ปรารถนารักแวมไพร์

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ส.ค. 56

เพทายคาดคั้นเอากับน้องสาวเรื่องของเอลิเซีย ทำให้ได้รู้ว่าระหว่างแพรพลอยกับเอลิเซียมีปัญหากันมาตลอดนับตั้งแต่เด็กจนเริ่มโตเป็นสาว เริ่มจากแพรพลอยริษยาความร่ำรวยของเอลิเซีย และมักหาเรื่องแข่งขันกับฝ่ายนั้นเป็นประจำ

เรื่องคงจะจบลงเท่านั้น หากแค่เป็นเรื่องราวของเด็กๆ แต่เมื่อสามเดือนที่แล้วผู้ชายที่เคยจีบแพรพลอย เมื่อได้พบกับเอลิเซียก็เปลี่ยนใจ ยิ่งทำให้ความเกลียดชังที่แพรพลอยมีต่อเอลิเซียเพิ่มระดับถึงขีดสุดจนถึงขนาดทำร้ายร่างกายเอลิเซียจนสะบักสะบอม

ส่วนเอลิเซียแม้จะเกลียดชังแพรพลอยคนนี้มากเพียงใดแต่เพราะความไม่กล้าสู้คนจึงปล่อยให้ฝ่ายนั้นทำร้ายและไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวจะถูกหาว่าขี้ขลาด เธอก็ได้แต่หวังว่าสักวันตัวเองคงมีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับผู้หญิงร้ายกาจอย่างแพรพลอย

การที่เอลิเซียไม่กล้าสู้ ไม่ใช่ผลดีกับตัวเธอเลย เพราะเธอฝังความรู้สึกเกลียดชังและความแค้นแน่นอกเอาไว้กับตัว และรอวันให้มันปะทุขึ้นมาในสักวันหนึ่ง

“พี่เพทายรู้จักนังฝรั่งนั่นเหรอ” หญิงสาวย้อนถาม

เมื่อคืนนี้พี่ชายรีบร้อนออกไปงานวันเกิดเพื่อนทั้งที่ตัวเขาพึ่งกลับมาจากต่างจังหวัดมาหมาดๆ เขาทำงานอยู่ที่สระบุรีพึ่งถูกย้ายให้กลับมาทำงานสถานีตำรวจใกล้บ้านได้ไม่ถึงสัปดาห์ จะเอาเวลาไหนไปรู้จักกับเอลิเซีย
          เธอรู้มาว่าเมื่อคืนนี้เป็นวันเกิดของคู่อริ เพื่อนในห้องที่ไม่ใช่คนสนิทของเธอถูกเชิญให้ไปร่วมงาน หวังว่าคงไม่ใช่งานเดียวกับที่เพทายไปหรอกนะ

“เขาเป็นเพื่อนพี่”

“อะไรนะ พี่จะบ้าหรือไง เลิกคบกับมันไปเลยนะ” หญิงสาวกรีดร้อง อาการเดียวกับเอลิเซียเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด แต่เขาก็เห็นว่ามันเป็นการทะเลาะกันแบบเด็กๆ อยู่ดี

“นี่เราสองคนเป็นอะไรกันพลอย ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็กจนโต ไร้สาระเสียจริง คนหนึ่งก็ห้ามพี่ไปคบกับเขา อีกคนก็เลิกคบทั้งที่พี่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย”

“อย่าบอกนะว่าพี่เพทายชอบมันเข้าอีกคน ขอให้รู้ไว้ว่าพลอยไม่มีทางรับมันเป็นพี่สะใภ้เด็ดขาด” แพรพลอยเสียงกร้าว

“พี่ไม่ได้คิดอะไรไปไกลอย่างนั้นหรอกนะพลอย เอลิเซียเขาเป็นเหมือนน้องสาวของพี่อีกคนก็เท่านั้น เขายังเด็กเกินกว่าที่พี่จะคิดอะไรแบบนั้น แต่ที่พี่ไม่อยากจะเลิกคบหากับเขาก็เพราะไม่เห็นว่าการทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ของพลอยกับเอลี่มันจะเกี่ยวกับพี่เลย” ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างระอา แต่ก็น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่งานของเขายุ่งจนล้นมือ แต่กลับแบ่งเวลามานั่งคิดเรื่องไร้สาระของเด็กสาวคนหนึ่ง

การที่เธอไม่ยอมพูดกับเขามันทำให้เขารู้สึกคล้ายตัวเองร้อนรนทนไม่ไหว หากไม่ได้เคลียร์ปัญหาตรงนี้ให้เรียบร้อย

“แต่พลอยเกลียดมันและชาตินี้ก็ไม่มีทางญาติดีด้วย ถ้าพี่เพทายยังเห็นว่าพลอยเป็นน้องก็ขอให้รู้เอาไว้ซะด้วย”แพรพลอยทิ้งท้ายแล้วเดินหนีไปอย่างหงุดหงิด ชายหนุ่มมองตามอย่างกลัดกลุ้ม กดโทรศัพท์ถึงเอลิเซียเธอก็ไม่ยอมรับสาย

“บ้าจริง อยากทำอย่างนั้นก็ตามใจเอลี่ ฉันไม่มีเวลามาสนใจเด็กอย่างเธอนักหรอกนะ” เพทายคว้ากุญแจรถแล้วผลุนผลันออกไปอย่างหัวเสียเช่นกัน

 

เอลิเซียตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย ทั้งที่เธอนอนหลับสนิทดีตลอดทั้งคืน เสียงท้องร้องดังโครกครากมาให้ได้ยินจนต้องเดินเข้าไปในครัวแต่เช้าตรู่

แม่บ้านกำลังทำอาหารกันอยู่เพราะยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก เสียงเอ็ดตะโรดังขึ้นตามมาเมื่อลูกสาวของแก้วตาวัยกำลังซนถือมีดออกไปเล่น

“นังมะลิ อย่าเอามีดไปเล่น บาดมือเข้ามาละก็แม่จะตีซ้ำนะ”

“หนูจะช่วยแม่หั่นผัก” เด็กหญิงผมเปียวัย 8 ขวบดึงดัน พลางคว้าแตงกับเขียงพลาสติกมานั่งหันกับพื้นที่ปูด้วยพลาสติกผืนยาว

“อุ๊ย คุณเอลี่ หิวหรือคะ” แก้วตาหันมาเห็นเอลิเซียเข้าพอดีจึงละความสนใจจากผู้เป็นลูกสาว ปล่อยให้เล่นหั่นผักไปคนเดียว

“ค่ะ เมื่อคืนทานเค้กไปแค่ชิ้นเดียว” หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ พลางทำมือลูบท้อง

“ตายจริง อย่างนั้นทานนมรองท้องก่อนนะคะ น้าแก้วทำข้าวต้มให้” แก้วตารีบเปิดตู้เย็นเพื่อรินนมจากเหยือกใส่ในแก้วให้

เสียงร้องของเด็กหญิงมะลิดังขึ้นขัดจังหวะ เอลิเซียจึงรีบเดินไปดูพบว่ามีดบาดเอานิ้วชี้ของเด็กหญิงจนเลือดไหล เธอละล้าละลังไม่รู้จะทำอย่างไรจึงคว้านิ้วนั้นมาดูดห้ามเลือด ยิ่งดูดเด็กหญิงก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นพลางมองเอลิเซียด้วยอาการหวาดกลัว

ตาของคุณเอลี่เมื่อครู่นี้มีสีแดง!

