คัดลอกลิงก์เเล้ว

ลิขิตฟ้า นางทระนง (จบ)

โดย zhingzhang

อาญาสวรรค์ตัดสินให้นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ การลงมาจุติของเขาเกิดจากความเบื่อหน่ายบนสวรรค์

ยอดวิวรวม

2,334

ยอดวิวเดือนนี้

12

ยอดวิวรวม


2,334

ความคิดเห็น


18

คนติดตาม


59
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 พ.ค. 60 / 20:14 น.
นิยาย ԢԵ ҧй () ลิขิตฟ้า นางทระนง (จบ) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวก่อน ชือหว่าหวานะคะ นามประกาคือ zhingzhang อ่านโต้งๆได้เลยคือจริงจัง 

ขอฝากนิยายสั้นแนวเทพเซียนเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกด้วยนะคะ

จริงๆหวาแต่งเรื่องยาวสไตล์จีนโบราณไว้อีกหนึ่งเรื่องค่ะ แต่ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะไม่อัพจนกว่าจะแต่งจบ เพราะกลัวตัวเองดองนิยายค่ะ

ดูอย่างตอนนี้สิคะ..ว่าจะแต่งเรื่องยาวต่อ กลับมาแต่งเรื่องสั้นแก้เซ็งเฉยเลย

หวังว่านักอ่านจะชอบกันนะคะ ตำหนิติชมกันได้เลยค่ะ หวาจะได้ใช้ปรับปรุงตัวในการเขียนครั้งต่อๆไป

ขอบคุณค่า

-------------------------------------------------------------------------------------------------


อาญาสวรรค์ตัดสินให้นางลงมายังโลกมนุษย์ 
หากความผิดของนางเกิดขึ้นเพราะรัก บทลงโทษนางจึงเเสนทรมาณด้วยการให้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีอะไรพรากชีวิตนางได้ วิธีหลุดพ้นมีหนึ่งเดียวคือ ตรอมใจตาย

การลงมาจุติของเขาเกิดจากความเบื่อหน่าย
เพราะชีวิตครบเครื่องจนเกินไป เขาจึงแบ่งภาคมาจุติยังโลกมนุษย์ ใช้อำนาจกำชับเทพโชคชะตาห้ามลิขิตชีวิตเขา เขาต้องการให้มันเป็นไปตามเคราะห์กรรมหรือบุญนำพา แต่ดูท่าบุพเพจะอาละวาดให้เขามาพานพบกับนาง ถ้านางตรอมใจตายแล้วเขาจะอยู่อย่างไร

อัพ 13/02/2017

สถานะ : จบแล้วจ้า




เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 พ.ค. 60 / 20:14



ลิขิตฟ้า นางทระนง



                ดินแดนเหรินไท่เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มีอำนาจและอิทธิพล การค้าขายเจริญรุ่งเรือง นับเป็นหนึ่งในสามดินแดนที่ยิ่งใหญ่

           ฮ่องเต้กู่กวนอู่ตี้ผู้ปกครองเหรินไท่นับเป็นฮ่องเต้ที่เปี่ยมด้วยความสามารถ ปัญญา และคุณธรรม ทรงปกครองดินแดนได้อย่างดีเยี่ยมไร้ข้อกังขา

เรื่องรักก็มิแพ้เรื่องปกครอง พระองค์มีสนมทั้งสิ้นสิบสองคน มีพระโอรสและพระธิดารวมสิบแปดคน หากตำแหน่งรัชทายาทยังว่างเปล่า ด้วยฮ่องเต้กู่กวนอู่ตี้ต้องการให้ตำแหน่งรัชทายาทเป็นของโอรสที่เกิดจากฮองเฮา สตรีหนึ่งเดียวที่พระองค์ทรงรักเท่านั้น

แต่สวรรค์ก็มิเป็นใจ แม้ฮ่องเต้กู่กวนอู่ตี้และฮองเฮาเฝิงจะร่วมเรียงเคียงคู่นับสิบปีแต่ก็ไม่มีพระโอรสหรือพระธิดาแม้พระองค์เดียว หากกระนั้นทั้งสองพระองค์ก็มิย่อท้อ ยังคอยเคารพบนบานฟ้าดินให้ประทานโอรสมาประสูติแก่พระองค์อยู่ทุกชั่ววัน แม้แต่เหล่าสนม ขุนนาง สาวใช้ รวมไปถึงไพร่ฟ้าประชาชนก็ช่วยกันอธิษฐานฟ้าดินนับสิบปีร่วมด้วยเช่นกัน

ฮ่องเต้เชื่อว่าฟ้าดินจะมิเพิกเฉยต่อโอรสแห่งสวรรค์เช่นเขา พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างยุติธรรมมาโดยตลอด ความดีนี้ต้องได้รับการตอบแทนเป็นแน่แท้

 

 

 

...เสียงบนบานนับสิบปีของเหล่ามวลมนุษย์ผู้มีจิตบริสุทธิ์ย่อมส่งไปถึง

“พรที่มนุษย์เพียรบนบานต่อสวรรค์ครั้งนี้ ข้าขออาสาแบ่งภาคไปจุติยังโลกมนุษย์เพื่อเกิดแก่ฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งเหรินไท่” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยวาจา

“ก็จริงอยู่ที่เราตัดสินใจรับคำบนบานของมนุษย์เหล่านั้นแล้ว หากแต่ยังมิได้หารือเรื่องหน้าที่ในครั้งนี้” เง๊กเซียนฮ่องเต้ ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นฟ้าตอบรับคำนั้น แม้จะเป็นเชิงปฎิเสธก็ตาม

จริงอยู่ที่ทั้งฮ่องเต้กู่กวนอู่ตี้และฮองเฮาเฝิงเป็นผู้มีบุญญาธิการสมควรได้รับพรจากสวรรค์ หากแต่ก็ไม่เห็นสมควรที่จะต้องให้ท่านเทพหลี่ซื่อหมิน บุตรคนโตแห่งเจ้าแม่หนี่วา เทพมารดร และเทพฝูซี เทพสุริยัน ซึ่งทั้งสองเป็นถึงเทพบรรพกาลมีอายุเทียบเท่าฟ้าดินต้องลงจุติด้วยพระองค์เอง

 เทพหลี่ซื่อหมินแม้จะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเง๊กเซียนฮ่องเต้ หากแต่รูปงามกว่าเหล่าเทพทั้งปวง ด้วยเทพมารดรเป็นผู้ปั้นแต่ง วิจิตรบรรจงให้บุตรชายตนรูปงามเป็นหนึ่ง ในสามภพนี้ไม่มีใครจะรูปงามเกินกว่าพระองค์ ด้านพลังอำนาจก็ถ่ายทอดจากผู้เป็นบิดาอย่างเต็มเปี่ยม ตวัดฝ่ามือเพียงหนึ่งครั้งก็ทำให้แผนดินแยกเป็นสองส่วนได้

บุรุษที่เพียบพร้อมอย่างหลี่ซื่อหมินย่อมมีเทพธิดามาพัวพันหมายมั่นจะได้ครองคู่มากมาย บ้างก็มาเพื่อความรัก บ้างก็มาเพื่ออำนาจ แต่พระองค์ก็ไม่เคยต้องใจหญิงใดเลย

ด้วยความครบเครื่องจนเกินไป จะเกิดความเบื่อหน่ายก็มิแปลก ทั้งเทพมารดร และเทพสุริยันก็เข้าใจดี ฉะนั้นแล้วการขออาสาแบ่งภาคไปจุติบนโลกมนุษย์ของบุตรชาย จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากต้องการหาความสังสรรค์ในชีวิต

“แล้วเหตุไฉนจึงไม่ตัดสินใจเล่าท่านเง๊กเซียนฮ่องเต้” เทพหลี่ซื่อหมินถามยียวน

“เรื่องนี้สำคัญนัก ต้องใคร่ครวญหาผู้เหมาะสมให้ดี” เง๊กเซียนฮ่องเต้ตอบ แต่เอ่ยจบประโยคก็รู้ตัวแล้วว่าถูกต้อนให้พูด

                “ท่านกำลังจะบอกว่าข้าไม่เหมาะสมเช่นนั้นหรือ?” อย่างที่เง๊กเซียนฮ่องเต้คิด ประโยคเชิงตัดพ้อแต่จุดมุ่งหมายเพื่อกดดันออกจากปากหลี่ซื่อหมินตามนิสัย

                “มิใช่เช่นนั้น หากแต่ข้าเห็นว่าการจุติครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือท่าน”

                “ข้าก็รู้ แต่ข้าอาสาเอง มิใช่ใครมาบังคับข้า อีกอย่างท่านพ่อท่านแม่ยังยินยอมเหตุไฉนท่านจึงมิยินยอมเล่า”

แม้จะอายุนับหมื่นปีแต่นิสัยอ้างพ่อแม่เหมือนเด็กน้อยยังคงอยู่ เมื่อหยิบยกชื่อเทพบรรพกาลมากล่าวอ้างแล้ว ก็ไม่มีเหตุอันใดให้เง๊กเซียนฮ่องเต้ต้องปฎิเสธ

                “เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถิด” ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มรับ

                ไม่เคยมีใครขัดใจเขาได้และไม่เคยถูกขัดใจ ทั้งเจ้าแม่หนี่หวาและเทพฝูสีต่างเลี้ยงดูเขามาแบบเอาอกเอาใจเต็มที่ ด้วยเพราะเป็นบุตรชายคนแรกและยังเพียบพร้อมด้วยบุญญาธิการ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่หมื่นกี่แสนปีทั้งคู่ก็ยังทั้งรักทั้งหลงบุตรคนนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

                ในคราแรกทั่วสวรรค์ต้องการเตรียมงานเพื่อส่งส่วนหนึ่งของวิญญาณหลี่ซื่อหมินที่กำลังจะไปจุติยังโลกมนุษย์อย่างยิ่งใหญ่ หากแต่พระองค์กลับมีรับสั่งห้ามทำการใดๆทั้งสิ้น รวมถึงห้ามให้การช่วยเหลือพระองค์ในขณะที่เป็นมนุษย์ หรือแม้แต่ห้ามลิขิตโชคชะตาใดๆให้พระองค์ ซึ่งตอนแรกเทพมารดรก็มิทรงยินยอมหวังจะให้ลูกชายเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถและเปี่ยมโชค แต่หลี่ซื่อหมินกลับบอกว่าอยากมีชีวิตแบบเผชิญทุกข์ดูบ้าง อีกทั้งชีวิตมนุษย์ก็สั้นนักต่อให้เขาต้องประสบเคราะห์กรรมใดก็จบแค่สิ้นอายุไขมนุษย์เท่านั้น

                สุดท้ายก็ได้แต่จำยอมตามคำขอลูกชาย ในวันที่ต้องแบ่งภาคลงมาจุติก็จะเป็นวันที่เทพหลี่ซื่อหมินหลับใหลไปเช่นกัน ฉะนั้นทั้งเทพมารดรและเทพสุริยันจึงได้แต่รอคอยวันที่หลี่ซื่อหมินจะสิ้นอายุขัยบนโลกมนุษย์และกลับขึ้นสวรรค์อีกครั้ง

 

               

 

                “อุแว้ อุแว้” เสียงทารกดังกึกก้องพระตำหนักของฮองเฮา ตามด้วยเสียงชุลมุนวุ่นวายของคนภายใน

                “คลอดแล้ว เป็นพระโอรส” เสียงหนึ่งเอ่ยดังขึ้น อีกเสียงก็ส่งทอดต่อๆกันมา “เป็นพระโอรส!

“พระโอรสทรงพระเจริญ!

                เสียงครึกครื้นภายในพระตำหนักแสดงความยินดีข้ามวันข้ามคืน ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาต่างชื่นมื่นเตรียมฉลองวันประสูติอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งยังทรงเตรียมแต่งตั้งพระโอรสเป็นองค์รัชทายาททันทีสร้างความปิติแก่บ้านเมือง

                หากแต่..มีผู้ยินดีก็ย่อมมีผู้ริษยา สนมเจิ้งผู้หมายมั่นให้โอรสของตนขึ้นตำแหน่งองค์รัชทายาทมาโดยตลอดกลับต้องผิดหวังเมื่อฮองเฮาประสูติพระโอรส ความหยิ่งผยองที่ตนเป็นสนมเอกและหวังในอำนาจ จึงตัดสินใจสับเปลี่ยนพระโอรสของฮองเฮากับเด็กทารกร่างกายอ่อนแอและใกล้ตาย

 

                “เด็กคนนี้ หมอชาวบ้านบอกว่าจะอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์พะยะค่ะพระสนม” คนของสนมเจิ้งลักลอบนำเด็กชาวบ้านที่ป่วยหนักคนหนึ่งเข้าวังมาตามแผนร้ายของนาง

                “ดี เจ้าเอาเด็กคนนี้ไปสับเปลี่ยนกับพระโอรสของฮองเฮา แล้วอย่าให้ใครจับได้”

                “แล้วจะให้กระหม่อมจะทำอย่างไรกับพระโอรสของฮองเฮาดีพะยะค่ะ?”

