Pureblood File. 01 #เมื่อผมเก็บเขากลับบ้าน

ตอนที่ 2 : Pureblood File. 01 - เรื่องที่เหมือนฝันแต่เป็นความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    2 ธ.ค. 63

 

Pureblood File. 01

เรื่องที่เหมือนฝันแต่เป็นความจริง

 

“คุณ...กัดผม”

น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยออกมา สีหน้าซีดเผือดแสดงอารมณ์ทั้งตกใจและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ก้มมองมือของตัวเองที่มีเลือดไหลอาบออกมาจากทั้งสองรูเล็ก ๆ กอร์ดอนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องที่เป็นอยู่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ชายหนุ่มผมขาวตรงหน้าแลบลิ้นเลียเลือดที่ติดอยู่ริมฝีปาก ความหวานแล่นจากปลายลิ้นลงสู่ลำคอ ฉับพลันก็ตาเบิกกว้าง

“รสชาติแบบนี้นี่มัน...”

“บัดซบเอ๊ย! คุณกัดผม!” กอร์ดอนตะโกนขึ้นมาเสียงดังลั่น พลอยให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์รสเลือดต้องเลื่อนสายตากลับมามองอย่างสงสัย

“ร้องอะไรน่ะ”

“อย่า...อย่าเข้ามานะ! ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ” มืออีกข้างที่ยังเหลืออยู่รีบคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเคียงขึ้นมาถือเอาไว้

ต่อให้กลัวตายมากแค่ไหน แต่สิ่งที่กอร์ดอนทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงแค่การโทรศัพท์ไปหาตำรวจขอให้รีบมาโดยด่วนจี๋ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตายเพราะเลือดไหลไม่ยอมหยุดหรือจะตายเพราะโดนสารเลวนี่หักคอก่อนดี!

“แบบนั้นก็แย่ไปหน่อยนะ”

เสียงทุ้มเอ่ยออกมาราบเรียบ ขยับเท้าเดินเข้าไปใกล้แต่กอร์ดอนก็คลานหนีจนสุดท้ายหลังชิดกำแพง สายตาเบิกกว้างมองคนตรงหน้าที่หยุดยืนหลุบตามอง นัยน์ตาสีทองสว่างวาบจนกอร์ดอนแทบจะปิดตาหนี แต่เพียงแค่กะพริบตาเดียวจากที่สว่างเรืองอยู่เหนือศีรษะกลับมาโผล่อยู่ตรงหน้าที่ห่างเพียงแค่คืบ คนตรงหน้าจ้องกลับมาราวกับนักล่าที่กำลังสำรวจเหยื่อ สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้กอร์ดอนแทบจะแข็งทื่อ แม้แต่ปากที่จะร้องขอความช่วยเหลือก็ทำไม่ได้

กอร์ดอนกัดฟันกรอด เขาจะไม่ยอมตายในที่แบบนี้หรอก

แต่ถึงจะคิดแบบนั้นได้ ความเร็วของกอร์ดอนก็ไม่อาจเร็วไปกว่าความเร็วระดับปาฏิหาริย์ของอีกฝ่ายได้ มือหนาคว้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นไปถือ ตัดทางหนีทีไล่สุดท้ายของกอร์ดอนอย่างไม่ไยดี หนำซ้ำยังใช้สายตามองต่ำกลับมา

ความเร็วนี้มันแทบจะเหนือมนุษย์แล้ว!

“เอา เอาคืนมา!” กอร์ดอนยื้อแขนสุดชีวิตแต่ก็สู้อะไรคนตรงหน้าไม่ได้เลย

“ฉันให้นายทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกชวนขนลุกเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้า “ถ้าขืนมีคนอื่นรู้เข้า...”

กอร์ดอนสะพรึง เมื่อโทรศัพท์ตัวน้อยถูกบีบแหลกคามือ

“มันน่ารำคาญ เข้าใจใช่ไหม”

ข่มขู่กันถึงขนาดนี้แล้วยังจะยังกล้าขัดขืนอยู่อีกเหรอ จะทำแบบนั้นก็คงมีแค่พวกสมองน้อยไม่ก็พวกไม่กลัวตายเท่านั้นล่ะ!

“...”

