ปรารถนารักแวมไพร์

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 พ.ค. 56

งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของนางสาวเอลิเซีย ชุณยมาศย์ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นหลานสาวคนโตของรัฐมนตรีอนันต์ มีแขกมาร่วมงานกันมากหน้าหลายตา ปีนี้เอลิเซียจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ นับเป็นสาวเต็มตัวและเริ่มต้นเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่

เจ้าของงานยิ้มระรื่น ทักทายเพื่อนคนนั้นคนนี้ไปทั่ว เธอชวนทุกคนในห้องเรียนมางานยกเว้นก็แต่แพรพลอยคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยคิดจะชวนและถึงชวนฝ่ายนั้นก็คงไม่มา

เค้กก่อนใหญ่ถูกเป่าจนมอดดับเมื่อเสียงเพลงวันเกิดจบลงพร้อมเสียงปรบมือเกรียวกราว เค้กตัดแบ่งใส่จานใบเล็กและแจกจ่ายให้แขก กล่องของขวัญวางเต็มโต๊ะตัวยาว เสียงหัวเราะของเอลิเซียดังขึ้นบาดหัวใจคนฟังอย่างน้ำหนึ่ง ทั้งที่วันเกิดของตัวเองก็ถูกจัดไม่ต่างกัน แต่ครั้งนี้ที่พิเศษก็เพราะเป็นปีที่ 18 ของเอลิเซีย

“หนึ่งจะไปนอนแล้วนะคะแม่” น้ำหนึ่งกระแทกแก้วเครื่องดื่มลงกับโต๊ะ ทนไม่ไหวที่เห็นเอลิเซียได้รับของขวัญล้ำค่าจากตากับยาย

เครื่องเพชร!

มันมีค่ามากกว่าที่เด็กนอกคอกคนหนึ่งจะได้รับ ทั้งตาสีฟ้า ทั้งผมสีน้ำตาลเข้ม และตัวมันเองก็ไม่มีพ่อ แม่บอกว่าเอลิเซียทำให้ครอบครัวของเราต้องอับอาย แต่ทำไมตากับยายถึงได้รักมันนัก

“แม่ก็เหมือนกัน ไม่อยากมองให้เสียตา สักวันเถอะตากับยายของแกจะต้องเสียใจที่ถือหางนังเด็กประหลาด โอ๋มันเข้าไป เชื้อบ้ายังไงก็ยังขังอยู่ในตัวมันนั่นแหละ” เพชรามองตามหลังร่างสูงของเอลิเซียที่กำลังร้องเพลงคู่กับผู้เป็นตาบนเวทีอย่างเกลียดชัง

“แม่ก็ว่ามันเป็นเด็กประหลาด แต่จนป่านนี้หนึ่งก็ยังไม่เห็นว่ามันจะแสดงความประหลาดออกมาให้เห็น มันเรียนเก่งกว่าหนึ่งเป็นไหนๆ” น้ำหนึ่งหน้ายุ่ง เธอถูกเอาตัวไปเปรียบกับพี่สาวคนนี้ตลอดเวลาจนกลายเป็นความริษยา หากไม่มีเอลิเซียเธอก็คงเป็นที่รักของใครๆ

“ไม่นานหรอกหนึ่ง ไม่นานเกินรอ” เพชราบอกขึ้นอย่างมั่นใจ เสียงร้องเพลงคู่กันของหลานสาวกับผู้เป็นพ่อทำให้ไม่อยากทนนั่งมองให้บาดใจ

เอลิเซียยิ่งโตเป็นสาวก็ยิ่งสวย รูปร่างสูงกว่าผู้หญิงส่วนมากแต่กระนั้นก็ดูสมส่วน หน้าอกอวบอัดเป็นสาวเกินวัยรับกับเอวคอดกิ่ว ผิวของเอลิเซียขาวอมชมพูเหมือนดอกแมกโนเรียในฤดูหนาว ดวงตาสีฟ้าเมื่อตัดกับสีน้ำตาลเข้มของเรือนผมสวย จึงเข้ากันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ จมูกก็โด่งได้พองามตามส่วนผสมของพ่อที่เป็นคนต่างชาติและแม่ชาวเอเชีย ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อแม้ไม่ต้องแต่งแต้มแต่ก็งดงามตามธรรมชาติ ยามเจ้าตัวคลี่ยิ้มมองเห็นฟันสีขาวเรียงเป็นตับน่ามอง

ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นเอลิเซียล้วนสมบูรณ์แบบ เหมือนกับมรกตที่เกิดมาหน้าตาสะสวย สวยมากกว่าเธอจนดูไม่เหมือนพี่น้องคลานตามกันออกมา เช่นเดียวกับตอนนี้ที่น้ำหนึ่งกำลังถูกใครต่อใครในงานเอาตัวไปเปรียบเทียบกับนังเด็กนอกคอกนั่น

“ให้มันจริงเถอะค่ะแม่ หนึ่งรอดูจนขี้เกียจจะดูแล้ว” เด็กสาวหน้ายุ่งหากแล้วสายตาก็จับไปยังชายหนุ่มร่างสูงที่มาพร้อมกับรถช็อปเปอร์ ความหล่อของเขาทำให้เสียงจอแจภายในงานเงียบลงชั่วครู่ เอลิเซียพึ่งร้องเพลงจบ เธอแทบถลาลงจากเวทีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

“พี่เพทาย ไม่คิดว่าจะมา” เอลิเซียตรงเข้าคล้องแขนเพื่อนต่างวัยไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี แต่ก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์และทางอินเทอร์เนตมาโดยตลอดจึงรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทของเธอ

“ต้องมาสิ น้องสาวคนสวยฉลองวันเกิดครบ 18 ปีนี่นา” เขาเอื้อมมือมาเขย่าศีรษะของเธออย่างเอ็นดู ไม่ได้เจอกันนานเอลิเซียกลายเป็นสาวสวยเสียแล้ว

เขาพูดคุยกับเธอต่ออีกหลายประโยคก่อนรีบชักมือกลับเมื่อสังเกตว่ามีสายตาหลายคู่มองอยู่ เอลิเซียจึงพาเขาไปแนะนำให้ผู้เป็นตายายได้รู้จัก น้ำหนึ่งมองตามอย่างขัดใจ

 ผู้ชายหน้าตาดีคนนี้เป็นอะไรกับเอลิเซีย

“เห็นไหมล่ะหนึ่ง แม่บอกแล้วไงว่าอีกไม่นานหรอกมันจะต้องทำตัวเหมือนแม่มัน” เพชรามองภาพความสนิทสนมระหว่างหลานสาวกับชายหนุ่มแปลกหน้าแล้วแสยะยิ้ม

“ยังไงคะแม่” น้ำหนึ่งกังขา

“ก็ใจแตกยังไงล่ะ แม่มันก็หนีไปกับผู้ชายจนท้องไม่มีพ่อแล้วต้องเอาเอลิเซียมาฝากไว้ เป็นอะไรตายก็ไม่รู้ หึไม่รู้ติดโรคอะไรมารึเปล่า” เพชราเบ้หน้า

แต่ไหนแต่ไรมาเธอไม่เคยมองมรกตในแง่ดี ไม่อยากจะยอมรับว่าแท้จริงแล้วในใจลึกๆ ของเธอมีแต่ความริษยาน้องสาวผู้มีหน้าตาสะสวยกว่าเธอ ดังนั้นตั้งแต่เล็กจนโตเธอจึงต้องพยายามถีบตัวเองให้สูงกว่าน้องสาว และเธอก็ทำได้สำเร็จ

เธอเรียนเก่งที่สุดในชั้นเรียน ในขณะที่มรกตแทบจะเอาตัวไม่รอด และยิ่งสะใจเมื่อน้องสาวของเธอกลายเป็นคนประหลาดในสายตาของคนทั่วไป

น้ำหนึ่งฟังแม่บ้างไม่ฟังบ้าง เพราะสายตายังจับจ้องไปยังหนุ่มหล่อคู่ควงของเอลิเซียไม่วางตา ผู้ชายคนนี้ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว

“คุณตาคุณยายขา นี่เพื่อนของเอลี่เองค่ะ ร้อยตำรวจเอกเพทาย” หญิงสาวแนะนำอย่างภาคภูมิใจที่คนอย่างเธอมีเพื่อนต่างวัยเป็นถึงนายตำรวจยศสูง

