~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 85 : สารพัดคำสาป ช่วงนี้บ้าคำสาป- -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50

สารพัดคำสาป



คำสาปที่น่าพิศวงและน่าสนใจ มีอยู่มากมายทั้งแบบที่เป็ยของโบราณ 
 ทั้งมาจากที่เป็นคำสาปของคนเรานี่ละที่ผูกพันติดวัตถุและ
 แบบที่เป็นคำสาปจาก "อะไร" บางอย่างผ่านเข้ามาในสื่อไม่ว่าจะเป็น ถนน เพลง 
 หรือภาพยนต์
 เชื่อไหมครับว่าการสาปแช่งนี่มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ในทุกชาติทุกภาษ 
 เนื่องจาก "ความโกรธแค้น" เพียงอย่างเดียว คนไทย
 เราถึงบอกกันมาแต่รุ่นปู่ย่าว่า จะด่าก็ด่าแต่ไม่ให้สาปแช่งใคร 
 เพราะมันจะผูกพันติดต่อกันยาวนาน
 ลองมาดูเรื่องของการสาปที่มีกันแต่ครั้งกรีกยังเป็นอาณาจักรรุ่งเรืองกันหน่อย 
 ในสมัยนั้นเชื่อกันว่า ถ้าใครโดนสาปละก็ ผลของ
 มันจะติดค้างตามตระกูลกันเลย ไม่เว้นแม้แต่คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ 
 และคำสาปโบราณที่ขึ้นชื่อลือชาไม่แพ้ของพวกอียิปต์เห็นจะเป็น
 คำสาปในตระกูลอาทริอัส
 เรื่องของเรื่องก็เกิดจากการที่อาทริอัสไม่ฆ่าลูกชายของเทพเฮอร์เมส 
 (อีกชื่อหนึ่งว่าเมอร์คิวรี่) ตายระหว่างชิงรักหักสวาทกัน
 เฮอร์เมสผู้เป็นบิดา สุดแค้นมนุษย์คนนี้นัก 
 จึงสาปแช่งให้กรรมสนองฆาตกรที่ฆ่าบุตรของท้าวเธอ "ตลอดทั้งโครต"
 กาลต่อมา ตอนที่คำสาปเริ่มแผลงฤทธิ์ อาทริอัสได้ฆ่าลูกชายของตัวเองโดยไม่เจตนา 
 ส่วนหลานชายของเขา อะกาเมนนอน ผู้เป็น
 วีรบุรุษคนหนึ่งในมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์ ถูกเมียและชู้รักของเมียฆ่าตาย 
 แต่แล้วเธอก็ถูกสังหารให้ตายตกไปตามกันด้วยน้ำ
 มือของลูกชายและลูกสาวของเธอเอง
 นี่ไงครับ บัยเป็นอาถรรพณ์คำสาปชนิดดึกดำบรรพ์จริงๆ
 ต่อจากนั้นผู้คนก็เชื่อเรื่องของคำสาปแบบล้างโครตเช่นนี้มากขึ้น 
 ยิ่งเวลาผ่านมาก็คาดว่าน่าทำกันในหลายที่ทีเดียว แต่ที่ดูจะมีหลัก
 ฐานเอามาคุยกันได้ เห็นจะไม่พ้นอังกฤษ แผ่นดินที่ผีชอบสิง 
 เชื่อกันว่าครอบครัวขุนนางหลายครอบครัวของที่นี่ ต้องมนต์
 อาถรรพณ์ประจำตระกูลชนิดที่เรียกว่าทั้งโครตเช่นกัน
 ดังเช่นในศตวรรษที่ 18 เอิร์ลแห่งเบรโดบินชาวสก๊อต 
 ได้ย้ายหลุมศพแห่งหนึ่งออกไปนอกเมืองเพื่อสร้างปราสาทเทนเมาท์ หรือ
 พูดง่ายๆ คือปลูกบ้านบนที่ป่าช้านั่นเอง 
 แต่การกระทำอย่างนี้ให้บังเอิญไปขัดกับธรรมเนียมโบราณประจำตระกูล เพราะสุภาพ
 สตรีเจ้าของหลุมศพที่ถูกรบกวนได้วาปแช่งเอาไว้แต่เดิมว่า 
