Sharp :: Yaoi 'Kihae Hanchul Kyumin Won?'

ตอนที่ 110 : Charpter 62 : ใจช้ำๆ Part 3 (จบพาร์ท)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    6 ธ.ค. 54

  

 

 

คิบอมนั่งยิ้มเมื่อเห็นภาพของฮันยองซันโดนจับโยนลงที่เบาะด้านหลังของรถ ละครเมื่อครู่มันอาจดูเลวร้าย แต่เขาก็ไม่ได้จิตใจต่ำทรามขนาดนั้น มันแค่เป็นการจัดฉากให้เหมือนโดนข่มขืน และก็เป็นการเอาคืนที่เขามั่นใจว่าจะทำให้คนอวดดีตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า ฝันร้ายได้อย่างที่ดงแฮเคยเป็นแน่ๆ

“เสร็จแล้วจะทิ้งไว้ที่โรงแรมหรือยังไง” ซังบอมอดสงสัยไม่ได้

“ที่โรงแรมก็ตามสาวตัวคนทำได้สิวะ เรื่องแค่นี้น่าจะคิดได้” โดนตำหนิไปหนึ่งดอก “ฉันให้เอาไปทิ้งไว้ที่สวนสาธารณะแถวๆบ้านของมัน เอาให้พอลุกเดินไปไหว”

คิดสภาพแล้วก็อดสมเพชไม่ได้ มันคงจะเป็นอะไรที่แย่มากหากตื่นขึ้นมาแล้วเจ็บระบมที่บั้นท้าย ซ้ำเนื้อตัวยังเต็มไปด้วยรอยจูบ เป็นแบบนั้นจะให้คิดแง่ไหนนอกจากโดนข่มขืนล่ะ แต่จะหาหลักฐานก็คงจะยากสักหน่อย เพราะที่ข่มขืนฮันยองซันมันคือเซ็กซ์ทอย ไม่ใช่ผู้ชายพวกนั้นแม้สักคนเดียว

“คนอย่างมันน่ะไม่กล้าปริปากพูดเรื่องนี้กับใครหรอก แต่ถึงจะหาตัวก็คงหาไม่เจอ เพราะแม้แต่ลายนิ้วมือก็จะไม่มีให้เช็ค”

ความรอบคอบที่น่าสะพรึงของพี่ชายทำให้คนน้องหวั่นใจไม่น้อย แม้คิบอมจะไม่ได้ทำร้ายจริงๆ แต่เหตุการณ์ที่เสมือนถูกทำร้ายแบบนี้มันก็ใช่ว่าจะดีนัก หากฮันยองซันเครียดจนฆ่าตัวตายขึ้นมาจะว่าอย่างไร เพียงคิดถึงข้อนี้เขาก็ไม่สบายใจแล้ว

และก็คล้ายพี่ชายจะเดาออก “ไม่ต้องสะเออะเป็นคนดีกลัวมันฆ่าตัวตายหรอก คนอย่างนั้นน่ะรักตัวเองยิ่งกว่าอะไร อย่างมากมันก็อาละวาดใส่คนที่อยู่ใกล้ๆ ไม่มีทางฆ่าตัวตายจริงๆหรอก”

“มันจะไม่แรง..”

ยังพูดไม่ทันจบก็โดนสวนทันควัน “ไว้ฉันสั่งให้คนข่มขืนมันจริงๆค่อยพูดคำนี้เถอะนะ”

เป็นอันจบทุกถ้อยคำที่คิดจะเอ่ย  ซังบอมได้แต่ถอนหายใจกับความคิดร้ายๆของพี่ คิบอมไม่เคยทำร้ายใครก่อนก็จริง แต่วิธีเอาคืนแบบนี้มันก็ไม่ได้เรียกว่าเป็นคนดีสักเท่าไหร่

แต่จะว่าไป.. มันก็คงจะไม่ได้แยแสหรือว่าอยากจะเป็น คนดีนักหรอก

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

ว่ากันว่า ฟ้าหลังฝนจะสดใสกว่าเดิม แต่ตอนนี้ฟ้าของคยูฮยอนที่มันมืดครึ้มสลับกับมีเมฆหนาๆที่เหมือนจะสว่างแต่ก็ยังบดบังไม่ให้เห็นดวงอาทิตย์นั้นมันก็ยังไม่ปลอดโปร่งอยู่ดี

ที่เขาพาซองมินไปบ้านวันนี้ก็เพราะอยากจะให้คนรักได้รับรู้ถึงสิ่งที่ตนต้องพบเจอ ชีวิตที่ไร้ซึ่งอิสระอย่างแท้จริงกับหนทางที่ไม่ได้สวยงามอย่างที่คนนอกมองนั้นมันชวนให้อึดอัดค่อนข้างมาก และเขาก็เพียงอยากให้ซองมินทำใจตั้งแต่เนิ่นๆว่าถ้าหากรักจะใช้ชีวิตหลังจากนี้ร่วมกัน อนาคตนั้นจะต้องเป็นเช่นไรต่อ

รถคันหรูไม่ได้พาพวกเขาไปถึงที่บ้านตระกูลลีตามกำหนด แต่ก็คงจะไม่มีใครเป็นห่วงอะไรในเมื่อก็โทรไปบอกแล้วว่าจะมานั่งเล่นกันที่ริมแม่น้ำก่อน สองร่างที่นั่งเคียงกันนั้นต่างนิ่งเงียบเมื่อมาถึง และหากจะให้พูดตามตรง ก็คงต้องบอกว่าอันที่จริงแล้วซองมินนั่งเงียบมาตั้งแต่ที่คยูฮยอนเอ่ยถามเมื่อขับรถพ้นประตูวังออกมา

มือหนากุมมือนิ่มๆเอาไว้และบีบเบาๆ เพียงแค่หันไปสบตา หัวกลมๆก็เอนลงมาซบไหล่ มันอาจไม่ใช่ความรู้สึกที่หวานชื่นแต่ก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านจากใจถึงใจ เส้นทางข้างหน้าอาจเป็นหนทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอึดอัด แต่มันก็อาจไม่เลวร้ายจนเกินไปนักหากมีใครร่วมเดินทางไปด้วย

ซองมินรับรู้ได้ถึงความอ่อนล้าภายในหัวใจของชายคนรัก คยูฮยอนอาจนิ่งเฉยและสร้างภาพว่าตนเคยชินกับสิ่งที่ได้รายล้อมมาตั้งแต่กำเนิด แต่ในความเป็นจริงเขาพยายามจะไขว่คว้าหาอิสระมาโดยตลอด บ่อยครั้งที่ปะทะคารมกับคิบอมและฮันกยองเพียงเพราะลึกๆเขานึกอิจฉาเพื่อนทั้งสองที่สามารถเดินไปตามทางที่ตัวเองกำหนดได้เอง ไม่ได้มีเส้นบางๆขีดเขียนเอาไว้พร้อมกับคำสั่งที่มองไม่เห็นแต่รายล้อมอยู่รอบตัวและคอยบีบบังคับให้ต้องทำตามแบบแผนที่ผู้หลักผู้ใหญ่วาดหวังเอาไว้อีก

มันคงจะเหนื่อยและหนักไม่น้อยสำหรับเด็กหนุ่มที่อยู่ในวัยนี้

หลายวันที่ผ่านมาเขาอาจจะตั้งแง่ใส่คยูฮยอนแต่ตอนนี้ลีซองมินสลัดทุกความโกรธเคืองออกไปจนเกือบหมดสิ้น ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่อยู่ภายในเรือนตระกูลโจมันทำให้เขารู้และเห็นในหลายๆสิ่ง ยามนี้จึงมีแค่เพียงความกังวลที่ยังหน่วงอยู่ในอก ไม่ใช่ความเคืองขุ่นที่ก่อกำแพงล้อมตัวให้คอยตั้งแง่ใส่แบบที่แล้วๆมา

คยูฮยอนอาจได้เปรียบคนอื่นๆในเรื่องความสูงส่งของชาติตระกูลที่ทำให้เขามีอะไรต่อมิอะไรเพียบพร้อมและไม่ต้องขวนขวายอยากมีอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นขาด แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องแลกกับสิ่งที่เด็กหนุ่มในวัยเดียวกันพึงจะมี นั่นคือคำว่า อิสระ

ร่างเล็กจมอยู่กับความเงียบงันและปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย มีอะไรมากมายอยู่ในหัว ทั้งคำถาม ความสงสัย รวมทั้งคำพูดมากมายที่อยากพูดอยากเอ่ยกับคนรัก แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับไม่รู้จะพูดอะไรทั้งที่คล้ายมีคำพูดมากมายมาจุกอยู่ที่ปลายลิ้น