ชายหนุ่มยกมือไหว้ทำความเคารพผู้สูงวัยกว่าทั้งสองที่มองเขาอย่างชื่นชม ที่เขาอายุยังน้อยแต่กลับมีตำแหน่งถึงร้อยตำรวจเอก แต่สิ่งที่ผู้สูงวัยกว่ากังขา นายตำรวจหนุ่มผู้นี้รู้จักเอลิเซียตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูท่าทางสนิทสนมกันเหลือเกินทั้งที่อายุก็น่าจะห่างกันหลายปี

“ผมรู้จักกับเอลี่หลายปีแล้วครับ ผมเป็นสาเหตุทำให้เธอรถจักรยานล้มจนเข่าถลอก เราก็เลยรู้จักกัน” เพทายรีบเล่าเมื่อเห็นสายตาแสดงความสงสัยนั้น

ทับทิมหยุดคิดชั่วครู่ก่อนหันมาหาสามี

“ยายเอลี่เล่าให้ฉันฟังแล้วค่ะคุณแต่ฉันก็ลืมไป เอลี่พาพี่เขาไปหาอะไรทานเถอะไป”

“ได้ค่ะ” หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของงานยิ้มรับด้วยความเต็มใจก่อนลากตัวเขาออกไปหาบรรดาเพื่อนๆ ที่ต่างก็มองเขาด้วยสายตาชื่นชมพลางกระซิบกระซาบ

“ไม่เอาเอลี่ พี่ไม่อยากไปทางนั้น” เพทายรู้สึกขัดเขินกับสายตาของเหล่าสาวๆ ที่มองเขาราวกับจะกลืนกินไปทั้งตัว แต่สาวเจ้ากลับหัวเราะหน้าระรื่น

“ทำไมละคะ เพื่อนของเอลี่สวยๆ ทั้งนั้นเลยนะ” เอลิเซียไม่ฟังเสียงห้ามปรามของชายหนุ่มเมื่อลากตัวเขามาจนถึงกลุ่มเพื่อนของเธอจนได้

หญิงสาวเจ้าของงานวันเกิดแนะนำเพื่อนให้รู้จักกับเขาทีละคน หากแล้วมีเพื่อนเธอคนหนึ่งในกลุ่มเดินมากลางวงแล้วจับจ้องใบหน้าเขาเขม็งคล้ายจะไม่แน่ใจ

“พี่เพทาย พี่ชายของพลอยไหมคะ”

“ใช่ครับ เอ๊ะ..รู้จักกับพลอยด้วยหรือ”

คำตอบรับของชายหนุ่มไม่ต่างจากสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางหน้าผากของเอลิเซีย หญิงสาวงงงันอยู่ชั่วครู่ก่อนอุทานอย่างคาดไม่ถึง

“พี่ชายของแพรพลอย

“เอลี่ก็รู้จักน้องสาวพี่เหมือนกันเหรอ จริงสินะ เอลี่เรียนชั้นมอหก พี่เองก็ลืมถามว่าเรียนโรงเรียนอะไร” เพทายหัวเราะขึ้น ไม่ทันสังเกตว่ายามนี้ใบหน้าของเอลิเซียซีดเผือด มือเรียวของเธอกำแน่นเข้าหากัน เนื้อตัวสั่นเทาของเธอพลอยทำให้คนอื่นๆ ตกใจ

“เอลี่”

“อย่ามาแตะตัวฉัน” หญิงสาวตวาด ดวงตาสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงวาบ หากก็แค่ชั่วครู่แต่กระนั้นก็ทำให้เพทายผงะถอยหลังไปหลายก้าวแต่ก็คิดว่าตัวเองคงจะตาฝาด

“เป็นอะไรไปเอลี่”

“คุณเป็นพี่ชายของแพรพลอยงั้นหรือ” หญิงสาวย้อนถามอีกครั้ง ในใจกำลังร่ำร้องให้เขาปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคู่อริของเธอ

หากแล้วคำตอบของเขาก็ทำให้เธอผิดหวัง

“ใช่ ทำไมเอลี่จะต้องตกใจขนาดนั้น”

“จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงละ ในเมื่อเอลี่กับแพรพลอยไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร ถึงขนาดไม่นับญาติกันเลยนะคะ” ใครคนหนึ่งบอกขึ้นทำให้เพทายนึกได้ ว่าแพรพลอยเคยบอกว่าเกลียดเพื่อนคนหนึ่งเข้าไส้ และมีเรื่องกันเป็นประจำจนครูต้องส่งจดหมายเชิญผู้ปกครองไปพบ

