(e-book+เปิดให้อ่านถึง 20กพ64) Fierce Set : พยัคฆ์

ตอนที่ 4 : (up 100%) พยัคฆ์ของเกี๊ยว : 03

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,299
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 122 ครั้ง
    18 ก.ย. 63

 


 

 


 

 

EPISODE 03

 


 


 

ตอนนี้ดึกแล้ว แต่ยังไม่ได้ดึกเท่าที่คิดหรอก และที่ผมต้องเมาเร็วแบบนี้ก็คงเป็นเพราะว่าผมดื่มตั้งแต่หัววันล่ะมั้ง และนอกเหนือจากนั้นก็คงเป็นเพราะผมโดนไอ้เสี่ยมันมอม ทุกคนก็รู้ดีว่าไอ้เพื่อนของผมคนนี้มันเป็นคนที่ซนมากขนาดไหน กว่ามันจะยอมให้ผมมาค้างที่ห้องมันได้แบบนี้ ผมก็ต้องยอมแลกด้วยการถูกมันมอมอย่างที่เห็นนี่แหละ และตอนนี้ผมก็คิดว่ามันต้องแกล้งผมอีกแน่ๆ มันรู้ว่าผมเมามาก แต่มันก็ยังทิ้งให้ผมมานอนอยู่ข้างถนนเล่นแบบนี้อีกด้วยเหตุผลที่ว่า

 

‘ห้องกูรกกูขึ้นไปเก็บห้องแป๊บ’

 

มันพูดเหมือนผมไม่เคยเห็นห้องมันในสภาพรกมาก่อนยังไงยังงั้น ผู้ชายกับห้องรกๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ แน่นอนว่าไอ้เสี่ยมันต้องแกล้งผมเล่นอยู่แน่นอน อ่า ไว้ผมสร่างเมื่อไหร่มันได้เละแน่ แต่ตอนนี้อย่าแม้แต่จะทำให้ไอ้เสี่ยมันเละเลย แม้แต่แรงจะเดินผมยังไงไม่มี เลยต้องมานอนด้วยสภาพน่าสมเพชอย่างที่เห็นนี่แหละ

 

กึก!

 

แต่ถึงผมจะเมาหนักจนถึงขั้นทรงตัวเดินไม่ได้แล้วก็เถอะ แต่ใช่ว่าสติของผมมันจะหายไปด้วย เมาก็จริงแต่ยังคงสามารถรับรู้ได้ทุกอย่าง รู้ด้วยว่าเสียงเมื่อกี้มันเกิดจากอะไร

 

ผมเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ทำเสียงเมื่อกี้ทันทีก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ผมจำได้ว่าเคยเจอกับเธอเมื่อหลายวันก่อน ผู้หญิงบ้าๆ คนหนึ่งที่เคยเอาเงินยัดใส่มือผมพันห้าเมื่อตอนนั้น แต่ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผมและกำลังก้มหน้าลงมามองหน้าผมเช่นเดียวกับที่ผมเงยหน้ามองหน้าเธอ

 

“นี่”

 

เธอเรียกผม ส่วนผมนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วมองหน้าเธอไปด้วยสายตาเรียบนิ่ง

 

“ช่วยฉันหน่อยสิ”

 

หืม ช่วย เฮ้ ยัยนี่เห็นผมเป็นคนแบบไหนกันถึงได้เจอหน้ากันทีไรต้องมาขอร้องให้ผมช่วยเธอทุกครั้งแบบนี้ หน้าตาผมเหมือนคนนิสัยดีที่พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่นได้ทุกเวลาอย่างนั้นเหรอ หึ ผมคนนี้น่ะ ห่างจากคนว่าคนดีไปมากเลยล่ะ เรียกได้ว่าแทบไม่เฉียดกับคำว่าคนดีอะไรนั้นเลยสักนิด

 

“หืม”

 

“ไม่ต้องช่วยก็ได้ ฉันจ้างนายเหมือนวันนั้นก็ได้”

 

จ้าง? จ้างอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ ถามจริง หน้าผมเหมือนไอ้พวกที่ร้อนเงินมากอย่างนั้นเหรอ ทำไมยัยนี่ถึงได้คิดว่าผมอยากได้เงินทุกครั้งที่ได้เจอกันแบบนี้

