จุมพิตในเพลิงทราย

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 มิ.ย. 56

ทางด้านลัยลาเอง หลังพักอยู่กับโมริสา เธอได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง และพร้อมจะเข้าไปอยู่ในบ้านของสไบนางคู่แฝด โชคดีที่ตอนนี้สไบนางปฏิเสธงานแสดงทั้งหมด ไม่อย่างนั้นเธอคงทำให้งานของคู่แฝดสาวต้องพังลงอย่างไม่เป็นท่า

หญิงสาวไปไม่ถูก โมริสาจึงอาสาขับรถไปส่งให้ ลัยลาดูเก้ๆ กังๆ เมื่อยายประนอมสวมกอดหลานสาวคนสวยด้วยความคิดถึงพร้อมเอ่ยทวงของฝาก

“เอ่อ” คนถูกทวงอึกอักเพราะไม่ได้เตรียมการณ์เอาไว้ก่อน โมริสาที่พึ่งถูกแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนใหม่ของสไบนางจึงเอ่ยแทน

“เราซื้อมาแล้วค่ะคุณยาย แต่หวานเขาลืมของไว้ที่สนามบิน ป่านนี้คงมีคนเอาไปแล้วละคะ”

“โธ่เอ๊ยนึกว่าจะได้กินไอ้ลูกผลัมๆ นั่นซะแล้ว” ยายประนอมหน้ายุ่ง อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตารอหลานสาว เพื่อจะได้เห็นหน้า ที่สำคัญได้ของฝากเป็นผลไม้แปลกๆ ที่ไม่เคยได้ลิ้มรส

“ผลัมๆ ?”

“อินทผลัมนะจ๊ะ ไม่เป็นไรนะคะยาย ในห้างบ้านเรามีเยอะแยะ เดี๋ยวโมซื้อมาฝาก” โมริสาบอกยิ้มๆ ยายประนอมจึงตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่จนลัยลาสะดุ้ง

“มีที่เมืองไทยหรอกเรอะ แล้วนี่ถ่อไปทำไมตั้งไกลกันยะแม่หวาน” หันมาทางหลานสาวที่พยายามเรียบเรียงคำตอบในสมอง เพราะยังไม่สันทัดภาษาไทยนัก

“ไปเที่ยว” เธอตอบสั้นๆ ยายประนอมรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อยกับอาการของหลานสาว โมริสากลัวความลับจะแตกจึงรีบแก้

“หวานเขามาเหนื่อยๆ คะยาย อยู่บนเครื่องหูมันอื้อๆ สงสัยจะเบลอ”

“งั้นเหรอ ท่าจะจริง ปกติพูดจ้อ วันนี้ยังกับกลัวดอกพิกุลจะร่วง หนูเป็นเพื่อนกับแม่หวานนานแล้วเรอะ ทำไมยายไม่เคยเห็นหน้า” ยายประนอมเขม้นมอง แน่ใจว่าไม่เคยเห็นหน้าอีกฝ่ายแน่ๆ ถึงนางจะแก่ป่านนี้ แต่ความจำก็ยังดีไม่มีขาดตกหล่น

“นานแล้วคะยาย แต่ไม่มีโอกาสได้มา คืนนี้ก็เลยจะขอค้างด้วยสักหน่อย เห็นหวานเขาอวดว่าฝีมือการทำอาหารของคุณยาย ตำรับฮ่องเต้ยังอาย” โมริสายกยอทำเอาคนแก่ยิ้มปลื้ม รู้สึกถูกชะตากับเพื่อนของหลานสาวทันที แบบนี้สไบนางน่าจะพามาตั้งนานแล้ว

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ ไปๆ เอาของไปเก็บ อาบน้ำอาบท่ากันซะนะ แม่หวานของฉันท่าจะอาการหนัก นอนหลับสักงีบคงจะดีขึ้น” ยายประนอมว่าพลางเดินเข้าไปก่อน ลัยลาถอนหายใจโล่งอกแล้วหันมาหาเพื่อนรัก

“ขอบใจมากนะโม ดีเลยที่เธอจะค้างที่นี่ ฉันยังรู้สึกเขินๆ อยู่เลย”

“ก็เพราะฉันเห็นอย่างนี้แหละ ถึงได้ขอค้างด้วย ท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเธอ นั่นแหละน่าสงสัยที่สุด ไปกัน เดี๋ยวคุณยายออกมาตามอีกจะยุ่ง” โมริสารุนหลังเพื่อนให้เดินเข้าไปข้างใน เมื่อมาถึงห้องรับแขกก็ยืนคว้าง เพราะไม่รู้ว่าห้องนอนสไบนางอยู่ตรงไหน

เธอเดินขึ้นบันไดแล้วเลี้ยวไปปีกซ้าย ยายประนอมมองตามหลังแล้วร้องทัก “แล้วนั่นจะไปห้องพระทำไมกันละ ไม่นอนเรอะ”

“อ้อเราอยากไปไหว้พระกันก่อนคะยาย ที่ท่านช่วยให้เราสองคนกลับถึงบ้านปลอดภัย” โมริสาแก้แทน ยายประนอมพยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินหายไปในครัว สองสาวจึงเลี้ยวไปอีกทาง ด้านซ้ายมีห้องนอนอยู่สามห้อง โชคดีที่เดาสุ่มถูกเพราะห้องมุมสุดเป็นห้องเดียวที่ไม่ได้ล็อก และมีข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างที่บ่งบอกว่าเป็นห้องส่วนตัวของสไบนาง

“เฮ้อสไบนางเขาจะเก้ๆ กังๆ เหมือนฉันไหมนะ” ลัยลาถอนหายใจ นึกเป็นห่วงคู่แฝดขึ้นมาครามครัน บ้านเธอยิ่งกฎระเบียบเคร่งครัดอยู่ด้วย

“ก็คงไม่ต่างจากเธอนักหรอก” โมริสากลั้นยิ้ม ไม่คิดเหมือนกันว่าในชีวิตจะต้องมารับบทนักสืบสาวจำเป็น เพื่อสืบค้นปูมหลังของเพื่อนรัก

 

สไบนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดพื้นเมืองสีเข้ม ใบหน้างามแต่งแต้มอ่อนๆ แม้จะปิดบังใบหน้า แต่คิ้วโก่งได้รูป ด้านล่างมีดวงตาคู่งามเขียนคมซึ้ง เกล้าผมด้วยริบบิ้นแต่สวมทับด้วยผ้าคลุมหน้า ปิดบังซ่อนเร้นความงดงามของตัวเองเอาไว้

หัวใจของเธอเต้นแรงยิ่งขึ้น เมื่อนาฬิกาเคลื่อนผ่านจนเกือบถึงเวลานัด ราจี๊ฟว่าที่คู่หมั้นของลัยลากำลังจะมารับ เพื่อออกไปชมทะเลทรายยามเย็นด้วยกัน โดยมีขบวนผู้ติดตามเธอไปอีกหลายคน แม้จะบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคู่หมั้นของลัยลา และเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลยแต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ทุกทีไป

ทำไมใบหน้าหล่อเหลาของผู้ชายคนนั้นถึงได้ชอบตามมาหลอกหลอนในความฝันของเธอนักก็ไม่รู้ เมื่อคืนนี้จู่ๆ เธอก็ฝันว่าเขากลายร่างเป็นงูร้ายรัดเนื้อตัวเธอแน่นจนหายใจหายคอไม่ออก ผู้ชายคนนี้จะตามจองล้างจองผลาญเธอกระทั่งในความฝันหรือไงนะ

“คุณลัยลาคะ คุณราจี๊ฟรออยู่ที่ตึกใหญ่คะ” ฮาน่าเรียกขึ้นยังผลให้ร่างบางสะดุ้ง

“จ้ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” เธอลุกเดินออกไป เดินลัดเลาะตัดพื้นคอนกรีตที่เชื่อมระหว่างตึกใหญ่ อันเป็นที่พำนักของอุลมานกับบรรดาลูกชาย ตอนนี้ราจี๊ฟกำลังสนทนาอยู่กับพ่อของลัยลา เมื่อเธอปรากฏกายขึ้น ร่างสูงจึงลุกขึ้นแล้วเอ่ยปากขออนุญาตซ้ำ