                “เอาไปทิ้งลงแม่น้ำหรือเผาไฟก็แล้วแต่เจ้าเถอะ” ตอบน้ำเสียงเย็นชาไม่ต่างจากจิตใจที่อำมหิตของผู้พูด

                “ถ้ากระหม่อมทำงานนี้สำเร็จ พระสนมก็อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับกระหม่อมด้วยเหมือนกันนะพะยะค่ะ” ฟังดูอาจจะเป็นเหมือนคำทวงสัญญาธรรมดา แต่ถ้าคิดให้ลึกก็จะรู้ว่าเป็นคำขู่ของชายผู้นี้เช่นกัน

 

                หากพระสนมคิดไม่ซื่อต่อกระหม่อม พระสนมก็จะจบสิ้นเช่นกัน

 

            ดูเหมือนพระสนมจะเข้าใจความหมายที่แอบแฝงนั้นดีและนางก็ไม่คิดจะเสี่ยงด้วยการตุกติก “ข้ามิลืมแน่ หากการนี้สำเร็จเจ้าจะได้ตำแหน่งขุนนางขั้นสาม”

                ทั้งสองต่างยิ้มพอใจในเงื่อนไขของอีกฝ่าย โดยหารู้ไม่ว่าทั้งฮ่องเต้และฮองเฮามิได้โง่เขลาถึงขนาดจะยอมให้ใครมาสับเปลี่ยนพระโอรสได้

                แต่ดังคำกล่าวที่ว่ากันไว้ สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เมื่อพระโอรสถูกสับเปลี่ยนในคืนวันแต่งตั้งองค์รัชทายาท กว่าที่ใครจะรู้ว่าเด็กอ่อนแอผู้นี้มิใช่ตัวจริงก็สายเกินไปที่จะตามกลับคืนมา หากแต่ยังมิสายเกินไปที่จะสืบตัวหาผู้กระทำผิด

                ทั้งสนมเจิ้งและผู้สมรู้ร่วมคิดโดนควบคุมตัวทันที การลงมือในวันงานใหญ่อย่างวันแต่งตั้งองค์รัชทายาทมีความเสี่ยงสูงที่จะโดนจับได้พอๆกับมีความเสี่ยงสูงที่แผนจะสำเร็จ

                ซึ่งแม้แผนการจะสำเร็จแต่ก็โดนจับได้อยู่ดี ทั้งสองโดนลงอาญาอย่างหนัก ผู้ลงมือโดนตัดสินโทษประหารชีวิต ส่วนสนมเจิ้งถูกปลดออกจากตำแหน่งและขับไล่ให้ไปเป็นทาสที่ดินแดนประเทศราช

 

                “ตอนนี้องค์รัชทายาทอยู่ที่ไหน” เสียงของผู้คุมนักโทษกำลังทรมาณชายผู้ลงมือคนนั้นให้ยอมเปิดปากพูด

                “หึ” ไม่ตอบทั้งยั้งแสยะยิ้มก่อนจะบ้วนเลือดลงกับพื้น

                “ฝ่าบาทมีรับสั่งใหม่ถ้าเจ้ายอมบอกจะเว้นโทษตาย เจ้ายอมเปิดปากมาซะเถอะ” พูดพลางใช้แส้ฟาดไปที่กลางหลังแต่ก็ยังไม่ยอมเปิดปากพูด

                “โทษตายเว้นได้ โทษเป็นยังอยู่ ข้าไม่เห็นประโยชน์ที่ต้องบอก” ตอบน้ำเสียงร่อแร่จากพิษบาดแผลนั้น

                ไม่ทันให้คาดคิด ฮ่องเต้กู่กวนอู่ตี้ลงมายังลานนักโทษด้วยตัวเองก่อนจะเอ่ยแทรกสิ่งที่นักโทษประหารคนนั้นพูด “ข้าจะเว้นทั้งโทษตายและโทษเป็นให้เจ้า เจ้าจะไม่ได้รับโทษใดๆและจะมอบทองให้เจ้ายี่สิบตำลึงหากยอมปริปาก”

                “...”

                “ว่าอย่างไรเล่า?”

“ฝ่าบาทรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนนั้นมิใช่องค์รัชทายาท?” เอ่ยถามพลางกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจ

                “เพราะข้ามีรับสั่งให้ประทับตรามังกรไว้ที่ไหล่ขวาของเด็กคนนั้น เจ้าคงไม่คิดว่ามีพ่อแม่คนไหนจะกล้าประทับตราลงบนตัวเด็กทารกสินะ”

                การประทับตาจะใช้ความร้อนสูงซึ่งสร้างความทรมาณเจ็บปวดอย่างมาก แม้แต่กับผู้ใหญ่ก็เช่นกัน

                “เป็นพ่อที่ใจเด็ดจริงๆเลยนะ”

                “เจ้าพูดกับใครให้มันรู้ที่ต่ำที่สูงซะบ้าง” ผู้คุมนักโทษตั้งใจจะใช้แส้ฟาดอีกครั้งแต่ฮ่องเต้กลับทรงห้ามไว้ก่อน

                “ไม่ต้อง” เสียงรับสั่งนั้นทำให้แส้ในมือของนายทหารผู้นั้นหยุดชะงักทันที

                “...”

                “ใช่ และพ่อคนนั้นก็กำลังตามหาลูก เจ้าพอรู้หรือไม่ว่าลูกข้าอยู่ที่ไหน?” พระองค์เดินเข้าไปใกล้ผู้ชายคนนั้นก่อนจะนั่งคุกเข่าตรงหน้า ทำให้เหล่าขุนนางและนายทหารต่างคุกเข่าลงอย่างตื่นตระหนก

                เมื่อฮ่องเต้ถึงกับทรงยอมคุกเข่า ใจที่ว่าแข็งจะมิยอมบอกสิ่งใดกลับอ่อนลงด้วยตระหนกว่าโอรสสวรรค์ถึงกับยอมเสียพระเกียรติ ปากที่ว่าจะไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดกลับหลุดพูดออกมา

                “แม่น้ำ”

                “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

                “ข้านำเด็กคนนั้นใส่ตระกร้าไปทิ้งกลางแม่น้ำหลงเปา ตอนนี้อาจจะลอยไปที่ไหนสักทีหรือไม่ก็ตายแล้ว” เขาแค่หวังในอำนาจ แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายพอที่จะจับทารกไปถ่วงน้ำได้ เขาอาจฆ่าคนตายได้ แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่อาจฆ่าเด็กทารกกับมือได้

                “สั่งทหารทุกนายให้ไปค้นหาองค์รัชทายาทที่แม่น้ำหลงเปา!” เมื่อฟังดังนั้นฮ่องเต้ก็มีรับสั่งเต็มพระสุรเสียง ก่อนจะตรัสรับสั่งน้ำเสียงขมขื่น “ปล่อยตัวนักโทษคนนี้ไปพร้อมมอบทองยี่สิบชั่ง” ตรัสจบก็เดินออกไปจากลานนักโทษทันที

 

                ย้อนกลับไปสามร้อยปีก่อน

           

                เทพธิดาองค์หนึ่ง บุตรีแห่งเทพพิรุณและเทพีผู้ปกครองทิศบูรพา นางหลงรักในมนุษย์จนยอมแหกกฎสวรรค์เพียงเพื่อได้เคียงคู่บุรุษผู้นั้น

                หากทำเป็นยอมหลับตาข้างหนึ่งก็พอจะอภัยให้ได้เพราะอย่างไรเสียมนุษย์นั้นก็อายุไขสั้นและการผิดกฎเพียงเล็กน้อยแค่นี้ก็พอจะยอมความกันได้ เรื่องแบบนี้มิใช่มิเคยเกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะจบลงด้วยมนุษย์นั้นตายจากและเหล่าเทพเซียนก็มีสติปัญญาพอที่จะยอมรับความจริง เลยผ่านไปนานวันเข้าก็มีทั้งตัดใจได้และยังคงรักมั่นอยู่

                เรื่องควรจะจบลงเช่นนี้ หากเพียงมนุษย์ผู้นั้นกลับไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทแห่งเผ่ามารผู้ปลอมพระองค์หวังหลอกใช้เทพธิดาผู้นี้ในการทำสงครามกับเผ่าสวรรค์ แน่นอนว่าเผ่ามารทำสำเร็จแต่อย่างไรเสียก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่สวรรค์ไป

                หลังจบสงครามสวรรค์เสียหายถึงสี่ส่วนและเก้าส่วนก็ถูกยกให้เป็นความผิดของนาง เทพธิดาผู้นี้ถูกอาญาสวรรค์ให้ลงมาอยู่บนโลกมนุษย์และทำลายพลังเซียนทั้งหมด เหลือไว้เพียงร่างกายเทพที่ไม่มีวันแก่ไม่มีวันตายใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์ มิอาจเสพสุขบนสวรรค์ได้อีกตลอดกาล

                บิดาและมารดาของนางได้แต่ดูแลอยู่ห่างๆตราบเท่าที่เง๊กเซียนฮ่องเต้มิสังเกตเห็น หากนางยังอยู่ในทิศบูรพาเขตแดนการปกครองของมารดา นางจะปลอดภัยจากทุกสิ่ง

                แต่อดีตเทพธิดาที่ชอบท่องเที่ยวและแอบหนีมายังโลกมนุษย์อยู่บ่อยๆ ทั้งยังเคยแหกกฎสวรรค์มาแล้วครั้งหนึ่งจะยอมอยู่นิ่งแต่ในทิศบูรพาเช่นนั้นหรือ?

                นางจำได้ดีถึงคำพูดสุดท้ายที่เง๊กเซียนฮ่องเต้เอ่ยแก่นางก่อนจะส่งลงมายังโลกมนุษย์

 ถ้าเจ้าชอบอยู่บนโลกมนุษย์นักก็จงลงไปอยู่ที่นั่นดุจมนุษย์ธรรมดา แต่ข้าเห็นแก่บิดามารดาของเจ้าซึ่งเป็นเทพชั้นสูงและทำคุณความดีมาช้านาน แม้ไร้ซึ่งพลังเซียนแต่ให้คงกายเทพของเจ้าไว้

เจ้าจะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย และข้าจะมอบพรไม่ให้มีสิ่งใดช่วงชิงชีวิตเจ้าได้

นางคิดถึงตรงนั้นก็ได้แต่หัวเราะให้กับตัวเองอย่างสมเพช นางรู้ดีว่านั่นไม่ใช่พรแต่เป็นคำสาปต่างหาก! พลางนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เง๊กเซียนฮ่องเต้พูดต่อจากนั้น

จริงด้วยสิ..เหตุที่สวรรค์ถูกทำลายมันเพราะเจ้าหลงคารมบุรุษสินะ

นางยังจำภาพที่เง๊กเซียนฮ่องเต้พูดประโยคนั้นกับนางอย่างยียวนได้ไม่ลืมเลือน

เช่นนั้น.. จะไม่มีสิ่งได้คร่าชีวิตเจ้าได้ ยกเว้นเจ้าจะตรอมใจตาย!

 

อยู่อย่างโดดเดี่ยวและอ้างว้างตลอดกาลนั่นคือบทลงโทษที่นางได้รับ...

 

แต่เทพธิดาก็มิยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ในเมื่อนางได้รับพรให้ไม่มีสิ่งใดคร่าชีวิตนางได้ นางจึงเริ่มออกเดินทางไปทั่วหล้า มิจำเป็นต้องอยู่แต่ดินแดนทิศบูรพา

บางครั้งนางก็รู้ได้ว่าท่านพ่อท่านแม่กำลังเสียใจจากสายพิรุณที่ลดหลั่งลงมา นางก็ได้แต่บอกว่านางสบายและมีความสุขดี หวังให้เสียงของนางตอบกลับพวกท่านไปตามสายฝนนั้น

ผ่านไปสามร้อยปีนางยังคงเดินทางไปทั่ว หาเงินจากการเสี่ยงอันตรายถึงตายเพราะอย่างไรนางก็ไม่ตาย จนค่ำคืนหนึ่ง ก็เป็นวันที่นางตัดสินใจจะตั้งหลักพักเป็นที่มั่นระยะยาว

 

“อุแว้ อุแว้” เสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากริมแม่น้ำปลุกให้นางตื่นจากห้วงนิทรา ขณะนี้นางไร้ซึ่งทรัพย์สินติดตัวจึงมาค้างแรมใต้ต้นไม้ริมแม่น้ำ ไม่เคยคาดคิดว่าจะมาพบเด็กทารกลอยตามน้ำมาเช่นนี้

สตรีเจ้าของร่างบางรีบว่ายไปกลางแม่น้ำก่อนจะยกตระกร้าทารกขึ้นเหนือหัวแล้วตะเกียกตะกายกลับเข้าฝั่ง

“โอ๋ โอ๋ เจ้าเด็กน้อย อย่าร้องไห้ไปเลย” นางรีบอุ้มเด็กคนนั้นไว้ในอ้อมกอดพลางปลอบประโลมอย่างทะนุถนอม

เมื่อทารกได้รับไออุ่นเสียงร้องไห้ดังก็เริ่มหยุดลง นางอมยิ้มแล้วคิดกับตัวเองในใจ

ท่าทางจะเลี้ยงง่ายแฮะ

 

และนั่นก็เป็นครั้งแรกในรอบสามร้อยปีที่นางตัดสินใจจะตั้งหลักแหล่งที่แน่นอน เพียงเพื่อจะได้ดูแลเด็กทารกผู้โชคร้ายคนนี้

ตลอดสามร้อยปีนางเห็นความเป็นไปและสัมผัสถึงความโหดร้ายของมนุษย์มานักต่อนัก นางเข้าใจได้ในทันทีว่าทารกน้อยผู้นี้ก็คงเป็นผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่ง

