~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 84 : เพชรโฮป หลังจากที่เพื่อนๆอ่านคำสาป10อย่างไปล่ะ เลยเอามาให้อ่านเพิ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50

เพชรมหาภัย



เรื่องของคำสาปที่ฮิตติดอันดับความเลื่อลือคราวนี้ ต่างจากคำสาปอื่นๆ สักหน่อย 
 ค่าที่เป็นคำสาปคติดมากับอัญมณีเม็ดสำคัญๆ
 มันเป็นคำสาปจากพลังแห่งความศรัทธาของผู้ที่นำอัญมณีมีค่านั้นมาพลีบูชาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพเลื่อมใส 
 เพชรพวกนี้พา
 เอาหายนะมาสู่ผู้ครอบครอง ซึ่งได้มันมาด้วยวิธีไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก 
 เลยพาให้คำสาปแช่งที่ติดอยู่กับของมีค่านั้น สร้างความวิบัติ
 อย่างน่ากลัวไม่น้อยกว่าแบบอื่นๆเลย
 ทั้งๆ ที่รู้อย่างนี้ ความงามของอัญมณีเม็ดสำคัญๆ 
 มันก็ยั่วกิเลสจนอดใฝ่หาไม่ได้หรอกครับ เป็นเวลานับพันๆ ปีมาแล้วนี่ครับที่
 มนุษย์เรา 
 ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีต่างก็เสาะหาเครื่องประดับที่ประกอบด้วยอัญมณีมีค่า 
 ทั้งในแง่เพื่อความสวยงามและเป็น
 เครื่องลางคุ้มภัย นำโชคลาภมาสู่ตน อะไรทำนองนี้
 ในบรรดาอัญมณีที่ต่างแบ่งเป็นชนิดต่างๆ "เพชร" 
 จัดเป็นยอดแห่งอัญมณีทีเดียวละครับ ทั้งมันยังเป็นแร่ที่แข็งที่สุดในบรรดา
 วัตถุที่พบได้ตามธรรมชาติ 
 เมื่อนำมาเจียระไนก็คงความใสสว่างแพรวพราวจับตางดงามมากขึ้นอีก ใครๆ 
 ก็ต่างพากันเชื่อว่าผู้ที่ได้
 ครอบครองเพชรจะประสพโชคดีในด้านความรัก และความแข็งแรง มีสุขภาพดี มีกำลังใจ 
 กล้าหาญ
 ไม่อยากสะกิดท่านผู้อ่านเลยครับว่า 
 เมื้อแท้ของมันไม่ต่างไปกับถ่านหรือคาร์บอนที่เราใช้หุงข้าวต้มแกงเลย 
 เพียงแต่ว่ามันไปจม
 อยู่ลึกใต้บาดาลเสียนานนับล้านๆ ปี 
 ถูกความกดดันใต้โลกบีบเอาอย่างหนักหน่วงผสมกับความระอุของความร้อนข้างในโลก ทำ
 ให้เจ้าถ่านดำๆ เป็นคาร์บอนที่ว่า กลายเป็นหินก้อนใสแจ๋ว 
 ส่งประกายวับวามมีราคาค่างวดขึ้นมาทันที
 แต่เพชรเม็ดเขื่องๆ ชนิดที่คนเห็นแล้วต้องร้องอื้อฮือกันไปตามๆนั้น 
 เป็นของสวยงามหายาก (ซึ่งเป็นแบบที่เราไม่ต้องถามถึง
 ราคาค่างวดของมันหรอกครับ แค่ขนาดเท่าขี้ตาเล็นยังไม่มีปัญญา) 
 ชนิดที่แทบจะเรียกว่างมเข็มในมหาสมุทรเท่านั้น กระทั่งใน
 จำนวนบ่อเพชรมากมายในโลกที่มนุษย์รู้จักหาสะสมกันมานับพันๆ ปี 
 ยังมีเพชรระดับ"โครต" ที่ว่านี้ไม่กี่ก้อน ทั้งบางเม็ดยังมี
 ประวัติความเป็นมา 
