Pureblood File. 01 #เมื่อผมเก็บเขากลับบ้าน

ตอนที่ 1 : Pureblood File. 01 - จุดเริ่มต้นที่ไม่ควรเริ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    2 ธ.ค. 63

 

Pureblood File. 01

จุดเริ่มต้นที่ไม่ควรเริ่ม

 

ฤดูหนาวเข้ามาเยือนค่ำคืนในเมืองแห่งหนึ่ง ตึกสูงใหญ่ระฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว แสงจากตึกและไฟข้างถนนส่องสะท้อนทำให้ทั่วทั้งเมืองดูงดงามและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน เมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องความมั่งคั่งและเป็นเมืองหลวงของประเทศกำลังเปล่งประกายท่ามกลางความมืดมิด แต่ในเวลาดึกดื่นใกล้เช้าเป็นเวลานอนหลับของคนในเมืองเสียส่วนใหญ่ ส่วนคนส่วนน้อยที่ยังใช้ชีวิตกลางคืนก็เติมเต็มความสุขให้ตัวเองเต็มที่เพื่อไปพักผ่อนในยามเช้า หรือไม่ก็ตั้งใจทำงานอย่างหนักเช่นเดียวกันกับเขา 

“ฮ้าวววว” ชายหนุ่มอ้าปากหาวกว้างในขณะที่กำลังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงิน ความเย็นจากแอร์และความเงียบที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน ส่งผลทำให้เขาแทบจะหลับทั้งยืน

เขาคือกอร์ดอนชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าที่ตอนนี้กำลังทำงานเป็นพนักงานประจำร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน และเป็นปีที่สองแล้วที่เขาได้มองเกล็ดหิมะบางเบาผ่านกระจกร้านสะดวกซื้อนี้

กอร์ดอนไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำงานที่ร้านนี้นานถึงสองปี แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่อยู่ใกล้หอพัก เพื่อนร่วมงานที่ดีหรือสวัสดิการเลิศหรู แต่สุดท้ายเหตุผลหลักก็จบอยู่ที่เงินเดือนที่ทำให้เขามีกินมีอยู่ถึงทุกวันนี้อยู่ดี ทั้ง ๆ ที่เขาเรียนจบสาขาด้านศิลปะมา แถมยังวาดฝันอยากมีแกลลอรี่เป็นของตัวเองแท้ ๆ เชียว 

นัยน์ตาสีฟ้าสดทอดมองไปยังกระจกใสที่เห็นหิมะกองพะเนินอยู่บริเวณพื้นถนนจนเป็นสีขาวโพลน การจราจรที่ดูจะติดขัดแบบนั้นก็พอจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าไม่เข้ามาซื้อของ เพราะขนาดเดินเท้ายังลำบาก ขืนขับรถมาด้วยคงได้จมไปกับกองหิมะพวกนั้นด้วยแน่ ๆ

เมื่อหาวจนปากจะฉีกเป็นครั้งที่สาม นัยน์ตาสีฟ้าสดก็เลื่อนขึ้นดูนาฬิกาดิจิตอลที่แขวนอยู่เหนือหัว เลขสองขยับเป็นเลขสามตรงลงท้ายด้วยศูนย์ ฉับพลันร่างกายก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา มุมปากยิ้มกว้างขยับตัวเดินออกจากเคาน์เตอร์คิดเงินเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อสำหรับพนักงาน ในใจนึกถึงเตียงนอนในขณะที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นเวลาเลิกงานที่ถึงแม้ว่าเขาจะรักงานที่ตัวเองทำอยู่แต่กอร์ดอนก็รักช่วงเวลาที่เลิกงานเช่นเดียวกัน

“กลับก่อนนะครับ” กอร์ดอนผงกหัวร่ำลาเพื่อนร่วมงานที่ยืนตาเป็นหมีแพนด้ากันอยู่อีกสองสามคน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นกะเช้าเกือบหกโมง ก็หวังว่าจะไม่สลบเหมือดไปก่อนนะ

สองเท้าก้าวเดินออกจากร้านสะดวกซื้อปะทะความหนาวเย็นและเกล็ดหิมะข้างนอก อุณหภูมิที่แตกต่างทำให้ร่างกายเกิดอาการหนาวสั่นถึงขนาดที่ว่าขนลุกขนพอง อุตส่าห์เตรียมเสื้อกันหนาวหนาเกือบสิบเซนต์มาแล้วแต่ก็สู้ไม่ไหว

