(E-book เปิดให้อ่านถึง 5 มีนา)RULE SET : กฎของนักล่า (นักล่าvs ไออุ่น)

ตอนที่ 6 : [up 100% ]กฎของนักล่าข้อที่ 05

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 178 ครั้ง
    22 ก.ค. 62



EPISODE 05





เช้าวันต่อมา

ฉันมาถึงบริษัทในเช้าวันต่อมาโดยมีเฮียรบเป็นคนขับรถมาส่งตามที่เขาได้สัญญาไว้กับฉันเมื่อวาน หลังจากที่ฉันได้กลับบ้านไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของตัวเองทำให้วันนี้ฉันค่อนข้างสดใสเป็นพิเศษ แต่พอเดินทางมาถึงบริษัทแล้วฉันก็รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาทันที หลังจากที่นึกขึ้นมาได้ว่าฉันต้องเจอกับใครต่อหลังจากนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะเลี่ยงได้เลยสักนิด ผู้ชายคนนั้น ฉันต้องทำงานกับเขา อาจเจอหน้าฉันทุกวันหรือแทบทุกเวลา สิ่งที่ฉันทำได้ก็แค่ทำใจนั่นคือเรื่องที่ดีฉันควรทำ

“เฮียไปก่อนนะ ไว้ว่างๆ แล้วเฮียจะมารับไปกินข้าวด้วย”

เฮียรบเอ่ยขึ้นหลังจากที่เขามาส่งฉันถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยแล้ว

“ค่ะ อุ่นไม่ก่อนนะ บาย”

ฉันบอกเพียงแค่นั้นแล้วก็เดินจากรถของเฮียรบมา โดยที่ไม่ลืมที่จะหันไปโบกมือลาเขาอีกรอบ เฮียรบส่งยิ้มให้ฉันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะเคลื่อนรถออกไปสู่ท้องถนน ฉันเลยหมุนตัวเดินเข้าไปในบริษัท แต่ทันทีที่เดินเข้ามาก็เจอเข้ากับพี่พิมพอดี ฉันเลยส่งยิ้มให้เธอเป็นอย่างแรกเพื่อเป็นการทักทาย ก่อนที่จะกล่าวขึ้นมาว่า

“สวัสดีค่ะ พี่พิม”

“จ้า มาเช้าเหมือนเดิมเลยนะ แต่ว่าใครมาส่งเหรอ”

พี่พิมเอ่ยถามสงสัยเมื่อกี้เธอเห็นว่าฉันเดินลงมาจากรถของเฮียรบแน่ๆ เลย

“แฟนเหรอ”

ฉันที่ยังไม่ทันได้ตอบคำถามแรกของพี่พิไป พี่เขาก็ยิงคำถามต่อมาใส่ฉันทันที แต่ฉันก็ต้องรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั่นเข้า

“ไม่ใช่ค่ะ แค่พี่ชาย”

ฉันตอบไป เพราะคนส่วนใหญ่ถ้าไม่รู้จักฉันดี ก็มักจะเหมารวมว่าเฮียรบคือแฟนของฉัน ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เฮียรบกับฉันจะเป็นแฟนกัน เราสองคนเป็นญาติกันนะอย่าลืมสิ แล้วก็อีกอย่างเขากับฉันคิดกับแค่พี่น้อง

“หืม ไม่ยักรู้ว่าอุ่นมีพี่ชายด้วย”

ใช่ เพราะในประวัติของฉันบอกไว้ว่าฉันเป็นลูกคนเดียวมันคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่ไม่น้อยเลยทำให้พี่พิมต้องเอ่ยถามมาแบบนั้น แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับอะไรถึงขั้นที่ฉันบอกใครไม่ได้

“ลูกพี่ลูกน้องกันน่ะค่ะ เราโตมาด้วยกัน”

“อ่อ ถึงว่าล่ะ นึกว่าหนุ่มๆ แถวนี้จะอกหักกันแล้วเสียอีก แต่คงไม่ทันแล้วละ คนอื่นเขาเข้าใจผิดกันไปหมดแล้วนี่สิ ว่าอุ่นมีแฟนแล้ว”

