คัดลอกลิงก์เเล้ว

ลิขิตรัก นางจำนน (จบ)

โดย zhingzhang

จอมนางมารยอมจำนนความรักครั้งนี้แต่โดยดี กว่าห้าพันปีที่นางมอบใจแก่เขา หากใจของเขาช่างแสนแพงนัก ดุจว่าการรักนางกลับนั้นเป็นเรื่องเลวร้าย

ยอดวิวรวม

2,074

ยอดวิวเดือนนี้

122

ยอดวิวรวม


2,074

ความคิดเห็น


21

คนติดตาม


135
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 มี.ค. 61 / 21:04 น.
นิยาย ԢԵѡ ҧӹ () ลิขิตรัก นางจำนน (จบ) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

     จอมนางมารยอมจำนนความรักครั้งนี้แต่โดยดี กว่าห้าพันปีที่นางมอบใจแก่เขา หากใจของเขาช่างแสนแพงนัก ดุจว่าการรักนางกลับนั้นเป็นเรื่องเลวร้าย


 28/3/2561 
จบแล้ว


..............................................................................................................................................

เนื้อเรื่อง อัปเดต 28 มี.ค. 61 / 21:04




ลิขิตรัก นางจำนน







          หากจะบรรยายความงาม จะให้กล่าวว่าในสามภพหกภูมิมิมีใครเทียบก็ไม่เกินจริง งดงามกว่าเทพธิดาองค์ใด งดงามกว่าสรรพสิ่งทั้งมวล เป็นต้นแบบความงามของอิสตรีทั้งสามภพ ถือกำเนิดก่อนคำว่าความงามจะถูกบัญญัติความหมายขึ้นมา เพราะความหมายของมันเกิดขึ้นเพื่อชมโฉมนางโดยเฉพาะ

              หากจะบรรยายถึงอิทธิฤทธิ์ จะกล่าวว่านางควบคุมภพมารไว้ทั้งหมดก็ย่อมได้ จอมมารคนที่สามและคนปัจจุบัน ผู้ครองตำแหน่งจอมมารหลังบิดาพ่ายแพ้และเสียชีวิตจากสงครามระหว่างเทพและมาร

              ทั้งหมดนี้คือ ซูซูเจิน อิสตรีผู้เป็นหนึ่งในสามภพ และอิสตรีผู้หวังจะผูกสัมพันธไมตรีระหว่างมารกับสวรรค์ นางคิดกระทำสิ่งที่แม้แต่สวรรค์ยังมิคิดจะกระทำ

 

 

              เลี่ยงหลานซื่อ หนึ่งในสองมหาเทพ ผู้ถือกำเนิดพร้อมแผ่นดินและแผ่นฟ้า ตัวเขาก็คือสวรรค์ เกิดก่อนเทพทั้งปวง เป็นผู้อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์ อายุเทียบเท่าฟ้าดินหากแต่รูปร่างหน้าตายังคงความเยาว์ดุจบุรุษหนุ่มแน่นไม่ผิดเพี้ยน ว่ากันว่ามีรูปโฉมที่หากได้เห็นสักคราจะไม่สามารถมองบุรุษผู้ใดได้อีกเลย แต่ถึงกระนั้นรูปร่างหน้าตาที่กล่าวสืบต่อกันมานั้นก็มีเพียงไม่กี่คนที่ได้ยล เพราะองค์มหาเทพนิยมจำลองกายให้มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป บางคราก็มีลักษณะคล้ายผู้เฒ่า บางคราก็คล้ายองค์เทพหนุ่มธรรมดา

 

              ในอดีตมีสองมหาเทพผู้ครองสรรพสิ่ง หนึ่งมหาเทพคือเลี่ยงหลานซื่อ อีกหนึ่งคือซูเหยาหานเฟิง มหาเทพผู้ให้กำเนิดพิภพมาร และแต่งตั้งตนเป็นจอมมารองค์แรก พระองค์ไขว่คว้าพลังอำนาจไม่มีที่สิ้นสุด สร้างอำนาจมืดมากมายให้แก่หกภูมิจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังมืดและไร้ร่างกาย แต่กลับแทรกแทรงความชั่วร้ายหลายหรือที่ผู้คนเรียกมันว่ากิเลศตัณหาไปทุกทั่วสารทิศ การมีตัวตนของจอมมารองค์แรกแม้มิอาจเห็นหรือสัมผัสแต่กลับรู้ถึงการมีอยู่

จอมมารองค์สองเล่าสืบต่อกันว่ามีพลังอำนาจมากมายจนถูกกล่าวขานว่ามีพลังมิแพ้บิดาผู้เป็นหนึ่งในสองมหาเทพ เขาได้ทำสงครามกับสวรรค์ซึ่งในขณะนั้นมีเง๊กเซียนฮ่องเต้ปกครองหลังมหาเทพเลี่ยงหลานซื่อมอบอำนาจให้มากว่าหมื่นปี สุดท้ายฝ่ายที่ชนะคงไม่พ้นฝ่ายสวรรค์แม้มหาเทพเลี่ยงหลานซื่อจะมิได้มาข้องเกี่ยวด้วยก็ตาม สร้างความภาคภูมิใจแก่สวรรค์เป็นอย่างยิ่ง

              หากแต่...จอมมารองค์สองผู้เป็นบุตรชายของซุเหยาหานเฟิงนะหรือมีพลังทัดเทียมบิดา เขาอยากจะหัวเราะให้ก้อง พลังของจอมมารองค์สองไม่อาจเทียบแม้เพียงครึ่งหนึ่งของบิดาเสียด้วยซ้ำ ทว่าความจริงข้อนี้มหาเทพเลี่ยงหลานซื่อมิได้กล่าวออกไปให้ใครได้ประจักษ์

              หลังจอมมารองค์สองซูเหว่ยตงกงสิ้นชีวิตธิดาของเขา ซูซูเจิน ก็ได้ขึ้นครองบัลลังก์แทนที่ นางร้ายกาจ นางทรงอำนาจ นางคือความน่าเสน่หาแห่งสตรีอย่างแท้จริง

 

              ในช่วงแรกที่ครองบัลลังก์นางสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดาทำการรบกับสวรรค์มานับครั้งไม่ถ้วน มีทั้งแพ้และเสมอแต่ไม่เคยชนะแม้สักครั้ง จนผ่านไปนับหมื่นปีความหุนหันพลันแล่นก็เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ จากจำนวนแพ้ก็น้อยลงและตีเสมอมากขึ้น

              แต่หลังจากนั้นให้หลังไม่กี่พันปี นางกลับล้มเลิกความตั้งใจครองสวรรค์จนหมดสิ้น ทว่ากลับอยากผูกสัมพันธไมตรีเป็นหนึ่งเดียวดังเช่นแต่ก่อนกาล สร้างความไม่พอใจต่อเหล่ามารครึ่งหนึ่งแต่ด้วยความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด รวมถึงนางใช้เวลากว่าพันปีเพื่อหว่านล้อมเหล่ามารที่แบ่งฝ่ายคิดเป็นศัตรูต่อนางให้กลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครา ทำให้ไม่มีมารตนได้กล้าแบ่งฝ่ายอีกเป็นครั้งที่สองและยอมจำนนต่อการตัดสินใจของนางแต่โดยดี

 

              ส่วนสาเหตุที่นางอยากผูกสัมพันธไมตรีกับสวรรค์นะหรือ...คงต้องย้อนกลับไปกว่าครึ่งหมื่นปีก่อนเลยทีเดียวเชียว

 

              ครึ่งหมื่นปีก่อนซูซูเจินใช้ความงามของตนล่อลวงเหล่าเทพให้แปรพรรคมาเป็นมาร สร้างความโกลาหลยิ่งกว่าบิดาของนางที่ดีแต่ใช้กำลัง

              หกภพภูมิเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายมารมากมายด้วยมารยาของจอมนางมารผู้นี้จนเกิดความไม่สมดุลขึ้น นางล่อลวงเหล่าเจ้าพิภพในแต่ละภูมิให้มาร่วมฝ่ายมาร นั่นทำให้พิภพต่างๆที่เคยอยู่ฝ่ายสวรรค์แปรมาเป็นพรรคมารจนเกือบหมดสิ้น ในที่สุดองค์มหาเทพเลี่ยงหลานซื่อก็ต้องกลับมามีส่วนร่วมในสงครามอีกครั้งเมื่อแม้แต่เง๊กเซียนฮ่องเต้องค์แรกก็ยอมจำนนต่อนางแต่โดยดี สร้างความผิดหวังแก่สวรรค์เป็นอย่างยิ่ง

              วิธีแรกที่องค์มหาเทพใช้คือการเจรจาโดยพระองค์จำลองกายมาในร่างเทพหนุ่มผู้หนึ่ง ซูซูเจินผู้รูปโฉมงดงามหากแต่ไม่รู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายก็ยอมเจรจาโดยหวังล่อลวงอีกฝ่ายมาเป็นพรรคมารเช่นกัน

              ทว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ การเจรจาครั้งนั้นนางยื่นคำขาดให้เลี่ยงหลานซื่อซึ่งในขณะนั้นเป็นแค่เทพองค์หนึ่งในสายตาของนางมาร่วมอยู่กินกับนางสามปี

              ประสงค์นางเพื่อล่อลวงเขา หากสามปีนี้นางไม่สามารถล่อลวงเขาได้นางก็จะยอมตัดใจ นั่นคือความต้องการที่แท้จริง แต่สิ่งที่นางเสนอต่อรองไปก็คือให้เขาลองมาสัมผัสรสแห่งมาร หากเขาไม่หลุดเข้ามาในวัฎจักรมืดนี้ได้ นางก็จะยอมปล่อยสวรรค์ไปและไม่ล่อลวงเทพองค์ใดหรือแม้แต่พิภพอื่นให้ตกเป็นทาสมารอีก

 

              แค่เทพระดับล่างจะทนไปได้สักกี่น้ำ

 

            ทว่าเทพระดับล่างในสายตาของนางกลับทำหน้าที่ได้ดี ไม่ว่านางจะใช้มารยาเช่นได้เขาก็ไม่หลงกลแม้เพียงนิด หากเทพหนุ่มยังเป็นสุภาพบุรุษจนน่าใจหาย ท่วงท่าองค์อาจ ดังผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ซูซูเจินมีชีวิตอยู่มากว่าแสนปีไม่เคยพบชายใดที่ไม่หลงเสน่ห์นางมาก่อนเช่นเขา

              จากเพียงสามปีที่นางตั้งไว้กลับกลายมาเป็นสิบปี ห้าสิปปี หนึ่งร้อยปี หนึ่งพันปี และลากยาวมาจนกระทั่งห้าพันปีในปัจจุบัน ถึงกระนั้นซูซูเจินเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา จากเพียงอยากเอาชนะ กลายเป็นความผูกพันอย่างแท้จริง บุรุษผู้นี้ทำให้นางรู้สึกอยากฝากชีวิตไว้ที่เขา นางรู้สึกว่านางสามารถพึ่งพิงเขาได้ทุกคราที่นางต้องการ

 

              เขาไม่ใช่เพียงไม่สนใจนาง แต่ไม่ว่าสตรีอื่นใดเขาก็ไม่มีที่ท่าว่าจะสนใจเช่นกัน นางจึงตัดสินใจมั่นว่าตราบที่เขาไม่มีหญิงใดในใจ ต่อให้เวลาผ่านไปจนสิ้นแผ่นฟ้านางก็จะไม่ยอมเลิกราจากชายผู้นี้อย่างแน่นอน

 

              ห้าพันปีที่นางขาดการรบระหว่างมารกับสวรรค์เพราะนางไม่ยอมนำทัพ ห้าพันปีที่นางเลิกใช้เสน่ห์ล่อลวงพิภพอื่นมาเป็นพรรคมาร ห้าพันที่นางตามเขาทุกฝีก้าว ห้าพันปีที่นางช่วยเหลือเขาเท่าที่จะทำได้ ห้าพันปีที่นางแสดงออกชัดเจนว่าสนใจเขาจนล่วงรู้ไปทั้งสามภพหกภูมิ และห้าพันปีที่นางยอมทำเพื่อเขาทุกอย่าง

              เทพธรรมดา รูปร่างหน้าตาธรรมดา ผู้ไม่มีพลังพิเศษอันใด กลับทำให้สตรีเหนือสตรีสยบแทบเท้าได้โดยไม่สนเกียรติใดๆทั้งสิ้น แต่กระนั้นไม่ใช่เพียงแต่นางที่ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเทพหนุ่มองค์นี้ ไม่ว่าใครก็ไม่ทราบเช่นกัน

 

              องค์มหาเทพในคราแรกจำลองกายมาหวังเจรจาก่อนเพราะไม่อยากให้เกิดการต่อสู้ขึ้น ทั้งๆที่หากพระองค์เข้าร่วมการรบแม้จะยกทัพมาทั้งเผ่ามารก็มิอาจชนะพระองค์ได้เป็นสัจจริง

              ส่วนสาเหตุที่สองแม้มิอยากยอมรับแต่ลึกๆในเสี้ยวใจที่ด้านชาขององค์มหาเทพก็รู้ดีว่าอยากจะลองเจรจากับซูซูเจินดูสักครา พระองค์ยอมรับว่านางคือสตรีเหนือสตรีโดยแท้จริง และไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบันก็ยังไม่เคยมีสตรีคนใดทัดเทียมนางได้ทั้งรูปโฉมและกำลังวังชา

              องค์มหาเทพแค่อยากลองเจรจากับนางตัวต่อตัวดูสักครั้ง แต่ไม่เคยคาดคิดว่าหนึ่งคราพานพบในครานั้นจะยาวนานมาถึงครึ่งหมื่นปีและไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดในครานี้

              การปรากฏตัวของพระองค์ไม่มีใครล่วงรู้ แม้แต่เง๊กเซียนฮ่องเต้ยังคิดว่าพระองค์เป็นแค่เทพธรรมดาองค์หนึ่งที่มีจิตใจหาญกล้าคิดเจรจากับจอมนางมาร และได้รับคำสั่งให้ร่วมอยู่กินกับนางสามปีตามเงื่อนไขที่เผ่ามารเรียกร้อง ทำให้องค์มหาเทพต้องจำยอมดำเนินตามกลที่นางหวังไว้แม้จะรู้เท่าทันทุกอย่าง

              ตลอดสามปีหลายคราที่พระองค์นึกรำคาญใจจนอยากทิ้งขว้างหน้าที่โดยไม่สนสิ่งใดเสีย แต่ความรู้สึกผิดในใจพลันก่อตัวขึ้น ความรู้สึกผิดที่ว่าไม่ใช่เพราะต้องละเลยหน้าที่ในการปกป้องสวรรค์ แต่กลับรู้สึกผิดที่ผิดสัญญากับนางมากกว่า

              หลังพ้นสามปี องค์มหาเทพยอมรับว่าการได้กลับมาใช้ชีวิตนั้นก็ไม่ได้แย่เท่าใดนัก ได้กลับมาลิ้มรสแห่งสุขและทุกข์ หากแต่พระองค์ไม่คิดจะพัวพันต่อนางและสวรรค์ไปมากกว่านี้

              พระองค์หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่านางก็ยังตามหาเขาจนเจอ

              พระองค์แบ่งเสี้ยวไปจุติ นางก็ตามเขาลงไป มิใช่ไปยั่วยวนแต่คอยปกป้องอยู่ห่างๆ

              นางมิได้ตอแยจนน่ารำคาญ แต่นางวนเวียนรอบกาย ปรนณิบัติและชักชวนเขากระทำสิ่งที่ไม่เคยกระทำมาก่อน