 เอิร์ลสองคนของตระกูลนี้จะไม่ประสพความสำเร็จ และไม่ช้าคำทำนาย
 ก็กลายเป็นความจริง ข้อมูลไม่ได้บอกว่าเป็นอย่างไร 
 แต่ก็คาดว่าน่าสยองพอสมควรล่ะ
 คำสาปที่มีการเล่นทั้งตระกูลแบบนี้บางทีไม่ได้มีต้นเหตุมาจากคนก็มี 
 แบบขแงตระกูลอาแนบเปลแห่งดัสเบิร์กในประเทศ
 ฮอลแลนด์นั่นก็ที่หนึ่ง 
 ผู้คนในตระกูลนี้ต่างก็มีฝ่ามือที่เปลี่ยนสีเป็นสีดำหลังคลอดได้หกเดือนกันถ้วนหน้า 
 เป็นอย่างนี้มาไม่รู้กี่ชั่ว
 คน หมอลงความเห็นว่าเกิดจากสาเหตุด้านพันธุกรรม แต่พวกชาวบ้านปักใจเชื่อว่า 
 เป็นเพราะเมื่อ 400 ปีก่อน อาแนบเปลคน
 หนึ่ง 
 ได้ช่วยโบสถ์ให้รอดจากการถูกไฟไหม้โดยการชักเชือกสั่นระฆังขณะที่มือของเขาเองก็กำลังถูกไฟไหม้ชาวบ้านเชื่อว่าไผนี้เกิด
 จากปีศาจ เมื่ออาแนบเปลไปขัดขวางเข้า 
 เจ้าปีศาจโกรธจึงสาปเขาและลูกหลานให้ฝ่ามือดำตลอดชีวิตชั่วโครต
 อีกตระกูลหนึ่งซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ว่าเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร 
 ได้แก่ตระกูล กินเนส บรูเวรี่
 เพราะว่าใน ค.ศ.1978 สมาชิกตระกูลนี้เสียชีวิตไปสี่คนรวด ในเวลาไม่กี่เดือน 
 กล่าวคือในเดือนมิถุนายน เลดี้ เฮนเรียตต้า กินเนส
 ตกน้ำตายในสโปเลโต ประเทศอิตาลี 
 อีกไม่กี่วันต่อมาทายาทสาวตระกูลนี้ก็จมน้ำตายในอ่างอาบน้ำ 
 ขณะที่พยายามฉีดเฮโรอีนเข้า
 ตัว แล้วในเดือนมิถุนายนเช่นเดียวกัน มีคนพบศพนายพัน เดนนีส์ 
 กินเนสตายในแฮมไชร์โดยมีขวดยาเปล่าตกอยู่ข้างๆ วันคืน
 ผ่านไปแค่เดือนสิงหาคม จอห์น กินเนส ผู้ช่วยคนหนึ่งของประธานาธิบดี เจมส์ 
 คาลาแฮนแห่งอังกฤษได้รับอุบัติเหตุรถชนที่
 นอร์ฟอล์ค แต่รอดชีวิตมาได้ ผู้รับเคราะห์ตายแทนคือบุตรชายอายุสี่ขวบ 
 ส่วนบุตรชายอีกคนหนึ่งที่นั่งมาด้วยกันก็ได้รับบาดเจ็บ
 สาหัส
 โดยปกติคำสาปมักจะเกิดจากแรงอาฆาตแค้น คำกล่าวสาปแช่งของคนจะได้ผลหรือไม่ 
 ขึ้นอยู่กับพลังจิต คนไหนมีพลังจิตกล้าแข็ง
 แรงอาฆาตก็ก่อให้เกิดพลังงานตามล้างได้มากกว่า คนที่พลังจิตด้อย 
 แช่งไปเท่าไรไมค่อยได้ผล คนโบราณที่ล่วงรู้ความลับตรงนี้
 ถึงขนาดส้างขึ้นมาเป็นศาสตร์เชียวละ แต่ว่าเมื่อตกมาถึงปัจจุบัน 
 ศาสตร์ลึกลับพวกนี้เชื่อว่าสูญไปแล้ว กระนั้นก็ยังหลงเหลืออยู่ใน
 ที่บางแห่ง
 แบบเรื่องนี้ไงครับ มันเป็นเรื่องของการสาปของชาวเกาะเชียวละ 
 เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ ภรรยาของนายโรเบิร์ด ไฮเนิล
 จูเนียร์ นานยพันนอกราชการ แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงปี 1958-1963 
