ตอนที่ 4 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 352
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    7 ก.ย. 61

ปา ขอรายงานการประชุมเมื่อครู่นี้ให้เราด้วยนะชาติชายกดอินเตอร์คอมสั่งงานมาจากข้างในห้อง ปาริฉัตรที่กำลังนั่งพิมพ์งานอยู่บนโต๊ะของตัวเองที่ตั้งอยู่หน้าห้องทำงานของชาติชายรีบวางมือจากแป้นพิมพ์แล้วกดตอบรับคำสั่ง

ได้จ้ะ รอแป๊บหนึ่งนะ

ไม่ต้องรีบหรอกนะ

โอเคจ้ะปาริฉัตรหันมาพิมพ์งานที่เพื่อนต้องการต่อซึ่งก็เหลือเพียงอีกนิดเดียวก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อพิมพ์เสร็จหญิงสาวก็ตรวจทานงานอีกรอบก่อนจะสั่งปริ้นเอกสารออกมาแล้วรวบรวมเอาเข้าไปให้ชาติชายในห้อง

ปา เราคิดว่าคงต้องไปเมืองไทยเร็วๆ นี้

ชาติชายเงยหน้าขึ้นบอกเพื่อนด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดเล็กน้อยหลังจากที่อ่านเอกสารจบแล้ว ดวงตาที่เขามองปาริฉัตรนั้นเต็มไปด้วยแววกังวลระคนห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวรู้ดีว่าทำไมเพื่อนถึงมีสีหน้าเช่นนี้ ตัวเธอเองก็รู้สึกกังวลกับเรื่องนี้เหมือนกันเพราะถ้าชาติชายต้องไปจริงๆ ก็หมายความว่าเธอก็จะต้องไปด้วยเช่นกันเนื่องด้วยเธออยู่ในฐานะเลขาของเขา การประชุมเมื่อเช้านี้มีการพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงงานที่ประเทศไทยซึ่งดูเหมือนปัญหานี้จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หากไม่รีบแก้ไขอาจจะส่งผลต่อสินค้าที่จะส่งมาที่นี่ก็เป็นได้

ปาคิดว่า...

ไปเถอะชาติ อย่าเอาเรื่องส่วนตัวของปามาทำให้งานเสียเลยนะ

ปาแน่ใจเหรอ

อืม...ปาคิดว่าโลกมันคงไม่กลมและปาคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอก ปาเข้มแข็งขึ้นมากแล้วนะ เรื่องมันผ่านมาตั้งเกือบจะสี่ปีแล้ว

ใช่...มันผ่านมาตั้งสี่ปีแล้ว ป่านนี้อดีตสามีเธอคงจะมีความสุขกับครอบครัวใหม่ไปแล้วล่ะ ทั้งที่บอกว่าตนเองเข้มแข็งแล้วแท้ๆ แต่ทำไมพอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกดวงตาของเธอกับมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ ปาริฉัตรพยายามกลั้นเอาไว้เพราะไม่ต้องการให้เพื่อนเห็นความอ่อนแอ เธอไม่อยากให้เพื่อนรักเป็นห่วงและไม่สบายใจไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาคมกริบของชาติชายไปได้ แม้ว่าเธอจะพยายามซ่อนไว้เพียงใด

เราว่าปาไม่ต้องไป...

ไม่ได้หรอก มันเป็นหน้าที่ของปานะ เธอเอ่ยขัดเพื่อนอย่างรวดเร็ว ปาว่าไปคราวนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ปาคิดว่าจะพาน้องเอมกับกิ่งแก้วไปด้วยกัน เพราะนานแล้วที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดของตัวเองเลย ยิ่งน้องเอมยิ่งไม่เคยไปเมืองไทยเลย ปาคิดว่าจะถือโอกาสนี้พาน้องเอมไปเที่ยวด้วยซะเลย ชาติว่าดีไหมหญิงสาวแสร้งถามด้วยน้ำเสียงสดใสและใบหน้าที่เบิกบาน ชาติชายไม่อยากขัดจึงเล่นตามน้ำไป