              องค์มหาเทพคือผู้สร้างและรักษา พระองค์รู้ถึงความเป็นไปในทุกภพหากแต่มิเคยคิดมาสัมผัสคลุกคลีกับความเป็นไปของโลกมากมายดังที่นางยัดเยียดให้ทำ

              เพราะนางลอบสังเกตเขามากว่าพันปี จึงรู้ดีอะไรที่เขาชอบอะไรที่ทำแล้วเขาจะรำคาญ นางรู้ดีทั้งหมด นางมิได้ตอแยแต่แรก หากแต่นางค่อยๆสังเกตทีละหน่อยก่อนจะค่อยๆพาตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา

              ถึงกระนั้นซูซูเจินก็มิได้เปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา แต่เป็นนิสัยเขาที่ถูกโฉลกกับนางยิ่งนัก นั่นยิ่งทำให้นางผูกพันจนกลายเป็นความรักขึ้นมา

             

              จริงอยู่ที่ไม่มีสตรีใดกล้าหือกับคนที่ซูซูจินหมายปอง ทว่าหลังจากที่นางตั้งมั่นผูกไมตรีต่อสวรรค์ ทำให้เทพธิดาบางองค์เริ่มหลงระเริง และจงใจเข้าใกล้หวังผูกใจเทพองค์เดียวกับจอมนางมาร

              จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ และเริ่มมีเทพธิดามากมายเข้ามาพัวพันกับฟางตงของนางไม่หยุดหย่อน

 

เทพที่แม้แต่ซูซูเจินไม่ได้ครอบครอง แต่หากนางทำสำเร็จก็แสดงว่านางเหนือกว่าสตรีที่ว่ากันว่าเป็นสตรีเหนือสตรี

 

บางคนมั่นใจว่าความแข็งแกร่งจนเกือบกระด้างของซูซูเจินคงไม่มีวันชนะใจองค์เทพตงฟาง อย่างไรเสียองค์เทพก็ต้องย่อมชอบเทพด้วยกันอยู่แล้ว

เทพธิดาบางตนพยายามใช้ความอ่อนหวานเข้าสู้แต่ก็ไม่เป็นผล จนเลิกรากันไปนักต่อนัก

 

              สาเหตุที่ตัดใจอย่างง่ายดายของเหล่าเทพธิดาก็คือ องค์เทพตงฟางนั้นแสนจะหน้าตาจืดชืด แถมพลังอำนาจยังน้อยกว่าพวกนางเสียด้วยซ้ำ เหล่าเทพธิดาจึงไม่คิดจะสานสัมพันธ์ต่อให้เสียเวลา

 

              และจากเหตุการณ์เหล่านี้เองทำให้องค์มหาเทพเล็งเห็นบางอย่างได้ แม้พระองค์จะไม่ได้รำคาญซูซูเจิน แต่ก็มิต้องการให้นางมาตอแยตัวเขาอีก องค์เทพสังเกตได้ว่าช่วงที่เหล่าเทพธิดามารุมห้อมล้อม ซูซูเจินมิได้หึงมิได้หวง แต่กลับห่างออกไป

สังเกตท่าทีเพียงเท่านั้น องค์มหาเทพเข้าใจได้ในทันทีว่าจะทำอย่างไรเพื่อกีดกันนางออกไปแม้จะโหดร้ายไปหน่อย ก็ยังดีกว่าเรื่องมันจะยืดเยื้อไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

              พระองค์ปั้นแต่งสตรีนางหนึ่งขึ้น มีรูปร่างหน้าตาสะสวยแม้จะไม่เทียบนางแต่ก็เหมาะสมต่อตัวเขาในร่างเทพตงฟางนัก เลี่ยงหลานซื่อดำเนินแผนการแบบค่อยเป็นค่อยไป องค์มหาเทพค่อยๆจงใจให้หุ่นเทพธิดาองค์นี้เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตเขาทีละนิด จนเวลาผ่านไปพอสมควรก็จงใจแสดงให้เห็นว่าพระองค์มีใจรักให้แก่เทพธิดาองค์นี้

              และผลลัพธ์ก็ไม่ผิดจากที่คาด ซูซูเจินมาแสดงความยินดีให้เข้าสั้นๆและนางก็ไม่กลับเช้ามาในชีวิตเขาอีกเลย

 

              ห้าพันปีที่มีนางอยู่ในแต่ละวันของเขา บัดนี้นางกลับหายไปและไม่มีวีแววว่าจะหวนคืนมา ที่ผ่านมานางมิได้มาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของเขาจนน่าโมโห นางมิได้ตอแยจนน่ารำคาญ นางร่วมใช้ชีวิตอันแสนธรรมดาของเขาไปในแต่ละวัน รอยยิ้มของจอมนางมาร ความธรรมดาของนางที่แสดงออกมาให้เขาเห็นเท่านั้น ความรักของนางที่มอบให้ต่อเขาผู้เดียว แม้เขาจะรักหญิงอื่นนางกลับยอมรับและจากไปโดยทำให้เขาลำบากใจ

              ทั้งหมดนี้เขาย่อมดูออก

 

              ..แต่เหตุใดกัน นางที่ฉลาดทันเล่ห์เลี่ยมมาตลอดกลับเชื่อสนิทใจว่าเขามีใจรักสตรีนางนั้น สตรีที่เขาปั้นแต่งขึ้นมา

              ...แต่เหตุใดกัน ทั้งๆที่องค์มหาเทพกลับได้ชีวิตอันสงบสุขดังเช่นหลายแสนปีที่ผ่านมาแต่ใจเขากลับไม่สงบเลย

              ...แต่เหตุใดกัน เขากลับนึกโมโหที่นางไม่หึงหวงเขาแม้เพียงนิด

 

              อารมณ์โมโห..ที่เขาไม่ได้สัมผัสมาตั้งแต่หลังสงครามระหว่างเขากับซูเหยาหานเฟิงจอมมารองค์แรกกลับก่อตัวขึ้นอีกครั้ง อารมณ์ต่างๆที่องค์มหาเทพลืมเลือนไปสิ้นกลับก่อเกิดขึ้นมาอีกครั้ง

                   ใช่ อารมณ์ที่ลืมเลือนไปกลับก่อเกิดขึ้นอีกรวมไปถึงอารมณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็เกิดขึ้นมาเช่นกัน..


                    แม้เขาจะไม่เป็นฝ่ายไปหานางหรือไม่เรียกร้องให้นางกลับมาหาเขา แต่พระองค์ก็ใช้เนตรทิพย์ลอบสังเกตนางเป็นระยะ

              จากไม่กี่ครั้งต่อวันกลับค่อยๆเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะใช้เวลาทั้งหมดของเขาในการมองดูนางผ่านเนตรทิพย์เป็นเช่นนี้ไปกว่าหลายร้อยปี จึงได้โอกาสที่จะพบนางอีกครั้งเมื่อรู้ว่าซูซูเจินจะมาเยือนสวรรค์เพื่อเจรจาเรื่องการผูกไมตรี ที่นางละทิ้งเรื่องนี้ไปนานแสนนาน และเก็บตัวไม่ให้ผู้ใดเข้าพบ

              องค์มหาเทพรู้ดีว่านางทุกข์ทรมานใจเพียงใด นางขาดการติดต่อกับทุกสิ่งและฝากบัลลังก์ไว้กับน้องชายของตนให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งแทนระยะหนึ่ง

