Sharp :: Yaoi 'Kihae Hanchul Kyumin Won?'

ตอนที่ 109 : Charpter 62 : ใจช้ำๆ Part 2 (ต่อจากข้างบน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    20 ต.ค. 54

 

ชี้แจง หลังจากพยายามลงต่อมาหลายรอบแต่ทำไม่ได้ เลยเปลี่ยนมาลงแยกแทนแล้วกันนะคะ เพราะตอนข้างบนมันไม่สามารถเข้าไปแก้ไขอะไรได้เลยอ่ะ = =”

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

บรรยากาศที่คล้ายว่าตัวเองนั้นถูกดูดไปอยู่ในพระราชวังในสมัยโบราณกำลังคุกคามให้ซองมินต้องเคร่งเครียด คยูฮยอนพาเขาออกมานั่งที่ห้องรับแขกอีกห้องหนึ่งเพื่อรอในระหว่างที่ท่านโจแชวอนผู้เป็นบิดานั้นขึ้นไปอาบน้ำและเปลี่ยนชุด ร่างเล็กนั่งตัวลีบและท่องในสิ่งที่คนรักสอนไปเมื่อครู่ใหญ่ๆ พยายามจะไม่หลงลืมแม้ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่เพื่อแค่ตัวเขาหรือคยูฮยอน แต่เพื่อรักษาหน้าของบิดามารดาของตนด้วย

ภาพที่เห็นพนักงานช่วยกันจัดเตรียมโต๊ะอาหารค่อนข้างเพิ่มความกดดันได้อย่างดี สำรับที่เหมือนจะมากไปสำหรับคนจำนวนสี่คนกำลังทำให้เขาเครียด ซึ่งคยูฮยอนก็พอจะรับรู้ในความรู้สึกนั้นจึงหันมาส่งยิ้มให้เป็นระยะ

รอยยิ้มบางๆอาจดูธรรมดาในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับซองมินแล้วมันสามารถช่วยได้มากในยามที่ต้องการกำลังใจ พวกเขาไม่สามารถแสดงความรู้สึกที่ชัดเจนได้ในสถานที่แห่งนี้ และก็จำต้องประคองความสัมพันธ์ที่ต้องหลบซ่อนไปอีกนับปีกว่ากรอบที่ตีเอาไว้จะคลายลง

“อีกประเดี๋ยวท่านพ่อก็ลงมา แต่ฉันคิดว่าเราควรจะเอาผลไม้ไปให้ตอนที่ใกล้จะกลับ” ผู้เป็นบุตรชายเป็นฝ่ายเสนอ

ซองมินหันไปมองกระเช้าผลไม้ที่เตรียมเอาไว้ ความจริงเขาควรจะให้เมื่อมาถึง แต่เพราะท่านโจแชวอนไม่อยู่ คยูฮยอนเลยตัดสินใจที่จะเก็บเอาไว้ก่อนเพื่อที่เขาจะได้มีข้ออ้างพาร่างเล็กเข้าไปพูดคุยกับผู้เป็นบิดา แต่มาถึงตอนนี้ซองมินกลับรู้สึกว่ามันน่าจะให้ท่านผู้หญิงโจไปตั้งแต่เมื่อเย็นเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องกดดันแบบนี้

กำลังนั่งทำใจอยู่และยังไม่ทันจะตั้งสติได้ดีก็มีเสียงต่ำๆดังมา ซองมินเสียวสันหลังวูบเมื่อรับรู้ว่าผู้เป็นใหญ่ในเรือนแห่งนี้กำลังเดินมาจากด้านหลัง เด็กหนุ่มหน้าซีดลงทันตา ใจเต้นระส่ำหนัก ทั้งๆที่ก็เคยเจอตั้งหลายครั้งแต่ก็ยังไม่รู้สึกตระหนกได้ขนาดนี้

“ไม่เป็นไรหรอก ..ป่ะ ไปหาท่านพ่อของฉันกัน” เพราะจับมือไม่ได้เลยต้องใช้วิธีตบไหล่แทน