“ว้ายคุณเอลี่ อย่าทำอย่างนั้นค่ะ” แก้วตาวางแก้วนมลงแล้ววิ่งมาดูลูกสาว ห่วงที่เอลิเซียดูดเอาเลือดของเด็กหญิงเข้าไปมากกว่า

“ก็เอลี่เห็นเขาห้ามเลือดกันอย่างนี้นี่คะ” หญิงสาวบอกขึ้น แก้วตาจึงใช้ทิชชูเช็ดเลือดและกดห้ามเลือดเอาไว้ สาวใช้อีกคนจึงอาสาไปเอาพลาสเตอร์ยามาให้

“บอกแล้วใช่ไหมนังมะลิ ว่าถ้ามีดบาดแม่จะตีซ้ำ บอกไม่ฟัง คุณเอลี่เลยต้องเดือดร้อนเลยเห็นไหม” แก้วตาเอ็ดพลางเงื้อมือขึ้น หญิงสาวเห็นอย่างนั้นจึงรีบห้าม

“อย่าค่ะน้าแก้ว อย่าทำแกเลย เท่านี้แกก็เจ็บมากแล้ว” เอลิเซียบอกแล้วผุดลุกขึ้นด้วยความรู้สึกผิด เมื่อครู่นี้รสชาติกลมกล่อมของเลือดจากนิ้วของเด็กหญิงทำให้เธอเผลอดูดกลืนมันเข้าไปมากกว่าจะเป็นการห้ามเลือด ส่งผลให้เด็กหญิงร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บ

“ก็มันซนนี่คะ บอกไม่เคยฟังจนต้องเจ็บตัว”

“เท่านี้ยังซนไม่ได้ครึ่งของเอลี่หรอกค่ะ น้าแก้วยังไม่เห็นตีเอลี่เลยนี่คะ ขอเถอะอย่าตีแกเลย” เอลิเซียร้องขอ เมื่อเห็นว่าพี่เลี้ยงของเธอพยักหน้ารับจึงหมุนตัวเดินออกไป แก้วตาเห็นแก้วนมยังวางอยู่ที่เดิมจึงวิ่งตามเอาไปให้แต่หญิงสาวปฏิเสธที่จะดื่มมัน

“ไม่หรอกจ้ะ ฉันอิ่มแล้ว” เอลิเซียตอบขึ้นด้วยอาการเหม่อลอย มือยังแตะไปที่ปากตัวเองอย่างครุ่นคิด เธออิ่มทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไรเลยนอกจาก

เลือดของเด็กหญิงมะลิ

 แต่จะเป็นไปได้อย่างไร เลือดไม่กี่หยดนั้นจะทำให้เธออิ่ม ที่สำคัญเธอเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผีดิบดูดเลือดที่จะอิ่มเพราะกินเลือด

แต่เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารสชาติของเลือดสดๆ เมื่อครู่มันช่างกลมกล่อมชวนลิ้มลอง กลิ่นของมันแทนที่จะคาวอย่างที่ควรจะเป็นกลับหอมชวนน้ำลายสอ อาการเหนื่อยอ่อนเพลียเมื่อครู่ของเธอดูเหมือนจะสดชื่นขึ้นราวกับว่าร่างกายได้สารอาหารชั้นดีมาหล่อเลี้ยง

“อะไรของคุณเอลี่นะ เมื่อกี้ยังบอกว่าหิว” แก้วตามองตามหลังไป หากกระนั้นก็เร่งมือทำข้าวต้มร้อนๆ ให้นายสาวได้ทานเป็นมื้อเช้า

“เอลี่ตื่นแต่เช้าเชียวลูก หายปวดหัวไหม” ทับทิมที่ตื่นก่อนหลานสาวนานแล้วร้องทักขึ้น สีหน้าของเอลิเซียดูสดชื่นมากกว่าเมื่อคืนนี้

“ดีขึ้นแล้วค่ะคุณยาย เอ่อเอลี่ขอกลับขึ้นห้องก่อนนะคะ อยากอาบน้ำ” หญิงสาวกล่าวอ้าง แววตาดูครุ่นคิดตลอดเวลา

เธอเริ่มรู้สึกหวั่นไหวไปกับอาการแปลกๆ ของตัวเองที่เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อคืนมาจนถึงตอนนี้

เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเธอ จู่ๆ ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกครอบงำด้วยอำนาจบางอย่าง อำนาจที่เธอไม่อาจหลบเร้นออกไปจากเงื้อมมือของมันไปได้

หญิงสาวทาบมือไปกับสร้อยหนังของแม่ ความรู้สึกร้อนวาบผ่านปลายมือไปจรดขั้วหัวใจ พร้อมกันนั้นก็เกิดความรู้สึกเย็นเยียบอย่างประหลาด และเมื่อคิดได้ว่าตัวเองดื่มเลือดเข้าไปก็เกิดอาการคลื่นเหียนจนต้องวิ่งกลับเข้าห้องเพื่ออาเจียน

เพราะไม่ได้ทานอะไรเลยเมื่อคืนนี้นอกจากเค้กชิ้นเล็กๆ และเครื่องดื่ม จึงไม่มีอะไรออกมานอกจากน้ำย่อยขมๆ แต่กระนั้นเธอก็พยายามจะให้สิ่งที่ดูดกลืนเข้าไปออกมาด้วย

“ออกมาสิ เลือด เลือดของมะลิ ออกมาสิ” หญิงสาวร่ำร้อง น้ำตาไหลพรากด้วยความตกใจ ภาพที่ตัวเองดูดเลือดและภาพร่างกายที่แปลกไปของตัวเองเมื่อคืนนี้ทำให้เธอแทบยืนไม่อยู่

 สมัยเด็กเธอเคยต้องการเป็นแวมไพร์เพราะอ่านหนังสือและดูภาพยนตร์เรื่องดัง แต่มันก็แค่ความต้องการในวัยเด็กไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจหากมันจะเป็นเรื่องจริง และเธอก็ยังเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่ดี เธอเป็นมนุษย์ จู่ๆ จะกลายเป็นผีดิบดูเลือดได้อย่างไร

“ไม่จริงใช่ไหม ไม่จริงใช่ไหมแม่” เอลิเซียพึมพำกับกระจก เธอหลับตาแน่นไปหลายนาทีกว่าจะกล้าลืมตาขึ้นมอง ภาพสะท้อนในกระจกยังคงเป็นหญิงสาวสวย ผมยาวละต้นคอ มีเขี้ยวเล็กๆ พองาม ไม่ใช่ตัวประหลาดอย่างที่ปรากฏให้เห็นเมื่อครู่นี้

เมื่อคืนเธอดื่มไวน์เข้าไปหลายแก้ว บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาพหลอน และเลือดนั่นอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ อาจเป็นเพราะความหิวทำให้ร่างกายบอกกับเธอว่ามันอร่อยน่าลิ้มลอง

เมื่อหาเหตุผลให้กับตัวเองได้แล้ว เอลิเซียจึงพร้อมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความรู้สึกสดใสตามเดิม

เมื่อรู้ว่าพี่ชายกับคู่อริคนสำคัญอย่างเอลิเซียรู้จักกัน แพรพลอยก็เตรียมหาเรื่องเอลิเซียอย่างเต็มที่ และยิ่งเห็นผู้ชายที่เคยแอบชอบเธอส่งของขวัญวันเกิดมาเซอร์ไพรส์เอลิเซียถึงในห้องเรียนเธอก็ยิ่งเจ็บใจ เธออดทนให้ถึงเวลาเลิกเรียนอย่างใจจดใจจ่อจึงได้หลบเร้นตัวเองออกไปจากห้อง

