หวั่นฝูหรง [芙蓉] [เลือน] สนพ.รักคุณ ปิดตอน 15/2/2562

  • 200% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 475,597 Views

  • 4,516 Comments

  • 7,951 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,119

    Overall
    475,597

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26938
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1481 ครั้ง
    28 ก.ย. 61

หาได้มีโอกาสใดเหมาะสมไปยิ่งกว่านี้

เจินซื่อเหนียนคลี่ยิ้มอ่อนหวาน ร่างบอบบางอยู่ในชุดอาภรณ์สีฟ้ากระจ่าง ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แลดูราวกับสาวงามในภาพวาด เจินเฟยย่อตัวลงทำความเคารพหลี่เซวียนฮ่องเต้ด้วยท่วงท่าอ่อนน้อม เฉกเช่นเดียวกับน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง

“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”

“ลุกขึ้นเถอะ”ร่างสูงสง่าในชุดอาภรณ์ปักลายเมฆายื่นมือออกไปหมายจะช่วยพยุงอีกฝ่ายเข้าไปด้านในตำหนักร่วนอี้

ด้วยเจินเฟยเป็นสตรีอ่อนหวาน การประดับตกแต่งภายในตำหนักจึงมิได้ดูหรูหราเช่นตำหนักเหอซินของหวั่นฝูหรง ทว่ากลับดูดีมิใช่น้อยเลย 

แม้นกระนั่นกลิ่นของกำยานยังเป็นกลิ่นหอมอ่อนชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย

หลี่เซวียนเป็นบุรุษที่มากด้วยคารม รู้จักทะนุถนอมเหล่าสาวงาม เขาแสร้งมิรับรู้ถึงเรื่องราวก่อนหน้า เจินซื่อเหนียนรินน้ำชาให้แก่เขา ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม

“น้ำชาเพคะ”เจินเฟยทิ้งตัวลงนั่งข้างพระสวามี เรียวขาขาวเนียนตวัดขึ้นนั่งพับเพียบ คล้ายกับจงใจเลิกชายอาภรณ์ขึ้นสูงให้อีกฝ่ายได้มองเห็นรอยช้ำบริเวณหัวเข่าซึ่งเกิดจากการนั่งคุกเข่าหน้าตำหนักเหอซินวันนั้น

เขายกยิ้มบางเบา ชำเลืองมองรอยช้ำตรงหัวเข่าที่ยังเด่นชัดอยู่มิใช่น้อย เรื่องที่หวั่นฝูหรงสั่งโบยสนมขั้นกุ้ยเหรินกับสั่งให้เจินเฟยคุกเข่าพร้อมคัดคุณธรรมของสนมแพร่กระจายไปทั่วทั้งวังหลวง แน่นอนว่าเรื่องราวเล่านี้เขาย่อมต้องรับรู้ 

ใช้ชีวิตท่ามกลางเหล่านางสนมมากมาย

กลอุบายเล่ห์ใด โอรสสวรรค์เช่นเขาพบเจอมามิใช่น้อย กระนั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รอบด้านว่าควรจัดการอย่างไร

“ให้หมอหลวงมาดูหรือยัง”สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล จงใจมิถามถึงสาเหตุของร่องรอยบนหัวเข่าของบุปผางามตรงหน้า เจินเฟยกะพริบตามองเขาอย่างตื่นตกใจก่อนจะรีบดึงชายอาภรณ์ปิดร่องรอยพวกนั้นเอาไว้

“รอยแผลพวกนี้มิน่ามองแม้แต่น้อย”เจินซื่อเหนียนหลบตาต่ำด้วยความตื่นตระหนก “หม่อมฉันตามหมอหลวงมาดูแล้วเพคะ แต่ว่ามันยังไม่