 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะฑูตทหารเรือสหรัฐ
 ประจำเฮติ เกิดสนใจเรื่องความลึกลับต่างๆ ของที่นั่นเข้า 
 จึงไปศึกษาเรื่องศาสนาวูดูมาบ้าง แต่ต่อมาพอทั้งสามีภรรยาเดินทาง
 กลับสหรัฐ ก็เขียนหนังสือชื่อ "เขียนด้วยเลือด" ขึ้น 
 มันเป็นประวัติศาสตร์ของเฮติ ซึ่งมีเนื้อความวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองประเทศ
 ในขณะนั้น คือ ฟรองซัวร์ ดูวาลิเยร์ ที่ใครๆ เรียกว่า "พ่อหมอ" หรือ "ปาปาด๊อก"
 ปรากฏว่าต่อจากนั้น เมื่อหนังสือเผยแพร่ออกไป 
 ก็มีช่วงลงในหนังสือพิมพ์ที่จัดทำโดยชาวเฮติที่ถูกเนรเทศว่า หนังสือของเขา ถูก
 ซีโมนภรรยาหม้ายของปาปาด๊อกสาปแช่ง 
 (คาดว่านางคงกระทำพิธีนี้หลังมรณกรรมของปาปาด๊อกในปี 1971)
 แต่แรก 
 สองสามีภรรยาไฮเนิลดูจะภาคภูมิใจเหลือเกินว่าหนังสือที่ตัวเขียนมีค่าถึงขนาดต้องคำสาป 
 หากแต่ความยินดีก็กลับกลาย
 เป็นความหวาดกลัวในไม่ช้า ประเดิมครั้งแรกต้นฉบับสูญหายระหว่างทางไปสำนักพิมพ์ 
 ทำให้นายและนางไฮเนิลต้องเตรียม
 สำเนาต้นฉบับใหม่อีกฉบับหนึ่ง แล้วส่งไปเย็บเล่ม 
 แต่เครื่องเย็บกลับพังใช้ไม่ได้กระทันหัน (สี่เดือนหลังจากนั้น ต้นฉบับที่หาย
 กลับโผล่มาอยู่ในห้องร้างซึ่งไม่เคยถูกใช้เลยของสำนักพิมพ์นั่นเอง) ข้างนักข่าว 
 วอชิงตัน โพสต์ ผู้เตรียมสัมภาษณ์นักเขียนสอง
 สามีภรรยา อยู่ๆ ก้เกิดล้มเจ็บลงเพราะไส้ติ่งอักเสบรุนแรง 
 ทำให้การสัมภาษณ์ต้องล้มเลิกไป สำหรับนายพันผู้เขียนหนังสือเล่มนี้
 ก็โดน"อะไร" เล่นงานโดยตกลงมาจากเวที ขณะกำลังกล่าวสุนทรพจน์ มิหน่ำซ้ำ 
 ขณะที่กำลังเดินกลับมาจะถึงบ้านอยู่แล้วเชียว
 จู่ๆก็มีสุนัขวิ่งตรงเข้ามากัดพอเบาะๆ แค่คางเหลือง เรียกว่าซวยสองต่อ
 คำสาปยังแผลงฤทธิ์ต่อไปครั้งล่าสุด วันที่ 5 พฤษภาคม 1979 
 ครอบครัวไฮเนิลไปพักผ่อนสุดสัปดาห์ที่เกาะ เซนต์ บาร์โธเลมิว
 ใกล้กับเฮติ คราวนี้เล่นงานหนักถึงขนาดนายพันหัวใจวายตายไปต่อตาเชียว 
 ต้องนับว่าคำสาปของชาวเฮติ เฮี้ยนเอาเรื่อง
 เขียนเรื่องของคำสาปต่างๆ มาก็ตั้งมากแล้ว 
 คราวนี้เรามาดูเรื่องของอาถรรพณ์เป็นการปิดท้ายมั่ง
 คราวนี้ไม่ได้เกิดจากการสาปแช่งของมนุษย์ด้วยกัน แต่เป็น"อะไร" 
 อย่างหนึ่งอธิบายไม่ได้ สร้างความชั่วร้ายเกิดขึ้นกับคนโดย
 ผ่านสิ่งไม่มีชีวิตอื่น อาจจะเป็น หินก็ได้ แม้แต่ถนน สี่แยก หรือกระทั่งเพลง 
 ภาพยนต์
 อย่างเพลงอาภรรพณ์ โอเปร่าของฮาเลวีย์ ชื่อว่า "ชาร์ลส์ที่ 6" 
