กุ่ยสิงเทียนเซี่ย หนึ่งหนู หนึ่งแมว ผ่าคดีปริศนา

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 ตอนที่ 1.1 ตำนานหม่าฟู่แห่งแม่น้ำอี (ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,044
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    10 ธ.ค. 61

          



บทที่ 1 ตอนที่ 1.1 ตำนานหม่าฟู่แห่งแม่น้ำอี


         เด็กชายที่เดินอยู่ด้านหน้ามีชื่อว่า “เซียวเหลียง” ที่ขี่ม้าอยู่มีนามว่า “จั่นเจา” ส่วนเจ้าตัวที่หน้าท่าทางเหมือนหมีน้อยตัวนั้นแท้ที่จริงแล้ว “มันมีสายพันธุ์พังพอน” ชื่อว่า “สือโถว” สุดท้ายเด็กน้อยที่ขี่หลัง สือโถว อยู่มีชื่อว่า “เสี่ยวซื่อจึ”

ไม่กี่วันก่อนหน้าจั่นเจาได้รับกล่องผ้าจากพี่ชาย “จั่นห้าว” ที่ฝากคนส่งมาให้เขา กลับคิดไม่ถึงว่าจะตกหลุมพรางแผนร้ายเข้า เมื่อเขาเปิดกล่องผ้าก็ถูกพิษทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของเขามองไม่เห็น

          จั่นเจาได้รับข่าวคราวของจั่นห้าวที่เอ่ยถึงเมืองฉวีซาน ด้วยเกรงว่าหากช้าพี่ชายจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น จึงไม่รอให้กงซุนคิดค้นยาถอนพิษได้ ก็รีบออกเดินทางมาเพียงลำพัง

นึกไม่ถึงเดินทางมาได้ไม่ไกลจะถูกเซียวเหลียงและเสี่ยวซื่อจึที่ขี่หมีน้อยสือโถวมาขัดขวางไว้

          เสี่ยวซื่อจึและเซียวเหลียงตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า ทั้งสองจะเป็นดวงตาให้กับจั่นเจาและร่วมเดินทางไปเมืองฉวีซานด้วย ตลอดทางก็ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ เพื่อให้กงซุนตามมาได้

“คงจะเป็นพวกเศรษฐีน่ะ” ซื่อเฟิ่งยกมือขึ้นมาเท้าคางพร้อมกับยิ้มออกมาน้อยๆ

ซานเฟิ่งมองอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมาว่า “จากตรงนั้นเจ้ามองออกได้อย่างไรกันว่าบัณฑิตผู้นั้นหน้าตางดงาม? ข้ามองไม่ชัดเสียด้วยซ้ำ”

          “ดูจากรูปร่างก็รู้แล้วน่า” ซื่อเฟิ่งกล่าวแล้วยืนขึ้น

        “เจ้าจะทำอะไรน่ะ”

        “ทำการค้าอย่างไรเล่า” ซื่อเฟิ่งขยิบตาให้กับพี่สาว “ข้าจะถือโอกาสไปดูเสียหน่อยว่า รูปงามจริงหรือไม่” พูดจบ ซื่อเฟิ่ง ก็รีบเดินไป

          ไกลออกไป หญิงสาวก็ได้ยินเด็กที่ขี่หลังหมีน้อยพูดขึ้น “เมี้ยว เมี้ยว ท่านจะดื่มอะไรดี ข้างหน้ามีโรงน้ำชาอยู่”

        ซื่อเฟิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย...เมี้ยว เมี้ยว? หรือว่า เมี่ยวเมี่ยว บรุษจะใช้ชื่อแบบนี้ได้อย่างไรกัน?

