嫡福晉 [璐恩] •ลู่เอิน• [ตีพิมพ์กับสนพ.Dbooks ]

  • 95% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 1,129,265 Views

  • 17,659 Comments

  • 19,929 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    758

    Overall
    1,129,265

ตอนที่ 17 : บทที่ 16 ครอบครัวของเรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60515
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4241 ครั้ง
    18 ส.ค. 61

บทที่ 16

 

ฝนหยุดตกแล้ว...

พระชายาลู่เอินยกมือขึ้นบังแสงแดดอ่อนที่กำลังสาดส่องเข้าสู่นัยน์ตาของนาง ยามเมื่อกลับออกมาอีกครั้งท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มพลันปลอดโปร่ง ไร้เงาของหมู่เมฆรวมถึงหยาดฝน ราวกับว่าเมื่อครู่หาได้เกิดพายุใดขึ้นมาไม่ ร่างอวบของสาวใช้รีบวิ่งมาแต่ไกลยามเห็นร่างของนางก้าวออกมา ลู่เอินก้มมองรอยเล็บของมารดาที่จิกลงบนเรียวแขนก่อนจะหลบซ่อนมันเอาไว้ด้านหลัง

"ไม่ต้องเข้าไปดูฮูหยินใหญ่ ปล่อยให้นางอยู่คนเดียวสักสองชั่วยาม"

และนั้นคงมากพอสำหรับการทบทวนตัวเองของท่าน 

"พระชายาทรงปลอดภัยดีใช่ไหมเพคะ"ดวงตาของอีกฝ่ายไล่สำรวจตามร่างกายของพระชายาลู่เอินด้วยความเป็นห่วง ยามเมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดปกติภายในใจที่เคยกระวนกระวายกลับสงบสุขขึ้นมา

"เปิ่นหวางเฟยสบายดี ร่มของเปิ่นหวางเฟยอยู่ที่ไหน"

เจ้าของร่างอวบรีบกุลีกุจอเอาร่มมาให้นาง ลู่เอินรับมันมาก่อนจะสะบัดหยาดน้ำที่เกาะติดอยู่ออกไป

"นายท่านกลับมาแล้ว ท่านอยากจะทูลเชิญพระชายาร่วมดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อนเสด็จกลับเพคะ"สาวใช้ของท่านแม่ทอดสายตามองนางอย่างนิ่งเงียบก่อนจะกล่าวบางสิ่งออกมา

ลู่เอินส่งเสียงร้องครางเป็นเชิงรับรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างท่านพ่อและนางคงกล่าวได้ว่าดีกว่าท่านแม่พอสมควร

แม้นพวกเราจะเย็นชาและห่างเหินต่อกันแต่อย่างน้อยท่านพ่อก็ไม่เคยเมินเฉยต่อการคงอยู่ของนาง เหมินลู่เอินมีชีวิตอยู่ในสายตาคู่นั้นเสมอ ดวงตาอันว่างเปล่านั้น

"เช่นนั้นก็คงยากจะปฏิเสธ"

สาวใช้ของท่านแม่กลายเป็นคนนำทาง บางทีอาจเป็นเรือนหลักของจวน จำได้ว่าหากไม่ได้ว่าหากไม่อยู่ในช่วงการศึก นอกเหนือจากค่ายทหารก็คงมีแค่ห้องโถงใจกลางเรือนหลักที่ท่านพ่อจะนั่งดื่มสุราของเขาไป

สุราจอกแรกที่นางดื่มก็ได้มาจากท่านพ่อ ภายใต้ความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงในครอบครัวของพวกเรา ยากนักที่จะถามหาความสงบสุข

ปลายเท้าของลู่เอินหยุดชะงักลง ยามมองเห็นอีกหนึ่งบุคคลที่กลับมาพร้อมกับท่านพ่อด้วย น้องชายต่างมารดารวมถึงฮูหยินรอง พวกเขาน่าจะพึ่งกลับออกมาจากเรือนหลัก อาภรณ์ของฮูหยินรองยังคงเปียกชุ่มไม่ต่างกับนาง นัยน์ตาคู่คมของรองแม่ทัพบูรพาหยุดนิ่งลงเพื่อจ้องมองนาง ลู่เอินแย้มยิ้มกว้างอันเคยชินออกมาไม่นึกหวั่นเกรงแต่อย่างใด

"มารยาทขั้นพื้นฐานพวกท่านเองก็น่าจะรู้ดี ไยจึงได้ขวางทางเดินของเปิ่นหวางเฟย"

ฮูหยินรองกระตุกแขนเสื้อของบุตรชาย หากแต่ร่างสูงอันแข็งแกร่งนั้นยังไม่ยอมขยับเขยื้อนออกไปคล้ายกับกำลังท้าทายซึ่งอาจของพระชายาลู่เอิน เหมินอี้หนานไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใดดังนั้น้ำเสียงของเขาจึงแสนจะเย็นชาอย่างไร้ซึ่งมารยาท

"เหตุใดท่านถึงชอบรังแกมารดาของกระหม่อม พระชายาลู่เอิน"

ปลายนิ้วมือของลู่เอินกลับอดสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ยามเมื่อมองเห็นดวงตาของอีกฝ่ายที่กำลังท้าทายอำนาจของนาง

"นั่นเพราะมันทำให้เปิ่นหวางเฟยมีความสุขท่ามกลางความทรมานอันน่าชิงชัง เปิ่นหวางเฟยรู้สึกดีที่ได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจากมารดาของท่านแม้นว่ามันจะแลกมากับการถูกตบตีก็ตามที"

เหมินอี้หนานกำลังเหยียดยิ้มสมเพชและเวทนาลู่เอิน เสียงทุ้มอันหนักแน่นจากชายตรงหน้าตวาดลั่นต่อหน้านาง "ท่านมันก็แค่เด็กมีปัญหาที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากคนในครอบครัว!"

ถึงกระนั้นแล้วพระชายาลู่เอินเพียงขยับยิ้มกว้างขึ้นและกว้างขึ้น "สิ่งที่เปิ่นหวางเฟยเป็นเลยคำว่าเด็กมีปัญหามาเนิ่นนาน ในตอนนี้เปิ่นหวางเฟยไม่แยแสแม้กระทั่งการได้รับหรือไม่ได้รับความรัก สายตาของท่านยังคงคับแคบไม่ต่างจากผู้โง่เขลา.."

สีหน้าของอีกฝ่ายบิดเบี้ยว ลู่เอินเห็นริ้วความโกรธที่โลดแล่นของเขา "ท่าน...."