เข้าใจผิดอย่างนั้นเหรอ อ่า ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกี่ยวกับฉันมันจะแผ่กระจายไปเร็วแบบไม่น่าเชื่อ ฉันไม่คิดเลยว่าตัวเองจะกลายเป็นที่สนใจของคนทั้งบริษัทได้ แต่เข้าใจผิดมันก็ดี ฉันไม่คิดที่จะแก้ข่าวหรอก เพราะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อะไรแบบนั้น ตอนนี้ฉันไม่พร้อมที่จะมีมันจริงๆ ถือว่าตัดปัญหาไปได้อีกอย่างก็แล้วกัน

“ช่างเถอะค่ะ”

“ไม่คิดจะแก้ข่าวหน่อยเหรอ”

“ไม่หรอกค่ะ ปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้แหละ ดีแล้ว”

ฉันบอกแล้วส่งยิ้มไปให้พี่พิม ก่อนที่จะเดินคล้องแขนกับพี่เขาขึ้นลิฟต์ไปเพื่อที่จะได้เริ่มต้นทำงานสำหรับวันนี้กันสักที คิดถึงเรื่องงานทีไรฉันก็รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาตามประสาคนที่บ้างาน แต่พอนึกถึงคนที่ต้องทำงานด้วยมันก็ทำให้ฉันต้องเผลอถอนใจออกมาเสียไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรยัยอุ่น นึกถึงแค่เรื่องงาน โฟกัสแค่เรื่องนั้น อย่าไปนึกถึงคนอย่างเขาก็พอ

นักล่า Talk

ผมใช้สายตามองเงาสะท้อนของตัวเองที่อยู่ในกระจก ใบหน้าที่เรียบนิ่งและไร้อารมณ์นั่นมันเป็นใบหน้าของผมเอง มือของผมมันก็ไม่ได้อยู่เฉยตอนนี้มันกำลังจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่เข้าทางอยู่ สายตาของผมก็ตรวจเช็กความเรียบร้อยของร่างกายตัวเองไปพร้อมๆ กัน ตอนนี้ผมกำลังยืนแต่งตัวเงียบๆ อยู่ที่หน้ากระจกเพื่อที่ผมจะได้ออกไปทำงานในเช้าวันใหม่สักที

หมับ!

มือของที่กำลังจัดการผูกเนกไทอยู่นั้นก็นิ่งค้างไปทันทีเมื่อมีมืออีกคู่หนึ่งเอื้อมมาโอบกอดผมจากทางด้านหลัง ก่อนแผ่นหลังของผมจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นของร่างกายอันเปลือยเปล่าของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนที่เป็นเจ้าของมือที่กำลังโอบกอดผมอยู่

“จะไปทำงานแล้วเหรอคะ”

เสียงของเธอคนนั้นเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ผมปรายตามองเธอผ่านทางกระจกไปด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนที่จะจัดการผูกเนกไทของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางจนเสร็จเรียบร้อย

“อยู่ต่ออีกนิดไม่ได้เหรอคะ”

“ปล่อย”

ผมไม่ได้สนใจน้ำเสียงที่ออดอ้อนหรือร่างกายที่กำลังบดเบียดความนุ่มหยุ่นของหน้าอกของเธอเข้ากับแผ่นหลังของผมตอนนี้เลยสักนิด แต่ตรงกันข้ามผมกลับรู้สึกหงุดหงิดที่เธอพยายามเบียดร่างกายของตัวเองเข้ากับร่างกายของผมอยู่แบบนี้ หงุดหงิดที่เธอจะทำให้เสื้อผ้าของผมยับ ผมไม่ชอบให้เสื้อผ้าของผมมันมีรอย

“ถ้าเสื้อฉันมีรอยขึ้นมาแม้แต่รอยเดียว เธอคงรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ผมเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น และนั่นมันก็ทำให้เธอคนนั้นชะงักค้างนิ่งไปทันที ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เอามือและร่างกายของเธอขยับออกห่างจากร่างกายของผม

“เงินของเธอ ฉันวางไว้ที่โต๊ะ”

ผมเอ่ยบอกเพียงแค่นั้นโดยไม่ปรายตามองไปที่เธอเลยสักนิด แม้รู้ทั้งรู้ว่าตอนนี้ผู้หญิงที่ผมกำลังคุยด้วยอยู่ตอนนี้ร่างกายของเธอไม่มีเสื้อผ้าติดร่างกายแม้แต่ชิ้นเดียว ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบมองผู้หญิงโป๊เปลือย มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทั่วไปเขาเป็นกัน แต่มันไม่ใช่สำหรับผม ผมจะมองเมื่อผมมีอารมณ์ แต่ถ้าผมหมดอารมณ์แล้ว มันไม่น่ามองอีกต่อไป ไร้ซึ่งความพิศวาสใดๆ

