(e-book+เปิดให้อ่านถึง 20กพ64) Fierce Set : พยัคฆ์

ตอนที่ 5 : (up 100%) พยัคฆ์ของเกี๊ยว : 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 126 ครั้ง
    26 ก.ย. 63



 

 


 

 

EPISODE 04

 


 


 

“ที่รัก ทำไมคุยนานจัง เรารีบไปทำเรื่องที่เราทำค้างกันเมื่อกี้ต่อกันเถอะ”

 

“เฮือก!”

 

ฉันสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจทันทีเมื่อเสียงพูดที่แสนจะเซ็กซี่นั่นและคำพูดที่ชวนให้คิดลึกมันกำลังดังอยู่ข้างหูฉันตอนนี้ แต่ที่ทำให้ฉันต้องสะดุ้งขึ้นมาแบบนั้นมันไม่ใช่เพราะเสียงกระซิบแค่เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นเพราะแผ่นหลังของฉันตอนนี้มันกำลังสัมผัสกับอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ว่ามันคือแผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนที่กำลังโอบกอดฉันมาจากทางด้านหลัง

 

ไอร้อนที่แผ่ซ่านทั่วแผ่นหลังของฉันตอนนี้ทำให้ฉันเงยหน้าหันกลับไปมองเจ้าของอ้อมกอดที่กำลังกอดฉันไว้ตอนนี้ทันทีก็เห็นว่าตอนนี้พยัคฆ์ที่กำลังโอบกอดฉันอยู่เขากำลังเปลือยกายท่อนบนอยู่ นะ นี่ เขาไปถอดเสื้อของเขาออกตั้งแต่ตอนไหนเนี้ย

 

หลังจากที่เขาพูดประโยคที่ชวนคิดลึกเมื่อกี้จบ เขาก็เงยหน้าขึ้นไปมองหน้าพี่เฟลมที่กำลังมองมาที่เขาอยู่ทันที พร้อมกับเอ่ยคำทักทายไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งไปว่า

 

“อ้าว หมอนี่อีกแล้ว”

 

มันอาจจะเป็นเหมือนคำพูดที่แสดงความแปลกใจ แต่เชื่อเถอะ เขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าพี่เฟลมเป็นคนมาเคาะประตูฉันเมื่อกี้ ก็เขาเป็นคนบอกให้ฉันเปิดประตูให้พี่เฟลมเมื่อกี้นี้นา ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าตอนนี้เขากำลังแสดงละครอยู่อย่างนั้นสินะ

 

“ถามจริงมึงเป็นใครทำไมถึงชอบยุ่งกับแฟนชาวบ้านจังวะ”

 

ถึงฉันจะรู้ว่านี่คือการแสดงของเขา แต่การที่ถูกเขาเรียกว่าแฟนเมื่อกี้มันก็ทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยมีใครใช้คำว่าแฟนกับฉันมาก่อน มันเคยมี แต่เป็นตอนช่วงที่ฉันเรียนมัธยมเรียกได้ว่าเป็นป๊อปปี้เลิฟเลยก็ว่าได้ แต่มันก็นานมาแล้วที่ฉันเคยถูกเรียกว่าแฟนแบบนี้ สงสัยฉันคงห่างหายจากคำพวกนี้มานานแล้วสินะ

 

“นี่เกี๊ยว..”

 

พี่เฟลมละสายตาไปจากใบหน้าของพยัคฆ์แล้วเลื่อนสายตาลงมามองฉันที่ยังคงถูกพยัคฆ์สวมกอดอยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดทันที

 

“ตอนนี้เกี๊ยวกำลังต้องการเวลาอยู่กับแฟนของเกี๊ยวค่ะ พี่เฟลมมีธุระอะไรก็รีบพูดมาเถอะค่ะ”

 

ฉันว่าครั้งนี้มันคงทำให้พี่เฟลมเชื่อฉันจริงๆ ได้แล้วสินะว่าฉันมีแฟนอยู่แล้ว ถึงมันจะไม่ใช่ความจริง แต่ฉันก็อยากให้เขาเชื่อไปในทางนั้น

 

“นี่เกี๊ยวกำลังทำอะไรกับมัน”

 

พี่เฟลมเอ่ยถามมาโดยที่สีหน้าของเขายังคงฉายความเกรี้ยวกราดออกมาให้ฉันเห็นได้อย่างชัดเจน และตอนนี้สายตาของเขาก็เลื่อนลงมามองมือของพยัคฆ์ที่โอบกอดฉันอยู่อย่างไม่วางตา

 

พรึบ!

