กุ่ยสิงเทียนเซี่ย หนึ่งหนู หนึ่งแมว ผ่าคดีปริศนา

ตอนที่ 1 : ตำนานหม่าฟู่แห่งแม่น้ำอี (ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,867
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    24 ธ.ค. 61

         






บทที่ 1 ตำนานหม่าฟู่แห่งแม่น้ำอี


          ณ บริเวณเมืองฉวีซาน มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับหม่าฟู่แห่งแม่น้ำอีว่ากันว่า...

          แม่น้ำอีที่ไหลมาจากภูเขาฉวีซานนั้น ใต้น้ำมีปิศาจร้ายซ่อนอยู่ นามว่า “หม่าฟู่” ตามที่” คัมภีร์ซานไห่จิง” ได้บันทึกไว้ “หม่าฟู่” เป็นปิศาจร้าย ที่มีตัวเป็นเสือ มีหัวเป็นคน ชอบร้องเสียงดังโหยหวนเหมือนเด็กทารก และกินมนุษย์เป็นอาหาร มันอาศัยอยู่ในน้ำมาเป็นเวลานาน รอคอยเวลาที่มนุษย์ขี่ม้าข้ามแม่น้ำ มันก็จะอาศัยจังหวะนี้กระโจนพุ่งเข้ากัดที่ท้องของม้าจึงเป็นที่มาของชื่อ หม่าฟู่ (ท้องม้า)

          ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าน้ำจะลึกหรือจะตื้นเพียงใด ผู้คนในละแวกเมืองฉวีซานก็หลีกเลี่ยงที่จะขี่ม้า หันไปใช้เรือหรือไม่ก็แพไม้ไผ่ข้ามแม่น้ำแทน

          เรื่องต้นกำเนิดของ หม่าฟู่ นั้นเล่าขานกันไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ที่เล่าขานกันมากที่สุดก็คือ ดินแดนฝั่งแม่น้ำอีทางตอนใต้นั้นค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มาก ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบนี้มีสุขภาพที่แข็งแรง กลับกันดินแดนฝั่งแม่น้ำอีทางตอนเหนือนั้นแห้งแล้งมาก เสบียงอาหารไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ชาวบ้านทางฝั่งเหนือประทังชีวิตด้วย หญ้าป่า แต่หญ้าที่ป่าแห่งนี้กินมากไปก็ไม่ดีเพราะมีพิษทำให้ไม่สูง เป็นเหตุให้ชาวบ้านทางฝั่งเหนือมีรูปร่างเตี้ย

          ชาวบ้านทางฝั่งใต้นั้นชอบรังแกชาวบ้านทางฝั่งเหนือ เด็กทางฝั่งใต้ที่รูปร่างสูงใหญ่ชอบรังแกเด็กทางฝั่งเหนือที่รูปร่างผอมบาง ด้วยการแกล้งผลักตกลงไปในแม่น้ำอีที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว เคราะห์ร้ายเด็กน้อยทางฝั่งเหนือจมน้ำตาย จึงกลับชาติมาเกิดเป็น หม่าฟู่ เพื่อแก้แค้น

          เพราะเหตุนี้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับแม่น้ำอี เวลาที่นั่งเรือข้ามแม่น้ำจะไม่กล้ารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า มิเช่นนั้น จะต้องเผชิญกับความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          ปัจจุบันนี้แม่น้ำอีทั้งฝั่งเหนือและฝั่งใต้ได้ตกอยู่ใต้อาณัติของเมืองฉวีซาน ฝั่งเหนือเป็นตัวเมือง ฝั่งใต้เป็นพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร ทั้งสองฝั่งได้หลอมรวมกัน เป็นเวลานานมากแล้วเรื่องที่ฝั่งใต้ชอบรังแกฝั่งเหนือจึงไม่เกิดขึ้นอีก. ตำนานหม่าฟู่แห่งแม่น้ำอีนั้น ถูกลืมเลือนไปนานมากแล้ว มีเพียงคนเฒ่าคนแก่ในเมืองนี้ไม่กี่คนที่ยังคงมีความทรงจำอันลางเลือนถึงเรื่องหม่าฟู่ที่ทำร้ายมนุษย์อยู่

          ขึ้นหกค่ำเดือนหนึ่ง

          ยังไม่ทันที่ชาวเมืองฉวีซานจะได้ฉลองปีใหม่ก็เกิดเรื่องขึ้น.....