 

“ไม่ช่วย ไม่ต้องมาจ้าง ฉันไม่อยากได้เงิน”

 

ผมพึมพำบอกเธอไป แต่ดูเหมือนว่ายัยผู้หญิงบ้าคนนี้เธอจะไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้ผมไม่ได้ร้อนเงินอย่างที่เธอคิด เธอถึงได้พยายามยัดเงินใส่มือผมมาโดยไม่สนใจคำพูดของผมแบบนี้

 

“เอาไปเถอะนะ ฉันเชื่อว่านายกำลังต้องการมัน”

 

เงินน่ะ ผมมีเยอะ ผมไม่ได้ต้องการเงินนี่เลยสักนิด

 

“อะไรทำให้เธอคิดว่าฉันกำลังต้องการมัน”

 

“ก็นายมานอนอยู่ข้างถนนแถมข้างตัวนายยังมีกระเป๋าอีก นายคงไม่มีที่อยู่สินะ หรือว่ากำลังหาที่พักใหม่ ฉันเลยอยากจะสมทบเงินให้นายเพื่อที่นายจะไปหาที่พักอยู่ได้ก็แค่นั้น เพียงแค่นายช่วยฉันเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ”

 

ก็จริงที่เธอพูด ผมกำลังหาที่อยู่ในตอนนี้ แต่ที่ผมมานอนอยู่ตรงนี้ผมไม่ใช่คนที่กำลังร้อนเงินอย่างที่เธอคิดเลยสักนิด ผมถูกไอ้เพื่อนบ้าที่พักอยู่ที่คอนโดแห่งนี้มันแกล้งทิ้งผมไว้ตรงนี้ต่างหากเล่า ไม่รู้ว่าพูดไปยัยนี่จะเชื่อสิ่งที่ผมพูดไปหรือเปล่า แต่..ทำไมผมต้องพูดให้ยัยนี่เชื่อด้วยวะ

 

“เฮ้ ฉันยังไม่ได้บอกเธอเลยนะว่าจะช่วย”

 

และที่ผมต้องพูดออกมาแบบนั้นเป็นเพราะจู่ๆ ยัยบ้านั่นก็เอื้อมมือมาดึงผมให้ผมเดินไปตามแรงของเธอ ผมที่เมาจนถึงขั้นทรงตัวเดินไม่ได้กลับถูกยัยนี่จูงให้เธอเดิมไปง่ายๆ ซะอย่างนั้น เฮ้ ร่างกายผมมันเป็นเหี้ยอะไรของมันเนี้ย ทำไมมันถึงได้ยอมให้ยัยนี่จูงมือไปแบบนี้กัน อ่า สงสัยผมคงเมามากสินะ แต่เมาถึงขั้นไหนจนควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้แบบนี้

 

“เถอะน่า ฉันให้เงินนายไปแล้ว นายอย่าปฏิเสธฉันเลย”

 

เอ๊ะ เงิน ผมเลื่อนสายตาไปมองที่มือของตัวเองทันทีก็เห็นว่าตอนนี้มือของผมมันกำลังกำเงินที่ยัยนี่ยัดใส่มือผมก่อนหน้านี้ไว้แน่นอยู่ อ่า แล้วทำไมมือมันถึงได้กำเงินไว้แน่นแบบนี้ด้วยวะ แล้วแบบนี้ยัยนี่จะไม่เข้าใจผิดคิดว่าผมร้อนเงินอยู่จริงๆ แล้วเหรอ

 

“ฉันไม่อยากได้ เอาคืนไป”

 

ผมจัดการยัดเงินจำนวนนั้นใส่มือของยัยนั่นข้างที่เธอไม่ได้ใช้จูงมือผม แต่เธอกลับเบี่ยงตัวหลบซะก่อน มันเลยทำให้เงินที่ว่านั่นยังคงอยู่ในมือของผมเหมือนเดิม และมันก็เป็นจังหวะเดียวที่ผมถูกเธอลากเข้ามาในลิฟต์ อ่า เธอคนนี้พักอยู่ที่นี่อย่างนั้นเหรอ คงพักอยู่ที่นี่แหละไม่อย่างนั้นคงไม่ทำตัวคุ้นเคยกับที่นี่ดีแบบนี้ไม่ได้ บังเอิญไปไหมที่ไอ้เสี่ยมันก็พักอยู่ที่นี่เหมือนกัน อยู่ที่นี่ได้ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่ารวยสินะ อ่า ก็ว่าทำไมถึงได้ยัดเหยียดเงินให้คนอื่นเก่งแบบนี้