 

แต่เจ้าของมือที่โอบกอดฉันอยู่ตอนนี้เขากลับดึงตัวฉันให้ไปหลบด้านหลังของเขาซะก่อน มันเลยทำให้พี่เฟลมไม่สามารถมองมาที่ฉันได้อีกต่อไป ก่อนที่เขาจะหันไปเอ่ยกับพี่เฟลมด้วยโทนเสียงที่เรียบนิ่งว่า..

 

“แล้วคิดว่าผู้หญิงกับผู้ชายที่เป็นแฟนกันเขาจะทำอะไรกันล่ะ ถ้าไม่ใช่...”

 

“นี่มึง!”

 

ยังไม่ทันที่พยัคฆ์จะเอ่ยจบประโยค พี่เฟลมก็ทำท่าเหมือนจะกระโจนเข้าใส่พยัคฆ์ แต่พยัคฆ์เขาไหวตัวได้ทันเพราะก่อนที่พี่เฟลมจะพุ่งมาทำอะไรเขาได้ เขาก็เอื้อมมือไปผลักไปเฟลมเข้าซะก่อน จนร่างของพี่เฟลมกระเด็นออกไปห่างจากหน้าห้องของฉันทันที

 

“ไปซะ ก่อนที่กูจะหมดความอดทน ยิ่งเวลากูมึนๆ แบบนี้กูไม่ออมแรงแน่”

 

ฉันไม่รู้ว่าพยัคฆ์ใช้สายตาแบบไหนตอนที่เอ่ยพูดกับพี่เฟลมเพราะตอนนี้ฉันถูกเขาดันมาหลบอยู่ด้านหลังของเขาอยู่มันเลยทำให้ฉันไม่สามารถเห็นได้ว่าเขาแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ แต่ถึงฉันจะไม่เห็นสีหน้าของพยัคฆ์แต่ฉันก็เห็นว่าพี่เฟลมกำลังทำหน้าแบบไหนได้อย่างชัดเจน เพราะตอนนี้เขากำลังจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาไม่พอใจอยู่ ก่อนที่เขาจะพูดกับฉันมาว่า..

 

“พี่ไม่หยุดแค่นี้แน่เกี๊ยว เพราะเกี๊ยวต้องเป็นของพี่คนเดียว”

 

คำประกาศของพี่เฟลมเมื่อกี้ทำให้ฉันรู้สึกหน้าซีดไปทันทีเพราะไม่คิดว่าเขาจะเป็นเอามากขนาดนี้ นี่ขนาดฉันยืนยันว่าฉันมีแฟนเป็นตัวเป็นตนให้เขารู้แล้วนะ เขายังไม่คิดที่จะเลิกตามตอแยฉันอยู่อีกอย่างนั้นเหรอ ผู้ชายคนนี้ โรคจิตเกินไปแล้ว แล้วแบบนี้ฉันจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงดีเนี้ย

 

“ข้ามศพกูไปก่อน”

 

เสียงของพยัคฆ์ขึ้นมามันเลยทำให้ฉันลากสายตาขึ้นไปมองแผ่นหลังเรียบตึงของเขาทันที เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าเผชิญหน้ากับพี่เฟลมตรงๆ แบบนี้ แถมเขายังดูไม่กลัวพี่เฟลมเลยสักนิดด้วยนี่สิ

 

“กูข้ามแน่ มึงไม่ได้คบกับเกี๊ยวดีๆ หรอก เพราะเกี๊ยวเป็นของกู”

 

“หึ รีบมาข้ามก็แล้วกัน กูรอมึงอยู่”

 

“ฝากไปก่อนเถอะมึง”

 

“รีบมาเอาคืนล่ะ เพราะกูไม่รับฝาก ดีไม่ดีกูคนนี้นี่แหละจะเป็นคนเอาคืนมึงเอง”

 

ปึ้ง!

