เกมร้อนมาเฟียร้าย [ลำดับที่ 1 ในซีรีย์ชุด ผู้หญิงของมาเฟีย ]

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 4 ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าพี่ 4-2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,350
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    9 ต.ค. 61


หลายวันต่อมา...


พราวฟ้าได้รับอนุญาตให้กลับไปพักที่ตึกพนักงานเพราะไม่มีพิษไข้หลงเหลืออยู่แล้ว บาสเตียนจึงหมดข้ออ้างรั้งให้เธออยู่ต่อ แต่การที่เขาหาเหตุผลข้างๆ คูๆ มานอนบนเตียงกอดหญิงสาวทุกคืนก็ทำเอาพราวฟ้ารู้สึกแปลกๆ ไปเหมือนกัน เมื่อต้องกลับมานอนในห้องที่ไม่มีเขาและไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเจอตัวชายหนุ่มอีกเมื่อไรก็ทำให้หญิงสาวรู้ในทันทีว่าความห่อเหี่ยวที่เกาะหัวใจเธอมาตลอดหลายวันนั้นคืออะไร


“เธอสบายดีแน่แล้วนะพราวฟ้า” อเลตต้าหัวหน้าฝ่ายฟร้อนออฟฟิศเอ่ยถามหลังทราบข่าวว่าพนักงานแลกเปลี่ยนจากไทยเป็นไข้เมื่อหลายวันก่อนจนไม่สามารถมาเริ่มงานได้ แถมคนทั้งโรงแรมยังลือกันสนั่นว่าเห็นเจ้าของโรงแรมหนุ่มอุ้มเธอขึ้นไปดูแลบนเพนท์เฮ้าส์ส่วนตัว สถานที่ที่แม้แต่คู่หมั้นของชายหนุ่มเองยังไม่มีโอกาสขึ้นไปเหยียบ!


หญิงวัยสี่สิบต้นๆ มองพนักงานใต้ปกครองของตนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก เพราะเข้าใจว่าพราวฟ้าแกล้งป่วยตรงจังหวะที่เจ้าของโรงแรมเดินเข้ามาพอดี บาสเตียนไม่มีทางเลี่ยงจึงต้องอุ้มเธอไปดูแล อเลตต้าคิดเป็นฉากๆ ว่าเหตุการณ์หลังจากนั้นพราวฟ้าน่าจะเป็นฝ่ายเริ่ม หญิงสาวอาจใช้เสน่ห์และใบหน้าสะสวยของเธอยั่วยวนจนบาสเตียนหลงใหลโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายมีคู่หมั้นแล้ว จะบอกว่าพราวฟ้าไม่รู้เรื่องนี้ก็คงจะเชื่อได้ยากเพราะขณะที่มีการหมั้นนักข่าวก็ทำข่าวกันสะพัด แม้จะไม่มีรูปหรือประวัติของซิดนีย์อยู่ในผังเครือญาติในเว็บไซต์โรงแรมก็ตามที ทั้และงหมดก็คงเพื่อ...ความสุขสบาย!


“หายดีแล้วค่ะคุณอเลตต้า”


                พราวฟ้าก้มหน้าตอบหัวหน้าคนใหม่ที่เธอเพิ่งรู้จักเมื่อสักครู่อย่างเกรงๆ แววตาของอีกฝ่ายมองเหมือนหญิงสาวเป็นพวกนอกรีตไร้ประเพณี แต่อเลตต้าก็ไม่ได้แสดงออกโจ่งแจ้งนัก เธอใช้สายตาบอกพราวฟ้ากรายๆ จนสาวไทยรู้สึกตัวลีบลงเรื่อยๆ เข้าใจว่าอีกฝ่ายอาจไม่ต้อนรับคนต่างแดนอย่างเธอ หารู้ไม่ว่าบัดนี้หัวหน้างานสาวใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวหญิงสาวไปอย่างสิ้นเชิง และไม่ใช่แค่อเลตต้าคนเดียว แต่ยังหมายรวมถึงพนักงานทุกคนในโรงแรมเลยทีเดียว


