จุมพิตในเพลิงทราย

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 เม.ย. 56

สไบนางกับลัยลา ใช้เวลาในการเรียนรู้เรื่องภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละคนไม่นานนัก และพร้อมที่สไบนางจะเดินทางไปประเทศอาไบย่า เพื่อสับเปลี่ยนตัวกับลัยลา ผู้ที่เธอสงสัยว่าคงเป็นฝาแฝด พ่อแม่เดียวกัน และต้องร่วมกันค้นหาคำตอบครั้งนี้ด้วยกัน

บางทีการที่เดินทางไปอาไบย่า อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อาจจะสืบหาเรื่องราวได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับลัยลา บางทีหากแม่เห็นเธอเข้า อาจจะอาการดีขึ้นมาก็ได้

เธอเองก็ได้แต่คาดเดาว่าวิธีนี้จะได้ผล และหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น

หญิงสาวจัดข้าวของเครื่องใช้ลงในกระเป๋า อดใจหายขึ้นมาไม่ไดที่ต้องจากบ้านหลังนี้ไป แม้จะระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม แต่สำหรับคนที่นี่คงไม่ได้รู้สึก เพราะจะมีลัยลาเข้ามาแทนที่ ตอนนี้เธองดรับงานทุกอย่าง โดยอ้างว่าอยากไปเที่ยวพักผ่อนสักพัก

“ยังไม่เสร็จหรือลูก” เสียงยายประนอมดังขึ้น หญิงสาววางมือจากากรจัดข้าวของแล้วหันมาส่งยิ้มให้ ก่อนเดินไปจูงมือผู้เป็นยายให้มานั่งด้วยกันก่อนวางศีรษะลงกับตักของท่าน

“คืนนี้ขอหวานนอนกับยายนะคะ พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางแล้ว หวานคงคิดถึงยายแย่”

“ดูพูดเข้า ทำอย่างกับจะไปไกล ก็แค่ไปเที่ยวไม่กี่วันไม่ใช่เหรอ ดีแล้วล่ะ หาเวลาไปเที่ยวซะมั่ง ไม่งั้นก็เอาแต่ทำงานงกๆ” ยายประนอมเห็นด้วยที่หลานสาวจะออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้าง อย่างน้อยก็ดีกว่าจับเจ่าอยู่กับบ้านไม่ได้ไปไหน หรือไม่ก็ทำงานไม่ได้หลับได้นอน

“อย่างนั้นก็เถอะ หวานก็คิดถึงยายมากอยู่ดี”

“ฮื้อ ปากหวานเชียวนะ อย่างนั้นก็ซื้อของมาฝากยายเยอะๆ ก็แล้วกัน”

“ยายอยากได้อะไรละคะ เอาอินทผลัมสักลังใหญ่ๆ หรือจะเอาทรายสักสองสามขวด แต่ถ้าจะเอาอูฐสักตัวละก็ เห็นจะไม่ไหวนะ” หญิงสาวหยอกเย้าทำให้ผู้เป็นยายมองค้อน

“จะเอามาทำไมยะ ทราย มีออกเต็มบ้านเต็มเมือง เอาไอ้นั่นดีกว่า ไอ้ผลัมๆ นะ เห็นเขาว่ากันว่ามันอร่อยลิ้นเชียว”

“เค้าไหนละยาย”

“นังลำยอง”

“จะเอามาฝากจนพุงกางเลยจ้ะ ยายอยู่กับน้าลำยอง ยังไงก็อย่าตีกันก่อนหวานกลับมานะ”

“พูดอย่างกับยายเป็นเด็กๆ ไปๆ นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้าไม่เหรอ” ยายประนอมปลักร่างบางให้นอนลงแล้วห่มผ้าให้ ร้องเพลงกล่อมเหมือนตอนที่เธอเป็นเด็กๆ พลอยทำให้หญิงสาวแอบร้องไห้เงียบๆ หากวันหนึ่ง เธอได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านเลย จะเป็นอย่างไร

ยายจ๋าขอให้เราเป็นยายหลานกันจริงๆ นะจ๊ะ

 

สไบนางรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเดินทางเข้าสู่สนามบิน เพื่อมุ่งสู่ประเทศอาไบย่า อันเป็นประเทศแถบทะเลทรายที่ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม เพราะตัวเธอต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ซึ่งไม่รู้ต้องกินเวลาเท่าไร อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้เบาะแสหรือไม่ก็ถอดใจเสียก่อน

เธอแต่งกายแบบนักท่องเที่ยว เมื่อไปถึง ลัยลากับเธอจะเปลี่ยนตัวกันในห้องแต่งตัวภายในสนามบิน หลังจากนั้นเธอก็จะกลายเป็น ลัยลา มูฮัมเหม็ด อาลี สตรีสาวมุสลิมที่ต้องคลุมหน้าคลุมตา กิริยามารยาทเรียบร้อยประดุจผ้าพับไว้ และต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมอันไม่คุ้นเคย

หัวใจของเธอเต้นแรงและเร็ว เมื่อขึ้นมานั่งบนเครื่องเรียบร้อย ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ไม่มีคนไทยอย่างเธอแม้แต่คนเดียวคนที่บ้านคิดว่าเธอมากับคณะทัวร์ เธอขอนั่งแท็กซี่มาเอง แม้ว่าลำยองจะขอมาส่งก็ตาม เพราะน้าเธอคงสงสัยแน่ๆ หากจะเห็นเธอนั่งรถไปประเทศในแถบนั้นคนเดียว

สตรีหลายคนบนเครื่องคลุมหน้าคลุมตัวแบบมุสลิม ส่วนใหญ่เป็นสีดำ เธอถอนหายใจ นึกภาพตัวเองต้องใส่ชุดพื้นเมืองแบบนี้ตามติดด้วยการคลุมหน้า ทั้งที่เป็นประเทศที่สภาพอากาศร้อนจัดแล้วละเหี่ยใจ เธอจะทนไม่ได้ก้ตรงนี้แหละ เพราะปกติเป็นคนขี้ร้อนอยู่แล้ว

เธอผล็อยหลับไปชั่วครู่ ตื่นขึ้นมาแล้วก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น เมื่อมองออกไปเบื้องล่างพบทะเลทรายตัดกับขอบฟ้าสีครามกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่แห้งแล้งแทบไม่มีพืชพรรณขึ้นได้ จะอุดมไปด้วยน้ำมัน ที่แสนจะมีค่าราวกับทองคำในสมัยนี้

เธอจ้องมองพื้นเบื้องล่างจนกระทั่งเครื่องบินโดยสารลำนั้นจอดสนิท หญิงสาวขยับตัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อลงจากเครื่องมาได้ก็เริ่มกวาดสายตามองหาร่างที่เหมือนกระจกเงาของเธอเอง

อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวจนเหงื่อพราวหน้าจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ด ตอนนี้พบคนพื้นเมืองที่นี่มากกว่าอยู่บนเครื่อง ผู้ชายสวมเสื้อผ้าสีขาว สวมหมวก เสื้อผ้ายาวออกจะรุ่มร่ามอยู่สักหน่อย

เธอหยุดยืนคว้าง ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหนก่อนดี หากลัยลาไม่มาตามนัด เธอก้ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