       “คนเยอะขนาดนี้ ต้องรอนานแน่เลย” เซียวเหลียงเห็นว่าโรงน้ำชาไม่มีที่นั่ง จึงจัดการแก้มัดห่อผ้าบนหลังม้าแล้วรีบวิ่งไปซื้อน้ำกับอาหารว่างที่โรงน้ำชา ให้ทั้งสองคนหยุดพักสักครู่หนึ่ง

          สบโอกาสพอดี ซื่อเฟิ่งจึงรีบเร้นกายไปทันที

       “โอ้ย โหย๋ว!” ซื่อเฟิ่งเร้นกายมาอยู่ข้างจั่นเจา แล้วแสร้งทำเป็นเซถลาล้มลง นางเงยหน้าขึ้นก็พบกับจั่นเจาที่กำลังก้มหน้าลงมามองนางเช่นกัน

          ดวงตาคู่นี้ทำให้ซื่อเฟิ่งตกตะลึง ตรงนี้เป็นที่ลับตาคนนางจึงไม่กล้าที่จะขยับมือ บุรุษผู้นี้งดงามยิ่งนัก นางพเนจรไปทั่วจึงรู้ดีว่า บุรุษผู้นี้ต้องเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ อีกทั้งยังมีร่างกายที่แข็งแรงกำยำมาก

       จั่นเจาเอ่ยถามนาง “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

       “ข้าไม่เป็นไร” ซื่อเฟิ่งยันกายลุกขึ้นแล้วแอบลอบมองดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง พรางนึกในใจว่า ‘โอ้ ว้าววว ดวงตาช่างสุกใส จมูกก็โด้งโด่งอะไรเช่นนี้

          ในขณะที่นางกำลังเคลิ้บเคลิ้มอยู่นั้นด้านหน้าก็มีคนของทางการกลุ่มหนึ่งตรงไปยังศาลอำเภอเพื่อส่งมอบประกาศ

        “คนของทางการเต็มไปหมดเลยล่ะ” เสี่ยวซื่อจึหันมาพูดกับจั่นเจา

        “คนของทางการงั้นหรือ?”

        “อ่า! งั้นพวกเราเดินไปข้างหน้ากันก่อนแล้วค่อยเอาของออกมาแบ่งกันกิน”

          ซื่อเฟิ่งได้ยินเข้าก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ แต่จิตใต้สำนึกของนางสั่งให้แอบลอบมองจั่นเจาอีกครั้งหนึ่งก็ทันได้เห็นสายตาของจั่นเจานั้นทอดมองไปข้างหน้า ดวงตาเหม่อลอยคู่สวยแปลก ๆ นี้ ทำให้สง่าราศีของเขาลดลงเล็กน้อย เมื่อคิดได้ดังนี้ ใจของซื่อเฟิ่งก็พลันเต้นขึ้น .....ไม่นะ เป็นไปไม่ได้น่า!

          ในเวลานี้มือปราบก็ได้มาถึงด้านหน้าของศาลอำเภอแล้ว และได้ส่งมอบประกาศใบหนึ่ง “อ่ะ ดูซะ แล้วก็ระวังพวกเข้าเมืองด้วย มีเบาะแสอะไรให้รีบมารายงานที่ศาลอำเภอจะมีรางวัลให้อย่างงาม!”

          จั่นเจารับประกาศนั่นมาแล้วส่งต่อให้กับเสี่ยวซื่อจึ “เสี่ยวซื่อจึ อ่านซิ”

        เสี่ยวซื่อจึรับประกาศมาแล้วพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง

        ซื่อเฟิ่งอยากจะหัวเราะเสียให้ได้..ทำไมเด็กน้อยผู้นี้ถึงได้รู้ตัวหนังสือมากมายขนาดนี้เล่า...แต่ทว่าในใจกลับชัดเจนแล้วว่าบุรุษรูปงามผู้นี้แท้ที่จริงแล้วจะเป็นเพียงชายตาบอดคนหนึ่งเท่านั้น ‘ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก!’

          “เมี้ยวเมี้ยว ประกาศนี้บอกว่า ในเมืองนี้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นหลายคดี แล้วยังมีคดีที่ศพขอทานทั้งสามศพถูกขโมยไปอีกด้วย ถ้ามีเบาะแสอะไรก็ให้ไปรายงานที่ศาลอำเภอหากจับกุมคนร้ายได้จะได้รางวัลนำจับเป็นเงินจำนวนห้าพันตำลึง”

         “ศพขอทานหายไป?” จั่นเจาเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย ด้วยไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องขโมยศพของขอทาน

          ทันใดนั้นเองเซียวเหลียงรีบวิ่งกลับมาแล้วเอ่ยขึ้น “พี่จั่น ได้ยินว่าที่เมืองนี้เกิดคดีใหญ่ขึ้นแล้ว นายอำเภอเสียชีวิตแล้ว!”