ซองมินทบทวนความคิดอีกครั้งว่าควรจะเอ่ยประโยคใด เวลานี้รอบตัวของพวกเขามันเงียบจนเกินไป และเขาก็ควรจะทำลายมันเสีย ก่อนที่คยูฮยอนจะกังวลมากไปกว่านี้

“อึดอัดมั๊ย..” เอ่ยออกมาประโยคหนึ่งแล้วก็เงียบต่อ

ราชนิกุลหนุ่มฟังแล้วก็นิ่งไปสักครู่ก่อนตวัดสายตากดลงมองปลายจมูกโด่งๆแล้วค่อยเอ่ยตอบ “ก็มีบ้าง ..แต่จะว่าไป ..มันก็ชินแล้วล่ะ”

“เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆเลยเหรอ”

“ก็ตั้งแต่จำความได้” น้ำเสียงอันราบเรียบไร้อารมณ์นั้นคือคำตอบที่คาดว่าคงจะชัดเจนมากทีเดียว

ร่างที่เริ่มจะอวบตัดสินง่ายๆว่าการที่คยูฮยอนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้นนั่นเองที่ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวมันคือความกดดันที่น่าอึดอัด และอยู่กับมันจนกลายเป็นความเคยชิน ที่ต่อให้ไม่ชอบใจสักเพียงใดก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้จึงต้องใช้วิธีปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับมันให้ได้

แต่กับคนที่ลึกๆนั้นไขว่คว้าหาอิสระอย่างนี้ หากว่ามีโอกาสเลือกก็คงพร้อมที่จะกระโจนออกมา

“ตอนแรกฉันเคยคิดว่าชีวิตของพวกเชื้อพระวงศ์คงจะน่าอิจฉามาก”

คยูฮยอนได้ยินก็ครางเบาๆในลำคอ “คนนอกมักมองแบบนั้น แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้น่าอิจฉานักหรอก เพราะต่อให้ปัจจุบันประเทศเราไม่มีกษัตริย์แล้ว แต่ก็ยังต้องรักษาเกียรติภูมิเอาไว้ ..ถึงฉันจะบ่นว่าเบื่อ รำคาญ แต่ฉันก็เข้าใจนะว่าเหตุผลมันคืออะไร”

มันก็คงคล้ายกับตระกูลของเหล่านักรบที่จะยังยึดมั่นถึงเกียรติและศักดิ์ศรี ผู้สืบทอดทุกคนจะต้องคงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ต่อให้ผ่านไปหลายชั่วอายุคน สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงเป็นที่ยึดถือปฏิบัติเสมอ เหมือนกับลูกหลานที่พึงรักษาสมบัติของปู่ย่าที่สร้างสมเอาไว้ให้ ไม่เช่นนั้นคนที่นอนอยู่ในหลุมคงได้สะดุ้งหากลูกหลานทำอะไรให้ต้องถูกติฉินนินทา

และจู่ๆ ซองมินก็นึกอยากถามอะไรบางอย่าง “แล้วถ้าทุกวันนี้ยังมีระบอบกษัตริย์ ..จะอยากเป็นรัชทายาทแบบในหนังหรือเปล่า”

เป็นคำถามแปลกๆแต่ก็คลายเครียดได้มาก ซึ่งคยูฮยอนก็ปฏิเสธได้โดยไม่ต้องคิด “ไม่เอาหรอก แค่เป็นราชนิกุลธรรมดาฉันก็อึดอัดจะบ้าแล้ว ขืนเป็นรัชทายาทฉันคงจะประสาทกินแน่”

“นั่นสินะ”

“แต่ถ้าลองคิดขำๆ ..ว่าถ้าเปลี่ยนรัชทายาทเป็นคิบอม จะเป็นยังไง”

คิดสภาพตามแล้วถึงกับต้องกลั้นหัวเราะ ภาพของคิบอมในวันที่เจอกันครั้งแรกยังติดตา ทรงผมประหลาดๆกับหน้านิ่งๆแบบนั้น ขืนให้เป็นผู้รับช่วงต่อในการดูแลประเทศคงได้บรรลัยแน่ แม้ว่าบางมุมเขาจะแอบน่ารักบ้างก็เถอะ แต่นั่นก็แค่ตอนที่อยู่กับดงแฮ ไม่ใช่เวลาปกติสักหน่อย

“แบบนั้นคงไม่ไหวมั๊ง”

“ถ้าเป็นแบบนั้นประเทศเราคงมีอะไรให้ได้ตื่นเต้นกันตลอด.. ว่ามั๊ย”

สิ้นคำของคยูฮยอน ความเงียบก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาอีกครั้งเมื่อซองมินไม่ได้เอ่ยตอบ

อากาศตอนนี้ค่อนข้างปลอดโปร่งแต่ติดจะอบอ้าวอยู่สักหน่อยมันจึงยิ่งทำให้อารมณ์กดดันที่ยังคั่งค้างอยู่ในอกที่ยังวนเวียนอยู่นั้นกลับมาสะกิดใจอีกรอบ และแทนที่จะมีลมเย็นๆมาให้ได้ผ่อนคลายบ้าง แต่รอบตัวกลับนิ่งสงบ ไม่มีแม้กระทั่งการสั่นไหวของใบไม้แม้ใบเดียว

ดวงตากลมค่อยๆปิดลงจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวได้ ซองมินนึกอยากจะอยู่กับตัวเองเงียบๆสักครู่และใช้ความคิดทบทวนในสิ่งที่ผ่านมาเพื่อตัดสินใจสำหรับก้าวต่อไปในอนาคต แม้เขาจะโกรธแต่ก็ไม่เคยเกลียดคยูฮยอนอย่างที่ปากว่า ในทุกครั้งที่ร่างหนามางอนง้อ ในหัวใจก็ยังสั่นไหวเสมอ สิ่งเดียวที่กลัวก็คือ กลัวว่าจะถูกคุณชายผู้นี้เหยียบย่ำหัวใจเป็นครั้งที่สอง และก็กลัวว่ารักครั้งแรกของตนจะต้องจบลงด้วยความร้าวรานซ้ำซาก แต่เมื่อคยูฮยอนแสดงความจริงใจและความจริงจังออกมาให้เห็นมันก็สามารถดึงความเชื่อมั่นที่เหือดหายให้กลับคืนมาอีกครั้ง

สายลมอ่อนๆพัดมาเป็นวูบแรกหลังจากที่นั่งกันมาได้สักพักใหญ่ๆ คยูฮยอนขยับมือที่กุมมือนิ่มเพียงเล็กน้อยก่อนจะหันมากดริมฝีปากจูบลงบนกระหม่อมคนรัก มันอาจเป็นความอบอุ่นแบบแปลกๆเพราะเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความรักในมุมแบบนี้ แต่ซองมินก็สามารถรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ด้วยหัวใจ

“เป็นฉันจริงๆเหรอ” เอ่ยถามในที่สุด แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นวลีลอยๆ แต่คนฟังก็สามารถเข้าใจได้

คำถามคำนี้มันคือสิ่งที่ร่างเล็กไม่เคยแน่ใจในคำตอบ ต่อให้เขารักคยูฮยอนเพียงใด ก็ใช่ว่าลีซองมินคนนี้จะหน้ามืดตามัวจนมองข้ามความเป็นจริงไป

เขาเป็นผู้ชาย ต้นตระกูลหรือก็ไม่ใช่ขุนนางเก่าแก่ ฐานะทางสังคมก็ยังจัดอยู่ในระดับกลาง การเรียนก็สู้อีกฝ่ายไม่ได้ หนำซ้ำยังขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก เป็นเสียแบบนี้แล้วคยูฮยอนจะเอาอะไรที่ไหนมาภูมิใจในตัวเขา

“เหนื่อยจะหาแล้ว” เป็นคำตอบที่ดูกวนๆแต่กลับสร้างรอยยิ้มให้ “ฉันตอบไม่ได้หรอกนะว่าในอีกสิบปีข้างหน้าฉันจะคิดยังไงกับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ในวันนี้และอีกปีสองปีถัดจากนี้ ..ฉันพอแล้ว”

อาจจะไม่ใช่คำพูดหวานๆที่รื่นหูแต่ก็จริงใจตามวิสัยของคุณชายโจคยูฮยอน และมันก็คือความจริง คนเราไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ ต่อให้มั่นสักเท่าใดในวันนี้ แต่ในอีกสิบปีมันก็อาจมีหลายปัจจัยสามารถทำให้แปรเปลี่ยน

“แต่ฉันมีลูกให้ไม่ได้” ตอกย้ำในความเป็นจริงให้ได้รับรู้

“แล้วฉันบอกตอนไหนว่าอยากจะมีลูก” คยูฮยอนเอ่ยกลับมาแบบนิ่งๆ “ไม่เห็นเคยพูดสักหน่อย”