ความคิดฟุ้งซ่านยังไม่ทันจาง มือเรียวก็ถูกลากออกไปอีกมุมหนึ่งของตัวอาคาร คิ้วของเธอขมวดคล้ายไม่แน่ใจ เพราะสตรีตรงหน้าสวมชุดดำทั้งชุดและคลุมหน้าเหลือแค่ลูกตา

“ฉันเองลัยลา” ลัยลา มูฮัมเหม็ด อาลี เอ่ยขึ้นเป็นภาษาพื้นเมือง เพื่อทดสอบว่าอีกฝ่ายสามารถพูดและสื่อสารภาษาของเธอได้หรือยัง

“ลัยลา ฉันดีใจที่เธอมา” สไบนางเปิดรอยยิ้มกว้าง แม้สำเนียงออกกระท่อนกระแท่นไปบ้าง แต่หากอ้างว่าเป็นหวัดหรือเจ็บคอ ก็คงพอถูไถไปได้บ้าง


“นั่น รถของที่บ้าน ฉันบอกเขาว่าจะออกมาพบเพื่อนที่สนามบิน ขากลับเธอต้องไปกับเขา ส่วนฉัน ในเมื่อเธออ้างว่ามาเที่ยว ฉันคงยังกลับบ้านเธอเร็วนักไม่ได้ ในระหว่างนี้ฉันจะไปพักกับโมริสา อย่างน้อยควรจะทำตัวให้คุ้นชินกับเมืองไทยเอาไว้” ลัยลาบอกขึ้นอย่างคนที่ตระเตรียมแผนการมาแล้วเป็นอย่างดี

“เราจะเปลี่ยนตัวกันนานเท่าไรลัยลา ฉันไม่แน่ใจนักหรอกนะ ว่าเราจะได้เรื่องอะไรรึเปล่า”

“คงต้องลองเสี่ยง ฉันอยากรู้ว่าแม่เธอเห็นฉันแล้วจะเป็นยังไง เขาน่าจะเป็นคนที่กุมความลับทุกอย่างเอาไว้ กับท่านพ่ออย่าหวังเลยว่าจะบอก อีกอย่างประเพณีของฉัน ลูกสาวจะอยู่ใกล้ชิดพ่อมากนักไม่ได้หรอก ฉันอยู่กับแม่รามิลยามาตั้งแต่จำความได้ อาจจะมองไม่เห็นความผิดปกติอะไร บางทีเธออาจจะค้นเจอก็ได้” ลัยลาบอกอย่างที่คิด การที่เธออยู่ที่นี่ มันอาจจะทำให้มองข้ามข้อสงสัยอะไรหลายๆ อย่างไป เช่นเดียวกับสไบนาง

“ตกลง ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงเปลี่ยนใจไม่ได้”

“เราเข้าไปเปลี่ยนเสื้อข้างในเถอะ ในนั้นมีห้องให้ผู้โดยสารที่แต่งตัวไม่เรียบร้อย ได้แต่งตัวก่อนเข้าเมืองหลวง” มือเรียวที่สวมเครื่องประดับแพรวพราวบนข้อมือและนิ้วจับจูงเธอให้เข้าไปด้วยกัน

หลังแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน สไบนางดูขัดเขินไม่น้อยกับเสื้อผ้ายาวรุ่มราวแบบนั้น ในขณะที่ลัยลาสวมชุดของเธอได้อย่างไม่รู้สึกแปลก เพราะสมัยที่เรียนต่างประเทศ เธอเองก็แอบแต่งตัวแบบนี้เหมือนกัน ในยามที่พี่เลี้ยงเผลอ ถ้าจะบอกให้ถูกก็หนีเที่ยวประจำนั่นเอง

ลัยลาจัดการคลุมหน้าให้สไบนาง พลางยืนเทียบกันในกระจก ความเหมือนของสองสาวพลอยทำให้คนอื่นๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเช่นกันต้องหันมามอง

“ไม่ต้องบอก ใครๆ ก็ต้องเดาออกว่าเราเป็นแฝดกัน”

“นั่นสิ แต่ที่ต้องคิดก็คือ เราสองคนเป็นลูกใครกันแน่” สไบนางมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงา ดูเป็นสุภาพสตรีมุสลิมขึ้นมาทันตา

“ฉันคงออกไปส่งเธอไม่ได้นะสไบนาง” ลัยลารวบมือพี่น้องฝาแฝดของเธอขึ้นมากุม สไบนางบีบตอบ ต่างคนต่างตื่นเต้นไม่แพ้กันกับการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

“ฉันจะโทรหาเธอ” สไบนางบอกขึ้น สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด เรียกพลังกายพลังใจให้กลับมา แล้วเดินตัวตรงออกไปจากห้องน้ำ มาจนถึงรถยนต์คันยาวสีดำเป็นมันปลาบ ชายคนขับรถรีบเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่งข้างใน แอร์คอนดิชั่นเนอร์เย็นฉ่ำ ผิดกับข้างนอกลิบลับ

หญิงสาวมองผ่านกระจกรถที่ติดฟิล์มหนาเพื่อกันความร้อน ทัศนียภาพชวนแปลกตา กับทะเลทรายแห้งแล้งและเปลวแดดเต้นระยับ ถนนคอนกรีตมีผู้คนเดินอยู่ประปราย ไม่คึกคัก อาจเป็นเพราะความร้อนระอุ เพราะเป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี

เมื่อนั่งรถมาได้นานพอสมควร รถยนต์คันนี้จึงเคลื่อนเข้าสู่ตัวบ้านหลังใหญ่ ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแปลกตา กำแพงปูนยาวเหยียดสุดตา

นี่หรือบ้านของลัยลา ใหญ่โตจนต้องขอเรียกมันว่าคฤหาสน์!

คนขับรถบีบแตรสองสามที ประตูจึงถูกเปิดออก เพื่อให้รถยนต์เคลื่อนผ่านเข้าไป แต่ไม่ได้จอดตรงคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เห็น แต่อ้อมไปอีกด้านหนึ่ง เธอเดาว่าด้านหลังคงเป็นที่อยู่ของผู้หญิง ส่วนหลังนี้คงเป็นที่พำนักของท่านอุลมาน มูฮัมเหม็ด อาลี ชายที่เธอสงสัยว่าเขาอาจเป็นพ่อบังเกิดเกล้า

คนขับอ้อมมาเปิดประตูรถให้ เธอส่งยิ้มให้โดยลืมไปว่าใบหน้าถูกคลุมมิดชิด จึงเปลี่ยนใจเดินตัวตรงเข้าไปในบ้าน มีสาวน้อยร่างเล็ก อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอวิ่งออกมารับ

“คุณหนู กลับมาไวจังค่ะ”

“เอ่อฉันไม่เจอเพื่อนน่ะจ้ะ” เธอตอบขึ้น สำเนียงคงแปร่งหูไปบ้าง แม่สาวน้อยคนนั้นจึงทำหน้าแปลกๆ เธอจึงแก้ตัวขึ้น “ฉันเป็นหวัด”