                “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วจะได้เริ่มงานเสียที...อยู่ที่นี่ต้องหยันทำงาน ไม่มีใครใช้อภิสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่นไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนของใครก็ตาม” อเลตต้าเว้นวรรคก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยคำเหน็บแนมกรายๆ


“คุณบาสเตียนวางตัวดี และไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน หวังว่าเธอคงจะพอรู้นะในฐานะ...พนักงานของเมนิแกนด์” อเลตต้าเว้นคำสีหน้าราบเรียบ หากคนฟังกลับรับรู้ได้ถึงความตำหนิที่อีกฝ่ายส่งผ่านมาทางแววตา


                “ค่ะ” พราวฟ้าตอบสั้นๆ อย่างเจียมตัว หญิงสาวไม่ทราบว่าหัวหน้าคนใหม่ของเธอต้องการจะบอกอะไร แต่ที่พราวฟ้ารู้แน่ๆ คือสิ่งนั้นต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน


                “อ้อ...วันนี้คุณเวย์กัสจะพาเพื่อนเข้ามาพัก คุณบาสเตียนสั่งให้ช่วยอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี ฉันหวังว่าทุกคนจะทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง” อเลตต้ากล่าวกับทุกคนแต่เน้นหนักมาที่พราวฟ้า “เธอพอจะรู้ใช่ไหมพราวฟ้าว่าคุณเวย์กัสเป็นใคร?” อเลตต้าถาม


                “ทราบค่ะคุณอเลตต้า ดิฉันดูจากทะเบียนผู้บริหารหน้าผังเครือญาติของคุณบาสเตียน”


                “ก็ดี ฉันมีเรื่องพูดเท่านี้ ถ้าเธอสงสัยอะไรก็ถามกับทุกคนได้”


                หญิงสาวรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะเริ่มงานเมื่อหัวหน้าแผนกหมดเรื่องอภิปราย พราวฟ้าไม่แน่ใจนักว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า หญิงสาวรู้สึกเหมือนสายตาทุกคู่กำลังมองเธอเหมือนเป็นคนผิดและไม่ค่อยมีใครอยากร่วมเสวนากับหญิงสาวนัก พลอยให้บรรยากาศการทำงานในวันแรกเต็มไปด้วยความอึดอัด ทว่าพราวฟ้าก็ปลอบใจตัวเองเสมอว่า...อีกเพียงสามเดือนเท่านั้น เธอต้องอดทนและพิสูจน์ตัวเองในสถานที่แห่งนี้ให้ได้

.

.

.

.

 

                “คุณเวย์กัสมาแล้ว” หนึ่งในฟร้อนออฟฟิศสาวเอ่ยขึ้นในช่วงบ่ายของวัน เธอชื่ออันโลเนียวา...เป็นเพื่อนร่วมงานเพียงคนเดียวที่พราวฟ้ารู้สึกว่าเข้าถึงง่ายที่สุดในบรรดาพนักงานร่วมแผนกทั้งหมด ทว่าถึงจะรู้สึกเช่นนั้นแต่ก็ใช่ว่าเธอคนนี้จะยอมพูดคุยอย่างเปิดรับในตัวพราวฟ้าหรอกนะ อันโลเนียวายังคงพูดกับคนอื่นยกเว้นเด็กใหม่อย่างเธอ เหมือนกับคนอื่นๆ ที่พูดคุยกันยกเว้นกับพราวฟ้า เมื่อไม่มีใครต้อนรับหญิงสาวจึงหันมาตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อไม่ให้ความคิดเหล่านี้ทำให้เธอฟุ้งซ่านจนเกินไป


                พราวฟ้ายืนประจำที่ตัวเองและส่งยิ้มเต็มหน้าให้ผู้มาเยือน หนึ่งหนุ่มหน้าตาดีโดดเด่นด้วยความสูงเกิน 180 เซนติเมตร ความหล่อเหลาตรึงสายตาพนักงานสาวๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าไม่ใช่กับพราวฟ้า หญิงสาวเห็นว่าเขาดูดี ชายหนุ่มใส่เพียงเสื้อยืดธรรมดาทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีดำเข้ากับแว่นกันแดดแต่กลับดูดีทุกกระเบียดนิ้ว หากพราวฟ้ากลับไม่รู้สึกหัวสมองขาวโพลนเหมือนตอนอยู่กับบาสเตียน


