(E-book เปิดให้อ่านถึง 5 มีนา)RULE SET : กฎของนักล่า (นักล่าvs ไออุ่น)

ตอนที่ 5 : [up 100% ]กฎของนักล่าข้อที่ 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    14 ก.ค. 62




EPISODE 04





ฉันตัวแข็งทื่อ ค้างอยู่ในท่านั้นเมื่อสบเขากับนัยน์ตาสีเข้มของท่านประธานซึ่งตอนนี้เขากำลังมองหน้าฉันด้วยสายตาที่ฉันเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสายตาแบบนี้มันหมายความว่ายังไง เหมือนสายตาของเขากำลังกวาดมองตามรูปหน้าของฉันอย่างพินิจพิจารณา ต่อมาฉันต้องเม้มปากของตัวเองทันทีโดยที่ไม่รู้ตัวเมื่อสายตาของเขากำลังมองมาที่ริมฝีปากของฉันอย่างอ้อยอิ่ง มันเป็นสายตาที่ค่อนข้างจาบจ้วงและมันก็ทำให้ฉันได้สติกลับคืนมาก่อนที่ฉันจะขยับตัวออกห่างจากโต๊ะทำงานของเขาทันที

อะไรกัน สายตานั่น ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเขาลวนลามทางสายตาอยู่ยังไงยังงั้น บ้าน่า ฉันคงตาฝาดไปเองมั้ง เมื่อกี้ฉันคงมองผิดไป เขาคงไม่มีทางมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นแน่ อย่าลืมสิว่าเขาจำฉันไม่ได้

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวนะคะ”

ฉันบอกแล้วหมุนตัวเพื่อที่จะเดินออกจากห้องทำงานที่ดูเหมือนจะเป็นเขตพื้นที่หวงห้ามนั่นทันที แต่...

“เดี๋ยว”

เสียงทุ้มของคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นมาก่อนที่ฉันจะก้าวเดินออกจากห้อง มันเลยทำให้เท้าของฉันชะงักไปทันทีก่อนที่ฉันจะค่อยๆ หมุนตัวหันหน้าไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นเจ้านายฉันเป็นลูกน้อง เขาคงไม่ชอบใจแน่ที่ลูกน้องคิดอยากจะขัดคำสั่งเขา ฉันเลยต้องพาตัวเองอยู่ที่นี่ต่อทั้งที่อยากจะออกจากห้องนี้ไปแทบใจจะขาด

“คะ”

ฉันขานตอบแล้วหันไปเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ อีกครั้ง ซึ่งตอนนี้สายตาของเขาก็ยังคงจ้องมาที่ฉันอยู่อย่างไม่วางตา แต่สายตาของเขาแปลกไปจากก่อนหน้านี้ สายตาก่อนหน้านี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกสัตว์ร้ายจ้องจะกินอยู่ยังไงก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้สายตาของเขาดูราบเรียบและคงความน่าเกรงขามเหมือนเดิมแล้ว

“เธอชื่ออะไรนะ”

“ไออุ่นค่ะ”

“คิดยังไงถึงมาฝึกงานที่นี่”

ฉันรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่จู่ๆ เขาก็ถามคำถามฉันมาแบบนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกสัมภาษณ์อีกครั้งเลย แต่บรรยากาศตอนนี้มันแตกต่างจากการสัมภาษณ์ตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง ฉันรู้สึกอึดอัดและประหม่ายังไงก็ไม่รู้สิ แต่ฉันจะรู้สึกอย่างนั้นมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะคนที่กำลังถามคำถามฉันมานั้นเป็นเจ้าของที่นี่ยังไงละ

“เพราะอุ่นได้ยินชื่อเสียงของบริษัทนี้มานานมาก มีคนที่รู้จักทำงานที่นี่ก็แชร์ประสบการณ์ดี ๆ ของบริษัทให้ฟังเสมอ เลยทำให้อุ่นอยากมาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่และอยากเรียนรู้งานจากที่นี่เพื่อเป็นประสบการณ์ให้ตัวเองค่ะ”