"ตำแหน่งรองแม่ทัพบูรพาท่านได้มันมาเพราะเหตุใดย่อมรู้แก่ใจดี ไม่เช่นนั้นด้วยสติปัญญาอันขลาดเขลาและสายตาอันคับแคบของท่านคงเป็นได้แค่นายทหารชั้นล่าง นอกจากจับดาบออกรบเก่งแล้วท่านควรมีสติปัญญาเป็นอาวุธคู่กายด้วย"

ชั่วขณะลำคอของฮูหยินรองเหือดแห้ง ยามสบเข้าไปในดวงตาอันว่างเปล่าและเฉยชาของพระชายาลู่เอินสลับกับมองใบหน้าอันคล้ำหมองของบุตรชาย

"คุกเข่าลงซะ"

อีกครั้งที่ฮูหยินรองทำได้เพียงทิ้งตัวลงเบื้องล่างแทบเท้าของสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า ทว่าร่างสูงของบุตรชายยังคงยืนนิ่งราวกับคนโง่เขลา

"เปิ่นหวางเฟยสั่งท่านไม่ได้ยินงั้นหรือ"

เวลานี้เหมินอี้หนานไม่ต่างอะไรกับบุรุษโง่เขลาไร้ปัญญา นางเคยคิดว่าฮูหยินรองจะสั่งสอนน้องชายของนางให้มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมมากกว่าเดิม ทว่ากลับผิดคาดไม่น้อย

เหมินอี้หนานช่างโง่เขลายิ่งนัก

"กระหม่อมได้ยิน"

ลู่เอินถอนหายใจความรู้สึกตื่นเต้นกำลังเลือนหายไป"หาใช่เพียงสติปัญญาที่ขลาดเขลาหูของท่านเองก็เหมือนจะมีปัญหาด้วยเช่นกัน..."

"..."

"การท้าทายอำนาจของเปิ่นหวางเฟย หาใช่เรื่องดีแม้แต่น้อย ใต้หล้าคงมีเพียงคนเขลาเช่นท่านกระมัง"

ฮูหยินรองจิกนิ้วลงบนฝ่ามือของนาง ใบหน้าแนบลงสัมผัสกับพื้นดินเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตาจากอีกฝ่าย หากไม่ใช่เพื่ออี้หนานแล้วละก็อย่าหวังเลยว่านางจะยอมก้มหัวลงโดยง่ายเช่นนี้

"พระชายาโปรดเมตตาด้วยเถอะเพคะ อย่างไรเสียก็พี่น้องร่วมบิดากัน โปรดทรงเห็นแก่สายสัมพันธ์ด้วยเถอะเพคะ"

ลู่เอินหัวเราะอย่างขบขัน ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวอย่างช่วยไม่ได้ยามเมื่อได้ยินคำว่าสายสัมพันธ์อันแสนสะอิดสะเอียนนั้น "เช่นนั้นท่านเห็นเปิ่นหวางเฟยเป็นตัวอะไรกัน!"

"..."

"พระชายาโปรดเมตตาด้วย"

เรียวขาของนางขยับผ่านร่างของพวกเขา "ไม่ต้องห่วง เปิ่นหวางเฟยไม่สั่งให้ท่านคุกเข่าหรือโบยท่านสักห้าสิบไม้อย่างแน่นอน.."

หลายครั้งที่ความร้ายกาจของพระชายาลู่เอินกำลังสร้างความหวาดหวั่นให้แก่เราทุกคน 

"เพราะเปิ่นหวางเฟยไม่ใช่คนเขลาเช่นท่านที่ทำเรื่องขลาดเขลาอันไร้ค่าออกมา ท่านจะได้รับบทเรียนในวันนี้ และคงจดจำมันได้ไปอีกนาน”

เพราะสตรีตรงหน้าไม่เพียงแต่ร้ายกาจ ซ้ำยังฉลาดมากเกินไปมากกว่าที่ควรเป็น

 

"ท่านรังแกพวกเขาอีกแล้วงั้นหรือ"เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นยามเมื่อนางก้าวขาเข้ามาด้านใน ร่างสูงสมชายชาตรีของท่านพ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างแจกันใบใหญ่ ก่อนที่จะลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพนาง

รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของลู่เอิน "พวกเขาไม่ได้มีคุณค่าสำหรับเปิ่นหวางเฟยมากถึงขนาดนั้น"

ท่านแม่ทัพเหมินเงยหน้าขึ้นมองนาง ผายมือเชิญให้นางนั่งลงบนเก้าอี้รับรองแขก ไม่มีถ้อยคำดุด่าหรือต่อว่าใดดังลอดออกมา เพราะมันคือเรื่องเคยชินที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและกระทั่งพวกเรายังสามารถรู้ถึงความไร้ค่าของมัน

"ได้ยินว่าท่านจะเสด็จไปทางใต้กับองค์ชายใหญ่ คิดดีแล้วหรือ"

บนโต๊ะขนาดกลางมีไหสุราและกาน้ำชาตั้งอยู่คู่กัน แน่นอนว่านางย่อมเลือกที่จะดื่มสุรา

"มีเรื่องอะไรบ้างกันเล่าที่ลูกคิดไม่รอบคอบ"

แม่ทัพบูรพายกยิ้ม ถือจอกสุราเอาไว้ในมือไม่ต่างอะไรกับลูกสาวของเขา "ไม่ เจ้าเป็นคนละเอียดรอบคอบเสมอ แต่ก็มีบางอย่างที่ข้าไม่เข้าใจเจ้า"

"....ลูกเองก็ไม่ได้ต้องการให้ท่านเข้าใจ"

"เจ้าเป็นคนเข้าใจยาก"รสหวานฝาดของน้ำเมาไหลผ่านลงไปในลำคอ "บางครั้งก็ยากกว่าศัตรูที่ข้าเคยพบในสนามรบ"

"..."

"จนบางครั้งมันก็ยากนักที่จะยอมรับความจริงที่ว่าครอบครัวของพวกเราล้มเหลวและหลายอย่างพันกันยุ่งเหยิง"

ลู่เอินนิ่งเงียบพลางรินสุราลงในจอกแล้วชำเลืองมองสีหน้าของท่านพ่อ ความเงียบกำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับกำแพงในใจอันแสนสูงชันเกินกว่าจะก้าวผ่านไปได้ นางถอนหายใจ

"บางครั้งโลกนี้ก็น่าชิงชังบางคนเกิดมาแม้นไม่ทำอะไรก็กลายเป็นที่รักของคนมากมาย ในขณะบางคนพยายามมากเท่าไหร่ก็เป็นได้เพียงเงาอันไร้ค่า"น้ำเสียงกล่าวขึ้นดูเลื่อนลอยทว่านัยน์ตาระหงกลับยังราบเรียบหาได้เหม่อลอยออกไปไกลแสนไกลไม่

"..."