ซุซุเจินหายจากไปโดยไม่มีใครรู้ว่านางอยู่ที่ใด เว้นแต่เพียงองค์มหาเทพ เขามองนางผ่านเนตรทิพย์ตลอดเวลา พระองค์รู้ว่านางผ่านม่านมารเข้าไปยังหุบเขาจุติหุบเขาที่ทั้งเขาและซุเหยาหานเฟิงกำเนิดขึ้น เพียงแต่ว่าแม้แต่เขาก็ไม่สามารถไปยังที่แห่งนั้นได้รวมถึงไม่อาจใช้เนตรทิพย์มองนางผ่านม่านมารได้เช่นกัน

แม้จะเป็นหุบเขาที่สององค์มหาเทพกำเนิดขึ้น  ทว่าก็ถูกแบ่งแยกม่านมารและม่านเทพอย่างชัดเจน การจะเข้าไปยังม่านใดม่านหนึ่งได้นั้นต้องอาศัยองค์มหาเทพผู้กำเนิดในม่านหุบเขานั้นเป็นผู้นำพาเข้าไป ตัวซูซูเจินหลังจมดิ่งในความระทมทุกข์ มวลแห่งกิเลศของซูเหยาหานเฟิงผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของนางเท่านั้นที่จะสามารถพานางเข้าไปยังหลังม่านมารได้

นอกจากความโกรธที่เขาได้กลับมาสัมผัสอีกครั้ง ความเป็นห่วงและกังวลที่ห่างหายไปอย่างยาวนานจนไม่อาจนับเป็นระยะเวลาได้ก็กลับคืนมาสู่เขาเช่นกัน

และทันทีที่รู้ว่านางกลับออกมาจากม่านมารนั้นและติดต่อมาผูกสัมพันธไมตรีกับสวรรค์ ใจขององค์มหาเทพพลันกระตุกสั่นไหวอย่างรุนแรง มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกกับองค์มหาเทพเลี่ยนหลานซื่อนับแต่ฟ้าดินถือกำเนิด

             

              ภายในที่ประชุมเหล่าเทพ

              “ข้ามาเยื่อนสวรรค์ครั้งนี้มิได้เพื่อมาอ้อนวอนปรองดองเหมือนดังแต่ก่อนเก่า หากแต่ก็มิได้คิดมาก่อสงครามเช่นกัน” นางเอ่ยเสียงเย็นยะเยือกแววตาไร้อารมณ์

              “หมายความว่าอย่างไรจอมนางมาร?” เง็กเซียนฮ่องเต้ตรัสถาม เมื่อนางมาถึงสวรรค์ก็เอ่ยจุดประสงค์มิอ้อมค้อมหรือเปิดเรื่องให้ยืดยาว ช่างแตกต่างจากแต่ก่อนนักและที่สำคัญ...

              คิดมาถึงตรงนี้เง๊กเซียนฮ่องเต้ก็แอบลอบมองไปยังเทพหนุ่มที่คราหนึ่งนางเคยตามอ้อนรักจากเขานับกว่าครึ่งหมื่นปี

              “ท่านจะมองเขาด้วยเหตุอันใดกัน” นางเชิดหน้าขึ้นถามผู้ครองสวรรค์

“ท่านจำเทพตงฟางมิได้หรือ?” นางจำไม่ได้หรือว่าเคยพยายามขนาดไหนเพื่อให้เทพตงฟางมอบใจให้นางกลับ

              นางหันไปมองคนที่ถูกเอ่ยถึงประสานสายตากับองค์มหาเทพที่ยืนนิ่งตะลึงงัน ก่อนจะเอ่ยเสียงหวานแต่ช่างบาดลึกลงกลางใจคนฟังอย่างเขายิ่งนัก

              “สามปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีนัก แต่คิดว่าหลังจากนี้คงไม่จำเป็นต้องมีสัมพันธ์ต่อกันอีก”นางกล่าวอย่างไรเยื่อใย

 

              สามปี?

 

              “ข้าไม่คิดว่าจะมีเทพองค์ใดไม่หลงใหลในตัวข้า เอาเถิด..การเดิมพันครานี้ข้าพ่ายแพ้ต่อสวรรค์ ฉะนั้นข้าจึงจะทำตามสัญญาว่าจะไม่ก่อสงครามอีก อีกอย่างความทรงจำในช่วงห้าพันปีของข้านั้นหายไป หากแต่ข้ากลับจำได้แม่นยำว่าตัวข้าในอดีตประสงค์ที่จะผูกมิตรต่อสวรรค์ แล้วท่านเง็กเซียนจะว่าอย่างไร?” นางเมินเฉยต่อแววตาอันเจ็บปวดของบุรุษหนุ่มตรงหน้าแล้วหันไปสานสนทนาที่ยังคั่งค้างต่อกับเง็กเซียนฮ่องเต้

“...” เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบนางจึงพูดต่อ

“ถ้าท่านปฎิเสธข้าก็จะไม่ตามตื๊อให้เสียเกียรติอีก”

              “คงต้องให้ข้าหารือกันอีกสักหน่อย”

              “เผ่ามารให้เวลาพวกท่านคิดมาเนิ่นนานแล้ว หากไม่ตอบตกลงในครานี้ ข้าก็จะถือว่าเผ่าสวรรค์มิคิดเป็นพันธมิตรต่อเผ่ามาร แต่เอาเถิด..ข้าให้คำมั่นว่าจวบจนสิ้นสมัยของข้าจะไม่มีสงครามระหว่างเทพและมาร”

             

              การเจรจาเป็นไปอย่างเข้มข้น หากแต่องค์มหาเทพกลับมิได้สนใจในบทสนทนานั้นแม้แต่น้อย บัดนี้พระองค์ทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับซูซูเจิน พระองค์ยอมรับว่าหลังจากที่รู้ว่านางเข้าไปยังม่านมารได้ แสดงว่าวิญญาณนางสามารถสื่อถึงมวลกิเลศของซูเหยาหานเฟิงอดีตจอมมารองค์แรกได้ ในครานั้นพระองค์ทั้งกังวลและตื่นกลัวว่านางจะสูญเสียสามัญสำนึกและถูกครอบงำโดยมวลชั่วร้าย หากแต่อีกใจหนึ่งพระองค์ก็เชื่อมั่นถึงความแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวของนาง

              พระองค์เชื่อมั่นว่าสตรีเช่นนางนั้นไม่มีทางนำความเจ็บปวดให้มาทำร้ายตัวเองแน่ แต่ทว่าพระองค์ไม่คาดคิดมาก่อนว่านางจะละทิ้งความรู้สึกและความทรงจำห้าพันปีระหว่างนางกับเขาไว้หลังม่านมารนั้น

              มวลกิเลศนั้นมอบความชั่วร้ายแทรกซึมภายในจิตใจของสรรพสิ่งได้ หากแต่ก็ช่วงชิงกิเลศตัณหาภายในใจของสรรพสิ่งมาเป็นของตนได้เช่นกัน บัดนี้กิเลศราคะของนางได้ถูกช่วงชิงไปจนหมดสิ้น ความรู้สึกของนางที่มีต่อตัวพระองค์ก็ถูกช่วงชิงไปเช่นกัน

              แค่รู้เพียงเท่านั้นดวงใจของเขาดุจถูกบีบรัดคล้ายหายใจไม่ออก เขาเจ็บปวดนักและทรมานยิ่งกว่าเมื่อรู้ว่าตัวเขานั้นไม่มีตัวตนภายในใจของนางอีกต่อไป เขามิต้องการให้มันเป็นเช่นนั้น

              “แล้วที่ผ่านมา ท่านจอมนางมารหายไปที่แห่งใดมา ถึงทิ้งเรื่องผูกไมตรีกับเผ่าสวรรค์ไว้ อันตัวข้าจึงไม่ได้หารือกับเหล่าเทพด้วยคิดว่าท่านคงละทิ้งความตั้งใจจะผูกมิตรต่อสวรรค์ เช่นนั้นจะให้ข้าตัดสินใจตอนนี้เลยคงไม่ได้”