 

พยัคฆ์พูดเพียงแต่นั้นเขาก็จัดการปิดประตูห้องใส่หน้าพี่เฟลมทันที แต่สิ่งที่เขาพูดกับพี่เฟลมเมื่อกี้มันทำให้ฉันตกใจเป็นอย่างมาก ก็เพราะว่าเมื่อกี้พวกเขาสองคนเริ่มทำการเปิดศึกใส่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันรู้ว่าที่เขาพูดไปแบบนั้นเป็นเพราะว่าเขาอยากจะแสดงบทบาทแฟนของฉันให้แนบเนียน แต่พี่เฟลมไม่รู้ไงว่าเขาเป็นแค่แฟนหลอกๆ ของฉัน แล้วแบบนี้เขาจะไม่ซวยเพราะฉันอย่างนั้นเหรอ แบบนี้ก็ไม่ดีสิ เขาคนนี้จะไปสู้คนอย่างพี่เฟลมได้ยังไงกัน

 

“นายพูดแบบนั้นไปทำไม นายไม่รู้เหรอว่านายจะซวยเอา”

 

ฉันหันไปเอ่ยกับเขาทันทีเพราะฉันไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้เลยจริงๆ ฉันไม่น่าดึงเขาเข้ามาเกี่ยวด้วยตั้งแต่แรกเลย

 

“ฉันซวยตั้งแต่ที่ได้รู้จักคนอย่างเธอแล้ว”

 

“ไม่ดีแล้ว ฉันไม่น่าดึงนายให้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเลย ฉันจะไปบอกความจริงให้เขารู้ นายจะได้มาต้องมาซวยเพราะฉัน”

 

เมื่อฉันพูดแบบนั้นออกไปฉันเดินตรงไปที่ประตูห้องของตัวเองทันทีเพื่อที่จะได้ไปบอกความจริงกับพี่เฟลมว่าพยัคฆ์ไม่ได้มีส่วนอะไรเกี่ยวข้องกับฉันเลยสักนิด แล้วเขาจะได้ไม่ต้องมาซวยเพราะฉันคนนี้ แต่...

 

พรึบ!

 

ก่อนที่มือของฉันจะเอื้อมไปเปิดประตูห้องของตัวเอง จู่ๆ ร่างกายของฉันก็ถูกกระชากจากทางด้านหลังก่อนที่ร่างของฉันจะถูกผลักให้ไปชิดกับผนังห้องด้วยฝีมือของพยัคฆ์เพียงแค่เสี้ยววินาที มะ เมื่อกี้เขาทำได้ยังไง ทำไมมันเกิดขึ้นเร็วแบบนี้ มันเร็วมากจนฉันตั้งตัวไม่ทันเลยก็ว่าได้

 

“เธอคิดว่าเธอบอกความจริงกับมันไป ไอ้โรคจิตนั่นมันจะยอมถอยหรือไงกัน”

 

พยัคฆ์เอ่ยกับฉันมาเสียงเรียบก่อนที่เขาจะยกมือของเขาเท้ากับผนังห้องเพื่อกักตัวฉันไว้ด้วยร่างกายของเขา

 

“แต่..”

 

“โรคจิตแบบนั้นมันต้องมาเจอกับคนอย่างฉัน”

 

คนอย่างเขาอย่างนั้นเหรอ คนอย่างเขาจะไปสู้อะไรพี่เฟลมได้ ฉันยังคิดไม่ออกเลยว่าพยัคฆ์เขาจะสู้กับคนอย่างพี่เฟลมได้ยังไงกัน ถึงแรงเขาอาจจะสู้พี่เฟลมได้ แต่คนอย่างพี่เฟลมทั้งรวยและสามารถทำได้ทุกอย่าง ฉันไม่อยากให้เขาต้องเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงหรอกนะ

 

“นายจะทำอะไรอย่างนั้นเหรอ”

 

“ฉันมีวิธีของฉันก็แล้วกัน เธอไม่ต้องยุ่งหรอก”

 

ฉันไม่ยุ่งได้ยังไง ในเมื่อเรื่องนี้มันเกี่ยวกับฉันเต็มๆ

 

“แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับฉันนะ”

 

“เรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงไม่เกี่ยว อยู่นิ่งๆ ก็พอ”

 