“คุณนักล่า”

เสียงของเธอทำให้ผมต้องชะงักเท้าที่กำลังก้าวออกจากห้องลงไปทันที ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่ห้องของตัวเอง แต่ที่นี่เป็นโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งผมใช้หลับนอนมาทั้งคืนกับผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเธอคนนี้เป็นหนึ่งในบรรดาคู่ขาของผม เรามีความสัมพันธ์ทางกายแต่ไร้ซึ่งความสัมพันธ์ทางใจ เซ็กซ์สำหรับผมกับพวกเธอมันคือธุรกิจ ก็เหมือนกับการซื้อขายทั่วไป ที่ผมเป็นคนซื้อด้วยแล้วพวกเธอเป็นคนขายให้ผมด้วยร่างกายของพวกเธอ

มันเป็นสัญญาที่ไร้ซึ่งข้อผูกมัดใดๆ เกิดขึ้นด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเรียกร้องอะไรที่มากจนเกิน สัญญานี้ก็พร้อมที่จะยุติได้ทุกเมื่อ นั่นแหละมันเลยเรียกว่าธุรกิจ

“ฉันจะได้เจอคุณอีกทีตอนไหนคะ”

“ไว้ฉันจะติดต่อไปเอง”

ผมเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วก็เดินออกมาทันทีโดยที่ไม่หันกลับไปมองเธอเลยแม้แต่นิดเดียว และทันทีที่ผมเดินผ่านพ้นประตูห้องนั้นมา ผมก็เห็นจิม เลขาคนสนิทของผมยืนรออยู่ที่หน้าห้องอยู่ก่อนแล้ว

“ไปกันเถอะ”

ผมเอ่ยบอกแล้วเดินนำออกมาโดยมีเลขาคนสนิทเดินตามหลังผมมาติดๆ เช้านี้มันก็เหมือนกับทุกๆ เช้าที่ผ่านมาในชีวิตของผม ชีวิตของผมมันไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่ กิน นอน ทำงาน แล้วก็เซ็กซ์ ชีวิตมันก็มีแค่นี้แหละ

หลังจากนั้นผมก็เดินทางมาถึงบริษัทโดยมีเลขาคนสนิทเป็นคนขับรถให้ การเดินทางมาทำงานในตอนเช้าที่ต้องฝ่าการจราจรที่ติดขัดที่ใจกลางเมืองหลวงนั้นมันไม่ได้ทำให้ผมคนนี้ต้องหงุดหงิดเลยสักนิด เพราะผมชินกับมันไปตั้งนานแล้ว แต่ที่น่าหงุดหงิดก็คือสายตาของผมมันดันไปปะทะเข้ากับรถคันหรูคันหนึ่งที่จอดอยู่ที่หน้าบริษัทของผมต่างหากนั่นละ

รถคันนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเจ้าของรถเป็นใคร แต่ผมจำมันดีว่านั่นเป็นรถคันเดียวกันกับที่ยัยเด็กฝึกงานนั่นขึ้นไปเมื่อวาน เด็กฝึกงานนั่งรถหรูแบบนั้นมาทำงาน หึ ไม่ธรรมดา ผมชักอยากเห็นหน้าไอ้ผู้ชายเจ้าของรถคันนั้นแล้วสิว่ามันหน้าตาเป็นยังไง ผู้ชายหน้าตาแบบไหนที่หลงเล่ห์เหลี่ยมยัยผู้หญิงคนนั้นได้

ผมเลิกสนใจรถคันนั้นแล้วเดินขึ้นลิฟต์ไปเพื่อที่จะขึ้นไปทำงานแล้วจัดการกับกองเอกสารที่รอการเซ็นอนุมัติงานผมที่กองท่วมหัวนั่นสักที

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านประธาน”

เสียงของเลขาอีกคนของผมเอ่ยทักขึ้นเมื่อผมเดินมาถึงหน้าประตูห้องทำงานของผม ผมหันไปมองที่เธอครั้งหนึ่งก่อนที่จะปรายตาไปมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”

