโสเบื้องหลังต่างหยักยิ้มอย่างยินดี

“ถือไว้สาวน้อย” ผู้อาวุโสสตรีผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ได้บังคับกระบี่ยาวมาตรงหน้าจางเหม่ยเหลียนพร้อมกับยื่นผนึกธาตุให้ด้วยตนเอง

เมื่อจางเหม่ยเหลียนรับมาถือเหนือศีรษะของนางก็ปรากฎร่างของภูตจิ้งจอกสีขาวไม่เพียงเท่านั้นมันยังมีหางถึงเก้าหาง

“รากปราณจิ้งจอกสวรรค์!! ธาตุน้ำแข็ง จางเหม่ยเหลียน เข้าสู่สหพันธ์” 

“นี่มันอัจฉริยะชัดๆ”

“หรือนางจะเป็นนางเซียนกัน รากปราณที่แข็งแกร่งรวมกับความงามขนาดนั้น แม้กระทั่งฮ่องเต้ก็ต้องสนใจนาง”

“น่าอิจฉาเหลือเกิน”  เสียงเซ็งแซ่ชื่นชมแกมอิจฉาดังไม่ขาดสาย

สิ้นเสียงประกาศก็มีเสียงฝูงชนที่ทั้งรอการทดสอบและตกการทดสอบลอบถอนหายใจอย่างจนปัญญา ศิษย์ใหม่ปีนี้มีแต่ผู้มีพรสวรรค์ที่สามารถก่อร่างรากปราณได้กันทั้งนั้น แม้ว่าแท้จริงแล้วจะดูความเข้มข้นของพลังธาตุเป็นหลัก ส่วนการทดสอบรากปราณนั้นแม้ว่าตอนนี้ไม่สามารถก่อรากปราณด้วยตนเองได้ก็มีสิทธิ์ถูกเลือกเข้าสหพันธ์หลังจากนั้นผู้อาวุโสจะทดสอบรากปราณให้อีกที  การก่อรูปปราณนั้นทำได้โดยให้ผู้อาวุโสตรวจดู หรือใช้ผนึกเซียนทดสอบ หากแต่เมื่ออยู่ระดับสูงจะสามารถก่อรูปปราณได้เอง ว่ากันว่าผู้ที่ถือครองปราณขั้นปราณราชันย์สามารถใช้ปราณสู้กันโดยที่ไม่แม้แต่ขยับตัวได้ด้วยซ้ำ

เมิ่งหลิงจิ้งมองร่างในชุดสีชมพูที่แสนโดดเด่นพลางครุ่นคิด   สกุลจางอย่างนั้นหรือนางเป็นหนึ่งใน 7 ตระกูลใหญ่ที่มาจากนครหลวง แม้ว่าชีวิตที่แล้วนางจะไม่เคยพบแต่ว่าผู้มีพรสวรรค์ขนาดนี้มาพร้อมผู้ติดตามมากมายจะต้องเป็นชนชั้นสูงเป็นแน่ ส่วนรากปราณจิ้งจอกสวรรค์ถือเป็นปราณหายาก หญิงสาวใดที่ครอบครองมันจะมีรูปลักษณ์ที่งดงามเหนือใคร  ยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งเย้ายวน ในภายภาคหน้าอาจจะมีสงครามเพื่อแย่งชิงนางเลยก็เป็นได้ คิดได้ดังนั้นก็ส่ายหน้าน้อยๆให้กับความคิดตนเอง