“ทำไมนายต้องช่วยฉันมากถึงขนาดนี้”

 

คนแปลกหน้าจำเป็นต้องช่วยกันมากถึงขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ เราพึ่งเจอกับแค่ไม่กี่ครั้งแต่ทำไมตอนนี้เราสองคนถึงได้เกี่ยวข้องกันมากแบบนี้กัน เขาช่วยฉันแบบนี้เพราะอะไรกัน

 

“ที่ช่วยเพราะฉันหวังสิ่งตอบแทนจากเธอต่างหากล่ะ”

 

อ่า เงินสินะ ที่เขาต้องการ ก็ได้ในเมื่อเขาช่วยฉันมากแบบนี้ ฉันเองก็จะยินดีจ่ายเขาไม่อั้นเช่นกัน

 

“ได้ นายต้องการอะไรบอกฉันได้เลยนะ”

 

“หึ ลองเบี้ยวดูสิ เธอได้เจอดีแน่”

 

ไม่มีทางที่ฉันจะเบี้ยวเขาหรอก ก็เขาเล่นลงทุนมาช่วยฉันมากถึงขนาดนี้นี่นา ถึงฉันจะไม่ค่อยรู้จักอะไรเขามาก แต่ฉันมั่นใจว่าคนอย่างเขาต้องช่วยฉันจากพี่เฟลมได้แน่ๆ

 

“อย่างแรก มันย้ายมาอยู่ข้างห้องเธอแบบนี้ เธอไม่รอดจากมันแน่ๆ ตอนนี้ฉันก็ไม่มีที่อยู่ซะด้วยสิ ถ้าอย่างนั้น ฉันจะอยู่ที่นี่กับเธอก่อนก็แล้วกัน”

 

ห๊ะ เมื่อกี้เขาว่ายังไงนะ เขาจะมาอยู่กับฉันที่นี่อย่างนั้นเหรอ

 

“ไม่ต้องทำหน้าตกใจแบบนั้น ขอแค่ที่นอนแล้วก็ที่อาบน้ำก็พอ ฉันไม่พิศวาสทำอะไรเธอหรอก”

 

แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเขาจะไม่ทำอะไรฉัน ฉันไม่ได้รู้จักอะไรเขามากพอที่จะให้คนแปลกหน้าอย่างเขามาอยู่ด้วยเลยนะ แค่พาเข้าห้องฉันยังต้องคิดหนักเลย

 

“แต่..”

 

“เธอบอกว่าฉันอยากได้อะไรก็จะให้ไง ตอนนี้ฉันต้องการที่พัก”

 

“...”

 

“อยู่ไม่นานหรอก ไม่ต้องห่วง”

 

“ก็ได้ ฉันยอมให้นายอยู่ที่นี่ก็ได้”

 

“ก็ดี แล้วอย่างที่สอง เธอต้องสร้างหลักฐานให้ไอ้เหี้ยนั่นตายใจ”

 

สร้างหลักฐาน สร้างหลักฐานยังไงเหรอ

 

“นายหมายถึงอะไร ฉันไม่เข้าใจ”

 

“ก็ทำให้มันเชื่อไงว่าฉันคือแฟนเธอจริงๆ”

 

“ทำยังไงเหรอ”

 

“อยู่นิ่งๆ”

 

“เอ๊ะ”

 

ต่อมาร่างกายของฉันมันก็แข็งทื่อไปทันทีเมื่อจู่ๆ พยัคฆ์ก็ทำเรื่องที่ฉันคาดไม่ถึงอีกครั้งด้วยการที่เขาโน้มใบหน้าลงมาหาฉัน ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือของเขาข้างหนึ่งขึ้นมาจับเข้าที่ปลายคางของฉันแล้วออกแรงบังคับให้ฉันต้องเอียงหน้าไปทางด้านซ้ายทันที แล้วหลังจากนั้นฉันก็รู้สึกได้ถึงอาการเจ็บจี๊ดที่ซอกคอของตัวเอง นะ นี่เขาทำอะไรกับฉันเนี้ย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้มาก่อนเลย แถมต้องมาใกล้ชิดผู้ชายมากแบบนี้อีก บอกเลยว่านี้มันเป็นครั้งแรกสำหรับคนอย่างฉันเลยก็ว่าได้