ซองมินรู้ว่าร่างสูงพูดเพื่อให้ตนสบายใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดี “แล้วจะเลิกเจ้าชู้มั๊ย”

“ฉันไม่ได้เจ้าชู้”

“งั้นเหรอ” สวนด้วยน้ำเสียงกึ่งประชด กึ่งหัวเราะ

คยูฮยอนยิ้มรับเขินๆ ความกดดันเมื่อครู่คลายไปแล้ว ไม่บ่อยนักที่เขาจะพูดจาหยอกล้อเล่นหัวกับใคร กับเพื่อนในกลุ่มส่วนมากก็กัดกันไปมาเพื่อสร้างสีสันไปวันๆ ไม่ได้ทำแล้วมีความสุขอย่างที่พูดกับซองมินเมื่อครู่

“ไม่รู้สิ ฉันคิดว่าฉันไม่ได้เจ้าชู้” ยังยืนยันด้วยคำเดิม แม้ว่าเจ้ากระต่ายน้อยจะไม่ยอมเชื่อ “คนเจ้าชู้คือคนที่ชอบหรือรักใครหลายๆคนพร้อมกันแล้วก็อยากเก็บคนพวกนั้นเอาไว้ทั้งหมดใช่มั๊ย ..แต่ฉันไม่ใช่สักหน่อย”

“เหรอ” คนฟังทำเสียงสูงใส่ “ฉันควรเชื่อด้วยหรือเปล่า”

“ก็ฉันไม่ได้รักทุกคนที่ฉันควงด้วยและก็ไม่ได้คิดอยากจะรั้งพวกเขาเอาไว้เหมือนที่ทำกับที่รักนี่ ..ฉันเคยรั้ง เคยอ้อนวอนใครที่ไหน ..มีแค่ที่รักคนเดียวนะ แล้วแบบนี้จะเรียกว่าเจ้าชู้ได้ยังไง”

เสียงต่ำที่เอ่ยเรื่อยๆแบบไม่มีลูกเล่นอะไรสร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นกับหัวใจของซองมิน การได้เป็นคนเพียงคนเดียวที่ถูกใครคนหนึ่งซึ่งผ่านอะไรมามากมายรักนั้นมันช่างทำให้รู้สึกดี

“จะทำให้ฉันเสียใจอีกมั๊ย”

“ไม่สัญญาได้มั๊ย” บีบเบาๆอีกครั้งที่มือนิ่ม “เรื่องอื่นฉันตอบไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงนี่คงจะไม่มีไปอีกนานอ่ะ”

ไม่ได้เล่นมุกแต่กลับทำให้ร่างเล็กขำ สภาพของคนเก่งในเวลาที่ไร้พิษสงนี้ช่างน่ารัก ดูแล้วก็เหมือนลูกแมวเชื่องๆมากกว่าเสือร้ายที่เคยทำให้ตนร้องไห้เสียอีก

“ฉันจะพยายามดูแลที่รัก.. ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ”

น้ำใสไหลปริ่มขอบตาทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าสามารถเชื่อใจเขาได้แค่ไหนแต่ก็โอนอ่อนไปให้กว่าครึ่ง เวลานี้มันไม่ใช่ความหลงแบบที่เคยเกิดขึ้นในช่วงแรกๆที่คบกัน แต่มันคือความรักที่ผ่านเรื่องราวทั้งดีและร้าย สิ่งที่พบเจอมันทำให้ได้เรียนรู้และเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น และความรู้สึกที่มีให้กันในเวลานี้ก็กลั่นกรองเอาทั้งภาพลวงตา อคติ และความลุ่มหลงออกไปจนเหลือแค่ความรู้สึกที่มีให้กันโดยปราศจากอะไรเจือปน

ตอนนี้ซองมินรู้แล้วว่าเขารักคยูฮยอนมากเพียงใด และคนคนนี้ก็เป็นคนที่เขาจะยอมเสี่ยงฝากอนาคตเอาไว้ได้เช่นกัน

ระยะเวลาที่พักรักษาใจมันไม่ได้มีแค่การร้องไห้ไปวันๆ หรือว่าสร้างอคติล้อมตัวเองเอาไว้ ซองมินได้คิดทบทวนอะไรมากมาย และก็ตัดสินใจว่าหากวันนี้คยูฮยอนทำให้รู้สึกว่าเขาจะสามารถเป็นที่พึ่งพิงและร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันได้ ..ก็จะให้โอกาสหัวใจตัวเองได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

“แล้วทำไมถึงเป็นฉันล่ะ”

เอ่ยถามทั้งที่ไม่ได้มองหน้าหรือสบตาคนข้างกาย มือที่ถูกเขาพันธนาการเอาไว้ยังวางอยู่ที่เก่า ร่างเล็กขยับศีรษะที่ซบไหล่หนา อยู่ๆก็อยากทำตัวน่ารักขึ้นมา นานแล้วที่เขาไม่ได้อ้อนคยูฮยอน ไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของหัวใจ และเอาแต่วิ่งหนีคนร่างใหญ่ตลอดมา

และคำตอบที่คนเคยร้ายเอ่ยกลับมานั้นก็เกี่ยวรัดหัวใจของลีซองมินไม่ให้มันดิ้นหลุดไปไหนได้อีก

“เพราะว่าที่รักรักฉันไง”

ร่างเล็กนึกอยากจะเถียงเพื่อกวนเขากลับแต่ก็ไม่อยากให้บรรยากาศเสียเลยต้องใช้วิธีตวัดสายตาไปมองแล้วแกล้งขมวดคิ้วใส่แทนการคัดค้าน คยูฮยอนเลยทำหน้าขึงขังตอบกลับมา

“หรือไม่จริง”

“บอกตอนไหน” ซองมินตีหน้ามึนใส่ “ขี้ตู่แล้ว”

“เออ จะขี้ตู่” เพราะรู้ว่าโดนแกล้งเลยคลายมือที่กุมมือน้อยออกแล้วยกมันขึ้นมาล็อกคอคนดื้อเอาไว้แล้วจับยีผมจนกระเซอะกระเซิง

“อ๊า.. อย่าแกล้งดิ่.. ไม่เอานะ”

“หวา.. กระต่ายดิ้น .. ฮ่าๆ ไหนเอว ..เอวอยู่ไหน”

“ปากเสีย!!

“โว๊.. เซลล์ลูไลท์กระเพื่อม ฮ่าๆๆๆๆ”

“ย๊า~!! ตายซะเถอะ”

เสียงร้องโวยวายดังแทรกสลับกับเสียงหัวเราะ นานแล้วที่ไม่ได้หยอกกันแบบนี้ พอได้มีโอกาสทำมันอีกครั้งก็รู้สึกสนุกจนไม่อยากจะหยุด

“ปล่อยนะ ไม่เล่นแล้ว” พอเริ่มสู้ไม่ไหวก็ยื่นสนธิสัญญาเพื่อขอสงบศึก “พอแล้ว.. ฮ่าๆ หัวเราะจนเหนื่อยแล้วนะ”

“ตอบมาก่อนว่ารักหรือเปล่า”

“ไม่ตอบ!!

“ไม่ตอบก็ไม่หยุด” ตบฝ่ามือลงไปบนก้นนิ่มๆสลับกับจี้เอวกลมไปด้วย “ตัวหนักแบบนี้นอกจากฉันแล้วจะมีใครสนอีก ..อ๊า น้องไหกิมจิ”

“ว่าเหรอ!!” เบี่ยงเอวหลบเสียยกใหญ่ พอพ้นมือเขาได้ก็รีบตะบบเข้าที่กลางหน้า “นี่แน่ะ แกล้งดีนักใช่มั๊ย ..เดี๋ยวข่วนให้เสียโฉมซะหรอก”

“ไม่กล้าทำหรอก” แทนที่จะกลัวกลับยื่นริมฝีปากไปจูบที่กลางฝ่ามือนิ่มแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “ที่รักไม่กล้าให้หน้าหล่อๆของแฟนตัวเองเป็นรอยหรอก”

หยอดไปเพียงเล็กน้อยแต่ก็สามารถทำให้คนฟังชะงักค้างได้ คยูฮยอนรีบอาศัยจังหวะนี้จับร่างอวบมารวบเอาไว้อีกครั้งและรั้งมานั่งอยู่บนตักได้อย่างง่ายดาย ซ้ำยังปล้นจูบที่แก้มเนียนๆไปได้อีกตั้งหนึ่งฟอด

“ตอบก่อน.. แล้วจะปล่อย”