เสียงหวานขาดห้วงไป หัวไหล่บอบบางสั่นไหวขึ้นมาจนสามารถสังเกตได้โดยง่าย

 ช่างแลดูน่าสงสารยิ่งนัก 

หลี่เซวียนลอบถอนหายใจก่อนจะมือขึ้นสัมผัสลงบนพ่วงแก้มของเจินเฟยเพื่อเอาอกเอาใจ

เหล่านางสนมของเขาเป็นเช่นนี้ พวกนางต่างเป็นบุปผางามควรค่าแก่การรักษา

การที่เจินซื่อเหนียนเว้นช่วงไปก็เพื่อให้เขาคิด จะได้ตำหนิหวั่นฝูหรงหรือไม่ก็ถามหาความถึงเรื่องนี้ แต่ไหนแต่ไรมาเจินเฟยก็มักใช้วิธีการเช่นนี้เสมอและมันขึ้นอยู่กับว่าความพึงพอใจที่จะทำตามความต้องการของนางมากน้อยแค่ไหน

โอรสสวรรค์ที่ดีนอกจากต้องทันเล่ห์เหลี่ยมของเหล่าขุนนางแล้ว มารยาทของนางสนมทั้งหลายก็พลาดพลั้งมิได้เช่นกัน

“เจิ้นมิได้รังเกียจรอยฟกช้ำพวกนี้”

หนึ่งบทละครกำลังเริ่มขึ้น ฉากรักอันแสนว่างเปล่าของฮ่องเต้และนางสนม

“ทว่าเจินเอ๋อร์ ฮองเฮาลงโทษเจ้าด้วยเรื่องใด เจิ้นอยากให้เจ้าตระหนักถึงความผิดของตนเอง”กระทั่งตอนนี้น้ำเสียงของเขาก็ยังนุ่มนวลได้อย่างเหลือเชื่อ “อย่าได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ฮองเฮา จะอย่างไรนางก็พึ่งฟื้นขึ้นมา”

นัยน์ตาดอกท้อของเจินเฟยวูบไหวอย่างรุนแรง “ฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้

หากแต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่คารมของบุรุษตรงหน้า หลี่เซวียนรั้งร่างบอบบางเข้ามาใกล้พลางกดจูบลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาของเจินซื่อเหนียนครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวต่อด้วยเสียงอ่อนโยน

“เจิ้นเอ็นดูเจ้า เจินเอ๋อร์”

ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงเรื่อ เจินเฟยหลบตาลงต่ำด้วยความเขินอายอีกครั้ง “หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”

ท้ายที่สุดแล้วมันก็เพียงเท่านั้น หนึ่งคารมของเอกบุรุษและหนึ่งความลุ่มหลงของสตรี

 

เพราะร่างกายของหวั่นฝูหรงยังมิแข็งแรงดี ดังนั้นก่อนหน้านี้หลายเดือนที่ผ่านมา หลี่เซวียนจึงมีคำสั่งให้เหล่านางสนมทั้งหลายงดเว้นการเข้าเฝ้าฮองเฮาในยามเช้า ผ่านมาเป็นเดือนคำสั่งงดเว้นก็ยังมิถูกยกเลิก แน่นอนว่ามันค่อนข้างเป็นผลดีสำหรับฝูหรงที่ยังไม่พร้อมรับมือสนมทั้งหลายของเขา

หากทว่าตอนนี้นางเองเตรียมพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว การจะทวงคืนอำนาจในวังหลังกลับคืนมา การพบปะสนมทั้งหลายนับเป็นอีกหนึ่งวิธีการ อาหนิงปักปิ่นระย้าลงบนเรือนผมของนาง ตามด้วยปลอกเล็บสีทองฉลุลายดอกพุดตานที่สวมลงบนนิ้วนางและนิ้วก้อย ชายอาภรณ์สีสดปักลายดอกพุดตายพลิ้วไหวไปตามการขยับกาย

หลังจากที่เมื่อคืนหลี่เซวียนพลิกป้ายตำหนักร่วนอี้ รุ่งเช้าวันถัดมาทุกคนต่างเฝ้ารอเรื่องสนุกที่จะเกิดขึ้น มิรู้ว่าเจินเฟยจะทูลฟ้องอะไรกับหลี่เซวียน ถึงกระนั้นฝูหรงก็ยังคงใช้ชีวิตไปตามปรกติ ทานอาหารเช้าและออกไปเดินเล่นในอุทยานหลวง