“ตายจริง ให้ฉันตามหมอไหมคะ” สาวใช้คนสนิททำท่าร้อนใจเกินเหตุ ทำให้เธอหัวเราะขึ้นพลางส่ายหน้า เด็กสาวคนนี้ชื่อฮาน่าคนสนิทที่ลัยลาเคยพูดถึง

ห้องที่เธอก้าวเข้าไปเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่จัดเป็นห้องรับแขก ปูพรมสีแดงนุ่มเท้าทุกจังหวะที่ย่างเหยียบ โซฟาสีเข้มกว่าพรมเล็กน้อยตั้งอยู่ มันใหญ่มากจนเธอคิดว่ามันใช้เป็นที่นอนได้อย่างสบาย ด้านหลังมีผ้าม่านสีขาวยาวกรุยกราย ตรงปลายมีพู่ไหมห้อยย้อย ด้านในคงเป็นห้องอะไรสักอย่าง

“คุณรามิลยาให้คุณหนูเข้าไปพบค่ะ”

“รามิลยา อ้อ แม่” สไบนางพยักหน้าหงึกหงัก ทำท่าจะเกินไปหากแล้วก็ชะงักเท้า “อยู่ตรงไหนจ๊ะ”

คำถามของเธอคงแปลกไม่น้อย ยังผลให้สาวน้อยฮาน่าเลิกคิ้วน้อยๆ แล้วเดินนำขึ้นบันไดเวียนสีทองไปยังห้องหลังม่านสีขาวนั้น เธอพบสตรีร่างท้วมนอนเอนหลังอยู่ สวมชุดสีฟ้าสดดูสดใส เมื่อเห็นเธอจึงผุดลุกขึ้นนั่ง

“เข้ามาถึงบ้านแล้ว ยังคลุมหน้าอีกหรือลัยลา” รามิลยาเอ่ยทัก สไบนางจึงเลื่อนมือมาสัมผัสผ้าคลุมหน้า แล้วรีบถอดออก หัวใจเต้นถี่ เพราะกลัวสตรีร่างท้วมจะจับพิรุธได้

“ลูกลืมค่ะ”

“เสียงดูแปร่งๆ ไปนะ ไม่สบายหรือ”

หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาด้านตรงข้ามแล้วตอบ “ลูกไม่สบายนิดหน่อยค่ะ เจ็บคอ เสียงถึงได้ดูแปลกๆ ไป ท่านแม่มีอะไรจะพุดกับลูกหรือคะ”

“เรื่องของราจี๊ฟนะสิ” รามิลยายิ้มในหน้า

“ราจี๊ฟ” สไบนางทวนชื่ออีกครั้ง ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันหนอ ลัยลาไม่ได้บอกเอาไว้ล่วงหน้าเสียด้วยแต่ครั้นจะถามว่าชายผู้นี้เป็นใครเอากับคนตรงหน้าก็คงไม่ได้แน่ เธอแค่อ้างตัวว่าเป็นหวัด ไม่ได้ความจำเสื่อม

“จ้ะ ราจี๊ฟ เบน บินฮาซิม ตอนนี้พ่อของเขามาทาบทามลูกให้กับเขาแล้วนะจ๊ะ  พ่อให้แม่มาบอกลูกไว้ อ้อ เย็นนี้เขาจะมากินข้างบ้านเรา เป็นครั้งแรกที่ลูกกับเขาจะได้พบกัน แต่ยังไงก็ต้องคลุมหน้าอยู่นะจ๊ะ ท่านพ่อไม่อนุญาตให้ลูกเปิดเผยหน้าตากับชายที่ยังไม่ได้ชื่อว่าสามี”

สไบนางลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ลัยลาไม่เห็นบอกเธอสักนิด ว่าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับคู่หมั้นที่ยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้า

 สมัยนี้แล้วยังมีเรื่องคลุมถุงชนให้เห็นอีกหรือนี่ ขนาดเจอกันยังต้องคลุมหน้า หากเจ้าสาวหน้าตาขี้ริ้ว เจ้าบ่าวจะไม่เป็นลมหงายตึงไปเลยหรือ

“แม่คะ คือลูกไม่สบายอยู่”

“แค่เป็นหวัดนี่จ๊ะ คราวก่อนก็ผิดนัดไปทีหนึ่งแล้ว ถ้าคราวนี้ผิดนัดอีก พ่อจะต้องโกรธแน่ๆ อย่าขัดใจท่านพ่อสิ ถึงจะเป็นลูกสาวคนเดียวก็ใช่ว่าจะเอาแต่ใจตัวได้นะ” รามิลยาบอกขึ้น น้ำเสียงไม่ได้บอกว่าสั่งสอนหรือตำหนิ แต่ทำให้คนฟังรู้ว่าไม่ควร

“ค่ะ” สไบนางจำต้องรับคำ

“ดีแล้วละจ้ะ ปกติแล้วพ่อของลูกเป็นคนที่คร่ำเคร่งเรื่องศาสนา แต่ท่านยอมให้ลูกไปเรียนไกลถึงประเทศอังกฤษ ยอมให้พบปะผู้ชายพวกนั้นได้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาผ่อนปรนให้ลูกมากแล้ว อย่าได้เรียกร้องอะไรให้มากกว่านี้ ไปเตรียมตัวเถอะ” รามิลยาโบกมือเป็นการตัดบท หญิงสาวจึงได้ผุดลุกขึ้น แล้วเดินตามฮาน่าออกไปยังห้องส่วนตัวของเธออย่างว่าง่าย

รามิลยามองตามหลังร่างบางในชุดสีดำไป แล้วถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักหน่วง นึกถึงคอดียะห์ขึ้นมาแล้วน้ำตาพาลจะไหล

ลูกรักหากลูกไม่อายุสั้น ก็คงจะเป็นสาวสวยให้แม่ได้ชื่นชม แล้วผู้ชายดีๆ อย่างราจี๊ฟ เบน บินฮาซิมก็จะเป็นของลูก


สไบนางเดินตามฮาน่ามายังห้องนอนส่วนตัว เครื่องเรือนทุกอย่างโอ่อ่าสมฐานะ เย็นฉ่ำทั้งที่อากาศภายนอกไม่ต่างจากอยู่ในเตาเผา ห้องนอน ห้องอาบน้ำและห้องแต่งตัวอยู่เป็นสัดส่วน หรูหราอย่างที่เธอคาดไม่ถึง  ชีวิตความเป็นอยู่ของลัยลากับเธอ แตกต่างราวฟ้ากับดิน

ก่อนที่เธอจะลืมตาอ้าปากมาได้ เธอต้องอยู่ในสลัมเล็กแคบเท่ารูหนู กินอยู่อดๆ อยากๆ บางครั้งไปโรงเรียนต้องกินน้ำก๊อกบรรเทาความหิว

มองออกไปนอกหน้าต่าง มีบ้านขนาดย่อมกว่าอยู่สามหลัง คงจะเป็นภรรยาอีกสามคนของชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน เธออดแปลกใจไม่ได้เสียทุกที ว่าแต่ละครอบครัวอยู่ร่วมบ้านกันได้อย่างไร โดยไม่มีเรื่องหึงหวงให้รำคาญใจ ชายหนึ่งหญิงสี่