แต่กอร์ดอนก็ดันอยู่ในจำพวกสมองน้อยแต่กลับรักตัวกลัวตายเสียด้วยนี่สิ

“ทีนี้ก็...” ชายหนุ่มปล่อยซากโทรศัพท์ลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี เอียงคอมองร่างที่เล็กกว่ากำลังสั่นเทิ้มอย่างหยุดไม่อยู่ รู้สึกสงสารแต่เพื่อความลับที่ไม่ควรแพร่งพรายออกไปแล้ว จำเป็นต้องกำจัดจริง ๆ

“อย่าเข้ามา”

กอร์ดอนเอ่ยทั้งที่ร่างกายยังสั่น แม้กระทั่งเสียงที่เปล่งออกไปก็ควบคุมไม่ได้อย่างกับลูกนกร้องหาแม่ ถ้ามีใครที่เป็นคนรู้จักมาเห็นเข้าก็คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขี้ขลาดตาขาว

“บอกว่าอย่าเข้ามาไง!” กอร์ดอนตะโกนสุดเสียงเมื่อเลื่อนสายตาขึ้นมามองก็เห็นมือของอีกฝ่ายกำลังยื่นออกมาหาตัวเอง

ฉับพลันแรงฮึดสุดท้ายก็ส่งผลให้กอร์ดอนกำหมัดซ้ายแน่นแล้วปล่อยออกไปเต็มแก้มของอีกฝ่ายอย่างแรงจนตัวปลิว ล้มลงไปนอนกับพื้นแล้วแน่นิ่งไป กอร์ดอนรีบลุกขึ้นยืนตั้งท่าเตรียมรับมือแต่รอไปเท่าไหร่ก็เหมือนว่าคนที่โดนต่อยซัดปลิวไปเมื่อกี้นี้จะไม่มีทีท่าลุกขึ้นมาเลยสักที

“เอ๊ะ?”

กอร์ดอนขยับตัวเข้าไปหาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยตัวของชายผมขาวหนึ่งทีแล้วรีบถอยออกมา รอดูผลสักพักก็ทำหน้าอึ้งเหลือเชื่อ

“สลบไปแล้ว”

พลังต่อยของเขามันน่ากลัวหรืออีกฝ่ายไม่มีแรงเหลือจะต่อกรเขากันนะ

แต่กอร์ดอนก็ถือโอกาสที่คนร้ายยังไม่ได้สติรีบวิ่งไปเปิดประตูเพื่อหนีออกมาจากห้องหวังจะวิ่งลงไปขอความช่วยเหลือด้านล่าง แต่ก็ชนเข้ากับคนที่กำลังเดินผ่านไปพอดี

“ว้าย?!”

คุณแอนนาสาวออฟฟิศข้างห้องที่กำลังจะเดินผ่านออกไปทำงานร้องตกใจเสียงดังลั่น มองกอร์ดอนด้วยความแปลกใจและประหลาดใจ ซึ่งถ้าหากเป็นกอร์ดอนเองก็คงจะไม่ต่างกัน เพราะท่าทางของตัวเองตอนนี้กับเสื้อผ้าที่ใส่แค่เสื้อกล้ามกับกางเกงบ็อกเซอร์ตัวบางแถมมือยังอาบเลือดวิ่งแตกตื่นออกมาจากห้อง เป็นใครก็คงมองว่ามันน่าสงสัยชัด ๆ

“คุณแอนนา! ช่วยผมด้วย” กอร์ดอนรีบพูดเสียงสั่น คุณแอนนากลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของวันนี้

“...มีอะไรให้ช่วยเหรอ กอร์ดอน?”

“ในห้อง ในห้องของผมมันมี...!”

กอร์ดอนชะงักคำพูดตอนท้าย ตัวนิ่งค้างไปเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายลักษณะของคนในห้องที่กำลังนอนสลบเหมือดว่าอะไรดี สัตว์ประหลาด? คนกินเลือดเป็นอาหาร? ฆาตกรต่อเนื่อง? ผี? ต้องเรียกว่าอะไรถึงจะอยู่ในบรรทัดฐานความจริงที่คนอื่นเชื่อล่ะเนี่ย

“มีอะไรเหรอ...กอร์ดอน! มือเธอเลือดออกนี่” คุณแอนนารีบคว้ามือของกอร์ดอนไปดูด้วยความตกใจ รอยเขี้ยวทั้งสองรูยังคงมีเลือดไหลออกมาอยู่