"นั่นคือสัจธรรมที่ลูกค้นพบและในที่สุดก็พยายามก้าวผ่านมันออกมาเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอด"

พระชายาลู่เอินเหยียดยิ้มเย้ยหยันสมเพชตัวเองก่อนจะยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากปล่อยให้น้ำเมาไหลผ่านลงสู่ลำคอ ยามเมื่อสบเข้าไปภายในดวงตาของท่านพ่อนอกเหนือจากความว่างเปล่าก็ไม่อาจค้นพบสิ่งใดได้อีก

และมันก็เหมือนกับทุกครั้ง

นางเปล่งเสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลำคอ"และมันก็มีบางครั้งลูกก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังเป็น เรื่องราวที่หาทั้งคนถูกที่สุดและผิดที่สุดไม่ได้ หากไม่เป็นเช่นนั้นมันคงไม่น่าปวดหัวถึงเพียงนี้"

ครอบครัวของพวกเรา บางทีมันอาจจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ชั่วขณะที่ดวงตาของพวกเราสบเข้าหากัน ท่านพ่อรินสุราให้แก่นาง ไม่แยแสเลยแม้แต่น้อยว่าจะมันอาจจะทำให้นางมึนเมาจนหาทางกลับจวนไม่ถูก

"ครอบครัวของเราจำเป็นต้องเลือกข้าง..."แม่ทัพเหมินวางจอกสุราลง

ลู่เอินขยับร่างกายเล็กน้อยพลางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากของนาง "ฝ่าบาทตัดสินใจแน่ชัดแล้วหรืออย่างไรว่าต้องการให้ใครเป็นองค์รัชทายาท"

แม่ทัพบูรพาส่ายหน้าทว่าสีหน้ากลับแฝงไว้ด้วยความยากลำบากใจ"แต่คงอีกไม่นาน เหล่าขุนนางต่างกดดันฝ่าบาทให้แต่งตั้งองค์รัชทายาท แม้นว่าฝ่าบาทจะโปรดองค์ชายรองแต่เรื่องราชบัลลังก์หาใช่เรื่องเด็กเล่นไม่ ทรงจะตัดสินใจว่าใครเหมาะสมจากการแก้ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้”

พระชายาลู่เอินยังคงสงบนิ่งทว่าภายในหัวของนางกลับกำลังถูกใช้เพื่อขบคิดในสิ่งไร้ค่ามากมายเหล่านั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่การชิงบัลลังก์เริ่มต้นขึ้น ไม่ว่าใครก็คงไม่อาจถามหาช่วงเวลาอันแสนสงบสุขนั้นได้อีกแล้ว

หยวนหลง หม่อมฉันรู้ว่าท่านคงคิดเอาไว้แล้วถึงเส้นทางของพวกเรา

"องค์ชายรอง เขาเป็นบุรุษต้นแบบที่สตรีทุกคนมักเคยวาดฝันถึง การได้รับความรักมากล้นจากฝ่าบาททำให้เขาเติบโตขึ้นมาไม่ต่างจากคนปกติมุมมองสามด้านอันถูก ในขณะที่สวามีของลูกไม่ได้เป็นเช่นนั้น"

"..."

"หยวนหลง ไม่ใช่บุรุษที่สตรีทุกคนต่างวาดฝันและเขาไม่ได้รับความรักอะไรมากมายจากฝ่าบาท ในสายพระเนตรสวามีของลูกคงเป็นแค่เบี้ยหมากตัวหนึ่งในเกมราชสำนักของฮ่องเต้ แต่นั้นไม่สำคัญเท่าสติปัญญาของเขา"

ดวงตาของท่านพ่อหม่นแสงลง "สวามีของเจ้าอยู่ในตำแหน่งที่อันตรายเกินไป ทั้งที่เป็นถึงอวิ๋นชินอ๋อง เขาควรจะถูกส่งตัวออกไปปกครองหัวเมืองอื่น ทว่าเขากลับถูกกุมขังในสายพระเนตรของฝ่าบาทตลอดเวลา..."

ลมหายใจของลู่เอินเกิดติดขัดขึ้นมายามเมื่อท่านพ่อกล่าวถึงความจริงข้อนั้น หย่งซานสือฮ่องเต้หาได้โปรดปรานหยวนหลงไม่ และยากจะปฏิเสธนักว่าโอรสสวรรค์เป็นเช่นไร

"ในขณะที่องค์ชายสาม สี่หรือกระทั่งองค์ชายห้าต่างมีพระชายารองกันทุกคน แต่องค์ชายใหญ่กลับไม่มีแม้เพียงคนเดียว ฮ่องเต้ไม่เคยประทานสตรีใดให้แก่องค์ชายใหญ่อีกเลย เจ้าคิดว่าทำไม"

ลู่เอินอยากจะเหยียดยิ้มแต่ทว่านางก็ทำได้เพียงก้มหน้าลงมองจอกสุราของนาง บางครั้งคนเราก็น่าชังนักที่เข้าใจโลกมาเกินไป

"นั่นเพราะมันจะเป็นการเพิ่มฐานอำนาจให้แก่องค์ชายใหญ่ ฝ่าบาททรงหวาดกลัวและหวาดระแวงในตัวสวามีของเจ้า"

"นั้นสำคัญด้วยหรือสำหรับเราในตอนนี้ หากต้องเลือกข้างท่านจะเลือกใคร"น้ำเสียงของนางราบเรียบไม่ต่างอะไรกับการไถ่ถามในเรื่องสามัญธรรมดาหากแต่กลับแฝงไว้ซึ่งความคาดหวังมิใช่น้อย

ดวงตาของพวกเราสบเข้าหากัน เพียงชั่วขณะความจริงบางอย่างพลันกระจ่างแจ้ง

"ข้าคือนักรบของฝ่าบาท หากฝ่าบาทเลือกใครข้าย่อมอยู่ข้างคนผู้นั้น พระทัยของฝ่าบาทยากหยั่งถึงนัก การที่ทรงให้โอกาสองค์ชายรองและองค์ชายใหญ่เท่ากันทำให้ข้าแปลกใจ"