 ซึ่งนำมาร้องเบิกโรง ณ โอเปร่าโคมิค กรุงปารีสเมื่อปี 1852 ขณะ
 ที่ต้นเสียงสูงชายในระดับเสียงเทอร์เนอร์ชื่อว่า มาเฟียอานี 
 กำลังโก่งคอร้องเพลงท่อนที่มีเนื้อแปลเป็นไทยว่า "โอ พระเจ้า จง
 ทำลายเขาให้สิ้น" ซึ่งเขาที่ว่านี้หมายถึงทรชนคนชั่ว 
 ลองนึกภาพเขากำลังเงยหน้าแผดเสียงไปตามอารมณ์เพลง ตามองเพดานอยู่
 ดีๆ นั้น อยู่ๆ คนยกฉากคนหนึ่งก็หล่นตุ๊บลงมาจากขื่อคานเวทีข้างบน 
 ตายต่อหน้าต่อตา ทำเอามาเฟียอานีหายใจไม่ทั่วท้อง เช้าวัน
 ต่อมาหนังสือพิมพ์ก็พากันพาดหัวข่าวว่าเพลงนี้เป็น "เพลงที่ถูกสาป"
 แต่ขนาดเฉียดมัจจุราชมาแล้ว มาเฟียอานีก็ยังสวมวิญญาณนักร้องโอเปร่า 
 ร้องเพลงเดียวกันนี้ในการแสดงรอบคืนต่อมา คราวนี้
 เขาเบนสายตาไปจ้องยังที่นั่งว่างๆ แทน 
 ทันใดนั้นม่านที่นั่งบนชั้นลอยก็ขาดผึงออกจากกัน 
 ร่างของชายคนหนึ่งที่กำลังจะนั่งลอย
 ละลิ่วตามผ้าที่ขาด ตกลงมาตาลต่อหน้ามาเฟียอานีอีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า 
 มาเฟียอานีจะช็อคขนาดไหน
 มาถึงคืนที่สามถัดมา ยอดนักร้องยังคงต้องรับหน้าที่ร้องเพลงเดิม 
 คราวนี้เขาก้มลงโก่งคอร้องเพลงจ้องมองที่พื้นเวทีแทน เพราะ
 กลัวจะมีเหตุสยองซ้ำ มาเฟียอานีไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น 
 เนื่องจากตรงพื้นหน้าเวทีนั้นไม่มีอะไร นอกจากวงดนตรีออเคสตร้าที่
 เล่นประกอบเพลงอยู่เท่านั้น แต่แล้ว...นักดนตรีคนหนึ่งก็เกิดบังเอิญเล่นผิดคีย์ 
 มาเฟีบอานีเลยละสายตาไปมองนักดนตรีคนนั้น
 แทน เจ้ากรรม! นักดนตรีคนนั้นเกิดหัวใจวายตายปุบปับคาวง
 ลงอีหรอบนี้ ภาษิตที่ฝรั่งว่า "The Show Must Go On" คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น 
 การแสดงต้องมีต่อจนจบ เลยต้องเลิกใช้ไป
 โดยปริยาย การแสดงที่มีเพลงนี้บรรจุอยู่ต้องเปลี่ยนเป็นเพลงอื่นแทน
 ครั้งพอถึงปี 1858 นโปเลียนที่ 3 ขอให้ฮาเลวีย์จัดแสดงเรื่อง "ชาร์ลส์ที่6" 
 อีกครั้ง ไม่ทราบว่าพระองค์อยากจะลองของหนือเปล่า
 ผลก็คือคืนหนึ่งก่อนที่การแสดงจะเริ่ม 
 นโปเลียนและอูเชนีเกือบวิ่งหนีลูกระเบิดไม่ทัน 
 ลูกระเบิดพวกนั้นมาจากบรรดานักปฏิวัติ
 ชาวอิตาเลียน การแสดงโอเปร่าในครั้งนั้นจึงต้องยกเลิกไป 
 และไม่เคนนำกลับมาแสดงอีกเลย
 นี่ก็เป็นอาถรรพณ์ของเพลงนะครับ ส่วนอาถรรพณ์ของภาพยนต์ก็มีเหมือนกันเช่นเรื่อง 
 The Omen ภาค 1 นั่นไง นับเป็นตัว
 อย่างที่ใครๆ ก็รู้กันดี
 นับตั้งแต่เครื่องบินโดยสารที่เกรเกอรี่ เ)้ค ซึ่งเป็นดาราในเรื่องนี้ถูกฟ้าผ่า 