ฉันตอบไปและคิดว่าคำตอบที่ฉันตอบไปนั้นจะทำให้เขาประทับใจได้บ้างนะ เพราะที่ฉันตอบออกไปนั้นมันคือความรู้สึกจากใจฉันจริงๆ ฉันอยากทำงาน อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ที่สุด อยากนำความรู้ที่ได้เรียนมาตลอดหลายปีมาลองใช้บ้าง อยากหาประสบการณ์ดีๆ จากที่นี่เผื่อวันข้างหน้าฉันอาจนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ได้

“งั้นเหรอ”

ฉันคิดว่าคำตอบที่ฉันตอบไปมันเป็นคำตอบที่ดีแล้วนะ แต่ทำไมเขาถึงได้ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของฉันสักเท่าไหร่ นี่ฉันพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นเหรอ

“ไม่ใช่ว่าเธอมาฝึกงานที่นี่เพราะเธอตามฉันมาหรอกเหรอ”

คำพูดต่อมาของเขาทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความงุนงงทันที เดี๋ยวนะ ทำไมเขาถึงพูดกับฉันมาแบบนั้น เขาหมายความว่ายังไงที่ว่าฉันตามเขามาเนี้ย

“คะ? หมายถึงอะไรเหรอคะ”

“หึ เธอนี่เล่นละครได้เนียนจริงๆ แต่โทษที ฉันมองเธอออกว่าเธอมาที่นี่เพื่อต้องการอะไร”

เล่นละคร ฉันไปเล่นละครตั้งแต่ตอนไหน เหมือนยิ่งฟังเขาพูดฉันยิ่งไม่เข้าใจว่าเขาต้องการที่จะสื่ออะไรกับฉันกันแน่ ทำไมเขาถึงได้มองมาที่ฉันด้วยสายตาเหยียดหยามแบบนั้นด้วย

“ที่คุณกำลังพูดอยู่ หมายถึงอะไรคะ ฉันไม่เข้าใจ”

“เรื่องคืนนั้น คิดว่าฉันจำเธอไม่ได้เหรอไงกัน ถึงว่าทำไมเธอถึงได้เมินเงินของฉัน ที่แท้เธอก็วางแผนไว้แบบนี้นี่เอง หวังที่จะแบล็คเมล์ฉันในที่ทำงานแบบนี้ จะไม่ร้ายไปหน่อยเหรอ”

เรื่องคืนนั้น? แสดงว่าเขาจำฉันได้ตั้งแต่แรกแล้วนะสิ ฉันไม่ได้คิดไปเองจริงๆ สินะที่คิดว่าเขามองฉันด้วยสายตาแปลกๆ แบบนั้นเป็นเพราะว่าเขาจำฉันได้ตั้งแต่แรก แต่ที่บอกว่าฉันวางแผนที่จะแบล็คเมล์อะไรของนั่น บอกเลยว่าฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร เขามากล่าวหาฉันผิดๆ แบบนี้ไม่ได้นะ

“นี่คุณกำลังพูดเรื่องอะไรของคุณ ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำเรื่องอะไรไร้สาระที่คุณกำลังพูดเลยสักนิด”

นี่เขาเห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่เขาถึงได้กล่าวหาว่าร้ายฉันมาแบบนั้น ฉันอุตส่าห์หลงเชื่อว่าเขาเป็นผู้บริหารที่เก่ง สามารถดูแลพนักงานได้อย่างทั่วถึง ฉันชื่นชมเขาที่เก่ง แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแบบนี้ เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์คิดว่าเขาเป็นคนดี แต่ในวันนี้ฉันคิดผิดเพราะเขาช่างเป็นคนที่ร้ายกาจจริงๆ

“หึ คิดว่าฉันจะเชื่อเธออย่างนั้นเหรอ”

“คุณจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่คุณ ฉันมาที่นี่เพื่อทำงาน ช่วยแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานด้วยค่ะ”