“ผมโดนมันกัดมาครับ ตอนนี้มันสลบอยู่ในห้องของผม ผมจะมัดมันไว้ให้ ยังไงก็ช่วยเรียกตำรวจให้ผมทีนะครับ!” กอร์ดอนว่าอย่างเร่งรีบ พูดย้ำหลายรอบให้รีบเรียกตำรวจก่อนจะเปิดประตูเข้าไป

“ได้ ได้สิ”

คุณแอนนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋า ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้โทรศัพท์หาตำรวจแทนที่จะเรียกรถพยาบาลไม่ก็หน่วยกู้ภัยมาช่วยจับสัตว์ป่าให้ แต่ในเมื่อกอร์ดอนขอมาอย่างนั้น ไม่ถามไปมากกว่านี้จะดีกว่า

กอร์ดอนสาวเท้าเปิดประตูเข้าไปในห้องของตัวเองอย่างเร่งรีบ หยิบได้เชือกสำหรับมัดกล่องมาหนึ่งม้วนก็รีบเดินเข้าไปหาสัตว์ป่าที่ว่า 

“เอ๊ะ...?”

แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อบนพื้นไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่เลย ว่างเปล่า เงียบเชียบเหมือนเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่ กอร์ดอนถือเชือกค้างไว้ ใบหน้าเกร็งเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา

ยิ่งกว่าที่หมอนั่นหายไป ที่ทำให้ตกใจมากที่สุดก็คงจะเป็นหยดเลือดของกอร์ดอนที่เปื้อนอยู่บนพื้น มันหายไปด้วยนี่สิ!

“...หายไปแล้ว”

เสียงฝีเท้าร่วมสามสี่คนดังติดมาจากทางด้านหลัง เสียงของคุณแอนนาตะโกนบอกที่หมายก็ดังอยู่ด้านหลังด้วย ชายฉกรรจ์ที่อยู่ในชุดตำรวจมาดเข้มรีบเร่งรุดเข้ามาดูในห้องก็แปลกใจไปตาม ๆ กัน ทางเข้ามีอยู่ทางเดียว ไม่มีทางไหนเลยที่จะหนีออกมาได้ ซึ่งกอร์ดอนขนลุกชันขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

...ตัวเขาเจอของดีเข้าให้แล้วสิ

            

            กลายเป็นว่าเรื่องเมื่อเช้าวุ่นวายไปหมดจนกอร์ดอนแทบจะหมดแรงทำงาน ถึงแม้ว่าตำรวจจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเร่งรุดมายังที่เกิดเหตุ แต่คนร้ายกลับหนีไปได้แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนีออกไปได้ยังไง เหลือไว้แค่คนเจ็บอย่างกอร์ดอนที่ยืนงงเป็นหุ่นขี้ผึ้งพร้อมมือที่ถูกกัดจนเลือดไหลไม่ยอมหยุด ไม่ยอมอธิบายเล่ารายละเอียดให้ฟังไปมากกว่านั้น ตำรวจที่เหลือเลยลงสรุปว่าถูกทำร้ายจากสัตว์ป่ามาเป็นอันจบคดี

เติบโตมาได้ตั้งยี่สิบห้าปี กอร์ดอนก็เพิ่งจะเจอเรื่องประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต

และอยากให้มันเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

“เฮ้อ” กอร์ดอนพ่นลมหายใจเหนื่อยอย่างไม่มีกั๊ก ท่ามกลางหิมะที่กำลังตกอยู่ด้านนอกในขณะที่มองออกไปจากด้านในร้านสะดวกซื้อ

ถึงแม้จะบาดเจ็บแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ถึงขั้นต้องหยุดงาน กอร์ดอนเลยตัดสินใจมาทำงานประจำของตัวเองด้วยสภาพเหมือนคนยังไม่ได้นอนเนื่องด้วยถึงสภาพใจจะไหว แต่ร่างกายก็ไม่เคยโกหก เพราะอย่างนั้นกอร์ดอนมาทำได้ไม่เท่าไหร่ร่างกายก็ประท้วงอยากจะหยุดงานแล้ว