 อันพิลึกกึกกือมีอาถรรพณ์ในตัวเองที่ให้ทั้งคุณและความพินาศหายนะแก่เจ้าของที่ได้มันเอาไว้ 
 จนกลายเป็น
 ตำนานประจำตัวเพชรแต่ละเม็ด ไม่มีใครพิสูจน์ได้เลยครับ
 เพชรระดับ "โครต" ที่เราจะพูดถึงวันนี้เม็ดแรกก็เห็นจะไม่พ้นเม็ดที่เรียกว่า 
 "ค็อห์-ไอ-นูร์" ซึ่งขณะนี้ประดับอยู่บนมงกุฎของ
 สมเด็จพระบรมราชินีอลิซาเบ็ธแห่งอังกฤษ 
 เพชรเม็ดนี้เดินทางลุยเลือดและความพินาศมาจากตะวันออก กว่าจะขึ้นประดับเป็นศรี
 สง่าเหนือพระเศียรของราชินีหลายพระองค์
 "ค็อห์-ไอ-นูร์" เป็นภาษาอินเดียครับ แปลว่า "ขุนเขาแห่งแสงสว่าง" 
 เดิมนั้นเป็นสมบัติหวงแหนอยู่ในความครอบครองของ
 กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลแห่งชมพูทวีป 
 ซึ่งเก็บงำไว้อย่างดีในเดลฮีซึ่งเป็นเมืองหลวงของอินเดีย 
 การได้มาของเพชรเม็ดนี้ไม่มีประวัติ
 ที่แน่ชัด แต่ก็เชื่อกันว่าขุดขึ้นมาจากบ่อเพชรโบราณแห่งหนึ่งในอัฟริกา 
 อันเป็นแหล่งที่ทุกวันนี้ยังมีการทำเหมืองเพชรเป็นล่ำเป็น
 สันมากที่สุดในโลก
 คาดกันว่า กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลหลายพระองค์ที่มีโอกาสได้ครอบครองเพชรเม็ดนี้ไว้
 มันเพิ่งจะมาเผยโฉมตัวเองออกมาให้โลกรู้จักเมื่อปี พ.ศ.2228 นี่เอง 
 เมื่อเพชรเม็ดนี้ตกอยู่ในความครอบครองของ นาเดียร์ ชาห์
 กษัตริย์ผู้ปกครองเปอร์เซียอันได้แก่อิหร่านทุกวันนี้ 
 โดยได้มาจากการปล้นพระคลังหลวงของจักรพรรดิโมฮัมหมัด กษัตรย์ราช
 วงศ์โมกุลอีกที
 หลังจากนาเดียร์ ชาห์สิ้นพระชนม์ ชาห์รุคก็ขึ้นเป็นกษัตริย์ทายาทองค์ใหม่ 
 พระองค์เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ทีนี้เมื่อหัวหน้าเผ่า
 อัฟกันดินแดนข้างเคียงยกทัพเข้าตี เปอร์เซียก็ล่ม และเพชร "ค็อห์-ไอ-นูรื" 
 ก็เปลี่ยนเจ้าของมาอยู่ในครอบครอง อาห์เหม็ด ชาห์
 หัวหน้าเผ่าอัฟกันที่ตั้งตัวขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเปอร์เซียแทน
 ทายาทของอาห์เหม็ด ชาห์คือ ชาห์ ซูจาห์ 
 พระองค์ครอบครองเพชรเม็ดนี้เอาไว้ได้ไม่นาน อาถรรพณ์ของ "ค็อห์-ไอ-นูรื" 
 ที่จะต้อง
 เปลี่ยนมือจากเจ้าของหนึ่งมาเป็นอีกเจ้าของหนึ่งก็แผลงฤทธิ์ขึ้นมาอีก เมื่อชาห์ 
 ซูจาห์มีอันต้องมอบมันให้กับ รานจิต สิงห์ "สิงห์
 ผยองแห่งปัญจาป" ด้วยการถูกขู่บังคับ 
 ครั้นเมื่ออังกฤษเข้ายึดชมพูทวีปเอาเป็นอาณานิคมโดยบริษัทอีสต์ 
 อินเดียเป็นหัวหอก
 เพชร "ค็อห์-ไอ-นูร์" ก็ถูกนำมามอบให้กับบริษัทนี้ในปี พ.ศ.2392 