“อย่าพาน้องกลับผิดเวลาล่ะ”

“รับรองด้วยเกียรติของผมครับ ท่านลุง” ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้ ตามปกติแล้ว เขาไม่เคยต้องเสียเวลาพาผู้หญิงคนไหนเที่ยวมาก่อน แค่มีเงินวางตรงหน้า พวกหล่อนก็พร้อมจะกระโจนขึ้นเตียง

เขาเดินนำออกไปก่อน หญิงสาวทำความเคารพอุลมานแล้วเดินตามเขาไปเงียบๆ ราจี๊ฟเปิดประตูด้านข้างคนขับให้เธอนั่ง ตัวเขาเป็นคนขับเอง เธอคิดว่าฮาน่าและคนรับใช้อีกสองสามคนจะตามขึ้นมานั่งด้วย หากแล้วรถยนต์ของเขาก็เคลื่อนผ่านออกไปหน้าตาเฉย

“คุณราจี๊ฟ แล้วคนของฉันละคะ” เธอร้องถามอย่างตกใจ อาการประหม่าของเธอทำให้เขาเผลอยิ้ม จะว่าไปก็นานแล้วที่เขาไม่เห็นร่องรอยความขัดเขินของผู้หญิง อาจเป็นเพราะว่าเขาไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงดีๆ ก็เป็นได้ เพราะกลัวว่าหากเผลอตัวเข้าไปยุ่ง ตัวเองจะต้องได้รับผิดชอบให้ยุ่งยาก

“เดี๋ยวก็ตามมาทัน ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” เขาบอก ทำให้เธอถอนหายใจโล่งอก มองไปด้านหลังก็เห็นรถยนต์คันเล็กกว่ากำลังวิ่งตามมาไม่ห่าง สบายใจมากพอจะเอนหลังเข้ากับเบาะนุ่ม มือเรียวที่มีเครื่องประดับเพียงอย่างเดียวคือแหวนวงเล็กประสานกันนิ่งบนตัก

ราจี๊ฟลอบมองมือสีน้ำผึ้งนั้นอย่างพอใจ ผู้หญิงคนนี้นอกจากมีดวงตางดงามแล้ว มือก็ยังเรียวเล็กดูนุ่มนวลน่าสัมผัส เขาอยากเห็นเหลือเกินว่าใบหน้านั้นจะงามเหมือนดวงตาและมือของหล่อนหรือไม่

หญิงสาวมองทิวทัศน์แปลกตารอบกาย บ้านเมืองเริ่มคึกคักเพราะพระอาทิตย์เริ่มทอแสงอ่อนลง รถของราจี๊ฟขับค่อนข้างเร็ว จนเธอต้องมองไปด้านหลัง หัวใจกระตุกวูบไหว เมื่อไม่เห็นรถของที่บ้านตามมา

“คนของฉันละคะ”

“คงตามมา ไม่ต้องห่วงหรอก” เขาบอกหน้าตาเฉย ทว่าเร่งความเร็วขึ้นอีกจนเธอต้องเกาะพนักเบาะไว้แน่น เพราะกลัวร่างจะปลิวไปปะทะกระจกเข้า เธอขยับปากจะต่อว่า หากแล้วภาพความสวยงามตรงหน้าก็ทำให้ตาโต ตื่นตะลึงจนคิดคำพูดไม่ออก

ทะเลทรายยามเย็น ถูกลมเมื่อกลางวันพัดพาจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งจนเกิดเป็นลอนคลื่นของภูเขาทรายย่อมๆ ตัดขอบด้วยท้องฟ้าที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นฉาบทาเป็นสีแดงราวหมากสุก กึ่งกลางมีดวงอาทิตย์กลมโต ธรรมชาติงดงามทำให้เธอเปิดประตูรถลงมายืนมองราวถูกมนต์สะกด

“สวยจริง” สไบนางพึมพำ ภาพถ่ายที่เธอเคยเห็นมา เทียบไม่ติดเลยกับของจริงในตอนนี้

“คุณทำเหมือนไม่เคยเห็นทะเลทรายยามค่ำ” เขาเดินมาขนาบข้าง เพราะมัวแต่มองภาพงดงามตรงหน้าทำให้สมองลืมไตร่ตรอง

“ใช่สิคะ ฉันพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก”

เขาจับจ้องใบหน้าของเธอ ทำให้สไบนางรู้ตัวรีบแก้ “หมายถึง ฉันไม่ได้เห็นนานแล้วค่ะ”

“งั้นหรือ มาเถอะ ตรงหน้ามีโอเอซีสเล็กๆ รถของผมสามารถวิ่งเข้าไปได้ แต่ต้องเดินเท้าต่อสักหน่อย แต่ผมเชื่อว่าคุณมีเลือดชนเผ่าทะเลทรายเต็มตัว แค่เดินเท้าครึ่งกิโลคงไม่เป็นไร”  เขาบอกขึ้น แต่ดวงตาระริกไหวด้วยความขบขัน ชนิดที่เธอจะปฏิเสธไม่ได้

“คุณเดินได้ ฉันก็เดินได้”

“งั้นเชียว ดีผมไม่ชอบผู้หญิงที่รักสบายนักหรอก ไป” เขาแตะแขนเธอให้ขึ้นรถ ขับมาได้ไม่นานก็ต้องจอด เพราะไปต่อไม่ได้ เธอไม่รอให้เขาเปิดประตูให้ ก็ลงมายืนบนกลางทราย ชุดกรุยกรายกับรองเท้าแตะสานไม่เหมาะในการเดินทะเลทรายเท่าไรนัก

โอเอซีสที่เขาว่า มองเห็นปลายต้นอินทผลัมอยู่ไม่ไกลนัก ทว่าเดินมาจนเธอแทบลากขาซ้ายให้ตามขาขวามาไม่ทันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึง

“ไหวไหมลัยลา ไม่ไหวก็บอกนะจะได้พากลับ” เขาบอกด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ทำให้ใบหน้างามเชิดขึ้นอย่างถือดี เขาทระนงตัวว่ามีเลือดทะเลทราย เลือดไทยอย่างเธอก็ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เหมือนกัน

“ไหว” เธอตอบสั้นๆ แต่ชุดกระโปรงยาวพลอยพันแข้งพันขาให้เซเกือบล้มเสียทุกทีไป ชายหนุ่มผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงเพื่อรอเธอ รอให้คนตรงหน้าร้องขอให้หยุด แต่เธอก็อดทนได้ดีเยี่ยม เธอกับเขาเดินกันมานานพอดู ท้องฟ้าสีหมากสุกเมื่อครู่ถูกความมืดมาเยือนอย่างรวดเร็ว

               “ผมจะพาไปเอง เอาไว้วันหลังแต่งตัวดีกว่านี้ค่อยมาประลองกันใหม่” เขาบอกขึ้นแล้วสาวเท้าเข้าหา ร่างบางผงะตกใจ ถอยหนีแต่เพราะกระโปรงรุ่มร่ามนั้นทำให้เสียหลักล้มลงไป มือหนาคว้าเอาไว้ทำให้ล้มกลิ้งลงมาจากเนินทรายลงมาด้วยกัน แต่มือแกร่งไม่ยอมให้ร่างน้อยกระแทกกับก้อนหินที่มีอยู่เป็นระยะ แต่ใช้แผ่นหลังและแขนของเขารองรับร่างของเธอแทน

“เอ่อ” ร่างบางดิ้นขลุกขลัก หวังให้คนเบื้องล่างปล่อยแต่ไม่เป็นผล ตรงข้ามกลับพลิกร่างเธอให้ลงมานอนบนผืนทราย เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรทำให้เธอบาดเจ็บ

มือหนาเลื่อนมาหาผ้าคลุมเพื่อเปิดผ้าผืนบางที่กั้นกลางเอาไว้ สไบนางเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ เมื่อใบหน้าคร้ามก้มลงมาใกล้

“อย่าค่ะ อย่าเปิดหน้าฉัน” เธอร้องขอ เขาจึงสอดปลายนิ้วเปิดผ้าคลุมหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นริมฝีปากบางอ้อยอิ่งท้าแสงจันทร์ ก่อนที่สไบนางจะทันได้ทักท้วงอะไรออกไป ริมฝีปากของเขาก็เคลื่อนเข้าหา สัมผัสแผ่วเบาแล้วกดลึกลงไปบดขยี้เคล้าคลึง