“เป็นอะไร กอร์ดอน ถอนหายใจใหญ่เชียว” เพื่อนร่วมงานที่เพิ่งเข้ากะเดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ หน้าเคาน์เตอร์คิดเงินอีกเครื่องเอ่ยถาม

ถ้าหากถามว่าจะให้กอร์ดอนเล่า บอกได้เลยว่าวันนี้ก็คงไม่จบแถมเขาคงใส่อารมณ์พ่นไฟเป็นวรรคเป็นเวรจนกว่าตัวเขาจะสบายใจ แถมเรื่องที่ว่ายังเหนือกว่าจินตนาการจนกอร์ดอนได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ ปากบอกเท่าที่บอกได้

“มีเรื่องนิดหน่อย”

“นิดหน่อยเหรอ? แล้วนั่น มือไปโดนอะไรมา”

สายตาของเพื่อนร่วมงานหยุดอยู่ที่มือด้านที่ถูกพันผ้าพันแผลเอาไว้ กอร์ดอนยกขึ้นพลิกไปมาเพื่อแสดงให้เห็นชัด ถึงแม้เลือดจะหยุดไหลแล้วแต่เพราะบาดแผลดูแปลกประหลาดและน่ากลัวเกินไปเขาเลยไม่กล้าปล่อยทิ้งไว้ให้คนอื่นเห็น

“นี่เหรอ...โดนกัดมาน่ะ”

“เห นายเลี้ยงสัตว์เหรอ”

ปากก็อยากจะพูดว่าสัตว์อยู่นะ แต่สัตว์ที่ว่านั่นดันพูดได้แถมยังเดินสองขาให้เห็นด้วยนี่สิ หรือจะเรียกว่าสัตว์ป่าห่มหนังคนดี

“ถามอะไรหน่อยสิ” กอร์ดอนหันกลับไปถามเสียงกระซิบเพราะมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้านพอดี เขาไม่อยากถูกมองด้วยสายแปลกประหลาดเพราะคำถามของตัวเองหรอกนะ

“หืม”

“มันพอจะมีทางเป็นไปได้หรือเปล่าที่คนคนหนึ่งจะสามารถหายตัวไปทั้งที่ทางออกมีอยู่ทางเดียว และอยู่ชั้นสามของตึก แถมยังกินเลือดคนเป็นอาหารด้วย”

เพื่อนร่วมงานหันมาสบตากับกอร์ดอน ใบหน้าจริงจังและนัยน์ตาสีฟ้าสดจ้องกลับมาเขม็ง กอร์ดอนพยายามโยนหินถามทางไปก่อนแล้วและหวังว่าเพื่อนร่วมงานที่เขาสนิทที่สุดในตอนนี้จะเชื่อและพร้อมหาทางออกไปด้วยกัน...แต่อีกฝ่ายกลับแค่นหัวเราะกลับมา

“อะไรน่ะ นิยายสอบสวนแนวแฟนตาซีเหรอ”

“ไม่ใช่นะ เรื่องนี้...” กอร์ดอนพยายามจะพูดแก้ตัว แต่คนด้านข้างกลับส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นร้านพร้อมกับพูดเสริมความคิดของตัวเอง

“ถ้ามีแบบนั้นจริง ๆ คงมีแค่ฝันเท่านั้นแหละ”

แต่ฉันไม่ได้ฝันไงล่ะ เจ้าบ้าเอ๊ย!

“โดนกัดมาก็อย่าลืมไปฉีดยากันโรคด้วยนะ ฉันไปงีบสักพักล่ะ” เพื่อนร่วมงานตบเข้าที่บ่าทั้งสองข้างเป็นการให้กำลังใจก่อนจะเดินหายไปที่ห้องพักพนักงาน

กอร์ดอนอยากจะตะโกนตอบเหลือเกินว่าเขาไม่ได้โดนกัดมาจนเสียสติเป็นบ้า แต่มันคือเรื่องที่เพิ่งเจอมา แถมหมอนั่นเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่กี่ชั่วโมงก็พักแล้วแบบนั้นน่ะ มันใช้ได้ที่ไหนกันล่ะ?! เขาอยากจะเอาหัวทุบเข้ากับเคาน์เตอร์จริง ๆ 

แต่ทำแบบนั้นเขาต้องถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ ไปอีกหลายวันแน่

 

...