 แล้วถูกนำข้ามน้ำข้ามทะเลมาถวายแก่สมเด็จพระนางเจ้า
 วิคตอเรีย พระราชินีผู้โด่งดังของอังกฤษ
 สองปีหลังจากนั้น คือ พ.ศ.2394 "ค็อห์-ไอ-นูร์" 
 ก็ได้อวดโฉมของมันท่ามกลางผู้ลากมากดีทั้งหลายของอังกฤษในงานแสดงที่
 ลอนดอน ในฐานะเพชรที่เคยประดับบนผ้าโพกศีรษะของผู้ครองอาณาจักรแห่งชาวสิกข์
 เดิมเพชร "ค็อห์-ไอ-นูร์" นี้มมีน้ำหนักทั้งสิ้น 191.10 กะรัตหรือ 186 1/16 
 กะรัตอินเดียโบราณ แต่นำมาตัดและเจียระไนเป็นรูป
 ทรงใหม่ในลอนดอน ไม่นานหลังจากนั้นคือในปี พ.ศ.2395 
 เพชรเม็ดนี้ก็ลดน้ำหนักลงมาเหลือแค่ 108 1/3 กะรัต มันยังคงนอน
 นิ่งสงบอยู่ในท้องพระคลังของอังกฤษจนกระทั่งปี พ.ศ.2480 
 จึงมีการนำออกมาประดับไว้ที่มงกุฎที่จะสวมในพิธีสถาปนาพระ
 บรมราชินีอลิซาเบ็ธ (ซึ่งปัจจุบันคือพระพันปีหลวง 
 พระราชชนนีของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่สองพระราชินีของอังกฤษ)
 ตำนานของเพชร "ค็อห์-ไอ-นูร์" นี้กล่าวกันว่า 
 ผู้ที่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของจะได้เป็นใหญ่เป็นโตถึงเจ้าโลก 
 แต่จะต้องเป็นสตรีเท่า
 นั้น ไม่มีบุรุษใหมีสิทธิ์ประดับเพชรเม็ดนี้ได้โดยราบรื่น 
 จะต้องมีอันเป็นไปทุกที "ขุนเขาแห่งแสงสว่าง" เม็ดนี้จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งนำ
 โชคของสตรีเท่านั้น งานนี้ผู้ชายไม่เกี่ยว
 ส่วนเพชรอีดเม็ดหนึ่งที่มีความเฮี้ยนอย่างน่าประหลาด โหดยิ่งซะกว่า 
 "ค็อห์-ไอ-นูร์" ก็คือเม็ดที่จะเล่าต่อไปนี้ละครับผม
 ใครที่เคยไปเที่ยววอชิงตันในสหรัฐ 
 คงจะเคยแวะเยี่ยมชมสถาบันสมิธโซเนี่ยนอันเลื่องชื่อ 
 สถานที่นี้มีพิพิธภัณฑ์อันเก่าแก่ที่โด่งดัง
 ที่สุดของอเมริกา สะสมของโบราณมากมายหลายประเภท 
 น่าสนใจทั้งประวัติและตัวของมันเอง มีอยู่จำนวนมากชนิดดูกันเป็นวันๆ
 ยังไม่หมดที่สถาบันนี้เองยังมีแผนกหนึ่งซึ่งมีผู้คนสนใจเข้าคิวชมกันอย่างคับคั่ง 
 และสิ่งที่ใครต่อใครพากันสนใจมากที่สุดในแผนก
 ก็คือ เพชร เป็นเพชรสีน้ำเงินขนาดใหญ่มากเม็ดหนึ่งที่ส่งประกายวาววับจับตา 
 ทว่าขณะเดียวกันใครๆ ที่ได้เห็นต่างพากันยืนยันว่า
 มีรังสีของความเยือกเย็นออกมาด้วย 
 ความเย็นเยือกที่มันส่งประกายออกมาเต็มไปด้วยเรื่องราวอันยาวนาน 
 ซุ่มไปด้วยเลือดและ
 ชีวิตของคนไม่น้อยกว่า 20 
 คนที่หลงติดบ่วงเสน่าหาของมันจนต้องพบชะตากรรมสยดสยองกันมาแล้ว
 เพชรเม็ดนี้มีชื่อว่า "โฮป"