                ไปคิดถึงเขาทำไม


                หญิงสาวต่อว่าตัวเองในใจที่เผลอเอาญาติผู้น้องของเขาไปเปรียบเทียบกับชายหนุ่ม สองคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุห่างกันไม่เท่าไร ทว่าบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มที่ทำท่าผลักๆ ดันๆ เวย์กัสมาทางนี้ก็หน้าตาหล่อเหลาไม่เบา แต่เอ...ทำไมคุ้นหน้าเขาจัง?


เวย์กัสถอดแว่นกันแดดออกแล้วหยุดยืนตรงหน้าพราวฟ้า ชายหนุ่มพาดแขนข้างที่ถือแว่นบนเคาน์เตอร์


                “เตรียมห้องไว้ให้ผมกับเพื่อนหรือยัง”


                “เรียบร้อยแล้วค่ะ เป็นเพนท์เฮ้าส์ชั้นสุดท้ายของตึกเอ็มสองค่ะ” พราวฟ้าตอบอย่างไม่สะดุดต่างจากเวลาปกติที่มักจะสงบเสงี่ยมเจียมตนโดยเฉพาะตอนอยู่กับเจ้าของโรงแรมอย่างบาสเตียน


                “แล้วห้องไปทางไหนครับ” เพื่อนที่ติดตามมากับเวย์กัสเอ่ยถามบ้าง ชายหนุ่มมองพราวฟ้าด้วยสายตาเป็นประกายวาววับ หากหญิงสาวกลับไม่เคยคิดจะตีความหมายในสายตาของคนตรงหน้า พราวฟ้าเพียงยิ้มให้กับคนที่เธอกำลังต้อนรับอย่างจริงใจและเอ่ยตอบด้วยเสียงนุ่มนวล


                “เดี๋ยวจะมีพนักงานพานำขึ้นไปค่ะ...”


                “ผมหมายถึงห้องคุณน่ะครับไปทางไหน?” ชายหนุ่มว่ายิ้มๆ ทำเอาคนจะอ้าปากตอบถึงกับอึ้งพูดไม่ออก พราวฟ้าหน้าเจื่อนลงก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน ทว่าหญิงสาวลืมไปว่าที่นี่ไม่เหมือนที่เมืองไทยจึงไม่มีใครมาสนใจเธอ ทุกคนมุ่งมั่นทำหน้าที่และทำราวกับไม่ได้ยิน เหมือนทำความเคารพญาติของเจ้านายแล้วเขาเลือกสอบถามคนไหนก็เป็นอันหมดหน้าที่


                เวย์กัสเห็นหญิงสาวทำหน้าไม่ถูกก็หัวเราะในลำคอ สายตาคมมองป้ายชื่อของพนักงานสาว เมื่อพบว่าชื่อของเธอสะดุดตาแตกต่างจากทุกคนและน่าจะออกเสียงคล้ายภาษาไทยจึงเดาทันทีว่าหญิงสาวอาจจะเป็นคนไทย เมื่อวิเคราะห์อย่างมั่นใจชายหนุ่มจึงลองเอ่ยถามพนักงานสาวด้วยภาษาไทยทันที


                “ขอโทษทีนะครับ พอดีเพื่อนของผมมันค่อนข้างจะเป็นคนตรง ถ้าหมอนี่พูดอะไรไม่เข้าท่าก็อย่าถือสามันเลย”


                “ไม่เป็นไรค่ะ” พราวฟ้าตอบกลับด้วยภาษาเดียวกัน หากหญิงสาวไม่ได้แสดงความตื่นเต้นอะไรเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายพูดไทยได้ เพราะความตื่นเต้นมันหมดไปกับครั้งแรกที่เธอรู้ว่าบาสเตียนพูดได้แล้วนั่นเอง