ก็ดีเหมือนกันนะ พาน้องเอมไปเที่ยวบ้างก็ดี

แล้วชาติจะไปเมื่อไรล่ะ

คิดว่าคงเป็นอาทิตย์หน้าน่ะ

โอเค ถ้าอย่างนั้นเราขอตัวไปทำงานก่อนนะ ปาริฉัตรเอ่ยขอตัวกลับไปทำงานทว่าขณะที่กำลังจะเดินออกไปจากห้อง ชายหนุ่มก็เรียกไว้เสียก่อน

เดี๋ยวสิปา...

มีอะไรเหรอ

เราดีใจนะที่ปาเข้มแข็งขึ้นแม้จะแค่เล็กน้อยก็ตาม ประโยคสุดท้ายชาติชายพูดอยู่ในใจ

หญิงสาวยิ้มด้วยดวงตาเป็นประกายพลางตอบกลับ ที่ปาสามารถเข้มแข็งและอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะปาได้กำลังใจจากทุกคนนี่แหละ โดยเฉพาะจากน้องเอมกล่าวจบเธอก็เดินออกจากห้องไป

ชาติชายมองตามไปด้วยความสงสารระคนเห็นใจ พลางนึกภาวนาอยู่ในใจว่าขอให้เพื่อนรักเข้มแข็งเช่นนี้ตลอดไปและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเถิด เพราะเขาอยากให้เธอมีความสุขอย่างเต็มที่เสียที เอ...หรือว่าเขาจะลองทำตัวเป็นกามเทพดูนะ ถ้าปาริฉัตรได้พบกับผู้ชายดีๆ สักคน บางทีเธออาจยอมเปิดหัวใจรักขึ้นอีกครั้งก็ได้ จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครสักคนไม่ต้องจมอยู่กับอดีตที่ปวดร้าวอีกต่อไป

ทว่าแล้วเขาจะไปหาผู้ชายดีๆ ได้ที่ไหนบ้างล่ะ เรื่องแบบนี้เขาต้องดูให้ละเอียดและศึกษาให้ดีๆ ถึงจะแนะนำให้เพื่อนรักได้รู้จัก ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าไปซ้ำเติมเพื่อนเข้าไปอีกหากเจอผู้ชายเลวหลบในเข้า ชายหนุ่มนั่งครุ่นคิดถึงผู้ชายที่เขารู้จักหลายๆ คน ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาเมื่อคิดได้ว่าควรเป็นใครดี ฮึๆ สงสัยเรื่องนี้เขาคงต้องขอคำปรึกษาจากแฟนสาวเสียแล้ว

 

ภายในตึกสูงใหญ่ระฟ้าของเมืองไทย ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่แต่งตัวภูมิฐานซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องออกกำลังกายรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังนั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใส

แฟ้มงานต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะทั้งสำคัญและไม่สำคัญนั้น หากเป็นเมื่อก่อนคงถูกพงศกรหยิบขึ้นมาทำแล้วทว่าบัดนี้มันกลับถูกวางทิ้งไว้อย่างไร้การเอาใจใส่ ภาพที่พนักงานทุกคนเคยเห็นเจ้านายทำแต่งานสนใจแต่เอกสารบนโต๊ะนั้นบัดนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นอีกแล้ว ณ ปัจจุบันนี้ภาพที่ทุกคนได้เห็นกับเป็นภาพที่เจ้านายมักทำหน้าเศร้าและชอบเหม่อลอยอยู่บ่อยๆ แทนเวลาว่างจากงาน

แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนทว่าพงศกรก็ไม่เคยทำให้งานเสียหายสักครั้ง เขายังใส่ใจกับงานทุกอย่างเหมือนเดิมเพียงแค่ว่าไม่ได้บ้าทำงานเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วก็เท่านั้นเอง ผู้ที่รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเจ้านายได้มากที่สุดก็คืออรอุมาผู้เป็นเลขานั่นเอง หญิงสาวเดินเข้ามาหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานที่พงศกรเซ็นหมดเรียบร้อยแล้ว พอเห็นเจ้านายนั่งเหม่ออีกเธอก็แอบถอนใจเบาๆ ด้วยความสงสาร

ถ้าเป็นเมื่อก่อนหากเธอเข้ามาเอาแฟ้มงานเมื่อไร ชายหนุ่มจะต้องสอบถามถึงงานชิ้นต่อๆ ไปหรือไม่ก็สั่งงานเธอแล้วซึ่งผิดกับตอนนี้ลิบลับเลยทีเดียว อรอุมาพอจะรู้บ้างว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เจ้านายของเธอต้องเป็นแบบนี้เพียงแต่รู้ไม่ลึกซึ้งเท่านั้นเอง เธอก็ได้เพียงแต่ภาวนาขอให้เจ้านายกลับมาเป็นเหมือนเดิมในเร็วๆ วัน หญิงสาวกอดแฟ้มเอกสารไว้กับอกแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ

พงศกรถอนใจยาวคล้ายคนเบื่อหน่ายชีวิต ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงมานั่งนิ่งๆ ปล่อยเวลาให้เสียไปเปล่าๆ โดยไม่ได้ประโยชน์ทำไม งานที่เคยสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำกับไม่มีความหมายเหมือนเคยเพราะเพียงแค่ข้างกายเขาไม่มีใครบางคนอยู่เคียงข้างอีกต่อไปแล้ว ใครคนนั้นผู้ซึ่งเป็น...ดวงใจ

เพราะงานที่เห็นว่าสำคัญทำให้เขาต้องเสียครอบครัวอันเป็นที่รักไป เขาเพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้เองว่ามันทดแทนกันไม่ได้เลยสักนิดก็เมื่อทุกอย่างสายไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผู้ที่เป็นต้นเหตุอันแท้จริงของเรื่องก็คือเขานั่นเอง เขาเองที่เป็นคนทำลายความสุขทุกอย่าง คนที่ทำร้ายดวงใจตนเองอย่างเลือดเย็นก็คือเขาเอง เขาเป็นคนผิดเอง!

ยิ่งคิดถึงอดีตก็ยิ่งปวดใจ เพราะความหุนหันพลันแล่นไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีๆ ก่อนของเขาแท้ๆ จึงทำให้ครอบครัวพังพินาศลงไม่มีชิ้นดี ตัวเขาเองควรรู้ดีที่สุดว่าอดีตภรรยาเป็นคนเช่นไร ไม่มีทางที่เธอจะทำร้ายลูกตัวเองได้ลงคอ แต่เพราะความโกรธกอปรกับความเสียใจที่ต้องสูญเสียลูกไปทำให้สติที่มีเพียงน้อยนิดของเขาขาดสะบั้นลง บวกกับหลักฐานที่เจอยิ่งทำให้เขาไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ของเธอทั้งสิ้น

ตอนนั้นเขาคิดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่าจะทำอย่างไรให้เธอเจ็บปวดมากที่สุดเพื่อให้สาสมกับความผิดที่เธอทำดี เขายอมรับว่าในเวลานั้นเขาไม่ใช่สุภาพบุรุษเต็มตัวอย่างที่เคยเป็น มีทางไหนที่สามารถทำให้เธอเจ็บปวดได้เขาทำหมด ช่วงเวลานั้นเขาเหมือนคนหน้ามืดตาบอดแถมใจยังบอดสนิทอีกด้วย ทว่าแม้ภายนอกที่แสดงให้เธอเห็นอาจดูเหมือนว่าเขาจะสะใจกับสิ่งที่ทำลงไป แต่ลึกลงไปในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเหลือแสน ทว่าก็จำต้องฝืนทนไว้และคิดว่าสิ่งที่เขาทำต่อเธอนั้นมันสมควรแล้วกับสิ่งที่เธอทำไว้

แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่เกือบทนไม่ไหว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเกือบทำให้เธอรู้ว่าเขายังรักและยังแคร์เธออยู่ เมื่อผู้หญิงที่เขาพามาด้วยเข้าไปทำร้ายปาริฉัตรเข้า ตอนนั้นเขาตกใจมากจนเกือบจะเข้าไปโอบประคองร่างภรรยาสาวด้วยความเป็นห่วงแล้วดีแต่ว่าอดกลั้นเอาไว้ได้ซะก่อน เขาทำเหมือนไม่สนใจแต่พอปาริฉัตรออกจากห้องไปแล้วความอดทนของเขาก็สิ้นสุดลงตามไปด้วย

เขาไล่ผู้หญิงที่บังอาจทำร้ายอดีตภรรยาเขาด้วยความโกรธสุดขีด ใบหน้านั้นเหมือนอยากจะฆ่าให้ตาย เขาแค่คิดอยากให้เธอเจ็บปวดใจแต่ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายร่างกายให้เจ็บเลยแม้แต่น้อย แต่ผู้หญิงที่เขาพามาด้วยกลับทำซึ่งตอนนั้นเขาห้ามไม่ทันเพราะคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ซึ่งหากผู้หญิงคนนั้นไม่รีบออกไปทันทีที่เขาไล่ละก็เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองจะควบคุมสติไม่ให้จับตัวอีกฝ่ายเหวี่ยงออกไปจากห้องได้หรือไม่

ผู้หญิงที่ปาริฉัตรเห็นอยู่กับเขาทุกคนนั้น พงศกรไม่เคยมีความสัมพันธ์ด้วยเลย เขาเพียงแค่พามาอยู่ที่ห้องเพื่อให้ภรรยาเข้าใจผิดเท่านั้น ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่คิดจะแตะต้องผู้หญิงเหล่านั้น เขารู้แต่ว่าในใจเขารู้สึกว่ามันผิดหากคิดจะทำ

ชายหนุ่มหยิบกรอบรูปที่มีภาพถ่ายคู่ระหว่างเขากับอดีตภรรยาขึ้นมาดูด้วยความคิดถึงและเสียใจอย่างสุดซึ้งกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป กรอบรูปอันนี้เขาเพิ่งเอามันออกมาจากลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานหลังจากที่เขาทิ้งมันไว้ในนั้นให้พ้นหูพ้นตาไปเป็นเวลานาน ตอนนี้มีเพียงรูปถ่ายและความทรงจำเกี่ยวกับปาริฉัตรเท่านั้นที่อยู่กับเขา ซึ่งเขาไม่ต้องการเพียงแค่นี้ เขาอยากสัมผัสตัวตนที่มีเลือดเนื้อมีชีวิตมากกว่ารูปถ่ายที่ไร้ชีวิตชีวา

พงศกรหลับตานิ่งพลางนึกถึงร่างบางยามอยู่ในอ้อมแขนของตัวเอง เขายังจำกลิ่นกายอันหอมหวานของเธอที่เคยชินได้อยู่เสมอ ร่างนุ่มๆ เนียนมือทว่ากลับอบอุ่นยังคงอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย แล้วชายหนุ่มก็อดนึกถึงเรื่องในวันนั้นไม่ได้ เธอจะเจ็บปวดและโกรธเกลียดเขาแค่ไหนกันนะที่เขาทำการหักหาญน้ำใจเธอเช่นนั้น