ข้อดีอย่างหนึ่งที่เธอไม่ใช่ลัยลา เธอไม่ใช่คนที่นี่ ที่ต้องทนให้สามีมีภรรยาถึงสี่คน

“มาอาบน้ำเถอะค่ะคุณหนู ประเดี๋ยวไม่ทัน” ฮาน่าเข้ามาตาม หญิงสาวเหลือบตามองนาฬิกาบนฝาผนัง ตอนนี้พึ่งจะบ่ายสองเท่านั้นเอง

“ตอนนี้นะหรือจ๊ะ”

“ใช่ค่ะ กว่าจะขัดเนื้อขัดตัว แต่งหน้าให้คุณหนูเสร็จก็จวนได้เวลาพอดี วันนี้คุณหนูจะต้องสวยที่สุด เพราะต้องออกไปพบกับคุณราจี๊ฟ” ฮาน่ายิ้มแบบเพ้อฝัน เหมือนเด็กสาวๆ คลั่งไคล้หนุ่มหล่อ

“แต่งสวยทำไมกัน ในเมื่อต้องปิดหน้าเอาไว้” เธอกังขา ฮาน่าจึงยิ้มเจื่อนๆ

“อันนี้ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะคุณหนู แต่ใครๆ เขาก็ทำกันแบบนี้” คำตอบซื่อๆ ของสาวน้อยตรงหน้าพลอยทำให้รอยยิ้มเอื้อเอ็นดูปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสไบนาง

“งั้นก็แต่งเฉพาะตาสิ เพราะนายราจี๊ฟอะไรนั่นก็เห็นเฉพาะตาฉันอยู่แล้ว”

“แหมคุณหนูละก็ มันคงแปลกพิลึก ก็ตอนถอดผ้าคลุมหน้าก็ต้องได้พบกับคนอื่นๆ อยู่ดีนี่คะ ขืนคุณหนูแต่งเฉพาะตา คงตลกพิลึก” ฮาน่าปิดปากหัวเราะ แล้วเดินนำเธอไปยังห้องอาบน้ำกว้างขวาง

 

ราจี๊ฟ เบน บินฮาซิม พร้อมด้วยฮะซันและนูรีน ผู้เป็นบิดามารดามาถึงคฤหาสน์หลังงามของอุลมาน เขาทักทายกับสตรีร่างท้วมพอเป็นพิธีแล้วกวาดสายตามองหาเงาร่าง แม่ราตรีอันมืดมิดของเขา อุลมานสังเกตเห็นจึงหันมาถามภรรยา

“ลัยลาล่ะ”

“มาแล้วค่ะ” รามิลยาพยักพเยิดไปทางประตู ปรากฏร่างบางสมส่วนในชุดสีเหลืองอ่อน กำลังเดินตรงเข้ามาหา ยามเยื้องย่างเดิน งามสง่าราวนางพญาหงส์ ใบหน้างามถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้า มองไม่ออกว่าหน้าตาที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่ดวงตาคู่งามที่แต่งแต้มประณีตก็ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดไป

ไม่หรอกก็แค่ดวงตาเท่านั้น อย่างอื่นคงหาความงามไม่ได้

ชายหนุ่มปฏิเสธกับตัวเอง แต่คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดวงตาของหล่อนงดงามราวกับแสงจันทราในยามค่ำคืน ดวงตาที่ทำให้ราตรีมืดมิดสว่างไสว

“ลูกสาวของฉันเอง ลัยลา” อุลมานบอกขึ้น หญิงสาวทำความเคารพทั้งหมดแล้ว จึงเดินไปชิดผู้เป็นมารดา เพราะไม่รู้จะทำอะไรมากไปกว่านั้นได้ ใบหน้างามร้อนผ่าวทั้งที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุม เมื่อดวงตาคมดุจพญาเหยี่ยวของราจี๊ฟมองตอบมา สายตาที่ดูเหมือนจะมองให้ทะลุผ้าคลุมหน้าของเธอ

นี่นะหรือ คู่หมั้นของลัยลา งดงาม สง่า เหมือนเทพบุตรในนวนิยาย

“อะแฮ่ม”

 เสียงกระแอมของอุลมานดังขึ้น แล้วเดินนำทั้งหมดไปนั่งบนห้องรับแขก เป็นการเริ่มต้นการสนทนาก่อนมื้ออาหาร ที่ต้องแยกกันระหว่างชายหญิงด้วยม่านบางๆ ตามปกติแล้วกฎของที่นี่ไม่ได้รับการผ่อนปรนอย่างเช่นวันนี้ แต่อุลมานเห็นว่าลัยลาเองก็ผ่านการศึกษามาจากโลกตะวันตก จึงอยากผ่อนปรนความเคร่งครัดนี้ลงบ้าง อย่างน้อยก็ให้ลัยลาได้เห็นหน้าว่าที่สามีในอนาคต

เขาต้องการทดแทนอะไรให้กับลูกสาวบ้าง อะไรที่ทำให้ลัยลามีความสุข เขาอยากทำเสมอ ลัยลาเป็นคนหัวรั้น อาจจะไม่ยินยอมแต่งงานกับราจี๊ฟก็เป็นได้ ผู้ชายคนนี้เหมาะสมกับลัยลาทุกอย่าง ทั้งหน้าตา ชาติตระกูล การศึกษา และฐานะ

ลัยลาเป็นผู้หญิง หากไม่มีบุรุษที่ดีคอยปกป้อง เขาก็ไม่อาจวางใจได้

การสนทนาของพวกผู้ชาย มักพูดถึงเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจโลก พลอยทำให้ผู้หญิงอย่างเธอกับรามิลยา รวมทั้งนูรีนพลอยไม่อยากฟังไปด้วย เธอแทบร้องไชโยเมื่อถึงเวลาอาหาร จึงได้ลุกตามรามิลยาออกไป รู้สึกได้ว่ามีสายตาของราจี๊ฟมองตามหลังตลอดเวลา

“เป็นยังไงบ้างราจี๊ฟ ว่าที่เมียของเจ้า  ท่าทางจะงดงามอยู่ไม่น้อย” ฮะซันเอื้อมหน้ามากระซิบ หากผู้เป็นลูกชายส่ายหน้าแล้วกระซิบตอบ

“ท่านพ่อรู้ได้อย่างไร หล่อนคลุมหน้า”

“แค่ดวงตาก็งามอย่างนั้นแล้ว อย่างอื่นก็คงงามเหมือนกัน”

“ลูกจะไม่เชื่อ จนกว่าจะเห็นด้วยตา ลูกจะหาทางเปิดผ้าคลุมหน้านั่น ลูกจะไม่ยอมแต่งงาน จนกว่าจะได้เห็นว่าหล่อนงามอย่างที่ท่านแม่ว่า” ชายหนุ่มบอกขึ้น แต่ผู้เป็นพ่อออกแววขัดใจ

“เจ้าไม่เชื่อสายตาแม่ของเจ้าดอกหรือ ในเมื่อแม่เจ้าบอกว่างาม ก็คงจะงาม”