 ที่แท้เด็กคนนั้นก็คือเอลิเซีย

“แต่มันไม่ได้เกี่ยวกับพี่เลยนะเอลี่” ชายหนุ่มพยายามขยับตัวเข้าหา แต่เอลิเซียถอยห่าง ก่อนชี้มือออกไปยังทิศทางของประตูบ้าน

“ที่นี่ไม่ต้อนรับคนในครอบครัวของแพรพลอย” หญิงสาวบอกเสียงห้วน เพทายทำหน้าเหมือนคนกินยาเบื่อเข้าไป
ทั้งกำมือ และเห็นว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่มันไร้สาระ

“เอลี่ มีเหตุผลหน่อยสิ เรื่องของพลอยกับเอลี่มันไม่เกี่ยวกับพี่เลยนะ เราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมนี่” เขาพยายามบอกแต่หญิงสาวยังคงยืนกรานปฏิเสธ

“ออกไปให้พ้น”

“โอเค เอลี่ ถ้าจะไร้เหตุผลกันแบบนี้ล่ะก็” เพทายมองเธอด้วยสายตาผิดหวังก่อนหมุนตัวออกไปโดยไม่รอให้ใครมาไล่ซ้ำสอง

 เนื่องจากมีเสียงดนตรีกลบจึงไม่มีใครรับรู้ถึงเหตุการณ์บานปลายระหว่างเอลิเซียกับเพทาย นอกจากเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเท่านั้น

“เอลี่ จะไม่รุนแรงไปหน่อยหรือ”


“ไม่ ฉันเกลียดแพรพลอย เกลียดที่สุดได้ยินไหม” หญิงสาวกรีดร้อง ดวงตาสีฟ้าใสฉ่ำวาวด้วยหยาดน้ำตา เพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเธอหลุดลอยไปแล้ว

ทำไมทำไมพระเจ้าจะต้องสั่งให้เขาเป็นพี่ชายของแพรพลอย

เพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอเห็นว่าเขาจริงใจกับเธอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จบสิ้นกันแล้ว และเธอกับเขาคงไม่มีวันได้พบกันอีก

“นังเอลี่มันอาละวาดอะไรคะคุณแม่” น้ำหนึ่งมองไปเห็นผู้เป็นพี่สาวกำลังร้องไห้ ร่างทั้งร่างสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่จึงได้สะกิดแม่ให้หันไปดู

“นั่นสิ แฟนมันก็กลับออกไป หน้าบูดบึ้งเชียว”

“สงสัยจะตีกันในงาน ขอให้เลิกกันทีเถอะค่ะ” น้ำหนึ่งมองไปยังทิศทางที่เพทายพึ่งเดินผ่านด้วยสายตาหมายมาด หากแย่งเขามาได้เธอจะภาคภูมิใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“หมายความว่ายังไงน้ำหนึ่ง”

“คุณแม่ไม่ต้องรู้หรอกค่ะ รู้แค่ว่าหนึ่งอยากให้มันกับผู้ชายคนนั้นเลิกกันก็พอ” น้ำหนึ่งบอกได้เพียงเท่านั้นก็ต้องหันกลับไปมองเอลิเซียที่วิ่งผลุนผลันกลับเข้าไปในบ้านท่ามกลางความงุนงงของแขกที่มาร่วมงาน

 ทับทิมเดินตรงเข้ามาถามกลุ่มเพื่อนของเอลิเซีย ทุกคนจึงยืนยันพร้อมกันว่าเอลิเซียปวดหัวมากขอกลับขึ้นไปพักผ่อน

“งั้นหรือจ๊ะ อย่างนั้นทุกคนก็สนุกกันต่อเถอะนะ ยายขอไปดูเอลี่ก่อน” ทับทิมเอ่ยขอตัวแล้วตามเข้าไปหาหลานสาวบนห้องนอนด้วยความเป็นห่วง ในมือยังถือกล่องเหล็กหุ้มด้วยกำมะหยี่สีดำมาด้วย เคาะห้องอยู่นานจนเกือบจะถอดใจเอลิเซียจึงเดินมาเปิดประตู ดวงตาคู่งามยังฉ่ำวาวไปด้วยม่านน้ำตา

“เอลี่ขอโทษค่ะคุณยายที่วิ่งหนีงานมาอย่างนี้”