ตากลมช้อนขึ้นมองอย่างไม่แน่ใจนัก เมื่อเห็นว่าคยูฮยอนเดินนำไปแล้วก็จำต้องลุกตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยังไม่พร้อมแต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อไร้ทางเลือก

“อ้อ นั่นสินะ ลูกชายโปรดิวเซอร์ลี”

ทั้งที่เอ่ยด้วยความเอ็นดูแต่ซองมินกลับรู้สึกว่าเป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ร่างเล็กโค้งจนจนสุดตัวเพื่อให้ร่างกายท่อนบนขนานไปกับพื้นแล้วจึงกล่าวทักทายด้วยความประหม่า

“รบกวนด้วยนะครับ”

“ตามสบาย” เอ่ยพลางจิบน้ำชาอุ่นๆรอสำรับที่กำลังเตรียมอยู่ “งานเสร็จแล้วรึ”

“อ๋อ เสร็จแล้วครับ” คยูฮยอนรีบออกตัวรับ “จริงๆแล้วคุณพ่อของซองมินท่านฝากผลไม้มาทักทายท่านพ่อ แต่ลูกเห็นว่าเมื่อบ่ายท่านพ่อไม่อยู่ เลยรอจะให้ซองมินมาทักทายเองตอนที่ท่านพ่อกลับมา”

“อืม ขอบใจนะ ..จริงๆแล้วไม่ต้องลำบากก็ได้”

ไหนๆก็ยังพอมีเวลา คยูฮยอนจึงลุกไปสั่งให้พนักงานนำกระเช้าผลไม้ที่เตรียมมาให้ซองมินเสียเลย จะได้ไม่ต้องทำใจดีสู้เสือเข้ามาหาเป็นรอบที่สอง เพราะแค่รอบแรกก็ดูท่าจะแย่แล้ว

“แล้วที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง” ท่านโจแชวอนเอ่ยเนิบๆ “ทั้งวินเซอร์รูฟ ทั้งไมอา ยังมีปัญหากระง่อนกระแง่นกันอยู่เหมือนเดิมไหม”

กลอกสายตามองกันเล็กน้อย และซองมินก็โบ้ยเป็นนัยๆว่าให้คยูฮยอนตอบ “ก็ดีขึ้นนิดหน่อยครับ ยังมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ว่าไม่ได้รุนแรงอะไร”

พูดแล้วก็นึกถึงเรื่องที่คิบอมกับดงแฮเข้าไปเอี่ยวแต่ละเรื่อง มันเรื่องเล็กๆเสียเมื่อไหร่ แต่เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ยังมาไม่ถึงหูบิดาของเขา ก็ปล่อยให้มันผ่านเลยตามเลยไปก็แล้วกัน

“ไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ว่าใครที่เป็นตัวต้นคิดที่จะปลูกฝังให้สองฝั่งโรงเรียนเป็นปรปักษ์กันขนาดนี้” ราชนิกุลผู้สืบเชื้อสายใกล้ชิดองค์กษัตริย์สมัยเก่าเอ่ยพลางส่ายหน้า “จะว่าไปแล้วมันก็หาสาระไม่ได้ เพราะเอาเข้าจริง สุดท้ายมันก็เด็กสองโรงเรียนนี้นี่แหละที่เรียนจบออกมาแล้วก็ต้องมาบริหารส่วนหลักๆของประเทศด้วยกัน ส่วนอีกที่ก็คงจะเป็นโรงเรียนสตรีแพ็คอินนัลเก ที่ผลิตผู้นำหญิงออกมาหลายต่อหลายรุ่น”

แพ็คอินนัลเก หรือ ปีกสีขาว นั้นเป็นโรงเรียนสตรีที่ก่อตั้งโดยมิชชันนารีรุ่นแรกๆรวมมือกับซังกุงในรั้ววังที่หวังจะให้เด็กสาวได้รับความรู้ทัดเทียมเพศชายอย่างชาวตะวันตก แม้เมื่อก่อนอาจไม่ได้รับการยอมรับเท่ากับวินเซอร์รูฟหรือว่าไมอารอยัล แต่ปัจจุบันก็ถือว่าโด่งดังไม่แพ้กัน