“บรึ๋ย วันนี้หนาวชะมัด” กอร์ดอนอดสบถไม่ได้ สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อสร้างความอบอุ่น หมุนตัวเดินเลียบไปตามถนนเพื่อกลับบ้าน

ตอนนี้ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท มีเพียงแค่แสงไฟจากเสาไฟที่ตั้งตระหง่านตามทางเดินพอให้เห็นเส้นถนนเลือนรางเท่านั้น แต่กอร์ดอนก็เคยชินกับมันไปแล้ว เพราะสองปีที่ผ่านมาเขาก็กลับบ้านตอนตีสามหลังเลิกงานเวลานี้ประจำ มีบ้างที่ต้องแลกกะกับคนอื่นถ้าหากว่ามีธุระต้องทำในตอนกลางวัน

แล้วถนนเส้นนี้เองก็มีซอยแยกเล็ก ๆ เชื่อมกับถนนอีกเส้นหนึ่งที่กอร์ดอนต้องเดินผ่านมันทุกวัน ซึ่งซอยที่ว่ากว่าจะเดินทะลุไปก็ใช้เวลาเกือบสี่ถึงห้านาที ไม่มีไฟส่องทาง แถมยังมีข่าวลือหนาหูในทางที่ไม่ดีอยู่บ่อย ๆ กอร์ดอนไม่ได้แคร์เท่าไหร่ เพราะไม่ได้เจอเรื่องไม่ดีอย่างว่าเลยสักครั้ง 

ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่เขาคิดว่าคงไม่มีไอ้บ้าตัวไหนมาทำตัวแปลก ๆ ในเวลานี้หรอก

เคร้ง

เสียงบางอย่างกระทบกันดังลั่นในขณะที่กอร์ดอนกำลังจะเดินผ่านพ้นซอยที่ว่าไป สองเท้าเผลอชะงักยืนนิ่งไม่รู้ตัว อยากจะเดินต่อไปไม่ต้องหันไปมองแต่เสียงที่เหมือนกับมีเสียงอะไรล้มลงหลังจากนั้นด้วยกลับดึงความสนใจให้กล้า ๆ กลัว ๆ ว่าต้องเดินกลับไปดูดีไหม ในหัวกอร์ดอนมีคำถามมากมายเต็มไปหมด

โจรขโมยของ? กลัวแต่จะทำให้โจรผิดหวังเพราะนอกจากนาฬิกาบนข้อมือมือสองกับกระเป๋าเงินที่มีอยู่แค่สองแบงก์ กอร์ดอนก็ไม่มีค่าอะไรอีกแล้วล่ะนอกจากค่าหนี้ที่ต้องจ่าย แล้วถ้าเป็นผีน่ะเหรอ? ถ้าเป็นผีเวลานี้เขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะกลัวแล้วล่ะ

เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

กอร์ดอนกลั้นหายใจ รีบขยับเท้าเดินถอยหลังกลับ สายตาเบิกกว้างกวาดตามองไปรอบ ๆ ความมืดที่แสงน้อยนิดแบบนี้ทำให้มองลำบากพอสมควร ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปหยุดอยู่ตรงถังขยะใบใหญ่แล้วจ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น

“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่” กอร์ดอนถอนหายใจแล้วแสยะยิ้ม ส่ายหน้าให้กับความขี้กลัวของตัวเอง คงจะเป็นหนูออกมาวิ่งเล่นแถวนี้นั่นแหละ

แต่จังหวะที่ละสายตาออกไป หางตาก็พลันเห็นอะไรบางอย่างอยู่บนพื้นใกล้ ๆ กับทั้งขยะ ทั้งร่างเกิดอาการขนลุกจนต้องรีบหันกลับไปมอง สิ่งที่อยู่บนพื้นคือขาของใครบางคนที่ยาวโผล่พ้นออกมาจากด้านข้างถังขยะท่าทางน่าตกอกตกใจ แทบกรีดร้อง 

กอร์ดอนเกือบจะหัวใจวายตาย

คนที่กอร์ดอนเกือบจะคิดว่าเป็นผีนั้นมีผมสีขาวสะท้อนแสงก้มหน้าหัวพิงถังขยะหลังพิงกำแพง นอนแผ่หราไม่ได้สติ ไม่เมาก็ไม่สบายอย่างใดอย่างหนึ่ง