 

และเนื่องด้วยการที่กอร์ดอนถามคำถามแปลกประหลาดนั้นออกไป ตลอดการเข้ากะของวันนี้หัวข้อพูดคุยของเพื่อนร่วมงานก็ไม่พ้นนิยายแฟนตาซีชื่อดังและชื่อของกอร์ดอนที่หลุดออกมาจากของคนพวกนั้น บ้างก็ว่าเขาอ่านนิยายมากเกินไป หรือไม่ก็พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งล่าสุดเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่นิยมชมชอบนิยายแนวดาร์คแฟนตาซีก็เอ่ยปากชวนเขาไปดูหนังเพิ่งเข้าโรงใหม่สุดสัปดาห์นี้อีกด้วย

กอร์ดอนรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มอยู่ในฝันเข้าไปทุกที ฝันที่เหมือนภาพจริง แถมยังเจ็บจริงอีกด้วย

เขาอยากให้คนพวกนั้นมาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไป จะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้มันน่าอึดอัดมากแค่ไหน แต่ก็ทำได้แค่ตอกบัตรเลิกงานในตอนตีสาม บอกลาเพื่อนร่วมงานแล้วเดินตรงกลับบ้านในทางเดิม ถึงเมื่อคืนจะเจอเรื่องน่ากลัวมา แต่กอร์ดอนก็ไม่ได้มีความคิดว่าเขาจะเจออีกเป็นรอบที่สอง

ใครมันจะซวยอะไรได้ถึงขนาดนั้นล่ะ จริงไหม

“ฮ้าววว” กอร์ดอนอ้าปากกว้างรับลมหนาวเข้าท้อง ในหัวคิดแต่เตียงนอนนุ่มที่อยู่ในห้องแล้วนอนฝันจนถึงเช้า

สองเท้าก้าวเดินไปเรื่อย ๆ จนเกือบใกล้จะถึงซอยเจ้าเก่า กอร์ดอนหยุดฝีเท้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่ นัยน์ตาสั่นไหวจ้องไปที่ปากทางเข้าซอย ก่อนจะกลั้นใจเร่งฝีเท้าเดินด้วยความรวดเร็ว ไม่กล้าที่จะหันหน้ากลับไปดูเหมือนอย่างเคย

แค่เดินผ่านพ้นซอยนี้ไปได้ กอร์ดอนก็เป็นอิสระแล้ว

เพียงอึดใจเดียว ร่างของกอร์ดอนก็เดินพ้นซอยนั้นมาได้อย่างปลอดภัย เขาถอนหายใจโล่งอกและรู้สึกว่าตัวเองบ้าไปเองที่ไปกลัวอะไรกับแค่ตรอกมืดไม่มีไฟแบบนั้น จิตปรุงแต่งของคนเรามันน่ากลัวจริง ๆ...

หมับ

ร่างทั้งร่างของกอร์ดอนถูกกระชากลอยปลิวกลับเข้าไปในตรอกซอยลึกภายในเสี้ยววินาที ก่อนที่แผ่นหลังจะชนเข้ากับกำแพงอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว หัวสมองของกอร์ดอนรู้สึกหมุนคว้างลอยในอากาศเพราะแรงกระแทกทำให้รู้สึกเจ็บไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้เรียกสติกลับมาได้ก็เป็นเพราะเงาสีดำด้านหน้าที่กำลังทาบทับมาบดบังทุกอย่างอย่างมิดชิด

         เหลือเพียงไว้แค่นัยน์ตาสีทองสองข้างกำลังเรืองแสงในความมืด

กอร์ดอนเบิกตากว้างขนลุกชัน รับรู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

“นาย...!” ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรจบ มือหนาข้างหนึ่งของคนตรงหน้าก็ปิดปากเขาเอาไว้พร้อมกับบีบแก้มทั้งสองอย่างแรง

ในหัวของกอร์ดอนเกิดคำถามมากมายแต่หนึ่งในนั้นกลับทำให้เขากลัวมากที่สุด...เขากำลังจะถูกมันฆ่าใช่ไหม?