             

              “ข้าจะไปที่หนใดมันก็สุดแท้แล้วแต่ข้า ทว่าถึงท่านจะคาดคั้นข้าก็ตอบคำถามท่านไม่ได้ด้วยความทรงจำช่วงหนึ่งของข้านั้นหายไป แต่ท่านเง็กเซียนมิคิดบ้างหรือว่าโชคดีแค่ไหนที่อย่างน้อยตัวข้านั้นยังคงจำได้ว่าตลอดสามปีเทพตงฟางมิได้มีใจให้ข้าแม้เพียงนิด” แม้นางจะเป็นคนพูดประโยคนั้นเองแต่กลับเจ็บปวดอย่างแปลกประหลาด

              “ตอนเจ้าพูดประโยคนั้นไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ?” เทพตงฟางเอ่ยขัดขึ้น

              “ข้าจำเรื่องราวมิได้หรอก”

              “เจ้ารักข้า” เขาเอ่ยสวนกลับแทบจะทันที

              “บังอาจเรียกจอมนางมารว่าเจ้าหรือ” แม่ทัพมารพูดขึ้นพลางแผ่รังสีอำมหิตย์หมายอาฆาต

              “ช่างเถิด” นางกล่าวพลางแค่นหัวเราะ “เช่นนั้นข้าอาจจะเคยรักเจ้าจริง แต่ตอนนี้ข้ากลับไม่มีความรู้สึกอันใด”

              “เจ้ารักข้า”

              “ข้าอาจเคยรักเจ้า”

              “แต่ตอนนี้ข้ารักเจ้า” พูดเพียงแค่นั้นก็สร้างความตะลึงงันแก่กว่าสิบหมื่นชีวิตทั้งเทพและมารที่อยู่ในองค์ประชุม ก่อนเพียงเสี้ยววินาทีเง็กเซียนฮ่องเต้จะตวาดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว

              “ตงฟางเจ้าเทพต่ำต้อย!” ตวาดพลางชี้หน้า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดมาหมายความอย่างไร!

              “สวรรค์แพ้เดิมพันเช่นนั้นหรือ?” เขาถามเสียงนิ่ง

              “สัญญาทั้งหมดจบสิ้น มันหมายถึงสงคราม เหตุใดจึงให้ความรู้สึกอันไร้ค่าของเจ้าอยู่เหนือผลประโยชน์ของเผ่าสวรรค์”

              ไม่เพียงแค่เง็กเซียนฮ่องเต้ขึ้นเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยว เหล่าเทพคนอื่นก็ต่างรุมประณามประดุจว่าความรู้สึกเขาที่มีต่อนางนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ทั้งๆที่ก่อนหน้าเหล่าเทพต่างยุยงให้เขาควบคุมนางจอมมารเพื่อให้เผ่ามารอยู่ในกำมือของเผ่าสวรรค์

              “หุบปาก” เทพตงฟางลั่นวาจาเสียงเย็นยะเยือก

              “สามหาว! เจ้ากล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้กับพวกข้าเชียวหรือ โทษของเจ้าคงไม่น้อยนักหลังจากนี้!

              “พวกเจ้านั่นแหล่ะสามหาว” แววตาเทพตงฟางแปรเปลี่ยนไป ดุจสามารถควบคุมจิตใจของอีกฝ่ายได้ ความรู้สึกสูงส่งแพร่กระจายจนมารบางตนรวมไปถึงเทพบางองค์ถึงกับหลุบตาต่ำ ก่อนทั่วท้ององค์ประชุมนิ่งงันกันทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้เมื่อองค์เทพตงฟางกลับคืนสู่ร่างแห่งองค์มหาเทพ

              เพียงแค่นั้นก็ทำให้ทั้งสองเผ่าคุกเข่าลงทั้งหมด คำกล่าวที่ว่าผู้พบเห็นร่างที่แท้จริงขององค์มหาเทพมีเพียงไม่ถึงสิบแต่บัดนี้จำนวนกลับพุ่งสูงขึ้นยิ่งกว่าทวีคูณ ช่างงดงามและสูงส่งจนไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ ไม่มี ไม่อาจมี ไม่ว่าจะในอดีต ตอนนี้ หรือในอนาคต ทุกคนที่ได้เห็นร่างจริงขององค์มหาเทพต่างตระหนักได้ในทันทีว่าไม่มีทางที่จะมีผู้ใดอยู่เหนือพระองค์ได้เลย

 “ห้าพันปีก่อนเจ้าเป็นฝ่ายตามข้า” ท่ามกลางความตื่นตะลึงนั้นองค์มหาเทพกลับสนใจเพียงแค่นาง “แต่หลังจากนี้และตลอดไปข้าจะเป็นฝ่ายตามเจ้าเอง เจ้าถอดถอนใจเรื่องที่ข้ามีสตรีอื่น แต่สตรีนางนั้น เป็นตัวข้าที่จำแลงนางขึ้นมาเพียงเพราะในตอนนั้นตัวข้ายังไม่รู้หัวใจตัวเอง หากบัดนี้ตัวข้ารู้ตัวเองดีแล้วจะเป็นฝ่ายตามเจ้า ถ้าเจ้ามีชายอื่นมาพัวพันข้าก็จะแย่งเจ้ามา ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าปันใจให้ชายใด” สายตาพระองค์มุ่งมั่นฉายชัดว่าทุกคำที่ตรัสล้วนเป็นความจริง “ข้าจะทำให้เจ้ารักข้าอีกครั้ง”

ซูซูเจินได้ฟังเพียงแค่นั้นก็ถึงกับฉงนใจไม่น้อย ว่ากันต่างตรงไม่ใช่เพียงแค่นางที่ยังตื่นตะลึงบุคคลทั้งหมดก็ยังคงสับสนในเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่แพ้กัน

“แม้ข้าจะแพ้การเดิมพัน และแม้เผ่ามารต้องการทำสงครามกับเผ่าสวรรค์แต่ตัวข้าไม่คิดจะทำสงครามกับเจ้า”

“องค์มหาเทพปรากฏกายเช่นนี้ ข้าคงไม่กล้าเสี่ยงทำสงครามหรอก” นางพยายามดึงสติตนเองกลับมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“...”

“และข้าก็ไม่มีวันรักท่าน”

ไม่ให้นางเอื้อนเอ่ยวาจาใดทำร้ายจิตใจเขาอีก พระองค์ประทับริมฝีปากของพระองค์กับปากบางรูปกระจับของนางต่อหน้าสองเผ่าโดยมิสนใจสิ่งใด พระองค์ขบริมฝีปากนางเม้มแน่นดุจต้องการถ่ายถอดความรู้สึกเจ็บปวดและต้องการลงโทษนางที่เอ่ยวาจาโหดร้ายเช่นนั้นกับเขา

จังหวะที่ซูซูเจินเผยอปากเพื่อรับอากาศเข้าเพราะหายใจตามไม่ทัน องค์มหาเทพก็ใช้จังหวะนั้นสอดแทรกลิ้นเข้าไปช่วงชิงความหวานภายในปากของนาง ก่อนจะรู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายลิ้นเมื่อนางพยายามขัดขืนแล้วกัดที่ปลายลิ้นเขาอย่างเต็มแรง แต่องค์มหาเทพก็ยังไม่คิดจะละฝีปากออกจากนาง

ซูซูเจินจึงเรียกศาสตราวุธออกมาทั้งยังใช้กำลังภายในทั้งหมดโจมตีองค์มหาเทพ แต่พระองค์กับใช้เพียงฝ่ามือเดียวปัดการโจมตีได้ทั้งหมดและรวบตัวนางมากอดไว้แน่น

นางไม่สามารถหลุดการควบคุมของเขาได้เลยแม้แต่น้อย สุดท้ายนางจึงกลายร่างเป็นมังกรไฟทำให้สามารถหลุดออกจากอ้อมกอดของเขาได้

“กลับโลกมาร” นางหน้าแดงก่ำสั่งการเสียงดังโดยไม่รีรอให้มารตนได้ตอบรับ นางก็เปิดประตูโลกมารแล้วหนีหายไปทันที

ทว่าทันทีที่นางกลับมายังโลกมารแล้วมุ่งตรงไปยังบันลังก์ด้วยจิตใจอันสับสนก็พบบุคคลหนึ่งประทับอยู่ก่อนหน้าแล้ว

“องค์มหาเทพ?”