หากอยู่เมืองมนุษย์น่าจะลำบาก ข้าพากลับดินแดนแห่งทิศบูรพาจะดีกว่า

นางพาทารกคนนั้นมาเลี้ยงดูบนหุบเขาแห่งบูรพาท่ามกลางหมู่บ้านเล็กๆ และตั้งชื่อเขาว่าเฟิง เซียวเหยา โดยใช้แซ่เดียวกันกับนาง

ฤดูกาลหมุนวนเวียนผ่าน จากทารกน้อยก็กลายเป็นบุรุษ ตลอดเวลานางพร่ำสอนเขาทุกสิ่งทั้งวิชาความรู้ หรือวิชายุทธดุจมารดา อาจารย์ พี่สาวและมิตรสหายในคราเดียว

 

“ท่านเจินเจิน ท่านมองข้าเยี่ยงนี้มีอะไรหรือไม่?” เจินเจิน...เขาเรียกนางอย่างสนิทสนม

เฟิง ฉู่เจินคือชื่อของนาง ชื่อที่ไม่มีใครเรียกขานมานับสามร้อยกว่าปี บัดนี้มีเพียงเขาผู้เดียวที่เรียกขาน

“ข้าว่ามันถึงเวลาที่เจ้าควรจะลงจากเขาได้แล้ว บัดนี้เจ้าก็อายุครบสิบเจ็ดปีน่าจะอยากเห็นโลกที่กว้างกว่านี้บ้าง” นางเอ่ยสิ่งที่นางคิด

“ท่านถามข้าแบบนี้ตั้งแต่เด็กแล้วหนา” เขาตอบท่าทางเหนื่อยหน่ายกับคำถามซ้ำๆของนาง

“ตอนนั้นเจ้ายังเด็ก แต่ตอนนี้เจ้าโตเป็นบุรุษแล้ว” นางยิ้มก่อนกล่าวอย่างหยอกล้อ “แถมรูปงามเสียด้วย”

“จุดนั้นข้ารู้ดี” เขาเอ่ยอย่างมั่นใจ

“เจ้าไม่อยากลงจากเขาเช่นนั้นหรือ? ข้าคิดว่าบุรุษวัยนี้น่าจะคึกคะนองอยากรู้อยากเห็นนี่ แถมนิสัยเจ้าก็ดูจะเป็นเช่นนั้นเสียด้วย เหตุใดเจ้าถึงไม่อยากลงจากเขากันเล่า?” นางเอ่ยถามอย่างสงสัย

“ข้าก็อยากลงเขามิใช่ไม่อยาก เพื่อนวัยเดียวกันในหมู่บ้านก็ต่างลงเขากันไปหมดแล้ว” บุรุษหนุ่มพูดเดียงแค่นั้น

“แล้วเหตุใด?” ไม่ให้นางถามซ้ำเขาก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“เหตุใดงั้นหรือ ท่านจำได้ไหมตอนข้าเจ็ดขวบข้าไม่ยอมลงเขาไปเรียนกับอาจารย์หากไม่มีท่านไปด้วย ท่านจึงยอมตามข้าลงไป” เขาพูดมาถึงตรงนี้สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเจ็บปวด “ข้ารู้ว่าท่านถูกผู้ชายพวกนั้นลวนลามบ้าง โดนป้ายร้ายจากสตรีที่ริษยาท่านบ้าง” เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆจากอารมณ์กรุ่นโกรธเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น “ข้าไม่อยากให้ท่านต้องทนอะไรแบบนั้นเพื่อข้าอีก”

นางได้ฟังก็หลุดขำ เพราะกายนางยังคงความเป็นเทพไว้ ทำให้รัศมีอันหน้าหลงใหลเสน่หายังคงอยู่ กลิ่นอายความเย็นสบาย ผ่อนคลายเมื่อได้อยู่ใกล้ยังอบอวลอยู่รอบตัวนาง สมกับเป็นบุตรีแห่งพระพิรุณ หากแต่ยามนางเศร้าความรู้สึกของนางก็จะส่งต่อไปยังผู้คนรอบข้างด้วยเช่นกันเหมือนกับสายฝนในค่ำคืนไร้จันทร์ และด้วยความเป็นธิดาแห่งสองทวยเทพทำให้ความงามของนางเหนือกว่าเทพธิดาบนสวรรค์ที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรของมนุษย์

แม้นางจะไม่ได้งามล้ำที่สุดในสามภพ แต่กลิ่นอายแห่งความผ่อนคลาย สบายใจเมื่อได้อยู่ใกล้นางกลับเป็นที่สุดในสามภพอย่างไม่มีใครโต้แย้งได้ ใครที่อยู่ใกล้นางต่างลืมเรื่องทุกข์โศกได้ในช่วงเวลาหนึ่ง นางจึงเป็นหนึ่งในเทพธิดาที่มีผู้คนอยากเข้าใกล้และคบหาด้วยมากที่สุด



cr.pinterest


“เมื่อสักครู่ท่านขำอะไร?” เซียวเหยาขมวดคิ้วถามยังงุนงง เขาจริงจังขนาดนี้เหตุฉะไหนนางจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขำขันกันเล่า

“ข้าขอบใจที่เจ้าใส่ใจข้าถึงเพียงนี้ ตอนนั้นเจ้าพึ่งเจ็ดขวบข้าจึงยอมไปกับเจ้าด้วย แต่ตอนนี้ผ่านมาสิบปีแล้ว วิชาความรู้หรือแม้แต่วิชายุทธข้าก็สอนให้เจ้าเท่าที่ข้ารู้ไปหมดแล้ว เจ้าคงไม่คิดจะตามติดข้าหรอกกระมัง”

                “...”

                เมื่อไร้เสียงตอบรับของอีกฝ่าย ทำให้นางเริ่มลังเลกับสิ่งที่นางมั่นใจนักหนา

                “เจ้าคงไม่คิดจะตามติดข้าไปตลอดหรอกใช่ไหม?”

                “ถ้าท่านอยู่นี่ ข้าก็จะอยู่นี่” เซียวเหยาเว้นจังหวะพูด “แต่ข้าอยากลงเขา” เอากับหนุ่มกระทงคนนี้สิ นี่มันเหมือนเป็นการสั่งให้นางลงเขาไปกับเขาด้วยมิใช่หรือ

                เฟิง ฉู่เจินได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้

                หรือจะพาเขากลับดินแดนเหรินไท่...

            เขาเป็นคนของที่นั่น ก็ควรจะกลับไป.. ตอนนี้เขามีทั้งวิชาความรู้และทักษะการป้องกันตัว ต่อให้เขากลับไปก็ไม่น่าจะมีใครจำเขาได้แล้ว

 

            “งั้นข้าจะลงเขาไปกับเจ้า เราจะเดินทางไปดินแดนเหรินไท่”

                “ท่าน..” ฟังดังนั้นก็ถึงกับชะงัก นางเล่าให้เขาฟังทุกอย่างว่าเขาไม่ใช่บุตรของนาง หรือไม่ได้มีความเกี่ยวข้องสิ่งใดกัน นางเก็บเขาได้จากที่ลอยน้ำมาเพียงเท่านั้น

                ถ้านางบอกจะให้เขากลับดินแดนเหรินไท่ นั่นหมายความว่านางจะทิ้งเขาแล้วอย่างนั้นหรือ!

                “ท่านคิดจะทิ้งข้าเช่นนั้นหรือ?” เอ่ยน้ำเสียงโกรธปนน้อยใจอย่างที่ไม่เคยเป็น

                “ข้ามิได้ทิ้งเจ้า ข้าแค่จะพาเจ้ากลับบ้าน”

                “นี่คือบ้านของข้า! เช่นนั้นข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น! ท่านมิห่วงข้าแล้วหรือ ถ้าคนคิดร้ายต่อข้าในวัยทารกตอนนั้นหวนกลับมาจะทำเช่นไร” ตัดพ้อนางอย่างที่ไม่เคยตัดพ้อใคร

                “เจ้าโตเป็นบุรุษเช่นนี้ ไม่มีใครจำเจ้าได้หรอกว่าเจ้าเป็นคนเดียวกับทารกผู้นั้น”

                “ท่านแค่จะทิ้งข้า”

                “ข้ามิได้จะทิ้งเจ้า ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” เมื่อจบประโยค คนฟังก็ใจชื้นขึ้นขึ้นมาทันที มุมปากประดับรอยยิ้มอีกครั้ง

                “ท่านพูดจริงหรือ?”

                “ข้าอยู่ดินแดนบูรพามาทั้งชีวิตย่อมเบื่อไปไม่น้อยกว่าเจ้า” พูดแค่นั้นลมก็พัดแรงบาดผิวนาง

                ท่านแม่ได้ยินและกำลังน้อยใจ..

            “แต่ข้าก็รักที่นี่เหมือนกับที่รักเจ้าของที่นี่”  คราวนี้กลับเป็นสายลมอ่อนๆพัดผ่านผิวกายให้ความรู้สึกสดชื่น

                “เจ้าของที่นี่? ใครกัน? เป็นบุรุษหรือไม่?” แต่คนฟังกลับไม่เข้าใจและเอ่ยถามชุดใหญ่

                “เทพีนางหนึ่ง” นางตอบแค่นั้น แต่ได้ฟังแค่นั้นเขาก็พอใจแล้วเมื่อได้ยินคำว่าเทพี มิใช่บุรุษผู้ใด

                “เช่นนั้นเราเดินทางกันเถอะ”

                “ก็ได้”

 

                ใช้เวลาเดินทางอยู่หลายวันก็มาถึงเมืองเหรินไท่ ทั้งคู่ตัดสินใจตั้งหลักแหล่งและเริ่มหางานทำ เซียวเหยาเริ่มจากทำงานโรงเตี๊ยมไปถึงใช้แรงงาน แต่เงินที่หาได้กับน้อยกว่าฉู่เจินทุกครั้ง

                ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่านางทำงานเสี่ยงอันตรายแค่ไหน ทั้งยอมดื่มยาพิษ เป็นตัวตายตัวแทนให้พวกชนชั้นสูงในกรณีมีผู้ลอบสังหารคนพวกนั้นก็จะเป็นนางที่ตายก่อน แม้กระทั่งเป็นเหยื่อล่อพวกศัตรู หรือเล่นกลของมีคม

                แม้เขาจะขอร้องนางให้เลิกทำหลายต่อหลายครั้งแต่นางกลับยิ้มตอบเขาเพียงน้อยๆแค่นั้น นางบอกเพียงว่าก่อนจะมาเจอเขานางก็ทำงานประเภทนี้

                หลังจากที่เขาอ้อนวอนนาง ยอมทำงานเป็นสองเท่าขอเพียงนางหยุดเสี่ยงอันตรายเสียที เขากลัวว่าสักวันจะเสียนางไป แต่นางกับถามเขาขึ้นมาว่า “เจ้าไม่เคยสังเกตข้าเหรอ” พูดไม่พอยังเอียงหน้าซ้ายขวา

                “สิ่งใดหรือ?”

                “ข้าไม่แก่ขึ้นเลยอย่างไรเล่า”

                “มันก็จริง” เขาก็พึ่งสังเกต

                “ข้าไม่ตายหรอกนะ” นางยิ้ม แววตาทอประกายความโศกเศร้าชั่วครู่ นางตัดสินใจจะเล่าเรื่องของนางให้เขาฟัง นางรู้ดีว่าเป็นการทำเพื่อตัวเองด้วย ปกติผู้คนมากมายจะมาระบายเรื่องทุกข์ใจกับนาง แต่นางจะเล่าความทุกข์ใจกลับใครได้ การบอกเขาถึงเรื่องของนางในครั้งนี้ก็เหมือนให้นางระบายความทุกข์ใจนั่น

                หากแต่..หลังนางเล่าเรื่องทุกอย่างจบแล้ว เขากลับหัวเราะออกมาเสียยกใหญ่

                “ข้ารู้ว่าท่านงดงามดุจเทพธิดา แต่ท่านไม่ใช่เทพธิดาหรอกหนา ถ้าท่านเล่าเรื่องนี้ให้ข้าตอนอายุสักสิบปีฟัง ข้าก็คงเชื่อท่าน นิทานหลอกเด็กแบบนี้ ใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก” เขายิ้มกว้างก่อนเอ่ยต่อ “ท่านเล่านิทานนี้เพื่อให้ข้าสบายใจหล่ะสิ เอาเถิด..ข้าตัดสินใจจะเข้าวัง ถ้าเป็นทหาร หรือขุนนางในวัง น่าจะได้เงินมากโขอยู่”

                “เจ้าไม่เชื่อข้าเหรอ?”