ถ้ามีใครมาเห็นพวกฉันสองคนคุยกันตอนนี้ละก็อาจจะคิดว่าฉันเป็นคนที่กล้าและบ้าบิ่นมากที่กล้ามายืนเถียงกับเจ้าของบริษัทฉอดๆ แบบนี้ แต่ฉันสุดจะทนแล้วจริงๆ ที่เขากล่าวหาว่าฉันมาฝึกงานที่นี่เป็นเพราะเขา เฮอะเขาจะหลงตัวเองเกินไปหรือเปล่าที่คิดว่าฉันจะตามเขามาถึงที่นี่ ถ้าฉันรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของที่นี่ฉันไม่คิดที่จะมาฝึกงานที่นี่ตั้งแต่แรกหรอก เพราะฉันไม่รู้ไงฉันได้มาที่นี่และทำงานกับเขา แบบนี้

“แล้วฉันจะจับตาดูเธอว่าเธอทำอย่างที่พูดจริงๆ หรือเปล่า”

“ค่ะ เชิญจับตาดูได้ตามสบายเลย ฉันขอตัว”

พูดจบฉันก็เดินกระแทกเท้าออกมาจากห้องทำงานนั่นทันทีโดยไม่สนใจคนที่นั่งประจำตำแหน่งประธานบริษัทที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตรงนั้นเลยแม้แต่นิด ไม่อยากจะเชื่อว่าฉันต้องทนทำงานกับผู้ชายคนนี้ไปอีกตั้งหลายเดือน อ๊าย พังแล้ว มันพังแล้วชีวิต ทำไมเจ้านายของฉันต้องกลายเป็นผู้ชายคนนั้นด้วย ทำไมชีวิตฉันมันถึงได้ซวยแบบนี้ ถูกเขาพรากความบริสุทธิ์ไปไม่พอ ยังจะมาถูกเขารังแกอยู่ที่ทำงานอีก ให้ตายสิ นี่มันเป็นเวรกรรมอะไรของฉันกันเนี้ย

นักล่า Talk

ผมมองคนไม่ผิดหรอก ผู้หญิงยังไงก็เหมือนกันทั้งหมดนั่นแหละ คิดว่าผมตามเล่ห์กลของเธอไม่ทันหรือไงกัน ผมเจอมาเยอะแล้วผู้หญิงแบบนี้ พวกชอบอวดดีแต่สุดท้ายก็หวังอะไรเหมือนๆ กันนั่นแหละ เงิน ไงละที่พวกเธอต้องการ แค่ความบริสุทธิ์บ้าบอพวกนั้นคิดว่าจะจับคนอย่างผมได้อย่างนั้นเหรอ หึ ลูกไม้ตื้นๆ ผมไม่หลงกลหรอก

ผมสลัดเรื่องบ้าบอพวกนั้นออกไปจากหัวแล้วก้มหน้าตั้งใจทำงานและจดจ่อยู่ที่งานจนเวลาล่วงเลยมาจนถึงเวลาเลิกงาน วันนี้ของผมค่อนข้างวุ่นวายเป็นพิเศษเพราะผู้หญิงคนนั้นที่ผมไม่คิดว่าจะมาเจอเธอที่นี่ก็ดันมาเจอเข้า มันคงบังเอิญแต่ผมคิดว่ามันเกิดจากความตั้งใจของเธอแน่ที่เธอมาทำงานที่บริษัทของผมแบบนี้ หรือเธอรู้ตั้งแต่แรกว่าผมเป็นใครเธอถึงได้เข้าหาผมแล้วเอาตัวเข้าแลกแบบนั้น แต่แผนการของเธอ ผมมองออกตั้งแต่แรกแล้วละ

“กูว่าแห้วแดกวะ”

ในระหว่างที่ผมกำลังจะเดินทางกลับบ้านนั้น เสียงของพนักงานชายคนหนึ่งก็ดังเข้ามาในโสตประสาทผมโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้ได้เวลาเลิกงานแล้วและคนในบริษัทของผมก็เริ่มทยอยกันกลับแล้ว ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนส่วนนั้นเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ตรงดิ่งกลับบ้านหรอก แต่พอดีผมมีนัดทานข้าวเย็นกับลูกค้ารายหนึ่ง เลยต้องออกจากบริษัทเร็วแบบนี้ แต่ตอนนี้ผมรอให้จิมขับรถมารับผมอยู่ที่บริเวณหน้าบริษัท มันเป็นแค่ช่วงเวลาแค่เพียงไม่กี่นาทีผมเลยมายืนรอตรงนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

“แห้วอะไรของมึง”

เสียงบทสนทนาของพนักงานชายยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ คนพวกนั้นคงไม่ได้สังเกตเห็นว่าผมก็ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยเพราะดูเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างที่พวกเขาสนใจอยู่มากกว่าผมละมั้ง

“มึงก็ดูนู้นสิ ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มารับน้องอุ่นถึงหน้าบริษัท รถแม่งอย่างหรู กูว่าต้องรวยมากแน่ๆ เพราะคนไม่รวยคงไม่มีปัญญาขับรถแบบนั้นแน่”

อุ่นอย่างนั้นเหรอ ชื่อนั้นทำให้ผมมองตามสายที่คนพวกนั้นกำลังมองอยู่ทันที และทันทีที่ผมมองไปก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมเห็นเพียงแค่แว๊บแรกก็จำได้ว่าเธอเป็นใคร เธอคนนั้นยังไงละ เด็กฝึกงานบริษัทของผม ตอนนี้เธอกำลังก้าวเท้าขึ้นรถหรูคันหนึ่งอยู่ ผมขมวดคิ้วของตัวเองเป็นปมขึ้นมาทันทีหลังจากที่เห็นรถคันนั่นเคลื่อนตัวออกไปตามท้องถนน ผมไม่เห็นหรอกว่าคนขับรถคันนั้นเป็นใคร แต่เมื่อกี้ได้ยินคนพวกนี้พูดกันบอกว่าเป็นผู้ชาย

ผู้ชายงั้นเหรอ แถมรถที่เธอขึ้นไปนั้นบ่งบอกได้เลยว่าผู้ชายคนนั้นต้องฐานะไม่ธรรมดา ถึงว่าทำไมเธอถึงได้เมินเงินของผมแบบไม่ไยดีแบบนั้น ที่แท้ก็มีผู้ชายเลี้ยงนี่เอง

“แฟนน้องอุ่นเหรอวะ”

“กูก็ไม่รู้ แต่ก็อาจจะเป็นแบบนั้น ถึงว่ากูจีบยังไงก็ไม่ติด”

ผมเลิกสนใจคนพวกนั้นทันทีเมื่อเห็นว่ารถของผมค่อยๆ เคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าบริษัท ผมเลยสาวเท้าตรงไปที่รถทันทีโดยมีจิมคอยเปิดประตูให้ผมอยู่ก่อนแล้ว ทำไมกันวะ ทำไมผมถึงรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้ เมื่อกี้ผมก็อารมณ์ดีๆ อยู่ แต่ทำไมตอนนี้ผมถึงได้มีอาการหัวเสียแบบนี้กันวะ ให้ตายสิ ทำไมจู่ๆ ภาพของยัยนั่นเดินขึ้นรถหรูคันนั้นก็แล่นเข้ามาในหัวของผม ไม่ว่าผมจะสลัดภาพนั้นออกจากหัวยังไงมันก็ไม่ยอมออกไปจากหัวของผมสักที นี่ผมเป็นบ้าอะไรของผมกันเนี้ย ทำไมต้องนึกเห็นยัยนั่นแบบนี้ด้วยวะ

เวลาต่อมา

หลังจากที่ผมพยายามสลัดภาพนั้นออกจากหัวของผมได้แล้วผมก็ทำใจให้ตัวเองเย็นลงก่อนที่จะกลับมาอยู่อารมณ์ที่คงที่เหมือนเดิม และตอนนี้ผมก็เดินทางมาถึงร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมได้นัดทานมื้อค่ำกับลูกค้าที่นี่ การทานมื้อค่ำกับลูกค้ามันก็ไม่มีอะไรมากมาย ก็แค่สนทนาเรื่องธุรกิจกันในระหว่างที่ทานข้าวไปด้วยเพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ทางธุรกิจกันยังไงละ มันอาจเรียกว่าเป็นการทำธุรกิจในอีกแบบหนึ่งเลยก็ว่าได้

แต่ในระหว่างที่ผมกำลังกวาดสายตาหาลูกค้าของผมอยู่นั้นสายตาของผมมันก็ดันไปพบกับร่างร่างหนึ่งเข้าพอดี ผมคิดว่าผมคงตาฝาดไปแต่พอมองดีๆ แล้วผมไม่ได้ตาฝาดไปแน่ ยัยคนนั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