เมื่อเห็นเอลิเซียหอบดอกไม้เดินผ่านมาทางที่เธอแอบอยู่จึงได้กระชากตัวเอลิเซียเข้ามาอีกมุมของตึก คนถูกกระทำตกใจจนดอกไม้ร่วงหล่นแต่ก็รู้ดีว่าเป็นฝีมือของใคร เธอไม่ดิ้นรนแม้ว่าจะถูกมือแข็งแรงปิดปากเอาไว้กันส่งเสียงและยอมเดินตามฝ่ายนั้นไปแต่โดยดี

“เธอต้องการอะไร” เอลิเซียถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแม้หัวใจจะเต้นแรง ทุกครั้งที่มีเรื่องกับแพรพลอย เธอไม่เคยเอาชนะได้เลยสักทีและมักจะได้บาดแผลกลับบ้านเป็นของแถม

“เธอกล้าดียังไงถึงกล้ายั่วยวนพี่ชายฉัน แย่งพี่นพไปจากฉันแล้วยังไม่พอใช่ไหม” แพรพลอยจิ้มมีดปลายแหลมไปข้างเอวของเอลิเซียแล้วจงใจกดปลายมีดลงไปจนรู้สึกเจ็บแปลบ

“ฉันไม่เคยยั่วใคร”

“อ้อแกจะบอกว่าแกสวยกว่าฉัน มีเสน่ห์กว่าฉันจนทำให้เขาเปลี่ยนใจมาหาเธอใช่ไหม ฉันอยากจะรู้นักว่าถ้าหน้าสวยๆ ของแกไม่เหมือนเดิมแล้วจะมีใครมาสนใจ” แพรพลอยบอกเสียงเหี้ยมอย่างน่ากลัว มีดถูกเลื่อนจากเอวมาใกล้ใบหน้าของเอลิเซีย

“ธะเธอจะทำอะไรฉัน”

“กลัวเหรอเอลิเซีย นี่ฉันแค่เตือนนะ ถ้าเธอไม่เลิกยุ่งกับพี่ชายฉันแล้วก็พี่นพ ฉันจะไม่ใช่แค่ขู่แต่หน้าเธอจะเสียโฉมแน่ๆ อยากลองเสี่ยงดูไหม” แพรพลอยหัวเราะขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าขาวใสของคู่อริซีดเผือด เธอจึงเลื่อนปลายมีดมาแนบแก้มของเอลิเซีย ตั้งใจจะแค่ขู่เล่นๆ แต่น้ำหนักมือที่กดมากไปจนเลือดซึม

“โอ๊ย” เอลิเซียสะดุ้ง กลิ่นเลือดจากข้างแกมเข้าจมูก ชั่วไม่ถึงวินาทีเธอก็รู้สึกร้อนวาบไปทั้งตัว ดวงตาสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงวาวโรจน์ด้วยความโกรธจนแพรพลอยผงะหงาย

“อะเอลิเซีย เธอเป็นบ้าไปแล้ว” แพรพลอยล้มลุกคลุกคลานเมื่อเอลิเซียสาวเท้าเข้าหา ท่าทางตื่นกลัวที่เธอเคยเห็นเป็นประจำกลับกลายเป็นท่าทางคุกคาม ดวงตายังคงเป็นสีแดง เล็บมือที่กางออกของเอลิเซียยาวและขยายขนาดให้แข็งแรง

“ฉันปล่อยให้เธอรังแกฉันฝ่ายเดียวมานานเกินไปแล้วแพรพลอย ถึงคราวที่ฉันต้องเอาคืนแล้ว” เอลิเซียคุกเข่าลงข้างกายของแพรพลอยที่กระเถิบถอยหลังหนีไปจนหลังชนเข้ากับผนังตึก มือทั้งสองข้างกางขึ้นแล้วข่วนไปบนต้นแขนของแพรพลอยจนเลือดซึมและไหลออกมาอีกหลายระลอกเพราะแผลค่อนข้างลึก

“กรี๊ด!” แพรพลอยกรีดร้องแต่มือที่ตอนนี้แข็งแรงกว่าตะปบปากเอาไว้ ไม่ยอมให้ส่งเสียงร้องได้มากไปกว่านั้นก่อนเอื้อมใบหน้ามากระซิบข้างหู

“ฉันไม่ทำหน้าแกก็บุญเท่าไหร่แล้ว แต่แกจะต้องเจ็บกว่าฉันหลายเท่านัก” เอลิเซียมองไหล่ซ้ายของแพรพลอยที่ตอนนี้มีเลือดไหลซึมออกมาจนชุ่มแขนเสื้อนักเรียนมอปลาย

เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นหยาดน้ำตาของคู่อริ แพรพลอยร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว

ตอนนี้นักเรียนเริ่มทยอยกันกลับไปจวนจะหมดแล้ว ตึกที่เธอแอบซ่อนตัวอยู่ไม่ใช่ทางผ่าน แต่เพราะเอลิเซียมักจะใช้เส้นทางลัดนี้ไปห้องสมุดเธอจึงเลือกมาดักรอที่นี่

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว กลิ่นนั้นทำให้เอลิเซียก้มหน้าลงไปใกล้เพื่อสูดดมความหอมนั้นเข้าปอดจนเต็มอิ่ม ปฏิกิริยาบางอย่างในร่างกายเร่งเร้า น้ำลายสอจนต้องกลืนมันกลับลงคอเข้าไป

“แกมันไม่ใช่คน นังเอลี่”

“ฉันเป็นคน” เอลิเซียตาวาว ดวงตาของเธอยังกลายเป็นสีแดงไม่เปลี่ยนแปลง เธอมองเลือดบนต้นแขนของแพรพลอยอย่างชั่งใจ หากแล้วก็ทนธรรมชาติเรียกร้องไม่ไหวจึงเอื้อมใบหน้าลงไปหา ท่ามกลางความตื่นตกใจระคนคาดไม่ถึงของแพรพลอย

“จะทำอะไร” คนบาดเจ็บถามเสียงสั่นเมื่อเห็นคู่อริก้มหน้าลงมาแล้วเลียริมฝีปากก่อนตวัดลิ้นเข้าหาเลือดที่ผุดขึ้นมาจากบาดแผล เอลิเซียหลับตาพริ้มเมื่อได้ลิ้มชิมรสของเลือดมนุษย์สดๆ เป็นครั้งที่สอง โดยเฉพาะครั้งนี้เป็นเลือดของแพรพลอย

“อืม”

“เธอมันบ้าไปแล้ว นังโรคจิต” แม้จะกลัวแสนกลัวแต่ถ้อยคำบริภาษยังออกมาจากปากของแพรพลอย หญิงสาวยังคงสะอื้นเป็นพักๆ ด้วยความกลัวเมื่อเห็นดวงตาสีแดงของเอลิเซีย

“โรคจิต”

คำคำนี้กระแทกใจเอลิเซียเข้าอย่างจัง มันเรียกสติให้เธอหยุดการคุกคามแพรพลอยเอาไว้ได้ เธอมองบาดแผลของคู่อริสาวอย่างตื่นตะลึง ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นฝีมือของตัวเอง

ในตอนนี้ดวงตาของเธอกลับกลายเป็นสีฟ้าปกติ เล็บมือหดลงสั้นเท่าเดิมเหลือเพียงแค่รอยเลือดตามซอกเล็บเอาไว้เป็นหลักฐาน

นี่เป็นฝีมือของเธอจริงหรือ

“ไม่ใช่ ฉันไม่ใช่” เอลิเซียปฏิเสธปากคอสั่น เมื่อครู่นี้เธอทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว

 แพรพลอยทั้งที่กลัวจนแทบลืมหายใจแต่ก็อาศัยจังหวะที่เอลิเซียเผลอผลักร่างสูงนั้นจนล้มลงกระแทกพื้น ตัวเองก็วิ่งหนีออกไปไม่คิดชีวิต

 เธอกลายเป็นเป้าสายตาของใครอีกหลายคนที่ยังรอรถมารับ แต่เธอไม่หยุดให้ความสนใจกับใครเพราะวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ชนเข้ากับร่างสูงของนพคุณ ชายหนุ่มที่เคยชอบพอเธอมาก่อน

“พลอย หนีอะไร”

“พี่นพช่วยด้วย ช่วยพลอยด้วย” หญิงสาวละล่ำละลัก บาดแผลจากไหล่ซ้ายค่อนข้างฉกรรจ์ เขาจึงรีบพาเธอไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผล เมื่อพยาบาลถามถึงที่มาของแผลลึกบนต้นแขน แพรพลอยเป็นฝ่ายอ้ำอึ้งเพราะไม่รู้จะให้คำตอบว่าอย่างไรดี

เอลิเซียกลายเป็นตัวอะไรเธอเองก็ยังมองไม่ออก

“นั่นสิพลอย พี่เองก็สงสัย เหมือนรอยข่วนแต่มันลึกมากเลย” นพคุณมองบาดแผลเป็นรอยครูดเป็นทางยาวจากต้นแขนมาถึงข้อศอก มีสี่รอยด้วยกันแต่ละรอยลึกมากจนพยาบาลต้องทำการห้ามเลือดอีกหลายครั้งและฉีดยาแก้ปวดให้อีกเข็ม

“สัตว์ค่ะ” หญิงสาวให้คำตอบสั้นๆ เสร็จแล้วจึงลุกออกมานั่งรอปล่อยให้นพคุณจัดการเรื่องค่าทำแผลและรับยาไปกินที่บ้านมาให้

“เจ็บมากไหมพลอย สัตว์อะไรหรือทำไมเล็บมันถึงได้คมนัก” เขาถามขึ้นเมื่อพาเธอมานั่งบนรถด้วยกัน เขาอายุมากกว่าเธอสองปี ตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ต่างจังหวัด เขาเจอแพรพลอยที่ร้านขายอุปกรณ์กีฬา นานๆ ทีได้พบผู้หญิงที่ชอบออกกำลังกายเหมือนกัน เขาถึงได้คิดสานสัมพันธ์ด้วยการขอเบอร์โทรติดต่อ

นับจากวันนั้นเขาก็พูดคุยกับเธอมาโดยตลอดจนถึงขั้นสารภาพว่าเขาชอบเธอ ทุกครั้งที่เป็นวันหยุดมีโอกาสได้กลับบ้านเขากับแพรพลอยก็มักจะนัดทานข้าว ดูหนังและเล่นกีฬา แพรพลอยชอบกีฬาทุกชนิด และคาดหวังจะใช้ความสามารถด้านนี้เข้าโควต้าของมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนอยู่

แม้จะยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม แต่เธอก็สามารถสอบสายวิชาเทควันโดได้ถึงสายดำ เขาคิดว่าผู้หญิงแบบนี้แหละที่ตัวเองมองหามานาน หากแล้วเขาก็ได้พบกับเอลิเซีย หญิงสาวสวยผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าเมื่อครั้งที่เธอไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว ความสวยน่ารัก สดใสในแบบฉบับของเธอทำให้เขาเริ่มลังเล

ระหว่างผู้หญิงแกร่งกับผู้หญิงอ่อนหวานเขาชอบอย่างไหนกันแน่

เขายังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำคือค่อยๆ ถอยห่างจากแพรพลอย แต่เพิ่มเติมความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาเองกับเอลิเซีย

“ถ้าพลอยบอกว่าเป็นฝีมือของคน พี่นพจะเชื่อไหม” แพรพลอยย้อนถามแทนคำตอบ

“หืม” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูง จากบาดแผลฉกรรจ์ที่เขาเห็น เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นฝีมือของมนุษย์

“หึที่พลอยไม่อยากบอกก็เพราะบอกใครไป ก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าแผลนี่เป็นฝีมือของเอลิเซีย แต่ที่พลอยพูดก็เพราะอยากให้พี่นพระวังตัวเอาไว้ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เอลิเซียกลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ น่าเกลียดน่ากลัวแล้วยังดูดเลือดจากแผลนี่อีก” หญิงสาวทำหน้าขยะแขยง เนื้อตัวที่สงบนิ่งเมื่อครู่เริ่มสั่นเทาขึ้นมาอีก หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เธออาจจะกลายเป็นบ้าเพราะความหวาดกลัวไปแล้วก็ได้

“พูดอะไรน่ะพลอย” นพคุณส่ายหน้า สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าไม่เชื่อถือเธอเลยสักนิด แพรพลอยอาจจะโกรธเขากับเอลิเซียอยู่ถึงได้พูดออกมาแบบนั้น

“ไม่เชื่อก็ตามใจ อย่าให้เห็นข่าวหน้าหนึ่งว่าถูกเอลิเซียดูดเลือดจนตายก็แล้วกัน” หญิงสาวบอกขึ้นด้วยความโกรธระคนน้อยใจที่เขาไม่เชื่อถือคำพูดของเธอ หากเป็นเมื่อก่อนนี้ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรถึงเขาไม่เชื่อก็ยังโอนอ่อน เขาไม่รู้หรอกว่าได้ทำลายหัวใจของเธอไปแล้วเกินกว่าครึ่ง

เธอไม่เคยชอบใครมาก่อน ถึงเธอจะอายุเพียงแค่ 18 ปี แต่เธอก็รู้จักความรัก และเขาก็เป็นคนสอนให้เธอรู้จักมันเป็นคนแรก และเหยียบย่ำหัวใจของเธอที่ยกให้เขาไปก่อนหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะพลอย แต่สิ่งที่พลอยบอกมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครหรอกนะที่จะสร้างแผลเหมือนสัตว์ตะปบแบบนี้ได้”

“ก็เพราะมันไม่ใช่คนนะสิ” หญิงสาวโพล่งขึ้น

“โธ่พลอย” แม้จะพยายามทำหน้าให้ปกติแต่นพคุณก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้กับสีหน้าจริงจังของแพรพลอย นั่น   ยิ่งทำให้เธอโกรธเขายิ่งขึ้นไปอีก

“จอด พลอยจะลง” แพรพลอยตวาด ไม่อยากได้ยินเสียงหัวเราะเหมือนเธอกำลังเล่าเรื่องตลกให้เขาฟังอยู่ เมื่อไหร่ที่เขาเห็นด้วยตา เขาจะต้องเสียใจที่ไม่ยอมเชื่อคำพูดของเธอแต่แรก และตอนนั้นเขาอาจจะไม่มีแม้กระทั่งชีวิตอยู่มาบอกเธอก็ได้

“ให้พี่ไปส่งหน้าบ้านเถอะ พลอยเจ็บแขนอยู่นะ”

“ไม่ต้องมาสนใจพลอยหรอก ห่วงตัวพี่เองดีกว่า จะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้” หญิงสาวเบ้หน้า เมื่อเขาชะลอรถตามคำสั่งจึงเปิดประตูรถผลุนผลันออกไปทันที ตอนนี้อาการปวดบรรเทาลงเพราะได้รับยาฉีดระงับเอาไว้แต่ไม่รู้ว่าเมื่อยาหมดฤทธิ์สภาพของเธอจะเป็นอย่างไร

ตอนแรกที่วิ่งหนีจากเอลิเซียมาได้ก็เพราะความตกใจ และบาดแผลมันเจ็บมากจนชาไปทั้งแขน จู่ๆ เอลิเซียก็กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด

เพียงแค่คิดร่างของแพรพลอยก็สั่นเทาขึ้นมาอีกระลอก

แพรพลอยออกไปเรียกแท็กซี่ ท่าทางอิดโรยของเธอทำให้แท็กซี่อดถามขึ้นมาไม่ได้

“เป็นอะไรหรือหนู”

“เปล่าค่ะ ช่วยไปส่งที่” แพรพลอยบอกทางแล้วไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งรถจอดสนิทหน้าบ้าน เธอลงจากรถแล้วลังเลอยู่หน้าประตู เพราะกลัวว่าแม่จะตกใจที่เห็นบาดแผลนี้

“กรี๊ด!