 

“นี่! นายทำบ้าอะไร”

 

“อยู่นิ่งๆ”

 

เขาเอ่ยกับฉันมาด้วยน้ำเสียงดุๆ ก่อนที่เขาจะดันร่างของฉันจนชิดกับผนังห้องของฉันอีกครั้ง แล้วเบียดร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาเข้ากับร่างกายของฉันจนฉันไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้ ก่อนที่ฉันจะรับรู้ได้ถึงแรงขบเม้มที่ผิวหนังตรงซอกคอของตัวเองอีกครั้ง ใช่ ตอนนี้พยัคฆ์กำลังใช้ริมฝีปากของเขาขบเม้มและดูดดึงเนื้อหนังตรงซอกคอของฉันอยู่ และแรงขบเม้มของเขามันก็แรงมาก จนฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเจ็บ

 

เขาทำแบบนั้นอยู่สักพักโดยไม่ได้สนใจเสียงห้ามของฉันเลยสักนิด ก่อนที่เขาจะผละใบหน้าของเขาออกห่างจากซอกคอของฉันแล้วใช้สายตาคมดุของเขามองดูตรงส่วนที่เขาพึ่งผละออกมาเมื่อกี้ด้วยสายตาพึงพอใจ อะ อะไร เขาทำอะไรกับฉันเมื่อกี้

 

“นี่นายทำอะไรกับคอของฉัน”

 

ฉันเอ่ยถามเขาไปด้วยความตกใจก่อนที่จะยกมือขึ้นมาจับที่ซอกคอของตัวเอง ซึ่งตอนนี้มันยังรู้สึกร้อนผ่าวเพราะริมฝีปากของพยัคฆ์ที่กระทำต่อผิวตรงนั้นอยู่ไม่หาย

 

“หลักฐานไง”

 

“หลักฐานอะไร”

 

“รอยจูบ”

 

เขาตอบมาแล้วฉันก็ต้องมองเขาตาโตด้วยความตกใจอีกครั้ง เมื่อกี้ที่เขาทำกับฉันมันคือการสร้างรอยจูบอย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าตอนนี้คอของฉันมันก็มีรอยจูบอย่างที่เขาพูดอยู่อย่างนั้นเหรอ

 

“ห้ามลบ”

 

“แต่..”

 

“อย่างที่สาม เธอแม่งโครตอ่อน”

 

ห๊ะ เมื่อกี้เหมือนฉันพึ่งถูกเขาด่าใช่ไหม แล้วไอ้คำว่าโคตรอ่อนของเขาที่ว่านี่มันมีความหมายยังไงกันแน่ ทำไมเขาถึงได้มองมาที่ฉันด้วยสายตาเหมือนจะเอือมระอาในตัวฉันแบบนี้กัน

 

“โดนคนแปลกหน้าคุกคามแบบนี้เธอต้องดิ้นรนเอาตัวรอดมากกว่านี้สิ”

 

“...”

 

“เธอต้องทุบ ต้องดิ้น ต้องด่า ต้องทำอะไรให้สุดแรง ไม่อย่างนั้นเธอไม่รอดแน่ ถ้าเมื่อกี้ฉันลากเธอไปปล้ำก็คงปล้ำได้สบายๆ แล้ว”

 

ก็...เมื่อกี้ฉันต้องใจมากไง และอีกอย่างฉันก็ทำตัวไม่ถูกด้วยพึ่งเคยจะเจอกับอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่ฉันไม่รู้วิธีห้องกันตัวเองหรอกนะ ฉันรู้ แต่ฉันพึ่งจะรู้ว่าแรงของผู้ชายมันมีมากขนาดนี้ สงสัยที่ผ่านมาฉันคิดน้อยไปเองสินะ แต่จะว่าไป เมื่อกี้พยัคฆ์เขากำลังให้บทเรียนแก่ฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ อ่า ผู้ชายคนนี้เขาช่วยฉันไว้มากจริงๆ นั่นแหละ ถ้าไม่มีเขา ฉันคงไม่มีทางรู้อะไรแบบนี้แน่ๆ ต้องขอบคุณเขาแล้วล่ะ

 

“แล้วแบบนี้เธอจะไปต่อกรกับไอ้โรคจิตนั่นคนเดียวได้ยังไง”