                “ถ้าท่านเป็นเทพธิดานางฟ้า ข้าก็คงเป็นเทพเทวดาเช่นกัน” พูดไม่พอยังหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ

                “เจ้าหัวเราะข้าเหรอ” นางเริ่มขึ้นเสียงไม่พอใจ

                “อย่าโกรธข้าเลย นิทานของท่านสนุกมากแม้จะเครียดไปสักหน่อย เอาหล่ะๆ ข้าไปทำอาหารให้ท่านทานดีกว่า” ว่าจบก็เดินเข้าครัวไป หน้าที่นี้เป็นของเขามาแต่ไหนแต่ไร เมื่อฝีมือการทำอาหารของนางมันช่างย่ำแย่เหลือคณา จนเขาต้องไปเรียนกับคุณป้าในหมู่บ้านเพื่อฝึกฝีมือมาทำให้นางทานได้

               

                วันเวลาผ่านไป เฟิง เซียวเหยาไปคัดตัวในวังอย่างที่ตั้งใจ เขาเริ่มจากการเป็นนายทหารชั้นล่างจนค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาที่ละตำแหน่ง ยิ่งตำแหน่งสูง เวลาในการมาเจอนางก็น้อยลงแต่เขาก็เพียรมาเจอนางบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

                ด้วยฝีมือในการสู้รบและสติปัญญาเหนือคนทำให้เซียวเหยาขึ้นมาเป็นแม่ทัพไร้พ่าย ตำแหน่งเทียบเท่าขุนนางขั้นสาม ด้วยทำผลงานครั้งใหญ่รบชนะดินแดนใกล้เคียงจนยึดมาเป็นเมืองขึ้นได้ ทำให้ฮ่องเต้พอพระทัยเป็นอย่างมากและมอบที่ดิน เงินทองรวมถึงตำหนักสร้างใหม่ให้เป็นรางวัล

                ด้วยเหตุนี้เฟิง เซียวเหยาจึงขอพระราชทานอนุญาตให้เฟิง ฉู่เจินมาพักด้วย สร้างความสงสัยแก่ผู้คนในท้องพระโรงเพราะเขาไม่เคยเอ่ยถึงสตรีผู้นี้มาก่อน

                แน่นอนที่เขาไม่เล่าเรื่องนางให้ใครฟังเพราะไม่อยากให้บุรุษผู้ใดรู้จักนางหรือสนใจในตัวนาง ซึ่งเขาก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น

                “นางเป็นใครกัน?” ฮ่องเต้ตรัสถาม

                “นางเป็น...”

                นั่นสิ นางเป็นใครกัน เขาไม่เคยเรียกนางว่ามารดาแม้นางจะเลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็กด้วยตัวคนเดียว เขาไม่เคยนับนางเป็นอาจารย์แม่นางจะสอนทุกสิ่งที่นางรู้แก่เขาอย่างมิหวงวิชา เขาไม่เคยคิดว่านางเป็นมิตรสหายเพราะนางอายุมากกว่าเขานัก

            “ว่าอย่างไร แม่ทัพเฟิง?”

                “พี่สาวพะยะค่ะ” นางคงเป็นพี่สาวของเขากระมัง แต่ทำไม..เขากลับไม่อยากเรียกนางว่าพี่สาวกันเล่า

                “จริงด้วยสินะ แซ่เฟิงเหมือนกันนี่”

                “พะยะค่ะ”

                “เช่นนั้นก็ดี ข้าอนุญาต”

                “ขอบพระทัยพะยะค่ะ ฝ่าบาท” ว่าพลางโค้งคาราวะอย่างยินดี ในที่สุดเขาจะได้กลับมาอยู่กับนางเช่นเดิมเสียที


cr.pinterest


               ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดกับการที่เขาเปิดเผยตัวตนของนาง รวมถึงการพานางมาอยู่ในตำหนักที่ฝ่าบาททรงมอบให้ ทำให้สหายร่วมรบหรือแม้กระทั่งเหล่าขุนนางก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนเขาบ่อยๆ แน่นอนว่าไม่ใช่มาเพื่อเขาแต่มาเพื่อเจอนางต่างหาก

              หากแต่เฟิง ฉู่เจินก็ดูเชี่ยวงานจนหน้าโมโห หญิงสาวต้อนรับแขกและพูดคุยได้อย่างดีเยี่ยม แต่จะว่าอย่างไรได้ด้วยการเป็นบุตรีแห่งเทพพิรุณ ทำให้กลิ่นอายความผ่อนคลายมันแผ่ฟุ้งอยู่ทั่วตัวนางจนใครๆก็อยากเข้าใกล้

                “อารมณ์เสียอะไรกันเซียวเหยา?” นางเอ่ยถามเขาหลังจากแขกคนสำคัญกลับไปแล้ว

                “ข้าไม่รู้”

                นางไม่ได้ใส่ใจกับคำตอบของเขา แล้วเดินไปแกะห่อผ้าที่บรรจุขนมมากมาย เขาเหลือบมองตามนางก็พลันหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง

                “ขุนนางคนไหนให้ท่านมา”

                “ไม่ใช่ขุนนาง แม่นางต่างหากเล่า” นางเอ่ยยิ้มแย้มพลางเคี้ยวขนมหมุบหมับ “มีน้องชายรูปงาม ทรงภูมิฐานก็ดีเหมือนกันนะเนี่ย” นางว่าพลางยื่นขนมมาให้เขา “สตรีนางนั้นทำมาให้เจ้า แต่ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบของหวานหรอกใช่ไหม?”

                เขาไม่ตอบอะไรได้แต่มองนางด้วยสายตาคุกรุ่น เขาโมโหทุกครั้งที่มีบุรุษแวะเวียนมาหานาง เหตุใดนางจึงอารมณ์ดีที่มีสตรีมาเกี่ยวพันเขากันเล่า ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง

                “เจ้านี่หนา รู้ไหมว่ามีแม่นางมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาหาไม่ขาดสาย” ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะสตรีเหล่านั้นมักมีของติดไม้ติดมือมาเสมอ ทั้งตั้งใจมาเอาใจเขา และเอาใจหวังประจบนางในฐานพี่สาวของบุรุษที่หมายตา

                “ข้ารู้ ข้าปฎิเสธไปหมด”

                “เจ้าก็เลือกหญิงที่ต้องใจไว้สักคนจะเป็นกระไรไป อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องออกเรือน”

                “ข้ายังไม่อยากออกเรือน” พูดจบประโยคก็สะอึกด้วยนึกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้แล้วรีบถามนางทันควัน “หรือว่าท่านอยากออกเรือน? ท่านเจอบุรุษที่หมายตาแล้ว จึงคิดจะแยกจากข้าใช่หรือไม่?” แม้จะเป็นคนถามเองแต่กลับกลัวคำตอบของนามจับใจ

                เฟิง ฉู่เจินเงียบลง สายตานางว่างเปล่าจนเขาไม่อาจเดาได้ว่านางคิดอะไรอยู่

 

                หลังเจ้ากลับมาจากสวรรค์คราวหน้า ก็แต่งให้ข้าเถิดหนา ข้าอยากแต่งงานกับเจ้า

 

            คำลวงโป้ปดของชายผู้นั้นยังดังก้องกังวานอยู่ในหัวของนาง

                “ท่านเจินเจิน?” เมื่อเห็นนางเงียบเขาจึงเรียกสตินางกลับมา

                “ไม่ ข้าไม่มีบุรุษที่ต้องใจ” และไม่คิดจะมีอีก

            นางต่อท้ายประโยคนั้นในใจมิได้เอ่ยออกไปให้เขารับรู้

                “เช่นนั้นก็ดี” เข้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็นหลังฟังคำตอบจากปากของนาง

 

                แม้นางไม่ได้ต้องใจชายใดแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีชายใดต้องใจนาง แม่ทัพชุยสหายร่วมรบและคู่ปรับคนสำคัญของเขาก็ต้องใจนางเช่นกัน

                ตระกูลชุยเป็นตระกูลที่มีบทบาทในวังหลวงมาหลายรุ่นในฐานะแม่ทัพและขุนนางผู้ซื่อสัตย์และภักดี ชุยอวี้ถังบุตรชายคนเดียวของขุนนางชุยถูกหมายมั่นให้เป็นแม่ทัพคนโปรดของฮ่องเต้กลับถูกเขาผู้ไร้หัวนอนปลายเท้าแย่งตำแหน่งนี้ไป

                แม้จะไม่ได้ถึงกับโกรธเคืองแค้นใจแต่ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญและไม่มีทางอ่อนข้อให้แก่กันได้ แม้ยามปกติจะมีปากเสียงกันบ้าง แต่ยามศึกสงครามกลับรู้ใจกันดียิ่ง เพื่อปกป้องดินแดนของตนแล้วเรื่องส่วนตัวต้องเอาไว้ทีหลัง

                บัดนี้แม่ทัพเฟิงได้ฉายาใหม่จากแม่ทัพไร้พ่ายเป็นแม่ทัพหวงพี่ ทุกคนในราชวังรู้ดีแม้แต่แม่ทัพชุยก็ตาม

                “ถ้าข้าแต่งกับพี่สาวเจ้า เราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกันอย่างไรเล่า แต่งเข้าตระกูลชุยมีแต่ได้กับได้ ตำแหน่งของเจ้าก็จะมั่นคงขึ้นด้วยหนา”

                “ไม่มีทาง” เฟิงเซียวเหยาตอบชัดเจนทุกถ้อยคำ

                “ยอมรับพี่เขยคนนี้เสียเถิด น้องชาย” ชุยอวี้ถังกล่าวยียวนฝ่ายตรงข้าม

                “ข้าไม่มีพี่เขยคนไหนทั้งนั้น”

                “อย่าทำตัวเป็นเด็กน้อยหน่อยเลยท่านแม่ทัพ อยู่ในสนามรบท่านเยือกเย็นกว่านี้ตั้งเยอะ เหตุใดจึงร้อนเป็นไฟเช่นนี้เล่า” เขาไม่อยากจะคิดอะไรวิปลาสอย่างน้องชายหลงรักพี่สาวตัวเอง แต่ในบางคราการกระทำและคำพูดของเฟิง เซียวเหยามันทำให้เขาต้องคิดเช่นนี้

                “ข้าเหนื่อยหน่ายที่มีบุรุษมารุมเอาใจพี่ข้าเช่นนี้”

                “พี่เจ้ายังไม่เหนื่อยหน่ายที่อิสตรีมารุมตอมเจ้าเลย ดูนางยินดีด้วยซ้ำ ข้าว่านางน่าจะอยากให้เจ้าเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที” เอ่ยแสดงความเห็นตรงไปตรงมาโดยมิได้สังเกตสีหน้าบูดบึ้งของฝ่ายตรงข้าม

                “แล้วอย่างไรกันเล่า ข้ามิยอมมีพี่เขยแน่”

                “เช่นนั้นเจ้ามาเดิมพันกับข้ากันดีกว่า”

                “เดิมพันอะไร?” ถามพลางขมวดคิ้วแน่น

                “ข้าอยากรู้มานานแล้ว ระหว่างเจ้ากับข้าใครจะมีฝีมือเหนือกว่ากัน ข้าจะทูลขอฮ่องเต้ให้มีการประลองฝีมือระหว่างเจ้ากับข้า หากข้าชนะเจ้าต้องยอมรับข้าเป็นพี่เขย”

                “หากเจ้าแพ้หล่ะ?”

                “ข้าจะพยายามทำให้เจ้ายอมรับข้าเป็นพี่เขย”

                “ไม่ตัดใจจากพี่ข้าเช่นนั้นหรือ?”

                “เหตุใดต้องตัดใจด้วยเล่า?” ถามเสียงยียวน

                “ก็ดี..ถ้าเจ้าแพ้และไม่สามารถทำให้ข้ายอมรับเจ้าเป็นพี่เขยข้าได้ เจ้าต้องตัดใจจากนาง”

                “ตกลง” ชุย อวี้ถังเอ่ยอย่างมั่นใจ

 

                ในอีกไม่กี่วันการประลองฝีมือก็ถูกจัดขึ้นและมีผู้มารับชมการประลองนั้นมากมาย ทั้งเฟิงเซียวเหยาและชุยอวี้ถังต่างฝึกปรือฝีมือมาเต็มที่

                เมื่อสัญญาเณเริ่มการประลองดังขึ้น กระบี่ทั้งสองก็แกว่งกวัดอย่างชำนาญไม่มีใครยอมใคร การประลองผ่านไปค่อนวันก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ทั้งสองฝ่ายจึงตั้งจิตสังหารไปที่ฝ่ายตรงข้ามเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้เปลี่ยนกติกาเป็นการสู้แบบ เอาถึงตาย แทนการสู้เพื่อรู้ผลแพ้ชนะ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เข้าใจดีจึงพยักหน้าให้กันน้อยๆ

                เมื่อเป็นการสู้สุดฝีมือไม่มีการออมแรงอีกต่อไป ก็ทำให้รู้ผลแพ้ชนะเร็วเกินคาด เมื่อกระบี่ของชุยอวี้ถังพุ่งตรงมายังลำคอของเฟิงเซียวเหยาอย่างรวดเร็ว แม้เฟิงเซียวเหยาจะเอี้ยวตัวหลบทันแต่ก็หนีไม่พ้นปลายกระบี่ที่เต็มไปด้วยจิตสังหารนั่น ในจังหวะที่เขาเอียงตัวหลบ คมกระบี่ของชุยอวี้ถังก็ได้เฉียดไปที่ไหล่ขวาและเฉือนเสื้อผ้าบริเวณนั้นจนขาดลุ่ย

                ในขณะเดียวกัน เฟิงเซียวเหยาก็ใช้ทักษะที่ไวกว่าตวัดกระบี่ของตนตัดกระบี่อีกฝ่ายจนขาดเป็นสองท่อนก่อนจะหันคมกระบี่จี้ไปที่ลำคอของซุยอวี้ถังเป็นการรู้ผลแพ้ชนะ

                จริงๆการประลองนี้ไม่ว่าใครจะชนะก็ไม่น่าแปลกใจ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกสายตาในลานประลองตะลึงเมื่อเสื้อผ้าตรงไหล่ขวาขาดออกเผยให้เห็นแผลลอยประทับตรามังกรตรงไหล่ขวาของเฟิงเซียวเหยา

                ทันใดนั้นซุยอวี้ถังก็รีบคุกเข่าต่อหน้า รวมไปถึงเหล่าคนรับใช้ ทหาร จนกระทั่งเหล่าขุนนางก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที พลันเสียงโห่ร้องก็ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง

                “ขอองค์รัชทายาททรงพระเจริญ!