 เห็นชื่อไพเราะแปลว่าความหวังอย่างนี้ 
 คนที่แตะต้องมันกลับต้องหมดหวังไปเสียทั้งหมด ทั้งกษัตริย์และคนเข็ญใจ 
 โจรและขุนนาง
 ที่เข้ามายุ่งกับมันต่างลงเอยด้วยความบ้าคลั่งและความตายอันน่าทุเรศเป็นเวลากว่าสามศตวรรษเชียวละครับ
 ตามประวัติ 
 ว่ากันว่ามันถูกขุดพบที่เหมืองริมฝั่งแม่น้ำกฤษณาทางตะวันตกเฉียงใต้ของชมพูทวีป 
 และถูกนำไปประดับไว้กลาง
 นลาฏของพระศิวะในเทวาลัยแห่งหนึ่ง 
 ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรายแรกของโฮปตามที่เล่าไว้ในตำนานกว่าห้าร้อยปีก่อน 
 ได้แก่นักบวชฮินดู
 ที่หาญกล้าแกะเพชรเม็ดสำคัญออก หรือจะพูดให้ถูกก็คือขโมยนั่นแหละ 
 ปรากฆว่าดันถูกจับได้และถูกเจี๋ยนไปตามระเบียบ
 จากนั้นมันก็หายเงียบไปนาน จนมาโผล่อีกทีในปี พ.ศ.2185 
 ในยุโรปโดยปรากฏว่าเป็นสมบัติของพ่อค้านักลักลอบซื้อขายของ
 โบราณชื่อ นายจัง แบบติสเต ทาเฟอร์นิเอร์ เขาขายเพชรเม็ดนี้ไป 
 ได้เงินได้ทองมามากมายพอที่ซื้อหายศถาบรรดาศักดิ์และบ้าน
 เรือนที่อาศัย แต่ลูกชายของเขาซีครับเกิดสำลักความรวย 
 เลยไปเล่นการพนันจนเป็นหนี้สินจำนวนมหาศาล ทำให้นายจัง แบบ
 ติสเต ทาเฟอร์นิเอร์ ผู้เป็นพ่อ 
 ถึงกับต้องขายบ้านช่องทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ 
 แต่ไม่ใช่เท่านั้นนะครับ คำสาปเพชรยัง
 เล่นงานเขาต่ออีก เมื่อหมดเนื้อหมดตัวเข้า 
 พ่อค้าของโบราณต้องกลับไปตั้งต้นหาโชคลาภในอินเดียใหม่ 
 แต่เขาไม่มีทางได้ตั้งตัว
 อย่างที่หวังเลย เพราะมันจบลงด้วยความตาย จัง แบบติสเต ทาเฟอร์นิเอร์ 
 ถูกฝูงหมารุมกัดทึ้งกลางถนนในอินเดียนั่นเอง
 ต่อจากนั้นไม่นานเพชรมหาภัยก็ไปปรากฏโฉม 
 ในคนสังคมชั้นสูงได้ยลในฐานะพระราชทรัพย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่ง
 เศสคราวนี้มันถูกตัดออกเจียระไนใหม่จากน้ำหนักเดิม 112.5 กะรัตเหลือเพียง 67.5 
 กะรัตเท่านั้น แต่แม้ขนาดจะเล็กลงก็ไม่ได้
 หมายความว่าอาถรรพณ์ของมันจะน้อยลงด้วย นิโคลัส ฟอร์เกท์ 
 เจ้าหน้าที่ราชสำนักฝั่งเศสกลายเป็นเหยื่อคนต่อมา เขาติดตาต้อง
 ใจมันแต่แรกเห็น 
 ถึงขนาดลงทุนขอยืมพระเจ้าแผ่นดินไปประดับในงานราตรีสโมสรครั้งหนึ่ง 
 แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นานเขาก็มีอัน
 ต้องถูกจับในข้อหารีดไถกรรโชกทรัพย์และถูกตัดสินให้ติดคุกจนต้องตายคาคุกบาสตีลล์ 
 ไม่มีโอกาสได้รับอิสรภาพ
 ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝร่งเศส ผู้ครอบครองเพชรเม็ดนี้ แม้จะมีฐานะเป็น 