 

“ขอบคุณนะ”

 

“เฮ้อ วุ่นวายฉันซะจริง”

 

เขาพึมพำเพียงแค่นั้นก่อนที่เขาจะผละถอยออกห่างฉันไปทันที เพราะเมื่อกี้ดูเหมือนว่าฉันจะได้ยินเสียงสั่นของโทรศัพท์ที่ไม่น่าจะเป็นโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นมา และพยัคฆ์ก็มองไปตามเสียงนั่นด้วยมันคงเป็นเสียงสั่นของโทรศัพท์ของเขานั่นแหละ ดูเหมือนว่าจะมีคนโทรมาหาเขา เขาถึงได้ผละออกไปแล้วเดินไปหยิบเอาโทรศัพท์ของเขาแล้วเดินออกไปที่ระเบียงห้องของฉันทันที

 

พยัคฆ์ Talk

 

ผมเดินออกมาที่ระเบียงห้องที่ผมพึ่งจะเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกโดยไม่ได้เอ่ยถามเจ้าของห้องเลยสักคำว่าผมมาอยู่ตรงนี้ได้หรือเปล่า เรื่องอะไรต้องถาม ในเมื่อผมช่วยเธอไว้มากถึงขนาดนี้ เรื่องแค่นี้คงไม่ทำให้ยัยนั่นรู้สึกเคืองอะไรผมได้หรอก แต่ผมไม่ได้เดินออกมาแค่ตัวเปล่า เพราะในมือของผมตอนนี้มันมีทั้งโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่งเพราะมีคนโทรเข้ามาและซองบุหรี่ที่ผมหยิบติดมือมาด้วยก่อนที่จะเดินมาตรงนี้

 

“อืม”

 

ผมกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไปทันทีในขณะที่มือของผมกำลังหยิบเอาบุหรี่ออกมาจากซองแล้วจุดสูบด้วยความเคยชิน

 

(มึงอยู่ไหน กูลงไปรับแล้วไม่เจอมึงเนี้ย)

 

อ่อ ไอ้เสี่ยสินะที่เป็นคนโทรมา เมื่อกี้ลืมดูด้วยสิว่าใครโทรมา

 

(เมาแล้วหายเก่งนะมึง)

 

เสียงของมันดังขึ้นมาอีกครั้งและมันก็เป็นจังหวะเดียวที่ผมดูเอาควันบุหรี่เข้าปลอดและพ่นมันออกไปตามอากาศ

 

“โทรมาทำไม”

 

ผมเอ่ยถามมันไปเสียงเรียบ

 

(อ้าว ไอ้นี่ มีงจะมาอยู่กับกูไม่ใช่เหรอ)

 

เออ ลืมไปซะสนิทว่าผมไม่โผล่ที่นี่เพื่อที่จะมาอยู่กับไอ้เสี่ยชั่วคราวนี่นา แต่ตอนนี้ผมได้ที่พักใหม่แล้ว ไม่ได้ จำใจต้องมาอยู่ที่นี่ไปก่อนเพราะบังเอิญเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายเข้านะสิ ผมไม่น่าเลย ไม่น่าใจอ่อนตามยัยนี่มาเลย เอ๊ะ ผมถูกยัยนี่ลากมาตอนเมานี่นา แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ผมเป็นว่าผมต้องช่วยยัยนี่ถึงแม้จะไม่ค่อยอยากจะช่วยสักเท่าไหร่ แต่ผมดันไปยั่วโมโหไอ้โรคจิตที่อยู่ข้างห้องยัยนี่เข้าให้ เลยต้องรับผิดชอบกับนิสัยที่ชอบกวนตีนชาวบ้านแบบนี้ของตัวเองน่ะก็ผมบอกแล้วว่าผมมึนเพราะเหล้า เลยเผลอพูดอะไรไม่ค่อยคิดไปนิดหนึ่ง

 

“กูไม่อยู่แล้ว”

 

ผมตอบกลับไปแล้วก็ดูดเอาควันบุหรี่เข้าปอดของตัวเองอีกครั้ง

 

(มึงหมายความว่าไง ที่บอกว่าไม่อยู่แล้ว)

 