“ลำดับที่ 239  เมิ่งหลิงจิ้ง”  ได้ยินชื่อตนเอง นางก็ก้าวออกไปด้านหน้าเหยียบย่างขึ้นไปบนแท่นทดสอบ ในใจของเมิ่งหลิงจิ้งนั้นพลันหวาดหวั่นเมื่อคิดถึงคำพูดของหรงเหยียน ร่างสูงเคยบอกนางว่านางมีธาตุไฟอยู่ในตัวแต่มันช่างริบหรี่  เขาจึงให้นางชำระแก่นพลังธาตุในร่างเสมอ เมื่อย้อนเวลากลับมานางก็กระทำไม่ขาดด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นว่าธาตุในกายจะไม่เข้มข้นพอที่จะเข้าสหพันธ์เฟิง   ยืนอยู่เพียงอึดใจทุกสายตาจ้องมาที่นาง   พี่ชายทั้งสองก็มองอย่างเป็นห่วง เมิ่งหลิงจิ้งแทบจะหายใจสะดุดเมื่อไม่เห็นสิ่งใดเกิดขึ้น...เพียงเสี้ยวลมหายใจก็เกิดความร้อนกระจายออกไปรอบแท่นหิน อุณหภูมิในอากาศร้อนระอุขึ้นจนศิษย์ใหม่ผู้เข้ารับการทดสอบรีบถอยหลัง ศิษย์ชายที่อยู่ใกล้ที่สุดมีเหงื่อออกมาเล็กน้อยแต่ใบหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ไม่เพียงอากาศที่ระอุขึ้นราวกับอยู่ในภูเขาไฟ แสงสีน้ำเงินก็พวยพุ่งขึ้นสูง

“ธาตุน้ำหรือ? ทำไมร้อนขนาดนี้” เสียงพึมพำอย่างสงสัยกระจายเป็นบริเวณกว้าง

ธาตุน้ำ?? เป็นไปไม่ได้   

“ไม่ใช่ นี่คือธาตุผันแปร ถึงแม้มันจะเพิ่งเริ่มต้นแต่นางมีธาตุไฟบริสุทธิ์ที่จะสามารถกลายเป็นธาตุแสงได้”  เสียงผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหลังดังขึ้น 

“ฮ่าๆๆ ธาตุไฟบริสุทธิ์!!” ผู้อาวุโสอีกท่านหัวเราะชอบใจพลางส่งสะบัดมือให้ผนึกเซียนลอยมาอยู่ตรงหน้า เพียงเอื้อมมือไปแตะยังไม่ทันจะประคองเหนือศีรษะก็ปรากฎร่างสัตว์ รูปร่างเหมือนกวาง แต่มีสองเขา หางเหมือนวัว หัวเป็นมังกร เท้ามีกีบเหมือนม้าที่กีปเท้าปรากฏเปลวเพลิงห่อหุ้ม  ไม่เพียงเท่านั้นร่างปราณของเมิ่งหลิงจิ้งขยายใหญ่โตกว่าตัวเจ้าของหลายเท่า มันเคลื่อนที่เหนือศีรษะนาง เมื่อเมิ่งหลิงจิ้งเงยหน้าขึ้นมองก็สบเข้ากับดวงตาสีทับทิมที่ดูคุ้นตา

โฮก!!!! เสียงคำราวกึกก้องออกจากปราณของเมิ่งหลิงจิ้ง   เพียงครู่เดียวกิเลนโลกันต์ก็ควบมาอยู่ด้านหน้านางและวูบหายเข้ามาในร่างกายเพลิงสีน้ำเงินที่อาบไล้รอบกิเลนก็หายไปพร้อมกับรากปราณ

“นั่นมันรากปราณอะไรกัน!!” เสียงคำถามเกิดขึนอย่างเซ็งแซ่ดังขึ้นไม่ขาดสาย  เมื่อได้เห็นรากปราณที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็น แม้กระทั่งได้ยินก็ยังไม่เคย ทั้งความแกร่งกล้าของปราณรวมกับการคำรามนั้นทำให้ผู้คนที่เคยคิดว่ารากปราณจิ้งจอกสวรรค์ของจางเหม่ยเหลียนหายากล้วนเปลี่ยนความคิดทันที  

“คิดว่าจิ้งจอกสวรรค์หายากแต่นั่นมันคืออะไรกัน??  ดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน”

“ยืนห่างขนาดนี้ยังรู้สึกร้อนแทบตาย ศิษย์ของสหพันธ์ไม่เป็นอะไรเลยหรือ? ช่างเหนือคนจริงๆ”

“นี่ต้องเป็นอัจฉริยะในรอบพันปีแน่!!!” 

ในขณะที่ทุกผู้วิพากษ์วิจารย์อย่างตื่นเต้น ก็พลันมีเสียงผู้อาวุโสดังขึ้น

“แม่นางน้อยเมิ่ง  เจ้าเรียกปราณนี้ว่าอะไร?” 