"บางครั้งเราก็ไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นมากเกินไป"ลู่เอินยกมือขึ้นเท้าคาง "ใต้หล้านี้สิ่งที่ได้มายากที่สุดคือบัลลังก์ ในขณะที่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการรักษามันเอาไว้"

"เจ้าเป็นคนฉลาดและมันน่าเสียดายที่เจ้าไม่เกิดมาเป็นชาย บางทีข้าคงรักเจ้ามากกว่าสิ่งใดในโลกไปแล้ว"ฝ่ามือหยาบกร้านของท่านพ่อยกขึ้นสัมผัสบนข้างแก้มของนางด้วยความเฉยชา

"ข้าพยายามที่จะรักเจ้า แต่ทุกครั้งข้ากลับไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่ควรแยกแยะออกมาได้ เมื่อข้ามองเจ้า ข้าเห็นเพียงสตรีที่ข้ารักกำลังเสียสติ เห็นเจ้าที่เกิดมาเพื่อทำลายความหวังทุกอย่างในชีวิตของนางจนย่อยยับ ช่างเถอะพูดไปก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา"

ลู่เอินโคลงหัวเล็กน้อย จอกสุราได้ในมือเริ่มหกรดอาภรณ์ของนาง "ครั้งหนึ่งพวกท่านต่างเคยรักข้า ก่อนที่ข้าจะคลอดออกมาจากท้องของมารดา"

ท่านพ่อยกยิ้มดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เพราะเขาต้องแบกรับทุกปัญหาภายในครอบครัวของพวกเราเอาไว้ การที่ท่านแม่มีลูกยากและลูกคนแรกดันเป็นลูกสาวทำให้ทางตระกูลกดดันอย่างหนักจนต้องรับฮูหยินรองเข้ามา

เมื่อถึงเวลาพวกเราต่างต้องแยกแยะให้ออกระหว่างหน้าที่และความปรารถนาของตนเอง

"ทำไมเจ้าถึงได้เลือกองค์ชายใหญ่แทนองค์ชายรองผู้เป็นที่หมายปองของสาวน้อยมากมาย"และมันคือครั้งแรกที่ท่านพ่อถามนางเช่นนี้

กระทั่งปีนั้นที่นางตัดสินใจเลือกหยวนหลง ท่านพ่อหาได้กล่าวสิ่งใดออกมาไม่คล้ายกับว่าไม่ได้แยแสมันด้วยซ้ำไป

"นั่นเพราะเขาจะเข้าใจลูกในขณะที่องค์ชายรองจะไม่มีวันเข้าใจลูก"นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเลื่อนลอย "ชีวิตนี้ลูกเพียงต้องการใครสักคนที่เข้าใจในสิ่งที่ลูกเป็น"

เพราะมันคือความปรารถนาของนาง

"ชีวิตนี้ลูกเพียงต้องการใครสักคนที่สามารถเข้าใจในในตัวตนของลูก"

ใต้หล้านี้ยากนักที่จะหาใครสักคนที่เข้าใจแต่ถึงกระนั้นหม่อมฉันก็ยังตามหาท่านจนเจอ

หยวนหลง

ท่านสมควรเห็นถึงความพากเพียรนี้ของหม่อมฉัน

 

กว่าจะกลับถึงจวน ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีกลายเป็นสีส้ม ใบหน้างดงามของนางแดงเรื่อด้วยพิษสุราแต่ถึงกระนั้นพระชายาลู่เอินยังคงมีสติสัมปชัญญะไม่ต่างอะไรกับคนปรกติ หาได้เมาหัวราน้ำเฉกเช่นองค์ชายหกจนต้องเป็นภาระแก่ผู้อื่นไม่ ยามก้าวผ่านพ้นประตูธรณี นัยน์ตาคู่ระหงมองเห็นร่างสูงของสวามีเอนพิงกับต้นเสาภายในตัวเรือน มือข้างหนึ่งถือสมุดบัญชีเหมือนกับตลอดหลายวันที่ผ่านมาเอาไว้

 

 

ลู่เอินขยับยิ้มกว้างขึ้นมาเล็กน้อยสาวเท้าเข้าไปใกล้ตัวเขาก่อนจะกระตุกแขนเสื้อของหยวนหลงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสวามี เรียวคิ้วของหยวนหลงขมวดเข้าหากันเป็นปม สมุดบัญชีในมือถูกปิดลงตามด้วยฝ่ามืออบอุ่นที่ทาบลงบนข้างแก้มของนาง

"เจ้ากลับช้า"หยวนหลงกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคู่คมหรี่ลงเพื่อไล่สำรวจตามร่างกายของภรรยา

อย่างไรก็ตามเหมินลู่เอินก็ยังคงเป็นเหมินลู่เอิน รอยยิ้มของนางขยับกว้างขึ้นทว่ากลับไม่อาจไปถึงดวงตาระหงนั้นได้เลย

"หม่อมฉันมีเรื่องต้องจัดการเล็กน้อย.."

หยวนหลงร้องครางในลำคอเป็นเชิงรับฟังทว่าสายตาของเขากลับยังคงไล่สำรวจไปตามร่างกายของนาง จนกระทั่งหยุดนิ่งลงบนเรียวแขนข้างหนึ่งที่ปรากฏร่องรอยจากฝีมือของมารดา

เขาขมวดคิ้ว น้ำเสียงที่ใช้ถามไถ่ยังคงเฉยชาตามปรกติทว่าดวงตาของหยวนหลงกลับมิเป็นเช่นนั้น "ใครทำอะไรเจ้า"

"ถ้าหม่อมฉันบอกว่าหม่อมฉันทำร้ายตัวเองท่านจะเชื่อหรือไม่"เหมินลู่เอินแค่นยิ้มอันแสนว่างเปล่าของนางขึ้น หยวนหลงยังคงมองมาที่นางอย่างไม่เชื่อถือ แต่ถึงกระนั้นนางเพียงแค่โคลงหัวไปมายกเรียวแขนขึ้นโอบกอดร่างกายของเขาเอาไว้แน่น

"เปิ่นหวางไม่เชื่อ"เขาบอกขณะมือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบไปตามแผ่นหลังของภรรยา

พระชายาลู่เอินเพียงแค่เปล่งเสียงหัวเราะแผ่วเบาของนางออกมา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอันแสนว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใดเจือปน "ในบางเรื่องการถามหาความจริงก็แสนจะว่างเปล่า ไยท่านไม่ลองเชื่อคำลวงของหม่อมฉัน"