 "สุริยราช" ก็กลับสิ้นพระชนม์ด้วยสภาพที่ผู้คน
 เกลียดชัง เนื่องจากพระองค์และราชสำนักใช้จ่ายเงินฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย 
 นำมาซึ่งความหายนะแก่ส่วนรวมในเวลาต่อมา
 ยังไม่พอครับ 
 เพราะเหตุที่ไม่เชื่ออาถรรพณ์ของเพชรเม็ดนี้สมาชิกในราชตระกูลของฝร่งเศสต่างล้มตายไล่เลี่ยกันด้วยสาเหตุและ
 โรคภัยที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้มาก่อน 
 และชะตากรรมอันน่าขนพองสยองเกล้าก็เกิดขึ้นกับสมาชิกบูร์บองอีก
 สามพระองค์ต่อมา หลังจากที่นำเอาเพชรเม็ดนี้ไปประดับมงกุฏที่ใช้สวม
 เจ้าหญิงเดอ ลัมเบลล์ 
 ซึ่งเคยใช้มงกุฏนี้ประสพความตายด้วยการถูกพวกเหล่าร้ายกลุ้มรุมกันทำร้าย 
 ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และ
 พระนางมารี อังตัวเน็ตต์พระมเหสีซึ่งรับมรดกตกทอดเพชรเม็ดนี้มา 
 ก็ประสพวาระสุดท้ายด้วยกิโยตินบนตะแลงแกงหลังจากเกิด
 การปฏิวัติขึ้นในแผ่นดิน
 ความวุ่นวายปั่นป่วนในกรุงปารีสยังคงดำเนินไปหลังจากการปฏิวัติใหญ่ 
 เพชรอาถรรพณ์ก็พลอยหายไปนานกว่า 40 ปี ไปโผล่อีก
 ที่ในมือของ จ้าค ชีลอต์ พ่อค้าเพชรชาวฝรั่งเศส 
 ว่ากันว่าเขาเป็นคนที่หลงใหลในความงามของเพชรเม็ดนี้มาก แต่ลงท้ายปร่กฏว่า
 เขาเกิดสติฟั่นเฟือนอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 
 แล้วก็ประกอบอัตวินายาตกรรมไปเรีบยร้อย
 จากนั้นเพชรตกมาเป็นสมบัติของเจ้าชาย อีวาน คานิตอฟกี้ในเวลาต่อมา 
 และพระองค์ก็ประทานเพชรให้กับสนมชาวปารีเซียงคน
 หนึ่งไม่นานนักก็เกิดเหตุยิงสนมคนนั้นตายก่อนที่เจ้าชายเองจะฆ่าตัวตายตามโดยไม่มีสาเหตุรุนแรงถึงขั้นต้องฆ่า
 เชื่อกันว่า แม้กระทั่งพระนางแคทเธอรีน มหาราชแห่งรัสเซีย 
 ครั้งหนึ่งก็เคยได้เพชรเม็ดนี้ไว้เชยชม ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ไปด้วย
 โรคเส้นโสหิตในสมองแตก
 เพชรเม็ดนี้หายไปจนกระทั่งมาเจอะเจอกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อช่างเจียระไนชาวดัทช์จัดการตัดเพชรเม็ดนี้ลงอีกเหลือแค่ 
 44.5
 กะรัตอันเป็นน้ำหนักขนาดเพชรที่คงอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
 แต่ต่อมาช่างเจียระไนรายนี้ก็ฆ่าตัวตายเมื่อโดนหลานชายแอบดอดเข้ามาขโมยเพชรไปหลังการตัด 
 เพชรดังกล่าวเปลี่ยนมือไปมือ
 แล้วมือเล่า หนทางของมันล้วนชุ่มไปด้วยเลือดตลอดทั่วทวีปยุโรปทั้งสิ้น 