                “ไม่ยักรู้นะครับว่าที่นี่มีพนักงานเป็นคนไทยด้วย สองสามเดือนที่แล้วผมมาที่นี่จำได้ว่ายังไม่เห็นคุณนะ” เวย์กัสเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เพราะที่ผ่านมาเมนิแกนด์ โฮเต็ลสาขาใหญ่ไม่มีพนักงานชาวไทยเลย การที่สาวไทยคนนี้สามารถเป็นฟร้อนออฟฟิศของที่นี่ได้แสดงว่าเธอคงเก่งไม่เบา


                “ดิฉันเป็นพนักงานแลกเปลี่ยนค่ะ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่นี่สามเดือน”


                “หืม...มีโครงการอย่างนี้ด้วยหรือ?” ชายหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ


                “ค่ะ” หญิงสาวตอบเบาๆ ตามแบบฉบับ เวย์กัสพยักหน้าเหมือนหมดข้อสงสัย ก่อนจะหันไปเรียกเพื่อนหนุ่มให้เดินตามไป


                “ไปกันเถอะคาลเดลล์”


                “นายก็ขึ้นไปก่อนสิเวย์ ฉันยังคุยกับคุณ...พาวฟา...ไม่จบเลย” คาลเดลล์ แบล็ค พยายามออกเสียงตามป้ายชื่อ แต่ดูเหมือนภาษาที่ไม่คุ้นปากจะออกเสียงยากเสียเหลือเกิน กระนั้นคนถูกใจในตัวพนักงานสาวตั้งแต่แรกเห็นจนต้องรุนหลังเพื่อนรักให้เข้าไปยืนตรงหน้าเธอก็ไม่ย่อท้อ


                “คุณพาวฟา...ของนายเธอต้องทำงาน ส่วนนายน่ะมากับฉัน” เวย์กัสทำเสียงกวนๆ ก่อนจะล็อกคอเพื่อนรักลากไปเข้าลิฟต์


                พราวฟ้ามองตามอย่างขบขัน แต่เมื่อหันมาทางเพื่อนร่วมงานก็พบว่าทุกคนต่างมองเธอด้วยสายตา...รังเกียจ! หญิงสาวหน้าเสียทันที ชักทำตัวไม่ถูกขึ้นเรื่อยๆ พราวฟ้าไม่แน่ใจว่าเธอทำอะไรผิด หญิงสาวเพียงยิ้มแย้มและพูดคุยกับแขกอย่างเบิกบานที่สุด มันเป็นหน้าที่ของคนบริการไม่ใช่หรือ?


                “เธอเสน่ห์แรงไม่เบานะแม่เด็กไทย มาวันแรกก็ทำท่าจะเหมาบุคคลสำคัญไปจนครบ” โอเล็ตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ หากพราวฟ้าก็ใจเย็นและอธิบายกับอีกฝ่ายเสียงนุ่ม


                “ดิฉันทำตามหน้าที่ค่ะ...”


                “จ้ะ! งั้นก็ทำหน้าที่ของเธอต่อไปเถอะ แต่ระวังรถไฟจะชนกันเข้านะจ๊ะ...รถไฟขบวนใหญ่เวลาชนกันมีแต่พังกับพังนะ” คนเตือนเหยียดริมฝีปากและหางตาใส่พราวฟ้า หากหญิงสาวกลับไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายกำลังพยายามสื่อแม้แต่น้อย ครั้นจะเอ่ยถามตรงๆ ก็มีลูกค้าเดินเข้ามาสอบถามเสียก่อน พราวฟ้าจึงจำต้องหันไปทำหน้าที่บริการและพยายามสลัดความรู้สึกคาใจทิ้งไปโดยพลัน

.

.

.

.

               

                ภายในห้องทำงานสุดหรูบนตึกเมนิแกนด์ บาสเตียนเดินออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้าที่ราบเรียบเป็นนิจโดยมีสองบอดี้การ์ดคู่หูขนาบข้างเช่นเคย เมื่อกลับเข้ามาในห้องทำงานชายหนุ่มก็ยกนาฬิกาดูเวลาทันที


                13.45 น.