แล้วเขาต้องเดินเข้าไปดูอาการของชายผมขาวที่ดูท่าทางไม่น่าปลอดภัยหรือเดินกลับหอพักทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นดี แต่ไหน ๆ ก็เห็นว่าเป็นมนุษย์อยู่ร่วมโลก ร่วมประเทศเดียวกัน เขาก็จะยอมช่วยเหลือ คิดซะว่าทำดีกับคนแล้วอาจได้ของตอบแทนเป็นสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดี

“คุณ เป็นอะไรไหม วันนี้ดื่มหนักเกินไปเหรอ” กอร์ดอนเดินไปเขย่าที่ไหล่ ได้ยินเสียงครางทุ้มในลำคอดังออกมาเบา ๆ สภาพเมาเละเทะแบบนี้เขาเคยเห็นอยู่บ่อย ๆ จากเพื่อนร่วมงานที่จะเป็นทุกครั้งตอนวันหยุดเทศกาล ตัวเหม็นหึ่งแถมยังเมาจนจำทางกลับบ้านไม่ได้

เฮือก!

กอร์ดอนสะดุ้งตกใจรีบชักมือกลับ เมื่อยกมือตบเข้าที่แก้มของคนขี้เมาเบา ๆ สองสามที แต่เนื้อของอีกฝ่ายกลับเย็นเฉียบอย่างกับคนไร้วิญญาณ แถมมองดูดี ๆ แล้วตัวยังซีดหน้าก็ขาวอีก แบบนี้มันต้องใช่แน่ ๆ!            

“...ตายแล้วเหรอ” กอร์ดอนกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่ เหงื่อเย็น ๆ ไหลอาบหน้า ในหัวร้องกับตัวเองว่าซวยเช็ดแล้ว ตัวก็แข็งขาก็แข็งจนวิ่งไม่ออก ถึงจะเคยเห็นฉากคนตายในหนังมาก่อน แต่พอมาเจอกับตัวก็ทำเอาไปไม่เป็นเหมือนกัน แล้วถ้าหากมีใครเดินผ่านมาเห็นในเวลานี้พอดีจะคิดว่าเขาเป็นพยานปากเอกหรือว่าผู้ต้องสงสัยรายแรกกันล่ะ?!

ขอร้องล่ะ ฟื้นขึ้นมาก่อนเถอะ!

“...” ชายผมขาวขยับตัวเล็กน้อย กอร์ดอนเบิกตากว้าง ในใจรู้สึกยินดีและโล่งอกในเวลาเดียวกัน แต่ก็ได้ไม่นานเมื่อชายหนุ่มกระอักเลือดข้นสีแดงออกมาให้ตกใจอีกรอบ ครั้งนี้กอร์ดอนสังเกตเห็นแล้วว่าตรงช่วงท้องของอีกฝ่ายกำลังเลือดไหลทะลักไม่หยุด ยิ่งเขาไอก็ยิ่งไหลอย่างกับเขื่อน

แบบนี้มีหวังได้ตายจริง ๆ แน่

“คุณ! ทำใจดี ๆ ไว้ก่อนนะ เลือดคุณออกเยอะมากเลย!”

จากที่กำลังง่วงซึมเพราะเพิ่งเลิกงาน กลับต้องมาตื่นตกใจให้กับเหตุการณ์ไม่คาดฝันตรงหน้า กอร์ดอนรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเครียดตาย เขาต้องแบกหนุ่มคนนี้ไปที่ไหน หรือต้องวิ่งกลับไปที่ร้านสะดวกซื้อที่ห่างเป็นกิโลเพื่อเรียกคนอื่นมาช่วย ต้องใช้วิธีไหนถึงจะไม่ทำให้ตายก่อนเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว!     

“ทำไงดี...ไปโรงพยาบาล ต้องไปโรงพยาบาล” กอร์ดอนบ่นพึมพำกับตัวเอง มือก็ลนลานควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพาย หยิบขึ้นมาได้ก็รีบกดเบอร์โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่จังหวะที่กำลังจะกดโทรออก มือเย็นเฉียบก็คว้าโทรศัพท์กับมือของเขาเอาไว้ 