“หิวหรือยังจอมนางมาร” เขาถามเสียงอบอุ่น

องค์มหาเทพผู้ไม่เคยเปิดเผยร่างที่แท้จริงให้ผู้ใดได้ยล กลับใช้ร่างที่แท้จริงนี้ตามเกี้ยวนางตลอดเวลา ตลอดห้าพันปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่นางที่รู้จักเขาดี เขาเองก็รู้จักนางดีไปไม่น้อยกว่ากัน

ไม่มีช่วงเวลาใดที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันแล้วอึดอัดใจ องค์มหาเทพไม่ได้ฝืนพระองค์ที่จะตามเอาใจนาง จอมนางมารก็ไม่ได้รังเกียจพระองค์แม้เพียงนิด ทว่าด้วยวาจาที่ลั่นเอาไว้ท่ามกลางที่ประชุมสวรรค์ทำให้นางไม่อาจยอมใจอ่อนกับองค์มหาเทพได้ 

จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่าห้าพันปีเทียบเท่าเวลาที่นางมีใจให้เเก่เขาในภายก่อน เมื่อเวลามาบรรจบกันอีกครั้งพลันความทรงจำก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวซูซูเจิน

เสียงสะท้อนภายในใจดังกึกก้อง เสียงแห่งพันธะสัญญาที่นางทำกับมวลแห่งความชั่วร้ายไว้หลังม่านมาร พันธะสัญญาที่ว่าหากเมื่อวันใดองค์มหาเทพตามเอาใจนางดุจที่นางเคยตามวอนขอรักจากเขา และพระองค์มีใจให้นางไม่น้อยไปกว่าที่นางรักพระองค์ ความทรงจำและความรู้สึกทั้งหมดของนางจะกลับมาอีกคราพร้อมกับเงื่อนไขอีกหนึ่งประการ

เงื่อนไขนั้นก็คือมวลชั่วร้ายที่ก่อตัวเป็นรูปร่าง ทั้งยังเป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของจอมมารรุ่นแรกที่สามารถออกมาสู่ภายนอกได้ โดยมีนางเป็นตัวนำพามันออกมาจากม่านมาร

ว่ากันตามตรงแล้วมวลอันชั่วร้ายนี้ถูกกักขังไว้หลังม่านมาร และสาเหตุที่นางตัดสินใจทำพันธสัญญานั่นก็เพราะนางมั่นใจว่าไม่มีทางที่ชายผู้เป็นที่รักของนางจะรักนางตอบหรือรักนางเท่าที่นางรักเขา ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่คิดว่าบุรุษผู้นั้นจะสามารถทุ่มเทเวลากว่าห้าพันปีของเขาเพื่อนางเพียงคนเดียวได้ นางจึงยอมทำพันธะสัญญาเพียงเพราะมันจะเป็นวิธีเดียวที่นางจะละทิ้งความทรงจำและความรู้สึกอันเจ็บปวดของตนไป

เมื่อมวลอันชั่วร้ายออกมาสู่ภายนอก สามภิภพย่อมสั่นสะเทือน พลังชีวิตของนางเกือบจะดับวูบจากการถูกช่วงชิงไปเพื่อเป็นสื่อนำพามันออกมาจากม่านมาร ซูซูจินพยายามประคองสติตัวเองไว้ให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกมันยึดครองร่างของตนได้

เทพทั้งหลายพยายามใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อกำจัดมวลแห่งมารนี้ไปเสีย ทว่ามันกลับร้ายกาจยิ่ง องค์มหาเทพจึงต้องเข้าสู่สงครามอีกครั้งนับตั้งแต่บรรพกาลที่พระองค์ละทิ้งทางโลกไป พระองค์สามารถเลือกที่จะปราบมวลแห่งมารนั้นได้ด้วยพลังเทพของพระองค์ แต่องค์มหาเทพเลือกที่จะใช้ตบะที่บำเพ็ญเพียรมากว่าแปดส่วนเพื่อชำระล้างมวลชั่วร้ายเหล่านั้นจนสิ้นแทน


“เหตุใดพระองค์ไม่กำจัดสิ่งอัปมงคลนั้นไปเสีย หากใช้ศาสตราเทพพร้อมพลังแห่งฟ้าดินของท่านยอมกำจัดมวลชั่วร้ายนั่นให้สลายไปได้โดยไม่ต้องเสียบารมีของพระองค์ด้วยซ้ำ?” เง็กเซียนฮ่องเต้ถามด้วยความไม่เข้าใจ

“เหตุใดพระองค์ถึงต้องยอมเสียบารมีเพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคลนั้นด้วยพะยะค่ะ”

“...” องค์มหาเทพมิได้ตอบสิ่งใด ทว่าสายตากลับจับจ้องไปยังซูซูเจิน องค์มหาเทพย่างกรายไปหานางหากแต่เท้ามิได้แตะพื้นแม้เพียงนิด

องค์มหาเทพกอดนางไว้แน่น “ข้าเสียพลังไปแปดส่วนแล้วมันอย่างไร”

“...” ซูซูเจินที่เกือบถูกมวลชั่วร้ายครอบครองกายมองประสานสายตากับองค์มหาเทพที่จ้องมองมายังนางตั้งแต่ครู่ก่อน โดยต่างฝ่ายต่างไม่ละสายตาออกจากกันแม้เพียงเสี้ยววินาที

“ข้าเสียพลังไปแปดส่วนมันก็เพียงเท่านั้น แต่หากข้าเสียนางไปข้าจะไม่เหลือสิ่งใดเลย” 

หากพระองค์ใช้พลังแห่งฟ้าดินกำจัดมวลแห่งความชั่วร้ายนั้นจนสิ้นใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรง เพราะมวลแห่งความชั่วร้ายนั่นมิใช่จอมมารองค์แรกแต่มันเป็นเพียงพลังอันแข็งแกร่งที่เขาหลงเหลือไว้เพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดสามารถยืนยันได้ว่าหากพระองค์เลือกที่จะกำจัดมวลแห่งความชั่วร้ายนั้นทิ้งเสียแล้วซูซูเจินของเขาจะไม่เป็นอันตราย 

ว่ากันตามตรงทั้งร่างของพระองค์ยังคงสั่นไม่หยุด เมื่อสักครู่ที่คิดว่านางจะถูกกลืนกินไปมันทำให้พระองค์รู้สึกกลัวจับใจจนกระทั่งถึงตอนนี้ใจของพระองค์ก็ยังคงกระวนกระวาย

องค์มหาเทพหันไปหานางก่อนเอื้อนเอ่ยวาจาที่ทำให้คนฟังอิ่มเอมยิ่งนัก “ข้ายอมรับความรู้สึกของข้าแล้ว เมื่อใดเจ้าจะยอมรับความรู้สึกของข้าบ้าง?”