“อย่า” หญิงสาวดิ้นรน จนริมฝีปากเป็นอิสระ แต่ไม่ได้นาน เพราะราจี๊ฟเคลื่อนกลับเข้าไปใหม่ คราวนี้บดคลึงเคล้นแล้วขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอ เป็นการบังคับให้ริมฝีปากที่เม้มสนิทนั้นเผยอออกเพื่อให้ปลายลิ้นร้อนๆ ของเขาแทรกผ่าน

หญิงสาวหลับตาแน่น ส่ายหน้าหนีพลางพลิกลิ้นหลบหลีกพัลวัน แต่คนด้านบนยังไล่ลิ้นตาม อาศัยความช่ำชองบีบบังคับให้เธอสอดปลายลิ้นตอบ สองลิ้นพัวพันดูดดึงไปมาก่อให้เกิดอารมณ์วาบหวามเกินกว่าที่เขาจะยอมหยุด  มือเรียวสีน้ำผึ้งจิกไปบนผืนทราย ลมหายใจแทบขาดห้วงกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้รับ

หัวใจของเธอสั่นไหวรุนแรงราวถูกใครจับเขย่าโยกคลอนไปมา แม้บทบาทในการแสดงจะมีบทเข้าถึงเนื้อถึงตัวบ้างก็แค่วางทาบริมฝีปาก อย่างอื่นอาศัยมุมกล้อง ไม่เคยเลยที่จะถูกรุกล้ำเข้ามาถึงภายในแบบนี้ ตอนนี้ร่างกายเธอถูกแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งนั้นบอกกับตัวเองให้ผลักร่างหนาให้ออกห่าง แล้วลุกขึ้นมาตบเขาสักฉาด หรือกำเม็ดทรายสักกำหว่านใส่ดวงตาเจ้าเล่ห์ของเขาให้แสบตา ให้สมกับที่บังอาจล่วงเกินเธอ

แต่อีกส่วนหนึ่งของร่างกาย กลับสั่งให้ร่างกายของเธอไร้เรี่ยวแรง แถมยังเผลอสอดลิ้นตอบเขาไปเกี่ยวกระหวัดพันตูกับเขา ทำให้ร่างหนาของราจี๊ฟเกิดอาการร้อนวูบวาบ ตอนแรกตั้งใจแค่จูบเป็นการหยอกเย้าสั่งสอน หากแล้วกลับควบคุมให้ตัวเองหยุดไม่ได้ บางอย่างในร่างกายเขาแข็งขัน ปวดหนึบ หากไม่ได้ระบายออกในวันนี้ เขาคงต้องทุกข์ทรมานทั้งคืน

มือหนาวางทาบบนอกอวบสล้างภายใต้ชุดพื้นเมืองตัวยาว แต่กระนั้นก็ไม่อาจบดบังความอวบอัดของมันได้ ความร้อนวาบผ่านมือหนาส่งผ่านไปยังเต้าเต่งตึงของเธอ ส่งผลให้มือที่กำเม็ดทรายของเธอคลายลงแล้วเลื่อนมาโอบรอบคอเขาเอาไว้โดยไม่รู้ตัว

ริมฝีปากหยักไม่หยุดการคุกคาม หากยังปลุกเร้าทั้งปากทั้งมือไปเรื่อยๆ ด้วยความชำนาญยากจะต้านทานความต้องการที่เขาเองเป็นฝ่ายปลุกเร้ามันขึ้น


แสงจันทร์กระจ่างนวลท่ามกลางความมืดมิดของราติรีกาล เขาอยากเห็นใบหน้าของเธอให้ชัดๆ มันจะหวานล้ำเหมือนกลีบปากสีกุหลาบของเธอสักเพียงใด

มือไวเท่าความคิด เพราะมันเตรียมกระชากผ้าคลุมหน้าขึ้น ทำให้ริมฝีปากของเขาเคลื่อนออกพร้อมๆ กับที่สติสัมปชัญญะของเธอกลับคืน สไบนางผลักร่างหนาที่ไม่ทันตั้งตัวให้พ้นจากตัวเธอแล้วผุดลุกขึ้น มือเรียวถูริมฝีปากตัวเองจนเจ็บระบม

เพี๊ย!

ฝ่ามือของเธอฟาดไปบนใบหน้าคร้ามคม หยาดน้ำตาพรั่งพรูจนผ้าคลุมเปื้อนเป็นวง ราจี๊ฟมองตามอย่างรู้สึกผิด เพราะไม่คิดว่าคนที่ผ่านการศึกษามาจากโลกตะวันตกอย่างเธอ จะไม่เคยจูบกับใคร จากรสจูบเงอะๆ งะๆ ของเธอเมื่อครู่ ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง เธอก็คงเล่นละครได้สมจริงมาก

“ลัยลา ผม

“ฉันจะกลับบ้าน” หญิงสาวเสียงห้วน ไม่รอให้เขาเอ่ยปากขอโทษ เธอก็วิ่งหนีออกไปด้วยความอับอาย ในขณะที่ชายหนุ่มวิ่งกรวดมาไม่ลดละ

“ลัยลา ไม่ใช่ทางนั้น” เขาพยายามตะโกนตามหลัง ทว่าหญิงสาวโกรธจนไม่ฟังอะไร โกรธเขาที่บังอาจล่วงเกินเธอ โกรธตัวเองที่เผลอตอบสนองเขาออกไป ทั้งที่เขาเป็นคู่หมั้นของลัยลา

หากลัยลารู้เข้า จะว่าอย่างไร…..

“ฉันเกลียดคุณ คุณมันคนฉวยโอกาส” เมื่อด่าภาษาพื้นเมืองไม่ถนัด เธอจึงตอบโต้ด่าทอเขาเป็นภาษาอังกฤษแทน เขาวิ่งตาม แต่เธอเองก็วิ่งเหยียดสุดฝีเท้าไม่ลดละ  แต่มันไม่ใช่ทางกลับบ้าน เธอไม่รู้ว่ากำลังจะไปไหน รู้แต่ว่าวิ่งมาไกลเกินกว่าจะนึกถึง เมื่อนึกได้เธอก็ไม่เห็นราจี๊ฟเสียแล้ว

ความหวาดกลัวแล่นเข้ามาแทนที่ความโกรธ เมื่อท้องทะเลทรายเวิ้งว้างท่ามกลางความมืดมิด มีแค่ดวงจันทร์ดวงเดียวให้แสงสว่าง แต่มีร่างของเธอยืนอยู่คนเดียว

ราจี๊ฟคุณอยู่ไหน ช่วยฉันด้วย

นาทีนี้เธอปรารถนาจะเห็นร่างสูงของเขาเป็นอันดับแรก อย่างอื่นเธอขอโยนทิ้งมันไปข้างหลัง ตอนนี้เธอจะยังตายไม่ได้ ตราบที่ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นใคร

“ราจี๊ฟ คุณอยู่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ คุณเป็นคนพาฉันมา ทำไมไม่รับผิดชอบ” หญิงสาวตะโกนก้อง พร้อมกันนั้นหยาดน้ำตาก็พร่างพรูด้วยความหวาดกลัว แล้วกล่าวโทษเขาในใจ ทั้งที่ตัวเองต่างหากที่เป็นคนวิ่งหนีมาโดยไม่คิดจะฟังเสียงร้องห้ามของเขา

สไบนางร้องไห้โฮ ทรุดตัวลงนั่งกับผืนทรายอย่างหมดแรง เพราะไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปทางใด เพราะเบื้องหน้าคือความมืดมิด เธอเคยได้ยินมาว่าในทะเลทราย นอกจากจะมีความงดงาม มีมนต์ขลังอันน่าทึ่งแล้ว ยังแฝงไปด้วยอันตรายอย่างน่ากลัว มีนักท่องเที่ยวเอาชีวิตมาทิ้งมากต่อมากแล้ว

อยู่ท่ามกลางทะเลทรายร้อนๆ ไม่มีทั้งอาหารและน้ำ ใครเล่าจะมีชีวิตอยู่ได้

หึเขาเกิดและโตที่นี่ เขารู้จักทางมีหรือจะตามเธอมาไม่ถูก ขาก็ยาวกว่าเธอ มีหรือจะวิ่งตามเธอไม่ทัน เขาตั้งใจฆ่าเธอปิดปาก จะได้ไม่ไปฟ้องผู้ใหญ่ให้เอาเรื่อง