พงศกรยอมรับกับตนเองเต็มหัวใจเลยว่าวันนั้นเขาหึงหวงเธอมากที่สุด ที่เธอไปหาผู้ชายคนอื่นที่โรงแรมทั้งที่เพิ่งหย่ากับเขาได้ไม่กี่วันเท่านั้น เมื่อคิดว่าเธอจะเป็นของคนอื่นความรักที่มันยังอัดแน่นอยู่ในหัวใจกอปรกับความหึงหวงจึงได้ทำการหักหาญน้ำใจเธอ ตอนที่ได้มีหญิงสาวอยู่ในอ้อมแขนอีกครั้งนั้นเขารู้สึกเลยว่าตัวเองมีความสุขมากเพียงใด แต่ความผิดที่เธอทำไว้เขาก็ไม่อาจลืมได้ ความโกรธจึงบดบังความรักที่เขามีต่อเธอเอาไว้จนหมดสิ้น

ในเช้าวันนั้นชายหนุ่มตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นร่างบางที่แสนอบอุ่นอีกแล้ว ใจเขารู้สึกโหวงเหวงขึ้นมาทันทีและไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง แม้จะปล่อยเวลาให้เนิ่นนานแต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่จางหายไปเสียทีจนเขาทนไม่ไหวอีกต่อไปต้องไปหาเธอถึงบ้าน คิดแค่ว่าได้เห็นหน้าหรือได้ทะเลาะกันบ้างก็ยังดี แต่ก็ไม่คิดที่จะกลับไปอยู่ด้วยกันอีกแล้วเนื่องจากความผิดของเธอมันคอยย้ำเตือนใจอยู่เสมอ ทว่าพอกลับบ้านก็ต้องผิดหวังและตกใจเป็นอย่างมากเมื่อนมสายที่เขาเคารพรักและนับถือเสมือนญาติคนหนึ่งเพราะเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กบอกด้วยน้ำตานองหน้าว่า

คุณปาเธอไปแล้วค่ะคุณกร เธอบอกว่าขอคืนบ้านหลังนี้ให้คุณ ขอให้คุณมีความสุขกับสิ่งที่คุณเลือกแล้วตลอดไป

พงศกรจำได้ว่าตัวเองยืนนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้นคล้ายกับหุ่นยนต์ คำพูดของนมสายวนเวียนไปมาอยู่ในหัวสมอง มิหนำซ้ำเสียงร้องไห้ของนมสายยังบีบคั้นจิตใจจนทำให้เขารู้สึกผิดมากมายนัก แต่ก็เหมือนเดิมอีกนั่นแหละความคิดที่ว่าเธอทำให้ลูกต้องตายมักจะเข้ามาแทรกจนบดบังความรู้สึกผิดทุกครั้งไป

เมื่อปาริฉัตรย้ายออกไปแล้วเขาก็ย้ายกลับเข้ามาอยู่ในบ้านเหมือนเดิม ทุกวันที่ต้องอยู่โดยไม่มีเธอนั้นเขาก็มีงานเป็นเพื่อน แต่รู้สึกได้เลยว่าตนเองทำงานเพื่อให้ไม่ว่างจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านอะไรอีก ไม่ใช่รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำอีกต่อไปเหมือนอย่างแต่ก่อน เขาเอาแต่ทุ่มเทให้กับงานโดยไม่คิดสนใจผู้หญิงคนไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ความจริงแล้วเขามีสิทธิ์ที่จะคบใครใหม่ก็ได้ในเมื่อได้หย่าขาดจากปาริฉัตรแล้วทว่าเขาก็ไม่คิดจะทำ นั่นเพราะหัวใจเขาไม่เคยลืมใครอีกคนได้เลย

พงศกรถอนใจออกมาเฮือกใหญ่คล้ายคนหมดเรี่ยวแรง ทุกวันนี้เขาอยู่อย่างคนไร้หัวใจมีเพียงร่างกายกับวิญญาณเท่านั้นที่ยังอยู่เพราะหัวใจของเขามันถูกพรากไปนานแล้ว ยิ่งวันที่ได้รู้ความจริงทั้งหมดว่านามบัตรใบนั้นแท้จริงแล้วเป็นของใคร ชายหนุ่มก็แทบใจสลายหมดเรี่ยวหมดแรงจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