เธอเอ่ยทักผมพร้อมกับยกมือไหว้ แต่ไม่รู้ทำไมทันทีที่ผมเห็นใบหน้าของเธอภาพเมื่อวานที่ชายหญิงเดินโอบกอดกันออกไปจากร้านอาหารมันก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวของผม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเธอตอนนั้นมันมีให้กับผู้ชายคนนั้น ผมเห็นทุกอย่างและภาพมันก็ยังคงติดอยู่ในหัวของผม อ่า ทำไมผมต้องจำภาพพวกนั้นด้วยวะ จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่สามารถเข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมผมต้องสนใจชีวิตของยัยนี่ขนาดนี้ ไม่รู้ ช่างแม่งมันเถอะ

“ครับ”

ผมตอบกลับไปเพียงแค่นั้นแล้วละสายตาไปจากใบหน้าของยัยนั่นทันที แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองมาด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างไม่คงที่ จู่ๆ ก็หงุดหงิด ผมไม่รู้ว่าทำไมผมต้องรู้สึกแบบนั้น ให้ตายสิ วุ่นวายจริงๆ ท่องไว้สิไอ้ล่า ว่ายัยนั่นแค่เข้ามาปั่นหัวมึงเล่นเฉยๆ ยัยนั่นไม่ต่างกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่มึงเคยเจอมาหรอก ยัยนั่นต้องการแค่เงิน มึงจำไว้ ว่ามึงต้องทำให้ยัยนั่นเผยธาตุแท้ที่แท้จริงออกมาว่าจริงๆ แล้วใบหน้าที่ดูเหมือนไร้เดียงสานั่นมันร้ายกว่าที่คิด

เวลาต่อมา

ก็อก ก็อก ก็อก

แกรก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามมาด้วยเสียงเปิดประตูเข้ามา ทำให้ผมที่กำลังอ่านเอกสารอยู่นั้นต้องเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ผมก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นบุคคลที่เดินเข้าห้องทำงานที่ผมนั่งอยู่ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าห้องผมมาด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอ ระยะทางที่ประตูมาถึงโต๊ะทำงานที่ผมนั่งอยู่เป็นระยะทางที่ค่อนข้างห่าง มันเลยทำให้สายตาของผมจ้องไปที่เธอค่อนข้างนานพอสมควร เลยทำให้ผมได้ใช้เวลากวาดสายตาสำรวจร่างบางที่เดินเข้ามานั่นไปด้วย

“เอกสารที่ต้องเซ็นอนุมัติด่วนค่ะ”

เจ้าของร่างบางนั่นมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม มีเพียงแค่โต๊ะทำงานเท่านั้นที่คั่นกลางระหว่างเราสองคน ก่อนที่เธอจะยื่นแฟ้มเอกสารที่เธอถือมาด้วยส่งมาให้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยเข้ามาปะทะกับจมูกทำให้ผมต้องเผลอสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด กลิ่นหอมนั่นมันลอยมาจากตัวของเธอ ยัยนี่ฉีดน้ำหอมมาอย่างนั้นเหรอ ฉีดมาเพื่ออ่อยผมเหรอ หึ บอกเลยว่ามันไม่ได้ผลหรอก

“ด่วนนี่ ด่วนแค่ไหน”

ผมเอ่ยถามไปด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างกวนประสาทคนฟังได้อยู่ไม่น้อย แล้วยื่นมือไปรับแฟ้มเอกสารนั่นออกมาจากมือของเธอ แล้วเปิดอ่านแบบผ่านๆ ไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไหร่ก่อนที่จะปิดแฟ้มเอกสารนั่นลงแล้วเอาไปวางรวมกับกองเอกสารอื่นๆ ที่ผมยังไม่ได้เปิดอ่าน

“ถ้าเซ็นได้ตอนนี้ก็ดีค่ะ”

อ่า ทำไงดีล่ะ ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์ที่จะมาเซ็นเอกสารนี้ด้วยสิ

“ไว้ฉันจัดการกับเอกสารพวกนี้เสร็จก่อนแล้วฉันจะเซ็นต์ให้”

ผมตอบแล้วทำเป็นก้มหน้าอ่านเอกสารที่กองอยู่ต่อหน้าของตัวเองโดยไม่สนใจเลยว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าของผมตอนนี้จะทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ผมเองก็อย่างรู้เหมือนกันว่าเธอจัดการกับเรื่องนี้ยังไง

“งั้นเดี๋ยวดิฉันจะเข้ามาเอาอีกทีก็แล้วกันนะคะ”