หญิงสาวหวีดร้องขึ้นเมื่อมีมือใครคนหนึ่งวางทาบบนไหล่ข้างที่ไม่มีบาดแผล แต่กระนั้นก็เกิดอาการสะดุ้งจนตัวโยน

“เป็นอะไรพลอย ทำไมไม่เข้าบ้าน” เพทายถามขึ้น เมื่อแพรพลอยเห็นว่าเจ้าของมือเป็นใครจึงโผเข้ากอดพี่ชายแนบแน่น เนื้อตัวสั่นสะท้านไปด้วยแรงสะอื้น

“พี่จอดรถอยู่ตั้งนานแล้ว พลอยไม่ได้ยินหรือ”

“ฮือ” หญิงสาวยังคงสะอื้นอยู่อย่างนั้น เพทายพึ่งสังเกตเห็นบาดแผลของน้องสาวจึงถามขึ้นด้วยความตกใจ เสียงของสองพี่น้องดังพอจะทำให้พิมลวรรณวางงานในมือลงแล้วชะโงกหน้าออกมามองหน้าบ้าน

“อ้าว สองพี่น้อง ทำไมไม่เข้ามาในบ้านละลูก”

“น้องมีแผลครับแม่” เพทายพยุงร่างของน้องสาวเข้ามาในบ้าน สีหน้าซีดเซียวของแพรพลอยทำให้ทุกคนตกใจ ผ้าพันแพรที่พันไว้เริ่มมีเลือดไหลซึมออกมา

“แม่ว่าเปลี่ยนผ้าพันแผลดีกว่า”พิมลวรรณรีบเดินไปเอาอุปกรณ์ทำแผลมาแล้วแกะผ้าพันแผลเดิมออก บาดแผลลึกจนถึงขั้นเย็บทำให้ยิ่งตกใจ

“สิบเข็มคะแม่” หญิงสาวตอบขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ซักถาม แววตาของเธอวาวโรจน์ไปด้วยความแค้น เอลิเซียทำเธอได้เจ็บแสบนัก แต่เธอยังคิดไม่อกว่าจะต่อกรกับฝ่ายนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเธอเองก็ไม่แน่ใจเสียแล้วว่าเอลิเซียเป็นมนุษย์หรือสัตว์ร้ายชนิดใดกันแน่

“ถูกสัตว์อะไรข่วนมาลูก”  

“คนค่ะแม่ ไม่ใช่สัตว์”

“หืม” เพทายมองน้องสาวอย่างไม่อยากเชื่อ รอยสี่รอยนั้นถูกเย็บด้านบนเพราะเล็บของเอลิเซียลงน้ำหนักกดลงไปในเนื้อมากกว่า แต่ส่วนปลายเพียงแค่ถลอก

“ใครจะไม่เชื่อพลอยก็ช่าง แต่มันเป็นฝีมือของมนุษย์ ของนังเอลี่” ขณะที่ชื่อนี้ออกจากปาก ดวงตาฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตาของเธอทอดจับไปบนใบหน้าของพี่ชาย

“รอยเล็บเอลี่หรือ” เพทายย้อนถาม สีหน้าของเขาออกแววประหลาดใจ แพรพลอยจึงเล่าให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบถึงเหตุการณ์ร้ายที่ได้พบเห็นมาในวันนี้ และทันทีที่พูดจบสีหน้าของผู้ฟังก็ทำให้เธอรู้ว่าแม่กับพี่ชายไม่ได้เชื่อคำพูดของเธอเลยสักนิด

“ไม่มีใครเชื่อพลอยใช่ไหมคะ”

“โธ่ พลอยอย่าโกรธสิลูก แม่ก็แค่เห็นว่ามันเหลือเชื่อเท่านั้นเอง” พิมลวรรณเสียงอ่อยเมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของลูกสาว

“พลอยรู้ค่ะว่ามันดูน่าอัศจรรย์เกินไป แต่พลอยสาบานได้ว่าไม่ได้โกหก แม่ก็รู้นี่คะว่าพลอยไม่เคยโกหก ยายเอลี่กลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ นี่ถ้ามีเขี้ยวงอกออกมาด้วยก็คงกลายเป็นแวมไพร์ไปแล้ว” แพรพลอยเสียงดัง เพทายนั้นไม่เชื่อในสิ่งที่น้องสาวพูดมาสักนิดหากก็กลัวน้องจะเสียใจจึงต้องเอ่ยปลอบ

“พี่ว่าทำแผลเสร็จแล้วพลอยไปนอนพักก่อนเถอะนะ เดี๋ยวแผลจะระบม ยังไม่ต้องไปเรียนหรอกจนกว่าแผลจะหายดี”

“พี่เพทายเชื่อพลอยใช่ไหมคะ” หญิงสาวเขย่ามือพี่ชาย มือหนาของเขาเอื้อมมาลูบศีรษะเธอแทนคำตอบ เมื่อเห็นแพรพลอยทำหน้าผิดหวังจึงเอ่ยขึ้น

“ถ้าสิ่งที่พลอยพูดเป็นเรื่องจริง สักวันความจริงก็ต้องปรากฏ”

“แล้วพี่จะได้เห็นว่าพลอยไม่ได้โกหก” แพรพลอยหน้างอง้ำผุดลุกขึ้น พิมลวรรณจึงตรงเข้าประคองก่อนบอกขึ้นอย่างเอาใจ

“นอนพักซักตื่นเดี๋ยวแม่ทำข้าวต้มร้อนๆ ให้ทานนะลูก แล้วค่อยคุยกันนะจ๊ะ แม่กลัวแผลจะอักเสบจนเป็นไข้ ไปพักให้หายปวดแผลก่อน”

เพทายมองตามหลังน้องสาวแล้วถอนหายใจ เขาเองก็รู้จักแพรพลอยดีว่าเป็นคนอย่างไร ถึงจะเป็นคนมีนิสัยก้าวร้าว ชอบเอาชนะ แต่สิ่งหนึ่งที่แพรพลอยไม่เคยทำเลยก็คือการโกหก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี หากทำผิดแพรพลอยก็ยอมรับผิดอย่างหน้าชื่น

บาดแผลที่อยู่บนต้นแขนของแพรพลอยเหมือนถูกข่วนจากสัตว์ร้าย ซึ่งในโรงเรียนไม่น่าจะปล่อยให้มีสัตว์อันตรายเข้ามาเพ่นพ่านได้อย่างนี้ แต่ถ้าจะให้คิดว่ามันเป็นฝีมือของเอลิเซีย มันยิ่งไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ อย่าว่าแต่เอลิเซียต่อให้เป็นใครซักคนที่แข็งแรงมากก็ไม่น่าจะมีแรงข่วนผิวหนังคนได้ลึกขาดนั้น

สักวันคำตอบก็คงจะผ่านออกมาให้เห็น

 