“ท่านแม่ก็จบจากแพ็คอินนัลเกใช่ไหมครับ” คยูฮยอนเอ่ยถามมารดาที่ง่วนอยู่กับการถักผ้าพันคอ

หล่อนละสายตาขึ้นมาเพื่อพยักหน้ารับ “อืม ..แต่เด็กสาวรุ่นนั้นไม่ได้นิยมที่แพ็คอินนักหรอก มันเคร่งไป มีแต่พวกผู้รากมากดีที่อยากให้ลูกเข้าเรียน คนอื่นๆก็เรียนที่โรงเรียนสตรีทั่วไปกันมากกว่า”

ก็คงจริงตามนั้น ซองมินจำได้ว่ามารดาของตนเคยเอ่ยถึงโรงเรียนแพ็คอินนัลเกว่ามีภาพลักษณ์เป็นเหมือนโรงเรียนประจำที่คร่ำครึ กฎระเบียบค่อนข้างเคร่งครัด และนักเรียนที่เรียนที่นั่นก็จำต้องปฏิบัติตนเหมือนกับคนที่เข้ารับการฝึกเป็นซังกุงสมัยก่อน ซึ่งในตอนนั้นที่เขาฟังยังรู้สึกอึดอัดแทน

“ทุกวันนี้สภาพสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว” ท่านโจแชวอนเอ่ยแนะ “โรงเรียนที่เพิ่งก่อตั้งไม่นานแต่ได้รับความนิยมมันก็มีมาก ในขณะเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติที่ใช้แบบการเรียนการสอนเหมือนโรงเรียนระดับสากลในต่างประเทศก็มี ไม่ใช่แค่วินเซอร์รูฟที่ทำแบบนั้น ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าตัวเลือกของเด็กๆมีค่อนข้างเยอะ แต่ต่อให้เยอะแค่ไหน มันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี”

เด็กทั้งสองนั่งฟังกันไป และร่างใหญ่ก็เสนอความคิดเป็นระยะ ส่วนซองมินผู้ไม่มีอะไรจะพูดนั้นได้ก็แต่คิดตามที่ผู้หลักผู้ใหญ่บอกเล่า เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าที่วินเซอร์รูฟใช้แบบเรียนไม่เหมือนโรงเรียนเกาหลีทั่วไปก็ตอนที่ทดลองยุบรวมกัน และทั้งที่เวลาเลิกเรียนของวินเซอร์รูฟนั้นเร็วกว่าที่อื่น แต่ก็กลับไม่ทำให้การเรียนการสอนนั้นด้อยลง นั่นก็คงเพราะมีการปูพื้นฐานมาตั้งแต่ส่วนของประถม มัธยมต้น เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลายจึงได้ไม่หนักหนา

วินเซอร์รูฟแบ่งส่วนเป็นฝ่ายมัธยมต้นกับมัธยมปลายก็จริง แต่ก่อนหน้านั้นก็มีแผนกโรงเรียนประถมซึ่งใช้ชื่อว่า โรงเรียนชเวโกโรอยู่ มันคือด่านแรกของการเข้ามาเรียนในรั้ววินเซอร์รูฟ นักเรียนจะได้รับความรู้เท่าที่จำเป็นในจำนวนที่พอดี ไม่ได้สอนครอบคลุมในหลายๆด้านอย่างโรงเรียนทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่าไอคิวของเด็กคืออีกหนึ่งข้อจำกัดของการเข้าเรียนที่นี่

“แล้วคุณพ่อกับคุณแม่สบายดีไหม” จู่ๆก็เปลี่ยนจากเรื่องการศึกษามาถามในเรื่องทั่วไป เล่นเอาร่างเล็กถึงกับสะดุ้ง