“ก็มีที่นอนแล้ว”

 

(ที่ไหน มึงไปนอนกับใคร)

 

“ใครสักคนที่มึงไม่ต้องเสือก”

 

ผมพึมพำเอ่ยกับไอ้เสี่ยไปเสียงเรียบก่อนที่จะยกมือขึ้นมาถูจมูกของตัวเองเบาๆ เพราะรู้สึกว่าผมได้กลิ่นอะไรหอมๆ ติดจมูกของตัวเองมา กลิ่นหอมที่ว่านี่เหมือนจะคุ้นแต่ก็ไม่คุ้น เหมือนเคยได้กลิ่นแบบนี้จากที่ไหนมาก่อน อ่า กลิ่นของยัยนั่นอย่างนั้นเหรอ มันคงติดจมูกผมมาเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้สินะ อ่อ เมื่อกี้ผมแค่ทำรอยบนคอยัยนั่นไว้นิดหน่อยเพื่อเป็นหลักฐานหลอกตาให้ไอ้โรคจิตนั่นตายใจก็แค่นั้น แต่ไม่คิดว่ากลิ่นหอมของยัยนั่นจะติดจมูกผมมาแบบนี้

 

(ใช่สิ กูหมดประโยชน์กับมึงแล้วนี่นา มึงเลยเขี่ยกูทิ้ง)

 

เสียงของไอ้เสี่ยที่ดังผ่านสายโทรศัพท์มานั้นทำให้ผมเลิกคิดถึงกลิ่นนั่นทันทีก่อนที่ผมจะหันมาตั้งใจสูบบุหรี่ต่อเพื่อดับอารมณ์งุ่นง่านของตัวเองในตอนนี้

 

(อย่าให้กูรู้นะว่ามึงแอบไปอยู่ห้องหญิง)

 

“ไร้สาระ แค่นี้แหละ”

 

ผมพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็กดตัดสายไอ้เสี่ยทิ้งไปทันทีเพราะตอนนี้ผมไม่มีเรื่องจำเป็นอะไรที่จะต้องเสวนากับฉันอีกต่อไปแล้ว ขืนยังพูดต่อไปกับมันก็คงหาสาระอะไรไม่ได้หรอก

 

หลังจากที่วางสายไอ้เสี่ยเสร็จผมก็ยืนสูบบุหรี่ที่ระเบียงต่อ แต่ในหัวของผมตอนนี้มันยังคิดทบทวนกับตัวเองอยู่ว่า ทำไมผมต้องยื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องของคนอื่นแบบนี้ด้วยวะ มันไม่ใช่นิสัยของผมเลยที่จะต้องมาช่วยคนอื่นแบบนี้ ผมชอบใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ ไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับใครให้มาก แต่..ทำไมนี้ผมกลับหาเรื่องใส่หัวของตัวเองซะอย่างนั้น

 

ไม่เข้าใจเลยว่ะ ว่าตอนนี้ผมกำลังคิดที่จะทำอะไรอยู่ แค่เห็นยัยนั่นดูเหมือนต้องการความช่วยเหลือ ร่างกายของผมมันก็ทำงานเองไปโดยอัตโนมัติ จู่ๆ ก็เกิดอาการอยากปกป้อง เพราะเธอเป็นผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงเหมือนน้องสาวผมน่ะเหรอผมถึงยื่นมือเข้าไปช่วย ผมคงคิดถึงยัยต้าร์มากสินะถึงได้ยอมช่วยคนแปลกหน้าแบบนี้ อ่า ผมว่ามันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ถึงยัยนั่นจะไม่แสบเท่าน้องสาวของผม คิดซะว่าได้น้องสาวมาเพิ่มอีกคนหนึ่งก็แล้วกัน

 

และหลังจากที่ผมสูบบุหรี่จนหมดมวลแล้วผมก็เดินกลับเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง นี่คือห้องที่ผมจะใช้นอนชั่วคราวระหว่างที่ห้องของผมรีโนเวท อยู่แค่ไม่กี่วัน คงไม่มีอะไรเสียหายหรอกมั้ง ขอแค่มีเตียงให้ผมนอนก็พอ

 

“เอ่อ ที่นี่มีห้องนอนเดียว นายจะนอน..”