          ที่ปลายสายของแม่น้ำอี มีศพเด็กหนุ่มสามศพลอยอยู่ในน้ำ ศพที่อายุน้อยที่สุดคือสิบปี อายุมากสุดคือ สิบห้าถึงสิบหกปี สภาพศพ มีสีม่วงคล้ำเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ดูเหมือนว่าจะเป็นพวกขอทานที่ตกลงไปในน้ำแล้วจมน้ำตาย เมืองฉวีซานตั้งอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงใต้มีเส้นทางสายสำคัญสองทาง เมืองนี้จึงเป็นเมืองที่มีคนทุกประเภท ส่วนพวกขอทานนั้นก็จะพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองนี้

          ศาลอำเภอตัดสินคดีขอทานสามศพนี้แบบลวกๆ รวบรัดตัดตอน ทำแค่เพียงจัดการบรรจุศพไว้ในห้องเก็บศพรอญาติมานำกลับไป ถ้าสามวันแล้วยังไม่มีญาติมาติดต่อขอรับกลับ ก็จะทำการหาเนินดินแล้วฝังอย่างขอไปที เพื่อให้คดีสิ้นสุดโดยเร็ว แต่แล้วในคืนนั้นเองก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากยามที่เฝ้าศาลอำเภอนายอำเภอจึงรีบรุดไปตรวจสอบ..ก็พบว่ายามของศาลอำเภอนั้นหน้าเขียวหน้าเหลืองลงไปนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นดิน ประตูห้องเก็บศพเปิดอ้าออก ผู้คนรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนที่จะเข้าไปดู ทันใดนั้นขนที่หลังของนายอำเภอก็ลุกชัน ศพขอทานทั้งสามศพได้หายไปแล้ว เหลือเพียงรอยเท้าเปียกน้ำเล็กๆ สามรอยบนพื้น

         เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพก็รีบรุดมาตรวจสอบศพ ผลการชันสูตรกระจ่างชัดแล้วเขาจึงสรุปว่า “ยามของศาลอำเภอตกใจกลัวจนถุงน้ำดีแตกตาย” [1]

         นายอำเภอก็รู้สึกตกใจกลัวเป็นอย่างมากสั่งห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปโดยเด็ดขาด

เดิมทีศาลอำเภอได้จัดเวรยามดูแลอย่างแน่นหนา และเรื่องนี้ก็คิดว่าน่าจะจบไปแล้วคาดไม่ถึงว่า รุ่งสางวันที่สองจะพบนายอำเภอเลือดออกเจ็ดทวารเสียชีวิตคาห้องหนังสือ บ่าวรับใช้ผู้เห็นเหตุการณ์รวมทั้งเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตายเพราะอุบัติเหตุ


          เรื่องนี้เล่าลือกันปากต่อปากไปอย่างรวดเร็ว เมืองฉวีซานก็เกิดความโกลาหลขึ้น ในที่สุดก็มีคนนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่หม่าฟู่ทำร้ายคนขึ้นมาได้

          ครั้นแล้วเมื่อผู้พิพากษาแห่งลั่วโจวที่บังเอิญมาราชการอยู่ในเมืองฉวีซานได้ยินเข้าก็เกิดหวาดกลัว และในคืนนี้เองเขาก็ได้ส่งมือปราบมาตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียดมือปราบผู้นี้เป็นชาวยุทธ์ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แซ่ของเขาก็คือ เหลียง มีนามว่า    เหลียงเป้าผู้มีฉายาว่า “มือปราบดาบทอง” แต่ทว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ก็ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องส่งคนมาเพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสำหรับเมืองนี้ เพื่อตรวจสอบเรื่องศพขอทานทั้งสาม