ลู่เอินเงยหน้าขึ้นมองเขานัยน์ตาระหงกำลังสะท้อนอะไรบางอย่างออกมา และเพียงชั่วขณะนั้นนางเขย่งขึ้นจูบเขาตามความต้องการ ร่างสูงของหยวนหลงพลันแข็งทื่อก่อนที่เรียวนิ้วของเขาจะจิกลงบนอาภรณ์ของลู่เอิน ยามเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่กำลังเกิดขึ้น

หยวนหลงเบิกตากว้างขึ้นตามด้วยมือข้างหนึ่งที่ยกขึ้นเพื่อลูบศีรษะของภรรยา

เหมินลู่เอิน เจ้ากำลังร้องไห้

 

เช้าวันถัดมา

สองวันก่อนออกเดินทางข้าวของส่วนใหญ่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยพร้อมสำหรับการเดินทางไกล อวี้กงกงที่โหมงานหนักมาหลายวันคล้ายจะได้พักผ่อนหากแต่ความคิดนั้นพลันจบสิ้นลงยามเมื่อองค์ชายห้าและองค์ชายหกเสด็จมาพระชายาลู่เอินเงยหน้ามองพวกเขา อาภรณ์สีสดใสของพวกเขาตัดกันจนเด่นสะดุดตา

กระทั่งอาภรณ์สีฟ้าสดที่นางสวมใส่อยู่ยังมิอาจเทียบเคียงรัศมีอันเจิดจรัสนั้นได้เลย

"พี่ใหญ่ ข้าจะช่วยทำทำบัญชีต่อเอง”องค์ชายห้าก้าวเดินออกมาห่างจากน้องชายของเขา ชายหนุ่มชำเลืองมองลู่เอินก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตามพระชายาลู่เอินและองค์ชายห้าต่างรักษามารยาทต่อกันและกันเสมอ

"เช่นนั้นก็ดี ข้าเองก็อยากจะนอนพักสักคืนเหมือนกัน"น้ำเสียงของหยวนหลงที่กล่าวออกมาแฝงไว้ซึ่งความเหนื่อยล้ามากมาย เป็นความจริงที่ว่าตลอดหลายวันผ่านมาเขายังไม่มีโอกาสได้หลับนอนเฉกเช่นปกติ แลเห็นได้จากขอบตาของหยวนหลงที่หมองคล้ำลง

ลู่เอินวางแท่งหมึกลงพลางหันไปบอกถึงความต้องการของนางต่อสวามี"หยวนหลง หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะสนทนากับองค์ชายหก ท่านจะอนุญาตหรือไม่"

องค์ชายหกทำหน้างุนงงหันมามองหน้านางสลับกับพี่ใหญ่ของเขาพร้อมกับกล่าวเสียงเลิกลั่ก"ข้ายังไม่ได้กลั่นแกล้งอะไรพี่สะใภ้เลยนะ!"

องค์ชายห้ากลอกตาเล็กน้อยให้แก่พฤติกรรมอันโง่เขลาของน้องชาย “อินซื่อ เจ้าจะรีบร้อนรนไปทำไม พระชายาลู่เอินหาได้พูดอะไรออกมาแม้นเพียงครึ่งคำ”

อินซื่อขบริมฝีปากของเขาแน่นชำเลืองมองบรรดาพี่ชายรวมถึงพี่สะใภ้ด้วยดวงตาไม่ไว้ใจ "เพราะพวกท่านชอบใส่ร้ายข้า”

เสมือนกับว่าอารมณ์ของหยวนหลงหาได้ปรกติเช่นทุกวันไม่ เขายกมือขึ้นนวดไปตามขมับที่ปวดร้าวก่อนจะปรายตามองน้องชายสลับกับภรรยาแล้วกล่าวเสียงเฉียบขาด

"เลิกเถียงกันก่อนที่ข้าจะปวดหัวตายเพราะเสียงของพวกเจ้า"

แม้นกระทั่งพระชายาลู่เอินยังอดเบิกตากว้างในน้ำเสียงนั้นของสวามีมิได้ นางเหลือบมองใบหน้าของหยวนหลงที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดมากมายอย่างไม่อาจปกปิดได้มิด

สวามีของนางเคยหงุดหงิดถึงเพียงนี้เสียที่ไหนกัน

หยวนหลงถอนหายใจยาวเหยียดเอนตัวพิงไปกับพนักพิงทางด้านหลัง"ลู่เอิน เจ้าช่วยพาน้องหกไปเก็บที"

"..."

พี่ใหญ่ แท้จริงแล้วท่านติดนิสัยอันเถรตรงนี้มาจากพี่สะใภ้ใช่หรือไม่

 

ใบหน้าขององค์ชายหกหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มเดินออกจากห้องอักษรพร้อมกับพี่สะใภ้ของเขาด้วยความหม่นหมอง สาบานได้ว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาพี่ใหญ่ยังไม่เคยแสดงกิริยาเช่นนี้กับเขาเลยสักครั้งเดียว พลันในใจของอินซื่อห่อเหี่ยวลงเมื่อตระหนักถึงความจริงนี้

อย่างไรก็ตามเหมินลู่เอินเพียงยกยิ้มนึกขบขันไปกับท่าทีของฝ่ายตรงข้ามเสียมิใช่น้อย "หม่อมฉันพึ่งเคยเห็นท่านทำสีหน้าเช่นนี้ องค์ชายหก"

อินซื่อตวัดตามองนางก่อนจะแค่นเสียงพูดในลำคอด้วยความน้อยใจ "ท่านไม่ใช่คนโดนดุนี่!"