“ไอ้ผู้ชายใจร้าย!” สไบนางตะโกน มีเสียงสะท้อนของตัวเองกลับไปกลับมา

“ถ้าผมใจร้าย คงไม่ตามคุณมาให้เมื่อย” เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นจากด้านหลัง ส่งผลให้ร่างบางหันขวับไปยังที่มาของเสียงทันที ดวงตาคู่งามเบิกกว้างอย่างไม่คาดฝันพร้อมกันนั้นก็โผเข้ากอดเขาด้วยความดีใจ เพราะเมื่อครู่นี้เธอหวาดกลัวแทบบ้า

“ราจี๊ฟ”

ร่างบางตัวสั่นในอ้อมกอด ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะกอดอยู่อย่างนั้น เกือบจะเผลอจูบไปบนเปลือกตาที่ชุ่มด้วยหยาดน้ำตาแล้วเชียว แต่เพราะเขาเธอถึงวิ่งร้องไห้เตลิดมาแบบนี้ทำให้เขาต้องยับยั้งชั่งใจ เธอไม่มีวันรู้หรอกว่าความต้องการของผู้ชาย หากไม่ได้รับการระบายออกมันทรมานแค่ไหน   

“กลับกันเถอะ คนที่บ้านคุณคงกระวนกระวายใจแย่แล้ว” เขาผลักร่างเธอให้ออกห่าง ทำให้หญิงสาวรู้ตัว หากเป็นเวลากลางวันและไม่ได้อยู่ท่ามกลางความมืด เขาคงเห็นใบหน้าของเธอแดงจัดไม่ต่างจากผลไม้สุกงอม เพราะคราวนี้เธอเป็นคนโผเข้ากอดเขาไปเต็มรัก

หญิงสาวเดินไปพร้อมกับเขา หากไม่กี่ก้าวก็หน้านิ่ว ชายหนุ่มก้มมองตาม เท้างามเปลือยเปล่าข้างหนึ่ง มีข้างเดียวที่สวมรองเท้าแตะสาน มันคงหล่นกลางทางตอนที่เธอวิ่งมา เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ เธอเองก็เจ็บจนยืนไม่ไหวจึงต้องนั่งลงกับพื้น

ราจี๊ฟพลิกฝ่าเท้าของเธอขึ้น เลือดไหลอาบมาตามง่ามเท้า บาดแผลไม่ลึกมากแต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้เธอไม่น้อย ชายหนุ่มฉีกชายแขนเสื้อคลุมตัวเอง เป่าทรายออกให้แล้วพันห้ามเลือด

“ผมขอโทษ ที่เป็นสาเหตุให้คุณเจ็บตัว” เขามองบาดแผลบนฝ่าเท้าของเธอด้วยความรู้สึกผิด สไบนางกัดฟันด้วยความเจ็บ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำขอโทษของเขา แต่ประท้วงเบาๆ เมื่อเขาก้มตัวลงช้อนร่างเธอขึ้นมาอุ้ม แล้วเดินดุ่มออกไป

“ฉันเดินเองได้ค่ะ”

“อย่าดื้อสิ ไม่เห็นเหรอว่าเพราะคุณดื้อ ถึงได้เจ็บตัว” เขามองตาเธอดุๆ หญิงสาวจึงต้องสงบคำ เพราะเธอเองก็เจ็บจนเดินไม่ไหว

ระยะทางที่เธอวิ่งมาไกลมากพอสมควร แต่คนตัวสูงก็ยังอุ้มเธอเดินไปโดยไม่ปริปากบ่น เธอเองก็เห็นว่าเขาเป็นสาเหตุให้เธอต้องเจ็บตัว ให้เดินอุ้มเธอแบบนี้นะดีแล้ว จึงได้เปลี่ยนจากเสียงห้ามเป็นเร่งให้เขาเดินเร็วๆ แทน

“เร็วสิคุณ พ่อฉันคงเป็นห่วงแย่”

“ผมเดินอุ้มคนทั้งคนนะคุณ ทะเลทรายด้วย คุณลองมาเดินดูเองมั่งไหมละ” เขาเสียงขุ่น เมื่อครู่ยังออกปากห้ามปรามเขาแท้ๆ ทีตอนนี้กลับมาเร่งเร้า

“ไม่ลง คุณสมควรถูกลงโทษแบบนี้แล้ว”

“ลงโทษ? เรื่องที่ผมจูบคุณนะเหรอ เป็นจูบแรกของคุณสินะ” เขาย้อนถามยิ้มๆ สีหน้าเป็นต่อ ทำเอาสไบนางหน้ายุ่ง เรื่องอะไรจะให้เขาย่ามใจว่าได้จูบแรกจากเธอไป

“ใครบอกคุณ สมัยที่ฉันอยู่อังกฤษ ฉันไปเดตกับคนนั้นคนนี้ มันก็ต้องมีบ้าง ถึงไม่มากจนเกินงาม แต่ก๊อไม่ใช่จูบแรก”

คำพูดประโยคนี้ของเธอทำให้วงแขนแข็งแรงรัดแน่นขึ้น แล้วบอกเสียงดุ “อย่าเที่ยวพูดว่าตัวเองเฟริ๊ตกับผู้ชายอื่นต่อหน้าว่าที่สามีของคุณลัยลา”

เขาบอกทำให้เธอนึกได้ ว่าตอนนี้เธออยู่ในฐานะของลัยลา มูฮัมเหม็ด อาลี เธอไม่ควรพูดหรือทำอะไรให้คู่แฝดของเธอเสียหาย พร้อมกันนั้นก็พยายามสั่งร่างกายของตัวเองให้เลิกตื่นเต้นระคนวาบหวามยามเมื่อกล้ามเนื้อล่ำสันของเขาเสียดสีเรือนร่างของเธอเสียที

บ้าจริง! เธอเล่นละคร ถ่ายแบบที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ชายมาตั้งเท่าไร ไม่เคยเลยที่จะรู้สึกแบบนี้

“ผู้ชายเมืองนี้ เขาไม่อยากได้ผู้หญิงที่ทำตัวร่านสวาทหรอกนะ” เขาต่อให้ด้วยประโยคเจ็บแสบทำให้คนตัวเล็กกว่าตาวาวโรจน์

“มันจะมากไปแล้วนะคะ แล้วทีพวกคุณเห็นผู้หญิงเป็นของเล่น ผ่านผู้หญิงมาเป็นร้อย กับผู้หญิง แค่ได้ยินว่าเคยจูบกับคนอื่นก็ทนไม่ไหวหรือ” เธอดิ้นขลุกขลักจนเขาต้องปล่อย คราวนี้ด้วยความโกรธจึงกัดฟันเดินเขยกไปเอง เพราะมองเห็นรถเขาอยู่ไม่ไกลนัก รถยนต์อีกคันจอดอยู่ด้านหลัง เป็นคนของบ้านเธอ แต่เพราะเกรงใจชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถอีกคันจึงไม่กล้าออกไปตาม

“คุณหนู” ฮาน่าตกใจเมื่อเห็นท่าเดินของผู้เป็นนาย

“เหยียบหินนิดหน่อย ทำไมไม่ตามไป” สไบนางเสียงห้วน ถ้าพวกนี้ขับรถตามไปทัน เธอคงไม่ถูกเขารังแก ตักตวงจูบแรกไปอย่างนี้

“เอ่อเราตามไม่ทันจริงๆ ค่ะคุณหนู คุณราจี๊ฟขับรถเร็วเหลือเกิน” ฮาน่าร้อนใจ เกรงจะถูกตำหนิ โดยเฉพาะหากนายใหญ่ของบ้านรู้เข้า

สไบนางหน้ายุ่ง มองค้อนไปยังคนที่ยืนหน้าเฉยอยู่บนรถของเขา แล้วออกคำสั่งให้สาวใช้อีกคนขึ้นนั่งรถกับเขาแทน ส่วนเธอเปิดประตูไปนั่งตอนหลังของรถที่บ้าน สาวใช้ที่ถูกสั่งให้ไปนั่งกับราจี๊ฟ หน้าซีด ก้าวขาไม่ออก จนราจี๊ฟต้องบอกให้ขึ้นมาเอง