“ไม่” หน้าหวานเชิดหนีไปอีกทาง “เบื่อคนหลงตัวเอง”

“น่านะ..ตอบให้ชื่นใจหน่อย”

ตากลมหลิ่วมองโดยไม่พูดไม่จาแต่ทว่าอมยิ้ม คยูฮยอนในโหมดนี้ค่อนข้างน่ารัก และลีซองมินก็มั่นใจเสียด้วยสิว่ายังไม่มีผู้หญิงคนไหนเคยเห็นมาก่อน เขาแกล้งนั่งนิ่งเล่นตัวต่ออีกสักหน่อย แต่ระหว่างที่ยังไม่พูดไม่จา ร่างหนาก็นั่งกอดเอาไว้แล้วเกยคางลงบนไหล่มน แถมยังส่งสายตาที่หวานหยาดเยิ้มมาให้ แต่มันก็แอบน่าหมั่นไส้เมื่อมันเจือความเจ้าเล่ห์เอาไว้ด้วย

“ที่รักครับ.. ตอบหน่อยสิ”

ไม่พูดแต่เมินหน้าหนีไปอีกทาง เลยกลายเป็นว่าคยูฮยอนได้โอกาสจูบแก้มหอมๆอีกครั้ง คนตัวอวบเลยต้องรีบหันมาทำตาเขียวใส่

และก็พลาดจนได้..

มือเรียวเอื้อมขึ้นจับแก้มนิ่มๆอีกด้านเอาไว้เพื่อรั้งใบหน้าหวานให้อยู่นิ่งๆ ดวงตากลมเบิกขึ้นด้วยความสงสัย และสิ่งสุดท้ายที่มีโอกาสได้เห็นก่อนถูกคนเจ้าเล่ห์จู่โจมก็คือรอยยิ้มที่เคลือบความหวานแบบร้ายๆบนใบหน้าของคยูฮยอน

“อ๊ะ..”

ครางได้เพียงเท่านั้นก็หมดโอกาสเพราะริมฝีปากถูกเขาปิดเอาไว้ การจู่โจมที่ไม่ได้รุนแรงส่งผลให้ไหล่หนาโดนทุบแค่เพียงเล็กน้อยก่อนที่คู่กรณีจะสงบนิ่ง กลีบปากนิ่มๆของซองมินยังคงความหวานไม่เสื่อมคลาย บดจูบลงไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเพียงพอ

หากเป็นคนอื่น การจูบแบบนี้คงเป็นเพียงอาหารทานเล่นก่อนจะได้เอร็ดอร่อยกับเมนูหลัก แต่เมื่อเป็นซองมินแล้วมันกลับแตกต่าง เพราะเขาจูบเพียงเพราะอยากจูบ ไม่ใช่จูบเพียงเพราะต้องการกระตุ้นอารมณ์ใคร

ร่างสูงขยับเรียวปากที่แนบชิดเนื้อนิ่มอีกครั้งเพื่อย้ำสัมผัสให้แนบแน่นแล้วถอนใบหน้าออกมา สถานที่ที่พวกเขาอยู่ไม่ใช่พื้นที่ที่สมควรจะมาพลอดรักกันแบบนี้ และที่ทำได้อย่างเมื่อครู่ก็เพราะเขาแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนี้ แต่ถ้าหากเป็นอีกหนึ่งหรือสองนาทีถัดจากนี้ก็ไม่แน่

“ว่าไง..”

ตัวเล็กรีบก้มหน้ามองพื้นเพื่อหลบหลีกสายตาที่กวนใจ “คำถามไหนอีกล่ะ”

“ยังจะอยู่ด้วยกันมั๊ย”

“แล้วอีกอันนึงล่ะ” ที่ถามไม่ใช่เพราะอยากรู้ แต่ถามแก้เขินต่างหาก

สายตากรุ้มกริ่มโลมเลียอีกครั้งจนร้อนไปทั้งวงหน้า คยูฮยอนชอบใจเป็นที่สุดที่เห็นคนรักหน้าแดง ไม่ใช่คอยแต่ทำตาเขียว หน้าบึ้ง คอยปั้นปึงใส่แบบที่แล้วมา

“อันนั้นไม่ต้องถามหรอก ..ได้คำตอบแล้ว”

“ยังไม่ได้ตอบสักหน่อย” ซองมินบ่นอุบอิบ “ขี้ตู่อีกแล้ว”

“แล้วจะตอบได้หรือยัง ฉันรอฟังอยู่นะ” ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าสวยต้องรีบหลบ

ซองมินรอดูท่าทีของคนเจ้าเล่ห์ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าคยูฮยอนจะไม่ฉวยโอกาสอีกก็ยื่นหน้าผากไปโขกเข้าให้ แล้วอาศัยจังหวะที่ร่างใหญ่เซนั้นพาตัวออกมาจากวงแขนแกร่ง แล้วยืนยิ้มทะเล้น

“ไว้ฉันปรึกษาตาตี่ก่อนแล้วจะกลับมาบอก”

สิ้นเสียงก็วิ่งดุ๊กๆกลับไปยืนรอที่รถ ซ้ำยังหยุดโบกไม้โบกมือระหว่างทางเพื่อยั่วอีกฝ่ายให้หมั่นไส้เล่น คยูฮยอนขี้เกียจจะวิ่งตามเป็นเด็กๆเลยก้าวเท้าตามไปแบบปกติ แต่ก็ไม่วายตะโกนกลับไปเมื่อซองมินยังไม่เลิกยั่ว รู้ทั้งรู้ว่าเขากับเยซองไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่ ยังจะแกล้งบอกว่าจะไปปรึกษาไอ้บ้านั่นอีก

“ถ้าจะปรึกษาไอ้หัวโตนั่นก็บอกมาเลยดีกว่าว่าเซย์โน!!

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

กระเป๋าเดินทางขนาดย่อมสีขาวมุกที่มีรอยด่างดำอันเกิดจากการขนส่งถูกลากผ่านประตูออกมา มีผู้คนมากมายกำลังยืนรอผู้โดยสารอยู่บริเวณหน้าประตูทางออก สายตาของคนที่เพิ่งจะเดินทางมายังประเทศแห่งนี้เป็นครั้งแรกหยุดมองป้ายเพื่อความแน่ใจ ดีที่มันมีภาษาอังกฤษกำกับเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแน่นอน

ดงแฮขยับแว่นกันแดดแก้เก้อขณะที่กวาดสายตามองหาใครบางคน ชาวฮังการีหน้าตาแตกต่างจากคนเกาหลีอยู่แล้ว และมันก็คงจะไม่ยากหากคิดจะหามองหาคนเอเชียในบริเวณนี้

“ดงแฮ.. ทางนี้ลูก”

ทันทีที่ได้ยินเสียงเอ่ยเรียก ร่างน้อยก็หันขวับไปมองหน้า เมื่อเห็นว่าคือบิดาก็แทบจะวิ่งปรี่เข้าไปกระโดดกอดด้วยความคิดถึง

“พ่อจ๋า~!!!!

ซุกหน้าลงที่กลางอ้อมอกผู้เป็นพ่อราวกับเด็กน้อย ดงแฮยังเป็นเด็กและก็เด็กมากเมื่ออยู่กับพ่อแม่ ความน่ารักของเจ้าตัวน้อยส่งผลให้คนกอดยิ้มแก้มแทบปริ ต่อให้ลูกชายตัวโตแค่ไหนแต่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วก็ยังน่ารักน่าเอ็นดูเสมอ ยิ่งไม่ได้เจอกันหลายๆเดือน ความคิดถึงก็พุ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

“อ้วนขึ้นหรือเปล่าน่ะเรา” เอ่ยถามในทันทีที่วงแขนคลายออก

ท่านทูตลีซึงเฮกดจูบเบาๆที่หน้าผากของบุตรชาย ดวงหน้าหวานๆที่ถอดพิมพ์มาจากมารดานี้มองกี่ครั้งก็เพลินตาเหลือเกิน เขายืนยิ้มและรอให้คนในอ้อมแขนถอดแว่นกันแดดออกเพื่อจะได้มองหน้ากันให้ชัดๆ แต่คนที่จงใจจะใส่มันเอาไว้เพื่อบดบังใบหน้าก็เผลอตัวถอดมันออกมา บิดาเลยสังเกตเห็นความผิดปกติของดวงตาจนได้

“หนูน้อยของพ่อ.. มีอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมตาบวมๆ”

ดงแฮอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนรีบส่ายหน้าและทำท่าเหมือนไม่มีอะไร “หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอกฮะ”