          พริบตาเดียว วันที่ 15 เดือนอ้ายก็มาถึงแต่คดีก็ยังไม่คืบหน้า

ยามเที่ยงวัน ที่ประตูเมืองมีคนเข้าแถวรอตรวจคนเข้าเมืองเป็นจำนวนมาก ด้านข้างนั้นมีโรงน้ำชาเล็ก ๆ ตั้งอยู่ สำหรับผู้ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็จะไปแวะพักจิบชา


          ในโรงน้ำชาโต๊ะที่อยู่ริมสุดมีหญิงสาวสองคนนั่งอยู่ พวกนางอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี หญิงสาวสวมเสื้อสีเทากับกระโปรงยาว ไม่มีเครื่องประดับ ถือห่อผ้า ดูแล้วทั้งสองคนน่าจะเป็นพี่น้องกันผิวพรรณหยาบกระด้างเล็กน้อย ไม่น่าจะใช่บุตรธิดาของผู้มีฐานะ และมักจะปลอมตัวเป็นนักพรต หมอผีอีกด้วย

          “พี่คะ ทำไมถึงตรวจกันเข้มเช่นนี้ละ”

          “น่าจะตรวจจับนักโทษหนีคดีน่ะ พวกเราก็ระวังตัวกันหน่อย”

          “กลัวอะไร พวกเราก็แค่โจรชั้นปลายแถวไม่มีชื่อเสียงสักหน่อย”

          หญิงสาวทั้งสองแซ่เหยียน คนหนึ่งชื่อ ซานเฟิ่ง อีกคนหนึ่งชื่อซื่อเฟิ่ง ตั้งแต่เล็กทั้งสองก็พเนจรอยู่ในยุทธภพ มีวิชาหมัดมวยติดตัวเล็กน้อย อาศัยการฉกชิงวิ่งราวขโมยข้าวของบ้านเศรษฐีผู้มีอันจะกิน และยังปลอมตัวเป็นนักพรต หมอผี ขับไล่วิญญาณร้ายหลอกลวงผู้คนเพื่อแลกเงิน ในยุทธภพพวกนางมีฉายาว่า “หญิงงามบนขื่อคาน”***[2]

          “นี่ ๆ” ซื่อเฟิ่งสะกิดซานเฟิ่ง แล้วพูดขึ้นว่า “พี่คะ ก่อนเข้าเมืองพวกเราคำนวณเงินกันก่อนดีหรือไม่ มิเช่นนั้นจะไม่พอพักแรมที่โรงเตี๊ยม”

“เจ้าจะกลัวอะไรกัน” ซานเฟิ่งยิ้มแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้ยินที่ผู้คนบนถนนพูดกันหรอกหรือว่าเมืองนี้มีภูตผีวิญญาณอาละวาด พวกเราได้ตั๋วใบใหญ่แล้วล่ะ!”


          ซื่อเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วยแต่แล้วสายตากลับเหลือบไปเห็นไกลๆ มีคนกำลังเดินตรงมาทางนี้!

“พี่คะ! “ซื่อเฟิ่งลดเสียงต่ำลง “คนที่ใส่เสื้อสีฟ้านั่น รูปงามอะไรเช่นนี้”

ซานเฟิ่งเอื้อมมือไปบิดหูซื่อเฟิ่ง “เจ้าจะไปสนใจทำไมว่าเขารูปงามหรือไม่ สิ่งสำคัญเจ้าควรจะสนใจว่าเขามีเงินหรือไม่ต่างหากเล่า”

“จริงๆ นะ” ซื่อเฟิ่งคว้าแขนเสื้อของพี่สาวแล้วเอ่ยว่า “ดูนั่นเร็ว”


          บนถนนที่เห็นอยู่ไกลๆ นั้น มีขบวนของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งผู้ร่วมขบวนนั้นดูน่าประหลาดยิ่งนัก คนหนึ่งตัวใหญ่ สองคนตัวเล็ก ม้าหนึ่งตัว และอีกตัวหนึ่งนั่นก็คือ...หมีน้อย?