ตอนที่ 6

นักศึกษาสาวในชุดกระโปรงสั้นเลยเข่า ผมยาวทิ้งตัวมาถึงแผ่นหลัง กลิ่นหอมของน้ำหอมที่ประพรมตามร่างกายเตะจมูกของชายร่างผอมจนเกือบเหลือแค่หนังหุ้มกระดูกให้ได้กลิ่น เขาหลบเร้นกายอยู่ภายในพงหญ้าที่มีน้ำขังจากฝนตกเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วไม่ทันได้ระเหยไป

ฤทธิ์ของยาบ้าที่เสพเข้าไปทำให้มีบางอย่างเข้าครอบงำ กลิ่นน้ำหอมชวนหลงใหลนั้นทำให้ร่างผอมโงนเงนลุกขึ้น ดวงตาแห้งผากลุกวาวเมื่อเห็นสาวสวยที่ตัวเองเคยแอบมองอยู่ทุกวัน ยามเมื่อเธอนั่งวินมอเตอร์ไซค์ออกไปนอกปากซอยเพื่อขึ้นรถเมล์อีกต่อหนึ่ง

เพราะเขาเรียนจบแค่มอสาม ไม่ได้ทำงานอะไรเลยนอกจากไถเงินพ่อแม่เอาเงินมาเสพยาบ้าไปวันๆ ทำให้สาวเจ้า ผู้ซึ่งเรียนระดับปริญญาไม่เคยเหลียวมอง แม้ว่าเขาจะแสดงตัวว่าชอบเธอมากแค่ไหนก็ตาม วันนี้เห็นจะเป็นโอกาสดีของเขาที่จู่ๆ สวรรค์ก็ส่งเธอให้เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ตุ๊ก จะไปไหนหรือ” เขาสืบจนทราบมาว่าเธอผู้นี้ชื่อตุ๊กตาจึงได้ร้องทักออกไปเป็นครั้งแรก เพราะทุกทียังไม่ทันอ้าปากก็ต้องเก้อไปเพราะเธอมองข้ามไม่เห็นหัว

หญิงสาวเหลือบมองผู้มาทักด้วยความตกใจ เคยเห็นหน้า แต่ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อนทำให้เธอรีบเดินไปให้ถึงบ้านโดยเร็วที่สุด

 เพราะมีซ้อมเชียร์ลีดเดอร์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่วันจริงในวันพรุ่งนี้ ทำให้ทุกคนขะมักเขม้นซ้อมจนดึกดื่น เพราะเห็นว่าเพื่อนเองก็ต้องรีบกลับบ้านเหมือนกันเธอจึงไม่ได้ให้เข้ามาส่ง แต่กลั้นใจเดินเข้าซอยมาเอง ถึงอย่างไรเธอก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร

“ถามว่าจะไปไหน ทำไมต้องเดินหนี” ร่างผอมเดินเกร่เข้ามาขวาง เธอตกใจแต่ก็มีสติมากพอจะมองหาทางหนีทีไล่ อีกไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงบ้านคน ตรงที่เธอยืนอยู่เนื่องจากเป็นสวนสาธารณะจึงไม่มีบ้านคน ท่าทางของไอ้หมอนี่ดูไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย เธอเคยเห็นมันหลายครั้งแต่ไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่รู้ว่ามันไปรู้ชื่อเธอมาจากไหน

“จะกลับบ้าน” เธอตอบห้วนๆ แล้วพยายามสาวเท้าหนีให้เร็วที่สุด

“ไปส่งให้เอาไหม” มันอาสา

“ไม่ต้องหรอก ใกล้ถึงแล้ว” ขณะที่พูดตุ๊กตาเดินหนีมันไปด้วย ภาวนาให้ตัวเองเดินไปถึงบ้านหลังแรกของซอยเสียที

“อีกตั้งไกล เดี๋ยวไปส่ง” มันคว้าหมับเข้าที่แขนทำให้ร่างของเธอหยุดกึก พร้อมกันนั้นความไม่ไว้ใจและความหวาดกลัวก็แล่นเข้ามาทั่วร่าง

“มะไม่ต้อง”

“หยิ่งนักหรือ เธอรู้ไหมว่าฉันชอบเธอมาก แอบมองเธอมาตั้งนานแล้วเธอไม่เคยสนใจ ฉันมันจนใช่ไหมเธอถึงไปชอบคนอื่น” มันเริ่มพูดจากวกวนเพราะกำลังเมายาบ้าได้ที่

“พูดอะไรของนาย”

“เธอมันคนหลายใจ เห็นคนรวยกว่าก็วิ่งแร่ไปหามัน” ชายขี้ยาเริ่มบริภาษด่าทอเพราะมีเสียงสั่งในหู บอกว่าเขากับเธอเป็นคนรักกัน และฝ่ายหญิงกำลังหาวิธีตีจากเพราะความจนของเขา นั่นมันทำให้สายตาที่มองเธอด้วยความรักเมื่อครู่กลายเป็นสายตาแห่งความแค้นแน่นอก

“บ้า เมาแล้วก็กลับไปนอนไป”

“ฉันไม่กลับ ไม่มีทางปล่อยให้เธอหนีไปกับชายชู้อีกเป็นขาด มานี่” มือหยาบสกปรกของมันตะปบเข้าที่ปากของเธอกันส่งเสียงร้องก่อนลากร่างบางไปกับพื้นเข้าพงหญ้าข้างสวนสาธารณะ หญิงสาวดิ้นรนเตะถีบพัลวัน แต่ไม่อาจสู้แรงของผู้ชายได้แม้ว่าอีกฝ่ายจะผอมแห้งจนแทบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตาม

“ฮือ..ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันขอร้อง” หญิงสาวพนมมืออ้อนวอนแต่ไม่เป็นผลเมื่อหมัดนักๆ ซัดเข้ามาที่ท้องน้อยจนร้องไม่ออกก่อนมองเธอด้วยสายตาโลมเลียแกมหลงใหล อารมณ์ใคร่โหมกระพือ มันโถมร่างกายเข้าหาด้วยความหื่นกระหาย

 ตุ๊กตากรีดร้องจนเสียงแหบเสียงแห้งด้วยความเจ็บปวดเมื่อพรหมจารีที่ถูกรักษาเอาไว้มาตลอดชีวิตถูกพรากจาก เธอดิ้นรนจนหมดหนทางแล้วจึงปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม แล้วแต่ชายผู้นั้นจะตักตวงความสุขจากเรือนร่างของเธอ มันกระแทกร่างใส่เธอไม่ยั้งจนสิ้นสุดอารมณ์ใคร่ ตุ๊กตาจึงหมดสติไปด้วยความเจ็บปวด

อารมณ์ใคร่หมดไปเมื่อได้ปลดปล่อย ชายร่างผอมมองร่างของหญิงที่หมายปองสลบเหมือดคามือก่อนที่ความรู้สึกกลัวความผิดจะเกิดขึ้น

น้ำลายเหนียวๆ กลืนลงคอซ้ำหลายครั้งเมื่อเห็นสภาพของเหยื่อสาว ความกลัวเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง กลัวว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาแล้วไปแจ้งตำรวจ

“ไม่นะ ฉันจะไม่ยอมติดคุก”

มันเริ่มร้อนรนมองหาทางหนีทีไล่ เพราะกลัวเหยื่อสาวจะฟื้นขึ้นมาอีก มันจึงนึกได้ว่าที่เอวเหน็บมีดพกเอาไว้จึงตัดสินใจจ้วงแทงไม่ยั้งก่อนหลบหนีไปก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้า

 