“ค..ครับ?” ซองมินขานรับเป็นอันดับแรกแล้วจึงค่อยประมวลผลในสมองเพื่อเอ่ยต่อ “สบายดีครับ แต่เห็นว่าเตรียมจะทำเพลงอัลบัมใหม่ของคุณปาร์คจียังอยู่”

“ขยันจริงๆ ..แล้วเราล่ะ จะเดินตามคุณพ่อเขาหรือเปล่า”

ใจคนฟังเต้นถี่ ทั้งที่มันไม่ได้มีความน่ากลัวแต่เขากลับรู้สึกเหมือนตัวจะลีบลงทุกขณะ “คงไม่ครับ ผมไม่เก่งเรื่องดนตรีนัก แค่เล่นเป็นเท่านั้นครับ จะให้ทำโน่นทำนี่ต่อยอดจากการเล่นไปตามโน้ตเพลงนี่เห็นทีจะไม่ไหว”

ฟังคำตอบแล้วก็หัวเราะ “เด็กๆมักมีสองประเภท คือเดินตามหลังคนเป็นพ่อเป็นแม่และยึดพวกเขาเป็นแบบอย่าง กับเลือกเดินในทางที่แตกต่างจากคนเป็นพ่อเป็นแม่แบบและค้านสิ่งที่พวกเขาแนะสุดโต่ง”

มันเป็นเรื่องจริงที่เห็นอยู่บ่อยๆ และก็ทำให้ซองมินต้องมานั่งคิดว่าเขาควรจะเดินทางไหนต่อ อีกแค่เพียงหนึ่งปีก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ตัวเขาเองยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย

เมื่อหันไปมองคยูฮยอนแล้วกลับแตกต่าง ร่างหนามีที่เรียนรองรับ มีความฝัน มีอุดมคติ และมีความต้องการที่ชัดเจน เป็นแบบนี้แล้วลีซองมินก็ควรจะคิดอะไรบ้าง ไม่ใช่เอาแต่อยู่กับตำราไปวันๆ

“ตอนนี้ก็ตั้งใจเรียนกันไปก่อน คนเรามีหน้าที่ทำงานเพื่อพัฒนาชาติ พัฒนาโลก แม้ว่าจะเป็นส่วนเล็กๆของสังคมที่ทำงานตามคำสั่งหรือว่าเป็นหัวกะทิที่คิดค้นต้นแบบต่างๆ ยังไงทุกส่วนมันก็เกี่ยวโยงและส่งผลเกื้อกูลกันอยู่ดี”

บรรยากาศของการสนทนาเริ่มเข้าโหมดวิชาการและก็ยิ่งทำให้ซองมินเกร็งหนัก เวลาที่บิดามารดาพูดเรื่องเรียนเขาก็มักจะงอแงและไม่ได้ใส่ใจมากเพราะคิดว่าอีกนาน ทั้งยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่เวลานี้เขากลับไม่สามารถแสดงท่าทีเอาแต่ใจหรือเอ่ยว่า เดี๋ยวค่อยคิดก็ได้ อย่างที่เคยทำได้อีก

มันช่างเป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง ครอบครัวที่อิสระ กับ ครอบครัวที่เคร่งครัด

ประเด็นของการสนทนาที่คล้ายจะมีหลักการถูกขัดด้วยด้วยเสียงทุ้มที่ช่วยเปี่ยงประเด็นให้ไม่เคร่งเครียดเกินไปนัก“อา.. ผลไม้มาแล้ว”

คยูฮยอนเอื้อมมือไปรับกระเช้าผลไม้จากพนักงานสาวและส่งมันต่อให้กับซองมินเพื่อจะให้เขาเป็นฝ่ายนำไปยื่นให้แก่มารดาและบิดาตน แต่จากสายตาของท่านโจแชวอนนั้นก็คล้ายจะเดาได้ว่าใครเป็นคนเลือก