“หนูไม่สบายหรือลูก” ทับทิมวางมือเข้ากับหน้าผากของเอลิเซีย เมื่อเห็นว่าอุณหภูมิปกติดีจึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ค่ะ ขอนอนพักนะคะคุณยาย”

“ตามสบายเถอะจ้ะ เพื่อนๆ หนูเขาก็เข้าใจดี อ้อนี่เป็นของขวัญที่แม่ของหนูตั้งใจจะมอบให้ในวันที่เอลี่มีอายุครบ 18 ปีเต็ม” ผู้เป็นยายยื่นกล่องสีดำให้

 เอลิเซียตาโต แทบจะลืมความเศร้าหมองเมื่อครู่ไปในทันที นานแล้วที่เธอไม่ได้ยินใครเอื้อนเอ่ยถึงแม่ให้ได้pbo นอกจากนี้แม่ยังมีของมามอบให้

“ของแม่หรือคะคุณยาย” หญิงสาวยื่นมือออกไปรับ หัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นเต้น แม่ไม่เคยทิ้งเธอไปไหน ท่านยังคงอยู่ในใจของเธอตลอดเวลา

“ใช่จ้ะ แม่เขามอบเอาไว้ให้หนู เมื่อไหร่ที่หนูอายุครบ 18 ปี” ทับทิมบอกได้เพียงเท่านั้น ตัวเธอเองก็อยากรู้ว่าภายในนั้นบรรจุอะไรไว้กันแน่

 มรกตมีอะไรจะมอบให้แก่เอลิเซียผู้เป็นลูกสาวคนเดียว และของนั้นสำคัญขนาดไหนถึงต้องอดทนรอจนกระทั่งอายุ 18 ปี

“อะไรนะ” เอลิเซียพยายามค้นหาทางเปิดกล่องแต่ไม่พบ

“ยายเองก็ไม่รู้หรอกจ้ะว่าต้องทำยังไงถึงจะเปิดมันขึ้นมาได้ รู้แต่ว่าเมื่อถึงเวลา หนูจะเปิดมันได้เอง ยายเองบอกตามตรงก็อยากรู้เหมือนกันว่าต้องทำยังไง” ทับทิมเองก็จนปัญญา ทั้งสองช่วยกันหาทางก็ยังเห็นว่ากล่องนั้นไร้รอยต่ออยู่เช่นเดิม

“งั้นเอลี่ขอเปิดมันเองคนเดียวในห้องนะคะ” เอลิเซียบอกขึ้น แต่ทับทิมยังลังเล เธอกลัวว่าภายในกล่องนี้จะบรรจุของประหลาดอะไรไว้ และมันอาจส่งผลให้เอลิเซียกลายเป็นคนประหลาดอย่างที่มรกตเคยเป็น เธอจึงอยากอยู่กับหลานสาวตลอดเวลา จนกระทั่งหาทางเปิดมันขึ้นมาได้

“แต่

“นะคะคุณยาย บางทีแม่อาจต้องการให้เอลี่เปิดมันคนเดียว” หญิงสาวบอกและยอมเสียมารยาทรุนหลังให้ผู้เป็นยายออกไปจากห้อง เพราะมีบางอย่างเร่งเร้าให้เธอเปิดมันขึ้นมา

เมื่อคล้อยหลังทับทิมไปแล้ว หญิงสาวจึงรีบปิดประตูแน่นหนา แล้ววางกล่องเอาไว้กลางเตียงนอน เธอนั่งจับจ้องเพื่อขบคิดหาทางเปิดมัน แต่จนแล้วจนรอดกล่องก็ยังคงนิ่งสนิทหาทางเปิดไม่ได้อยู่ดี

นานเกือบชั่วโมงหญิงสาวจึงถอดใจเดินมาคว้าผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ เมื่อแต่งตัวด้วยชุดนอนเสร็จแล้วจึงเดินไปชะโงกหน้ามองสนามหน้าบ้านอันเป็นสถานที่จัดงาน พบว่าแขกเหรื่อทยอยกลับกันหมดแล้ว เหลือเพียงเด็กในบ้านที่ช่วยกันเก็บข้าวของ

เธอหมุนตัวกลับไปนั่งบนโต๊ะเครื่องแป้ง จับจ้องเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก เมื่อสังเกตเห็นบางอย่างที่เปลี่ยนไป