“สายตาของผู้หญิง กับสายตาของผู้ชายอย่างเราๆ มันมักสวนทางกันเสมอ ท่านพ่อพูดเหมือนไม่รู้ไปได้ เอาเถอะครับ ถ้าหน้าตาของหล่อนพอดูได้ ลูกจะยินยอมแต่งงานด้วย แต่หากหน้าตาขี้ริ้วเหลือทน ก็ขอเถอะ ถือว่าสงสารหลานที่จะเกิดมาในอนาคต” ราจี๊ฟไหวไหล่

เขาแอบจับสังเกตทุกอาการของหล่อนยามเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายหลายคนเมื่อครู่ ดูแล้วไม่มีท่าทีเคอะเขิน อาจเป็นเพราะหล่อนผ่านการศึกษามาจากโลกตะวันตก

เอาเถอะ ยังดีที่มีการศึกษา เขาเองก็ไม่อยากมีเมียโง่ๆ ที่พูดคุยกันไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

 

สไบนางเองก็กำลังนั่งกินอาหารร่วมกับสตรีแปลกหน้าทั้งหลาย เธอไม่รู้ว่าลัยลาสนิทกับนูรีนแค่ไหน แต่ดูท่าทางฝ่ายนั้นคงถูกชะตาด้วยไม่เบา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าอยากได้ลัยลาเป็นสะใภ้มากแค่ไหน แต่เธอคิดว่าคู่แฝดของเธอคงเต็มใจ เพราะฝ่ายนั้นก็หล่อเหลาไม่ใช่น้อย เป็นดาราฮอลลีวูดได้อย่างสบาย

“เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะลัยลา ลูกชายของป้า” นูรีนถามขึ้นตรงๆ วันนี้มีเครื่องเพชรชิ้นงามมากำนัลให้กับเธอด้วย ดูเหมือนข้าวของพวกนี้จะมีมากซะจนไม่คิดเสียดาย

“เอ่อ” สไบนางอึกอัก ไม่รู้ว่าจะให้คำตอบอย่างไรดี เพราะสำหรับเธอแล้ว ผู้ชายคนนี้หล่อเหลาชนิดหาตัวจับยาก จากการฟังเขาพูดถึงเรื่องธุรกิจ ก็เป็นหนุ่มไฟแรงอนาคตไกลมากคนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลอะไรที่ลัยลาจะต้องปฏิเสธ แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นอะไร เพราะกลัวมันไม่ตรงกับเจ้าตัว

เรื่องของหัวใจมันบังคับกันได้เสียที่ไหน เธอมองว่าหล่อ แต่ลัยลาอาจจะตรงข้ามก็ได้ อีกอย่างเธอเองก็ยังไม่เคยรู้จักเขามาก่อน

“ถามอะไรอย่างนั้นคะคุณนูรีน ดูเอาเถอะเจ้าตัวหน้าแดงหมดแล้ว” รามิลยามองเสี้ยวหน้านวลกระจ่างที่ไม่มีผ้าคลุมปิดบังแล้วหัวเราะ

“เปล่าสักหน่อยค่ะ ลูกไม่ได้หน้าแดงสักนิด” หญิงสาวปฏิเสธตามความจริง หากเมื่อนึกได้จึงสงบปากคำตามเดิม ลืมตัวไปว่าลัยลาเมื่ออยู่ที่นี่ จะกลายเป็นสตรีผู้อ่อนหวานเรียบร้อยไร้ปากเสียง

“ไม่ต้องอายหรอกจ้ะ คนกันเองทั้งนั้น อีกหน่อยเราก็จะกลายเป็นแม่ลูกกัน” นูรีนเชยคางเธอให้ขึ้นสบ ดวงตางามซึ้งชวนมองนั้น เธอเชื่อว่าจะสะกดเจ้าลูกชายตัวดีของเธอให้อยู่หมัด ผู้หญิงที่เพียบพร้อมแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ นักหรอก เธอเชื่อแน่ว่าราจี๊ฟจะต้องไม่ปฏิเสธ


“เอ่อ” สไบนางเริ่มทำตัวไม่ถูกกับการจู่โจมครั้งนี้ เพราะไม่รู้ว่าลัยลาต้องการให้เธอตอบรับหรือปฏิเสธ เธอได้แต่ภาวนาให้สถานการณ์ชวนอึดอัดนี้จบลงเสียที

ดังนั้นทันทีที่มื้ออาหารจบลง เธอจึงเอ่ยขอตัวออกไปเดินเล่นชมสวนหย่อม ที่แม้พื้นดินจะเป็นทรายล้วน หากก็ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจนงอกงามประดุจสรวงสวรรค์

บรรยากาศภายนอกห้องอาหาร ไม่ได้ร้อนอบอ้าวอย่างที่เธอคิด ตรงข้ามกลับเย็นสบาย บางครั้งเมื่อมีลมพัดมา ขนในกายยังลุกกรูเกรียว โชคดีที่สวมผ้าคลุมหน้ามาด้วย มันกันลมหนาวได้เป็นอย่างดีที่เดียว

หญิงสาวเดินเล่นไปรอบๆ พืชพรรณบางอย่างแปลกตา แต่ก็เป็นพืชพรรณที่ทนแล้งได้ดี ส่วนใหญ่เป็นกระบองเพชรแต่ก็จัดตกแต่งงดงามให้เข้ากับกินสีสวย มีรูปปั้นรูปผู้หญิงถือดอกไม้ยืนเรียงรายเป็นจุด ล้อมรอบด้วยดอกกุหลาบช่อโต

สไบนางหย่อนสะโพกลงกับโขดหิน สูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด เธอเองยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสืบหาเรื่องราวจากตรงไหน รามิลยาเองก็ดูให้ความรักกับลัยลา ไม่มีอะไรให้น่าสงสัย ถ้าสตรีร่างท้วมคนนี้เป็นแม่ของลัยลา ก็ต้องเป็นแม่ของเธอเองด้วย

แต่เธอกลับไม่มีความรู้สึกผูกพันกับฝ่ายนั้นเลยแม้แต่น้อยนิด ตามสัญชาติญาณความเป็นแม่ลูกกัน ถึงไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่ายี่สิบปี มันก็น่าจะมีอะไรเชื่อมโยงระหว่างเธอกลับรามิลยาบ้าง แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือความว่างเปล่า

หญิงสาวผละจากโขดกิน เดินไปหาดอกกุหลาบช่อโต มือเรียวจะเอื้อมไปเด็ด หากมีมือหนึ่งที่ไวกว่าเด็ดมาก่อนหน้าเธอ ทำให้สไบนางสะดุ้ง แต่ไม่กล้าหันกลับมามอง

“ฉันเบื่อๆ ที่ต้องพูดคุยแต่เรื่องธุรกิจ ก็เลยออกมาเดินเล่น ไม่คิดว่าเราจะใจตรงกัน” เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนี้ฟังเพียงแค่ครั้งเดียวในห้องรับแขก แต่มันกลับติดหูเธอจนรู้ได้ทันทีว่าผู้พูดเป็นใคร หญิงสาวค่อยๆ เบือนหน้ากลับมามอง คนตรงหน้าส่งยิ้มเก๋ไก๋มาให้ทำให้เอหายใจสะดุดเอาเสียดื้อๆ