หัวใจแทบจะหยุดเมื่อดวงตาเรียวกลอกช้าๆเพื่อพิจารณาใบหน้าของตน ซองมินรู้สึกได้ว่าเหงื่อที่มือมันชุ่มไปหมด แม้ที่พูดคุยเมื่อครู่ ฝ่ายผู้ใหญ่จะวางตัวเป็นกันเองค่อนข้างมากแต่เขาก็ยังเกรงบารมีอยู่ดี และต่อให้โจแชวอนไม่เอ่ยสิ่งใดเลยและเอาแต่นั่งเงียบๆ เขาก็มั่นใจว่าคงจะยังกลัวอยู่ดี

“เจ้าช่วยเลือกสินะ” เปรยขึ้นมา แต่ทุกคนก็เข้าใจว่าเอ่ยถึงผู้ใด

คยูฮยอนจึงต้องเอ่ยรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ซองมินมาปรึกษาว่าท่านพ่อชอบผลไม้ประเภทไหนน่ะครับ”

“เลยออกความคิดเสียเกือบหมด”

ถ้อยคำที่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าคิดอ่านในมุมไหนทำให้เด็กทั้งสองเริ่มทำตัวลำบาก คยูฮยอนนิ่งไปเล็กน้อย เขาพยายามจะไม่หันไปสบตาซองมินเพื่อป้องกันความสงสัยของบิดาที่อาจก่อเกิด และตัดสินใจตอบในสิ่งที่คิดว่าน่าจะพอคลายความข้องใจได้

“ก็ไม่เชิงครับ เราแค่ปรึกษากันนิดหน่อย แล้วเขาก็เลือกจากข้อมูลที่ผมให้เอง”

“อืม” พยักหน้าเบาๆ

เป็นการสนทนาที่ไม่ชัดเจนในรายละเอียดและสร้างความงุนงงให้ค่อนข้างมาก คนตัวเล็กหายใจไม่ทั่วท้องและลุ้นระทึกกับทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากสีเข้ม และเพื่อจะช่วยคนรักบ้าง ร่างเล็กจึงคิดหาถ้อยคำดีๆมาแบ่งเบา

“ผมไม่เคยเลือกของที่เป็นทางการให้ผู้ใหญ่น่ะครับ พูดตรงๆคือ ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย อย่างมากก็แค่เลือกของขวัญวันเกิดให้คุณพ่อคุณแม่ เลยต้องพึ่งคยูฮยอนแทบจะทั้งหมด ขอโทษด้วยนะครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นอะไร” น้ำเสียงยังราบเรียบ “ฉันแค่เกรงว่าลูกชายจะไปเจ้ากี้เจ้าการแล้วก็เผด็จการสั่งแทนคนอื่น”

เมื่อได้รู้เหตุผลแล้วก็โล่งใจไปตามๆกัน จากที่หน้าซีดเมื่อครู่ก็เริ่มจะมีสีเลือดฝาดขึ้นมาแล้ว

“เพิ่งเห็นครั้งแรกเลยนะคะ ว่าคยูฮยอนเป็นที่พึ่งให้ใครได้ด้วย” ท่านผู้หญิงโจหันไปยิ้มหวานใส่ผู้เป็นสามี แต่การกระทำนั้นกลับทำให้ซองมินยิ่งหน้าแดง

“นั่นสิ ปกติเห็นแต่ลอยชายไปวันๆ หาสาระไม่ค่อยจะเจอ”

“คนเราก็ต้องเติบโตบ้างสิครับ” คยูฮยอนรีบเถียง แม้จะรู้สึกดีกับคำชมที่ไม่ได้ตั้งใจของมารดาแต่ทว่าก็ออกตัวรับไม่ได้และต้องแสร้งทำบ่นเพื่อกลบเกลื่อน “ซองมินเหมือนเจ้าพวกนั้นที่ไหน ขนาดรายงานคู่ ยังไม่ค่อยกล้าออกความเห็นเลยครับ”