                คำกล่าวนั้นดังซ้ำไปซ้ำมา แม้แต่ฮ่องเต้และฮองเฮาที่มาชมการประลองก็ถึงกับน้ำตารื้นขึ้นอย่างปิติยิ่ง บุตรที่ตนตามหามาตลอดยี่สิบสองปี บัดนี้มาอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว

 

                เมื่อเรื่องกลับตาลปัตรแม้ทัพไร้พ่ายกลายเป็นองค์รัชทายาทที่หายไปแห่งดินแดน ความคึกคักในวังหลวงจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งเพื่อเตรียมงานเฉลิมฉลอง

                ชื่อเสียงพระองค์กึกก้องไปทั่วดินแดนด้วยรูปโฉมงดงาม ทักษะการรบก็เชี่ยวชาญ วิชาความรู้ก็มิเป็นสองรองใคร ด้วยเหตุนี้ทำให้ดินแดนต่างๆเริ่มทยอยส่งสาส์นเพื่อขอให้องค์หญิงถวายตัวเป็นพระชายา หรือกระทั่งตัวองค์หญิงและธิดาอำมาตย์ยอมถวายตัวให้เองเลยด้วยซ้ำ

                แต่เขากลับปฎิเสธไปเสียทุกราย คนในวังก็รู้สาเหตุดีเมื่อพระองค์ทรงแสดงอาการชัดเจนขนาดนั้น แม้พระองค์ต้องย้ายเข้าตำหนักองค์รัชทายาทแล้วก็ตาม แต่ยังทรงเข้าออกตำหนักที่ฝ่าบาททรงประทานให้สมัยเป็นเพียงแม่ทัพเป็นว่าเล่น

                “เจินเจินเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม?” นี่ก็เป็นอีกวันที่เขาแวะมาหานาง

                แม้เขาจะต้องย้ายเข้าตำหนักองค์รัชทายาทแล้ว เขาก็ยังให้นางอยู่ตำหนักเก่าของเขาและแวะมาเยี่ยมนางทุกครั้งที่มีโอกาส

                “สบายดีเหมือนเดิมเพคะ พระองค์เล่าเป็นอย่างไรบ้าง?”

                “เจินเจิน ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าใช้ราชาศัพท์กับข้า” น้ำเสียงไม่พอใจฉายชัด

                “ไม่ได้หรอกเพคะ ตอนนี้พระองค์เป็นรัชทายาท จะให้หม่อมฉันพูดกับพระองค์เหมือนแต่ก่อนได้อย่างไร”

                “ท่านกำลังทำให้ข้ารู้สึกว่าห่างไกลท่านไปทุกทีนะ ถ้าเป็นเช่นนี้ข้าก็ไม่อยากเป็นแล้วตำแหน่งรัชทายาท!” เมื่อนางได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับตกใจ

                “อย่าพูดจาเป็นเด็กๆแบบนี้ ทุกคนคาดหวังในตัวเจ้านะ” นางหลุดสั่งสอนเขาเหมือนแต่ก่อนเข้าจนได้

                “ต้องแบบนี้สิ” เขายิ้มแก้มแทบปริเมื่อนางยอมกลับไปพูดกับเขาแบบเดิม

               

                ทุกคนในวัง แม้แต่ฮ่องเต้และฮองเฮาก็ทรงทราบดีว่าเฟิง เซียวเหยาคิดกับสตรีนางนี้เช่นไร เมื่อทั้งสองมิได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด อาการที่เซียวเหยาแสดงออกตลอดมาก็ทำให้ประจักษ์แจ้งยิ่งขึ้น

                แต่ก่อนผู้คนแค่คิดว่าเขาเป็นเพียงน้องชายหวงพี่สาวเท่านั้น แต่บัดนี้พวกเขาเข้าใจดีแล้วว่าอาการเช่นนี้มันเกิดจากอะไร

                แม้ขุนนางบางคนจะไม่พอใจที่องค์รัชทายาทต้องใจหญิงชาวบ้านธรรมดาแต่ก็ไม่มีผู้ได้กล้าขัด เพราะขนาดฮ่องเต้และฮองเฮายังมิทรงมีรับสั่งหรือแสดงท่าทีอะไรออกมา

                ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาลึกๆแล้วก็ไม่ได้อยากให้พระโอรสแต่งงานกับสาวชาวบ้านธรรมดาเช่นนาง แต่ก็มิอยากขัดใจลูกชาย พวกเขาทั้งคู่คิดว่ามากสุดคงให้ได้แค่ตำแหน่งชายารอง ส่วนตำแหน่งชายาเอกคงต้องให้เป็นบุตรีของผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่จะสามารถช่วยเสริมบารมีของเซียวเหยาได้ในภายภาคหน้าเท่านั้น

 

                “นี่เจ้าไม่กลับตำหนักหรืออย่างไร เป็นรัชทายาทดูท่าจะว่างงานกว่าที่คิดนะ”

                “ประโยคเมื่อสักครู่ ท่านต้องการไล่ข้ากลับใช่หรือไม่ ข้าน้อยใจเป็นนะ” ชายหนุ่มเอ่ยตัดพ้อ เมื่อเป็นองค์รัชทายาทเขาต้องดูแลงานราชการบ้างส่วนช่วยฝ่าบาท ทำให้ไม่ค่อยมีเวลามาก แต่เขาก็พยายามจะมาหานางให้ได้ เหตุใดนางถึงจะไล่เขากลับง่ายๆเช่นนี้กัน

                “ข้ามิได้ไล่เจ้ากลับ ข้าจะไล่เจ้ากลับได้อย่างไรตำหนักนี้ก็ตำหนักของเจ้า ข้าต่างหากที่เป็นผู้อาศัย” นางพูดเว้นจังหวะ “เจ้าก็คิดเล็กคิดน้อยเป็นสตรีไปได้”

                “เพราะเป็นคำพูดของท่าน ข้าถึงได้คิดมากเช่นนี้” เขาพึมพำกับตัวเอง ตั้งแต่เล็กแล้วถ้าเป็นคำพูดของนางเขามักจะเก็บเอามาคิด จนบางครั้งก็รำคาญตัวเอง

                “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

                “ไม่มีอะไร ท่านอย่าใส่ใจเลย” ว่าพลางถอนหายใจยาว “จริงๆข้าก็ต้องกลับตำหนักอย่างที่ท่านว่า งานราชการข้ายังมีอยู่มากโข ไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่” เขาเอ่ยลานางอย่างอาลัย

                “ได้” นางตอบรับก่อนจะทอดสายตามองเขาที่เดินลับออกไปแล้ว

                เฟิง ฉู่เจินเดินไปยังห้องยา นางถกแขนเสื้อขึ้นก่อนจะทายาสมานแผลที่เกิดจากการทำร้ายร่างกาย

                ตั้งแต่เฟิงเซียวเหยากลายเป็นองค์รัชทายาท และทุกคนในวังรู้ว่าฐานะของนางไม่ใช่พี่สาวของเขาอีกต่อไป สตรีหลายนางที่เคยมาประจบเอาใจก็แปรเปลี่ยนเป็นริษยา

                บางคนก็ส่งงูเงี้ยวเขี้ยวขอใส่ตะกร้ามาไว้หน้าห้องนอนนาง บางคนก็ใส่ยาในอาหาร หนักหน่อยก็ลงมือทำร้ายร่างกาย ถึงขนาดขู่ให้นางออกจากตำหนักนี้แล้วกลับดินแดนไปเลยก็มี

                นางก็ได้แต่อดทนไม่ยอมปริปากพูด ไม่อยากให้เฟิงเซียวเหยาไม่สบายใจ ตอนนี้นางทำสัญญาสงบศึกกับสตรีเหล่านั้นมาได้สักพัก เมื่อฉู่เจินตกลงจะกลับดินแดนบูรพา แต่นางขอเวลาอีกหน่อยให้หาโอกาสและข้ออ้างที่เหมาะสมขอองค์รัชทายาทกลับดินแดน

                ซึ่งสตรีริษยาเหล่านั้นก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ พวกนางเข้าใจดีว่าถ้าจู่ๆฉู่เจินขอกลับดินแดนจะต้องถูกสงสัยเป็นแน่และอาจสาวมาถึงตัวพวกนาง พวกนางจึงยอมให้ฉู่เจินอยู่อย่างสงบสุขจนกว่านางจะหาข้ออ้างที่เหมาะสมกลับดินแดนโดยไม่ทำให้องค์รัชทายาทสงสัย

                จริงๆแล้วฉู่เจินก็อยากเดินทางต่อเช่นกัน นางแค่ขออยู่ต่ออีกสักหน่อยให้แน่ใจว่าเซียวเหยาจะอยู่อย่างมีความสุข เรื่อยมาตั้งแต่เซียวเหยาอายุสิบแปด นางก็อยากให้เขาใช้ชีวิตเป็นของตัวเองเสียที เมื่อโอกาสเป็นเช่นนี้ นางก็เห็นว่าเป็นเวลาอันสมควรแล้วที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีนาง

                ทางด้านเฟิง เซียวเหยาเขารู้เรื่องที่นางโดนทำร้ายดี แต่เมื่อนางไม่ปริปากบอก เขาก็ไม่อยากถาม กลัวจะเป็นการจุดประเด็นขึ้นมาแล้วกลายเป็นข้ออ้างให้นางขอเดินทางกลับดินแดนได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกปิดปากเงียบแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและแอบจัดการผู้หญิงหน้ารังเกียจพวกนั้นแทนนาง

               

cr.pinterest

               ความสงบสุขในชีวิตหวนคืนมาได้เพียงไม่นาน สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเผ่ามารบุกดินแดนมนุษย์ ด้วยกำลังและพลังอำนาจอันน้อยนิดของมนุษย์มีหรือจะเอาชนะพวกมารได้

                เมื่อสงครามระหว่างมนุษย์และมารเริ่มรุกรามมาถึงดินแดนเหรินไท่ องค์รัชทายาทเซียวเหยาจึงนำกำลังไพร่พลออกรบทันที แม้สู้ไม่ได้ก็ดีกว่าไม่ได้สู้

                เฟิง ฉู่เจินไม่อาจยอมให้เขาเป็นอันตรายจึงแอบตามร่วมกองทัพด้วยการปลอมเป็นชาย

               

สวรรค์มัวทำกระไรอยู่ ดินแดนมนุษย์ถูกทำลายเช่นนี้ เหตุใดสวรรค์ที่มีหน้าที่ปกป้องมวลมนุษย์จึงเอาแต่อยู่เฉย

 

นางตัดรอนต่อสวรรค์ ได้แต่สงสัยในความละเลยหน้าที่อย่างไม่สมเหตุสมผลของสวรรค์ครานี้

                เมื่อเดินทัพมาเผชิญหน้ากับกองทัพมาร กลิ่นอายของนางอันคุ้นเคยทำให้แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามจำได้ทันที

                “หลีกทาง” แม่ทัพแห่งเผ่ามารเอ่ยสั่งดังกึกก้องแม้ผู้ที่อยู่ไกลนับลี้ก็ยังได้ยินเสียงอันทรงพลังนั้น

                เมื่อแม่ทัพของอีกฝ่ายรุกหน้าเดินมาด้วยตนเองเพียงลำพัง ทิ้งกองทัพมารไว้ข้างหลังไม่มีคำสั่งให้เคลื่อนไหวใดๆ ทำให้เหล่ากองทัพมนุษย์ต่างตื่นตระหนกในการกระทำที่ไม่อาจเข้าใจได้ของศัตรู หากแต่เซียวเหยากลับไม่เกรงกลัวรัศมีอันตรายที่แผ่พุ่งออกมาจากแม่ทัพมารตนนั้นแม้เพียงนิด และควบม้าของตนตรงไปหาอีกฝ่าย

                เมื่อสองแม่ทัพเผชิญหน้ากันเพียงลำพัง โดยมีกองทัพที่รอฟังคำสั่งให้เคลื่อนไหว ความตึงเครียดและความกดดันก็อบอวล บรรยากาศที่ไม่น่าพิสมัยเช่นนี้น่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก

                “ท่านต้องการสู้ตัวต่อตัวหรืออย่างไร?” เซียวเหยาถามอีกฝ่ายอย่างฉงนใจในการกระทำนั้น ปกติพวกเผ่ามารน่าจะบุกและรบราฆ่าฝันโดยไม่คิดจะเจรจาก่อนแบบนี้นี่

                “ข้า..อิ๋นอวี้ รัชทายาทแห่งเผ่ามาร” เขาประกาศก้องไม่สนใจตอบคำถามอีกฝ่ายก่อนจะตะโกนเรียกคนที่ตนตามหา

                “เจินเจิน ข้ารู้เจ้าอยู่ที่นี่!” เซียวเหยาดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อชื่อของคนที่ไม่คาดคิดว่าจะอยู่ในสนามรบถูกเอ่ยออกมาจากปากของศัตรู

                แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ รัชทายาทแห่งเผ่ามารรู้จักนางได้อย่างไร.. พลางนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งอดีตที่นางเคยเล่าถึงความผิดของตนให้เขาฟัง แค่นั้นก็เข้าใจประจักษ์แจ้ง

                นางเป็นเทพธิดาจริงหรือนี่!