 อาหนิงช่วยประคองนางอยู่ไม่ห่าง หลังจากใช้ชีวิตเช่นนี้มาระยะหนึ่ง ฝูหรงค้นพบว่ามันค่อนข้างเงียบสงบกว่าที่ตำหนักบูรพามิใช่น้อย อาจด้วยเพราะคำสั่งของหลี่เซวียน สนมทั้งหลายจึงมิได้มาสร้างความวุ่นวายให้แก่นางนัก

ทว่ากลับมิใช่ทั้งหมดสักทีเดียว ปลายเท้าของฝูหรงหยุดชะงักลงเช่นเดียวกับตวนเฟย หลันเจาอวี้กะพริบตาด้วยความแปลกใจก่อนย่อตัวลงทำความเคารพนางพญาหงส์

“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”

“ลุกขึ้นเถอะ”นางกล่าวเสียงนุ่มนวล ยื่นมืออกไปพยุงร่างระหงของตวนเฟยขึ้น “เจ้าเองก็มาเดินเล่นงั้นหรือ”

เท่าที่จำได้ตวนเฟยนั้นเป็นเหลียงตี้ผู้หนึ่งที่หลี่เซวียนรับเข้ามาพร้อมกับเหอกุ้ยเฟย เป็นเพียงสตรีจืดจางที่มิได้มีบทบาทมากนัก หากแต่หลี่เซวียนก็หาได้ทอดทิ้งอีกฝ่ายไม่ ในหนึ่งเดือนจะต้องมีสักสามวันที่เขาจะค้างคืนกับหลันเจาอวี้

อีกทั้งในวังหลวงผู้ที่ได้รับพระราชทินนามนั้นมีเพียงไม่กี่คน กระทั่งเหอกุ้ยเฟยผู้ได้รับความโปรดปรานมากล้นยังมิได้รับมัน ทว่าหลันเจาอวี้สตรีจืดจางผู้หนึ่งที่ไร้พระโอรสพระธิดากลับได้รับพระราชทินนามว่าตวน

“เพคะ อุทยานหลวงแห่งนี้อากาศยามเช้านั้นดียิ่งนัก มิคาดว่าวันนี้จะมีโอกาสได้พบฮองเฮา”ตวนเฟยว่าพลางขยับเรียวขาตามนาง โดยมีนางกำนัลคนสนิทค่อยประคองมิต่างกัน ด้วยความสูงของรองเท้าทำให้ค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่อการเดิน

“เปิ่นกงมาที่นี้มิบ่อยนัก มิแปลกอะไรหากเจ้ายังมิได้พบเปิ่นกง”น้ำเสียงของฝูหรงทั้งอ่อนหวานและนุ่มนวลอย่างถึงที่สุด เปี่ยมไปด้วยความเมตตามากล้น นัยน์ตาเรียวดั่งหงส์ชำเลืองมองอีกฝ่ายลอบสังเกตสีหน้าของตวนเฟย

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งจะอย่างไรก็ตามการเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับนางสนมทั้งหลายนับเป็นวิธีการเพื่อรักษาอำนาจในมือ รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหลันเจาอวี้ช่างน้อยนิด อีกฝ่ายทำตัวจืดจางเสียจนถูกนางมองข้ามไปหลายครา

“ฤดูใบไม้ผลิเมื่อคราก่อน หม่อมฉันเองก็ได้มีวาสนามาชมดอกท้อกับฮองเฮาอยู่ครั้งหนึ่ง จำได้ว่าวันนั้นดอกท้อส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว”เรียวขาของหลันเจาอวี้หยุดชะงักลงก่อนเอื้อมมือสัมผัสกับดอกพุดตานที่กำลังเบ่งบานอยู่เบื้องหน้า