 

“ฉันนอนเตียง”

 

ผมบอกความต้องการของตัวเองไปทันทีเพราะถ้าผมต้องมาทนนอนบนโซฟา ผมกลับไปนอนที่อู่ของผมมันจะไม่สบายกว่าเหรอ หรือไม่ก็ไปนอนที่ห้องของไอ้เสี่ยแทน และแน่นอนว่าผมต้องการอะไร ผมก็ต้องได้

 

“ก็ได้ ฉันยกเตียงให้นายก็ได้”

 

ผมเห็นว่าเมื่อกี้เธอทำหน้าเหมือนเสียดายที่ต้องยกเตียงของเธอให้ผมนอนด้วยแต่ สายตาของผมมันดังไปเตะตาเขากับรอยจูบสีเข้มที่ผมเป็นคนทำบนคอของเธอเข้าซะก่อน ความสนใจของผมมันเลยหยุดอยู่ตรงนั้นทันที จะว่าไปผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่มีผิวที่ขาวมาก ขาวจนเห็นเส้นเลือดเลยก็ว่าได้ ยิ่งซอกคอของเธอมีรอยสีเข้มที่ผมเป็นคนตั้งใจทำประดับอยู่แบบนี้แล้ว บอกเลยว่ารอยนั่นโคตรเด่น อะไรเด่นๆ แบบนี้แหละ ผมชอบ

 

“มีไรต้องพูดอีกไหม”

 

ผมเอ่ยถามเธอไปเพราะตอนนี้ผมคิดว่าผมกำลังง่วงและต้องการนอนเดี๋ยวนี้เลย

 

“ไม่มีแล้ว”

 

“ก็ดี ฉันจะไปนอน”

 

“นั่นห้องนอน”

 

เธอเอ่ยบอกผมพร้อมกับชี้นิ้วบอกทางให้ผม ซึ่งเรื่องนี้เธอไม่ต้องบอกก็ได้เพราะมองแค่นี้ผมก็รู้แล้วว่ามันเป็นห้องนอน ก็เพราะว่ามันมีห้องที่แยกออกไปแค่ห้องเดียวนี่นา

 

“แต่ฉันขอเข้าไปอาบน้ำก่อนได้ไหม”

 

“จะทำอะไรก็ทำ นี่มันห้องเธอ ฉันแค่นอนไม่ต้องสนใจ”

 

ผมเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของเธอแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงทันทีโดยไม่ได้สนใจว่ายัยเจ้าของห้องจะทำอะไรของเธอต่อจากนี้ แต่เห็นท่าทางของยัยนี่แล้วมันทำให้ผมหงุดหงิดว่ะ เพราะดูอ่อนแอแบบนี้ไงถึงได้มีโรคจิตคอยตาม ให้ตายสิ วุ่นวายผมซะจริงๆ แล้วนี่ทำไมที่นอนนี่ถึงได้มีแต่กลิ่นของยัยนั่นด้วยวะ เฮ้อ เลิกคิดเรื่องยัยนั่นสักนาทีได้ไหมวะไอ้พยัคฆ์


 


 


 


 

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

เฮียพยัคฆ์ช่วยเพราะคิดว่าพี่เกี๊ยวเหมือนน้องสาวตัวเองเหรอ

หารู้ไม่ว่าพี่เกี๊ยวเป็นพี่แกอีก

ฉันว่าอีเฮียมันต้องเอ็นดูพี่เกี๊ยวแหละถึงช่วย

เอ็นดูไปเอ็นดูมา อาจจะชอบพี่เกี๊ยวก็ได้นะเฮีย อิอิ

หนึ่งคอมเม้นเท่ากับหนึ่งกำลังใจ


 

error loaded
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 126 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

339 ความคิดเห็น

  1. #16 Kanijang_1630 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 16:15
    สร้างหลักฐาน..กรี้ด
    #16
    0
  2. #15 Kanijang_1630 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 10:58
    โหดมาก
    #15
    0
  3. #13 Pimwade-bpb (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 01:13
    เจิมมมมม
    #13
    0
  4. #12 theyyy88 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 21:40
    เจิมมมม
    #12
    0
  5. #11 yeenyyn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 10:50
    เจิมมมมม
    #11
    0