          ซื่อเฟิ่งแอบครุ่นคิดอยู่ในใจ ‘ที่แท้บัณฑิตหนุ่มรูปงามนี่ก็ แซ่ จั่น นี่เอง ‘

        “ใครกันที่กล้าทำเรื่องใหญ่เช่นนี้ กล้าฆ่านายอำเภอเชียวรึ? พวกโจรในยุทธภพหรือว่านักโทษของทางการ “

        “หึม “มือปราบเพ่งพินิจมาที่จั่นเจาดูแล้วบุรุษผู้นี้น่าจะเป็นคนมีฐานะ เขาเผยยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างเสียมิได้พร้อมทั้งส่ายหัว “ถ้าเป็นฝีมือมนุษย์เรื่องก็คงไม่ยากแบบนี้หรอก”

          “อะไรนะ!” เซียวเหลียงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตกใจ “เจ้าว่าที่ฆ่าคนตายนั้นไม่ใช่มนุษย์หรือ?”

         ในขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีขอทานคนหนึ่งไม่รู้โผล่มาจากไหนวิ่งถลามาอยู่ตรงหน้ามือปราบ “ใต้เท้า ได้โปรดกรุณาช่วยพวกเราด้วยเถิด พวกเราต้องการอาหารเพื่อประทังชีวิต”

         “เฮอะ” มือปราบขมวดคิ้วขึ้นทันใดแล้วหันไปสั่งการกับลูกน้องที่อยู่ห่างออกไป “เฮ้ นี่ เอาตัวกลับไปด้วย” จั่นเจารู้สึกไม่เข้าใจ “ทำไมต้องจับขอทานด้วย?”

         “เป็นคำสั่งของเบื้องบน” มือปราบบอก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นขอทานกำลังเกาะขาตัวเองไม่ยอมปล่อยด้วยความรังเกียจจึงยกขาถีบขอทานสุดแรง

         “แม่งเอ้ย! หลีกไปให้พ้น อย่ามาทำให้กางเกงของข้าสกปรก”

        มือปราบยังด่าไม่ทันจบ ฉับพลันนั้นก็ชะงักปากยืนแน่นิ่งไม่สาดคำด่าว่าใด ๆ ออกมาอีก

        “อ้าย!” ซื่อเฟิ่งที่ยืนหันหน้าตรงมาที่เขายืนอยู่กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกลัวแล้วหันกลับไปมองดูมือปราบอีกครั้ง มือปราบคนนั้นโซเซก่อนที่จะหงายหลังล้มลงเลือดออกเจ็ดทวารเสียชีวิตทันที

        ในช่วงเวลานี้ ไม่รู้ใครเป็นใครในกลุ่มฝูงชนมากหน้าหลายตา ได้ตะโกนขึ้นมา “หม่าฟู่สัตว์ร้ายฆ่าคนตายอีกแล้ว”

        ทันทีที่ได้ยิน ฝูงชนก็เกิดโกลาหนขึ้น พากันดันกระแทกประตูเมืองให้เปิดออกเพื่อเข้าเมือง ทหารยามเฝ้าประตูเมืองก็มิอาจขัดขวางได้


          .........................................


          ท่าเรือข้ามฝากของเมืองฉวีซานทางฝั่งใต้ เรือแพลำหนึ่งกำลังค่อยๆ แล่นออกจากฝั่งมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือของเมืองฉวีซาน

       บนเรือผู้คนไม่ค่อยมากนัก ชายหลายคนมีถุงเงินผูกไว้อยู่ที่เอว ดูแล้วน่าจะไปใช้แรงงานที่ฝั่งเหนือ ส่วนพวกผู้หญิงจูงลูกและหิ้วตะกร้าไว้ในมือข้างในมีหน่อไม้สดอยู่คงจะเอาไปฝากญาติพี่น้อง และก็ยังมีพ่อค้ากับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ออกท่องยุทธภพ