นงนุชเพื่อนสนิทของปาริฉัตรมาที่บ้านเพราะยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นจึงคิดมาหาเพื่อน เขาอยู่บ้านพอดีจึงจำต้องออกมาต้อนรับหญิงสาวและชายหนุ่มอีกคนที่มากับเธอทั้งที่ไม่อยากพบใคร แต่นงนุชถือเป็นเพื่อนเขาด้วยอีกคนเหมือนกัน ที่เขากับปาริฉัตรได้รักและแต่งงานกันก็เพราะแรงเชียร์ของอีกฝ่าย

นงนุชมาในชุดคลุมท้องสีสันสดใสทำให้เขารู้สึกแปลกใจพอสมควรที่เห็นเธอในสภาพแบบนั้น แต่พอได้รับคำแนะนำให้รู้จักกับผู้ชายอีกคนที่มาด้วยพงศกรก็เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เขาดีใจกับหญิงสาวด้วยพร้อมกันนั้นก็อดนึกถึงความโชคร้ายของตัวเองไม่ได้ ดังนั้นพอนงนุชถามถึงเพื่อนสาวขึ้นมาจึงทำให้เขาโมโหเลยพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ว่าปาริฉัตรไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วก่อนจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังเมื่ออีกฝ่ายถามอย่างตกใจระคนคาดคั้น

ท่าทางตกใจมากของนงนุชทำให้เขาคิดไปเองว่าหญิงสาวตกใจกับการกระทำของเพื่อน แต่เขากลับคิดผิดเมื่อนงนุชบอกว่าปาริฉัตรไม่มีวันทำแบบนั้นด้วยท่าทางและคำพูดปกป้องเพื่อนเต็มที่ ซึ่งเขาไม่โกรธหญิงสาวหรอกที่คิดเช่นนั้นเพราะถ้าเป็นเขาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเพื่อนจะทำแบบนั้นได้

นงนุชไม่เชื่อแถมยังแก้ต่างให้เพื่อนรักอีก

คุณกรเข้าใจผิดแล้วค่ะ ปาเขาไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก

คุณนุชอย่าแก้ต่างให้ผู้หญิงคนนั้นเลยครับ เรื่องมันจบไปแล้ว

คุณจะให้เรื่องมันจบแบบนี้หรือคะ นุชไม่เชื่อหรอกค่ะว่าปาจะทำแบบนั้น คุณเป็นสามีก็น่าจะรู้จักเขาดีสิว่าเป็นคนยังไง

ถึงจะเป็นสามีภรรยากันรักกันแค่ไหน แต่บางทีก็อาจไม่รู้นิสัยของอีกฝ่ายได้ลึกซึ้งหรอกครับ

คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือคะ

ถ้าผมไม่มีหลักฐานก็คงคิดอย่างคุณเหมือนกัน

หลักฐาน? อะไรคะที่ว่าเป็นหลักฐาน

ผมเจอนามบัตรใบหนึ่งในห้องนอนซึ่งผมตรวจสอบดูแล้วพบว่ามันเป็นนามบัตรของคลินิกทำแท้งแห่งหนึ่ง แล้วอย่างนี้คุณนุชจะให้ผมคิดว่ายังไงล่ะครับ

เขาเห็นนงนุชทำหน้าตกใจก่อนจะหันไปมองหน้าคนข้างกายเธอที่แนะนำว่าเป็นสามี เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมหน้าตาของทั้งสองคนถึงได้ซีดเผือดลงและแววตามีความเสียใจฉายชัด แล้วจู่ๆ นงนุชก็ร้องไห้ออกมาทำเอาเขางุนงงไปเลยทีเดียวว่าเธอเป็นอะไร ทว่าไม่นานชายหนุ่มก็แทบอยากร้องไห้ออกมาและอยากทำร้ายตัวเองให้เจ็บปางตายนักเมื่อได้ฟังความจริงจากปากของนงนุช