“ขะ ข้า” แววตานั่งสั่นไหว ในใจพลันสับสนยิ่งนัก “ข้าไม่รับความรู้สึกของท่านหรอก” ซูซูเจินเลือกที่จะไม่ยอมใจอ่อนแล้วผลักองค์มหาเทพออกห่างจากาย

“ไม่เป็นไร ต่อให้ข้าต้องใช้เวลาทั้งชีวิตข้าก็ยินดี” พระองค์ยิ้มเจื่อน แววตาผิดหวังเศร้าสร้อยแต่กระนั้นยังฉายแววแห่งความแน่วแน่มั่นคง ก่อนเสี้ยววินาทีมันจะฉายแววแห่งความเจ้าเล่ห์ออกมา แต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นซึ่งไม่มีโอกาสให้ใครได้เห็นเลยเสียด้วยซ้ำ

เวลาผ่านไป องค์มหาเทพก็กระทำอย่างที่ตรัสไว้ไม่ผิดเพี้ยน พระองค์มิได้ตามตอแยจนน่ารำคาญ แต่เป็นการดูแลเอาใจใส่จนไม่ว่าเป็นผู้ใดย่อมใจอ่อน เว้นแต่เพียงซูซูเจินที่ยังคงแสดงท่าทีเมินเฉยต่อพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ภายในใจของนางจะยอมเขาจนหมดใจแล้วก็ตาม

ทุกคราที่พระองค์แวะเวียนมาหานาง องค์มหาเทพจะแสดงอาการประชวรจากการสูญเสียพลังฉายชัดอย่างน่าอดสู เป็นเช่นนี้นับแรมปี แน่นอนว่าย่อมมีผู้ฉวยโอกาสลอบโจมตีพระองค์ หากแต่แม้จะเหลือพลังเพียงสองส่วน แต่มันก็ยังแข็งแกร่งมากพอที่จะล้มองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ได้เสียด้วยซ้ำ ทำให้ไม่ว่ากี่ครั้งพวกมารผจญเหล่านั้นต่างพ่ายแพ้แก่พระองค์ไปอย่างหมดรูป

ทว่าในครานี้องค์มหาเทพกลับถูกลอบโจมตีต่อหน้าซูซูเจินอันเป็นที่รัก แผนชายหนุ่มผู้อ่อนแอจึงมีโอกาสได้ใช้เสียที พระองค์แกล้งเสียท่าจนนางต้องออกหน้ามาเข้าช่วย

ว่ากันตามตรงแล้วโดนโจมตีไปเพียงคราเดียว แต่องค์มหาเทพกลับกระอักเลือดดุจถูกลอบโจมตีอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน หากแต่เพราะความห่วงใยที่นางมีต่อเขาทำให้ไม่อาจตามเล่ห์เหลี่ยมทันและเชื่อหมดใจว่าพระองค์กำลังเจ็บปวดโดยแท้จริง

“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” นางถามอย่างกังวล ทั้งยังใช้พลังแห่งมารพยายามฟื้นฟูแผลทางกายภาพแก่เขา ทว่าไม่ว่านางจะพยายามเท่าไหร่แผลนั้นก็ไม่หายเสียที

“ข้าจำเป็นต้องไปรักษากายที่หุบเขาต้นกำเนิด”

“ท่านหมายถึงหุบเขาที่ท่านและปู่ของข้าถือกำเนิดขึ้นเช่นนั้นหรือ?” เสียงนางสั่นไหว แววตามีน้ำคลอน่าสงสาร

“ใช่ ข้าต้องไปฟื้นพลังหลังม่านเทพ เจ้าช่วยพาข้าไปหน่อยจะได้หรือไม่”

เขาขอนางเพียงแค่นั้น ซูซูเจินก็พยักหน้ารัวๆพลันใช้พลังเคลื่อนย้ายพระองค์มายังหุบเขาต้นกำเนิด ความตั้งใจของนางเพียงแค่จะพาเขามาส่งที่หุบเขาต้นกำเนิดเพียงเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่สามารถเข้าไปในเขตหลังม่านเทพได้ เพียงแต่นางก็ไม่ทราบว่าด้วยเหตุอันใดหลังใช้พลังเคลื่อนย้ายมายังหุบเขาต้นกำเนิดแล้วนั้น ทั้งนางและเขาก็มาอยู่หลังม่านเทพด้วยกันเสียแล้ว

แต่ใช้เวลาเพียงไม่นานซูซูเจินก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ “ท่านพาข้ามายังหลังม่านเทพ?”

“ใข่”

“ด้วยเหตุใดกัน?” นางถามอย่างไม่เข้าใจ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบจากองค์มหาเทพ มีเพียงรอยยิ้มที่แสนจะยั่วยวนและยากจะคาดเดานั่นเท่านั้นที่ตอบนางกลับมา

 

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มิอาจทราบ หากแต่โลกภายนอกม่านเทพกลับมีข่าวลือแพร่สะพัดเรื่องการหายตัวไปขององค์มหาเทพและจอมนางมาร ไม่มีแม้แต่เบาะแสว่าพวกเขาหายตัวไปยังที่ใด และไม่มีใครสามารถตามหาตัวพวกเขาทั้งสองพบ

เรื่องแบบนี้เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน เพียงแต่ครานั้นมีเพียงซูซูเจินที่หายไป หากแต่คราวนี้ทั้งคู่กลับหายไปด้วยกัน ข่าวลืออีกเรื่องหนึ่งจึงแพร่กระจายไปเช่นกัน ข่าวลือที่ว่าองค์มหาเทพและจอมนางมารอยู่กินกันฉันสามีภรรยา แต่ข่าวลือนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับเสียเท่าไหร่ มีบ้างที่สตรีในสามภพต่างอิจฉาจนสร้างข่าวฉาวให้แก่จอมนางมาร แต่เพราะคู่กรณีเป็นถึงองค์มหาเทพ การจะอ้างว่าถูกจอมนางมารยั่วยวนจึงตกไปอย่างช่วยไม่ได้

 

จนกระทั่ง..

 

“เง็กเซียน” ร่างหนึ่งปรากฏกลางห้องประชุมองค์เทพ สร้างความแตกตื่นแก่สายตาผู้อยู่ในองค์ประชุมยิ่งนัก หากเป็นผู้อื่นคงหนีไม่พ้นโทษสถานหนักไปแล้ว

“องค์มหาเทพ!” หลายเสียงต่างร้องอื้ออึงด้วยความตกใจ แปลกใจ ดีใจ ปนกันไปหมด แต่ไม่ทันให้พวกองค์เทพในที่ประชุมแสดงความเคารพด้วยซ้ำ องค์มหาเทพก็ลั่นวาจาเสียงดังถึงจุดประสงค์ของการกลับมาครั้งนี้

“ช่วยประกาศให้ทีว่าบัดนี้จอมนางมารรุ่นสามซูซูเจินเป็นภรรยาของข้า และจักจัดงานแต่งอย่างยิ่งใหญ่ในอีกไม่ช้านี้”

ประโยคเพียงประโยคเดียวกลับทำให้เหล่าเทพอ้าปากค้างอย่างลืมกริยามารยาท

 

ภรรยา?

 

            เช่นนั้นข่าวลือที่ว่าก็คงมิใช่แค่ข่าวลืออีกต่อไป..

 

              องค์มหาเทพประกาศก้องทั้งสามภพหกภูมิว่าจะตบแต่งจอมนางมารซูซูเจินเป็นภรรยา ทั้งยังยืนยันแน่วแน่ว่าจะรักและมีนางเป็นภรรยาเพียงคนเดียวตลอดไป สตรีอื่นใดหาได้แลไม่

              แน่นอนว่าทางฝ่ายซูซูเจินย่อมขวยเขินทุกครั้งที่มีคนถามถึงเรื่องระหว่างนางกับองค์มหาเทพ


              “ใช่ที่ไหนกัน ข้ายังไม่ยอมตกลงเป็นภรรยาเสียหน่อย” จอมนางมารว่าแก้เขินระหว่างสนททนากับน้องชายของตนที่บัลลังก์ภิภพมาร

              “ท่านหมายความว่าท่านยังมิได้เป็นภรรยาองค์มหาเทพเช่นนั้นหรือ?”