คำพูดที่แสดงถึงความห่างเหินเอ่ยขึ้นก่อนทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นจากเอกสารอย่างเสียไม่ได้ ก็เห็นว่าเธอกำลังเดินหมุนตัวเตรียมท่าเหมือนจะเดินออกมาจากห้อง แต่มันจะง่ายอย่างนั้นเหรอ เธอเดินเข้ามาในห้องนี้เองคงออกจากห้องนี้ไปไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ ถ้าผมปล่อยไปง่ายๆ ก็คงไม่ใช่ไอ้นักล่าหรอก

“เดี๋ยว”

ผมเอ่ยขึ้นแล้วมันก็ทำให้เจ้าของร่างบางที่กำลังเดินออกไปจากห้องต้องชะงักฝีเท้าของเธอลงทันที ก่อนที่เธอจะหันมามองหน้าผมอีกครั้ง

“คะ”

“ฉันไม่ชอบเสียงเปิดประตูเข้าออก มันทำให้ฉันเสียสมาธิ รอก่อน แล้วฉันจะเซ็นให้”

ทำไมผมต้องทำถึงขนาดนี้ จริงๆ แล้วเอกสารที่เธอนำมาให้ผม ผมสามารถเซ็นมันได้ทันทีเพียงแค่ไม่กี่วิ แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะอะไรนะเหรอ ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่าการได้เห็นผู้หญิงคนนี้ต้องข่มอารมณ์ของตัวเองอยู่แบบนี้มันทำให้ผมสนุก สนุกที่ได้กวนประสาทเธอ อยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอจะทนไปได้อีกสักแค่ไหน

“ฉันว่าฉันไปรอข้างนอกดีกว่าค่ะ”

“เธอกล้าขัดคำสั่งประธานบริษัทงั้นเหรอ”

จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนที่อำนาจมาใช้ทำอะไรแบบนี้หรอกนะ แต่ยัยนี่ทำให้ผมอยากใช้อำนาจที่ผมมีอยู่มาใช้กับเธอ ริมฝีปากที่เม้มกันไว้แน่นของเธอตอนนี้นั่นมันทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเธอคนนั้นกำลังข่มอารมณ์ที่เดือดดาลของตัวเองเอาไว้แค่ไหน ที่เธอแสดงอารมณ์ของเธอออกมาตรงๆ ไม่ได้เพราะตอนนี้สถานะของเธอคือลูกน้องของผมยังไงละลูกน้องที่ดีคงไม่ทำกิริยาก้าวร้าวใส่เจ้านายหรอกนะ

“ไม่ค่ะ”

“งั้นก็รอ หรือเธอรอไม่ได้”

ผมเปล่าแกล้งเธอเลยสักนิดนะ ผมกำลังฝึกเธออยู่ต่างหากล่ะ ตอนนี้เธอเป็นเด็กฝึกงานที่เข้ามาหาประสบการณ์ละความรู้ ตอนนี้ผมก็กำลังให้มันอยู่ ให้ประสบการณ์ที่มีนิสัยแบบผมยังไงละ อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะรับมือกับผมยังไง เธอเข้ามาหาความรู้จริงๆ หรือคิดที่จะเข้ามาจับผู้ชายกันแน่

“ฉันรอได้ค่ะ”

“งั้นก็รอ”

ผมตอบเพียงแค่นั้นแล้วก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ โดยที่มุมปากของผมยกยิ้มขึ้นมาด้วยความเจ้าเล่ห์ หึ บอกว่ารอได้งั้นเหรอ จะรอได้ถึงไหนกันนะ ความอดทนของเธอมันมีขีดจำกัดถึงไหนกัน

ไออุ่น Talk

ฉันได้แต่เม้มริมฝีปากของตัวเองไว้แน่นด้วยความหงุดหงิด รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกกลั่นแกล้ง แต่ฉันก็ไม่สามารถแสดงอารมณ์หรือโวยวายอะไรออกมาได้เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเขาคือเจ้านายของฉัน ฉันถึงได้ข่มความหงุดหงิดของตัวเองไว้แบบนี้ยังไงล่ะ

เมื่อไม่กี่นาทีก่อนฉันถูกพี่พิมไหว้วานให้ฉันเอาเอกสารเข้ามาให้ท่านประธานเซ็น ฉันที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถปฏิเสธใครได้เลยต้องจำใจนำเอกสารเข้ามาให้ผู้ชายที่ไม่อยากเจอหน้าที่สุดคนนี้ยังไงล่ะ แต่ใครจะคิดละว่าการนำเอกสารเข้ามาให้เขาเซ็นนั้นมันจะทำให้ฉันต้องข่มความหงุดหงิดของตัวเองเอาไว้แบบนี้ เพราะอะไรนะเหรอ ผู้ชายคนนี้กำลังแกล้งฉันอยู่ยังไงล่ะ