“คุณหนูโกรธคุณราจี๊ฟหรือคะ” ฮาน่าเอ่ยถามเมื่ออยู่บนรถด้วยกัน รถของชายหนุ่มมุ่งหน้าไปก่อนแล้ว สไบนางยังคงหน้าบึ้งตึง

“ไม่ได้โกรธแต่เกลียด”

นั่นเป็นคำตอบของเธอ ยังผลให้ฮาน่าไม่กล้าซักต่อว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่สังเกตเห็นก็คือ ดวงตาของนายสาวแดงก่ำเหมือนคนร้องไห้ ข้อนี้ทำให้เธอร้อนๆ หนาวๆ หากนายใหญ่รู้ว่าเธอไม่ได้ตามติดคุณหนูไป อาจจะลงโทษเธออย่างหนัก เพียงแค่คิดเธอก็แทบร้องไห้

สไบนางเห็นใบหน้าซีดราวกระดาษเก่าๆ ของฮาน่า จึงเอื้อมมือมาบีบ แล้วปลอบใจแทน “ฉันไม่ได้เป็นอะไรฮาน่า เราแค่ทะเลาะกันนิดหน่อยเท่านั้น”

“คุณหนู ฉันขอโทษที่ไม่ได้ตามคุณหนูไป ทั้งที่เห็นว่ารถของคุณราจี๊ฟจอดอยู่”

“ไม่เป็นไรนี่จ๊ะ ก็แค่ออกไปเดินเล่นชมพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะ ฉันไม่บอกท่านพ่อหรอก” เธอบอกขึ้น ทำให้ฮาน่าน้ำตารื้นแล้วรวบมือเธอมาแนบแก้ม

“ต่อไป ฉันจะไม่ทิ้งคุณหนูอีก”

“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกจ้ะฮาน่า” หญิงสาวมองฮาน่าอย่างเอ็นดู แต่อยากจะบอกต่อเหลือเกินว่า ผู้ชายคนนั้นตั้งใจขับรถเร็วเพื่อให้คนของเธอตามไม่ทันต่างหาก คอยดูนะ สักวันเธอจะเอาคืนเขาให้สาสม ผู้ชายคนนี้กำลังเห็นเธอเป็นของเล่น

หึคิดว่าตัวเองหล่อเหลา แล้วผู้หญิงทั้งโลกจะสนรึไง เธอนี่แหละจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เขาคิดผิดมาตลอด เธอจะทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจให้จงได้

สไบนางหมายมาดในใจ อยากจะรู้นักถ้าถูกตอกกลับจนหน้าหงายจะเป็นอย่างไร เธอเห็นคนสนิทของเขา คนที่ชื่อยูซุป ท่าทางเขาสุภาพเรียบร้อย แล้วเขาจะได้เห็นว่าในสายตาของเธอยูซุปดีกว่าเขาเป็นร้อยเท่า

 

แม้จะยุ่งอยู่กับงาน และมีของเล่นชิ้นใหม่อย่างว่าที่เจ้าสาวของเขา หากราจี๊ฟก็ยังคงนึกถึงแม่สาวไทยจอมหยิ่งอย่างสไบนาง คราวนี้เขาลองเสนอเงินให้มากถึงสามสิบล้านบาทเป็นการลองใจ หากแล้วก็ต้องหน้าหงายเมื่อถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไยอยู่เช่นเดิม

แต่เพราะมีลัยลาให้ต้องไขว่คว้า ทำให้ความกระตือรือร้นที่เขามีต่อสไบนางลดน้อยลงไปมากทีเดียว ตอนนี้มีเพียงแค่การอยากเอาชนะเท่านั้น ถึงได้กล้าเสนอเงินให้เธอมากถึงขนาดนั้น และเขาไม่คิดว่าหล่อนจะกล้าปฏิเสธ รอให้เขาหมดสนุกกับแม่ลัยลาก่อนเถอะ เราได้เจอกันแน่

“คุณราจี๊ฟจะให้ผมเสนอเงินไปใหม่ไหมครับ” ยูซุปเอ่ยถาม ภาวนาให้เจ้านายหนุ่มไม่บ้าจี้ตามสไบนาง ไม่แน่ดาราสาวคนนั้นอาจจะอยากอัพค่าตัวให้ตัวเองดูมีค่าขึ้น เพราะดูผู้จัดการส่วนตัวของหล่อน จะเป็นประเภทหิวเงินอยู่ไม่น้อยเลย

“ไม่ต้อง เอาไว้ฉันเสร็จธุระยุ่งๆ จะหาโอกาสไปพบหล่อนเอง วันนี้มีงานด่วนอะไรบ้าง เอามาเถอะ ฉันจะรีบจัดการสะสาง” ราจี๊ฟเรียกหางานทำให้ยูซุปผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ราจี๊ฟให้ความสนใจกับงานดังเดิม เขารีบออกไปนอกห้องทำงาน แล้วกลับเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ

ชายหนุ่มคร่ำเคร่งอยู่กับงานตรงหน้า เป็นโชคดีของบริษัทใหม่ของเขาที่ร่วมหุ้นกับฮะซัน ที่พบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่ ซึ่งหากมีปริมาณมากพอ ผลกำไลจะมีมากมายมหาศาลทีเดียว    

ราจี๊ฟ เบน บินฮาซิม ใช้เวลาในการเคลียร์เอกสารตรงหน้าอยู่ราวๆ หนึ่งชั่วโมง เรียกลูกน้องออกมาสั่งการให้ควบคุมวิศวกรขุดเจาะ เสร็จแล้วจึงมองนาฬิกาข้อมือ รอยยิ้มหมายมาดปรากฏขึ้น เย็นนี้เขาควรจะแวะไปกินอาหารที่บ้านว่าที่ภรรยาเสียหน่อย

“บอกท่านแม่ด้วย วันนี้ฉันจะไปบ้านท่านลุงอุลมาน” เขาบอกแล้วเดินตัวปลิวออกไป ยูซุปมองตามหลังไปยิ้มๆ ดูเจ้านายของเขาทำตัวเหมือนเป็นเด็กหนุ่มที่หัดเกี้ยวสาวใหม่ๆ

 

ราจี๊ฟมาถึงบ้านของอุลมานในเวลาไม่นานนัก ขณะนั้นอุลมานพึ่งกลับจากทำงานพอดี เขาทักทายว่าที่ลูกเขยอย่างอารมณ์ดีแล้วชวนให้กินอาหารเย็นด้วยกัน หากชายหนุ่มกลับขออนุญาตพาลัยลาออกไปตลาดเกซาห์ อันเป็นตลาดที่เหล่าผู้ดีของเมืองนี้นิยมไป

ชายสูงวันลูบหนวดเคราด้วยสีหน้าครุ่นคิด ถึงอย่างไรลัยลาก็เป็นผู้หญิง การให้ออกไปกับบุรุษหนุ่มในยามค่ำคืนต่อกันเป็นครั้งที่สองเห็นทีจะไม่งามนัก คืนนั้นที่เขาให้ไปด้วยกัน ราจี๊ฟก็พาลัยลามาส่งผิดเวลา แถมลูกสาวเขายังได้รับบาดเจ็บ

“ผมรับรองครับว่าคราวนี้จะส่งลัยลาไม่ให้ผิดเวลา และให้ฮาน่าเดินขั้นกลาง”

“เอาเถอะ เดี๋ยวจะให้คนไปตามลัยลามาให้ อย่าให้เดินมากนัก เท้ายังไม่หายดี” อุลมานอนุญาต ช่วงนี้เพราะยุ่งกับงานจึงไม่มีเวลาพบปะพูดคุยกับลัยลา บางทีลูกสาวเขาอาจจะเหงากระมัง รามิลยาเองก็เลี้ยงดูลัยลาตามหน้าที่ คงให้ความรักได้ไม่เต็มร้อย

หากลัยลาได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ อย่างราจี๊ฟ เขาก็เบาใจ แต่ก็ไม่อยากบังคับใจ เขาอยากให้ลัยลาสนิทสนมจนเกิดความรักกับราจี๊ฟก่อนแต่งงาน