 

“ขอร้องล่ะ ช่วยฉันอีกครั้งนะ ฉันต้องการให้นายช่วยฉันจริงๆ”

 

พอประตูลิฟต์ถูกปิด เธอก็หันมาอ้อนวอนผมทันที ถึงผมจะเมาแต่ตาผมมันก็ยังคงมองชัด เลยเห็นว่าผู้หญิงคนนี้กำลังมองผมมาด้วยสายตาแบบไหนอยู่ ท่าทีของเธอเหมือนคนที่กำลังร้อนรนและหมดหนทาง ท่าทางเธอก็ดูเหมือนว่าจะมีชีวิตที่ดีนะ หน้าตาก็สวยถมยังดูเหมือนจะเป็นลูกคนมีเงินอีก แล้วอะไรกันที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนคนหมดหนทางแบบนี้

 

“ทำไมฉันต้องช่วยเธอ”

 

แต่ผมก็ยังหาเหตุผลไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมผมต้องช่วยเธอด้วย เราสองคนเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไม่ใช่เหรอ เธอมาจูงมือผมแล้วลากขึ้นลิฟต์เหมือนจะพาไปห้องเธอแบบนี้ เธอคิดว่าเป็นเรื่องที่ปลอดภัยต่อเธอแล้วอย่างนั้นเหรอ การที่ผมช่วยเธอก่อนหน้านี้มันตัดสินไม่ได้หรอกว่าผมจะเป็นคนดี หรือเพราะผมหน้าตาดีเกินที่จะเลวได้อย่างนั้นเหรอ ผู้หญิงคนนี้ถึงได้ทำเหมือนจะไว้ใจผม หืม เธอหารู้ไม่ว่าผมคนนี้นี่แหละตัวอันตรายที่แท้จริง

 

เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นการเข้าหาผมกันนะ ผู้หญิงคนนี้อาจจะสร้างเรื่องเพื่อเข้ามาอ่อยผมก็ได้ เพราะผู้หญิงสมัยนี้เจ้าเล่ห์ขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ และเชื่อใจได้ยาก ผมรู้เพราะผมเจอมานักต่อนักแล้วเรื่องแบบนี้

 

“มีแค่นายคนเดียวเท่านั้นที่ช่วยฉันได้”

 

หืม ผมคนเดียวที่ช่วยเธอได้อย่างนั้นเหรอ อ่า ผมว่ายัยนี่ต้องอ่อยผมวะ แต่เล่นมาอ่อยด้วยวิธีนี้ยอมรับเลยว่าฉลาดจริงๆ

 

“นี่เธอกำลังอ่อยฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ”

 

แน่นอนว่าผมไม่ปล่อยให้มันเป็นแค่ความคิดแน่ ผมถึงได้เอ่ยพูดกับเธอไปแบบนั้น ยอมรับเลยวิธีที่เธอใช้อ่อยผมนั้นมันสามารถทำให้ผมสนใจเธอขึ้นมาได้เลยล่ะ หึ เก่งดีนี่

 

“ห๊ะ อ่อย”

 

ผมจับได้แบบนี้แล้วยังจะทำเป็นเฉไฉอีกอย่างนั้นเหรอ อ่า เมาๆ แบบนี้อีก ถ้าจะเอาใครสักคนก็คงไม่ใช่เรื่องที่แย่หรอก

 

“ฉันนี่นะอ่อยนาย”

 

“หึ หรือไม่จริงกันล่ะ”

 

เอ๊ะ แล้วทำไมยัยนี่ถึงได้ทำสีหน้าเหมือนกับเรื่องที่ผมพูดเมื่อกี้มันไม่ใช่เรื่องจริงยังไงยังงั้น เธออ่อยผม ผมดูออก มันไม่จริงอย่างนั้นเหรอ อย่าโกหกผมเลยน่า เธอตบตาผมไม่ได้หรอก

 

“ก็มันไม่จริงน่ะสิ”