ตอนที่ได้ยินครั้งแรกเหมือนสวรรค์ถล่มลงมาตรงหน้า แผ่นดินที่เหยียบอยู่ก็สะเทือนไปถึงหัวใจของเขาที่กำลังอาบไปด้วยเลือด หญิงสาวสารภาพว่าตนเองเป็นเจ้าของนามบัตรใบนั้นเองไม่ใช่ของปาริฉัตร เธอมีปัญหาคือท้องก่อนแต่งงานจึงคิดจะเอาเด็กออกจึงได้มาปรึกษาเพื่อนสาว ปาริฉัตรจึงพูดเตือนสติและได้ให้คำแนะนำต่างๆ ทำให้เธอล้มเลิกความคิดที่จะเอาเด็กออกไป

พงศกรแทบไม่อยากจะเชื่อเลยเมื่อฟังนงนุชเล่าจบ แต่สามีของเธอก็ช่วยยืนยันอีกแรงหนึ่งแถมยังบอกว่าที่มาที่นี่ก็เพราะต้องการพบปาริฉัตรเพื่อจะขอบคุณที่ทำให้เขาไม่ต้องสูญเสียลูกไป                                            

ปาเขารักลูกในท้องมากนะคะ แถมเขายังเผื่อแผ่มาถึงลูกในท้องนุชอีก เขาไม่ต้องการให้นุชทำบาปฆ่าเด็กบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แล้วคนแบบนี้ที่ห้ามไม่ให้คนอื่นทำบาปน่ะหรือคะที่คุณคิดว่าจะฆ่าลูกตัวเองได้ลงคอ คุณคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอคะคุณกร

เสียงร้องไห้และคำอธิบายกึ่งต่อว่าของนงนุชมันช่างบีบคั้นหัวใจของเขาเหลือเกิน นี่เขาทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตหรือเนี่ย และสุดที่จะกลั้นอยู่น้ำตาของลูกผู้ชายก็ไหลรินออกมา เขาทำร้ายคนที่เขารักและรักเขาที่สุดได้อย่างเลือดเย็นเหลือเกิน เพราะความโง่เขลาขาดสติยั้งคิดของเขาแท้ๆ เชียวที่ทำให้ทุกอย่างพังพินาศหมด คำพูดที่ปาริฉัตรเฝ้าปฏิเสธตลอดเวลาที่เขากล่าวหาเธอยังคงอยู่ในความทรงจำไม่ลืมเลือน มันย้อนกลับมาให้เขารู้สึกผิดมากยิ่งขึ้น

มันไม่ใช่ของปานะคะคุณกร คุณกำลังเข้าใจผิด

มันเป็นของเพื่อนไม่ใช่ของปา ปารักลูกปาจะคิดฆ่าลูกทำไม

ใช่ เธอรักลูกมากแต่เขากับมองเป็นการเสแสร้ง ทำไมนะ ทำไมเขาถึงได้คิดเลวๆ เช่นนั้นได้

จริงๆ นะคะคุณกร เชื่อปาสิ คุณก็รู้ว่าปาไม่มีวันทำแบบนั้นได้

ใช่ เขาน่าจะรู้จักเธอดีกว่าใคร แต่ทำไมเขาถึงไม่เชื่อคำพูดเธอนะ ถ้าเขาเชื่อใจเธอซะตั้งแต่แรกก็คงไม่มีสภาพแบบนี้หรอก ชายหนุ่มซบหน้าลงบนฝ่ามือแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายสายตาของคนทั้งสองเลย

นี่ผมทำอะไรลงไปเนี่ย ผม...ผมมันเลวจริงๆ

คุณกรคะ นุชผิดเองค่ะ ต้นเหตุเรื่องทั้งหมดเพราะนุชเอง

ไม่ใช่คุณนุชหรอกครับ อย่าโทษตัวเองเลย ผมตั้งหากที่เป็นคนทำให้เรื่องทุกอย่างมันเลวร้ายลงยิ่งขึ้น ผมมันเลวมากคุณนุช ผมทำร้ายจิตใจปาทุกอย่างด้วยความโกรธแค้นแบบผิดๆ เขาคงไม่มีวันอภัยให้ผมแล้วละเพราะเขาคงเกลียดผมไปแล้ว

คุณอย่าโทษตัวเองเลยครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดี ผมก็เคยโกรธนุชมากเหมือนกันตอนที่นุชเคยคิดจะทำแท้ง

แต่ผมมันเลวกว่านั้นหลายเท่านักเขายังโทษตัวเองไม่เลิก

นุชเชื่อค่ะว่าปาเขายังรักคุณอยู่ ปาเขาไม่มีทางเกลียดคนที่เขารักมากที่สุดได้หรอกค่ะ

ผมขอบคุณคุณทั้งสองคนมากนะครับ ถ้าพวกคุณไม่มาที่นี่ผมคงยังเป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้ความจริงไปอีกนาน

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แล้วคุณกรจะทำยังไงต่อไปคะ บอกตรงๆ ว่านุชเป็นห่วงปามาก จิตใจเขาบอบช้ำมากนุชกลัวเขาจะ...

ไม่หรอกครับ เขารีบปฏิเสธเพราะรู้ว่านงนุชจะพูดอะไร เขาไม่เชื่อหรอกว่าปาริฉัตรจะคิดสั้นแบบนั้นได้

คุณคิดอย่างนั้นหรือคะ

ครับ ผมมั่นใจ ผมจะตามหาเขาให้พบเพื่อจะขอโทษ และให้เขาลงโทษในความผิดที่ผมกระทำต่อเขายังไงก็ได้ผมยอมขอแค่ได้พบเขาอีกครั้งเท่านั้น

ชายหนุ่มบอกจากความรู้สึกแท้จริงในใจ และไม่ได้เล่าเรื่องที่ปาริฉัตรอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งให้นงนุชฟังเพราะคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร ความโกรธและหึงหวงทำให้เขาขาดสติจนคิดว่าเธอมีอะไรกับผู้ชายคนนั้น แต่ตอนนี้ความจริงปรากฏขึ้นมาและไม่มีทิฐิในใจอีกจึงทำให้เขาคิดได้มากกว่านั้น ผู้ชายคนนั้นอาจเป็นเพื่อนของเธอก็ได้ เขาเชื่อใจเธอว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้นและเขามั่นใจว่าเธอยังรักเขาอยู่อย่างแน่นอน

หลังจากที่ได้รู้ความจริงทั้งหมดพงศกรก็จ้างนักสืบออกตามหาปาริฉัตรอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะหมดเงินไปเท่าไรเขายอมทั้งนั้นเพียงแค่ขอให้เขาได้พบเธออีกครั้ง ได้ขอโทษในสิ่งที่เขาได้ทำลงไปก็พอใจแล้ว และถ้าสวรรค์ยังเมตตาต่อเขาอยู่บ้างก็ขอให้หญิงสาวอย่าเพิ่งมีใครใหม่ เพราะเขาอยากเริ่มต้นกับเธอใหม่อีกครั้ง ซึ่งเขาสัญญาว่าคราวนี้เขาจะรักและดูแลเธอให้ดีที่สุด จะไม่วู่วามและขาดสติอย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว แต่หากว่าเธอมีใครใหม่ไปแล้วเขาก็คงทำได้แค่อวยพรให้เธอมีความสุข แม้มันจะเป็นคำอวยพรทั้งน้ำตาจากเขาก็ตาม

ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ความคิดเมื่ออรอุมาเลขาสาวเข้ามาเตือนถึงเวลาการประชุมในวันนี้ พงศกรถอนใจยาวอีกครั้งก่อนจะลุกตามเลขาสาวออกไป ถึงเวลาทำหน้าที่แล้วสินะ หน้าที่ที่ใช้ร่างกายและสมองแต่ไร้หัวใจสำหรับเขา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

3 ความคิดเห็น