ไม่นานร่างบางของเธอก็ปรากฏตัวขึ้น เธอมาที่ตึกใหญ่ไม่ใช่เพราะเขา หากเพราะหาโอกาสพบอุลมานได้ยากเต็มที

เธออยากพูดคุยกับอุลมาน อยากลองเอ่ยถึงแม่เครือวัลย์ขึ้นมาบ้าง ดูซิว่าอุลมานจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เมื่อมาถึงเธอจึงเดินผ่านหน้าเขาไปแล้วทรุดตัวลงใช้ปลายมือแตะฝ่าเท้าของอุลมานแล้ววางทาบมาบนศีรษะของตัวเอง

“ขอสวัสดิสุขจงประสบแก่ลูก ไม่ได้พูดคุยกันมาหลายวันแล้ว เหงาไหมลูก” อุลมานลูบศีรษะของลูกสาวอย่างอ่อนโยน เห็นไม่บ่อยนักหรอกที่ผู้ชายเมืองนี้จะปฏิบัติต่อลูกสาวด้วยความอ่อนโยนอย่างนี้ และมีไม่มากที่บ้านไหนจะส่งลูกสาวไปเรียนไกลถึงประเทศอังกฤษ ทั้งที่เขารู้มาว่าอุลมานเป็นคนเคร่งครัดเรื่องประเพณีวัฒนธรรมแบบเก่า แต่กลับผ่อนปรนให้กับลูกสาวขนาดนี้

เขารักลูกสาวคนนี้มากจริงๆ


“ลูกอยากคุยกับท่านพ่อให้หายคิดถึง วันนี้ลูกอยากช่วยท่านพ่อทำงาน” เธอบอกขึ้น ส่งผลให้คิ้วหนาของอุลมานเลิกขึ้นสูง ปกติแล้วลัยลาไม่เคยกล้าพูดกับเขาแบบนี้ เพราะการถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นผู้ฟัง โดยเฉพาะบิดาและพี่ชายทำให้ลัยลาสงบปากสงบคำ สมองคิดแต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นต่อหน้าพ่อ

“งานเป็นของผู้ชาย ลูกไม่รู้เรื่องหรอกลัยลา” อุลมานหัวเราะขึ้นอย่างขบขัน เขาเองยังเห็นว่างานพวกนี้ผู้หญิงไม่มีวันจะเข้าใจ ถึงเขาจะส่งลัยลาไปเรียนไกลถึงประเทศอังกฤษทว่าก็เป็นวิชาการเรือน

“ถึงลูกไม่รู้เรื่อง แต่ลูกก็นั่งคุยเป็นเพื่อนท่านพ่อได้ ปรนนิบัติท่านพ่อยามหิว หรือยามเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าได้ มาดูกันหน่อยสิคะ ว่าฝีมือการนวดของลูกสู้ผู้หญิงคนอื่นได้ไหม” หญิงสาวบอกยิ้มๆ ทำให้คนเป็นพ่อหัวเราะลั่น นานแล้วที่ลัยลาไม่ได้ออดอ้อนเขาเป็นเด็กๆ แบบนี้ นับตั้งแต่เริ่มคลุมหน้า

“พ่อรู้สึกเหมือนวันนี้ได้ลูกสาวเพิ่มมาอีกคน” อุลมานบอกขึ้น หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ นวดเบาๆ ไปบนต้นคอของอุลมานอย่างเอาใจ

 ราจี๊ฟเผลออมยิ้มไปกับภาพที่เห็น

“แล้วถ้าพ่อมีลูกสาวเพิ่มขึ้นอีกคนจริงๆ ละคะ พ่อจะดีใจไหม” สไบนางกระซิบถาม แต่ผู้เป็นพ่อกลับส่ายหน้าแล้วเห็นเป็นเรื่องขบขัน

“พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้จริงลูกคนนี้ เอาล่ะ ขอบใจมากที่คิดจะอยู่เป็นเพื่อนพ่อ แต่อย่าเลย วันนี้ไม่เห็นหรือว่าราจี๊ฟนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย เขามารับลูกไปกีซาห์"

“ลูกไม่อยากไปค่ะ เมื่อวานลูกพึ่งไปมา ยังไม่มีอะไรอยากได้” เธอปฏิเสธโดยไม่มองหน้าเขา เธอไม่อยากมองให้นึกถึงภาพเหตุการณ์นั้นขึ้นมาอีก

“แต่แม่ผมอยากได้ผ้าสวยๆ สักชิ้นท่านกำชับมาว่าอยากให้ลัยลาเป็นคนเลือกให้” ชายหนุ่มกล่าวอ้างโดยที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลยสักนิด สไบนางเตรียมปฏิเสธทว่าอุลมานโบกมือห้าม

“ไปเถอะ ไปเปิดหูเปิดตา อีกอย่างคุณนูรีนเขาก็ต้องการได้ผ้าแพรพรรณ ราจี๊ฟเป็นผู้ชายจะไปเลือกถูกใจได้อย่างไร” อุลมานตัดสินใจให้

 หญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองอย่างขัดใจ แต่ไม่กล้าปฏิเสธ เพราะเป็นคำสั่งของอุลมาน แต่ยิ่งเห็นสายตาแสดงให้เห็นถึงความขบขันของราจี๊ฟ เธอยิ่งอยากข่วนใบหน้าหล่อเหลานั้นให้เป็นรอย จะได้ไม่เอาหน้าหล่อๆ ไปล่อลวงผู้หญิงที่ไหนอีก

“เชิญครับคุณลัยลา” เขาค้อมศีรษะลงต่ำให้เหมือนสุภาพบุรษอังกฤษ หาหญิงสาวเชิดหน้าขึ้นสูงแล้วเดินผ่านหน้าเขาไปโดยไม่ตอบโต้ แต่ราจี๊ฟไม่คิดจะถือสา แต่รีบตามหลังเธอไปทันที อุลมานมองตามยิ้มๆ เอื้อเอ็นดูว่าที่สามีภรรยาคู่ใหม่ขึ้นมาทันที

 

การไปครั้งนี้เขาเป็นคนขับรถ มีเธอกับฮาน่าขึ้นรถอยู่เบาะหลัง เธอกล่าวอ้างกับเขาว่าพึ่งมาเมื่อวาน แต่แท้จริงเธอยังไม่เคยย่างเหยียบมาที่นี่ เพราะมัวแต่แอบซักถามคนเฒ่าคนแก่เกี่ยวกับลูกสาวอีกคนของอุลมาน หรือผู้หญิงไทยที่ชื่อเครือวัลย์ แต่ไม่มีใครรู้เรื่องเลยสักคน

เธอเดินซื้อของพร้อมกับฮาน่า มีราจี๊ฟเดินตามหลัง เธอจึงให้เขาเป็นทั้งสารถีและคนถือของ แม้ว่าฮาน่าจะอาสาถือให้เองก็ตาม หญิงสาวเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ช่วยฮาน่าต่อรองราคาอย่างสนุกสนาน เลือกเสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดีให้กับนูรีน และรามิลยาคนละผืน

กลิ่นอาหารพื้นเมืองหมักเครื่องเทศลอยกรุ่นเข้าจมูก เรียกน้ำย่อยของเธอให้หลั่งออกมามากขึ้น ราจี๊ฟเห็นเธอหยุดมองอยู่นานจึงถามขึ้น

“แวะกินอะไรหน่อยไหม”

สไบนางเกือบจะตอบตกลง แต่เพราะไม่อยากให้ราจี๊ฟเห็นใบหน้าของเธอจึงปฏิเสธไป เขาเป็นของลัยลา คู่แฝดของเธอต่างหากที่ต้องเป็นคนตัดสินว่าจะให้เขาได้เห็นใบหน้าเมื่อไร อาจจะเป็นคืนแรกของการแต่งงานกระมัง

เพียงแค่คิดทำไมหัวใจเกิดอาการร้อนรุ่มแปลกๆ

“ไม่ค่ะ ฉันไม่หิว” หญิงสาวปฏิเสธ ทั้งที่หิวจนแสบไส้ ทุกวันเธอจะใช้อินเทอร์เนตติดต่อกับลัยลา แต่เพราะมัวแต่ถามไถ่ในเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างพยายามสืบหา เธอจึงลืมเล่าเรื่องราจี๊ฟให้ลัยลาฟัง