“นายครับ ทางนี้”

เสียงของจิมดังขึ้นทำให้ผมต้องลากสายตาไปจากผู้หญิงคนนั้นทันทีก่อนที่จะเดินตามจิมไปที่โต๊ะที่ผมได้จองไว้สำหรับทางมื้อค่ำในวันนี้ โต๊ะที่ผมจองอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่ผู้หญิงคนนั้นอยู่สักเท่าไหร่ มันเลยทำให้ผมเห็นเธออยู่ในสายตาตลอดไม่ว่าผมจะหันหน้าไปทางไหน แต่ผู้ชายที่ผมเห็นแค่ด้านหลังนั่นคือใครกัน เจ้าของรถหรูคันนั้นอย่างนั้นเหรอ

“ขอโทษที่มาสายครับ พอดีผมประชุมพึ่งเสร็จ”

เสียงของคนที่เดินมาใหม่ทำให้ผมต้องลุกขึ้นไปทักทายตามมารยาทอย่างเสียไม่ได้

“ไม่เป็นไรครับ ผมก็พึ่งมาถึงเหมือนกันครับ เชิญนั่งก่อน”

ผมเอ่ยบอกแล้วหันมาตั้งใจคุยธุรกิจที่สำคัญต่อพร้อมกับบอกตัวเองในใจไปด้วยว่าอย่ามองไปที่ยัยนั่นอีกเด็กขาด

ไออุ่น Talk

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น อาหารไม่อร่อยเหรอ”

เสียงของคนที่นั่งตรงข้ามฉันเอ่ยขึ้นทำให้ฉันที่กำลังนั่งเขี่ยอาหารที่อยู่ในจานอยู่ด้วยความเหม่อลอยต้องรีบตึงสติของตัวเองกลับมาทันทีก่อนที่ฉันจะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนที่นั่งตรงข้ามกับฉันแล้วฉีกยิ้มส่งไปให้เขาด้วยความร่าเริง

“เปล่าค่ะ อาหารอร่อยมาก แต่พอดีอุ่นเหนื่อยๆ นิดหน่อย”

ฉันบอกไปแต่จริงๆ ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมายหรอกเพราะวันนี้ฉันไม่ได้ทำงานหนักอะไรมาก แต่ที่ฉันรู้สึกเหนื่อยมันคงเหนื่อยที่ใจนี่ต่างหาก หลังจากที่ปะทะฝีปากกับผู้ชายคนนั้นมาแล้ว มันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าการที่ฉันต้องทำงานมันไม่ใช่เรื่องที่สนุกอีกต่อไปแล้ว งานที่ทำมันก็สนุกดีแต่คนที่ฉันต้องเจอหน้าทุกวันนี่สิ มันทำให้ฉันหมดอารมณ์ทำงานไปโดยปริยาย แต่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ฉันคิดอะไรแบบนั้น ฉันควรแยกแยะเรื่องทำงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันสิ ทำเป็นเฉยไว้ยัยอุ่น ขอแค่แกเป็นตัวของตัวเองแล้วทำงานสุดความสามารถ ผู้ชายคนนั้นจะได้ไม่มาดูถูกแกอีก

“เฮียบอกแล้ว ว่าให้มาทำงานกับเฮียตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”

อ่อ ตอนนี้ฉันกำลังนั่งทานมื้อค่ำอยู่กับเฮียรบนะ หลังจากที่เขาขับรถมารับฉันที่หน้าบริษัทเขาก็พาฉันมาที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งทันที จริงๆ เขาไม่จำเป็นเลยที่จะต้องพาฉันมาเลี้ยงที่หรูๆ แบบนี้ แค่ร้านอาหารทั่วไปฉันก็พอใจมากแล้ว ฉันไม่ใช่คนที่เรื่องมากสำหรับเรื่องกินสักเท่าไหร่นะ

“ไม่เอาๆ เฮีย เลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า กินข้าวกันเถอะนะ”