ฉันไม่ได้คิดไปเองแต่ดูเหมือนว่าเขากำลังแกล้งฉันอยู่จริงๆ เพราะเอกสารที่ฉันนำเข้ามามันต้องการแค่ลายเซ็นของเขาเพียงแค่อย่างเดียว เขาเพียงแค่เซ็นให้ฉันเพียงแค่ไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จ แต่นี่มันก็ผ่านมาหลายนาทีแล้ว เขาไม่แม้แต่จะเอื้อมมือไปแตะเอกสารที่นำมาให้เขาเซ็นนั่นเลยสักนิด เขารู้ทั้งรู้ว่าฉันต้องการมันด่วนแต่เขาเลือกที่จะเมินเฉยมัน นี่เขากำลังแกล้งฉันอยู่ชัดๆ

“โทษนะคะ นี่ฉันต้องรออีกนานแค่ไหน”

ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะทำตัวเสียมารยาทแบบนั้น แต่นี่ฉันยืนรอเขามานานแล้ว ถ้าเขาปล่อยให้ไปรอข้างนอกฉันจะไม่บ่นสักคำ แต่นี่เขาให้ฉันยืนรอเขาทั้งๆ ที่เขาเอาแต่นั่งจิบกาแฟแบบไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย ใช่ ผู้ชายคนนั้นกำลังนั่งจิบกาแฟด้วยใบหน้าที่เย่อหยิ่งอยู่ บอกเลยว่าตอนนี้ฉันรู้สึกเกลียดขี้หน้าของเขาเป็นที่สุด ถึงเขาจะเป็นเจ้านายของฉันก็เถอะ

“ความอดทนต่ำสิ้นดี แค่นี้ก็รอไม่ได้”

“นี่คุณกำลังแกล้งฉันอย่างนั้นเหรอ”

ฉันตัดสินใจเอ่ยถามเขาไปแบบนั้นเพราะรู้สึกทนไม่ได้ที่เขาทำนิสัยแบบนี้ใส่ฉัน เหมือนคนคนนี้แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันไม่ได้ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่เขาถึงได้ทำตัวแบบนี้ใส่ฉัน

“ฉันนี่นะแกล้งเธอ หึ เธอเป็นใครทำไมฉันต้องแกล้ง”

“ถ้าคุณไม่ได้แกล้งฉัน ก็เซ็นเอกสารให้ฉันสิคะ”

“เอกสารใช่ว่าจะเซ็นต์กันได้ง่ายๆ มันต้องอ่านแล้วก็ตรวจสอบให้ดีๆ ก่อน”

ฉันรู้ว่าลายเซ็นของคนเรานั้นมันมีความสำคัญมากแค่ไหน ก่อนที่เราจะลงชื่อหรือเซ็นอะไรลงไปเราต้องตรวจทานให้ดีๆ ก่อนเซ็นต์ เพราะลายเซ็นเปรียบเสมือนตัวแทนของเขา แต่นี่เขาไม่แม้แต่จะจับเอกสารฉบับนั้นมาดูเลยแม้แต่น้อย เขาจะมาอ้างคำพูดแบบนั้นกับฉันตอนนี้ได้อย่างนั้นเหรอ

“แต่คุณยังไม่เปิดเอกสารดูเลยสักนิด”

“ฉันมีเอกสารที่ต้องจัดการอีกมากมายเธอไม่เห็นเหรอ เอกสารพวกนี้มันมาก่อนเอกสารของเธอ ฉันก็ต้องทำมันตามคิวสิ”

ถือว่าเหตุผลนี้พอเข้าใจฉันพอยอมรับได้

“งั้นดิฉันไปรอข้างนอกนะคะ ถ้าเสร็จแล้วค่อยเรียก ฉันจะเข้ามาเอา”

ต่อให้ฉันยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปมันก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาหรอก เขาปล่อยให้ฉันไปสะสางงานที่เหลืออยู่จะไม่ดีกว่าเหรอ

“ไม่ดีหรอกเหรอที่เธอจะได้อยู่ในห้องนี้กับฉันสองต่อสองนานๆ เธอคิดจะจับฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แบบนี้มันก็เข้าทางเธอไม่ใช่เหรอ”