สไบนางมองหาฮาน่า ที่เดินตามกันมาอยู่ดีๆ ก็หายตัวไป หันมามองคนเจ้าเล่ห์อย่างราจี๊ฟ ก็เห็นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่เช่นเดิม

“ฮาน่าละคะ”

“แวะซื้อยาไปฝากคนที่บ้าน มานี่เถอะ จะให้ดูอะไร” เขาไม่รอให้เธอปฏิเสธก็ลากตัวเธอออกมาหัวมุมถนน คนอื่นๆ อยู่ข้างในกันหมด ด้านนอกจึงมีเขากับเธออยู่กันแค่สองคน หญิงสาวกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างตกใจ มีแสงไฟแค่พอสลัวๆ เท่านั้น

“คุณ”

สไบนางมองหน้าเขาอย่างหวาดระแวง ถอยไปด้านหลังจนแผ่นหลังปะทะเข้ากับผนัง ราจี๊ฟสาวเท้าเข้าหา มือยันกับผนังตึกทำให้เธอตกอยู่ในวงแขนเขาอย่างไม่ตั้งใจ พร้อมกันนั้นน้ำลายเหนียวๆ ก็ถูกกลืนลงคอ

“กลัวผมหรือ”

“ใครกลัวกัน” หญิงสาวเชิดหน้า แม้จะกลัวจนตัวสั่น แต่เรื่องอะไรจะบอกให้เขารู้ ให้เขาได้ใจหาโอกาสกลั่นแกล้งเธออยู่เรื่อยๆ

“ไม่กลัว แล้วทำไมต้องตัวสั่น”

“ฉันหนาว” เธอเอ่ยแก้ตัว วงแขนแข็งแกร่งจึงรัดแน่นขึ้นอีก

“อย่างนั้นผมจะกอดคุณให้หายหนาว” เขาก้มหน้าลงมากระซิบ ทำให้ใบหน้างามร้อนผ่าวแม้ว่าจะคลุมด้วยผ้าคลุมหน้าก็ตาม

“คุณไม่มีสิทธิรังแกฉันตามใจชอบนะคะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของคุณ” เธอตวาด มือเรียวยันแผ่นอกหนาให้ออกห่าง แต่ไม่ต่างจากผลักหินขนาดหลายตัน เพราะมันไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไม่รู้หรือว่าเรากำลังจะหมั้นหมายกัน”

“ฉันไม่รู้ แล้วก็ไม่มีวันจะรู้ด้วย ฉันจะไม่แต่งงานกับใครที่ฉันไม่ได้รัก คุณไม่เห็นหรือว่าพ่อรักฉันมาก ท่านไม่มีวันบังคับใจฉันหรอก” เธอบอกขึ้น เมื่อครู่เขาคงได้เห็นแล้ว ว่าอุลมานรักลูกสาวอย่างลัยลามากแค่ไหน หากยืนยันไม่ยินยอมเสียอย่าง ท่านคงไม่บังคับ

เธอเองหวังว่าลัยลาตัวจริง จะไม่หลงคารมผู้ชายคนนี้

“ถ้าคุณไม่แต่งงานกับผม แล้วจะหาผู้ชายที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างผมได้ที่ไหนอีก” เขาย้อนถาม หญิงสาวทำเสียงในลำคอ

“คุณไม่มีคุณสมบัติไหนที่ฉันสนใจ”

“ผมทั้งหลอ ทั้งรวย โสด ไม่มีนางในฮาเร็มหรือนังเล็กๆ เอาไว้รอท่าคุณ เท่านี้ยังไม่พอหรือ คุณลองบอกมาซิ ว่าใครที่ดีกว่าผม” เขาย้อนถาม

 สไบนางจับจ้องดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขา มันมีประกายแวววาวน่าหลงใหลอยู่ตรงนั้นจนเธอต้องเบือนหน้าหนีขณะสมองคิดประโยคเผ็ดร้อนโต้ตอบ

“มีสิ ถ้าฉันจะเลือกแต่งงานกับคุณ ฉันเลือกยูซุปดีกว่า”

“ยูซุป!” คนถามแทบสำลักน้ำลายตัวเอง ไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินได้ฟังเรื่องน่าขำอย่างนี้ เลขาของเขานะหรือดีกว่าเขา

“ใช่ เขาเป็นคนดี ฉันดูออก ถึงเขาจะไม่รวยเหมือนคุณ หล่อน้อยกว่าคุณ แต่เขาก็เป็นสุภาพบุรุษ” สไบนางเห็นร่องรอยความขึ้งโกรธในแววตานั้นก็ยิ่งยั่ว

“คุณเอาอะไรมาวัด”

“ฉันไปบ้านคุณวันแรก ฮาน่าหกล้ม เขารีบไปหายามาให้ วันที่คุณมาบ้านฉัน ฉันเห็นเขาช่วยยายแก่คนหนึ่งถือของหนักๆ เข้าไปเก็บในครัว ถ้าเป็นคุณ จะทำไม” สไบนางย้อนถามยียวน อาศัยจังหวะที่เขาเผลอกระทุ้งหัวเข่าไประหว่างเป้าพอดี จนคนตัวสูงแทบทรุด แต่ยังไม่ทันลงโทษให้สาสมอย่างที่ใจคิด ร่างบางก็ผลุบหายไปท่ามกลางแสงไฟสลัว ทำให้เขาคำรามตามหลัง

“ลัยลาฝากไว้ก่อนเถอะ”

สไบนางอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้เมื่อนึกถึงใบหน้าแหยเกของราจี๊ฟ

สมน้ำหน้านัก คิดว่าผู้หญิงจะต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายตลอดเวลารึไง

“คุณหนู หัวเราะอะไรหรือคะ” ฮาน่าที่มัวแต่เลือกซื้อยาไปฝากคนที่บ้าน เมื่อกลับออกมาเห็นนายสาวยังยืนดูผ้าแพรพรรณอยู่ที่เดิมก็โล่งใจ

“เปล่า ผ้าพวกนี้สวยดีฉันก็เลยหัวเราะ” เธอยักไหล่ ปรายตามองใบหน้าบูดบึ้งของราจี๊ฟที่เดินทำหน้าบอกบุญไม่รับเข้ามาแล้วยิ่งหัวเราะดังขึ้น ฮาน่าจึงเอื้อมหน้ามากระซิบ

“คุณหนู คุณราจี๊ฟเข้ามาแล้ว อย่าหัวเราะเสียงดังอย่างนั้นสิคะ”

“ทำไมล่ะ ผู้หญิงหัวเราะไม่ได้รึไง” เธอย้อนถาม หยุดหัวเราะ แต่ราจี๊ฟก็รู้ว่าเธอกำลังกลั้นยิ้มเอาไว้ เกิดมาเขายังไม่เคยเจอผู้หญิงที่ไหนร้ายกาจอย่างนี้มาก่อน

หึ่มเธอรู้จักเขาน้อยไป เดี๋ยวเขาจะทำให้เธอสำนึกเองว่า ผู้ชายอย่างราจี๊ฟ เบน บินฮาซิม ไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยง่ายๆ

 แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!