“ฉันออกมาเดินเล่นนานแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ” เธอเอ่ยขึ้น บอกไม่ถูกเลยว่าทำไมถึงไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้นานๆ ยิ่งยืนอยู่ห่างแค่เอื้อมถึง มันยิ่งส่งผลให้หัวใจของเธอเต้นถี่ระรัวมากขึ้นเท่านั้น

“ไหนๆ ก็เดินออกมแล้ว อยู่คุยเป็นเพื่อนฉันก่อนเถอะ” เขาบอกขึ้นแล้วเดินมาดักหน้าร่างบางเอาไว้ นับว่ารูปร่างของหล่อนใช้ได้ รูปร่างสูงพอดี ศีรษะของหล่อนอยู่ระดับจมูกของเขา อยากจะรู้เสียจริงว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีสดนั้น เจ้าตัวจะซุกซ่อนใบหน้าอย่างไรไว้

ขี้เหร่จนเกินทน หรืองดงามชวนบาทใจ

เขาส่งดอกกุหลาบในมือให้ สไบนางจึงเอื้อมมือมารับ หากแล้วต้องสะดุ้งเมื่อคนตรงหน้าถือโอกาสสัมผัสมือเธอแล้วบีบเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

ผู้ชายคนนี้ ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย

เธอบอกกับตัวเอง ดูเอาเถอะ ขนาดว่าเธออยู่ในคราบสตรีมุสลิมที่ต้องคลุมหน้าคลุมตา เขายังกล้าแสดงกิริยาจาบจ้วงอย่างนี้ได้ เธอพอเดาได้แล้วละว่า หากคนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือลัยลา แม่คู่แฝดของเธอจะคิดอย่างไร ซึ่งก็คงไม่ต่างกันนัก ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกจะอยากถูกลวนลาม

สไบนางชักมือกลับ แต่ฝ่ายนั้นไม่ยอมปล่อย จึงเกิดอาการยื้อยุดฉุดกระชากไปมา และด้วยแรงที่น้อยกว่าเธอจึงเสียหลักเซไปปะทะกับหน้าอกของเขา ทรวงอกอวบอิ่มภายใต้ชุดสตรีพื้นเมืองแนบสนิทไปหน้าอกแข็งแกร่ง เพราะฝ่ายนั้นจงใจกดร่างบางให้แนบแน่นจนแทบจะหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน

“ปล่อยนะ” หญิงสาวทำเสียงอู้อี้ เพราะทั้งปากทั้งจมูกจมลงไปกับหน้าอกของเขา ได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมคราม แต่ฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงหัวใจของเขาหรือเธอกันแน่

สไบนางเห็นว่าจะปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายอย่างนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว จึงยกมือขึ้นกันไม่ให้ทรวงอกสล้างของตัวเองเบียดชิดกับหน้าอกของเขา แต่คนตรงข้ามยิ่งออกแรงกดมากขึ้น

“อากาศตอนนี้หนาวเหน็บอกจะตายไป ไม่ดีหรือมีคนกอดให้อุ่น”

“ฉันไม่ต้องการ” หญิงสาวเค้นเสียงลอดไรฟัน

“รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกไป ในโลกใบนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าปฏิเสธ ราจี๊ฟ เบน บินฮาซิมหรอกนะ” เขากระซิบใกล้หู ก่อให้เกิดความรู้สึกร้อนผ่าวมาตามใบหน้าจนถึงลำคอ แต่ขณะที่พูดประโยคนี้ชายหนุ่มอดนึกถึงดาราสาวแสนหยิ่งอย่างสไบนางขึ้นมาไม่ได้

ใครว่าในโลกนี้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเขา อย่างน้อยก็หล่อนคนหนึ่งละ

“ฉันคนหนึ่งละ” สไบนางโต้ตอบ ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะในลำคอ

“แล้วเราจะได้รู้กัน แม่ดอกฟ้ายามค่ำคืน” เขาหัวเราะขึ้นอีกครั้ง มีเสียงฝีเท้าเดินตรงมา ร่างบางจึงถูกปล่อยให้เป็นอิสระ พร้อมกับที่ร่างหนาของเขาอันตธานหานประดุจสายลม

“คุณหนูคะ” เสียงเรียกของฮาน่าดีงขึ้น ยังผลให้ร่างบางที่กำลังยืนนิ่งอยู่ต้องหันกลับมามอง สัมผัสร้อนๆ เมื่อครู่ก่อให้เกิดอาการร้อนวูบวาบไปทั่วตัว

ผู้ชายบ้าอะไร ร้ายกาจ!

“ฉันอยู่นี่ฮาน่า” เธอส่งเสียงขานรับ ฮาน่าจึงเดินตรงเข้ามาหา

“คุณรามิลยาให้มาตามค่ะ ดึกมากแล้ว ทางนั้นก็กำลังจะกลับ” ฮาน่ารายงาน หญิงสาวพยักหน้ารับ แล้วเดินกลับยังทิศทางเดิม แต่ไม่วายเหลียวกลับไปมองด้านหลัง

ไวอย่างกับปรอท คงเคยทำแบบนี้บ่อยละสิ

เธอเดินตามฮาน่าไปจนถึงห้องรับแขก ขณะนั้นทุกฝ่ายกำลังล่ำลากันเสร็จพอดี น่าแปลกที่คนตัวสูงมายืนหน้านิ่งอยู่ที่นี่ได้ก่อนเธอเสียอีก แถมยังทำเหมือนเขากับเธอพึ่งได้พบกันอีก หลังครั้งแรกเมื่อตอนมาถึง

“เห็นท่านป้าบอกว่าไปเดินเล่นมาหรือครับ อากาศหนาวๆ อย่างนี้ ไม่ควรออกไปเดินเล่นคนเดียวนะลัยลา” ราจี๊ฟบอกยิ้มๆ ทำราวกับว่าเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ออกไปเดินเล่นเหมือนกัน

“แล้วคุณ” หญิงสาวทำท่าจะย้อนกลับ หากแล้วก็เปลี่ยนใจ แต่เขาตอบขึ้นเสียเอง

“พี่ก็ออกไปเดินเล่นเหมือนกัน ไม่ยักเห็น สงสัยว่าสวนนี้คงจะกว้างขวางเกินไป” เขาบอกยิ้มๆ ทำให้เธอนึกหมั่นไส้คนตัวสูงว่าช่างโกหกได้หน้าตาย ทั้งที่เขาพึ่งลวนลามเธอเมื่อไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ แบบนี้เห็นทีเธอคงจะเตือนลัยลาหน่อยแล้ว จะได้ไม่หลงกลผู้ชายคนนี้

“ใช่ค่ะ สวนนี้มันกว้าง เดินทั้งวันก็ไม่ทั่ว” หญิงสาวประชดต่อให้ ดูเหมือนประโยคนี้ของเธอจะทำให้คนในครอบครัวแปลกใจ เพราะปกติแล้วลัยลาจะไม่ออกความคิดเห็นแบบนี้ต่อหน้าผู้ชายอื่น ถึงจะดื้อรั้นอย่างไร ก็ยังอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของที่นี่