 

ไม่จริงอย่างนั้นเหรอ เป็นไปได้ยังไง

 

“แล้วถ้าเธอไม่ได้อ่อยฉันแล้วเธอเข้าหาฉันทำไม”

 

“ที่ฉันเข้าหานาย อยากให้นายช่วยก็เพราะว่านายเคยเล่นเป็นแฟนฉันยังไงล่ะ ถ้าฉันไปขอร้องให้คนอื่นช่วย ฉันก็ได้กลายเป็นผู้หญิงเจ้าชู้ที่เปลี่ยนแฟนทุกๆ สามวันหรอก”

 

อ่อ ก่อนหน้านี้ผมจำได้ว่าผมเคยเล่นเป็นแฟนให้เธอคนนี้ไปนี่นา ตอนนั้นเธอให้ผมช่วยไล่ผู้ชายคนหนึ่งไปจากเธอด้วยการแอบอ้างให้ผมไปเป็นแฟนเธอ ส่วนผมนั้นก็เล่นตามน้ำไป แล้วมันไม่ได้ผลอย่างนั้นเหรอทำไมเธอคนนี้ถึงได้อยากให้ผมช่วยอีก

 

“ไอ้นั่นมันยังตามเธอเหรอ”

 

ด้วยความสงสัยผมเลยเอ่ยถามเธอไปทันที

 

“ก็ใช่น่ะสิ ตอนนี้เขาย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ ฉันด้วย ถ้าเขารู้ว่าฉันโกหกเขาเมื่อตอนนั้นฉันต้องซวยแน่ๆ ฉันเลยอยากให้นายช่วยฉันอีกครั้งยังไงล่ะ”

 

เฮ้ ผมว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมันคงต้องโรคจิตแล้วแน่ๆ เลย ผู้ชายดีๆ ที่ไหนเขาทำเรื่องแบบนี้กันบ้างวะ ยัยนี่กำลังถูกคุกคามอยู่นะ ทำไมเธอถึงไม่แจ้งความจับไอ้โรคจิตนั่นให้สิ้นเรื่องไปเลยวะ ทำให้มันวุ่นวายแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน วุ่นวายแค่เธอไม่พอมันลามมาวุ่นวายผมด้วยนี่สิ

 

“ทำไมเธอไม่แจ้งตำรวจให้จับมัน”

 

“ฉันก็อยากทำแบบนั้น แต่พอดีเขาไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนั้นด้วยง่ายๆ นี่สิ”

 

ใหญ่มาจากไหนวะถึงขั้นตำรวจเอามันไม่อยู่เนี้ย แต่ก็ว่าแหละ กฎหมายสมัยนี้ขอแค่มีเงินก็ทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ง่ายๆ แล้ว แต่ไอ้หมอนั่นเล่นถึงขั้นย้ายมาอยู่ข้างห้องยัยนี่ได้ผมว่าแม่งไม่ธรรมดาแน่ๆ เลย เฮ้อ ในเมื่อผมยื่นมือเข้าไปช่วยยัยนี่ตั้งแต่แรกผมก็คงต้องช่วยเธอจนจบเรื่องสินะ

 

“ขอร้องล่ะ นายช่วยฉันอีกสักครั้งเถอะนะ”

 

แล้วทำไมต้องใช้สายตาอ้อนผมด้วยวะ ผมไม่ใช่คนที่แพ้ทางผู้หญิงอ้อนหรอกนะ แต่..

 

“เฮ้อ จ่ายให้สมกับราคาด้วยล่ะ”

 

“อื้อ ฉันจ่ายนายไม่อั้นแน่”

 

ให้ตายสิ ในเมื่อยัยนี่คิดว่าผมร้อนเงินผมก็จะทำตัวอย่างที่ยัยนี่คิดก็แล้วกัน คอยดูเถอะ ผมจะหลอกเอาเงินให้ยัยนี่จนหมดตัวเลยคอยดู โทษฐานที่กล่าวหาว่าผมจน

 

เกี๊ยว Talk

 