 แบบเดียวกับเครื่องบินลำที่ผู้เขียนเรื่องเรื่องนี้คือ เดวิล
 เซลเซอร์ และโรเบิร์ต มันเกอร์ ผู้สร้างภาพยนต์เรื่องนี้นั่งมาด้วยกัน 
 ก็โดนฟ้าผ่าเข้าเหมือนกัน ข้างผุ้กำกับริชาร์ด ดอนเนอร์ก็เจอ
 ปัญหาเรื่องเที่ยวบินทุลักทุเลไม่น้อยหน้า มิหนำซ้ำยังโดนรถชนซ้ำสองในเวลาต่อมา 
 และฟ้ายังได้ผ่าเอาตึกข้างๆ โรงแรมชื่อโรมที่
 เขาพักอีกด้วย
 หนุมอีคนในทีมงานSpecial Effect หรือเทคนิคพิเศษชื่อจอห์น ริชาร์ดสัน 
 ก็ประสพอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถบรรทุกใน
 ฮอลแลนด์ทำให้คนที่นั่งมากับเขาด้วย โดนลูกหลงตายคาที่ 
 ตอนที่โดนรถชนริชาร์ดสันเห็นหลักหินบอกเขตเมือง โอมเมน ซึ่งเป็น
 ชื่อเมืองในภาพยนต์ ทำให้เขาขนลุกเกรียวเชียวละ 
 แล้วยังมีนักแสดงแทนทรี่เรียกว่า Stun Man อีกสองคนโดนสุนัขฝูงหนึ่งรุม
 ทึ้งจนได้รับบาดเจ็บ ปิดท้ายด้วยผู้ดูแลสวนสัตว์ 
 ถูกเสือกัดตายในวันที่กองถ่ายออกจากสวนสัตว์ ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า
 อาถรรพณ์เรื่องนี้เล่นงานกันถ้วนหน้าทีเดียว
 ทั้งภาพยนต์และเพลงอาถรรพณ์ทั้งสองนี้ 
 ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าเกิดจากอะไร...อย่างไร 
 ทั้งสิ้นเรื่องของอาถรรพณ์ที่แฝงตัวอยู่
 กับวัตถุ ที่น่าสนใจยังมีอีกครับ เช่ยอาถรรพณ์จากหินภูเขาไฟ
 เรื่องนี้เกิดในช่วงฤดูร้อนปี 1977 ราล์ฟ ลอเฟิร์ท 
 รองประธานสายการบินเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วย
 ภรรยาอละบุตรสี่คนไปเยือนภูเขาไฟ โมนา โลอา ที่ฮาวาย 
 เมื่อไปถึงพวกเขาได้เก็บหินจากภูเขาไฟใส่กระเป๋าเป็นที่ระลึก ทั้งๆ ที่
 ชาวบ้านในแถบนั้นออกปากเตือนว่า จะทำให้ เปเล่ เทพธิดาแห้งภูเขาไฟโกรธ 
 แต่ครอบครัวของรองประธานกลับเห็นเป็นเรื่องล้า
 สมัย ไม่มีใครเชื่อ
 เมื่อทั้งหมดกลับกลับมาถึงสหรัฐอเมริกาได้ไม่นาน ภูเขาไฟ โมนา โลอา ก็ระเบิด 
 และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนอาถรรพณ์ของหินภูเขา
 ไฟก็เริ่มแผลงฤทธิ์ เริ่มด้วยทอดด์ บุตรชายคนหนึ่งของลอเฟิร์ท 
 ป่วยเป็นโรคไส้ติ่ง ซ้ำยังต้องผ่าตัดหัวเข่าและข้อมือหัก ส่วนมาร์ค
 บุตรชายอีกคนก็ข้อเท้าพลิกและแขนหัก แดน บุตรชายอีกคนหนึ่งเจ็บตา 
 และต้องใส่แว่น ข้างรีเบคก้าบุตรสาว ฟันหน้าหักสองซี่
 ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ 
 กันทำให้ครอบครัวลอเฟิร์ทชักไม่อยากเสี่ยงกับความโกรธของเปเล่ 
 จึงจัดการส่งหินที่เขาเก็บมา
 ให้เพื่อนคนหนึ่งในฮาวายนำไปคืนที่ภูเขาไฟเมื่อเดือนกรกฏาคม 1978 