ลู่เอินเริ่มนึกอยากกลอกตาให้กับอีกฝ่ายเช่นเดียวกับองค์ชายห้า องค์ชายหกยังคงแสดงความหม่นหมองภายในใจของเขาออกมาโดยการถอนหายใจยาวเหยียดราวกับว่าฟ้าดินกำลังถล่มลงมาอะไรอย่างนั้น

"หยวนหลงยังไม่ได้ต่อว่าท่านสักคำ ในเวลานี้สำหรับพี่ชายท่านแล้วสมุดบัญชีพวกนั้นน่าสนใจยิ่งกว่าหม่อมฉันเสียอีก"เสียงหวานกล่าวนึกตัดพ้อในพฤติกรรมเช่นนี้ของสวามีอยู่ลึกๆ

องค์ชายหกหยุดชะงักปลายเท้าย้อนกลับมามองสีหน้าเรียบนิ่งของพี่สะใภ้ ท่านทำหน้าเรียบนิ่งทั้งที่น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความหงุดหงิดขนาดนั้นได้อย่างไรกัน

คล้ายกับว่าพึ่งได้สติกลับคืนมาองค์ชายหกขมวดคิ้วพลางถามลู่เอินด้วยความสงสัยใคร่รู้ "ว่าแต่ท่านมีเรื่องอะไร"

"หม่อมฉันมีเรื่องอยากให้ท่านช่วย"และมันน่าเหลือเชื่อที่น้ำเสียงของพี่สะใภ้กลับมาอ่อนหวานขึ้นในทันที ความหงุดหงิดก่อนหน้านั้นคล้ายกับว่ามลายหายไปโดยสิ้นเชิง

สีหน้าของอินซื่อพลันมืดครึ้มลง เหล่าสตรีช่างเข้าถึงยากเสียจริง

"น่าแปลกใจเสียจริง ตั้งแต่คบหากันมายังไม่เคยเห็นท่านร้องขอความช่วยเหลือจากข้า"อินซื่อยกยิ้มระรื่นของเขาขึ้นอย่างเป็นต่อ ถึงกระนั้นแล้วพี่สะใภ้ของเขากลับหาได้แสดงอารมณ์ใดออกมาไม่

"เรื่องนี้มีแค่ท่านเท่านั้นที่มีความสามารถมากพอ"น้ำเสียงของนางราบเรียบ ลู่เอินขยับเรียวขาเดินนำอีกฝ่ายออกไปปล่อยให้องค์ชายหกกลายเป็นฝ่ายเร่งฝีเท้าตามมา

"ไฉนถึงทิ้งข้าเอาไว้ด้านหลังเล่า"ชายหนุ่มตัดพ้อ

มันควรเป็นท่านที่ไล่ตามขอร้องอ้อนวอนข้า หาใช่ตัวข้าเช่นนี้ไม่ พี่สะใภ้ขยับยิ้มบางเบาไม่ยอมแม้แต่จะชะลอฝีเท้าของนางลงเพื่อให้เขาไล่ตามท่าน

"หม่อมฉันกำลังให้เวลาท่านคิดก็เท่านั้น"

อินซื่อขมวดคิ้วแล้วชำเลืองมองอีกฝ่ายจากทางด้านข้าง"ท่านพูดเหมือนเหลือทางเลือกให้ข้า"

"ท่านจะไม่ปฏิเสธมัน"พระชายาลู่เอินกล่าวอย่างมั่นใจ

และมันช่างกระตุกต่อมอะไรบางอย่างในตัวขององค์ชายหกออกมา เชื้อพระวงศ์หนุ่มกระตุกยิ้มนึกท้ายท้ายในความมั่นใจนั้นของพี่สะใภ้

"ท่านมั่นใจงั้นหรือ"

เหมินลู่เอินพยักหน้า พลางกล่าวต่อ "สำหรับท่านแล้วการกลั่นแกล้งคนนับเป็นสิ่งที่ท่านชื่นชอบ หม่อมฉันอยากให้ท่านกลั่นแกล้งคนผู้หนึ่งก็เท่านั้น"

องค์ชายหกพลันหรี่ตาลงนึกหวาดระแวงในถ้อยคำนั้นของพี่สะใภ้มิใช่น้อย “ท่านกำลังหาเรื่องวุ่นวายให้ข้า”

"มิใช่ว่าปรกติท่านเป็นฝ่ายวิ่งหาความวุ่นวายเสียเองหรอกหรือ"

"...นั่นมันก็อีกส่วน ย่อมไม่เกี่ยวข้องกัน"

นางโคลงหัวเล็กน้อยแล้วล้วงมือเข้าไปใต้แขนเสื้อของนาง "มิต้องห่วงหรอก หาใช่เรื่องวุ่นวายสักทีเดียว หม่อมฉันแค่อยากให้ท่านช่วยดัดนิสัยของน้องชายหม่อมฉันก็เท่านั้น"

เมื่อกล่าวถึงน้องชายของพี่สะใภ้ก็หาใช่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวจากเขาสักทีเดียว เหมินอี้หนานค่อนข้างมีชื่อพอสมควร หากเขาคือแม่ทัพผู้เยาว์วัยมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ เหมินอี้หนานคนนั้นเองก็สมควรเป็นรองแม่ทัพผู้เยาว์วัยมากที่สุดไม่ต่างกัน

"รองแม่ทัพบูรพา เหมินอี้หนาน"

พระชายาลู่เอินพยักหน้า "ด้วยตำแหน่งในกองทัพของท่านแล้ว คงเรียกตัวเขาไปใช้งานได้ไม่ยาก"

อินซื่อเริ่มเข้าใจในความนัยของอีกฝ่าย ปลายเท้าของเขาหยุดนิ่งลงขณะเอนตัวพิงไปกับต้นเสาภายในตัวเรือนแล้วทอดสายตามองแผ่นหลังบอบบางของพระชายาลู่เอิน

"ท่านอยากรังแกเขาไยจึงไม่ลงมือเอง"

เหมินลู่เอินแค่นยิ้มเฉยชาขึ้นมา"หม่อมฉันหาได้อยากรังแกเขาไม่ เพียงแต่ว่านับตั้งแต่เกิดมาน้องชายของหม่อมฉันอยู่ใต้ร่มเงาของท่านพ่อมาตลอด เขามีทุกสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นนิสัยของเขาจึงค่อนข้างเย่อหยิ่งมิใช่น้อย อีกทั้งสายตายังคับแคบมองโลกไม่กว้างขวาง"

"..."