ฉันไม่คิดเลยว่าฉันคนนี้จะใจกล้าลากผู้ชายกลับมาที่ห้องของตัวเองแบบนี้ ใช่ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันพาผู้ชายมาที่ห้อง แถมผู้ชายที่ฉันพามาคนแรกยังเป็นคนที่ฉันไม่รู้จักซะด้วยสิ อ่า จะว่ารู้จักกันก็คงไม่ถูก เพราะฉันไม่มีอะไรที่รู้เรื่องเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เลยนอกจากชื่อของเขา

 

พยัคฆ์ เขาคือผู้ชายคนแรกที่ฉันพามาที่ห้อง ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเพราะความบังเอิญหรือเปล่าที่ฉันต้องมาเจอกับเขาในตอนที่ฉันกำลังลำบากทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน เนื่องจากวันนี้ฉันต้องไปจัดการความวุ่นวายที่บริษัทช่วยพ่อของฉัน ซึ่งฉันเคยบอกแล้วว่าทางบริษัทพ่อของฉันคือเอเจนซี่ของพวกดารานางแบบ แต่พอดีว่าวันนี้นางแบบที่ต้องไปถ่ายแบบให้กับนิตยสารฉบับหนึ่งเกิดท้องเสียขึ้นมาอย่างฉับพลัน และตอนนั้นนางแบบคนอื่นๆ ก็ติดงานกันหมด ฉันเลยต้องไปถ่ายแบบแทนนางแบบคนนั้น ซึ่งมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่ฉันต้องทำอะไรแบบนี้ ฉันเป็นทั้งทายาทของเจ้าของบริษัทและเป็นทั้งนางแบบในสังกัดของเอเจนซี่ด้วย แต่ฉันจะรับถ่ายแบบให้เฉพาะกรณีฉุกเฉินแบบนี้ แต่ถ้านอกเหนือจากนี้ฉันจะไม่รับงานน่ะ

 

และวันนี้ก็กว่าถองถ่ายแบบจะเลิกกองได้ ก็ปาไปซะดึกเหมือนกัน ฉันเลยกลับมาถึงห้องดึกอย่างที่เห็นนี่แหละ แต่ไม่คิดว่าการกลับห้องของฉันในวันนี้ฉันจะได้เจอเข้ากับใครคนหนึ่งที่หน้าคอนโดพอดี เขาคือพยัคฆ์นั่นเอง และดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ในอาการเมา ฉันไม่รู้ว่าเขาดื่มเข้าไปมากแค่ไหนถึงได้มานอนอยู่ที่ข้างถนนหน้าคอนโดฉันแบบนั้น และด้วยเหตุจำเป็นที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ มันเลยทำให้ฉันไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปทักเขา

 

เพราะช่วงนี้ฉันค่อนข้างถูกพี่เฟลมคุกคามฉันมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่เขาย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ ฉันได้แล้วนั้น เขามักจะมาเคาะประตูห้องของฉันทุกวัน และเขาก็มาเคาะประตูห้องฉันทุกครั้งที่ฉันอยู่ห้อง ราวกับว่าเขาคอยจับตามองฉันอยู่ตลอดยังไงยังงั้น และทุกครั้งฉันก็ต้องจำเป็นต้องไปเปิดประตูเพื่อที่จะคุยกับเขา เพราะถ้าฉันไม่เปิดประตูออกไปให้เขาเจอหน้า ฉันเกรงว่าคนอยากพี่เฟลมจะทำอะไรที่น่ากลัวกว่านี้ยังไงล่ะ

 

ฉันค่อนข้างกลัวกับการถูกพี่เฟลมคุกคามอยู่อย่างนี้เป็นอย่างมาก ฉันอยากจะแจ้งตำรวจจับเขานะ แต่เพราะว่าฉันรู้จักเขามานานแล้ว ฉันเลยพอรู้ว่าคนอย่างพี่เฟลมสามารถทำอะไรได้บ้าง ฉันเลยถึงได้แต่คอยระแวงและหาวิธีรับมือกับเขาแบบนี้ยังไงล่ะ และในตอนนั้นฉันก็ดันได้เจอกับพยัคฆ์เข้าพอดี และพี่เฟลมก็รู้ว่าพยัคฆ์คือแฟนของเขา ฉันเลยอยากจะทำให้เขาเห็นว่าฉันคนนี้มีแฟนแล้วจริงๆ เขาถึงจะได้เลิกยุ่งกับฉันไปสักที

 