เมิ่งหลิงจิ้งรีบหันกายไปประสานมือคารวะผู้อาวุโสทันที ตรงหน้านางคือผู้อาวุโสที่อยู่ตรงกลางเขาอายุประมาณ 30 กลางๆ แต่เมิ่งหลิงจิ้งรู้ว่าเขาไม่ได้อายุเท่ากับที่ภายนอกแสดงให้เห็นแน่นอน รูปร่างสูงใหญ่ผิวสีทองแดงตัดกับชุดสีขาวอย่างชัดเจน  ผู้อาวุโสกำลังนั่งอยู่บนหลังเสือดาวไฟตัวใหญ่ อุ้งเท้าทั้งสีของมันติดไฟ ไม่ว่าเป็นใครที่อยู่ต่อหน้าเขาก็ล้วนแต่ก้มหัวให้อย่างไร้ข้อกังขา

“ตอบผู้อาวุโส   ผู้น้อยเรียกรากปราณนี้ว่า กิเลนโลกันต์เจ้าค่ะ” 

“กิเลนโลกันต์?” ผู้อาวุโสหญิงทวนคำนาง 

“กิเลนโลกันต์  ก็เหมาะสมอยู่!!” ผู้อาวุโสที่ขี่เสือดาวไฟได้เคลื่อนที่มาใกล้นาง “เหมาะสมที่จะเป็นศิษย์สายตรงของข้า เฉินเหลียงที่สุด!!!” กล่าวจบก็ยื่นมือมาให้เมิ่งหลิงจิ้งอย่างไม่สนใจสายตาผู้ใด

“ศิษย์น้องเฉิน เจ้ามันหน้าไม่อาย!!” ผู้อาวุโสอีกท่านที่อยู่ด้านซ้ายปรามาส “ให้นางไปอยู่กับเจ้า นางคงสะบักสะบอมแน่นอน  ข้าไม่ยอม”

“ศิษย์พี่ม่อเหวิน ท่านอย่ามาขวาง” ผู้อาวุโสเฉินเหลียงพูดอย่างโมโห “รากปราณที่พิสดารขนาดที่ข้าไม่เคยเห็นจะปล่อยไปอยู่ไหนได้ ไม่สนหรอก ข้าจะพานางไป”

เมื่อผู้อาวุโสสองคนเริ่มประจันหน้ากันก็นำพามาซึ่งสีหน้ากะอักกะอ่วมของศิษย์พี่ทั้งหลาย  ยังไม่ทันที่จะทะเลาะกันศิษย์พี่ชุดสีขาวที่ประกาศลำดับก็รีบตะโกนขึ้น

“รากปราณกิเลนโลกันต์!! ธาตุไฟบริสุทธิ์ เมิ่งหลิงจิ้ง เข้าสู่สหพันธ์!!” 

“ขอบคุณผู้อาวุโสและศิษย์พี่ทั้งหลาย” เมิ่งหลิงจิ้งรีบประสานมือคาระรอบทิศก่อนที่จะโดดลงจากแท่นทดสอบ เดินไปรวมกลุ่มกับศิษย์ใหม่ทั้งหลายภายใต้การนำพาของศิษย์ชายคนนั้น

“ลูกศิษย์โอวหยาง นั่นเจ้าจะพานางไปไหนกัน! พามาให้อาจารย์นี่” เฉินเหลียงตวัดสายตาไปมองโอวหยางลั่วเซินอย่างหงุดหงิด พร้อมกับกวักมือเรียกเมิ่งหลิงจิ้ง

“ศิษย์พี่ทั้งสอง  พวกท่านไม่ต้องรีบหรอก” ผู้อาวุโสหญิงคนงามกล่าว “อีกไม่นานนางก็จะขึ้นเขาแล้ว ค่อยไปตัดสินตอนนั้นเถอะ” 

ว่าจบนางก็บังคับกระบี่เคลื่อนที่มาตรงหน้ากลุ่มศิษย์ใหม่ จาก 200 คนที่ทดสอบตอนนี้เหลือเพียงแค่ 40 คนเท่านั้น