"และนั่นมิใช่วิสัยทัศน์ที่ดีสำหรับการขึ้นเป็นผู้นำตระกูล เป็นเช่นนี้แล้วคงยากจะปฏิเสธว่าเขาจำเป็นต้องได้รับการสั่งสอน ท่านช่วยเหลือหม่อมฉันหน่อยได้หรือไม่ องค์ชายหก"

ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียดพยายามอย่างยิ่งเพื่อเมินเฉยต่อสายตาของลู่เอินและมันเป็นอีกครั้งที่เขาไม่เข้าใจในตัวของอีกฝ่าย

 "ท่านเป็นคนแปลก แปลกมากกว่าทุกคนที่ข้าเคยพบ รองแม่ทัพบูรพาคือน้องชายต่างมารดาของท่าน หากเขาไร้ความสามารถตำแหน่งผู้นำตระกูลก็อาจถูกมอบให้ผู้อื่นนั่นไม่ดีกว่าหรืออย่างไรกัน"

พี่สะใภ้ส่ายหน้าแล้วก้าวขาเดินผ่านร่างสูงของเขาอาจเพราะทุกอย่างคือความเฉยชาที่เกิดขึ้น บ่มเพาะอยู่ภายในจิตใจของนางจนด้านชา

 "หากเป็นเช่นนั้นตำแหน่งผู้นำตระกูลคงถูกมอบให้ตระกูลสายรอง แล้วนั่นมีค่าต่างกันหรือไง ท้ายที่สุดแล้วเราต่างยากปฏิเสธถึงโลหิตในกายที่ย่อมเข้มกว่าน้ำ"

"..."

"อีกทั้งน้องชายของหม่อมฉันไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เขาเพียงรักมารดาของเขาเหมือนกับที่หม่อมฉันรักมารดาของตนเองก็เท่านั้น ท้ายที่สุดสักวันเราต่างเติบโตมากพอที่จะใช้เหตุผลแทนอารมณ์.."

ในเวลาองค์ชายหกเห็นเพียงแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของพี่สะใภ้ ในขณะเดียวกันก็ได้ตระหนักถึงความจริงบางอย่างในน้ำเสียงอันเฉยชานั้น เรียวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ไฉนเล่าคนเราถึงสามารถละทิ้งใดใดในโลกหล้าได้มากถึงเพียงนี้

เหมินลู่เอิน ท่านเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบไหนกันแน่

 

ในที่สุดภายในคืนนั้นสวามีของนางก็มีเวลาได้นอนหลับเยี่ยงคนธรรมดากับเขาเสียที เรียวนิ้วมือของลู่เอินไล้สัมผัสไปตามเส้นผมของเขาแล้วก้มมองใบหน้าของหยวนหลงบนตัก ริมฝีปากบางขยับยิ้มอ่อนโยนไม่ต่างอะไรกับน้ำเสียง

"หยวนหลง ผมของท่านยาวขึ้นอีกแล้ว"

หยวนหลงปรือตาขึ้นมองนางเผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยเหนื่อยล้าสะสมมานานหลายวัน เขายกมือขึ้นสัมผัสลงบนฝ่ามือของนาง ในเวลานั้นดวงตาของพวกเราสบมองเข้าหากัน

"คงถึงเวลาต้องตัดแล้ว..."

เขาส่งเสียงครางร้องตอบภายในลำคออย่างเห็นด้วย ดวงตาของลู่เอินเป็นประกายนึกขบขันในความเป็นเด็กน้อยของสวามี

"หม่อมฉันเกลียดร่างกายอันสมบูรณ์แบบของท่านเสียจริง"

"..."

"ถ้าเกิดท่านสมบูรณ์แบบน้อยลงกว่านี้หม่อมฉันคงมีดวงตาไว้มองผู้อื่นบ้าง"เหมินลู่เอินโคลงหัว"ทำไมท่านถึงได้ดีมากถึงเพียงนี้กัน"

เขาหาได้ตอบสิ่งใดกลับมาทว่ากลับยกมือขึ้นไล้สัมผัสไปตามเส้นผมที่ถูกปล่อยสยายของนางก่อนจะยกยิ้มอ่อนโยนที่หาได้ยากขึ้น "เมื่อวานเจ้าร้องไห้ทำไมกัน"

ลู่เอินเบิกตากว้างขึ้นไม่คาดคิดว่าเขาจะใส่ใจถึงเรื่องนี้ ชั่วพริบตาต่อมานางคลี่ยิ้มหวาน "นั่นเพราะหม่อมฉันดีใจ ยามเมื่อเห็นท่านรอคอยการกลับมาของหม่อมฉัน.."

"ราวกับว่ามีคนในครอบครัวที่รอคอยการกลับมาของหม่อมฉัน มันทำให้รู้สึกเสมือนใต้หล้านี้หาได้มีเพียงแต่หม่อมฉันผู้เดียว"

หยวนหลงขบริมฝีปากของเขาเป็นเส้นตรงไม่กล่าวอันใดออกมา เขาปิดเปลือกตาลงพลางส่งเสียงครางตอบในลำคอ "เจ้าเป็นภรรยาของเปิ่นหวาง เจ้าย่อมต้องเป็นคนในครอบครัวของเปิ่นหวาง"

ยามเมื่อดวงตาของเขาปรือขึ้นมาอีกครั้งความรู้สึกมากมายเจือปนอยู่ภายในนั้น นัยน์ตาของลู่เอินสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับว่าหยวนหลงกำลังทะลวงกำแพงสูงชันที่สร้างขึ้นเข้ามา

อะไรกัน

"กระทั่งในยามตาย ร่างของเจ้าก็จะถูกฝังไว้ข้างกายเปิ่นหวาง ใต้หล้านี้ตราบเท่าที่เจ้ายังคงเป็นภรรยาของเปิ่นหวาง พวกเราย่อมต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน..."

"..."

"ข้าใส่ใจเจ้านะ ลู่เอิน"

ลู่เอินขยับยิ้มกว้างขึ้นไม่อาจหยุดยั้งดวงตาที่กำลังเปล่งประกายของนางได้เลย ชั่วขณะนั้นอะไรล้วนแต่ไม่สำคัญทั้งสิ้น ใบหน้างดงามแดงเรื่อขึ้นมาท่ามกลางดวงตาฉายแววขบขันของหยวนหลง พระชายาลู่เอินโคลงหัวไปมา

"ข้าเองก็ใส่ใจท่านไม่ต่างกัน หยวนหลง"

ณ ตอนนั้นพวกเรากำลังฉีกยิ้มกว้างขึ้น บางทีมันก็อาจจะแค่นั้นสำหรับครอบครัวของข้าและท่าน

ครอบครัวของเรา...