ฉันเอ่ยแล้วรีบตักอาหารใส่จานเฮียรบทันทีเพื่อหาอะไรใส่ปากของเขาไว้แล้วเขาจะได้เลิกบ่นฉันสักที ส่วนเฮียรบนะเหรอก็ทำได้แต่ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ฉันด้วยความเอ็นดูแทนนี่สิ แต่เชื่อไหมล่ะว่ารอยยิ้มของเขาเพียงแค่นั้นก็ทำให้สาวๆ ทั้งร้านมองมาที่เขาจนตาเป็นมัน ก็แบบว่าเฮียรบของฉันหน้าตาหล่อน้อยซะที่ไหนกันละ อายุก็ใกล้จะสามสิบแล้วแต่หน้าตายังเหมือนพวกวัยรุ่นยี่สิบต้นๆ อยู่เลย แต่น่าแปลกทำไมเฮียรบถึงยังไม่มีแฟนกับเขาสักทีทั้งๆ ที่หน้าตาก็ออกจะหล่อเหลาเอาการแบบนี้

“มองหน้าเฮียแบบนี้ หมายความว่าไงวะอุ่น”

ฉันคงเผลอมองหน้าเฮียรบนานเกินไปจนเขารู้ตัวสินะ แต่น้ำเสียงและคำพูดที่เฮียรบใช้พูดกับฉันเนี้ยมันใช่น้ำเสียงที่สุภาพบุรุษเขาใช้คุยกับสุภาพสตรีงั้นเหรอ ห่ามจริงๆ พี่ชายของฉันคนนี้

“นี่น้องนะเฮีย พูดให้มันดีๆ หน่อยสิ”

“เออ มองหน้ามีไร”

แล้วมันต่างจากเดิมตรงไหนเนี้ย

“อุ่นแค่คิดว่าทำไมเฮียถึงไม่มีแฟน หน้าตาก็ดี งานการก็ดี ทำไมเฮียยังโสดอยู่อะ”

ฉันคิดว่าถ้าคนอย่างเฮียรบคิดจะมีแฟนเขาก็คงหาแฟนได้ง่ายๆ แน่ แต่ทำไมเขาถึงยังคงความโสดอยู่แบบนี้กันละ เพราะตั้งแต่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิดฉันไม่เคยเห็นเฮียแนะนำแฟนให้รู้จักเลยสักครั้ง แต่ไม่ใช่ว่าเฮียรบเป็นเกย์หรืออะไรนะ แต่เห็นเขาเคยควงกับพวกผู้หญิงอยู่บ่อยๆ แต่ไม่นานเขาก็เปลี่ยนคนใหม่ไปเรื่อยๆ จนแทบไม่ซ้ำหน้า แบบนี้มันคือความสัมพันธ์แบบไหนกัน

“ถามแบบนี้เอาซะเฮียตอบไม่ถูกเลย”

“ก็อุ่นอยากรู้ ว่าพวกผู้ชายคิดอะไรกันอยู่ทำไมถึงไม่คิดที่จะจริงจังกับใครสักคนสักที”

“ถามแบบนี้ อยากบอกนะว่ามีแฟน”

บ้าน่า อะไรทำให้เฮียรบคิดว่าฉันมีแฟนกันเนี้ย ขนาดฉันเองยังเคยคิดว่าตัวเองจะมีแฟนเลยด้วยซ้ำ

“ไม่มีสักหน่อย ที่ถามก็แค่อยากรู้”

ใช่ ฉันก็แค่อยากรู้ว่าผู้ชายจะคิดเหมือนเขาคนนั้นทุกคนหรือเปล่า

“อืม จะตอบยังไงดีละ แบบว่าไอ้เรื่องความรักเฮียก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นแบบไหน ถ้าคนเราจะเป็นแฟนกันได้มันก็ต้องเกิดขึ้นจากคำว่ารักก่อนจริงไหม”

“ค่ะ แล้วความสัมพันธ์ของเฮียกับพวกผู้หญิงของเฮียเนี้ยมันเป็นยังไงอะ ไม่ใช่แฟนแต่ทำไมเฮียถึงนอนกับพวกเธอได้ ไม่รู้สึกรักบ้างเหรอ”