“ไม่” เสียงทุ้มถูกเค้นพูดออกมาอย่างยากลำบาก มือหนากำเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เปลือกตาสั่นไหวเมื่อพยายามฝืนลืมตาขึ้นมา ดวงตาสีทองสบตาเข้ากับเจ้าของดวงตาสีฟ้าสดที่กำลังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทั้งเรื่องมือที่เปื้อนเลือดมาจับโทรศัพท์ของเขากับคนที่ดูใกล้ตายแต่ดันลืมตาขึ้นมาอย่างนั้น

แถมหน้าตายังหล่อจนเทียบไม่ได้อีกด้วย

“อะไรนะ คุณจะไม่ไปเหรอ ต้องไปสิ!” กอร์ดอนรีบตั้งสติตอบสวนกลับไป คนฟังคิ้วขมวดเป็นปมตอบกลับมาเสียงแข็ง สีหน้าไม่พอใจ

“ไม่ไป”

หนุ่มผมขาวทำหน้าเหยเกก่อนที่จะทิ้งมือลงด้านข้างตัว กอร์ดอนรู้สึกเสียดายเคสโทรศัพท์ของตัวเองที่ตอนนี้เป็นรอยนิ้วมือสีแดงฉาน หันไปมองอย่างฉุน ๆ นึกอยากจะด่าด้วยซ้ำว่าไม่ไปโรงพยาบาลแล้วจะให้ไปที่ไหน ร้านอาหารหรือไง ไม่ไปแล้วจะหายไหม 

“ไม่ต้องมายุ่ง” อีกฝ่ายว่าเป็นเสียงสุดท้ายก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยหอบ ยกมือกุมท้องตัวเองเอาไว้ไม่สนใจกอร์ดอนอีก

ส่วนคนที่กำลังถูกด่าทางอ้อมว่าเป็นเจ้าตัวจอมยุ่งก็ตัวชา เบิกตามองคนเจ็บตรงหน้าแล้วอยากยกหมัดให้สักทีสองที จากที่รู้สึกห่วงใยกลับกลายเป็นความหมั่นไส้ งั้นก็ปล่อยให้แห้งตายอยู่ตรงตรอกนี้ไปเลยแล้วกัน

“ขอโทษที่ยุ่ง ถ้าอย่างนั้นก็นอนอยู่ตรงนี้ไปนะ” 

กอร์ดอนลุกขึ้นยืนเบะปาก หมุนตัวเดินจากมาได้สามสี่ก้าวก็หยุดยืน ความดีกับความชั่วตีกันระหว่างถ้าหากปล่อยให้เขาตาย มันก็จะกลายเป็นความผิดของคนที่เจอคนแรกกับอย่างหลังที่จะไปช่วยทำไมในเมื่อหมอนั่นไม่ได้อยากให้ช่วยสักหน่อย

โทรเรียกรถพยาบาลดีไหมนะ? แต่หมอนั่นบอกว่าไม่อยากไป แต่จะปล่อยให้นอนอยู่ตรงนี้ก็ทำใจแข็งไม่ได้ ยิ่งฤดูหนาวหิมะกำลังตกแบบนี้ด้วยแล้ว...

“โธ่เอ๊ย!” กอร์ดอนอยากจะต่อยตัวเองจริง ๆ ที่ใจอ่อนให้ ทั้ง ๆ ที่หมอนั่นก็บอกว่าไม่ต้องยุ่งขนาดนั้นแล้ว

สองเท้ารีบหมุนเดินกลับไปที่เดิม มองร่างที่เลื้อยนอนบนพื้นหายใจหอบหนัก อาการที่ดูเหมือนยิ่งแย่ลงกว่าเดิมทำให้กอร์ดอนตัดสินใจบางอย่างผิดพลาดไป นั่นก็คือ

แบกหมอนี่กลับบ้านไปด้วยซะเลยไง

ความยากลำบากของการแบกคนตัวสูงกว่ากลับบ้านแถมยังไม่มีแรงจะเดินเททุกอย่างใส่คนแบกอย่างเขาทำเอาเข่าแทบทรุด พอถึงห้องพักไขประตูเข้าไปได้ ก็ทิ้งร่างคนเจ็บนอนลงกับพื้นห้องอย่างไม่ไยดี ทิ้งกระเป๋าสะพายแล้วเดินหากล่องปฐมพยาบาลเบื้องต้นในห้องออกมาใช้ ไม่รู้ว่าบาดแผลลึกถึงขั้นไส้ไหลออกมาเท่าไหร่ แต่ทำแผลไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด

“คุณ เดี๋ยวจะทำแผลให้นะ” กอร์ดอนตบหน้าเรียกสติเบา ๆ เห็นคิ้วขมวดเป็นปมเล็ก ๆ ก็เป็นอันเข้าใจว่าเจ้าหมอนี่รับรู้เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะถือวิสาสะปลดกระดุมเสื้อออกจนหมด

ร่างกายของหนุ่มผมขาวใกล้เดี้ยงคนนี้สัดส่วนดีไม่น้อยเลย โดยเฉพาะกล้ามหน้าท้องเป็นรอนที่กอร์ดอนมองแล้วอิจฉาตาลุกเป็นไฟ แต่ผิวเย็น ๆ กลับทำให้รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกับกำลังสัมผัสรูปปั้นน้ำแข็งอยู่เลย

“อ้าว”

ดวงตาสีฟ้าสดรีบสำรวจตั้งแต่ล่างขึ้นบนสลับบนลงล่าง แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่เห็นรอยแผลที่ทำให้คนเจ็บเลือดออกเลยสักนิด

แผลหายไปแล้ว?

หายไปหรือล่องหน? แต่ซิกแพคหมอนี่ก็ทำเอามองแผลออกยากอยู่เหมือนกัน

กอร์ดอนสำรวจแล้วสำรวจอีก มองจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีแผลอยู่บนร่างกายอันแข็งแกร่งของชายคนนี้ก็งงเป็นไก่ตาแตก แต่เลือดที่ติดอยู่บนเสื้อสีขาวเป็นหลักฐานชั้นดีเลยว่าเคยมีแผลถึงขั้นทำลายชีวิตของหมอนี่อยู่

โกหกน่า มนุษย์เราสามารถรักษาตัวเองโดยที่ไม่ต้องทำแผลได้ด้วยเหรอ

หรือว่าที่หมอนี่ไม่อยากไปโรงพยาบาลเพราะเพิ่งจะหนีออกมาจากแหล่งวิจัยไม่ก็การทดลองมาสินะ เลยกลัวที่จะถูกตามกลับตัวไป บ้าไปแล้ว! กอร์ดอนนายมันบ้าไปแล้ว!

“ฮะ ๆ” กอร์ดอนหัวเราะออกมา

วันนี้อาจจะทำงานดึกนอนไม่พอมากไปหน่อย ทำให้เกิดภาพหลอนเจอคนเจ็บเลือดท่วมตัวนอนอยู่บนพื้นข้างในตรอก ซึ่งความจริงหมอนี่อาจจะกินน้ำสีแดงเข้าไปจนสำลักเปื้อนเสื้อก็ได้ ไม่มีคนที่ไหนจะเจ็บเจียนตายแล้วรักษาตัวเองได้หรอก นอกเสียจากว่า...หมอนี่ไม่ใช่คน

“เฮ้อ นอนดีกว่า พักผ่อนไม่เพียงพอแล้วสิเรา”

กอร์ดอนว่าออกมาพร้อมกับลุกขึ้นยืน ถอนหายใจโล่งอก เหลือบมองร่างที่นอนยาวเหยียดอยู่บนพื้น ไหน ๆ ก็เก็บกลับบ้านมาด้วยแล้ว เขาจะให้นอนสักหนึ่งคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยเอากลับไปวางไว้ที่เดิมแล้วกัน

เมื่อคิดได้แบบนั้นก็ย้ายร่างสูงโปร่งมานอนไว้บนโซฟาตัวยาวในห้อง กอร์ดอนไม่มีผ้าห่มให้เพราะอยู่คนเดียวและคิดว่าอุณหภูมิในห้องก็อุ่นพอที่จะไม่ทำให้นอนแข็งตายแน่นอน

“ฮ้าววว” กอร์ดอนอ้าปากหาว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว ขอไปนอนพักผ่อนเอาแรงก่อนแล้วกัน หวังว่าคนเจ็บจะไม่แอบตื่นขึ้นมาระหว่างเขาหลับแล้วยกเค้าข้าวของเขาไปหมดหรอกนะ

 

...