                “วันนี้คุณบาสเตียนจะทานอะไรดีครับ” เฟียสเดินเข้ามาถาม วันนี้เลิกประชุมช้าทำให้เวลาอาหารกลางวันต้องเลื่อนออกไป


                “อะไรก็ได้” ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้บุหนังสีน้ำตาลเข้มแล้วหลับตาลงอย่างต้องการพักสายตา บอดี้การ์ดหนุ่มค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินหายออกไปแล้วจัดการสั่งพนักงานในครัวทำอาหารกลางวันขึ้นมาหนึ่งถึงสองเมนู


                บาสเตียนลืมตาขึ้นมาเมื่ออยู่ตามลำพัง...เมื่อคืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องนอนคนเดียวโดยไร้พราวฟ้ากอดแนบกาย หญิงสาวหายจากการเป็นไข้เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่พอหายปุ๊บเจ้าหล่อนก็ร้องขอกลับไปพักที่ตึกพนักงานทันที...อันที่จริงเธอร้องขออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นล่ะ หากเป็นบาสเตียนเองที่หาเหตุผลมาอ้างเพื่อให้หญิงสาวอยู่ต่อ เมื่อหมดข้ออ้างเจ้าของโรงแรมหนุ่มจึงจำต้องตามใจเธอ ชายหนุ่มคลี่ยิ้มละมุนเมื่อไพร่นึกไปถึงเหตุการณ์สุดท้ายก่อนปล่อยให้เธอกลับไปพักที่ตึกพนักงานในตอนเย็นของเมื่อวาน


                “ขอบคุณคุณบาสเตียนมากนะคะที่ช่วยเหลือและดูแลพราวตลอดหลายวันที่ผ่านมา” 


หญิงสาวกล่าวด้วยแววตาซาบซึ้งใจพร้อมยกมือไหว้ แต่ก่อนที่เธอจะไปวงแขนแกร่งกลับเกี่ยวเอวกลมกลึงเข้ามาชิด พราวฟ้ามีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด และโดยไม่คาดคิดคนจ้องจะเอารางวัลอยู่แล้วก็โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปชิดแก้มเนียน บาสเตียนกดปลายจมูกลงข้างแก้มและสูดกลิ่นหอมเข้าปอดยาวๆ ทำอย่างกับหอมแก้มเด็กทารกก็ไม่ปาน แต่พอถอนใบหน้าออกมาชายหนุ่มกลับพูดกับคนตรงหน้าว่า


            “ที่นี่เขาขอบคุณกันแบบนี้”


                พราวฟ้าถึงกับอ้าปากหวอ พลันแก้มเนียนใสก็แดงก่ำราวกับต้องพิษไข้ ทว่าบาสเตียนชินเสียแล้วกับความเปลี่ยนแปลงเวลาเธอเขิน ชายหนุ่มซ่อนยิ้มในหน้าหากแววตาซุกซนเจ้าเล่ห์นั้นปิดไม่มิด หญิงสาวหลบตาวูบพยายามดันตัวออกมาแต่ไม่สำเร็จ ร่างที่เล็กกว่าเขามากเริ่มสั่นเป็นลูกนก ช่างน่าอับอายเสียจริง หัวใจของพราวฟ้านี่ก็เหลือเกิน เต้นแรงเสียจนหญิงสาวเกรงว่าคนที่กอดเอวเธอไว้อย่างแนบแน่นจะได้ยิน


                “แต่...พราวเป็นคนไทยค่ะ”


            “เธอไม่เคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า...เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหรือพราวฟ้า” คนเจ้าเล่ห์อ้าง


                “ดะ...ได้ยินค่ะ แต่ว่า...” พราวฟ้าทำหน้าไม่ถูกคิดหาคำพูดเอาตัวรอดไม่ออก การใกล้ชิดกับบาสเตียนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ทำให้เธอกลายเป็นคนสมองกรวงไปแล้ว หญิงสาวแทบอยากร้องให้เมื่อสมองของเธอตายด้านไปแล้วจริงๆ


                “ไม่มีแต่ เร็วๆ สิ ถ้าไม่ทำฉันไม่ปล่อยให้เธอกลับนะ”


            “คุณบาสเตียน...” หญิงสาวเงยหน้าแดงๆ ของตัวเองขึ้นมองเขาอย่างลำบากใจแกมเขินอาย


                “เร็วๆ สิ ถ้าอายก็รีบๆ เข้าก่อนที่บอดี้การ์ดของฉันจะเข้ามาเห็น” บาสเตียนเอ่ยเร่งยิ่งทำให้พราวฟ้าคิดอะไรไม่ออกเข้าไปใหญ่ หญิงสาวลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตกใจเสียงของคนตรงหน้าจนเผลอผวาหอมแก้มสากโดยไม่รู้ตัว


                “เฟียส!”


                หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อปลายจมูกเล็กแตะสัมผัสโดนไรหนวดสีน้ำตาลอ่อนของเขา พราวฟ้ารีบถอนใบหน้าออกมาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวอับอายจนพูดไม่ออก ครั้นพอหันไปมองด้านหลังกลับไม่พบแม้แต่เงาของเฟียสจึงหันขวับกลับมาเอาเรื่องคนเจ้าเล่ห์


                “ไม่มีใครมานี่คะ”


                “แล้วใครว่ามีล่ะ” บาสเตียนพูดกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี คนหลงกลย่นจมูกอย่างอับอายก่อนจะผลักร่างใหญ่ออกไปอย่างงอนๆ ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นพราวฟ้าทั้งโกรธทั้งอายในคราวเดียวกัน แต่ก็ยอมปล่อยเธอให้เป็นอิสระแต่โดยดี...เป็นอันว่าแผนแรกของเขาสำเร็จลุล่วงตามที่วางไว้ ต่อไปก็เริ่มแผนสอง...ทำให้คิดถึง!


                บาสเตียนยิ้มด้วยความสุขเมื่อคิดถึงหญิงสาวขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าแผนที่สองของเขาจะเล่นงานใครหนักกว่ากันระหว่างเจ้าตัวกับพนักงานฟร้อนออฟฟิศคนสวย เพราะเพียงแค่วันเดียวที่ไม่ได้เจอก็ทำเอาหัวใจชายหนุ่มถวิลหาอย่างมหาศาล


                ตู๊ด...


                เสียงอินเตอร์คอมดังขึ้นทำให้คนที่โดนพิษความคิดถึงเล่นงานยืดตัวตรงเอื้อมมือไปกดปุ่มตอบรับ ก่อนที่เสียงปลายทางจากด้านนอกจะดังขึ้น


                “คุณบาสเตียนครับ คุณเวย์กัสมาขอพบครับ”


                “อืม บอกหมอนั่นเข้ามาได้เลย” ชายหนุ่มว่าเพียงเท่านั้นสัญญาณก็ตัดไป ก่อนที่ลูกพี่ลูกน้องของเขาจะเดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนหนุ่มที่ถ้าบาสเตียนจำไม่ผิดน่าจะเป็นดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ชายหนุ่มลุกขึ้นตามมารยาทเจ้าบ้านเมื่อน้องชายพาแขกเข้ามา


                “ไงครับพี่ชาย วางแผนงานแต่งไปถึงไหนแล้ว” เวย์กัสแกล้งแซวยิ้มๆ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้ามคนเป็นพี่ด้วยความเคยชิน โดยไม่ลืมแนะนำเพื่อนหนุ่มที่พามาด้วยให้พี่ชายรู้จัก “นี่คาลเดลล์ แบล็ค หมอนี่เป็นดาราพี่น่าจะพอรู้จัก...ส่วนนี่พี่บาส บาสเตียน เมนิแกนด์พี่ชายฉันเอง”


                “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณบาสเตียน ผมเห็นข่าวคุณตามหนังสือธุรกิจโลกบ่อยๆ ผมชื่นชมคุณมากครับ” คาลเดลล์กล่าวอย่างชื่นชมพร้อมยื่นมือออกไปตามธรรมเนียม ดาราหนุ่มเพิ่งมาสนิทกับเวย์กัสในระยะหลังเขาจึงยังไม่เคยทำความรู้จักกับครอบครัวของเพื่อนรักคนนี้ แต่หลังจากนี้คาลเดลล์เชื่อว่าตนจะต้องสนิทกับทุกคนในครอบครัวของเวย์กัสราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแน่นอน