กลางดึกของคืนนี้เอลิเซียนอนไม่หลับ จมูกของเธอได้กลิ่นคาวเลือดมาแต่ไกล กลิ่นนั้นร่ำร้องให้เธอลุกขึ้นจากเตียงนอนเพราะไม่อาจทนฝืนข่มตาหลับลงไปได้

สัญชาตญาณบางอย่างเร่งเร้าให้เธอผุดลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้อง เนื่องจากเป็นเวลาเที่ยงคืน ทุกชีวิตในบ้านไม่มีใครตื่นขึ้นมา เธอเดินออกไปจากห้องทั้งที่ไม่ได้สวมรองเท้าและยังอยู่ในชุดนอน ดวงตาสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉายแสงในความมืด

กลิ่นเลือดรุนแรงขึ้นเมื่อเดินมาไกล เล็บและเขี้ยวของเธอยาวขึ้นโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ได้สังเกตเห็น ราวกับถูกควบคุมด้วยกลไกบางอย่างในร่างกาย โดยที่เธอก็ห้ามปรามมันไม่ได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเดินมาเกือบถึงสวนสาธารณะ ดวงตาวาวโรจน์ฉายแสงเรืองรอง สมองสั่งร่างกายให้เดินตามกลิ่นไปโดยอัตโนมัติ

 ในพงหญ้าข้างสวนสาธารณะมีกลิ่นเลือดรุนแรงขึ้น เธอจึงเดินเข้าหาอย่างมั่นใจ ศพของเหยื่อสาวไม่ได้ทำให้เอลิเซียหวาดกลัว

หญิงสาวเดินตรงเข้ามาหาศพนั้นโดยเร็ว กลิ่นเลือดคาวคละคุ้งไม่ได้ทำให้นึกรังเกียจ ตรงข้ามกลับก้มใบหน้าเข้าไปหา แผลลึกจากคมมีดทำให้มีเลือดไหลซึมออกมาเป็นระยะ เขี้ยวเล็กๆ ที่งอกยาวออกมาฝังลงไปในบาดแผล ดื่มเลือดนั้นจนพอใจแล้วจึงลุกขึ้นยืน ชุดนอนตัวสวยมีคราบเลือดเป็นวงหลายจุด

“อืม” หญิงสาวครางด้วยความพอใจกับรสชาติของมัน เท้าเปลือยเปล่าทั้งสองข้างเลอะไปด้วยคราบโคลน เพราะไม่กี่วันมานี้ฝนพึ่งตกลงมา รอยเท้าของเธอทาบทับไปบนรอยเท้าของฆาตกรร้ายหลายจุด เอลิเซียยังคงเดินตัวตรงกลับบ้านอย่างไม่สะทกสะท้าน

เมื่อมาถึงเธอก็เดินกลับเข้าห้องและล้มตัวลงนอนปกติ หลับฝันดีเพราะร่างกายได้อิ่มท้อง และไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไปบ้างในคืนนี้

 

เอลิเซียอาบน้ำแต่งกายด้วยชุดนักเรียน เมื่อเดินมาถึง ดูเหมือนหลายเสียงกำลังพูดคุยกันอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เอลี่ ยายเปิดประตูเข้าไปแล้วได้ยินเสียงหนูอาบน้ำก็สบายใจ” ทับทิมปราดเข้าหาทันทีที่เห็นร่างสูงในชุดนักเรียนมอปลายเดินลงบันไดมา

“มีอะไรหรือคะคุณยาย” หญิงสาวเลิกคิ้วถาม

ตอนนี้ร่างกายของเธอดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกว่าตัวเองมีพละกำลังมากกว่าแต่ก่อน อารมณ์ของเธอก็พลอยดีขึ้นไปด้วยแม้ว่าจะหงุดหงิดทุกครั้งที่นึกถึงเพื่อนสนิทอย่างเพทายที่ตอนนี้ขาดการติดต่อกันแล้วโดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่วินาทีที่เธอได้รู้ว่าเขาเป็นพี่ชายของแพรพลอย

“มีขโมยขึ้นบ้านค่ะคุณเอลี่ มันมีรอยเท้าเลอะโคลนเต็มไปหมดเลยค่ะ รอยเท้ามาหยุดหน้าบันไดแล้วมันก็จางลงเรื่อยๆ เลยไม่รู้ว่ามันเข้าไปขโมยของห้องไหน” แก้วตาบอกขึ้นอย่างอกสั่นขวัญหาย โจรขึ้นบ้านโดยที่คนในบ้านไม่มีใครรู้ตัวสักคนเป็นเรื่องน่าตกใจอยู่ไม่น้อยเลย

“จริงหรือคะ แล้วมันได้อะไรไปบ้าง” เอลิเซียตกอกตกใจขึ้นมาเช่นเดียวกัน เมื่อคืนนี้เธอหลับสนิทจนถึงเช้า หากแล้วอะไรบางอย่างก็ทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป

เมื่อเช้านี้เธอตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น เมื่อลุกขึ้นมาอาบน้ำกลับสังเกตว่าเท้าของเธอเลอะเหมือนคราบโคลน เสื้อของเธอมีคราบสกปรกเหมือนคราบเลือด เธอเองก็ได้แต่งุนงงว่าร่องรอยเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หากเธอเดินไปลุยโคลนก็น่าจะรู้ตัวบ้าง

เมื่อนั่งคิดอีกชั่วครู่เธอจึงได้ลงความเห็นว่าเธอละเมอเดิน

“ไม่มีเลยค่ะ ไม่มีอะไรหายไปสักอย่าง ไม่รู้ว่ามันขึ้นมาขโมยอะไร”

เมื่อคำตอบของแก้วตาดังขึ้น เธอก็หัวเราะเจื่อนๆ ด้วยความละอาย

“เอ่อสงสัยจะไม่ใช่ขโมยที่ไหนหรอกค่ะ”

“หมายความว่ายังไงเอลี่ เธอรู้ได้ยังไง” เพชรากอดอกมองหลานสาวด้วยสายตานิ่งๆ หญิงสาวหัวเราะแหยๆ ก่อนสารภาพขึ้น

“เอลี่คิดว่ามันเป็นรอยเท้าของเอลี่เองค่ะ”

“อะไรนะ”

“สงสัยเอลี่จะละเมอเดิน เพราะเมื่อเช้าตื่นมาเห็นรอยเท้าเอลี่เปื้อนโคลน” เอลิเซียบอกขึ้นอายๆ พลอยทำให้ทุกคนโล่งอกไปตามๆ กัน

“โอยค่อยยังชั่วหน่อย ยายตกอกตกใจจะแย่ แต่ละเมอออกมาลุยโคลนแบบนี้ไม่ไหวนะลูก เกิดตกบันได ตกน้ำตกท่าไปจะทำยังไง”

“ให้แก้วไปนอนเป็นเพื่อนไหมคะ” แก้วตาอาสา แต่หญิงส่ายหน้าดิก

“อย่าเลยค่ะน้าแก้ว น้าแก้วยังมีมะลิต้องดูแลนะคะ จะมาเฝ้าเอลี่ได้ยังไงกัน ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ก็มีแค่เมื่อคืนเท่านั้นเอง สงสัยจะหลับลึกไปหน่อย”

“โตขนาดนี้แล้วยังละเมออีก” น้ำหนึ่งเบ้หน้า เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงเดินกลับไปนั่งบนโต๊ะอาหาร เพราะเอลิเซียคนเดียวที่ทำให้เธอถูกแม่ปลุกแต่เช้า สีหน้าของน้ำหนึ่งในยามนี้จึงบูดบึ้ง เอลิเซียมองตามอย่างรู้สึกผิดแต่ก็ได้รับการปลอบใจจากผู้เป็นยาย