นี่เขายังคงคิดว่าฉันจะจับเขาอยู่อย่างนั้นเหรอ ผู้ชายคนนี้คิดเรื่องอื่นไม่เป็นหรือไง วันๆ ถึงได้แต่คิดเรื่องแย่ๆ แบบนี้อยู่ในหัว คิดว่าตัวเองเป็นใคร คิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องตกหลุมรักเขาอย่างนั้นเหรอ ขอเถอะ ยกเว้นฉันคนนี้นี่แหละ

“ฉันก็บอกคุณไปแล้วว่าฉันไม่ได้คิดจะจับคุณ”

“ไม่ได้จับฉัน แต่คิดจะจับผู้ชายคนอื่นอยู่ดีใช่ไหมล่ะ”

เดี๋ยวนะ ฉันเจอกับเขาแค่ไม่กี่ครั้งทำไมเขาถึงได้พูดจาเสียๆ หายๆ กับฉันแบบนี้ เขายังไม่รู้จักฉันเลยแม้แต่นิดเดียว เขาจะมาเหมารวมฉันเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยรู้จักแบบนี้ไม่ได้

“ฉันจะจับผู้ชายคนไหนมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ”

“หึ เผยธาตุแท้ของตัวเองออกมาสักที แต่โทษทีนะ ที่นี่มันบริษัทฉัน ฉันไม่ปล่อยให้เธอมาทำเรื่องแบบนั้นที่นี่หรอก”

“เฮ้อ ในเมื่อฉันพูดยังไงคุณก็ไม่เชื่อฉัน ก็แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ แต่ต่อจากนี้ไปช่วยต่างคนต่างอยู่ได้ไหมคะ คุณก็อายุเยอะกว่าฉันก็น่าจะแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ นี่ฉันไม่ได้ว่าคุณนะคะ แต่คุณกำลังทำตัวเหมือนเด็กที่แยกแยะอะไรไม่ได้จริงๆ”

ฉันควรบอกให้เขารู้ตัวสักทีว่าที่เขาทำอยู่มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด

พรึบ!

“เฮือก”

ฉันสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้บริหารเมื่อกี้จะลุกขึ้นมาจับแขนฉันไว้แบบนี้ นี่เขาลุกขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน แถมยังเดินมาถึงตัวฉันแค่ในเวลาสั้นๆ แบบนี้ได้ยังไง พอฉันมารู้ตัวอีกทีก็รู้สึกถึงแรงบีบรัดที่แขนของตัวเองซะแล้ว

“อวดดี แต่ช่วยอวดดีให้มันถูกที่ด้วย”

เขาเอ่ยกับฉันด้วยคำพูดที่แสนจะเยือกเย็นแล้วจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน สายตานั่นที่จ้องฉันมาในระยะประชิด มันทำให้ฉันต้องกลั้นหายใจของตัวเองไว้อย่างห้ามไม่ได้เพราะฉันกับเขาตอนนี้มันใกล้กันจนเกินไป ใกล้มาก ใกล้ไปแล้ว

“ที่นี่ฉันคุม ระวังจะซวย”





[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ค่ะ คุณพี่ น้องมันไม่ซวยหรอกถ้าพี่ล่าไม่เอาแกล้งน้อง

แหม่ เอาอำนาจมาข่มน้อง

แต่ไปใครจะข่มใครกันแน่

รออ่านดูนะคะ

หนึ่งคอมเม้นเท่ากับหนึ่งกำลังใจ เม้นๆๆๆๆ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 178 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

250 ความคิดเห็น

  1. #149 chanutratrisirt (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 16:02
    ร้ายนะยะ
    #149
    0
  2. #27 Nongladdawan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 22:20
    รอรอตอนต่อไปค่ะ
    #27
    0
  3. #23 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 08:00
    เอาแต่จายยยยย
    #23
    0
  4. #22 Nongladdawan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 21:27
    รอรอค่า
    #22
    0
  5. #21 juncotton (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 06:00
    เจิมมม
    #21
    0
  6. #20 nk161623 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 02:18

    วันนี้วันที่ 17 แล้วนะคะ
    #20
    0
  7. #19 nk161623 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 05:49
    มาต่อเร็วๆนะคะรอลุ้นอยู่ค่ะ
    #19
    0
  8. #18 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 23:07
    เจิมจ้าาาาา
    #18
    0