และพยัคฆ์ก็เหมือนจะดูไร้ที่ไปซะด้วยสิ ฉันเลยอยากจะช่วยเขาเพื่อเป็นการตอบแทนที่เขาเคยช่วยฉัน ฉันก็เลยจ้างเขาอีกครั้งยังไงล่ะ และสภาพของพยัคฆ์ที่นอนข้างถนนทำให้ฉันคิดว่าเขาเป็นแมวตัวเล็กๆ ที่ไม่มีที่ไป ฉันเป็นคนที่ขี้สงสารและเป็นคนที่ชอบแมวมาก ฉันเลยอยากจะช่วยเขาไว้ก็แค่นั้น

 

“นี่เธออยู่คนเดียว”

 

พยัคฆ์เอ่ยถามฉันขึ้นมาทันทีหลังจากที่เขาใช้สายตาของเขากวาดมองดูรอบๆ ห้องของฉัน ใช่ ตอนนี้เขามาอยู่ในห้องของฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สภาพของเขาตอนนี้ดูเหมือนที่เริ่มจะสร่างขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เขาก็เดินเซๆ ให้เห็นอยู่ และตอนนี้เขาก็ถือวิสาสะไปนั่งลงที่โซฟาของฉันแล้ว

 

“อืม ใช่ ทำไมเหรอ”

 

“เพราะเธออยู่คนเดียวแบบนี้ไง มันถึงได้กล้าที่จะคุกคามเธอได้”

 

อ่า ฉันก็อยากมีเพื่อนมาอยู่ด้วยนะ แต่เพราะว่าเพื่อนๆ ของฉันตอนนี้ก็ทยอยกันมีแฟนกันหมดแล้ว และพวกนางก็ย้ายไปอยู่กับแฟนกันหมด ฉันเองก็ไม่อยากที่จะขัดความสุขของเพื่อนตัวเองเลยไม่อยากที่จะให้เพื่อนต้องมาวุ่นวายเพราะเรื่องของฉันหรอกนะ และอีกอย่างก็รู้กันดีนี่นาว่าเพื่อนของฉันสนับสนุนให้ฉันคบกับพี่เฟลม

 

“ไม่ให้เพื่อนมาอยู่ด้วยล่ะ”

 

“พอดีเขาคนนั้น พี่เฟลมนะ เขาสนิทกับเพื่อนฉัน”

 

“อ่า ไอ้ห่านี่มันโรคจิตของแท้ว่ะ”

 

ทุกครั้งที่ฉันเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นๆ ฟังทุกคนมักจะเข้าข้างพี่เฟลมกันหมด บ้างก็หาว่าที่เขาทำกับฉันแบบนี้เป็นเพราะว่าเขาชอบฉันจริงๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่สนุกอย่างที่คิดหรอก ฉันกลัวที่เขาทำกับฉันแบบนี้ต่างหลากละ แต่ทุกคนก็ไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกของฉันเลย คงเป็นเพราะว่าพี่เฟลมเป็นคนที่หน้าตาดี การศึกษาดี และชาติตระกูลยังดีอีก เลยถูกมองว่าเขาเป็นคนดีและคู่ควรที่จะคบกับฉัน แต่มันไม่เลย มันไม่เป็นแบบนั้น เพราะเขาเหมือนพวกโรคจิตที่คอยตามหลอกหลอนฉันมากกว่าการที่ฉันถูกเขาตามจีบซะอีก ฉันกลัวถึงขั้นเคยเอาเรื่องนี้ไปบอกกับทางครอบครัวของตัวเองแล้วนะ และคำตอบที่ฉันได้น่ะเหรอ ก็คือเสียงหัวเราะขบขันของพ่อแม่ฉันพร้อมกับคำพูดที่พวกท่านพูดกับฉันมาว่า..