24.00 นาฬิกา

ดวงตาสีฟ้าสดใสดุจน้ำทะเลลึกของเธอมีสีแดงราวกับสีเลือดวาบผ่าน หญิงสาวหลับตาเพื่อจะมองกลับไปใหม่แต่มันก็ยังคงกลายเป็นสีแดงตามเดิม ภาพนั้นทำให้เอลิเซียตัวแข็งทื่อราวถูกสาปให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง เธอลองขยี้ตาอีกหลายครั้ง แต่ผลก็ยังเหมือนเดิม

“อะไรกัน” เอลิเซียเสียงสั่น มือเรียวค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสดวงตาของตัวเองที่ฉายเงาอยู่บนกระจกเบื้องหน้า ผมของเธอตัดสั้นระต้นคอยาวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนเธอแทบจะผงะถอยหลังตกเก้าอี้ อาการปวดร้าวที่มือทำให้ต้องยกขึ้นมาดู ปรากฏให้เห็นเล็บของเธอกำลังงอกยาวออกมาเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ

“เกิดอะไรขึ้น” หญิงสาวผลักเก้าอี้ที่นั่งอยู่จนล้มลงไป ภาพของตัวเองดูแตกต่างจากนางสาวเอลิเซีย ชุณยมาศย์ที่เธอเคยเห็น ฟันของเธอที่มีเขี้ยวสวยจู่ๆ มันก็ยาวออกมาให้เห็น ดวงตาสีแดงวับวาวขึ้นมาอีกครั้งก่อนหันกลับไปหากล่องสีดำที่วางสนิทนิ่งอยู่บนเตียงนอน

เอลิเซียขยับเข้าไปใกล้ ก่อนตะปบมันด้วยเล็บแหลมคมประดุจเล็บของเหยี่ยวทะเลทรายลงไป กล่องเกิดอาการสั่นสะเทือนเล็กน้อยก่อนกระเด้งออกทั้งที่เธอมองไม่เห็นทางเปิดมาแต่แรก

เสียงเคาะประตูห้องดังเข้ามาขัดจังหวะทำให้หญิงสาวชะงักด้วยความตกใจ สภาพของเธอตอนนี้ไม่ได้น่าดูเลยสักนิดแม้ว่าจะกับใครก็ตาม

“เอลี่ เปิดประตูให้ยายหน่อยลูก เป็นยังไงบ้าง”

เอลิเซียขยับเข้าไปใกล้ประตูเพื่อส่งเสียง “หนูดีขึ้นแล้วค่ะคุณยาย กำลังจะหลับ”

“ขอยายเข้าไปหน่อย” ทับทิมส่งเสียงโต้กลับ เอลิเซียทำหน้าจะร้องไห้ แต่เพราะเธอเองก็อยากให้ใครสักคนได้รับรู้สภาพที่ตัวเองเป็นอยู่จึงได้ตัดสินใจเปิดประตูออกมา

 เธอคาดการณ์เอาไว้ว่าคงจะได้เห็นสีหน้าตกอกตกใจของผู้เป็นยาย จนถึงขั้นเป็นลมล้มพับแต่สิ่งที่เห็นคือยายของเธอปราดเข้าหาอย่างห่วงใย

“ยายได้ยินเสียงดังโครมคราม”ทับทิมถามแล้วแลกวาดสายตาเข้าไปภายในห้อง เก้าอี้นั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งล้มกลิ้งอยู่ไม่ไกลนัก

“เอลี่ชนมันล้มค่ะ” หญิงสาวเอ่ยแก้ตัว เมื่อก้มลงมองมือตัวเองก็เห็นว่าเล็บที่แหลมยาวเมื่อครู่กลับสู่สภาพเดิม เช่นเดียวกับเขี้ยว

 เอลิเซียเดินไปจับจ้องใบหน้าตัวเองในกระจกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ลมหายใจถูกผ่อนออกมาช้าๆ ด้วยความโล่งอก เมื่อใบหน้าตัวเองยังคงปกติ

เธอคงตาฝาด

เอลิเซียอยากลงความเห็นว่าอย่างนั้น แต่รอยบุบบนกล่องกำมะหยี่สีดำที่วางอยู่มันหักล้างเหตุผลที่เธอให้กับตัวเองเมื่อครู่