                “ขอบคุณมากครับ” บาสเตียนยื่นมือออกไปจับอย่างตอบรับไมตรี ชายหนุ่มพร้อมต้อนรับเพื่อนของเวย์กัสทุกคน เพราะญาติผู้น้องของเขานั้นเป็นคนเลือกคบคนพอสมควร หากไม่ใช่คนดีหมอนี่ไม่มีทางพาเข้ามารู้จักกับคนในบ้านแน่นอน


                “โรงแรมของคุณหรูหราสมกับเป็นเบอร์หนึ่งจริงๆ นะครับ ผมไม่เคยนอกใจเมนิแกนด์สักครั้งเมื่อต้องเดินทางไปต่างเมือง” คาลเดลล์ชื่นชมอีกครั้งซึ่งคนถูกชมก็น้อมรับและยิ้มนิดๆ


                “ขอบคุณครับ ผมดีใจที่คุณประทับใจในโรงแรมของเรา”


                “อันที่จริงผมประทับใจทุกอย่างเลยแหละครับ โดยเฉพาะพนักงานที่นี่มีแต่คนสวยๆ” ว่าแล้วดาราหนุ่มก็ทำหน้าเพ้อฝันเมื่อไพร่นึกถึงฟร้อนออฟฟิศสาวคนสวย บาสเตียนหันไปเลิกคิ้วเชิงถามน้องชาย เวย์กัสจึงยิ้มขันแล้วส่ายหน้า


                “หมอนี่ชอบพนักงานของพี่ ถ้าภายในอาทิตย์นี้เห็นคาลเดลล์ไปยืนเจ๊าะแจ๊ะพนักงานคนไหนก็อนุโรมมันหน่อย พ่อดาราดังเขาเกิดรักแรกพบแล้วมุ่งมั่นจะจีบแม่สาวน้อยคนนั้นให้ได้”


                “หึๆ ไม่น่าเชื่อว่าดาราดังอย่างคุณจะมีอารมณ์แบบนี้ด้วย” บาสเตียนยิ้มขัน นึกถึงตัวเองเมื่อครั้งไปเมืองไทยและตกหลุมรักหญิงสาวจนต้องวางแผนสารพัดกว่าสามเดือนเพื่อความแยบยล


                ผมก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันครับว่ามันจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว ยังไงผมขออนุญาตคุณบาสเตียนล่วงหน้าเลยนะครับ คุณอาจจะต้องเร่งหาพนักงานคนใหม่มาแทนตำแหน่งของเธอดาราหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจ บาสเตียนพยักหน้ายิ้มๆ นอกจากไม่ได้ขัดข้องยังทำท่าจะส่งเสริมอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี


หึๆ เธอคงสวยมากถึงทำให้ดาราดังอย่างคุณเป็นได้ขนาดนี้ พอจะบอกได้ไหมครับว่าเธอเป็นใคร ผมจะได้เตรียมตัวสูญเสียทรัพยากรบุคคลเอาไว้เนิ่นๆ” 


พนักงานฟร้อนที่เป็นคนไทยไงครับพี่ชาย เธอบอกว่ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่พี่ไม่น่าจะรู้จักเธอหรอก เพราะปกติพี่ไม่ค่อยสนใจพนักงานระดับล่างอยู่แล้ว ไม่สิ! ต้องบอกว่าปกติพี่ไม่สนใจผู้หญิงเลยต่างหาก นอกจากงานและงาน หึๆ


                เวย์กัสขานตอบแทนเพื่อนอย่างสบายอารมณ์ แต่เมื่อคนเป็นพี่รู้ว่าผู้หญิงที่เวย์กัสกำลังกล่าวถึงเป็นใครก็ทำเอารอยยิ้มละมุนหุบฉับลงทันควัน! สายตาราบเรียบเย็นชาอยู่เป็นนิจมองเพื่อนของน้องชายขุ่นคลัก!