“มันก็เหมือนธุรกิจนะอุ่น แบบว่าพวกเราต่างได้รับผลประโยชน์กันทั้งคู่ เฮียนอนกับคนพวกนั้นเพื่อหาความสุขเพื่อคลายเครียด และผู้หญิงพวกนั้นนอนกับเฮียเพราะต้องการเงิน มันเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายที่ตกลงกันเอาไว้นะ”

“แล้วแบบนี้เฮียจะเหมารวมว่าผู้หญิงเห็นแก่เงินไหมอะ”

ฉันรู้สึกว่าพี่ชายของฉันก็ไม่ต่างไปจากเขาคนนั้นสักเท่าไหร่ ผู้ชายทุกคนจะเป็นแบบนี้เหมือนกันไหมนะ แต่สำหรับเฮียรบที่ฉันเห็นเขามาตั้งแต่เด็กเลยพอรู้ว่าพี่เขาเป็นคนนิสัยยังไง ถึงเขาจะนอนกับผู้หญิงไม่เคยซ้ำหน้า แต่ฉันไม่เคยเห็นเฮียรบทำท่าทางดูถูกเหยียดหยาบผู้หญิงให้เห็นเลยสักคน หรือเขาอาจจะทำแต่ฉันไม่เห็นกับตาก็เท่านั้น

“อืม อาจจะใช่ก็ได้”

“ทำไมเฮียเลวอะ”

“อ้าวอุ่น มาด่าเฮียได้ไง เฮียแค่บอกว่าอาจจะ แต่ไม่ได้เหมารวมทั้งหมดสักหน่อย อย่างน้อยก็มีผู้หญิงแบบอุ่นไงคนหนึ่งที่ไม่หน้าเงิน จริงไหมล่ะ”

ก็เพราะว่าพวกเขาคิดกันแบบนี้ไงพวกผู้หญิงถึงได้ถูกเหมารวมไปในทางที่ผิดๆ แบบนั้น นี่ถ้าฉันไม่ใช่น้องสาวของเฮียรบละก็ เขาก็คงเหมารวมฉันเข้าเหมือนผู้หญิงพวกนั้นแน่ๆ ก็อย่างว่าละคนเราจะไปห้ามความคิดของคนอื่นได้ยังไงกันละ พวกเขาคงเจอคนแบบนั้นมาเยอะ มันก็ไม่แลกที่ฉันจะต้องถูกตราหน้ามาแบบนั้นด้วย แต่ทุกอย่างมันจะไม่เป็นแบบนี้ถ้าหากคืนนั้นฉันไม่เมา โทษใครไม่ได้ก็ต้องโทษตัวเองนี่แหละถูกแล้ว

“ทำหน้างอซะ กินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวมันเย็นหมด”

เฮียรบพูดแล้วตักอาหารใส่จานฉันมาก่อนที่เขาจะเอื้อมมือของเขามาดึงแก้มฉันเล่นด้วยความมันเขี้ยว

“เจ็บนะเฮีย แก้มอุ่นไม่ใช่ของเล่นสักหน่อย”

ฉันหน้างอใส่เฮียรบแล้วยกมือขึ้นไปลูบแก้มของตัวเองเบาๆ ตรงที่โดนเฮียรบดึงไปเมื่อกี้นั่นแหละ เอาดึงเบาซะที่ไหนกันละ แก้มอันบอบบางของฉันมันจะสู้กับแรงผู้ชายห่ามๆ อย่างเอียรบได้ยังไงกัน

“ใครบอกให้เราน่าแกล้งเองละ เฮ้อ มีน้องสาวน่ารักอยู่ตั้งสองคน เฮียคงรีบมีแฟนไม่ได้หรอก เพราะเฮียต้องคอยกันท่าพวกผู้ชายไม่ให้มายุ่งกับพวกเราก่อน”

คนขี้หวง อ่อ ฉันคงลืมไปบอกสินะว่าเฮียรบมีน้องสาวอีกหนึ่งคนชื่อว่านารา เป็นน้องสาวของเขาแท้ๆ ตอนนี้เรียนอยู่ปีสอง มหาลัยเดียวกันกับฉันนั่นแหละ แต่เพราะว่าช่วงอายุของเฮียรบกับนาราค่อนข้างห่างกันมาก นาราเลยติดฉันมากกว่าพี่ชายแท้ๆ ของเธอแทนยังไงละ ส่วนเฮียรบก็ติดฉันมากกว่าน้องสาวแท้ๆ ของเขา ฉันเลยเป็นคนกลางที่ต้องถูกพี่น้องสองคนนี้แย่งชิงกันยังไงละ