“อย่างนั้นคงต้องหาโอกาสมาบ่อยๆ จะได้เดินให้ทั่ว” นารีนบอกยิ้มๆ มองออกว่าลูกชายเริ่มให้ความสนใจกับลัยลาเข้าแล้ว

“ดีครับ แต่ถ้าลัยลาเกิดดูสวนบ้านตัวเองจนเบื่อแล้ว คิดอยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศไปดูความงดงามของทะเลทรายบ้างไหมล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยชวน คำว่ะเลทรายยามค่ำคืนพลอยทำให้สไบนางสนใจขึ้นมาทันที นอกจากในหนังสือแล้ว เธอยังไม่เคยเห็นของจริง

“ฉันไปได้หรือคะ” หญิงสาวอุทานอย่างตื่นเต้น รามิลยาเกรงสามีจะโกรธจึงได้กระแอมขัดอาการกระตือรือร้นของลัยลา แต่อุลมานยังเฉยอยู่

“ไปได้สิจ๊ะ ใช่ไหมครับท่านลุงอุลมาน” ราจี๊ฟได้โอกาสหันมาหาว่าที่พ่อตา นารีนกฮะซันวางหน้าไมถูก ไม่คิดว่าลูกชายตัวนี้จะรุกด้วยวิธีนี้ ก็รู้อยู่ว่าอุลมานมีลูกสาวแค่คนเดียว ท่าทางเขาเองก็เคร่งครัดต่อหลักศาสนามากเสียด้วย จะยอมให้ลูกสาวออกไปด้วยได้อย่างไร

“ถ้ามีคนติดตามไปด้วย ลุงก็ไม่ว่าอะไรหรอก” นั่นคือคำตอบของอุลมาน มูฮัมเหม็ด อาลี ทำให้รามิลยาแทบไม่เชื่อหู

“ท่านอุลเอ่อ ท่านพ่ออนุญาตหรือคะ” สไบนางถามอย่างไม่แน่ใจ อุลมานเพียงแต่หัวเราะแล้วหันมาหาราจี๊ฟแล้วถามขึ้น

“ให้มีคนติดตามเยอะๆ อย่าอยู่กันตามลำพัง ลุงก็ไม่ว่าอะไร”

“ขอบคุณครับท่านลุง” ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้ ราจี๊ฟเดาะลิ้นอย่างหมายมาด คราวนี้ละ เขาจะหาทางเปิดผ้าคลุมหน้าของเธอให้จงได้

ลัยลาเปิดรอยยิ้มขึ้นหากแล้วเมื่อเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของคนตรงหน้า รอยยิ้มเมื่อครู่ก็พลันจืดจาวลงไปทันตา นึกรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังเสียรู้ชายคนนี้เข้าเสียแล้ว

โธ่สไบนาง ลืมแล้วหรือว่านี่มันเสือร้ายชัดๆ

“เอ่อ ท่านพ่อคะ ลูกเปลี่ยนใจแล้วค่ะ ลูกเติบโตมาในทะเลทราย ไม่รู้จะออกไปดูทะเลทรายอีกทำไม ต้องขอโทษด้วยนะคะพี่ราจี๊ฟ” เธอเปลี่ยนใจกะทันหัน แต่คาสโนว่าอย่างเขาหรือจะยอม


“แต่ที่ที่ผมจะพาไป คุณลัยลาต้องไม่เคยไปแน่ๆ โอเอซีสที่นั่นงดงามอย่าบอกใคร กลิ่นหอมของกระถินป่า กลิ่นหอมของอินทผลัมสดๆ น้ำใสไหลเย็นตัดกับโขดหิน ผืนทราย” เขาสาธยายทำให้เธอคิดภาพตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอยากไปแค่ไหน แต่เพราะกลัวเสือร้ายอย่างเขา เธอจึงต้องกัดฟันปฏิเสธ

“ฉันเคยไปบ่อยออกค่ะ”

“หืมเจ้าเคยไปเมื่อไรกันลัยลา หนีพ่อไปเมื่อไรกัน” ปากถามลูกสาว หากดวงตาคมดุดันกลับจับจ้องมาหารามิลยา จนเธออดน้อยใจขึ้นมาไม่ได้ หากลัยลาทำผิด คนที่ถูกตำหนิเป็นคนแรกก็เป็นเธอเอง

“ตอบไปสิลัยลา” รามิลยาหันมาหาผู้เป็นลูกสาวบ้าง ทำให้คนโกหกหน้าเจื่อน

“ลูกยังไม่เคยไปหรอกค่ะท่านพ่อ เพียงแต่ลูกเห็นว่ามันไม่มีอะไรน่าสนใจ” หญิงสาวปฏิเสธนุ่มนวล เข้าทางราจี๊ฟเข้าไปใหญ่

“นั่นเป็นเพราะคุณลัยลายังไม่เคยไปต่างหากเล่า อย่างนั้นหลานขออนุญาตท่านลุงพาคุณลัยลาขับรถเล่นชมเมืองอาไบย่าของเรา” ชายหนุ่มหันมาค้อมศีรษะให้ว่าที่พ่อตา ดวงหน้าหล่อดูสัตย์ซื่อจนเธอหมั่นไส้นัก

“ไม่จำเป็นหรอกค่ะคุณราจี๊ฟ ลืมไปแล้วหรือว่าฉันเป็นชาวอาไบย่าเต็มตัวเหมือนกัน”

“แต่เท่าที่ผมรู้ คุณลัยลาไปเรียนต่อต่างประเทศมาตั้งนานแล้ว หลายปีที่ผ่านทำให้อาไบย่าของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก เราเกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ ควรจะรู้จักทุกซอกทุกมุมของบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง” ชายหนุ่มให้เหตุผลได้น่าฟัง

จนผู้ใหญ่เกิดอาการคล้อยตาม

               หากเป็นประเทศของเธอคงต้องเรียกว่าสาลิกาลิ้นทอง

              “พูดจาเข้าท่านะราจี๊ฟ เอาเถอะลุงอนุญาต” อุลมานตอบตกลงอย่างง่ายดายจนคนอื่นๆ คาดไม่ถึง เพราะเขาเห็นว่าอีกหน่อยลูกสาวก็จะต้องแต่งงานกับราจี๊ฟ จึงเห็นควรให้สนิทสนมกันไว้บ้าง เขาไม่อยากบังคับ อย่างน้อยก็เพื่อเห็นแก่

          “ขอบพระคุณครับท่านลุง หลานสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณลัยลาเสื่อมเสีย” ราจี๊ฟรับปากเป็นมั่นเหมาะ แต่สไบนางชักไม่แน่ใจ เพราะสายตาของเขามันแพรวพราวเหลือเกิน

 

          เมื่อกลับมาถึงบ้านอันเป็นที่พำนักของเธอกับรามิลยาผู้เป็นแม่ของลัยลา สไบนางยังมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่จนกระทั่งหย่อนสะโพกลงกับที่นอน กระโปรงตัวยาวกรุยกราย ตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีเป็นอุปสรรคไม่น้อยในยามเยื้องย่าง รามิลยาเดินตามมาแต่เลือกที่นั่งบนเก้าอี้นวมติดหน้าต่าง อันเป็นที่นั่งประจำเพื่อมองวิวทิวทัศน์จากสวนที่จัดเอาไว้ สีหน้าครุ่นคิดไม่ต่างจากสไบนาง