“แต่ตาลูกบวมมากเลยนะ ..หืม ลูกพ่อเป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าฮะ ..หนูไม่ได้เป็นอะไร” ยังยืนยันที่จะไม่ยอมรับ ซ้ำยังเปลี่ยนเรื่องอีกด้วย “อา พ่อจ๋า ตรงนี้มันขวางทางคนอื่น เรารีบไปขึ้นรถดีกว่านะฮะ”

คว้าที่ลากกระเป๋าได้ก็ใช้อีกแขนควงบิดาเพื่อพาลาก “พ่อจ๋าอย่าเพิ่งถามอะไรดีกว่า หนูอยากไปเจอแม่จ๋า อยากเห็นบ้านด้วย หนูยังไม่เคยมาที่นี่เลยนะ.. วันหยุดพาหนูเที่ยวด้วยล่ะ”

เสียงแจ้วๆรีบเอ่ยพร้อมกับส่งรอยยิ้มพร่างพราวมาให้ คนที่ยังมีคำถามอยู่จึงต้องพับมันเอาไว้และเลือกที่จะส่งยิ้มกลับไปพร้อมกับมืออุ่นๆที่วางลงกลางกระหม่อมบาง ไม่ใช่ว่าเขาละความสนใจ แต่หากดงแฮยังไม่ต้องการจะเล่าอะไรก็ไม่คิดจะบังคับ

“มาถึงก็อ้อนใหญ่เลยนะเจ้าลูกคนนี้”

ลีซึงเฮส่ายหน้ากับความช่างอ้อนทั้งที่ชอบใจ ร่องรอยความอ่อนล้าบนดวงหน้าของหนุ่มน้อยทำให้ผู้เป็นพ่อต้องแย่งกระเป๋ามาลากให้และเดินกอดคอลูกชายไปที่รถ ระหว่างที่เดินไปยังลานจอดรถด้านนอกตัวอาคาร ดงแฮได้ยินภาษาที่ค่อนข้างแปลกหู มันไม่ใช่ภาษาที่คุ้นเคย และป้ายหลายๆป้ายก็ทำให้รู้สึกได้ว่าเขาเข้าใจผิดเกี่ยวกับฮังการี

ไม่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสหรือเยอรมันแบบที่เข้าใจเลยนี่นา -*-

รถที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถมีไม่มากนัก แสงแดดที่สาดส่องให้ท้องฟ้าเป็นสีทองนั้นยังสร้างความอบอ้าวให้ ท่านทูตซึ่งก็เพิ่งจะย้ายมาได้ไม่นานเห็นร่างเล็กเหงื่อชุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง

“เดือนนี้ยังไม่เท่าไหร่.. ช่วงที่พ่อกับแม่ย้ายมาใหม่ๆน่ะร้อนมาก เกือบๆ 30 องศาแน่ะ”

เพราะมาถึงรถที่จอดเอาไว้พอดีจึงดึงแขนออกจากคอลูกชายไปใช้เปิดท้ายรถ ซึ่งดงแฮก็ทำแค่เพียงเดินไปยืนอยู่ใกล้ๆและหันซ้ายหันขวา

“คนที่นี่ใช้ภาษาอะไรกันเหรอฮะ หนูฟังไม่รู้เรื่องเลย”

“อ๋อ.. ภาษาฮังกาเรียน ที่เรียกว่า แม็กยาร์ น่ะ” อธิบายด้วยรอยยิ้ม “คำว่าแม็กยาร์จะใช้เรียกคนฮังกาเรียนกับภาษาฮังกาเรียน”

“ที่ชอบมีจุดๆ เหนือตัวอักษรใช่มั๊ยฮะ”

“อืม นั่นแหละภาษาแม็กยาร์”

ฟังแล้วก็พยักหน้าตาม “หนูหลงคิดว่าจะมีที่ใช้ภาษาเยอรมันแบบออสเตรียซะอีก”

“ก็ใช้นะ.. ใช้เป็นหนึ่งในภาษาราชการ แต่ทั่วไปแล้วจะใช้แม็กยาร์กันมากกว่า “

ตาแป๋วๆมองหน้าบิดาอย่างตั้งใจ เขาชอบฟังเรื่องราวของผู้คนแต่ละประเทศที่บิดาไปทำงาน เพราะมันมักจะได้ทั้งความสนุกและความรู้ควบคู่กันไป อย่างน้อยก็เป็นความรู้รอบตัวที่มีไว้ประดับสมองเล็กๆที่อยู่ในหัว

“แล้วเค้าพูดภาษาอังกฤษกันมั๊ยฮะ”

“ก็เหมือนๆบ้านเรานั่นแหละ ..ส่วนมากพูดภาษาแม็กยาร์กัน ภาษาอังกฤษใช้เป็นแค่ภาษาธุรกิจ แต่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ แม้แต่พวกพนักงานไปรษณีย์หรือพนักงานในร้านค้าส่วนมากก็พูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ พูดภาษาเยอรมันด้วยยังจะสื่อสารได้ง่ายเสียกว่า”

ได้ยินดังนั้นก็ห่อเหี่ยวลงทันตา เพราะจากการเดาแล้วก็น่าจะมีคนพูดภาษาเยอรมันได้แค่บางส่วน ไม่ใช่ว่าได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาคงจะไม่มีปัญญาออกไปตะลอนคนเดียวอย่างแน่นอน

“แล้วพ่อจ๋าพูดภาษาแม็กยาร์ได้แล้วเหรอฮะ”

“ก่อนมาก็จ้างอาจารย์ไปสอน แต่ก็ได้ในระดับที่ไม่สูงน่ะ เพราะยังไงงานในสถานทูตก็ไม่ได้ใช้ภาษานี้เท่าไหร่ อีกอย่างในสถานทูตก็มีล่ามอยู่แล้ว เอาไว้ใช้แค่ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง”

“อ๋อ..” พยักหน้าตาใสพลางเดินไปเปิดประตูรถเมื่อบิดาเดินนำไปก่อน “กลับเลยใช่มั๊ยฮะ คิดถึงแม่จ๋าจะแย่อยู่แล้ว”

“อ้อนอีกแล้ว”

แทนที่โดนแซวแล้วจะหยุดกลับยิ้มหวานรับคำบิดาด้วยท่าทีที่แสนภูมิใจ “แต่พ่อจ๋าก็ชอบให้หนูอ้อนไม่ใช่เหรอ”

กลายเป็นฝ่ายบิดาที่ต้องหัวเราะเมื่อโดนย้อนกลับมาด้วยตาแป๋วๆที่แสนน่ารัก ไม่รู้ว่าเลี้ยงกันมาอีท่าไหนลูกชายถึงได้ออกมาน่ารักช่างอ้อนช่างเอาใจผู้ใหญ่แบบนี้

“พอแล้ว.. เก็บเอาไว้ไปอ้อนแม่เค้าบ้างเถอะ”

 

เส้นทางจากสนามบินบูดาเปสต์เฟอริฮีกี (Budapest Ferihegy Airport) ไปยังบ้านพักถือว่าค่อนข้างไกล สองข้างทางที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยภาษาแม็กยาร์ที่เขาอ่านแล้วเดาได้บ้างไม่ได้บ้างเต็มไปหมด ตึกรามบ้านช่องที่นี่ค่อนข้างใกล้เคียงกับที่เวียนนา แต่ที่สะดุดตาก็คงจะหนีไม่พ้นบรรดาพวงพริกสีแดงสดกับกระเทียมที่ร้อยเป็นพวงแล้วนำมาห้อยเอาไว้เต็มหน้าร้านหลายร้านที่ขับผ่าน ซึ่งก็ได้คำอธิบายจากบิดาว่ามันคือพริกปาปริก้า ซึ่งเป็นพริกที่ใช้ปรุงอาหารฮังกาเรียนแทบทุกจาน และก็อาจเอ่ยได้ว่ามันคืออีกหนึ่งสัญลักษณ์ของประเทศนี้

“ที่นี่มีอะไรอร่อยๆบ้างฮะ” นึกได้ก็รีบถามถึงเมนูอร่อยเพื่อจะได้ลิ้มลอง

แต่กลับได้เสียงหัวเราะแปลกๆกลับมาจากผู้ตอบ “อาหารของคนที่นี่มักจะไม่ค่อยถูกปากคนเกาหลีอย่างเราๆนักหรอก เวลาไปข้างนอกก็อย่าสั่งอะไรแปลกๆล่ะ มันจะทานไม่ได้เอา”

“มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอฮะพ่อจ๋า”

“ก็ไม่เชิง.. อาหารฮังกาเรียนค่อนข้างมัน คนที่นี่ชอบใช้หมูสามชั้นมาปรุงอาหาร แล้วก็มักจะมีครีมรสเปรี้ยวๆเผ็ดๆราดบนผักหรือหมูที่ต้มจนสุก อีกอย่างที่นี่เขามักจะเสิร์ฟผักดองหรือผักต้ม ม่ได้ทานผักสดๆแบบที่บ้านเรา”