“อุ่นไม่มีแฟนง่ายๆ หรอก เอียไม่ต้องห่วง สบายใจได้”

“น่ารักที่สุดเลยน้องสาวคนนี้”

เขาไม่พูดเปล่าแต่เอื้อมมือมาขยี้หัวฉันเล่นจนมันยุ่งไม่เป็นทรงกันหมด เฮ้อ นี่ฉันเป็นน้องสาวของหรือว่าเป็นของเล่นของเขากันแน่ ทำไมเขาถึงได้สนุกที่ได้แกล้งฉันเล่นแบบนี้

“คืนนี้ไปนอนบ้านนะ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกจากบ้านพร้อมกัน เฮียจะไปส่ง”

หลังจากที่ทานข้าวเสร็จเฮียรบก็เอ่ยขึ้นในระหว่างที่เราสองคนกำลังเดินออกจากร้าน แต่ฉันไม่ได้เดินสบายๆ ออกจากร้านหรอกเพราะตอนนี้ไหล่ของฉันมันมีแขนหนักๆ ของเฮียรบพาดอยู่ ฉันที่ตัวเตี้ยอยู่แล้วพอมาถูกของหนักๆ กดทับมาแบบนี้อีก ถ้าส่วนสูงของฉันลดลงละก็ฉันจะโทษเฮียรบคนเดียวเลย

“ก็ได้”

ฉันตอบรับอย่างว่าง่ายเพราะจริงๆ ก็รู้สึกคิดถึงทุกคนที่บ้านอยู่เหมือนกัน แต่ระยะทางจากบ้านมาที่ทำงานมันค่อนข้างไกลฉันไม่อยากนั่งแท็กซี่นานๆ นะ แต่พอเฮียรบอาสาจะมาส่งแล้วฉันก็ปฏิเสธเขาลงได้ที่ไหนละ พี่ชายของฉันคนนี้เป็นคนที่ค่อนข้างขี้เอาแต่ใจหน่อยนะ เลยไม่ค่อยอยากขัดคำสั่งของเขาสักเท่าไหร่

“แต่เฮียเอาแขนออกไปก่อนได้ไหม อุ่นหนัก”

ฉันบอกเพราะมันหนักจริงๆ แถมยังเดินไม่ค่อยสะดวกด้วย

“รอก่อน มีคนมองอุ่นอยู่ เฮียหวง ไม่ชอบให้ผู้ชายมันมอง”

ใครกันที่มองฉัน ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกว่ามีคนมองเลย แต่พอฉันจะหันไปมองเฮียรบก็เอาตัวของเขาบังไว้ก่อนที่จะลากคอฉันออกจากร้านอาหารไปทันที ในสายตาคนอื่นที่มองมาอาจจะคิดว่าเราสองคนเป็นคู่รักที่รักใคร่กันเป็นอย่างมากเพราะฝ่ายชายประคองฝ่ายหญิงออกมาจากร้านด้วยความรักที่เต็มเปี่ยม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันกำลังถูกพี่ชายล็อกคอแล้วลากออกมาจากร้านต่างหากละ และมีแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงมันเป็นยังไง ฮึ่ย ห่ามซะไม่มี





[โปรดติดตามตอนต่อไป]

พี่ล่าไหนบอกไม่หลงกลน้องไง

มองหาน้องตลอด

นักรบโตขึ้นแซ่บมากกกกก

หนึ่งคอมเม้นเท่ากับหนึ่งกำลังใจนะค่าาา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

250 ความคิดเห็น

  1. #17 nk161623 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 15:27
    โดนใครบางคนพูดจากวนๆใส่แน่เลยไออุ่น
    #17
    0
  2. #16 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 01:55
    น่ารักจริงสองพี่น้องเนี้ยยย
    #16
    0
  3. #15 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 22:12
    เจิมจ้าาาา
    #15
    0
  4. #13 URAIWAN118 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 21:17
    เจิมมมม
    #13
    0