“มู่เหลิงฝู อีกไม่นานก็ใกล้จะสิ้นสุดการทดสอบแล้วเจ้าให้ศิษย์ทั้งหลายช่วยกันเตรียมตัวรับศิษย์น้องทั้งหลายขึ้นเขา”

“มู่เหลิงฝู รับบัญชาผู้อาวุโสหยู” ศิษย์พี่มู่เหลิงฝูกล่าว 

กะจากสายตาของเมิ่งหลิงจิ้งแล้วเหลือเพียงแค่สิบคนที่จะมาทดสอบ  คงรอคอยไม่นาน นางหันสายตามองไปด้านหลังเพื่อหาพี่ชายทั้งสอง เมื่อพบพวกเขานางก็เห็นรอยยิ้มยินดีปรากฏ ราวกับสายตาของคนทั้งคู่จะบอกให้นางไม่ต้องเป็นกังวล   

นางมาถึงจุดเริ่มต้นแล้ว นับจากนี้จะไม่มีคำว่าถอยอีกต่อไป+++

เมื่อเบนสายตากลับมา เมิ่งหลิงจิ้งก็เห็นศิษย์ใหม่หลายคนมองมาที่นางอย่าสนใจใคร่รู้   หลายคนยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่เมื่อสบสายตากับจางเหม่ยเหลียน อีกฝ่ายยิ้มให้นางน้อยๆในขณะที่ตัวนางเอกก็แย้มยิ้มกลับไปเช่นกัน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเมิ่งหลิงจิ้งคิดในใจ ตระกูลจางนั้นจะปล่อยไว้ไม่ได้เพียงแต่ตอนนี้นางยังอ่อนแออยู่ดังนั้นต้องอดทนไปก่อน เพียงไม่นานการทดสอบก็สิ้นสุดลง มู่เหลิงฝูแบ่งกลุ่มให้ศิษยใหม่จับคู่กับศิษย์พี่ทั้งหลาย เพื่อให้พวกเขาพาขึ้นเขาไปด้วยพาหนะเหินบิน ศิษย์พี่ทั้งหลายมีกระบี่เวหาอยู่ ทั้งกลุ่มแยกย้ายกันจับคู่ มีหลายคนที่ชำเลืองมองจางเหม่ยเหลียนและก็มีศิษย์พี่หน้าตาดีคนหนึ่งพานางไปด้วย  เมิ่งหลิงจิ้งหันรีหันขวางหาศิษย์พี่ที่ใกล้ตัวที่สุด

“ศิษย์น้องเมิ่งไปกับข้าก็ได้” เสียงนุ่มดังขึ้นข้างกาย เมื่อหันไปก็พบกับเจ้าของเสียง เขาคือโอวหยางลั่วเซิน เขาเป็นชายร่างสูงใบหน้าเกลี้ยงเกลา คิ้วพาดเฉียงรับกับดวงตาที่ดูราวกับมังกร จมูกโด่งเป็นสัน หากว่าดูแต่หน้าเขาก็เป็นศิษย์พี่ที่หน้าตาชวนมองอย่างไม่เบื่อ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกราวกับสาวลมอุ่นกำลังพัดรอบกาย  เมิ่งหลิงจิ้งแอบลอบใช้สัมผัสภายในก็พบว่าเขาเป็นธาตุสายฟ้า  ด้วยอายุเพียงเท่านี้นับว่าเป็นยอดคนโดยแท้

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งรีบขอบคุณ 

“มาสิ” โอวหยางลั่วเซินเอื้อมมือมาให้นางจับ เมื่อนางจับไว้มือหนาก็รั้งร่างให้ขึ้นมาอยู่บนกระบี่เดียวกัน กระบี่เวหาใหญ่ขนาดยืนสองได้ โอวหยางลั่วเซินให้นางยืนด้านหน้า เมื่อยืนเทียบศีรษะนางสูงไม่ถึงอกเขาด้วยซ้ำ 

“อย่าปล่อยมือ ระวังตก” เขาเอ่ยเบาๆเมื่อเมิ่งหลิงจิ้งพยายามดึงมือออกจากตนเอง  ร่างบางขมวดคิ้วจางๆ ดูเหมือนว่าโอวหยางลั่วเซินจะดูแลศิษย์น้องทั้งหลายอย่างดีแม้กระทั่งศิษย์ใหม่เช่นนาง