 

‘เฟลมเขาก็ดูเป็นคนดี คบกับพี่เขาก็คงไม่แย่หรอกลูก’

 

ใช่ เพราะทุกคนเห็นแต่ด้านดีๆ ของพี่เฟลมไงถึงได้ตอบมาด้วยน้ำเสียงเดียวกันหมด แต่สำหรับฉัน มันไม่ใช่ เขาทำให้ฉันกลัว นั่นคือความรู้สึกเดียวที่ฉันรับรู้ได้จากผู้ชายคนนั้น และพยัคฆ์ก็เป็นคนแรกที่เขาทำให้ฉันรู้สึกว่าเขารับรู้ได้ถึงอาการหวาดกลัวของฉันที่มีต่อพี่เฟลม

 

“ฉันหมดหนทางจริง เลยต้องขอร้องให้นายช่วยอย่างที่เห็นนี่แหละ”

 

“เธอก็ไม่ได้หน้าตาแย่ ทำไมไม่ลองหาผู้ชายดีๆ สักคนมาเป็นแฟนล่ะ คงไม่ใช่เรื่องที่ยากไปสำหรับเธอนะ”

 

ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากที่จะคบกับใครหรอกนะ ฉันนะอยากจะมีความรักเหมือนคนอื่นๆ บ้าง แต่เป็นเพราะฉันมีพี่เฟลมคอยตามหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ไง มันเลยทำให้ฉันระแวงผู้ชายคนอื่นไปหมด แต่น่าแปลก..ทำไมฉันถึงรู้สึกไว้ใจในตัวของพยัคฆ์ได้นะ ทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักกันมาก่อนแท้ๆ หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่าเคยช่วยฉันไว้ก็ได้

 

“ฉันทำแบบนั้นได้ก็ดีสิ เพราะพี่เฟลมมันเลยทำให้ฉันทำแบบนั้นไม่ได้”

 

“เลยมาขอให้ฉันช่วยว่างั้นเถอะ”

 

เมื่อถูกถามมาแบบนั้นฉันเลยพยักหน้าแทนคำตอบ พยัคฆ์เลยมองมาที่ฉันด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่ใบหน้าแดงๆ ของเขามันทำให้สายตาเรียบนิ่งของเขาดูซอฟลงไปมาก ภายนอกของเขาดูเหมือนจะเป็นคนน่ากลัวมากนะ แต่ทำไมฉันถึงไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรในตัวของเขากัน

 

“แล้วคิดว่าฉันจะช่วยเธอได้อย่างนั้นเหรอ”

 

เพราะว่าตอนนี้เขาคือคนเดียวที่ฉันคิดออกยังไงล่ะ ถึงเขาจะช่วยไม่ได้มาก แต่ก็ดีกว่าการที่ฉันปล่อยให้พี่เฟลมตามคุกคามแบบนี้โดยที่ฉันไม่ได้ทำอะไรหรอกนะ

 

“ไอ้เหี้ยนั่นดูเหมือนจะมีทุกอย่างแบบนั้น ฉันคนนี้จะไปสู้อะไรมันได้”

 

“แค่ทำให้เขาเชื่อว่านายคือแฟนของฉันจริงๆ แค่นั้นก็พอแล้ว”

 

ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง

 

และในตอนนั้นเองเสียงออดหน้าท้องของฉันก็ดังขึ้นมา มันเลยทำให้ฉันหันไปมองที่ต้นเสียงทันทีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง อ่า นี่พี่เฟลมคงรู้แล้วสินะว่าฉันกลับมาถึงห้องแล้ว แต่เขารู้ได้ยังไง ทำไมเขาทำเหมือนรู้ตลอดว่าฉันทำอะไรหรือที่ไหน ราวกับว่าฉันถูกกล้องวงจรปิดคอยจับตามองดูอยู่ตลอดยังไงยังงั้น

 

ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง

 

เสียงออดดังขึ้นมาอีกครั้ง ฉันเลยหันกลับไปสบตากับพยัคฆ์ที่นั่งตาเยิ้มด้วยอาการเมาของเขาอยู่ทันที ก็เห็นว่าตอนนี้เขาก็กำลังมองไปที่ประตูห้องของฉันอยู่เช่นกัน

 

“เกี๊ยว พี่รู้ว่าเกี๊ยวกลับมาแล้ว เปิดประตูห้องให้พี่”

 

ปึง ปึง ปึง!!

 

เสียงของพี่เฟลมตะโกนดังขึ้นมาจากทางด้านนอกห้อง พร้อมกับเสียงเขาเปลี่ยนไปเป็นทุบประตูห้องของฉันแทน และเสียงทุบนั่นทำให้ฉันต้องสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจทันที

 

ปึง ปึง ปึง

 

“เกี๊ยว!”