“ฉันมีเรื่องจะถาม” เสียงราบเรียบเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นมาทำให้กอร์ดอนสั่นสะท้านจนกลั้นไม่อยู่

เขาใช้เฮือกแรงสุดท้ายปัดมือของคนตรงหน้าออกแล้วประเคนหมัดจากมืออีกข้างส่งไปให้เต็มแรงจนสัตว์ประหลาดหน้าหันถอยเซไปหลายก้าว

“ถอยไปนะ!”

กอร์ดอนตะโกนสุดเสียง แต่เจ้าของนัยน์ตาสีทองกลับขมวดคิ้วงุนงงไม่เข้าใจ ยกมือข้างหนึ่งแตะเข้าที่แก้มที่ถูกต่อยเบา ๆ 

“นายต่อยฉัน?” เป็นคำถามที่ไม่รู้ว่าหมอนั่นจะถามกอร์ดอนหรือถามตัวเอง แต่น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

แต่เมื่อเป็นจังหวะที่หนีได้ กอร์ดอนก็รีบผลักร่างหนาออกแล้ววิ่งออกไปจากตรอกตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียงโดยที่ในใจก็รู้เป็นอย่างดีว่าเวลานี้จะมีไอ้บ้าขี้เมาที่ไหนออกมาเดินเพ่นพ่านตอนตีสามแถมยังหิมะตกแบบนี้อยู่อีก “ช่วยด้วยครับ!”

“ช่วย...อื้อ!” แต่สุดท้ายเขาก็หนีไม่พ้นเมื่อมัจจุราชมีความเร็วดุจสายฟ้าแถมยังเร็วกว่าเขา กระชากเข้าที่ต้นแขนแล้วดึงตัวกอร์ดอนกลับมาที่เดิมในท่าเดิมอีกด้วย

“ตะโกนทำไม” คนตรงหน้าขมวดคิ้ว

“อื้อ! อื้อ!” กอร์ดอนพยายามดิ้นหนีออกจากการจับกุมอย่างแรง ไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะบาดเจ็บหรือไม่ แต่ชีวิตเขาจะต้องรอดออกไปจากตรงนี้ให้ได้

ทำไมตัวเขาต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ!

“...”

แต่ฉับพลันร่างทั้งร่างของกอร์ดอนก็สั่นสะท้าน เมื่อจิตสังหารของคนตรงหน้าพุ่งเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว มิหนำซ้ำกอร์ดอนก็จำได้ดีว่าสถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นไปแล้วครั้งหนึ่งในห้องของเขา ซึ่งตัวเขาตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าแทบจะแหลกพอ ๆ กับโทรศัพท์เครื่องรักของเขา เมื่อนัยน์ตาสีทองนั่นจ้องมองกลับมา!

“...จำที่บอกไม่ได้เหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบในขณะที่ใบหน้าเข้ามาใกล้ทุกทีซึ่งกอร์ดอนนั้นราวกับต้องมนตร์ละสายตาจากคนตรงหน้าไม่ได้เลย “...ถ้ามีคนรู้เข้า”

กอร์ดอนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างฝืดเคือง

เหงื่อเย็นไหลอาบหน้า กอร์ดอนไม่กล้าแม้กระทั่งจะพยักหน้ารับหรือส่ายหน้าปฏิเสธ ทำแค่จ้องตาเขม็งเพราะทำได้แค่นี้ ซึ่งคนตรงหน้าเหมือนจะพอใจในคำตอบของเขาเพราะค่อย ๆ ขยับหน้าของตัวเองออกไปยืนอยู่เฉย ๆ 

“หิวข้าว” เจ้าของนัยน์ตาสีทองพูดออกมา

กอร์ดอนขมวดคิ้วเหมือนคนฟังไม่ได้ศัพท์นึกอยากจะขอให้พูดใหม่อีกรอบแต่ก็ไม่กล้า

“ทำอะไรให้กินหน่อย...เอาเป็นที่ห้องนายก็ดี”

 

TBC

#เมื่อผมเก็บเขากลับบ้าน

กอร์ดอน: ถึงหมอนี่จะหล่อจริง แต่ฉากนี้หมอนี่กะจะฆ่าฉันจริง ๆ นะ!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

  1. #4 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2563 / 00:15
    โทษนะคะ แวมไพร์มาขอข้าวกิน55555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555 เรื่องปากท้องไม่เข้าใครออกใคร
    #4
    0