“เปิดได้แล้วหรือ” ทับทิมมองตามสายตาของหลานสาวแล้วเดินไปคว้ามาดู คิ้วขมวดมุ่นเมื่อไม่เห็นมีสิ่งล้ำค่าอะไรเลยสักอย่างในกล่องใบนั้น นอกจากสร้อยหนังสีดำห้อยจี้รูปร่างประหลาดเหมือนเขี้ยวสัตว์อะไรบางอย่างกับมีดแหลมเล็ก เงาวับสะท้อนแสงไฟ

“ค่ะ เอลี่ยังไม่ได้ดูเลยค่ะว่าแม่ให้อะไรไว้” หญิงสาวขยับมาทรุดตัวลงข้างกายผู้เป็นยาย แปลกใจขึ้นมาบ้างเหมือนกันกับของที่แม่ให้และกำชับเสียด้วยว่าเธอจะต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ถึงจะมีสิทธิ์ถือครองกล่องกำมะหยี่สีดำบรรจุสร้อยหนังและกริชเล่มนี้

“สร้อยหนัง จี้อะไร” ทับทิมวางจี้สีขาวขุ่นออกครีมไว้ในมือพลางเบ้หน้า ของที่มรกตมอบเอาไว้ให้ลูกสาวเพียงคนเดียวไม่ได้ดูมีค่าเลยสักนิด

แค่สร้อยหนังกับกริชแหลมคมจะเอาไปใช้อะไรได้ จนแล้วจนรอดแม้กระทั่งตายไปแล้วมรกตก็ยังคงความประหลาดเอาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

“แม่ให้เอลี่ไว้ทำไมนะ” หญิงสาวพึมพำอย่างครุ่นคิด

ใครจะมองว่าแม่เธอเป็นตัวประหลาดยังไงก็ช่างแต่เธอเชื่อว่าท่านต้องมีเหตุผลในการมอบของเหล่านี้ให้เธอ ไม่อย่างนั้นคงไม่กำชับให้เธอเปิดเมื่ออายุ 18 ปี

“ก็เพราะแม่ของเอลี่เป็นคนประหลาดนะสิ จำเอาไว้นะเอลี่ ถ้าอยากอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข อย่าทำตัวประหลาดเหมือนแม่ของเอลี่เป็นอันขาด ของในกล่องนี้ยายจะเป็นคนเอาไปทิ้งเอง บ้าที่สุด ยายอุตส่าห์เก็บรักษาให้ตั้ง 18 ปี นึกว่าจะมีอะไรดีกว่านี้” ทับทิมบอกเสียงห้วนด้วยความผิดหวังแล้วกระแทกปิดกล่องแรงๆ จนเอลิเซียสะดุ้ง แต่ก็รีบยื่นมือออกไปแย่งกล่องนั้นมาไว้กับตัวเช่นกัน

“เอลี่ขอนะคะยาย”

“จะเอาไปทำไมเอลี่ ของเหลวไหลโลกแตกทั้งนั้น”

“แม่ให้เอลี่เก็บไว้ เอลี่ก็จะเก็บไว้ค่ะ บางทีมันอาจจะมีอะไรมากกว่าที่เราคิดก็ได้นะคะยาย” หญิงสาวดึงดัน ท่าทางหวงแหนของที่เธอมองว่าประหลาดทำให้ทับทิมถอนหายใจ แต่ก็คิดว่าแค่สร้อยกับกริชธรรมดา คงไม่ทำให้เอลิเซียเหมือนแม่ได้

“เอาเถอะ ยังไงก็เป็นของของมรกต เก็บไว้แทนตัวก็ดีเหมือนกัน”

“ขอบคุณค่ะยาย” หญิงสาวยิ้มรับ

 เมื่อคล้อยหลังยายไปแล้ว เธอก็มานั่งพินิจพิจารณาของขวัญในวันครบรอบอายุ 18 ปีของแม่ มันน่าผิดหวังเหมือนที่ยายบอก แต่ถ้าถามเธอว่าต้องการให้กล่องนี้เป็นอะไร เป็นเครื่องเพชรล้ำค่าหรือเงินทอง เธอก็ตอบได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด ว่าไม่ใช่