 แต่หลังจากนั้นความเดือดร้อนก็ยังไม่จบสิ้น เพราะมาร์ค
 ขาหัก รีเบคก้าฟันหักอีกสามซี่ แดนกระดูกแขนแตก และทอดด์ 
 ข้อศอกเคล็ดและมือซ้นอีกครั้งหนึ่ง มาร์คจึงยอมสารภาพว่าเขายัง
 เก็บก้อนหินไว้อีกสามก้อน ผู้เป็นพ่อจึงจัดการส่งมันกลับไปไว้ที่เดิม 
 ความเดือดร้อนจึงยุติลง
 อีกรายหนึ่งคือนางอลิสัน เรย์มอนด์ 
 เหยื่ออาถรรพย์รายนี้มีนิวาสถานอยู่ถึงแคนาดา ได้เก็บหินภูเขาไฟไปเช่นกัน 
 เธอเล่าให้นัก
 ข่าวฟังว่า "สามีของฉันถูกรถชนตายคาที่ ส่วนแม่ของฉันเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง 
 ลูกชายคนเล็กถึงกับต้องถูกหามเข้าโรง
 พยาบาลเพราะตับอ่อนทำพิษ ต่อมาขาเขาหัก ชีวิตสมรสของลูกสาวฉันเกือบพังพินาศ 
 แต่เมื่อเราส่งหินกลับไปทางไปรษณีย์ เรา
 จึงมีโชคขึ้นบ้าง"
 รายต่อมาคือ นิกสัน มอริส พ่อค้าไม้เนื้อแข็งจาก เอล ปาโซ รัฐเท็กซัส 
 สหรัฐอเมริกา เก็บหินจากภูเขาไฟ โมนา โลอากลับบ้านในปี
 1979 แม้ว่าจะได้รับคำเตือนหลายครั้งหลลายหนแล้วก็ตาม หลังจากที่กลับไปบ้านแล้ว 
 เขาก็หล่นลงมาจากหลังคา ต่อมาฟ้าผ่าเสา
 อากาศและเครื่องใช้ภายในบ้านเสียหายหลายชิ้น 
 ส่วนภรรยาก็ล้มเจ็บด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ ทำให้หัวเข่าเธอบวมเป่ง
 ต่อมา มอริสเองก็ได้รับบาดเจ็บจากอาการขาหักที่ลามมาถึงสะโพก 
 เพราะต่อสู้กับขโมยในบ้านของตัวเอง อาถรรพร์หินภูเขาไฟยัง
 เล่นงานมอริสไม่หยุดเพียงนั้น ขนาดแมงในบ้านที่เลี้ยงไว้ 
 ยังพลอยโดนลูกหลงไปด้วยเพราะดันไปนอนหลับไม่เลือกที่ ใต้ฝา
 ครอบกระโปรงรถนายมอริส 
 เป็นเวลาเดียวกับที่นายมอริสติดเครื่องยนต์เลยถากเอาขนของมันหลุดไปแถบหนึ่ง 
 ส่วนหลานสาวที่
 เป็นหลานปู่ของนายมอริสนั้น หกล้มแขนหักสองที่
 มอริสเล่าว่า เขาทุบก้อนหินเป็นสองส่วน แบ่งก้อนหนึ่งให้เพื่อน 
 แต่...เพื่อนคนนั้นก็นำหินกลับมาคืนอมริส หลังจากที่ขับรถชนพัง
 ไปสี่คันภายในเวลาไมถึงสองปี 
 ซึ่งเพื่อนของมอริสไม่เคยขับรถชนแหลกขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
 มีนาคมปี 1981 ละครับ มอริสเลยต้องยอมแพ้ เชื่ออาถรรพณ์ส่งหินกลับคืนบ้านของมัน 
 ทำให้จอห์น อีริคสัน ซึ่งเป็นนักธรรม
 ชาติวิทยาประจำ 
 อุทยานภูเขาไฟแห่งชาติในฮาวายต้องเดือดร้อนนำหินไปคืนให้แบบเดียวกับที่เขาต้องทำทุกวันเพราะมีพัสดุที่
 เป็นหินถึง 40 ก้อนต่อวัน 
 ส่งมาจากบรรดานักท่องเที่ยวที่นำกลับไปบ้านเกิดแล้วต้องส่งคืนเพราะอาถรรพณ์แปลกๆ 
 นี่เอง

85 ความคิดเห็น