“ฮาน่า ซื้อยามาเผื่อคุณราจี๊ฟด้วยรึเปล่า” หญิงสาวแสร้งถาม แต่ฮาน่าผู้ไม่รู้ความนัยของคนทั้งสองทำหน้าเลิกลัก

“ยะ..ยาอะไรหรือคะ หรือว่าท่านฝากซื้อ ฉันไม่ได้ยินเลย” ฮาน่าตกอกตกใจยกใหญ่ สไบนางจึงแกล้งตีหน้าดุแล้วต่อว่า

“ก็ยาแก้ปวดนะสิ ไม่รู้หรือว่าคุณราจี๊ฟเขาปวด….” หญิงสาวหยุดเพื่อให้เขาคิดเอง แม้ไม่พูดแต่ดวงตาคู่หวานพราวระยับ

“ตายจริง เดี๋ยวฉันรีบออกไปซื้อให้ค่ะ” ฮาน่ารีบลนลานออกไป สไบนางเรียกไว้แต่ฝ่ายนั้นก็หายไปแล้ว คราวนี้จึงเผลือเขาเผชิญหน้ากับเธอแค่สองคน ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็เลือกซื้อของไม่มีใครสนใจใคร

“แสบมากนะลัยลา” เขาขยับเข้ามาใกล้ แต่หญิงสาวยกมือห้ามในท่าปรางห้ามญาติ

“ชายหญิง เข้าใกล้กันนักไม่ดีนะคะ”

“ถ้าต่อหน้าคนอื่นมันไม่ดี งั้นมาทำลับหลังคนอื่นดีกว่าจะได้ไม่มีใครรู้” เขาแสยะยิ้มร้าย ไม่ทันที่เธอจะทันได้ทักท้วงก็ถูกมือหนาหิ้วปีกกึ่งบังคับพาตัวมายังร้านขายของร้านหนึ่ง แต่ปิดไฟมืดสนิท เพราะเจ้าของร้านไม่มาขายของ ตาเขาช่างไวจนสังเกตเห็น

ร่างหนาย่างสามขุมเข้าหา สไบนางกวาดสายตาเพื่อจะมองหาให้ใครซักคนช่วย เมื่อเห็นฮาน่าเดินออกมาจากร้านขายยา จึงขยับปากจะเรียก แต่จังหวะที่อ้าปาก เขาก็เลิกชายผาคลุมหน้าขึ้น แล้วฉกริมฝีปากหยักได้รูปทาบทับลงมาปิดสนิท กลีบปากนุ่มจึงถูกบดขยี้อย่างรุนแรง แล้วใช้ฟันกระทบไปบนริมฝีปากล่างของเธอแรงๆ เป็นการลงโทษ

ใบหน้างามสะบัดไปมา เสียงพูดไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้ แต่ดวงตาวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ เพราะเธอเจ็บจนน้ำตาเล็ด พร้อมกันนั้นร่างหนาก็กดแผ่นหลังเธอให้แนบไปกับผนังตึก แต่ปากยังไม่ยอมเคลื่อนหนีห่างไปไหน แม้ว่าเธอจะสะบัดหลบหลีกไปมาก็ตาม

มือหนาวางทาบบนหน้าอกนุ่ม บีบหนักๆ เป็นการลงโทษ ทำให้คนถูกกระทำตาโต หวีดร้องในลำคอ แต่ยิ่งดิ้นยิ่งทำให้คนตัวโตเกิดความรู้สึกวาบหวามจากแรงเสียดสี มือจึงแหวกผ่านสาบกระดุม ปลดมันออกหลายเม็ดแล้วซอกซอนมือซุกซนเข้าหา จุดมุ่งหมายคือเนินเนื้อนุ่มที่มีเสื้อตัวยาวรุ่มร่ามปิดบังอย่างน่าเสียดาย

หัวใจของเขาเปรมปรีย์ เมื่อมือสัมผัสได้ขอบบราเซียร์แบบลูกไม้ของเธอ ภายในนั้นมีเม็ดทับทิมคู่ ที่ตื่นตัวแข็งขืนยามเมื่อมือเขาบีบเคล้น ทรวงอกสล้างกระเพื่อมไหวตามแรงสั่นสะท้านของร่างกาย ชายหนุ่มเคลื่อนริมฝีปากออกเพื่อหันมาให้ความสนใจกับซอกคอสีน้ำผึ้ง ขบเม้มเป็นการลงโทษ แต่ระวังไม่ให้มีรอยช้ำ เพราะไม่อย่างนั้น เขาคงต้องกินกระสุนปืนของพ่อเธอ

“อย่า!

 เธอร้องห้ามเมื่อริมฝีปากร้อนๆ ลากวนไปมาอยู่บนซอกคอ แต่มือที่วางไว้ข้างตัวกลับเผลอยกขึ้นมากดศีรษะของเขาให้ทาบลงไปอีก

 ไม่เข้าใจเลยว่าว่าสมองกับร่างกายทำไมถึงทำงานสวนทางกัน แต่มือของเขากลับทำงานกันอย่างสอดประสานกับริมฝีปาก เพราะมันช่วยกันทรมานร่างกายของเธอให้เกิดความร้อนฉ่าจนยากจะควบคุมได้ อุณหภูมิตอนนี้จากหนาวเป็นร้อน จากร้อนเป็นหนาวสลับไปมาอย่างน่าใจหาย

มือและนิ้วของราจี๊ฟค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเธอออกอย่างใจเย็น อ้อยอิ่ง ทำให้คนใต้ร่างแทบขาดใจ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิต ใจหนึ่งอย่างใช้ปากที่ยังว่างกรีดร้องขอความช่วยเหลือ แต่อีกใจกลับทัดทานเอาไว้ คล้ายจะโหยหาสัมผัสน่าละอายนี้

ริมฝีปากร้อนชื้นลากไล้ไปมาบนลำคอแล้วเคลื่อนต่ำลงหาทรวงอกอวบที่ปรากฏแก่สายตา แม้จะมีบราเซียร์ลูกไม้กางกั้น แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนช่ำชองอย่างเขา น่าแปลกอยู่มากเหมือนกัน เขาเองเคยผ่านผู้หญิงมามาก เซ็กซี่เย้ายวนระดับดาราฮอลลีวูดก็เคยลิ้มลองมาแล้วหลายคน แต่ไม่มีใครสักคนที่เหมือนกับว่าที่ภรรยาของเขาคนนี้ เธอเร่งเร้าให้เขาหยุดตัวเองไม่ได้

การกระทำของเขาไม่ต่างจากผู้ชายที่ใช้กำลังขืนใจตักตวงเอาจากผู้หญิง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำ และไม่คิดจะทำมาก่อน แต่กับเธอ มันมีทั้งการอยากเอาชนะ และเป็นความต้องการของเขาเอง ร่างที่บิดส่ายไปมาใต้ร่างทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้

ลิ้นร้อนตวัดโอบเม็ดทับทิมเข้ามาครอบครอง พลอยทำให้สไบนางตัวเกร็ง ความรู้สึกเสียวซ่านแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ รู้สึกราวมีหนอนนับพันตัวไต่ไปทั่วร่างขึ้นมาจนถึงโพรงปากหวาน

“คุณหวานเหลือเกินลัยลา” เสียงเรียกชื่อของคู่แฝดเรียกสติของสไบนางให้กลับคืน ลมหายใจหอบถี่ด้วยความใจหาย เธอจึงตัดสินใจรวบรวมพละกำลังที่ถูกเขาดูดกลืนมันไปจนเกือบหมดขึ้นมาผลักร่างหนาให้ออกห่างจนเขาเซไปหลายก้าว

“คุณมันบ้า” เธอบริภาษแล้วติดกระดุมมือเป็นระวิง ผ้าคลุมหน้าเลิกขึ้นจนเห็นเสี้ยวหน้าด้านหนึ่ง เธอจึงรีบดึงมาปิดไว้ แต่คิ้วหนาขมวดอย่างฉงน

เขาเคยเห็นใบหน้านี้ที่ไหน?

“นี่เป็นลงโทษที่เธอบังอาจทำร้ายร่างกายว่าที่สามีลัยลา” เขาบอกขึ้นเสียงเข้ม อารมณ์รัญจวนเมื่อครู่ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองกำลังตรงเข้าเล่นงานเขา

โอนี่เขากำลังทรมานหล่อน ลงโทษหล่อน หรือเป็นตัวเขาเองกันแน่ ที่ติดในบ่วงเสน่ห์ของหล่อนเข้า ตัวและหัวใจมันถึงได้ร้อนรุ่มไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างนี้

“ฉันเกลียดคุณ” เธอตอบโต้ เขาสะอึกไปเล็กน้อย รู้สึกชาไปจนสุดขั้วหัวใจ

“ผมก็ไม่ได้นึกรักคุณนักหรอก” เขาบอกเสร็จก็เดินออกไปเลย ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง หัวใจมีบางช่วงที่เกิดอาการเจ็บแปลบปลาบแทรกเข้ามา ส่วนสไบนางนั้นปล่อยหยาดน้ำตาให้ไหลรินออกมาชั่วครู่ หากแล้วก็ยกมือขึ้นเช็ดมันลวกๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วจึงเดินตามเขาออกไป

 

21 ความคิดเห็น