“แม่ต้องมีเหตุผลใช่ไหมคะ” เอลิเซียแนบหน้าลงกับกล่องนั้นด้วยความคิดถึงบุพการีจับจิตจับใจ แต่ข้อมูลของแม่สำหรับเธอแล้วมีน้อยเต็มที มีแค่สิ่งที่ทุกคนฝังหัวเธอเอาไว้กระมังว่าแม่เป็นคนประหลาด ไม่มีอะไรน่าจดจำ ทุกคนไม่อยากจะพูดถึงเพราะกลัวว่าเธอจะเหมือนแม่

แต่เธอก็ยังรักท่าน และปรารถนาที่จะได้รู้เรื่องราวของพ่อกับแม่ สักวันเธอจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าแม่ให้ของเหล่านี้กับเธอทำไม

ร่องรอยบุบเบี้ยวในกล่องกำมะหยี่สีดำฉุกใจให้เอลิเซียเลิกคร่ำครวญถึงแม่แล้วหันมาสำรวจร่างกายของตัวเองแทน

หากเมื่อครู่เธอตาฝาดไปรอยนี้เกิดขึ้นจากอะไร

“โอ๊ยวันนี้ทำไมมีเรื่องมากมายอย่างนี้นะ” หญิงสาวทุบศีรษะตัวเองไปมา ข้ออ้างเรื่องการปวดหัวเป็นจริงขึ้นมาตอนนี้เอง

ทั้งเรื่องเพทายที่จู่ๆ ก็กลายเป็นพี่ชายของแพรพลอย เรื่องกล่องของขวัญของแม่และเรื่องร่างกายของเธอเอง นี่มันวันเกิดครบรอบ 18 ปีของเธอไม่ใช่หรือ

เธอต้องการความสุขไม่ใช่ความสับสนอย่างนี้

เอลิเซียปัดความคิดทุกอย่างออกไปให้พ้นก่อนหยิบสร้อยหนังของแม่ขึ้นมาพิจารณา จี้สีขาวขุ่นขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือของเธอเองแต่ยาวกว่า มีลักษณะโค้งงอเหมือนเขี้ยวของอะไรสักอย่างล้อมกรอบเอาไว้ด้วยเส้นหนังสีดำถักรอบ

ตอนแรกเธอหนักใจว่าจะสวมสร้อยของแม่ใส่ในคอได้อย่างไร เพราะขนาดของจี้ดูใหญ่เทอะทะ แต่น้ำหนักของมันค่อนข้างเบา เมื่อทดลองสวมลงที่คอมันกลับเหมาะกับเธอจนไม่อยากถอดออก

“สวยดีเหมือนกันนะคะแม่ เก๋ดีออก” เธอมองตัวเองในกระจกเงา ผิวขาวของดอกแมกโนเรียจากผิวกายของเธอตัดกันกับเส้นถักหนังสีดำได้อย่างลงตัว สร้อยนี้เธอสามารถพกพามันติดตัวไปได้ แต่กริชสีเงิน ด้ามทำจากไม้แกะสลักเป็นรูปบางอย่างที่เธอมองไม่ออกว่ารูปอะไรคงไม่เหมาะที่เธอจะพกไปไหนต่อไหนจึงใส่ในกล่องเอาไว้ตามเดิมแล้ววางบนหัวเตียง

หญิงสาวยิ้มให้กับตัวเองแล้วเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียง เพราะเหนื่อยมาทั้งวันจึงหลับลงไปอย่างง่ายดาย จึงไม่มีโอกาสได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองอีกครั้ง เลือดในกายหมุนวนสูบฉีดรุนแรงจนเกิดอาการออกร้อน แสงสีแดงเรืองรองออกมารอบกาย

ผมสั้นระต้นคองอกยาวออกมาถึงระดับเอว เล็บงอกยาวขยายขนาดออกมาหลายเท่า เขี้ยวแทรกผ่านช่องระหว่างริมฝีปากบนและล่างออกมา

เอลิเซียผู้บริสุทธิ์ กำลังถูกโชคชะตาเล่นงานให้มีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์โดยทั่วไป เพียงเพราะเธอมีเลือดอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ใช่มนุษย์และมันเพาะบ่มอย่างเต็มที่เมื่อเธออายุ 18 ปีบริบูรณ์

8 ความคิดเห็น

  1. #4 Mackey1997` (@maxk4255k) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 / 17:29
    มาแต่งต่อหน่อยคร๊าบบบบบ ><"
    #4
    0