                “แน่ใจหรือครับว่าเวลาเพียงไม่กี่วันจะทำสำเร็จ? ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ไม่ใจง่ายอย่างที่คุณคิดหรอกนะครับ...ผมมีแม่เป็นคนไทยผมรู้ดี”


                “ไม่ต้องห่วงหมอนี่หรอกน่าพี่บาส ระดับดาราหนังฮอลลีวูดอย่างคาลเดลล์ แบล็ค จีบใครไม่เคยพลาด” เวย์กัสการันตีแทนเพื่อนด้วยความมั่นใจ ช่างไม่สังเกตสีหน้าผู้เป็นพี่สักนิดว่าไม่พอใจแค่ไหนเมื่อรู้ว่ามีคนมาแอบชอบผู้หญิงที่เขาวางตัวเอาไว้ให้เป็นแม่ของลูก เห็นทีบาสเตียนคงนิ่งนอนใจไม่ได้แล้ว อยู่ๆ ก็มีคู่แข่งที่น่ากลัวแถมประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจน เจ้าของโรงแรมหนุ่มพานนึกโมโหคนต้นเหตุ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงทำให้ดาราฮอลลีวูดรายนี้หลงหน้ามืดตามัวทั้งที่เพิ่งเจอกันแค่ครั้งเดียว


เสน่ห์แรงเหลือเกิน ปล่อยไปทำงานได้แค่วันเดียวก็มีดาราดังมาชอบแล้ว!


                “ลูกตื้อของผมไม่เคยทำงานบกพร่องครับคุณบาสเตียน” คาลเดลล์สำทับคำการันตีของเพื่อน ทำเอาคนขี้หวงมองเพื่อนน้องชายตาขุ่น


                “ว่าแต่ไหนล่ะเมียพี่ ผมอยากเจอหน้าพี่สะใภ้” เวย์กัสเอ่ยถามเหมือนเพิ่งนึกได้ ชำเลืองมองหาเผื่อพี่ชายเป็นโรคติดเมียพามานั่งให้กำลังใจขณะทำงาน


                “กำลังเตรียมตัวมีลูก” บาสเตียนตอบเสียงเรียบหากแฝงไว้ด้วยความดุดัน อารมณ์ยังขุ่นมัวไม่หายที่น้องชายชักพาคนอื่นมาแข่งกับเขา ชายหนุ่มแค่อยากมีช่วงเวลาหวานๆ น่าจดจำกับพราวฟ้าเท่านั้น แต่ก็มีมารผจญจนได้


                “เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว เธออยู่ที่ห้องใช่ไหมล่ะผมจะได้เข้าไปทักทาย” เวย์กัสหันกลับมา สันนิษฐานเองเสร็จสรรพเมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้หญิงที่ได้ครองใจมาเฟียร้ายแห่งอิตาลีอย่างบาสเตียน


                “เปล่า! ฉันให้เธอไปอยู่ที่อื่นแล้ว มันยังไม่ถึงเวลาที่นายต้องรู้” บาสเตียนตอบเสียงเรียบ เขารู้จักนิสัยของเวย์กัสดี หากอีกฝ่ายรู้ว่าผู้หญิงที่พี่ชายและเพื่อนรักหมายปองเป็นคนเดียวกัน งานนี้หมอนี่ได้เข้ามาทำให้แผนของเขาปั่นป่วนแน่ๆ ฉะนั้นบาสเตียนไม่มีทางให้เจ้าน้องชายตัวแสบรู้โดยเด็ดขาด จนกว่าเขาจะผูกมัดเธอได้สำเร็จ!


                “อะไรวะพี่บาส กะอีแค่เจอหน้าคนในครอบครัวแค่นี้มันไม่ทำให้ตัวอ่อนของพี่แหวกตัวออกมาจากผนังมดลูกหรอกน่า”


คนเป็นน้องเริ่มอารมณ์เสีย หากบาสเตียนไม่ได้ตอบโต้และไม่คิดใส่ใจ สายตาราบเรียบเย็นชายังคงพิศมองศัตรูตัวฉกาจอย่างเงียบๆ หมอนี่คิดผิดแล้วที่เลือกจีบผู้หญิงคนเดียวกับเขา!





มาแล้วววววววววววววววววว

คิดถึงทุกคนน้าาา

อ่านให้สนุกเด้ออ อิอิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

344 ความคิดเห็น