ฝูหรงหรี่ตาลงสังเกตทุกการกระทำของอีกฝ่าย หลันเจาอวี้หันมาฉีกยิ้มหวานให้นางก่อนจะเด็ดดอกพุดตานออกมา ปลายนิ้วมือสัมผัสลงบนกลีบดอกไม้อย่างทะนุถนอม

“หนึ่งวันดอกพุดตานเปลี่ยนสีไปถึงสามครา หากทว่ามนุษย์กลับเปลี่ยนไปได้มากกว่านั้น เพียงพริบตาเดียวที่พลาดพลั้งอะไรมากมายได้ผันเปลี่ยนไป”นัยน์ตาดำขลับของอีกฝ่ายสบเข้ามาภายในดวงตาของนาง “ฮองเฮามีความคิดเช่นไรเพคะ”

รอยยิ้มของนางขยับกว้างขึ้นไปจนถึงดวงตาแพรวพราว ฝูหรงหันไปเด็ดดอกพุดตานออกมาบางเช่นเดียวกัน ปลอกเล็บสีทองครูดไปกับกลีบดอกอันแสนบอบบาง ชั่วขณะหนึ่งสายลมในอุทยานพัดกรรโชกผ่านลงมา

“พระพุทธองค์เคยตรัสเอาไว้ว่าสรรพสัตว์ล้วนไม่เที่ยงแท้ พริบตาเดียวอะไรมากมายย่อมเกิดขึ้นได้ วนเวียนไปตามวัฏจักรสงสาร”

หลันเจาอวี้ สตรีจืดจางผู้นี้ประมาทมิได้แม้แต่น้อย ฝูหรงชื่อของนางแปลตามความหมายก็คือดอกพุดตานที่ผลัดเปลี่ยนไปถึงสามครา เพียงพริบตาเดียวที่พลาดพลั้ง เห็นทีสติปัญญาของอีกฝ่ายเองก็คงเฉียบแหลมมิใช่น้อย

“เปิ่นกงคิดเช่นนั้น เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร”

อันตรายกว่าตำหนักบูรพาก็คือวังหลัง สถานที่ของเหล่าบุปผางามมากด้วยพิษร้าย ตวนเฟยผู้นี้น่ากลัวว่าจะกลายเป็นตัวยุ่งยากยิ่งกว่าเหอกุ้ยเฟย

หลี่เซวียน นางสนมของท่านคือบุปผางามหรืออสรพิษร้ายกันแน่

 

มิได้มีละครฉากใหญ่เกิดขึ้นตามที่ใครต่อใครคาดการณ์เอาไว้ บ่ายวันนั้นฝูหรงปรือตาขึ้นด้วยความง่วงงุน พบว่าอาหนิงกำลังหยิบกระดานหมากล้อมไปเก็บพร้อมกับนำหมอนมารองศีรษะของนางเอาไว้ กันมิให้ศีรษะตกลงไปกระแทกกับโต๊ะไม้

ฝูหรงเหยียดขาออกไปอย่างเกียจคร้านยิ่งกว่าอะไรดี เส้นทางชีวิตของไท่จื่อเฟยกับฮองเฮาดูจะมิแตกต่างกันมากนัก ช่วงเช้าเสวนากับเหล่าสนม ตกบ่ายก็นั่งเฝ้าตำหนัก หากมีเรื่องก็ตื่นขึ้นมาจัดการ ไม่มีก็นอนต่ออีกสักหน่อย เย็นมาค่อยนั่งคิดว่าหลี่เซวียนจะประทับค้างคืนตำหนักไหน รุ่งสางก็ค่อยเตรียมรับมือกับนางสนมทั้งหลายอีกรอบ

“สรงพระพักตร์หน่อยไหมเพคะ”อาหนิงเอ่ยถามก่อนใช้มือคางหนึ่งประคองนางเอาไว้ ฝูหรงกะพริบตาหลายครั้งเรียกสติกลับมา ขับไล่ความง่วงงุนออกไป

“ยามไหนแล้ว”

“ยามเว่ย[13.00-14.59]แล้วเพคะ”