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.241K ครั้ง

242 ความคิดเห็น

  1. #17652 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 00:48
    อย่างที่ลู่เอินบอก มันไม่ใช่เรื่องของการหาว่าใครถูกหรือผิดที่สุด แต่ความเจ็บปวดและการถูกทำร้ายทั้งร่างและจิตใจที่เกิดขึ้นกับลู่เอินมันก็เป็นของจริงอยู่ดี เราแค่อ่านเรายังทนไม่ได้เลยอะ แต่ลู่เอินก้าวข้ามมันไปต้องขนาดไหน ร่างกายยังทำไม่ได้เลย เทียบง่ายๆเหมือนคนที่ไม่สนใจและไม่คิดจะกิน ทั้งๆที่ท้องหิวและร่างกายต้องการอาหาร รู้สึกก่อนหน้านี้ก็มีที่ร่างกายของลู่เอินทนรับความเจ็บปวด(ทางใจ)ไม่ไหวจนต้องร้องไห้ออกมาแต่ใจลู่เอินคือไม่คิดจะแยแสอะ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้มันต้องขนาดไหนอะ //อินจัดๆ
    #17652
    0
  2. #17621 fangmojitaro (@fangmojitaro) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 02:28

    ไม่ชอบตรงที่พ่อแม่นางเอกไม่รักนอเพราะ เป็นผญ คือเข้าใจในสมัยนั้นนะ แต่ไม่ชอบอ่ะ คิอนางเอกขอมาเกิดหรอออ หรือว่าไง

    #17621
    0
  3. #15973 MonMoonlover (@MonMoonlover) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 17:34
    ร้องไห้แล้ว
    #15973
    0
  4. #14276 Weetaime (@Weetaime) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 13:46
    จะร้องงง
    #14276
    0
  5. #12228 Ash-Grey (@saith) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 12:58
    คือนางเอก ดูร้ายกาย แต่ทำทุกอย่างเพื่อผู้อื่นโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน แต่ลึกๆเราก้อยากให้คนอื่นได้รู้บ้างถึงสิ่งที่นางเอกทำอยู่เหมือนกัน
    #12228
    0
  6. #9701 JintanaKhamfun (@JintanaKhamfun) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 01:17
    อารมณ์ ไม่ใช่ อาภรณ์ นะ
    #9701
    0
  7. #9173 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 19:50
    จะได้พบเจอความสุขเมื่อใดกัน
    #9173
    0
  8. #8714 Naderndai (@Naderndai) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 12:54
    กว้างขวาง ไม่ใช่กว้างขว้าง และ ขวางทาง ไม่ใช่ขว้างทาง นะคะ
    #8714
    0
  9. #8619 MaggieT (@MaggieT) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 06:22
    สำหรับคนเรา ขอแค่ใครบางคนที่รอคอยเราอยู่ข้างๆเรา แค่นั้นก็เพียงพอแล้วจริงๆ
    #8619
    0
  10. #8354 shine-sky (@shinerain) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 22:34
    อ่านแบบติดต่อยาวๆ ชอบการบรรยายมากเลย ค่อยๆเปิดค่อยๆเผย เราชอบอะ
    #8354
    0
  11. #8121 milk3421 (@milk3421) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 03:45

    ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยรักข้า ก่อนที่ข้าจะคลอดออกมาจากท้องมารดา เป็นคำพูดที่โคตรเจ็บปวดเลยง่ะ

    #8121
    2
    • #8121-1 Naderndai (@Naderndai) (จากตอนที่ 17)
      4 สิงหาคม 2561 / 12:52
      คำนี้สะเทือนใจมากเหมือนกัน
      #8121-1
    • #8121-2 0955983864 (@0955983864) (จากตอนที่ 17)
      14 สิงหาคม 2561 / 23:14
      สะเทือนเหมือนกัน...
      #8121-2
  12. #7886 Alienonplanet🌙🌎 (@numalangpor) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 15:06
    เห็นด้วยกับลู่เอิน บางครั้งมันก็น่าชังนัก..ที่เราดันเข้าใจโลกมากเกินไป
    #7886
    0
  13. #7250 ^y^ok (@YOK-0211) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 13:28
    พึ่งมาอ่านหยุดไม่อยู่(ไม่รู้เจ้านายจะไล่ออกจากงานหรือเปล่า 555)หน่วง กินใจทุกตอน พร้อมที่จะร้องไห้เมื่อ พระเอกนายเอกเศร้า สนุกอะ
    #7250
    0
  14. #7236 Piszerel (@manaki-ne) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 11:59
    /น้ำตาคลอ
    #7236
    0
  15. #7183 CHJU (@MyShakiyaa) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 01:15
    มันเป็นบรรยากาศที่ดีก็ไม่ใช่ร้ายก็ไม่เชิง แฝงความหน่วงอะ ฮือ
    #7183
    0
  16. #7125 seeeiceee (@pokemonpika) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 22:02
    เมื่อไหร่จะมีลูกกกกกก
    #7125
    0
  17. #5856 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 12:57
    เขารักกันอะ คู่นี้ก็น่ารัก เหมือนอยู่กันด้วยความเข้าใจ
    #5856
    0
  18. #5792 (@sowhat-) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 11:57
    หน่ามตามาแหล่วจ้า
    #5792
    0
  19. #5606 woonwai!! (@kimmania) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 09:34
    อบอุ่น ในฤดูหนาว
    #5606
    0
  20. #5564 silensehun (@silensehun) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 23:47
    เป็นการอ่านที่หน่วงในอกดีจริงๆ
    #5564
    0
  21. #5425 แทนชื่อ (@funnydevilguy) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 18:52
    มันละมุนๆอบอุ่นแบบอ้างว้างอ่ะ อธิบายไม่ถูกแต่รู้สึกได้
    #5425
    0
  22. #5150 15332082 (@15332082) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 15:11
    เป็นนักอ่านเงามาหลายตอน
    บทนี้ไม่ไหวจริงๆ เรียบง่าย แต่ทุกตัวอักษรเรียบเรียงดีมาก รู้สึกได้ถึงความอ้างว้าง แล้วก็ความอบอุ่นที่คู่พระนางเติมเต็มให้กัน น้ำตานี่ซึมจริงๆ
    #5150
    0
  23. #4061 L2000 (@WOW_123) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 00:15
    เรียบๆง่ายๆเเทบไม่มีอะไรเลย รู้สึกได้ว่าทุกตัวอักษรเเฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ปล่าวเปลี่ยว โดดเดี่ยว อ้างว้าง ต่างคนต่างไม่เหลือใคร คนหนึ่งรัก คนหนึ่งเฉยชา รวมๆเเล้วชาไปหมด
    #4061
    0
  24. #3501 P. Sanggil (@pupaemu) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 21:48
    โอ้ยยยย ละมุนอะไรอย่างงี้ ชอบบบบบ
    #3501
    0
  25. #3054 p_ple2 (@P_ple) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 16:21
    เขาเหมาะสมกันจริงๆ
    #3054
    0