 

            “อิ้นอวี้” เสียงใสของสตรีอันคุ้นเคยกระทบโสตประสาทของชายหนุ่มทั้งสองคน นางเอ่ยเรียกชื่อเขาก่อนจะเดินออกมาข้างหน้ากองทัพ

                “หึ” อิ้นอวี้หัวเราะเยาะนางอย่างสมเพช “สภาพเป็นเช่นนี้หรือ? ข้านึกว่าเง๊กเซียนจะตัดสินโทษประหารเจ้าเสียอีก”

                “เจ้าคือคนที่ลวงหลอกนางสินะ” เซียวเหยาพอจะประติดประต่อเรื่องทั้งหมดได้ก็หันคมดาบไปที่คอของอิ้นอวี้ทันที

                “เป็นแค่มนุษย์อย่าเข้ามาสอด!” เอ่ยน้ำเสียงกรุ่นโกรธก่อนจะใช้มือขวาของตนบีบเข้าที่คอของเซียวเหยาอย่างแรงและยกขึ้นจนปลายเท้าทั้งสองของเซียวเหยาลอยจากพื้นพลางใช้พลังผลักเซียวเหยาจนตัวเขากระแทกกับพื้นและกระอักเลือด

                “หยุดเดี๋ยวนี้” ฉู่เจินเอ่ยพร้อมน้ำตา รีบเอาตัวไปขวางไม่ให้อิ้นอวี้ลงมือทำอะไรไปมากกว่านี้

                “โฮ่ ยังโง่เขลาเช่นเดิม” ว่าพลางบีบคางนางจนร้าวไปถึงกระดูกเชิงกรานก่อนจะพูดเสียงรอดไรฟัน “เพราะเจ้าบอกเส้นทางข้าผิดพลาดในครานั้น ทำให้แผนการข้าต้องพังไม่เป็นท่าและเสียทีให้แก่สวรรค์” พูดแล้วก็เจ็บใจ

                “เจ้าเห็นนี่ไหม” ว่าพลางเปิดขากางเกงข้างซ้ายให้นางดู ปรากฏแผลเป็นคล้ายรอยต่อที่ขาซ้าย “เป็นเพราะเจ้า!ทำให้ข้าถูกทหารสวรรค์ช่วงชิงขาข้างนี้ไป!

                “...” นางมองเขาอย่างเจ็บปวด แม้ไม่ได้โกรธเกลียดเขาแต่กลับโกรธเกลียดตัวเองที่โง่งมเคยหลงคารมผู้ชายตรงหน้า

                “หากข้าเสียขาซ้าย เจ้าก็ต้องเสียขาซ้ายและขวา!” หลังจบประโยคแสงสีดำในมือก็ปรากฏขึ้นเป็นรูปร่างของดาบคม เขาตั้งใจจะตัดขานางทิ้งทั้งสองข้าง ฉับพลันเซียวเหยาก็วิ่งเข้ามาขวางไว้

                คมดาบที่พุ่งตรงมายังนางกลับหยุดชะงัก “นี่เจ้ามีสร้างสัมพันธ์กับมนุษย์อีกแล้วหรือ? ช่างโง่เง่าเสียจริง” มองนางอย่างสมเพช “เช่นนั้นข้าจะฆ่ามนุษย์ผู้นี้ก่อน จากนั้นจะตัดขาของเจ้าทิ้งทั้งสองข้าง และทำลายดินแดนมนุษย์ให้สิ้นดีหรือไม่” พูดจบก็หัวเราะอย่างอำมหิต แววตาฉายแววโหดเหี้ยมมองมายังเซียวเหยา

                อิ้นอวี้ไม่พูดอะไรให้ยืดยาว หันคมดามเข้าใส่เซียวเหยาทันที ทันใดนั้นเฟิง ฉู่เจินก็ออกแรงผลักชายหนุ่มสุดแรงและเอาตัวมาบังรับคมดาบนั้นจนทะลุร่างของนาง

                แม้ไม่มีสิ่งได้พรากชีวิตนางได้ แต่ดาบที่เกิดจากวิถีมารก็ทำให้นางเจ็บปวดเจียนตายเช่นกัน ความเจ็บปวดจนกระอักเลือดนี้มิอาจบรรยาออกมาเป็นคำพูดได้

                เฟิงฉู่เจินมองมายังเซียวเหยาอย่างห่วงหาก่อนจะสลบไปเพราะความทรมาณจากบาดแผลที่เกินจะทานทน ก่อนที่ร่างของนางจะกระแทกสู่พื้นดิน เซียวเหยาก็พุ่งมารับร่างอันบอบบางของนางอย่างรวดเร็วและกระชับกายนางไว้ในอ้อมกอดแน่น

                สายฝนตกลงสู่พื้นดินอย่างโหมกระหน่ำ แต่มิอาจกลบเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของเซียวเหยาได้ เขารู้ว่านางมิอาจตายได้ด้วยคมหอกคมดาบ หากแต่เป็นคมดาบของคนรักเช่นนั้นแล้วความเจ็บปวดทางกายหรือจะสู้ความเจ็บปวดทางใจ

                เซียวเหยาคิดว่านางตาย! เขาคิดว่านางตรอมใจตายที่ถูกอดีตคนรักอิ้นอวี้แทงทะลุร่าง!

 

                ความเจ็บปวด ความทรมาณ ความอาลัย ความเศร้า และความโกรธเกรี้ยวมันปนมั่วอยู่ในอารมณ์ สายฝนที่ตกลงมามิอาจชำระล้างความรู้สึกเหล่านี้ให้จางให้ไปแม้แต่น้อย

                สวรรค์มิได้ละเลยหน้าที่อย่างที่เฟิงฉู่เจินตัดพ้อไว้ บัดนี้เสี้ยวดวงจิตของเทพหลี่ซื่อหมินกำลังตื่นขึ้นพร้อมพลังแห่งเทพ รัศมีทรงอำนาจแผ่พุ่งออกมาจากคนที่อิ้นอวี้คิดว่าเป็นเพียงมนุษย์ไร้ค่า

                นี่มันไม่ธรรมดาแล้ว

 

            พลันสายพิรุณที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งก็หยุดลงเปลี่ยนเป็นแสงแห่งสุริยันสว่างไสวมาแทนที่ ร่างของเหล่ามารบางตนถึงกับปวดแสบปวดร้อนอย่างทรมาณก่อนจะสลายหายไป

                เสียงกรีดร้องของมารชั้นต่ำที่อยู่ในกองทัพมารดังกึกก้องด้วยมิอาจทานทนความเจ็บปวด แม้แต่อินอวี้ก็ต้องถอยหนี เขาคำนวณผิดพลาด ไม่คิดว่าเทพชั้นสูงจะมาร่วมสงครามด้วย

                “ถอยทัพ!!” คำสั่งถอยทัพดังก้อง ทำให้ทัพมารแตกกระเจิง แต่มีหรือที่เซียวเหยาจะยอมให้ศัตรูหนีไปได้ เขาใช้กระบี่ที่บัดนี้เคลือบไปด้วยพลังแห่งเทพทุกอณูตัดไปที่ขาขวาของอินอวี้

                “เจ้าตั้งใจจะตัดขาขวานางมิใช่หรือ?” ถามด้วยแววตาเย็นชา ใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม

                “เจ้าบอกว่าจะตัดขาทั้งสองข้างของนาง เช่นนั้นข้าจะตัดแขนทั้งสองข้างของเจ้าด้วย ยุติธรรมดีหรือไม่?” ว่าไม่พอก็ลงมือตัดแขนตัดขาของอินอวี้จนขาดสะบั้น

                “เมื่อสักครู่ดวงตาของเจ้ามองนางอย่างสมเพช เช่นนั้นข้าจะควักตาของเจ้าด้วยดีไหม?” พลันดวงตาของอินอวี้ก็บอดสนิท

                “ปากของเจ้าก็ด่าทอ หัวเราะเยาะนางด้วยสินะ” จบประโยคก็บีบกรามของรัชทายาทแห่งเผ่ามารสุดแรงจนกระดูกกรามแตกเป็นเสี่ยง

                “ลิ้นของเจ้าเคยเอ่ยวาจาหลอกลวงนาง เช่นนั้นข้าขอลิ้นของเจ้าด้วยก็แล้วกัน” เซียวเหยาพูดจบก็ตัดลิ้นของอีกฝ่ายจนห้วนเตี้ยน

                เซียวเหยามองสภาพที่น่าเวทนาของรัชทายาทแห่งเผ่ามาร เขาเอ่ยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ดาบของเจ้าแทงทะลุร่างนางต่อหน้าต่อตาขาเลยนะ” ทุกคำพูดเอ่ยโดยปราศจากรอยยิ้ม แม้แต่แววตาก็เย็นชา สุดท้ายบุรุษหนุ่มจึงตัดสินใจจบสงครามและจบความทรมาณของอิ้นอวี้ด้วยการใช้กระบี่ของตนแทงทะลุร่างเฉกเช่นเดียวกับที่อินอวี้ลงมือกับเฟิงฉู่เจิน

                ทันที่ที่ร่างของอินอวี้ดับสลาย เสียงโห่ร้องในชัยชนะก็ดังกึกก้องทั่วท้องสนามรบ แต่เซียวเหยากลับพุ่งร่างตนไปหาสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ตนห่วงหา กอดร่างนั้นไว้แนบแน่น น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลเป็นทาง ใบหน้าไม่มีความยินดีในชัยชนะสักกระผีก

                เมื่อองค์รัชทายาทเจ็บปวด ใครเล่าจะกล้าแสดงอาการยินดี

                ชายหนุ่มกอดร่างบางแนบแน่น ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อข้างซ้ายกำลังเต้นอย่างแผ่วเบามิได้สงบนิ่งอย่างที่ตนคิด

                หัวใจนางยังเต้นอยู่ นางยังมีชีวิตอยู่!

 

            “นางยังมีชีวิต รีบตามหมอหลวงมาเดียวนี้!” ตรัสรับสั่งพลางช้อนร่างนางขึ้นอย่างทะนุถนอม เขาพาร่างนางขึ้นรถม้าและกลับวังอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

                ทันทีที่ถึงวังเซียวเหยาไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หรือฮองเฮา เขาเฝ้านางรักษาตัวไม่ห่างกาย

 

                “เจินเจิน ท่านห้ามเป็นอะไรนะ ถ้าท่านเป็นอะไรแล้วข้าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร” เซียวเหยาพูดประโยคนั้นซ้ำไปมาอย่างน่าสงสาร หวังให้นางลืมตาฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน

                เวลาผ่านไปนับอาทิตย์ แผลของนางก็คล้ายจะสมานตัวหากแต่นางยังคงหลับใหล  แต่อาการก็คงที่พอจะทำให้เซียวเหยาคลายกังวลได้บ้าง

                เซียวเหยาเอาแต่คลุกอยู่ในห้องของนางไม่ยอมออกไปไหน ในขณะเดียวกันชื่อเสียงของเขาก็เลื่องลือไปทั่วดินแดน ในฐานะมนุษย์ธรรมดาแต่สามารถรบชนะเผ่ามารได้ ใครๆต่างสรรเสริญว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการได้รับความเมตตาจากสวรรค์โดยแท้จริง


               เมื่อพระโอรสไม่เข้าวังมาหลายวัน บิดารมารดาจึงเป็นฝ่ายไปหาเอง

                “ลูกแม่ เจ้าไม่ยอมออกจากตำหนักของนางเลยหนา” ฮองเฮาถามอย่างเป็นห่วง

                “กระหม่อมเป็นห่วงนาง”

                เมื่อฟังคำตอบทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาก็ได้แต่ถอนหายใจน้อยๆก่อนจะมีรับสั่ง “พ่อรู้ว่าลูกผูกพันกับนางมาก แต่ว่า..” ไม่ให้พระองค์ตรัสจบ พระโอรสก็เอ่ยขัด

                “ลูกรักนางพะยะค่ะ”

                “...” ไม่ได้แปลกใจอะไรนัก เพราะอาการที่ชายหนุ่มแสดงต่อสตรีคนนี้มันชัดเจนมาโดยตลอด

                “ถ้านางฟื้นลูกจะขอแต่งนางเป็นชายาเอก”

                ฟังแค่นั้นทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาก็ข่มตาแน่น ทั้งสองรู้ดีว่าด้วยตำแหน่งของนางนั้นไม่สามารถแต่งเป็นชายาเอกได้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่กล้าเอ่ยขัดอะไร

                “ดีจ้ะลูก” พระมารดาฝืนยิ้มรับ

                ทั้งสองพระองค์เห็นความมุ่งมั่นในแววตาของบุตรชายตนก็รู้แก่ใจว่า องค์รัชทายาทจะไม่ยอมแต่งใครยกเว้นนางแน่ ความรักของบุรุษมันฉายชัดอย่างแรงกล้า แต่เพื่อตัวองค์รัชทายาทเองทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายคุยกับเฟิงฉู่เจินหากนางฟื้น และขอให้นางเป็นฝ่ายถอยออกมา

                เพื่ออำนาจและบารมี รวมถึงความมั่นคงและน่าเชื่อถือของตำแหน่งฮ่องเต้ ดังนั้นตำแหน่งฮองเฮาจะเป็นแค่หญิงธรรมดาไม่ได้

                “เช่นนั้นพ่อกับแม่ไปก่อนนะ แล้วจะกลับมาใหม่”

                “ทูลลาพะยะค่ะ”

               

                หลังฮ่องเต้และฮองเฮาออกไปได้สักพัก องค์รัชทายาทก็มองนางด้วยแววตาห่วงอาลัย

                “ท่านฟื้นขึ้นมาสักทีเถิด” น้ำตาของเขาไหลลงบนฝ่ามือนางหยดแล้วหยดเล่า

                แล้วชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เมื่อมือเรียวบางกำลังเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าให้เขา

                นางฟื้นแล้ว!