นางพยักหน้าแล้วขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นี่ก็ยามเว่ยแล้ว หลี่เซวียนคงพอมีเวลาว่างแล้วกระมัง มิรู้ว่าวันนี้จะมีโอกาสได้พบกับเขาหรือไม่ หากต้องการถามถึงเรื่องการเข้าเฝ้าฮองเฮาของนางสนม นางก็ควรไปหาเขาที่ตำหนักหยางซินด้วยตนเอง

นัยน์ตาเรียวดั่งหงส์กวาดมองซ้ายขวา เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมก่อนตัดสินใจหยิบส้มลูกเล็กบนโต๊ะถือใส่ถาดไปด้วย จะอย่างไรหยางหลี่เซวียนก็เป็นบุรุษผู้ชื่นชอบการถูกเอาอกเอาใจ ไปนั่งแกะส้มให้เขากินคงพอจะช่วยปิดปากได้บ้าง

“ทรงอยากเสวยล้มหรือเพคะ”อาหนิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

ฝูหรงส่ายหน้า พลางสาวเท้าก้าวออกไปนอกตำหนัก “เปิ่นกงจะไปตำหนักหยางซิน”

นางกำนัลวัยกลางคนเลิกคิ้วสูง ทว่าก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกไป รีบเข้าไปช่วยพยุงฮองเฮาขึ้นไปนั่งบนเกี้ยว ถึงจะนึกสงสัยมิใช่น้อยก็เถอะว่าจะทรงหยิบผลส้มไปด้วยทำไมกัน

ระยะทางจากตำหนักเหอซินถึงตำหนักหยางซินนั้นมิได้ห่างไกลกันมากนัก ระยะเวลาเพียงหนึ่งเค่อ[1]ก็มาถึงที่หมาย ไห่เกาจงหรือไห่กงกงเป็นผู้แรกที่สังเกตเห็นฮองเฮา มหาขันทีประจำวังหลวงรีบก้าวเข้ามาโดยไว

“ถวายบังคับฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”

“เปิ่นกงต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

“กระหม่อมจะรีบไปทูลถามให้พ่ะย่ะค่ะ”ไห่เกาจงตอบก่อนร่างเล็กจะเคลื่อนหายเข้าไปด้านในตำหนักหยางซิน ฝูหรงกะพริบตาอีกครั้ง นึกอยากจะเปิดปากหาวทว่านั้นกลับเป็นกิริยาที่มิงามนัก

อาหนิงคอยชำเลืองมองนางอยู่เป็นระยะ ไม่นานหลักไห่เกาจงก็กลับออกมา พร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มกว้าง

“เชิญฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”

“ขอบใจไห่กงกง”นางเอ่ยเสียงเรียบก่อนสาวเท้าเข้าไปด้านใน ครานี้อาหนิงมิได้เข้าไปด้วยมีเพียงนางที่เดินเข้าไปตามลำพัง อย่างไรก็ตามมันมิใช่ครั้งแรก ดังนั้นจึงหาได้มีอะไรให้น่าตื่นตกใจ

ร่างสง่าอันคุ้นตาของหลี่เซวียนประทับอยู่บนพระที่นั่ง เขายอมละสายตาจากฎีกาเพื่อทอดมองนาง หลี่เซวียนเลิกคิ้วสูงยามมองเห็นผลส้มในมือของฝูหรงสลับกับผลส้มมากมายที่วางอยู่ข้างกาย

“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”ร่างอรชรย่อตัวลงอย่างงดงาม หลี่เซวียนยกยิ้มบางเบาให้แก่นาง ก่อนจะโบกมือไปมาเป็นเชิงให้นางขยับลุกขึ้นได้

โอรสสวรรค์กะพริบตาก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าเอาส้มมาทำไมกัน”

ริมฝีปากที่เผยออกเตรียมจะโต้ตอบหุบลงทันใด เมื่อสังเกตเห็นผลส้มข้างกายของพระสวามี ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงเรื่อ ฝูหรงก้มตาต่ำลงหลบเลี่ยงสายตาของเขา