“ไปทานข้าวเถอะลูก วันหลังเดี๋ยวยายไปนอนเป็นเพื่อน”

“ค่ะ” เอลิเซียยิ้มรับ และหวังว่าในคืนต่อๆ ไปเธอคงไม่มีปัญหาเรื่องการละเมอเดินแบบนี้อีก คราบเลือดที่ติดอยู่ในเสื้อของเธออาจเป็นเลือดของเธอเองหรือสัตว์อะไรเธอก็สุดจะคาดเดาได้ แต่เธอก็พยายามคิดว่ามันคงไม่มีอะไร บางทีอาจเป็นเลือดจากเนื้อสัตว์ในครัว

          เมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอกับน้ำหนึ่งจึงขึ้นรถเพื่อไปโรงเรียนพร้อมกัน แต่ระหว่างทางเจอไทมุงกำลังมุงดูอะไรกันอยู่จึงทำให้รถเคลื่อนผ่านไปได้ลำบาก

“เกิดอะไรขึ้นลุงไสว เขามุงอะไรกันน่ะ คนเยอะเชียว” เอลิเซียหมุนกระจกรถเพื่อชะโงกหน้าออกไปมอง แต่เพราะไทมุงแออัดกันอยู่จึงมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ลุงไสวเองก็ทนความอยากรู้ไม่ไหวจึงได้ร้องถามคนที่เดินออกมาจากกลุ่มของไทมุง

“เกิดอะไรขึ้นหรือสร้อย” ลุงไสวถามขึ้นเมื่อจำได้ว่าคนที่ออกมาคือสาวใช้บ้านข้างๆ

“มีคนตาย ผู้หญิงถูกข่มขืน” สร้อยลูบเนื้อตัวด้วยความสยดสยองกับสภาพศพของหญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อของโจรร้าย

“ใครวะ ผู้หญิงที่ไหน”

“นังตุ๊กตา ลูกยายต้อยขายข้าวแกงในตลาด โน่นไง มันร้องไห้กอดศพลูกสาวอยู่นั่น ฉันเห็นแล้วเวทนาเลยทนมองไม่ไหว”

“บาปกรรม เด็กมันกำลังอนาคตไกล” ลุงไสวถอนหายใจ สีหน้าของไทมุงทุกคนดูเศร้าไปกับภาพเหตุการณ์พลอยทำให้เอลิเซียกับน้ำหนึ่งเศร้าไปด้วย

“แย่จังเลยนะคะ”

“ครับคุณหนู แต่ตอนนี้เราไปกันก่อนเถอะครับ ประเดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย” ลุงไสวละความสนใจใคร่รู้เอาไว้เพียงเท่านั้นก่อนขับรถออกไปแต่ก็ตั้งใจว่าขากลับจะต้องแวะกลับมาดู

 

เพทายสั่งให้ลูกน้องกันไทมุงให้ออกห่างเมื่อรู้สึกว่าหลายคนเริ่มเข้ามาใกล้ ทำให้ทำงานไม่สะดวก เขาสั่งห้ามเคลื่อนย้ายศพจนกว่าจะเก็บหลักฐานได้หมด ที่เกิดเหตุพบอาวุธของคนร้ายตกอยู่ข้างๆ ศพและเศษขนเพชรที่ตกหล่นอยู่บริเวณต้นขาของเหยื่อสาว

เขาเก็บทุกรายละเอียดและสั่งให้ลูกน้องถ่ายรูปทุกขั้นตอน ก่อนให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์นำศพไปทำการชันสูตรต่อไป

 สภาพศพในเบื้องต้น สวมเสื้อนักศึกษาแต่กระโปรงถูกร่นมาถึงเอว กางเกงในลูกไม้ถูกดึงมาอยู่ที่ข้อเท้าข้างหนึ่ง บริเวณท้องมีบาดแผลจากการถูกแทง

สายตาของเขากวาดมองโดยรอบและพบเข้ากับสร้อยข้อมือสีเงินตกอยู่ไม่ไกลนัก เป็นสร้อยเงินมีจี้เล็กๆ เป็นรูปปลาโลมาล้อมรอบ

สร้อยเส้นนี้เหมือนเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน….

เขาหยิบมันขึ้นมาดูโดยละเอียด แต่ก็คิดว่ามันอาจจะเป็นของผู้ตายที่ทำตกหล่นเอาไว้ขณะดิ้นรนต่อสู้กับคนร้าย สร้อยแบบนี้ใครๆ เขาก็ใส่กันโดยเฉพาะวัยรุ่น จึงไม่แปลกที่เขารู้สึกคุ้นตา บางทีเขาอาจจะเห็นมันมาจากแพรพลอยก็เป็นได้

“เจออะไรเพิ่มไหม” เขาหันมาถามลูกน้องที่สำรวจพื้นที่ใกล้ๆ

“ไม่มีแล้วครับหมวด”

“โอเค เท่านี้ก็พอแล้ว คิดว่าไม่ยากหรอก” เพทายบอกขึ้น เสียงเขาดังพอจะทำให้คนลงมือที่มายืนดูใกล้ๆ ทำตัวเป็นไทมุงสะดุ้งก่อนรีบสาวเท้าหนี เห็นทีเขาจะอยู่ที่นี่ไม่ได้เสียแล้ว

 

ร้อยตำรวจเอกเพทายเคาะปากกาลงกับโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าครุ่นคิด แฟ้มรายงานผลการชันสูตรจากทีมแพทย์ระบุว่าเหยื่อสาวถูกข่มขืนจากนั้นจึงแทงด้วยมีด นั่นคงจะไม่แปลกเพราะมันตรงกับข้อสันนิษฐานของเขามาก่อนหน้า แต่ที่เขาคาดไม่ถึงก็คือร่างกายของคนตายมีอีกหนึ่งบาดแผล

รอยเขี้ยว!

ดูเหมือนรอบรอยแผลที่ถูกมีดแทง ตรงรอบขอบแผลมีจุดสองจุดคล้ายถูกเขี้ยวหรือฟันของสัตว์ร้ายเจาะเข้าไป ทำให้เขาชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเธอตายเพราะถูกแทงหรือถูกกัดกันแน่ แต่จากการชันสูตรไม่พบว่าร่างกายมีพิษชนิดใดปะปนอยู่ในกระแสเลือด

เสียงเคาะห้องดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา

“หมวดครับ ได้ร่องรอยคนร้ายแล้วครับ” ผู้ใต้บังคับบัญชาเขาของเขารีบรายงาน

“ใคร”

“วัยรุ่นที่อยู่ในซอยนั้นล่ะครับ มีคนให้ข้อมูลว่ามันแอบชอบคนตายมานานแล้วแต่ผู้หญิงเขาไม่เล่นด้วย ตัวมันเองก็ไม่มีงานการทำนอกจากเสพยาไปวันๆ ก่อนเกิดเหตุไม่มีใครพบตัวมันในช่วงเย็น และตอนนี้มันก็เก็บข้าวของหนีไปแล้วครับ ผมให้คนไปตามลากคอมันกลับมาอยู่ คงไปไหนไม่ได้ไกล”

“ดีมาก” เขาพยักหน้าพอใจในผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชา แม้จะสงสัยถึงรอยเขี้ยวนั้น แต่ก็คิดว่ามันอาจจะเข้ามากัดกินเนื้อเยื่อในร่างกายของคนตายและมันก็เป็นแค่สัตว์เดรัจฉานที่ใครก็เอาผิดมันไม่ได้  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

8 ความคิดเห็น