            “ข้าเลี้ยงเจ้ามาจนโตไม่เคยเห็นน้ำตาเจ้าสักหยด ไฉนครานี้ถึงร้องไห้จนตาบวมเป่งเช่นนี้เล่า?” นางถามน้ำเสียงอ่อนแรงดังคนพึ่งฟื้นไข้

                “ท่านฟื้นแล้ว ข้าจะไปตามหมอ ท่านรอสักครู่นะ”

                “ไม่ต้องหรอก ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว วันรุ่งกำลังกายข้าก็คงกลับสู่สภาพเดิม”

                “ข้าคิดว่า.. ข้าคิดว่าท่านตายแล้วเสียอีก” ว่าพลางกุมมือนางแน่น

                “ข้าไม่ตายหรอก แค่ดาบที่เกิดจากวิถีมารมันทำให้ข้าบาดเจ็บหนักเท่านั้น อีกอย่างข้าเคยบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่า ข้าไม่มีทางตายได้ เจ้าคงไม่คิดว่าข้าตรอมใจตายหรอกใช่ไหม?”

                “อย่างไรซะเขาก็เป็นคนรักท่าน” พูดอย่างกล้ำกลืนฝืนทน การที่พูดว่าดวงใจของนางมีชายอื่นมันทำให้เขาเจ็บปวดหัวใจเหมือนโดนเข็มนับร้อยเล่มเสียดแทง

                “เคยรักก็จริงอยู่ แต่บัดนี้ไร้ใจต่อคนผู้นั้นแล้ว ข้ามิอาจตรอมใจให้คนที่ข้าไม่รักได้หรอก”

                “จริงเหรอ ท่านไม่ได้รักเขาใช่ไหม?”

                “ไม่รักแม้เพียงนิด” ฟังแค่นั้นก็ยิ้มแก้มแทบปริ

                “เจ้ายิ้มดีใจอะไรหรือ?”

                “ข้ากังวลว่าท่านจะรักเขาอยู่”

                “เหตุใดเจ้าต้องกังวลเล่า?”

                “เพราะข้ารักท่าน” ฟังแค่นั้นนางก็ถึงกับตื่นตะลึง เขาบอกว่ารักนางเช่นนั้นเหรอ? นางควรจะทำอย่างไรดีในสถานการณ์เช่นนี้ นางเลี้ยงเขามากับมือ นางรู้ว่าคำว่ารักที่เขาเอ่ยนั้นมิใช่เรื่องโป้ปด หากแต่นางแค่ไม่มั่นใจว่าคำว่ารักของเขา หมายถึงรักแบบชายหญิง หรือรักแบบบุตรและมารดากันแน่

                “อะ เอ่อ ว่าแต่แล้วแม่ทัพมารนานเล่า? เจ้าชนะเขาได้อย่างไร?” นางเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็น การที่เขาและนางยังมีชีวิตอยู่แบบนี้แสดงว่าอิ้นอวี้ต้องพ่ายแพ้แก่เซียวเหยา

                “สวรรค์มอบพลังแก่ข้า” ใช่ นั่นคือสิ่งที่เขาคิด แม้เสี้ยวดวงจิตแห่งเทพจะฟื้นคืน ทำให้ได้รับพลังเซียนแต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความทรงจำก่อนลงมาจุติ

                นั่นสินะ สวรรค์มีหน้าที่ปกป้องมนุษย์ อย่างไรก็คงไม่ละเลยหน้าที่

 

            “ท่านแต่งให้ข้าเถิดนะ” เขาไม่ยอมให้นางเปลี่ยนประเด็นไปไกลก็วกกลับมาที่เดิม

                นางมองเขาอย่างตื่นตะลึงอีกครั้ง ภาพเด็กน้อยในวันวานที่นางเลี้ยงดูมาซ้อนทับกับภาพบุรุษตรงหน้า นอกจากเขาจะบอกรักนางแล้วยังขอแต่งนางอีก

                เจ้าเด็กน้อยนี่รู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่

           

                “เอาเถิด ข้าไม่เร่งรัดคำตอบจากท่าน แต่อยากให้ท่านรู้ไว้ว่าข้าไม่เหมือนอิ้นอวี้ผู้นั้น” เขาพูดมาถึงตรงนี้ก็เงียบเสียงลงชั่วครู่ “ข้าแค่รักท่าน รักท่านที่สุด ต่อให้ต้องรอท่านนานแค่ไหนข้าก็จะรอ แม้ท่านจะยังไม่รักข้าตอบแต่ขอเพียงท่านไม่จากข้าไปไหน ข้าก็ยินดีจะรอ”

                ว่าจบก็พาตัวเองมาล้มตัวลงนอนข้างกายนางพลางกอดร่างบางแน่น “ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”


cr.pinterest

              วันเวลาผ่านไปเมื่ออาการเฟิงฉู่เจินหายดี องค์รัชทายาทก็กลับไปทำงานตามปกติ ทั้งดินแดนพากันเฉลิมฉลองที่พระองค์ชนะศึกสงครามกับเผ่ามาร

                นอกจากนี้องค์รัชทายาทก็ประการต่อหน้าสาธารณะว่าต้องการให้เฟิงฉู่เจินเป็นชายาเอก สร้างความอิจฉาแก่สตรีทั่วไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรนางอีก ในขณะเดียวกันก็มีหลายฝ่ายที่ไม่พอใจหากฮองเฮาของไพร่ฟ้าจะเป็นแค่หญิงสามัญชน

                ฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ปัจจุบันทรงทราบดีถึงจุดเริ่มต้นแห่งความขัดแย้งเรื่องตำแหน่งฮองเฮา พวกเขาทั้งคู่จึงแอบมาหาและพูดคุยกับเฟิงฉู่เจินเป็นการส่วนตัว ทั้งสองพระองค์อยากให้นางคิดถึงความมั่นคงของฐานะฮ่องเต้ในอนาคต รวมถึงตัวนางที่ไม่มีอำนาจใดๆก็จะตกอยู่ในอันตรายหากได้ขึ้นตำแหน่งฮองเฮาในวันหน้า

                นางก็เข้าใจข้อนี้ดี นางอยู่โลกมนุษย์มาสามร้อยปีรู้ซึ้งถึงความสำคัญในอำนาจ หากนางอยู่ที่นี่ก็จะเป็นเหมือนคนที่คอยขัดแข้งขัดขาเซียวเหยา

                แม้เขาจะบอกรักนาง แต่ความรักของมนุษย์มันแปรเปลี่ยนง่ายดาย เฟิงฉู่เจินคิดว่าอาจเป็นเพราะเซียวเหยาไม่เคยข้องแวะหญิงใดทำให้เขาคิดว่าตนรักมั่นเพียงนาง อย่างไรเสียกายของนางก็เป็นเทพธิดา ไม่แก่ ไม่ตาย ควรจะเป็นฝ่ายถอยออกมามากกว่า

                มนุษย์ควรคู่กับมนุษย์ถึงจะถูกต้อง เมื่อนางถอยออกมา ในครั้งแรกเขาอาจเจ็บปวดไปบ้าง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปเขาก็คงตัดใจในรักครั้งนี้ได้เป็นแน่แท้

                สุดท้ายนางจึงเป็นฝ่ายเลือกที่จะเดินออกมา มีเพียงจดหมายบอกลาทิ้งไว้ให้เซียวเหยาเพียงเท่านั้น

 

                เฟิงฉู่เจินหนีจากเขาไปแล้ว องค์รัชทายาทแทบจะพลิกแผ่นดินตามหานาง เขาตามหานางไปทุกที่ทั่วหล้า แต่ไม่พบนางแม้เพียงเงา เขาคิดว่านางจะกลับดินแดนบูรพา หากแต่ก็ไร้วี่แววของนาง

                วันเวลาผ่านไปจากรัชทายาทจนกลายเป็นฮ่องเต้แห่งดินแดนเหรินไท่ เขาก็ยังไม่พบตัวนางและเมินเฉยต่อฎีกาเรียกร้องให้แต่งตั้งฮองเฮา

                ชื่อของเซียวเหยาจะถูกจารึกในฐานฮองเต้ไร้คู่หากพระองค์ยังไม่มีแม้แต่สนมเช่นนี้ ไทเฮาเองก็เหนื่อยพระทัย รู้สึกผิดในการตัดสินใจที่ไปพูดกับเฟิงฉู่เจินครั้งนั้น

                ฤดูร้อนปีที่สิบหลังเซียวเหยาขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้รับฎีกาจากประชาชนว่าเกิดภัยธรรมชาติฝนตกหนักที่หมู่บ้านบริเวณแม่น้ำหลงเปาจนเกิดน้ำท่วม

                แม่น้ำหลงเปา.. นางเคยบอกว่าเก็บเขาได้ที่นั่น

 

            พระองค์ไม่ให้เสียเวลาแม้เพียงนาทีเดียว ทรงรีบควบม้าไปยังบริเวณจุดที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน และแล้วภาพที่เห็นกลับทำให้พระองค์ถึงกับไม่มีกำลังแรงจะยืน

                ภาพของสตรีที่คุ้นเคย นางไม่แก่ขึ้นเลยแม้แต่น้อยหากแต่กลับซูบโทรมอย่างน่าอดสู ฮ่องเต้เซียวเหยารีบกุลีกุจรไปหานางพลางกอดนางไว้ในอ้อมอก

                “รีบตามหมองหลวงมาเดี๋ยวนี้!” น้ำตาไหลเป็นทางจากความคิดถึงและห่วงหา ความอัดอั้นที่สุดจะบรรยาย

                เฟิงฉู่เจินมองหน้าบุรุษที่กำลังร้องไห้ต่อหน้านาง มือบางค่อยๆยกขึ้นไปเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าของเขา “เซียวเหยา เจ้าร้องไห้อีกแล้ว เวลาข้าฟื้นขึ้นมาที่ไรทำไมต้องเห็นภาพเจ้ากำลังร้องไห้ตลอดเลยหนา” นางพูดด้วยเสียงอ่อนแรงลมหายใจรวยริน

                “ท่านเป็นอะไร ไหนว่าท่านไม่แก่ไม่ตายอย่างไรเล่า ทำไมสภาพท่านเป็นเช่นนี้”

                “นั่นน่ะสิ ทำไมกัน” นางยิ้มให้เขาน้อยๆ

                “ข้าตามหาท่านมาตลอด ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไป ทำไมท่านช่างโหดร้ายทิ้งข้าไป”

                “ขอโทษเซียวเหยา”

                “ข้าไม่ต้องการคำขอโทษ ข้าต้องการคำตอบจากท่าน!

                “คำตอบอะไร?”นางขมวดคิ้วน้อยๆ ถามเขาอย่างสงสัย แม้คำพูดเริ่มฟังไม่เป็นคำขึ้นทุกที

                “ท่านจะแต่งให้ข้าได้หรือไม่ ตลอดมานี้ข้าไม่เคยมีสนมหรือแต่งใคร ตำแหน่งฮองเฮาจะเป็นของท่านเพียงผู้เดียว”

                เฟิงฉู่เจินได้ฟังดังนั้น น้ำตาของนางก็ไหลเป็นทาง นางเคยคิดว่าสักวันเขาก็คงจะลืมนางได้หากแต่ไม่ใช่เลย

                “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” นางพูดได้แค่นั้น เปลือกตาก็ปิดลงแม้ใบหน้าจะยังประดับรอยยิ้มแต่ร่างตรงหน้ากลับไร้ซึ่งลมหายใจ

                ข้ามิอาจตรอมใจให้คนที่ข้าไม่รักได้หรอก

 

            เสียงของนางที่เคยพูดเมื่อครั้งอดีตก้องกังวานในหัวเซียวเหยา คนที่เดินออกมาเจ็บปวดไม่แพ้คนที่ถูกทิ้งไป เขาพบนางแล้ว ทำไมนางถึงทอดทิ้งเขาเป็นครั้งที่สองกันเล่า ถ้านางรักเขาทำไมนางต้องทิ้งเขาไปอีกครั้งแบบนี้!

                บทลงโทษของเฟิงฉู่เจินถือเป็นอันสิ้นสุดเมื่อนางตรอมใจจนสิ้นชีวา ดวงจิตของนางจะได้กลับสู่สวรรค์และคืนกายทิพย์เป็นเทพธิดาดังเดิม แม้แต่พลังเซียนก็กลับคืนมา

                หากแต่..ความทรงจำทั้งหมดยังอยู่ครบ ความเจ็บปวดและห่วงหายังตราตรึง แม้มนุษย์อาจจะลืมรักได้ แต่เทพธิดามิอาจลืมได้ รักแรกกับรัชทายาทเผ่ามารอาจเป็นแค่ลุ่มหลง แต่รักสองกับมนุษย์บุรุษผู้นี้คือรักอย่างแท้จริง เขาครอบครองหัวใจของนางไปทั้งหมด

                ทันทีที่นางกลับร่างเทพธิดา นางก็อยากจะกลับลงไปหาบุรุษผู้นั้น สร้างความไม่พอใจแก่เง๊กเซียนฮ่องเต้เป็นอย่างมาก จึงสั่งลงโทษให้นางถูกขังคุกสวรรค์เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี

                ทางด้านฮ่องเต้เซียวเหยาที่มีชีวิตอยู่ทุกวันได้ด้วยความหวังว่าจะพบเฟิงฉู่เจินในสักวัน บัดนี้เขาก็พบนางแล้วและรับรู้ถึงการจากไปของนาง เช่นนั้นเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อของเขาคืออะไร?