ที่เดินอยู่หน้าสุดของขบวนคือเด็กชายชุดดำอายุยังไม่ถึงสิบปี เขาแบกดาบสีดำเล่มใหญ่ขนาดเท่าลำตัวของเขาไว้บนหลัง เด็กชายคนนี้มีรูปโฉมงดงามสะอาดตา ถึงแม้ว่าเขาจะดูเด็กมาก แต่ก็รับรู้ได้ถึงความห้าวหาญและแข็งแกร่ง

          ในมือข้างซ้ายของเด็กน้อยจูงบังเหียนสีลูกท้อของม้าตัวใหญ่ค่อย ๆ ก้าวเดินไป.

          ชายผู้สวมเสื้อสีฟ้าที่ซื่อเฟิ่งพึ่งจะพูดถึงเมื่อครู่ ก็นั่งลงพอดี

          ชายผู้นี้อายุราว ยี่สิบปี รูปร่างสูงใหญ่ดูทรงพลัง ศีรษะก้มลงเล็กน้อย คล้ายกับคนใจลอย เขาสวมชุดสีฟ้าคราม ขอบปากกระบอกแขนกับขอบเอวเป็นสีฟ้าอ่อน ยิ่งทำให้ชายผู้นี้ดูมีรูปร่างที่สูงโปรงและผอมบาง. ไกลออกไปทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ค่อยชัด แต่ก็ทำให้ผู้ที่พบเห็นสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและเป็นผู้ทรงความรู้ ดูแล้วน่าจะเป็นพวกบัณฑิต.

          ที่น่าแปลกก็คือข้างกายของบัณฑิตหนุ่มผู้นี้มีหมีน้อยตัวหนึ่งเดินตามมาด้วย ส่วนหัวของมันมีลักษณะคล้ายกับลูกม้า แต่ดูกลมและตุ้ยนุ้ยกว่า ขนของมันมีสีขาวดุจปุยนุ่น เดินอย่างเชื่องช้าด้วยทวงท่าสุขุมเยือกเย็น บนหลังของหมีน้อยมีเด็กน้อยอายุราวประมาณ ห้าหรือหก ขวบนั่งอยู่ เด็กน้อยสวมเสื้อสีขาวและสวมเสื้อคลุมกันหนาวที่มีผ้าคลุมปิดใบหน้าสีเหลืองอ่อนลวดลายวิจิตรงดงาม เด็กน้อยคนนี้แก้มยุ้ย ตาโต และมีผมสีดำ ดูน่ารักน่าชังยิ่งนัก

สามคนนี้เป็นใครกัน?



***** โปรดติดตามตอนต่อไป อัพตอนใหม่ ทุกจันทร์ พฤหัส เสาร์ เวลา 2 ทุ่มครึ่งนะคะ
ติชมได้ ขอให้เป็นการติเพื่อก่อ ไม่ด่ารุนแรงนะคะ ^^


------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
  1. [1] (***เชิงอรรถ*** อาการถุงน้ำดีแตกตายเป็นทฤษฏีของแพทย์แผนจีน **มีคำกล่าวว่าถ้าเป็นคนใจกล้าถุงน้ำดีจะใหญ่ ** **พวกคนขี้ขลาดถุงน้ำดีจะเล็ก)
  2. [2] (***เชิงอรรถ***梁上双凤เป็นคำที่คนจีนใช้เรียกหัวขโมยผู้หญิง เพราะเวลาจะทำการขโมยต้องแอบย่องปีนขึ้นไปบนขื่อบนคาน)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

123 ความคิดเห็น

  1. #112 pyuhoshi (@mypookt0068) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 14:27
    ติดตามนะค้าบ
    #112
    1
  2. #22 cynic (@cynic) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 17:47
    สำนวนแปลไม่คล้ายในยุคก่อนเลยค่ะ แปลคล้ายสำนวนยุคปัจจุบันมาก ไม่ค่อยให้อารมณ์จีนโบราณ (จีนเสิ่นเจิ้น?) ขออภัยนะคะ ถ้าทำให้เสียกำลังใจ แต่เป็นการติเพื่อก่อน่ะค่ะ
    #22
    0
  3. #2 สายหมอก (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 12:50

    น่าสนใจดีค่ะ

    #2
    0
  4. #1 zehell123466 (@zehell123466) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 08:29

    งุ๊ยยยย~~~ตามมาจากเฟสนู้นแหน่ะ แค่อ่านคำเปรยก็ชอบแล้วอ่ะ
    #1
    0