       ตรงด้านท้ายเรือมีชายผู้หนึ่งสวมชุดสีขาวนั่งอยู่บนศีรษะของชายผู้นี้สวมหมวกงอบสานสีขาวปีกหมวกกดต่ำลงมา ข้างกายมีห่อผ้อวางอยู่ใบหนึ่ง ในมือถือดาบยาวเล่มหนึ่งที่มีผ้าสีขาวห่อไว้ เขาก้มศีรษะลงมา ดูเหมือนว่ากำลังหลับอยู่ รูปร่างของเขาสูงโปร่ง ชายหนุ่มเลือกนั่งอยู่ตรงมุมที่ไม่สะดุดตาผู้คน

       หญิงสาวผู้หนึ่งแอบลอบมอบมาทางชายหนุ่มอยู่บ่อยครั้ง แต่มิใช่อะไรเป็นเพราะนางมีความสามารถด้านการถักทอและงานฝีมือ เสื้อคลุมยาวของชายหนุ่มก็โดดเด่นเป็นที่สนใจของนางเพราะว่าทอด้วยผ้าไหมสีขาวรูปแบบเรียบง่ายแต่ทว่าเนื้อผ้าที่ใช้ตัดเย็บนั้นเป็นผ้าชั้นหนึ่งฝีมือที่ตัดเย็บนั้นช่างปราณีตละเอียดละออยิ่งนัก คนผู้นี้น่าจะนี้มีฐานะร่ำรวย เมืองฉวีซานเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลความเจริญ น้อยนักที่จะได้พานพบชายหนุ่มที่มีลักษณะบุคลิกดุจดั่งคุณชายเช่นนี้


*** ติดตามตอนต่อไป อัพตอนใหม่ทุกวันจันทร์ พฤหัส เสาร์ เวลาสองทุ่มครึ่ง นะคะ

*** ตามตามข่าวสารเรื่องนี้ได้ที่ เพจ ซินซินจอมยุทธ์หญิง - หยุนหว่าหวา

https://www.facebook.com/xinxinyunwawa

*** ติชมได้ ขอให้เป็นการติดเพื่อก่อไม่ด่ารุนแรงนะคะ ^ ^ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

123 ความคิดเห็น

  1. #51 lee013 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 13:37
    ดีมากกกกก เราติดตามนะคะ เป็นกำลังใจคะ เราfcจั่นเจาคะ //รู้สึกตัวเองแก่...
    #51
    2
    • #51-1 xinxin-yunwawa(จากตอนที่ 2)
      20 มกราคม 2562 / 16:11
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ดีใจมากค่ะ // ไม่แก่เลยค่ะ นักแต่งเรื่องนี้เอ่อหยาก็ยังวัยรุ่นอยู่เลยค่ะ ^^
      #51-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #42 Puu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 17:12

    อ่านจากตอนที่แล้วถึงตอนนี้นะคะ

    - สำนวนภาษา​ เพราะเป็นเรื่องจีนโบราณ​ ลักษณะคำพูดหรือนึกคิดของตัวละคร​ยังไม่เนียนค่ะ​ ติดนิยายที่เป็นยุคปัจจุบันอยู่มาก


    - เสียง​อุทาน​ อย่าง​ 'อ้าย'​ 'โอ้ยโหย๋ว' ที่ถูกคิดว่าเป็น​ 'อ๊าย' เสียงตรีไม่ใช่เสียงโท​ และ​ 'โอ้ยโหยว'​ หรือ​ 'โอ๊ยโหยว'​ ค่ะ​ 'โหยว'​ เป็นเสียงจัตวาอยู่แล้วไม่ต้องเขียน​ + กำกับ​


    ส่วน​ โอ้ย หรือ​ โอ๊ย​ อ่านดูแล้วคิดว่าได้ทั้งสองเสียง​ค่ะ​ แต่ทั่วๆไป​เห็น​ โอ๊ย​ (อุทานเวลาเจ็บ)​ บ่อยกว่า


    ตัวเรื่องน่าสนใจค่ะ​ แต่คิดว่าถ้าเตรียมตีพิมพ์​เรื่องสำนวนภาษา​ การใช้คำ​ และวรรณยุกต์​ ยังต้องเกลาอีกนะคะ


    อยากอ่าน​ตัวเล่มจึงบอกกล่าวนะจ๊ะ​ จุ๊บๆ

    #42
    0
  3. #29 momokokojang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 22:22
    ขอบคุณนะคะ
    #29
    0