 

“ไปเปิดประตู”

 

แต่ท่ามกลางเสียงทุบประตูห้องจู่ๆ คนที่เอาแต่นั่งอยู่ที่โซฟาของฉันก็เอ่ยบอกฉันมาเสียงเรียบ

 

“อะ อะไรนะ”

 

“เปิดประตู ก่อนที่มันจะพังประตูห้องของเธอ”

 

อ่า นั่นสิ ฉันกลัวว่าพี่เฟลมจะพังประตูห้องของฉันเข้ามาแน่ถ้าฉันไม่รีบไปเปิดประตูให้เขาในเร็วนี้ เพราะอย่างนั้นฉันเลยค่อยๆ เดินไปเอื้อมมือไปปลดล็อกประตูห้องแล้วค่อยๆ แง้มเปิดมันออกช้าๆ สิ่งแรกที่ฉันเห็นก็คือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโทสะของพี่เฟลม สีหน้าของเขาตอนนี้มันน่ากลัวมาก แต่พอเขาเห็นว่าฉันเปิดประตูให้เขาแล้วเท่านั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มทันที

 

“เกี๊ยว พี่กดออดตั้งนาน ทำอะไรอยู่เหรอครับ ทำไมเปิดประตูช้าจัง”

 

“เอ่อ...”

 

อ่า ฉันอยากจะบอกเขาไปตรงๆ จังเลยว่าที่ฉันเปิดประตูช้าแบบนี้เป็นเพราะว่าฉันไม่อยากเจอหน้าเขายังไงล่ะ แต่ถ้าฉันพูดแบบนั้นออกไปพี่เฟลมต้องทำสีหน้าน่ากลัวใส่ฉันอีกแน่ๆ

 

“วันนี้กลับดึกนะ ไปทำอะไรมาเหรอ”

 

“เอ่อ พอดีเกี๊ยวไปช่วยพ่อที่บริษัทมาค่ะ พี่มาธุระอะไรไหมคะ”

 

“ไม่มีหรอก พี่แค่อยากเห็นหน้าเกี๊ยวแค่นั้นแหละ แล้วนี่เกี๊ยวทำอะไรอยู่เหรอ”

 

แค่อยากเห็นหน้าเขาจำเป็นต้องทุบห้องฉันแบบนั้นด้วยเหรอ แต่ก็นั่นแหละ มันคือความโรคจิตของผู้ชายคนนี้ที่ฉันเคยบอกไปยังไงล่ะ

 

“คือ เกี๊ยว..”

 

หมับ!

 

ก่อนที่ฉันจะเอ่ยกับพี่เฟลมไปจู่ๆ ก็มีมือของใครคนหนึ่งมากอดเอวของฉันไว้จากทางด้านหลัง จนร่างของฉันทั้งร่างตกไปอยู่ภายในอ้อมกอดของคนคนนั้น ก่อนที่เจ้าของมือที่ว่านั่นจะเอ่ยกับฉันขึ้นมาว่า...

 

“ที่รัก ทำไมคุยนานจัง เรารีบไปทำเรื่องที่เราทำค้างกันเมื่อกี้ต่อกันเถอะ”
 


 


 

 

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

อีพี่เฟลมโรคจิตมากกกกก

สงสารพี่เกี๊ยวที่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง

แต่คนโรคจิตออ่างพี่เฟลมก็ต้องเจอคนห่ามอย่างอีพยัคฆ์

รอดูว่าพยัคฆ์จะจัดการกับพี่เฟลมยังไง

ปล.พยัคฆ์ไม่ใช่คนดีเด้อ

หนึ่งคอมเม้นเท่ากับหนึ่งกำลังใจงับ

 

error loaded


 

 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 122 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

339 ความคิดเห็น

  1. #14 Kanijang_1630 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 10:58
    สมบทบาท
    #14
    0
  2. #10 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 00:18

    แสดงดีเกินนน

    #10
    0
  3. #8 sangbombeast (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 14:30
    เกินบทมาก5555
    #8
    0
  4. #7 Pimwade-bpb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 12:50
    เจิมมมมม
    #7
    0
  5. #6 yeenyyn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 09:04
    เจิมมมมม
    #6
    0