 จนกระทั่งในทีสุดก็ตกมาเป็นสมบัติของนายธนาคารชาว
 ไอริชผู้มั่งคั่งคนหนึ่งชื่อ เฮนรี่ โธมัส โฮป 
 เขารับซื้อเพชรเม็ดนี้ไว้ในราคาเพียงแค่ 30,000 ปอนด์ 
 และตั้งชื่อเพชรตามชื่อตัวเอง
 จนเป็นชื่อที่ใช้เรียกขานมาจนปัจจุบันว่า "โฮป" 
 แต่หลานชายของมหาเศรษฐีนายธนาคารรายนี้ ก็ต้องชะตากรรมตายไปด้วยความ
 อดอยากและไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เก๊เดียว
 ในปี พ.ศ.2451 สุลต่าน อับดุล ฮามิด ตกลงซื้อเพชรเม็ดนี้ไว้ด้วยราคา 400,000 
 ดอลลาร์ สุลต่านมอบเพชรเป็นของขวัญแก่ชายา
 สุบายา แต่ไม่นานนักตัวสุลต่านเองกลับฆ่าชายตนนี้ด้วยการกระหน่ำแทงจนตาย 
 หนึ่งปีต่อจากนั้นพระองค์ต้องมีอันต้องกระเด็น
 ออกจากบัลลังก์ตายเหมือยขอทานอยู่ข้างถนน
 เพชรโฮปเดินทางต่อไปยังอเมริกา มีคนรับซื้อไปในราคา 145,000 ดอลลาร์ 
 โดยผู้ซื้อได้แก่เจ้าพ่อวงการธุรกิจระดับมหาเศรษฐีผู้
 หนึ่งคือ เน็ต แมคลีน ในปี พ.ศ.2454
 อีก 40 ปีจากนั้น 
 วิบัติก็บังเกิดขึ้นกับครอบครัวนักธุรกิจรายนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า 
 หลานชายของแมคลีนถูกรถชนตาย ตัวแมคลีนเอง
 ค้าขายขาดทุนย่อยยับและไปตายในโรงพยาบาลบ้า ลูกสาวของเขาก็ตายในปี พ.ศ.2489 
 เพราะใช้ยาเสพติดมากเกินขนาด ส่วน
 ภรรยาของแมคลีนคืออีเวลีนนั้นกลายเป็นคนไข้เสพติดมอร์ฟีนขนาดหนัก
 เห็นจะมีเจ้าของที่ได้ครอบครองเพชรโฮปเพียงรายเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นอาถรรพณ์ของมันมาได้ 
 คนๆนี้ คือ แฮรี่ วินสตัน ซึ่งรับ
 ซื้อเพชรโฮปมาจากทายาทคนสุดท้ายของตระกูลแมคลีน 
 การรอดพ้นความสยดสยองดันเกิดจากอาถรรพณ์ของเพชรโฮปมาได้
 จากการที่เขาแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายที่สุด นั่นก็คือการให้
 วินสตันบริจาคเพชรเม็ดนี้ให้กับสถาบันสมิธโซเนี่ยน 
 และนับจากนั้นมาเพชรโฮปยอดอาถรรพณ์ก็สงบนิ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของ
 สถาบันนี้ 
 โดยไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งมันอาจจะแผลงฤทธิ์ปล่อยอาถรรพณ์ให้กับใครต่อใครอีก 
 หากมันถูกเปลี่ยนมือไปเป็นคนใด
 คนหนึ่งแทนที่จะเป็นสถาบันใดสถาบันหนึ่งอย่างที่มันสงบอยู่ในวอชิงตันเวลานี้
 ท่านผู้อ่านอ่านแล้วขยาดกับอัญมณีมั่งรึเปล่า ผมว่าทางที่ดี 
 น่าจะลองสาวประวัติของอัญมณีที่ท่านประดับดูมั่งก็ดีนะ โดยเฉพาะ
 พวกที่มีระดับขนาด"โครต" ทั้งหลายนั่นละ

85 ความคิดเห็น