บัดซบเถอะ ! หากตำหนักเหอซินมีผลไม้ ตำหนักหยางซินหรือไม่มี

“หม่อมฉันหิวเพคะ”ฝูหรงสะกดกลั้นความเขินอายของตนเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเป็นปรกติราวกับว่ามิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น หลี่เซวียนขยับยิ้มกว้างเสมือนรู้ทัน เขาวางพู่กันลงก่อนกวักมือเรียกภรรยาเข้ามาใกล้

นางวางผลส้มลงบนโต๊ะทำงานของเขา ให้มันปะปนไปกับผลไม้มากมายพวกนั้น ร่างอรชรทั้งตัวลงบนที่เท้าแขน พลางกล่าวเสียงนุ่มนวล “หม่อมฉันมีเรื่องยากจะทูลถามฝ่าบาท”

“ว่ามาเถอะ”

“ผ่านมาหลายเดือนแล้ว อีกทั้งหม่อมฉันเองก็คุ้นชินกับสิ่งต่างๆรอบตัว หากจะยกเลิกคำสั่งงดเว้นเข้าเฝ้าฮองเฮาของเหล่านางสนม ฝ่าบาทมีความเห็นว่าอย่างไรเพคะ”

ฝูหรงเอื้อมมือไปหยิบส้มขึ้นมาลูกหนึ่งก่อนจะเริ่มปลอกเปลือกของมันออก หลี่เซวียนหรี่ตาลงมองนาง รอยยิ้มของเขายังคงเด่นชัดบนใบหน้า จะอย่างไรหยางหลี่เซวียนก็มีความสามารถในการแสดงละครเป็นเลิศกว่าผู้ใด

“เมื่อก่อนเจ้าเคยบอกว่าเหล่านางสนมทั้งหลายนับเป็นหนึ่งในความวุ่นวาย ไฉนตอนนี้จึงได้อยากนำตัวเข้าหาความวุ่นวายพวกนั้นเล่า”ริมฝีปากบางของเขาเผยออกกัดลงบนผลส้มที่ฝูหรงปลอกส่งมาให้ “กระนั้นมันก็นับเป็นหน้าที่ของฮองเฮา หากเจ้าต้องการก็ไม่มีอันใดให้เจินต้องปฏิเสธ”

“วุ่นวายก็จริงอยู่ ทว่าหม่อมฉันจำเป็นต้องควบคุมดูแลหกตำหนักให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย การพบปะเหล่าสนมทั้งหลายจึงนับว่าเป็นวิธีการหนึ่ง”น้ำเสียงของนางขาดห้วงไปเมื่อตระหนักได้ว่าหยางหลี่เซวียนผู้นี้มิใช่องค์ไท่จื่อที่นางรู้จัก แต่เป็นโอรสสวรรค์ ฝูหรงหรี่ตาลงด้วยความหวาดระแวง

เวลาเปลี่ยนคนย่อมเปลี่ยนตาม  

ราวกับเขาล่วงรู้ความคิดของนาง หลี่เซวียนสอดมือเข้ามาตามซอกนิ้ว นัยน์ตาดำขลับนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และนางรู้ดีว่านั้นคือกลลวงของเขาที่มักใช้เพื่อล่อลวงเหล่าสนมมาโดยตลอด

“เจ้ากำลังหวาดระแวงเจิ้น”

“หม่อมฉันเพียงแค่ไม่คุ้นชิ้นกับพระองค์”ฝูหรงตอบ ขยับยิ้มกว้างขึ้นเสียหน่อยเพื่อเอาใจเขาจากนั้นเอนตัวพิงซบไปกับร่างสูงส่ง “ทรงเป็นพระสวามีของหม่อมฉัน ไฉนหม่อมฉันต้องหวาดระแวงพระองค์เล่า”