                หน้าที่ฮ่องเต้ที่ต้องปกครองบ้านเมืองเช่นนั้นหรือ? เขาละอยากจะหัวเราะสมเพชให้กับตัวเอง เขาไม่เคยอยากได้ตำแหน่งโอรสสวรรค์เช่นนี้เลยสักครั้ง ตำแหน่งที่ทำให้เขาต้องพรากจากนางเช่นนี้ เขารังเกียจนัก

                เมื่อหมดความหวังที่จะได้เคียงคู่นาง พระวรกายก็เริ่มทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ไม่ว่าหมอหลวงจะรักษาอย่างไรก็ตรวจหาอาการและสาเหตุของโรคไม่เจอ

                พระองค์ก็รู้ถึงอาการประชวรของตัวเองดี และคิดจะสละตำแหน่งฮ่องเต้ให้แก่องค์ชายรอง พระโอรสของอดีตสนมเหมยกับฮ่องเต้องค์ก่อน

                ทั่วดินแดนเริ่มเศร้าโศกตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ฮ่องเต้ที่ทรงปรีชาสามารถ เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและทักษะการรบกำลังจะจากไป ไม่มีแม้แต่บุตรธิดาสืบตำแหน่ง ผิดกับพระองค์ที่ดูจะยินดียิ่งเมื่อใกล้วาระสุดท้ายของตน

                และแล้วฮ่องเต้เซียวเหยาก็เสด็จสวรรคต เมื่อพระชนมายุสี่สิบพรรษา แม้จะหาสาเหตุของโรคไม่เจอแต่ผู้ใกล้ชิดต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้นั้น ตรอมใจตายตามนางไป...



cr.pinterest

 

                เมื่อร่างจุติของหลี่ซื่อหมินสิ้นอายุขัย เทพมารดรและเทพสุริยันผู้เป็นพระมารดาและพระบิดาก็พาดวงจิตของเขากลับคืนสู่สวรรค์

                ร่างทิพย์ที่หลับใหลอยู่ตลอดสี่สิบปีก็ฟื้นคืนพร้อมความทรงจำครั้งเป็นมนุษย์ทั้งหมด ทันทีที่เทพหลี่ซื่อหมินฟื้นขึ้นประโยคแรกที่ทรงถามก็คือ “เทพธิดาเฟิงฉู่เจินอยู่ที่ไหน?” สร้างความประหลาดใจแก่คนฟังเป็นอย่างยิ่ง

                เมื่อทราบคำตอบ เทพหลี่ซื่อหมินก็บุกคุกสวรรค์ทันที ทั้งขอให้เง๊กเซียนฮ่องเต้ปล่อยตัวนาง

                “ท่านรู้หรือไม่ว่านางโดนลงโทษเพราะคิดจะกลับโลกมนุษย์ไปหาบุรุษผู้หนึ่ง?” เง๊กเซียนฮ่องเต้ให้เหตุผลอธิบายสาเหตุที่นางต้องรับโทษ

                “บุรุษผู้หนึ่งเช่นนั้นหรือ?”

                “เป็นบุรุษที่นางหลงรักและตรอมใจตาย เทพธิดากับมนุษย์มิอาจครองคู่กันได้ นางจึงต้องโดนอาญา”

                “ถ้าเช่นนั้น บุรุษที่ท่านว่าก็คือข้านี่แหละ”

                “ทะ ท่านว่าอย่างไรนะ?” ฟังดังนั้นก็ตกใจ

                “ปล่อยตัวนางซะ หลังจากนี้นางจะแต่งให้ข้า” หลี่ซื่อหมินพูดอย่างมั่นใจ “เทพพิรุณ เทพีดินแดนบูรพา เทพมารดาและเทพสุริยันจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ความแข็งแกร่งของสวรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นนี้ ท่านคงไม่ขัดอะไรหรอกใช่ไหม?”

                “เช่นนั้นข้าก็มิขัดดอก” เง๊กเซียนฮ่องเต้เอ่ยตรัสกึ่งอารมณ์ดี หากสี่เทพยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกัน สวรรค์ก็จะแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นอย่างที่หลี่ซื่อหมินว่า

                เมื่อนางถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกสวรรค์ คนแรกที่นางพบกลับเป็นบุรุษรูปงามที่ไม่ว่าใครในสามภพก็รู้จักดี

                “เทพหลี่ซื่อหมิน” นางเอ่ยเสียงเบาก่อนจะทำความเคารพ

                “ข้าเป็นคนขอให้เง๊กเซียนฮ่องเต้ปล่อยตัวเจ้าออกมาเอง” นางได้ฟังก็เบิกตากว้าง แสดงอาการตกใจและสงสัยชัดเจน หากแต่นางก็มิถามอะไรเพราะเห็นจะเป็นการเสียเวลา “ขอบพระทัยเพคะ” พูดจบก็รีบวิ่งออกไป

                หลี่ซื่อหมินเห็นอาการนั้นก็รีบวิ่งไปขวางทางนางไว้ “เจ้าจะไปไหน?”

                “ไปโลกมนุษย์เพคะ คนที่หม่อมฉันรักรอหม่อมฉันอยู่” ฟังแค่นั้นหลี่ซื่อหมินก็อมยิ้ม

                “คนที่เจ้ารักเป็นมนุษย์เช่นนั้นหรือ?”

                “เพคะ เป็นมนุษย์” นางตอบด้วยท่าทีร้อนใจ เขาดูก็รู้ว่านางไม่อยากต่าความยาวสาวความยืดคุยกับเขาต่อ

                ดูสิดู ไม่ว่าเทพธิดาองค์ใดก็ต่างหาเรื่องคุยกับเขาทั้งนั้น แต่ไฉนหญิงตรงหน้ากลับทำท่าทีรำคาญและอยากตัดจบบทสนทนากับเขาเช่นนี้กันเล่า

                “เช่นนั้นเจ้ามารักกับข้าจะดีกว่า มนุษย์นั้นอายุไขสั้นนัก”

                “ข้าก็จะรักเขาตราบสิ้นอายุขัยข้า และมิอาจรักชายใดได้อีก” ฟังดูก็รู้ว่านางปฎิเสธเขาชัดเจน นางกำลังปฎิเสธเทพหลี่ซื่อหมินเพื่อรักกับมนุษย์ธรรมดาเช่นนั้นหรือ

                “มนุษย์ผู้นั้นช่างโชคดีเสียจริง ไม่ทราบว่ามนุษย์ผู้นั้นชื่ออะไรหรือ?” เขารู้ดีว่าเป็นเขา แต่ขอถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้งเถิดหนา

                “เฟิงเซียวเหยาเพคะ” เอ่ยจบ หลี่ซื่อหมินก็คว้านางเข้าไปจูบทันที ถ่ายทอดความรักส่งผ่านไปยังริมฝีปากนั่นแม้นางจะไม่อาจรับรู้ได้ก็ตาม

                นางดิ้นสุดแรงทั้งยังกัดริมฝีปากของเขาจนเลือดไหล ก่อนจะใช้พลังเซียนผลักเขาออกโดยไม่สนว่าเขาจะบาดเจ็บหรือไม่

                เขายิ้มน้อยๆอย่างอารมณ์ดีกับการกระทำนั้นแล้วดึงนางเข้ามาจูบอีกครา คราวนี้กลับลึกล้ำกว่าครั้งแรกมากนั้น ลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปยังฝ่ายตรงข้ามทั้งยังตวัดกวัดเกี่ยวริ้มรสความหวานภายในปากของนางอย่างโหยหา คราวนี้ไม่ว่านางจะพยายามอย่างไรก็ไม่อาจสลัดหลุดจากอ้อมกอดอันแข็งแกร่งตรงหน้าได้

                น้ำตาของหญิงสาวเริ่มไหลรินจนชายหนุ่มสัมผัสได้ เขาจึงค่อยๆละริมฝีปากจากนางพร้อมจำแลงกายกลับเป็นร่างมนุษย์ที่ตนลงไปจุติ

                เมื่อนางเห็นเขาก็เอ่ยพึมพำ “เซียวเหยา?”

                “ใช่”

                “ได้อย่างไรกัน?”

                “เพราะเจ้าตัดขาดจากสวรรค์เลยไม่รู้เรื่องที่ข้าแบ่งภาคไปจุติบนโลกมนุษย์สินะ”

                “ท่านหมายความว่า..”

                “เป็นข้าเอง เจินเจิน”

                “!!” นางไร้ซึ่งคำพูดอีกต่อไปเหลือไว้แต่เพียงความตกใจที่ยังปรากฏบนใบหน้าเด่นชัด

                “ข้ามาเอาคำตอบจากเจ้า”

                “...”

                “ครั้งนี้เจ้าจะให้คำตอบจากข้าได้หรือยัง?”

                นางยิ้มรับอย่างยินดียิ่งก่อนจะเอ่ยตอบเขาเสียงดัง “เพคะ”

                เขาฟังดังนั้นก็ถึงกับยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ก่อนจะชะงักลงเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้แล้วเอ่ยเสียงยียวนกับนาง “จะว่าไป เจ้ายังไม่เคยบอกรักข้าเลยสักครั้งนะ”

                นางได้ฟังก็เงียบไป ก่อนจะเขย่งตัวไปกระซิบข้างหูชายหนุ่ม “ข้ารักท่าน รักท่านที่สุด”

                ฟังแค่นั้นหลี่ซื่อหมินก็ไม่ให้อีกฝ่ายเอ่ยคำพูดใดอีกต่อไป เขาประกบฝีปากของเขาลงกับนางอีกครั้งอย่างโหยหา ครานี้นางก็ตอบรับจูบของเขาด้วยความรักไม่แพ้กัน

                ....เมื่อมีรักลึกซึ้งแล้วจะรักได้เพียงหนึ่งไม่อาจรักใครได้อีกตราบสิ้นลมหายใจ

               


         cr.pinterest   


 จบแล้วจ้า

 

               

               

               

 

               

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ zhingzhang จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

18 ความคิดเห็น

  1. #18 waavaa (@waavaa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 06:18
    เข้ามาอ่านรอบที่2แล้ว ยังคงต้องเสียน้ำตาเหมือนเดิม ชอบเรื่องนี้มากกกก
    #18
    0
  2. วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 07:21
    อ่านไม่ได้ค่ะ
    #17
    0
  3. วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 13:31
    อ่านเนื้อหาไม่ได้ค่ะ เนื้อหาหายไปหมดเลย
    #16
    0
  4. วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 16:13
    อยากอ่านเรื่องสั้นแบบนี้อีก
    #15
    0
  5. วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 16:11
    ชอบค่ะ สนุกมากๆๆเลย
    #14
    0
  6. #13 emtida (@emtida) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:52
    ขอบคุณค่ะไรท์ ของเรื่องต่อไปอีกนะคะ
    #13
    0
  7. #12 Nao Ng Sverige (@NaoNgSverige) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:43
    โหหห สุดยอดเลยค่ะ ให้likeล้านของล้านหมื่นแสนคันรถlikeเลยคะ ถ้ามีแบบebook ก็จะตามไปสอยมาไว้อ่านอีกค่ะ ถ้ามี
    ติดต่อ5408749@gmail.com
    #12
    0
  8. #11 waavaa (@waavaa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:08
    โค ตร ดีอ่ะ ชอบๆๆๆๆๆ
    #11
    0
  9. #10 Beer Kanokporn (@beerthhottest) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 13:23
    สนุกมากเลยคะ อ่านแล้วไม่อยากให้ถึงบรรทัดสุดท้ายเลยคะ
    #10
    0
  10. #9 เหลียนฮวา
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 15:49
    ชอบนิยายเรื่องนี้มากกเลยค่ะ.อ่านสิบรอบน้ำตาไหลสอบรอบหือหื๋อ
    #9
    0
  11. วันที่ 12 กันยายน 2560 / 14:23
    #8
    0
  12. วันที่ 12 กันยายน 2560 / 06:28
    โอ๊ยๆๆอิจฉาอ่ะ..พระเอก+นางเอก แต่อ่านแล้วยิ้มไม่หยุด
    #7
    0
  13. วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 23:42
    อ่านสองรอบน้ำตาไหลสองรอบ
    #6
    0
  14. วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 20:21
    เรื่องสั้นแต่กินใจมากค่ะ ฮืออ...
    #5
    0
  15. วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 14:44
    โอ้วววว~~~~ โรบิ้น~~~~

    #4
    0
  16. #3 Poyy
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 05:11
    ชอบบบบบบบบ
    #3
    0
  17. #2 Poyy
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 05:11
    ชอบบบบบบบบ
    #2
    0
  18. #1 Phasuk Nyffenegger (@bofano) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 05:33
    เป็นเรื่องสั้นที่สานุกกกกกมากๆๆๆๆเลยค่ะ ขอบคุณนะค่ะ!!!
    #1
    1