 

ถึงกอร์ดอนจะทำงานเลิกดึกดื่น แต่ร่างกายกลับตื่นเช้าอยู่ทุกครั้งเหมือนวันนี้ที่เด้งตัวลุกขึ้นมาเองตั้งแต่เจ็ดโมงเพราะท้องร้องหิวข้าว หน้าตาซึมเซา ผมยุ่งเหยิงเพราะติดนิสัยนอนดิ้นเหมือนปลาขาดน้ำ เดินอ้าปากหาวกว้างออกมาจากห้องนอนเพื่อตรงไปยังห้องครัวเพื่อหาอะไรกิน

แต่ก็ต้องหยุดเดินเพื่อมองคนเจ็บที่ไม่รู้ว่าตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ อาการเป็นยังไงบ้าง หิวไหมคุณ” กอร์ดอนเอ่ยปากถามอย่างเป็นมิตร หนุ่มผมขาวยังคงอยู่ในชุดเปื้อนเลือดของเมื่อวานอยู่ เพราะเขาไม่กล้าเสียมารยาทถอดเสื้อให้ ถ้าทำแบบนั้นเดี๋ยวก็ถูกมองว่าเป็นโรคจิตร่วมกับตัวจอมยุ่งอีก 

“หิว” เสียงแหบแห้งตอบกลับมา

“โอเค เดี๋ยวรอก่อนนะ” ว่าแล้วพลางเดินไปเปิดประตูตู้เย็นเพื่อดูของข้างใน สิ่งที่พอจะกินได้ตอนนี้ก็มีแค่นมสดที่ซื้อทิ้งไว้เมื่อสองวันก่อน กับขนมปังทาเนยประทังชีวิตอีกสองแผ่น คงต้องฝืนใจตัวเองแบ่งให้คนแปลกหน้ากินคนละแผ่นแล้วสิ

กอร์ดอนหยิบนมสดออกมาเทใส่แก้วสองใบ เดินมายื่นให้กับหนุ่มผมขาวตาทองที่นั่งมองอยู่ “ผมกำลังปิ้งขนมปังอยู่ ถ้าคุณไม่รังเกียจก็กินได้ เพราะตอนนี้ผมก็มีแค่ขนมปังให้คุณกิน ส่วนอันนี้ของคุณ”

ดวงตาสีทองหลุบมองแก้วสีขาวในมืออยู่สักพัก ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งคว้าเอาไว้...ที่มือของกอร์ดอน

“ก็อยู่ตรงนี้ไง”

“หือ?”

ยังไม่ทันจะเอ่ยปากถาม มือของกอร์ดอนก็ถูกรั้งไปชิดริมฝีปากของอีกฝ่าย กอร์ดอนเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ ความร้อนจากลมหายใจที่รดมือทำให้หัวใจเต้นตึกตัก จ้องมองปากของหนุ่มผมขาวที่กำลังอ้าขึ้นอย่างช้า ๆ...และกัดลงบนเนื้อนิ้วโป้งเต็มแรง

“จ๊ากกกกกกกกกกก!!!”

กอร์ดอนร้องเสียงดังลั่นด้วยความเจ็บปวด เผลอปล่อยแก้วที่ถือเอาไว้จนนมหกเลอะเทอะกระจายไปหมด มืออีกข้างก็ชกเข้าที่ใบหน้าหล่อนั่นเต็มแล้วกระชากมือของตัวเองออกมาจนตัวล้มนั่งลงไปกับพื้น หายใจหอบแฮ่ก หัวใจเต้นเร็วเพราะเลือดสูบฉีด

“คุณ..คุณกัดผม” กอร์ดอนว่าออกมาเสียงสั่น มองมือของตัวเองที่มีเลือดไหลออกมาตามรูเล็ก ๆ สองรู ความเจ็บแล่นเข้ามาจนต้องรีบกุมมือตัวเองเอาไว้ เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าที่ยืนขึ้นและกำลังลิ้มเลียเช็ดริมฝีปากของตัวเอง ดวงตาสีทองทอประกายวาววับมองมายังเขาราวกับนักล่าที่จ้องกินเหยื่อชั้นดี

“หวานดี...ขอบใจสำหรับอาหาร”

นี่เขา...นี่เขาเก็บตัวอะไรกลับบ้านมา(วะ)เนี่ย?!!

 

TBC .

#เมื่อผมเก็บเขากลับบ้าน

กอร์ดอน: ตรงนี้ผมคิดว่าผมไม่ควรเดินกลับมาดูเลย (ให้ตายเถอะ!)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

  1. #3 AneekasSakeena (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 10:31

    รอนะคะ น่าติดตามมากเลย
    #3
    0
  2. #2 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 23:26
    มาตอนแรกก็กินเลยเหรอคะ แหม่ 55555555
    #2
    0