แค่คิดสภาพตามก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะท่าทางมันคงจะไม่ถูกปากจริงๆ  “แล้วมันมีอะไรที่เป็นเมนูปลอดภัยบ้างฮะ หนูอยากลองกินอาหารฮังกาเรียนบ้างอ่ะ”

“ก็น่าจะเป็นทาโควิทซัลซา (Taco with Salsa) หรือไม่ก็ ชิคเก้นวินดาลู (Chicken Vindaloo) นะ มันจะขายอยู่ตามร้านข้างทางเสียส่วนใหญ่ จะเป็นแบบซื้อไปทานข้างนอกน่ะ ส่วนอาหารดังๆของที่นี่ก็คงเป็นกูลาช (Goulash) ล่ะมั๊ง ไว้เดี๋ยวพ่อจะพาหนูไปทานที่ร้านอร่อยๆแล้วกัน

ถือว่าเป็นความรู้ใหม่และดงแฮก็พยายามจดจำเอาไว้เป็นอย่างดี สองพ่อลูกพูดคุยกันเป็นระยะ ซึ่งด้วยเพราะเวลานี้เป็นช่วงเวลาหลังเลิกงาน รถจึงค่อนข้างติดสักหน่อย ระยะเวลาที่ควรจะเดินทางไปถึงที่บ้านจึงต้องยืดออกไปจากที่ควรจะเป็น

ร่างเล็กสังเกตเห็นความเหมือนที่แตกต่างระหว่างกรุงเวียนนากับบูดาเปสต์แห่งนี้ ทั้งสองเมืองต่างร่ำรวยด้านศิลปะและโดดเด่นในเรื่องความโรแมนติก แต่เมื่อสัมผัสแล้วกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เพราะบูดาเบสต์นั้นดูจะเป็นความคลาสสิกในแบบที่เหมือนจะติดดินมากกว่า

ด้วยเพราะความเร็วของการขับขี่ที่ถูกกำหนดไว้เพียง  60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชนนั้นทำให้เดินทางค่อนข้างช้า คนที่ชินกับการนั่งรถเร็วๆรู้สึกขัดใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรเพราะวิวทิวทัศน์ของนครแห่งนี้ที่แสงอาทิตย์กำลังจะหมดไปนั้นดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี

“ฝั่งที่เราอยู่น่ะเรียกว่าฝั่งเปสต์” ท่านทูตเอ่ยบอกไปเรื่อยๆเหมือนเป็นไกด์นำทาง เขารู้ว่าลูกชายชอบฟังและการให้ความรู้ก็คือสิ่งที่ผู้เป็นบิดาพึงจะกระทำเช่นกัน “ฝั่งนี้จะมีตึกใหม่ๆเยอะ ฝั่งบูดาที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำดานูบจะเก่ากว่า พวกตึกเก่าๆจะหาดูได้ที่ฝั่งบูดา และก็จะมีย่านเก่าแก่เรียกว่าโอบูดาอยู่”

“ฝั่งบูดานี่สวยมากมั๊ยฮะพ่อจ๋า”

“อืม.. ก็สวยนะ ถือเป็นเมืองเก่าที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีเลยล่ะ”

ได้ยินแบบนั้น คนชอบเที่ยวก็ตาวาวในทันใด “งั้นพ่อจ๋าอย่าลืมพาหนูไปเที่ยวนะฮะ หนูอยากไปถ่ายรูป”

“พ่อว่าหนูน่าจะชอบโอบูดานะ เพราะมันเป็นย่านเก่าแก่ที่มีชุมชนยุโรปโบราณอยู่”

“หนูเคยได้ยินว่ารัฐสภาของฮังการีเป็นอาคารที่สวยที่สุดในโลก” นึกได้ก็เอ่ยต่อ ตอนที่ได้ยินว่าบิดาจะต้องย้ายมาประจำการที่ประเทศนี้ ดงแฮก็เคยไปนั่งหาข้อมูลมาอ่าน จำได้บ้างไม่ได้บ้าง พอนึกอะไรได้ก็เอ่ยขึ้นมาเป็นระยะ

“อ๋อ ..ก็ประมาณนั้น รัฐสภาจะอยู่ฝั่งเปสต์นี่แหละ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำดานูบ เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิค (Neo-Gothic) กลางคืนจะสวยมาก ..ไว้พรุ่งนี้จะพาไปทานข้าวแถวๆนั้น หนูจะได้ไปเดินเล่นที่สะพานข้ามแม่น้ำด้วย”

 “พ่อจ๋าน่ารักที่สุดเลย”

 

เมื่อมาถึงที่บ้าน ร่างเล็กก็รีบวิ่งเข้าไปกอดมารดาเป็นอันดับแรกและทิ้งกระเป๋าเดินทางเอาไว้ที่ท้ายรถราวกับลืมว่ามีมันร่วมทางมาด้วย ฝ่ายบิดาเลยจัดแจงยกมันขึ้นไปเก็บที่บนห้องเพราะรู้ว่าเจ้าตัวเล็กคงจะเดินทางมาเหนื่อย ซึ่งเมื่อเข้าไปด้านในแล้วดงแฮก็เพิ่งจะสังเกตว่ามีหญิงสาวชาวฮังการีวัยราวยี่สิบเศษๆยืนอยู่ในบ้าน ซึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นลูกจ้างที่ช่วยงานในบ้าน เพราะจากระยะเวลาที่เพิ่งจะย้ายมาประจำการนั้นก็เดาได้ไม่ยากว่าตอนนี้อะไรๆก็คงจะยังไม่ลงตัว

“แม่ทำของโปรดไว้ให้หนูเต็มไปหมด.. มีแพนนาค็อตต้าด้วยนะ”

พูดจบก็กอดลูกชายสุดที่รักจนหนำใจแล้วจัดการจูบแก้มซ้ายขวา หล่อนไม่ได้เจอหน้าดงแฮมาหลายเดือนเพราะก่อนหน้านี้ก็ยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวย้ายมาที่บูดาเปสต์ การเดินทางไปเยี่ยมเยียนกันจึงเป็นอันต้องพักเอาไว้จนกว่าทุกอย่างจะลงตัวเสียก่อน พอได้เห็นหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็อดไม่ได้ที่จะกอดให้ชื่นใจ

สองแขนเรียวโอบกอดมารดาเอาไว้แน่น ส่วนสูงที่มากกว่าผู้ให้กำเนิดเพียงไม่มากนั้นทำให้ดูเหมือนลูกสาวที่เป็นทอมกับมารดามากกว่าที่จะมองว่าเป็นลูกชาย ทั้งที่ลีซึงเฮก็ไม่ใช่ว่าจะร่างเล็ก แต่เพราะดงแฮดันได้เชื้อความสูงจากทางแม่มามากเกินไป รูปร่างจึงไม่ได้สูงโปร่งอย่างที่ควร

ก็ยังดีที่ฮีชอลสูงเหมือนทางพ่อ ไม่อย่างนั้นสองพี่น้องคงจะตัวเล็กกะทัดรัดทั้งคู่แน่ๆ

บรรยากาศที่ดูจะชื่นมื่นนั้นฉาบไปด้วยรอยยิ้มของผู้เป็นดวงใจบิดามารดา หลังจากที่แนะนำให้ดงแฮได้รู้จักกับวีราค หญิงสาวคนเมื่อครู่แล้วหล่อนก็ขอตัวกลับบ้าน ทำให้เหลือแค่เพียงสามคนพ่อ แม่ ลูก ที่อยู่ใต้ชายคาแห่งนี้

“อ่ะ.. แพนนาค็อตต้าเย็นๆ”

ขนมที่หน้าตาคล้ายพุดดิ้งครีมที่มีบลูเบอร์รี่เชื่อมราดอยู่ด้านบนนั้นถูกยกมาเสิร์ฟให้ด้วยรอยยิ้ม มารดาของดงแฮชอบทำอาหารเป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งได้ทำให้บุตรชายทาน ความกระตือรือร้นของหล่อนก็ยิ่งพุ่งเข้าไปใหญ่

“ทานแล้วนะฮะ”

เด็กน้อยของผู้เป็นพ่อและแม่ร้องเสียงใสเมื่อจับอาวุธขึ้นมาเตรียมฟาดฟันกับแพนนาค็อตต้าตรงหน้า เพียงคำแรกที่ลิ้มรสก็ต้องฉีกยิ้มกว้างออกมา การที่ได้ทานอาหารรสมือของมารดานั้นมันคือความสุขที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบ

“แล้วคืนนี้จะนอนกับพ่อกับแม่หรือว่าจะนอนที่ห้องเราล่ะ” ฝ่ายบิดาเอ่ยถามเพราะเมื่อครู่ร่างเล็กได้ตามขึ้นไปดูห้องส่วนตัวที่ถูกเตรียมเอาไว้ให้แล้ว

และก็อย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด “คืนนี้หนูจะนอนกับพ่อจ๋าแม่จ๋า ..กอดหนูด้วยนะ”

“อะไรกัน เจ้าลูกคนนี้” แกล้งต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก “โตแล้วนะเรา”

“ยังไม่โตสักหน่อย” รีบทำปากยื่นร้องเถียง “แม่จ๋าบอกหนูวันก่อนว่า ยังไงหนูน้อยของแม่จ๋าก็ยังเด็กในสายตาพ่อกับแม่เสมอ ..ต่อให้หนูอายุสามสิบ หนูก็ยังไม่โตสำหรับพ่อจ๋าแม่จ๋าหรอก”

เจอไม้นี้เข้าไปก็ได้แต่นั่งหัวเราะ “ช่างยอกช่างย้อนจริงๆ ..ลูกใครเนี่ย”

“ลูกท่านทูตลีซึงเฮกับคุณหญิงซอมินฮยอนฮะ”

ลอยหน้าลอยตาทำท่าทะเล้นใส่ สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้ให้กำเนิดได้ไม่ยาก แต่ยิ่งเขาได้รับสายตาที่รักและเอ็นดูมากเท่าใด ความหมองหม่นภายในใจก็เริ่มขยายตัวเป็นวงกว้างและกัดกร่อนความยินดีมากขึ้นเท่านั้น หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนมันกำลังย้อนมาสะกิดใจให้ต้องคิด ทั้งๆที่พวกท่านทั้งสองประคบประหงมและพร่ำสอนแต่สิ่งดีๆ แต่เมื่อมีใครคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตเขากลับทำอะไรที่ไม่ได้ยั้งคิดลงไปอย่างง่ายดาย

พ่อจ๋าแม่จ๋าจะตีหนูมั๊ย ถ้ารู้ว่าหนูน้อยของพ่อจ๋าแม่จ๋าทำตัวไม่น่ารักแถมยังใจง่าย ยอมให้ผู้ชายรังแกไปแล้ว

รอยยิ้มเมื่อครู่ค่อยๆจางลงจนกลายเป็นการนั่งยิ้มบางๆเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิด ตอนที่ทำสิ่งเหล่านั้นลงไปก็ไม่ได้คิดถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง ในเวลานั้นสายตาของเขามีแต่คิบอม รู้แค่เพียงว่าต้องการตามใจคนรักแต่กลับไม่ได้คิดว่าหากบิดามารดารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจะรู้สึกเช่นไร กว่าจะสำนึกได้ก็ตอนที่ต้องหอบเอาหัวใจที่บอบช้ำหนีมาจากใครคนนั้นที่เคยดึงเอาความรักมาบังตาตนไว้

พ่อจ๋าแม่จ๋าคงจะเสียใจมากแน่ๆเลยถ้ารู้ว่าเด็กดีของพ่อจ๋าแม่จ๋าไม่เหลือความบริสุทธิ์แล้ว

ความกังวลที่บังเกิดนั้นแสดงออกมาทางแววตาอย่างชัดเจน ท่าทีของที่แปลกไปของดงแฮนั้นไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองจะไม่รู้ แต่พวกเขาทั้งคู่ก็เลือกที่จะไม่เอ่ยถามอะไรในเวลานี้ เพราะก่อนหน้าที่บุตรชายจะตัดสินใจเดินทางมาก็มีคำสารภาพบางส่วนที่เอ่ยระบายกับมารดามาบ้างแล้ว

มีปัญหากับเพื่อน.. อึดอัด.. รู้สึกแย่.. อยากหลบไปพักไกลๆ

แม้จะไม่ได้ฟังรายละเอียดทั้งหมดแต่คนที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อนมีหรือที่จะอ่านใจของผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขไม่ออก ยิ่งคุณนายลีด้วยแล้ว หล่อนเลี้ยงดงแฮมากับมือ เพิ่งจะห่างกันไปก็ตอนที่ลูกชายขอกลับไปเรียนที่เกาหลี และเหตุผลที่พอจะทำให้ดงแฮเป็นแบบนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น.. คิมคิบอม

ดงแฮคงไม่รู้ว่ามารดาของตนรับรู้เรื่องราวและความเป็นไปของตนมาโดยตลอด แม้จะไม่ละเอียดมากแค่ก็ถือได้ว่าไม่เคยปล่อยปละละเลยให้ห่างหูห่างตา ต่อให้ร่างเล็กไม่ได้เป็นคนเล่า แต่หล่อนก็ยังมีวิธีรับรู้ข่าวสารของลูกชายสุดที่รักอยู่ดี และมีหรือที่เรื่องแค่นี้จะหลุดรอดสายตา

ตอนนี้ก็คงจะเหลือแค่ว่า ..เมื่อไหร่จะถึงเวลาที่ลูกนกจะยอมปริปากเอ่ยเล่าทุกสิ่งทุกอย่างออกมาเอง

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Ending talk

 

 

พอไม่หาข้อมูลแล้วมักจะพลาด

 

.. สรุปว่าเลยต้องมานั่งทึ้งกับภาษาเยอรมันและภาษาแมกยาร์แบบเฉพาะกิจเพราะฟิคเรื่องนี้

 

ฟิคสามลังที่อยู่ในห้องจะเริ่มส่งวันที่ 12 ธค เน้อ ร้านลังยังไม่เปิด แต่เอาลังที่เหลือจากแพ็คอัลบัมมาใส่แทน เพราะบ้านพี่ที่สต๊อกของน้ำเพิ่งลด ใครได้รับก็อย่าตกใจแล้วกัน ขนาดใหญ่ได้อีก = =” ~!

 

ส่วนกระเป๋าชาร์ป ตอนนี้เสร็จแล้วแต่ปากทางเข้าร้านสกรีนน้ำยังท่วมอยู่ เลยยังไปเอาไม่ได้นะคะ

 

 หมายเหตุ : ผู้หญิงเกาหลี แต่งงานแล้วก็จะยังใช้สกุลเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุลตามสามีเหมือนไทยนะคะ ดังนั้น แม่ของคิบอมจึงยังใช้ สกุล ฮัน และแม่ของทงเฮก็ยังใช้สกุล ซอ ซึ่งเป็นนามสกุลเดิมของตัวเองอยู่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67,100 ความคิดเห็น

  1. #67099 Rung (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 / 23:52
    เอาจริงๆอยากอ่านฟิคทุกๆเรื่องของไรเตอร์อีกนะคะชอบมากๆไม่รู้ว่าจะได้อ่านอีกมั้ย...แต่ก็จะรอค่ะ
    #67,099
    0
  2. #67098 Rung (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 / 23:52
    เอาจริงๆอยากอ่านฟิคทุกๆเรื่องของไรเตอร์อีกนะคะชอบมากๆไม่รู้ว่าจะได้อ่านอีกมั้ย...แต่ก็จะรอค่ะ
    #67,098
    0
  3. #66851 แอ๋มแป๋ (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 13:21
    ดงเฮรอคิบอมอยู่ป่าว
    #66,851
    0
  4. #66347 คนเกลียดบลู (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 / 01:44
    ไรเตอร์หลอกหลวงรีดเดอร์ คนโกง จะกดแบนเรื่องนี้ อุตส่าไม่เป็นนักอ่านเงาแต่ ถูกกระทำเหมือนนักอ่านเงา

    คิดว่ามันสนุกแค่ไหนกันเชียวอีบลู
    #66,347
    0
  5. #66337 lee'nemo-Pat (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 18 เมษายน 2555 / 01:27
    ว๊ากกกกกกกกกกกกกกค้าง!! -.-

    55555555

    เเม่ด๊องรู้ได้ไง?? เเม่บอมบอกหรอ -.-??