              ถามเพียงเท่านี้กลับทำให้จอมนางมารหน้าแดงยิ่งกว่าที่เคยเป็น ตั้งแต่นางเกิดมายังไม่เคยหน้าแดงเท่านี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำ ไม่สิ ถ้าคิดให้ดีในตอนนั้นหลังม่านเทพน่าจะเป็นช่วงเวลาที่นางเขินอายที่สุดในชีวิตต่างหาก

“ไม่ใช่เช่นนั้น”

“ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นก็แสดงว่าท่านเป็นภรรยาขององค์มหาเทพแล้ว แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมแต่งไปเสียทีเล่าท่านพี่ หากแต่งงานไปก็เท่ากับว่าองค์มหาเทพก็อยู่ในกำมือเผ่ามารของพวกเราแล้วนะท่านพี่”

แม้ระหว่างการสนทนาจะมีเพียงสองบุคคล ฉับพลันบุคคลที่สามกลับโผล่มาทันได้ยินประโยคสุดท้ายพอดี สร้างความตื่นตระหนกแก่องค์ชายแห่งเผ่ามาร จนทำให้ผู้พูดไม่ยั้งคิดเมื่อสักครู่รีบคุกเข่าลงด้วยความเกรงกลัว

“ขออภัยที่กล่าววาจาสามหาวพะยะค่ะองค์มหาเทพ”

“สิ่งใดที่เจ้ากล่าวออกมาคือวาจาสามหาว?”

“ที่ข้ากล่าวออกไปไม่ยั้งคิดว่าพระองค์อยู่ในกำมือของเผ่ามารพะยะค่ะ”

“แล้วมันผิดตรงไหน” พูดถึงตรงนั้น องค์ชายแห่งเผ่ามารที่ก้มหน้างุดพลันเงยหน้ามองด้วยความฉงนใจ

“ข้าอยู่ในกำมือเผ่ามารมาตั้งนานแล้ว” พระองค์เอ่ยไม่ทุกร้อนก่อนหันไปมองหน้าภริยาตนแล้วเอ่ยต่อ

“...”

“ข้าอยู่ในกำมือเจ้ามานานแล้ว แล้วเมื่อไหร่กันที่ภรรยาของข้าจะยอมตกลงแต่งให้ข้าเสียที” พระองค์ถามน้ำเสียงที่บุรุษคนหนึ่งจะใช้อ้อนสตรีคนหนึ่งได้ ช่างน่าฟังและเสนาะหูจนน่าอิจฉา

ซูซูเจินเงียบได้ชั่วครู่ ทั้งมองหน้าน้องชายของตนกับสามีสลับกันไปมา นางหน้าแดงจัดก่อนเอ่ย “ก็แต่งสิเพคะ” สุดท้ายจอมนางมารก็ยอมใจอ่อนจนได้

“เจ้ายอมรับแล้วเช่นนั้นหรือ” พระองค์ดีใจอย่างปกปิดไม่มิด

“เพคะ ก็หม่อมฉันรักพระองค์นี่”

นางพูดจบประโยคองค์มหาเทพก็อุ้มนางจนตัวลอยด้วยความยินดี ดูถ้างานใหญ่ที่จะจัดขึ้นคงต้องเลื่อนวันให้เร็วขึ้นอีกนิดเสียซะแล้วสิ




จบ







ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ zhingzhang จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

21 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 13:34

    ขอบคุณนะคะ
    #21
    0
  2. วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 16:15
    ทำไมอ่าน4-5รอบก็ยังฟิน
    #20
    0
  3. #19 sakawthip2537 (@sakawthip2537) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 08:12
    คือดีอ่ะแกกกมันลงตัวมากเลย
    #19
    0
  4. วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 20:02
    สนุกมากค่ะไม่ยืดยื้อดีค่ะ
    #18
    0
  5. วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 19:53
    ดีจนเราไม่คิดว่าเรื่องสั้นๆแค่ตอนเดียวมันจะออกมาดีขนาดนี้ ชอบมากๆเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ เต็มอิ่มเลย
    #17
    0
  6. วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 10:38
    ดีมากเลยค่ะ
    #16
    0
  7. #15 Rinka_Tokamei (@Rinka_Tokamei) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 13:07
    ถึงจะเป็นเรื่องสั้นแต่เล่าออกมาได้ดีมาก ไม่มีส่วนใดขาดหาย
    #15
    0
  8. #14 Pang-8399 (@Pang-8399) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 14:07
    เย่ๆๆๆๆ อ่านได้แล้วววว ขอบคุณค่ะ ^/\^
    #14
    0
  9. วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 23:54
    อ่านไม่ได้ค่ะ ไม่มีตัวหนังสือเลย อยากร้องไห้ มีลงที่อื่นได้ไหมคะ มีเพจไหมคะ เค้าไปอ่านในเพจก็ได้ เค้าอยากอ่าน
    #13
    1
    • 30 มีนาคม 2561 / 00:52
      ไม่มีเพจเลยค่า แงๆ บางคนก็อ่านได้บางคนก็อ่านไม่ได้ ไรท์พยายามแก้แล้วค่ะ ฮือๆ ตอนนี้ไรท์ก็แจ้งปัญหาไปที่เว็บเด็กดีแล้วยังไงอีกสักพักน่าจะแก้ไขได้นะคะ
      #13-1
  10. วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 23:51
    ยังอ่านไม่ได้เลยค่ะ อยากอ่านมากด้วย ข้อร้องงงงงง TT
    #12
    0
  11. #11 Dumplings
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 23:22
    แต่เราเปิดอ่านได้นะ

    ขอบคุณที่ลงจนจบค่ะ
    #11
    0
  12. วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 21:06
    ไรท์จ๋า อ่านมะได้เหมือนเดิม แต่ไม่เป็นไรอ่านเรื่องอื่นที่เหลือ
    #10
    0
  13. วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 20:41
    อ่านไม่ได้ ไม่มีตัวหนังสือเลย
    #9
    1
    • 28 มีนาคม 2561 / 21:04
      ไรท์ลองแก้ไขแล้ว อ่านได้รึยังคะ แงง
      #9-1
  14. วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 13:25
    อ่านไม่ได้ค่ะ เนื้อเรื่องหายไปหมดเลย
    #8
    1
  15. #7 Dumplings
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 18:24
    สลับกันตื้อ อ่า ฟินน
    #7
    0
  16. #6 Dumplings
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 22:36
    รออยู่นะคะ
    #6
    0
  17. #5 Kittttttttie (@studentgroup153) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 22:53
    น่าสนใจดีค่ะ
    #5
    0
  18. #4 Kittttttttie (@studentgroup153) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 22:52
    น่าสนใจดีค่ะ
    #4
    0
  19. #3 piyadamai (@piyadamai) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 18:52
    เราขอเม้นท์นะ เรื่องนี้จะคล้ายๆเรื่องแปลเรื่องนึง ขอไปค้นชื่อก่อน เป็นเรื่องของหงส์ไฟที่เป็นแม่ทัพมาร จะถูกจับแต่งกับชาวสวรรค์ เลยหนีมาแบบไก่น้อยน่าอนาจโดนถอนขนขายในตลาด ได้อวตาลของมหาเทพที่ลงมาเป็นมนุษย์ช่วยไว้เกิดเป็นความผูกพันธ์ นางเอกถูกจับกลับเมืองมาร มหาเทพก็มีชีวิตเป็นมนุษย์จนสิ้นอายุขัยแล้วกลับมาพบกันบนสวรรค์ และช่วยกันปราบมารร้ายที่ถูกขังไว้จนสิ้น
    #3
    2
  20. วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 18:44
    ชอบคะ.. อ่านแบบมุมมองนี้ก็ได้อรรถรถไปอีกแบบสู้ๆนะคะ
    #2
    0
  21. วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 17:50
    ตามมาแล้วจ้า พร้อมรอเหมือนเดิม
    #1
    0