เกิดอะไรขึ้นกับอุลมาน ทำไมเขาถึงได้ยินยอมให้ลูกสาวคนโปรดออกไปกับผู้ชายอย่างนั้นได้ ผิดจารีตประเพณี ทำอย่างกับอยากได้ฝ่ายนั้นเป็นลูกเขยจนตัวสั่น

“ลัยลา ลูกอยากไปกับราจี๊ฟเขาหรือไม่” รามิลยาเบือนหน้ากลับมาถาม

“ลูกอยากไปนั่งรถชมทะเลทราย แต่ไม่ได้อยากไปกับเขาค่ะ” หญิงสาวบอกออกไปตามตรง ตอนนี้ได้อยู่ตามลำพังกับรามิลยา เป็นโอกาสดีที่เธอจะจับสังเกตสตรีร่างท้วมตรงหน้า

“พ่อของเจ้า อยากให้หมั้นหมายกับราจี๊ฟ เขาคงอยากให้รู้จักมักคุ้นกันบ้าง แต่แม่เห็นว่ามันไม่สมควรนักหรอก ลูกควรปฏิเสธ”

“ลูกปฏิเสธไปแล้ว แต่ท่านพ่อไม่ยอมรับฟัง” สไบนางกล่าวอ้าง พยายามค้นหาความจริงใจจากแววตาของคนตรงหน้า แต่ก็มองไม่ออก บางทีรามิลยาอาจจะมองเห็นความเป็นเสือร้ายในตัวของราจี๊ฟ จนไม่อยากให้เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยกระมัง

“เอาเถอะ ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน แม่เป็นห่วง” รามิลยาบอกขึ้น สไบนางจึงได้เดินเข้าไปหา ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้ววางแนบศีรษะลงกับตัก หลับตาลงเพื่อซึมซับความรู้สึกบางอย่างที่เธอเชื่อว่าคนเป็นแม่ลูกจะต้องถ่ายทอดให้แก่กัน รามิลยาวางทาบมือไปบนศีรษะได้รูปสวย แววตาที่ทอดมองร่างบางตรงหน้านิ่งเฉย

ฮาน่าเอาชารสหวานในถ้วยตะไลเข้ามาวางไว้ให้ หญิงสาวจึงรินให้อย่างเอาใจ

“ลูกเป็นคนฉลาด มีการศึกษา ทางนั้นก็คงต้องการตัวไปเป็นสะใภ้เหมือนกัน ตอนนี้ประเทศของเราเป็นประเทศเปิดมากขึ้น มีพวกต่างชาติเข้ามากันเป็นว่าเล่น เขาคงอยากได้คนที่สามารถออกแขกได้กระมัง แล้วตัวลูกละ คิดอย่างไรกับเขา”

“ลูกคิดว่าเขาเป็นผู้ชายเจ้าชู้มาก” เธอตอบตามตรง

“ผู้ชายทุกคนในเมืองนี้เห็นผู้หญิงเป็นข้าวของเครื่องใช้กันทั้งนั้น ยิ่งมีมากก็ยิ่งเหมือนมีบารมีมาก แต่พวกเขาไม่มีวันรู้หรอกว่า ได้สร้างความเจ็บปวดอะไรกับผู้หญิงเอาไว้บ้าง แม่ไม่อยากให้ลูกต้องเจ็บช้ำอย่างนี้ พ่อเขารักและตามใจลูกเสมอ หากลูกไม่ชอบใจก็รีบปฏิเสธเสียก่อนที่ผู้ใหญ่จะตกลงกัน” รามิลยาแนะนำ

“เอ่อ..” สไบนางอึกอัก เพราะคนที่จะให้คำตอบเรื่องนี้ได้คือลัยลาตัวจริง แต่ถ้าหากเป็นเธอ ตอบได้เลยเดี๋ยวนั้นโดยไม่ลังเลว่า เธอไม่มีวันยอม

ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจ เจ้าเล่ห์ ขนาดพึ่งรู้จักกันวันแรกยังแสดงออกให้เห็นโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้ ยิ่งแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน ผู้หญิงคนนั้นคงต้องกลืนน้ำตาแทนข้าว

“ทำไม ลูกชอบเขางั้นหรือ” รามิลยาเสียงขุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ คราวนี้หญิงสาวเริ่มจับน้ำเสียงบางอย่างได้ ดูแล้วไม่เหมือนน้ำเสียงคนเป็นแม่ที่ห่วงใยลูกเอาเสียเลย แต่เธอก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลในการห้ามปรามครั้งนี้ นอกจากความหวังดีของผู้เป็นแม่ที่ไม่อยากให้ลูกสาวต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายเจ้าชู้มากเมีย

“ไม่ใช่นะคะแม่”

“จงใช้ความหัวแข็งที่ได้ไปเรียนถึงต่างแดนของตัวเองให้เป็นประโยชน์” รามิลยาออกคำสั่งเสียงเรียบ เมื่อเห็นลูกสาวนิ่งเงียบจึงหยิบถ้วยตะไลบรรจุชารสหวานจัดขึ้นจิบอีกครั้ง รอให้หญิงสาวเคลื่อนกายกลับไปพักผ่อน ดวงตาเย็นชาจึงมองตามหลังไป

เธอมีเลือดของชนเผ่าทะเลทรายแท้ๆ ไม่มีเชื้อชาติอื่นใดมาเจือปนให้ด่างพร้อย เธอรักแรง เกลียดแรง ความอาฆาตก็รุนแรงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะผ่านมานานสักกี่ปี แต่เธอก็ไม่เคยลืม ไม่เคยลืมนังผู้หญิงไทยหน้าด้านคนนั้น คนที่บังอาจทำลายหัวใจของเธอ

มันตายไปแล้ว แต่มันยังทิ้งลูกสาวของมันเอาไว้ให้ดูต่างหน้า นังลูกสาวของมันที่เธอต้องทนเห็นหน้าทุกวัน ทนเลี้ยงดู ทนให้มันเรียกแม่มาตลอดยี่สิบปี ทั้งที่เธอเกลียดมันจับใจ เกลียดแต่ไม่อาจแสดงออกได้เพราะอุลมานรักและหลงลูกสาวคนนี้ไม่ต่างจากแม่ของมัน

นังมารหัวขน ฉันจะไม่มีวันยอมให้แกใช้ชีวิตสุขสบาย เป็นนายผู้หญิงของตระกูล เบน บินฮาซิม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #6 @_M_S_@ (@mango_seed) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2556 / 01:04
    พระเอกรุกไวจุง 55555 อารมณ์ค้างงงง หนุกมากๆๆๆๆค่ะ จะคอยติดตามน่ะค่ะ ไรเตอร์อย่าหายไปนานน่ะ
    #6
    0
  2. #2 เก็ลดทะวาย (@sebastian1) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 / 16:54
    เข้ามาอ่านครั้งแรกค่ะ เขียนเรื่องได้น่าติดตามมากค่ะ มาไวๆๆนะค่ะรออยู่ค่ะ
    #2
    0