    อยากอ่านต่อเเล้วววววววว~
    #66,337
    0
  6. #66336 vhan (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 16 เมษายน 2555 / 15:16
    คิบอมจะง้อยังไงล่ะเนี้ย

    แม่ทงเฮต้องร่วมด้วยช่วยบอมแล้วล่ะคราวนี้
    #66,336
    0
  7. #66326 KIHAE*129 (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 21:22
    คยูมินน่ารักเบาๆ

    ห้องหมวยน่ารักมากกกกกกกกกกกก

    คุณแม่รู้ได้เยี่่ยงไร



    ไรเตอร์ยังจะกลับมาอัพอยู่มั๊ยอ่ะ
    #66,326
    0
  8. #66255 นวาดทอยด (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 22 มีนาคม 2555 / 17:03
    เค้าคงไม่กลับมาอัพแล้วล่ะ >/////////////////
    #66,255
    0
  9. #66244 G_dream (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 6 มีนาคม 2555 / 11:39
    อยากได้หนังสือเล่ม 3 อ่ะ ไหนบอกว่าจัดส่งให้แล้วไม่เห็นได้รับเลย

    ช่วยเช็คให้หน่อย อยากอ่านมาก
    #66,244
    0
  10. #66241 sis4 (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 23:27
     ไรเตอร์หายไปหน๊ายยยยยยยยยยยย!!!

    กลับมาอัพต่อสักทีเถอะน๊าาาาาาาา TT__TT


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 มีนาคม 2555 / 23:29
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 4 มีนาคม 2555 / 23:29
    #66,241
    0
  11. #66237 orionstar (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 18:32
    หายไปพร้อมๆกับพี่เลยแหะ กลับมาอีกที แม่ปลารู้เรื่องแล้ว อ้าวสองแม่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่หรือเปล่า มาม่ะ ปล่อยข้อมูลลับมาเลยน่ะ 555 สอบเสร็จเจอกันน่ะ
    #66,237
    0
  12. #66198 Zelon (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 / 01:16
    คยูมินน่ารักดีจัง เอาใจช่วยๆ



    คุณแม่ด๊องรู้แล้วแบบนี้? แสดงว่ารับได้? แล้วคุณพ่อล่ะ? ..ว่าแต่ลูกชายแทนตัวว่าหนูนี่..ผมว่ามีลูกเขยเข้าบ้านก็ไม่แปลกนะครับ 555 *ท่านฑูตสั่งยิงทิ้ง*



    รออ่านต่อนะครับ
    #66,198
    0
  13. #66152 Intimate love (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:16
       
    #66,152
    0
  14. #66142 Sis_4 (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:31
    เมื่อไหร่ไรเตอร์จะกลับมาอัพสักทีเนี่ย!!



    รอนานแล้วนะค๊าาาา





    ยอมรับว่าเรื่องนี้สนุกจริงๆ

    แต่กว่าจะมาอัพนี่เราไปอ่านฟิคเรื่องอื่นจบไปหลายเรื่องแล้ว

    เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ

    พอกลับมาอ่านอีกนึกว่าไรเตอร์จะอัพแล้วแต่ที่ไหมได้..

    #66,142
    0
  15. #66114 ต้องรออีกนานแค่ไหนว่ะ (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 13:21
    ความตั้งใจของคุณคืออยากให้ฟิคออกมาดีจึงต้องตั้งใจค้นหาข้อมูลเพิ่ม



    แล้วความตั้งใจทุกอย่างของคุณรวมไปถึง "ตั้งใจโกง" ด้วยรึเปล่าค่ะ



    ถ้าคิดว่าคำนี้มันแรงไปแล้วที่เวลาผ่านมากับข่าวคราวที่เงียบหายไปนี่จะให้คิดยังไงค่ะมันไม่ใช่ช้าเดือนสองเดือนแต่นี่ช้าไปเกือบสองปีแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เป็นแบบนี้มันตั้งแต่เรื่อง Why มาแล้ว นึกว่าจะปรับปรุงขึ้นที่ไหนได้รอนานกว่าเรื่องโน้นอีก



    อ่อ!! แล้วไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาที่จะได้หนังสือก็มาขอขึ้นราคาอีกนะ ครั้งที่แล้วให้โอนเพิ่ม 50 บาท แล้วคิดถึงคนที่อยู่ต่างจังหวัดหรือต่างธนาคารรึเปล่าว่าเค้าต้องมีค่าโอนอีก



    ถ้าจะอ้างถึงเรื่องน้ำท่วมแล้วทำให้การจัดพิมพ์หรือจัดส่งมันล่าช้าเหตุผลนี้มันคงจะฟังไม่ขึ้นแล้วล่ะเพราะมันน้ำมันลดลงมากว่าสองเดือนแล้ว



    จ่ายเงินซื้อนะค่ะไม่ได้ขอมาอ่านฟรีๆ

    #66,114
    0
  16. #66066 chin-cha (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 17 มกราคม 2555 / 05:31
     หหมวยขี้อ้อน ><
    #66,066
    0
  17. #66056 HalEluYa..HoHo (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 16 มกราคม 2555 / 01:29
    สุดยอดมาก ยาวเป็นไตรภาคเรยทีเดียว

    ตอนนี้อ่านแล้วก็หน่วงๆใจ หลายๆอย่างเหมือนจะดีและไม่ดี

    ความกังวลในใจของแต่ละคนยังมีอยู่ หวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายในเร็ววัน

    ปล. อ่านตอนนี้จบแล้วเห็นถึงความพยายามของไรต์เตอร์เรย เนื้อหา สาระ อัดแน่นมาก ประหนึ่งได้ไปทัวร์ย่อมๆ

    ปล.2 แป๋วโคดขี้อ้อนเรยอ่าาาา >//<
    #66,056
    0
  18. #65990 babykihae (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 8 มกราคม 2555 / 20:17
     ว้าว คิดถึงชาร์ปจังเมื่อไรไรเตอร์จามาอัพหนอ
    #65,990
    0
  19. #65976 Intimate love (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 2 มกราคม 2555 / 14:45
    รอหนังสืออยู่นะจ๊ะ
    #65,976
    0
  20. #65954 WOWOWOW (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2554 / 22:06
    ตอนนี้ความรู้เยอะมากค่ะพี่บลู  
    แอบจิ๊กอาหารไปทำ recipe ส่งอาหาร ฮี่ๆ 
    ขอบคุณมากๆเลยค่ะพี่บลู

    แต่ว่านึกภาพคิบอมเป็นรัชทายาทแล้วฮาได้อีกอ่ะ XD
    คยูกับมินสู้ต่อไปนะ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน สู้ๆ
    ด๊องอ้อนพ่อจ๋ากับแม่จ๋าได้น่ารักมาอ่ะ ><
    อยากให้คืนดีกันไวๆนะ
    คนอ่านเจ็บปวดแทน T^T
    #65,954
    0
  21. #65952 VTT (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2554 / 11:44
    เฮน่ารักว่ะเวลาอยู่กับพ่อแม่อ่า

    อยากจะจับมาฟัด >
    #65,952
    0
  22. #65948 kihae_real (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2554 / 03:55
    แอบอึดอัดแทนเฮเบาๆ ตอนนีอ่านแล้วรู้เลยว่า หัวใจของเฮยังไม่สามารถสดใส



    เหมือนเมื่อก่อนได้ โหดอ่ะ ให้ไวเลยนะ รีบเลยๆ อิอิ



    คยูมินก็น่ารัก กวนๆกันเหมือนเดิม เหมือนคยูโตขึ้น มองโลกกว้างขึ้น



    พูดจาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มุมมองความรักจึงสามารถจัดการให้อยู่ในขอบเขตของความน่าจะเป็นได้



    ชอบจัง เวลาที่เฮอยู่กับพ่อจ๋า แม่จ๋า อ้อนสุดๆ น่าร๊ากๆๆๆ >
    #65,948
    0
  23. #65947 Intimate love (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 22:21
    รอหนังสือมาตั้งหนึ่งปีแล้ว
    คราวนี้คิดว่าคงจะส่งหนังสือให้ได้จริงๆสักทีนะ
    ขอบคุณล่วงหน้าเลยละกัน
    #65,947
    0
  24. #65946 adilahc (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 21:07
    กรี๊ดดดดดดด ไม่คิดว่าคุณนายลีเธอจะรู้อยู่แล้ว แอบตืนเต้น ตินหน้าคงตื่นเต้นกว่านี้ ตื่นเต้นแทนพ่อสารวัตรว่านูน่าคนสวยขะมารับมั้ยหนอ ><
    #65,946
    0
  25. #65943 oryunho (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 17:45
    ครอบครัวน้องหมวยอบอุ่นจังเลย
    คุณแม่รู้แล้วเรื่องของหมวยกับคิมคิ แต่คงจะไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด
    คนเป็นพ่อแม่ก็คงอยากรู้เรื่องราวของลูกจากปากเจ้าตัวเอง
    มันคงรู้สึกดีกว่าฟังจากคนอื่น หมวยพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกพ่อแม่นะ
    ถึงตอนนี้แล้วก็ยังคาใจอยู่เหมือนกันว่าตกลงแล้วบอมทำอะไรให้หมวยเสียใจ =_=
    #65,943
    0