“เจ้าค่ะ” 

กระบี่เวหาค่อยๆเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าก่อนที่จะลอยสูงและพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว  สายลมที่ปะทะใบหน้าชวนให้สดชื่น กระบี่เวหาหลายสิบเล่มแปรขบวนเป็นรูปลูกศรด้านหน้าปลายลูกศรคือโอวหยางลั่วเซินกับนาง  ทุกคนเคลื่อนที่ไปพร้อมกันราวกับการฝึกซ้อมมาแล้วนับร้อยรอบพันรอบ อดให้เมิ่งหลิงจิ้งรู้สึกเปิดหูเปิดตาไม่ได้ นางชื่นชมระเบียบเช่นนี้เป็นอันมาก

ยามทรงตัวอยู่บนกระบี่แม้ว่าจะจินตนาการว่าจะยืนลำบากแต่พอถึงเวลาจริง มันกลับเคลื่อนไหวอย่างนิ่งมากราวกับยืนบนแผ่นดิน ตลอดเส้นทางโอวหยางลั่วเซินไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแต่นางก็รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องอย่างไม่วาง

ระยะทางหลายลี้บรรลุในพริบตา ขบวนกระบี่เคลื่อนที่มาที่ลานกว้างหน้าตำหนักใหญ่ ลอยนิ่งและก็เป็นกระบี่ของโอวหยางลั่วเซินที่ถึงพื้นก่อน

“ขอบคุณศิษย์พี่มาก” หลังจากลงพื้น เมิ่งหลิงจิ้งก็รีหันไปขอบคุณอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร” โอวหยางลั่วซฺนแย้มยิ้มเก็บกระบี่เวหาของตนเอง พร้อมกับจากไป เมื่อทุกคนลงพื้นหมดแล้วศิษย์พี่ทั้งหลายก็แยกย้ายไปยืนล้อมศิษย์ใหม่ทั้ง 50 คน

เบื้องหน้าคือผู้อาวุโสหญิงหยู  นางสวมชุดสีขาวขลิบดำ 

“พวกเจ้าตามข้ามา” ผู้อาวุโสหยูหมุนกายเข้าไปในตำหนักนำทางศิษย์ใหม่ทั้งหลาย พอเดินเข้าไปยังประตูใหญ่เบื้องหน้า ห้องโถงสีขาวทำจากหินอ่อนทั้งหมดก็ปรากฏสู่สายตา เสาหินใหญ่สลักลายมังกรขดพันเสาหลายสิบต้นค้ำยันเพดานสูง 

ผู้อาวุโสหยูหลังจากนำทางมาถึงกลางห้องโถง นางก็เข้าไปรวมกับกลุ่มผู้อาวุโสทั้งหลาย  นับได้ 6 คน เป็นชาย 4 หญิง 2

ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงกลางมีใบหน้าประมาณวัย 40 กลางๆ สีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งเฉย 

“ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มแบ่งสายได้” จากการคาดเดาของเมิ่งหลิงจิ้ง ผู้อาวุโสท่านนี้น่าจะเป็นเจ้าสำนักของสหพันธ์เฟิงคนปัจจุบัน

เสียงเรียกตามรายชื่อดังขึ้นไปทีละคน ศิษย์ทุกคนที่นี่ได้ร่วมเป็นศิษย์สายในทั้งหมดเนื่องจากสามารถก่อร่างปราณได้ทุกคน ในสหพันธ์เฟิงจะแบ่งออกเป็นสายย่อยอีกเช่นกันเนื่องจากไม่ใช่สำนักที่เด่นเพียงด้านเดียวจึงมีหลายสายเริ่มจาก สายค่ายกลอาคม,สายนักรบ,สายผู้รักษา,สายช่างหลอมศาตราและสายสุดท้าย สายหลอมโอสถ

ผู้อาวุโสทั้ง 6 ท่านเป็นตัวแทนของสายต่างๆ ที่สหพันธ์เฟิงจะมี 6 ตำหนักตั้งอยู่บนยอดเขาต่างกัน ตำหนักของเจ้าสำนักจะอยู่ตรงกลางรายล้อมด้วย 5 ขุนเขา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

24 ความคิดเห็น