เพราะนางอยู่กับเขามานานพอสมควร ใช้ชีวิตในฐานะไท่จื่อเฟยของเขารวมถึงรู้ดีว่าหลี่เซวียนชอบให้ภรรยาทั้งหลายของเขาทำตัวเช่นไร มิจำเป็นต้องฉลาดมากนักขอเพียงยอมถอยให้เขาก้าวหนึ่ง หยางหลี่เซวียนบุรุษหน้าตายผู้นี้ก็จะยอมมอบความปลอดภัยให้

หลี่เซวียนเลือกปิดตาข้างหนึ่งหลงเชื่อไปกับท่าทางอ่อนหวานของภรรยา เรียวแขนแกร่งยกขึ้นโอบรอบเอวของนางเอาไว้ “เจิ้นเพียงแค่หยอกล้อเจ้าเล่น ไยเจ้าต้องคิดจริงจัง”

ฝูหรงแหงนหน้าขึ้นสูงกว่าเดิม ลอบกลอกตาให้แก่ถ้อยคำนั้นของพระสวามี บุรุษเลวระยำและแสนจะบัดซบเช่นเขา ใช้คารมหลอกลวงใครต่อใครมากมาย กว่านางจะรู้ทันเล่ห์กลของเขาก็กลายเป็นหมูให้ใครต่อใครได้หัวเราะเยาะเสียหลายครา

ถ้าข้าหลงเชื่อท่าน สติปัญญาของข้าคงถดถอยลงไปเป็นเพื่อนกับพวกหมูได้แล้ว

“นั่นเพราะฝ่าบาทสำคัญกับหม่อมฉันมาก”สำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของนาง “จะมิให้หม่อมฉันคิดจริงจังได้อย่างไร ชีวิตนี้ของหม่อมฉันเป็นของฝ่าบาทนะเพคะ”

การแสดงละครให้แนบเนียนนั้นมิควรมากเกินพอดี เอาแต่พองามนั้นจึงนับว่าดี ฝูหรงเตรียมจะผละตัวออก ทว่าหยางหลี่เซวียนผู้พัฒนาขึ้นหลายขั้นกลับยังมิยอมปล่อยนางออกไป เขาช้อนขึ้นมองนางด้วยสายตาหยาดเยิ้มราวหญิงสาว

ทักษะการแสดงของหลี่เซวียน ถดถอยลง !

“หวั่นฝูหรง เจ้าเป็นของเจิ้น”

ฝูหรงกะพริบตาด้วยความฉงน ต่อมาถึงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยยามเรียวนิ้วของเขาทาบลงบนริมฝีปากของตน นัยน์ตาคู่นั้นแพรวพราวมากด้วยเล่ห์กลก่อนจะเลือนหายไปพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่กล่าวขึ้นอย่างเอาแต่ใจ

“เจิ้นอยากกินส้ม”

“ทว่ามือของเจิ้นกลับต้องเขียนจดหมายตอบเหล่าขุนนางมากมาย ฝูหรงเจ้าต้องเป็นคนปลอกส้มให้เจิ้นกิน”

หยางหลี่เซวียน นอกจากหน้าตาย เลวระยำและบัดซบ ท่านยังหาได้มีจิตเมตตาภรรยาเช่นข้าไม่

พัฒนาการของท่านช่างระยำเสียจริง

 

กว่าฮองเฮาจะเสด็จกลับออกจากตำหนักหยางซินก็ล่วงเลยไปถึงยามโหย่ว[17.00-18.59] อาหนิงรีบตรงเข้าไปประคองฮองเฮาทันใด าหน้าของฮองเฮามิสู้ดีนัก อีกทั้งที่มือยังได้กลิ่นของส้มคลุ้งไปหมด นางกำนัลวัยกลางคนเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัยทว่าก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกไป

ดูเหมือนว่าพระอารมณ์ของฮองเฮาจะมิค่อยดี ริมฝีปากขบเป็นเส้นตรงมิเผยออกแม้แต่น้อย นับแต่ตำหนักหยางซินจนถึงตำหนักเหอซินก็หาได้มีสิ่งใดหลุดลอดออกมาจากลำคอ

“อาหนิง”ปลายเท้าของฝูหรงหยุดชะงักหน้าตำหนักคล้ายกับพึ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ “นำดอกพุดตานไปให้ตำหนักอี้หยวนของตวนเฟย”

ทรงกำลังคิดกลั่นแกล้งตวนเฟยหรืออย่างไร

อาหนิงคิดแต่ก็มิได้พูดออกไปเช่นเดิม “เพคะ”

“แล้วก็นำดอกเบญจมาศ[2]ไปมอบให้แก่เจินเฟย

เจินซื่อเหนียนมิได้ชาญฉลาดถึงเพียงนั้น

“เปลี่ยนเป็นดอกบัวก็แล้วกัน”

 

[1] หนึ่งเค่อเท่ากับสิบห้านาที

[2] เผาหยวนหมิง นักกวีของจีน ได้เขียนบทกวีหนึ่งโดยเปรียบเทียบดอกเบญจมาศว่าเป็นนักปราชญ์

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.481K ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #2561 far_46 (@far_46) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 22:03
    เอ้~พี่เต้กับน้องฝูหรงจะลงรอยกันม้ายนนยหนิ??
    #2561
    0
  2. #1847 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 03:12
    โอ้ย ฝ่าบาทนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ
    #1847
    0
  3. #789 Muttcee (@Muttcee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 11:39
    ปอกส้มนะคะ ไม่ใช่ปลอกส้ม
    มีคำตกหล่นพอควร ไรท์ค่อยๆเขียนน้า อย่ารีบ (แต่รีดรออยุ่ แหะๆ)
    #789
    0
  4. #361 winanya19 (@winanya19) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 10:32
    พ่อหมูแม่หมู55555
    #361
    0
  5. #82 BW35419 (@35419) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 20:45
    ชอบความมีหมูด้วย5555
    #82
    0
  6. #64 Finny_Muffin (@pukpik5678) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 00:53
    ไรท์เผลอพิมพ์ชื่อฝูหรงเป็นลั่วหลานอ้ะเปล่า
    #64
    0
  7. #52 ChaowEva (@027046509) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 21:02
    ไรท์มีความชอบหมูเป็นพิเศษ5555
    #52
    0
  8. #28 chatchaomn (@chatchaomn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 07:08
    สนุกค่ะ รออ่านนะคะ
    #28
    0
  9. #27 เกิดวันฝนตก (@rainstorm) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 16:33
    ฮ่องเต้อสรพิษ มารยาเยอะกว่านางสนมก็นางเนี่ยแหละ เบอรี่สุดดดดด //ที่ฝูหรงหลับไป 6 เดือนนี่น่าจะมาจากเหตุของฮ่องเต้นี่แหละ แท้ง? ตรอมใจ? ผิดหวัง? โดนแผนจากนางสนม นางกำนัลก็คงโดนกำจัดด้วย อาหนิงนี่คนของฮ่องเต้ชััวร์ // คารมผู้ชายเชื่อไม่ได้ ต้องแกร่งขนาดไหนเนี่ยอยู่กับคนแบบนี้ ตายๆๆๆ นางเอกแต่ละคนของไร้ท์ ตั้งแต่ลู่เอินแล้วว ไม่เข้มแข็ง คิดบวกรักตัวเองมากๆๆๆก็ตายลูกเดียว // ลูกก็ไม่มีด้วย ดีแล้วละ เวลาทำอะไร จะได้ไม่ต้องคิดถึงผลกระทบเรื่องลูก
    #27
    1
  10. #26 Dream in Dream (@Ployly2020) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 14:35
    เพลินดีจ้ะ
    #26
    0
  11. #24 นักอ่านสมัครเล่น (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 12:04

    ชอบ สนุก อ่านเพลิน ขอบคุณที่มาอัพติดต่อแต่ติดพัน

    อยากอ่านอีก มีปมเพิ่มมากมายทั้งป้อนส้มถึงยามโหย่ว

    ทั้งส่งดอกไม้ไปให้สองสตรี รอ ขอบคุณ

    #24
    0
เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น