“อา แบบนั้นก็ไม่ดีนะ” ได้ยินบุตรชายบอกก็ละสายตาจากว่าที่ผ้าพันคอมามองหน้าหวานๆ “เราต้องหัดเป็นผู้นำสิซองมิน ..จะว่าไปแล้วก็เคยได้ยินโปรดิวเซอร์ลีเปรยๆว่าลูกชายค่อนข้างขี้อาย แต่อย่าทำตัวไร้ความมั่นใจสิ”

“ผมจะพยายามครับ”

เป็นการจบบทสนทนาที่ค่อนข้างดี ซองมินแบ่งรับแบ่งสู้ด้วยรอยยิ้ม ประจวบกับสำรับที่ตั้งเสร็จแล้ว การพูดคุยจึงจบเพียงเท่านั้น แต่ก็ยังต้องมาเคร่งเครียดกับมารยาทบนโต๊ะอาหารต่อ

ร่างเล็กสังเกตกิริยาของทุกๆคนก่อนจะดึงเก้าอี้ข้างๆคยูฮยอนมานั่งละหยิบผ้าสีขาวผืนไม่ใหญ่มาคลี่เพื่อปูไว้บนตัก บนโต๊ะมีเพียงช้อนกับตะเกียบ บันชันที่มากมายส่งเสริมให้อาหารหรูหรา และเมนูหลักของมื้อนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นคาลบิทังชามใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง

ทุกคนรอกระทั่งโจแชวอนเริ่มทานจึงได้จับตะเกียบขึ้นมา พนักงานคนสวยใช้ทัพพีตักคาลบิทังใส่ถ้วยเล็กสำหรับให้แต่ละคน เสร็จแล้วก็ถอยไปยืนอยู่ห่างๆ ซองมินกลอกตามองคยูฮยอนที่นั่งทานอย่างสำรวมแล้วก็รู้สึกกดดัน ปกติเวลาอยู่ที่บ้านเขาก็มักจะทานด้วยความสนุกสนาน ไม่ใช่นั่งเงียบแล้วก้มหน้าก้มตาทานแบบนี้

“รสชาติเป็นยังไงบ้าง ถูกปากหรือเปล่า” คำถามของท่านผู้หญิงโจทำเอาร่างอวบถึงกับสะดุ้ง แต่ยังโชคดีที่ช้อนในมือไม่ได้ร่วงลงกลางจาน

“เอ่อ.. อร่อยมากครับ”

“อย่างนั้นก็ทานเยอะๆนะ”

“ครับ”

ไม่รู้จะตอบเช่นไร อาหารก็รสชาติดีอยู่หรอก แต่ความรู้สึกที่กดดันแบบนี้มันกำลังทำให้ต่อมความอยากของเขาเกือบจะเป็นอัมพาต จะตัก จะหยิบอะไรก็ไม่กล้า สุดท้ายเลยเป็นคยูฮยอนที่ทนไม่ไหวจึงได้ตักอาหารอย่างอื่นที่ไม่ใช่คาลบิทังให้คนรักบ้าง

“ขอบใจ” ยิ้มรับแบบแห้งๆ

“วางตัวตามสบายก็ได้” ร่างสูงเอ่ยบอก

คนฟังพยักหน้ารับ แต่ใจจริงแล้วอยากจะบอกเขามาก ว่าจะให้วางตัวได้อย่างไรในเมื่อมันกดดันเสียขนาดนี้ แค่นั่งเฉยๆเขาก็เกร็งแทบจะแย่ แล้วให้มานั่งร่วมโต๊ะอาหารแบบนี้ ความอยากมันก็หดหายไปหมดน่ะสิ

“ทานอาหารเสร็จแล้วผมขอไปส่งซองมินนะครับ”

“ทำไมไม่ให้คนรถไปส่งล่ะ ดึกๆดื่นๆแล้วจะออกไปทำไม”

ฟังแล้วก็ใจหายวูบ แต่ก็ยังมีสติพอที่จะรีบออกตัวช่วยเหลือ “ไม่เป็นไรหรอก จริงๆฉันว่าจะให้คนขับรถที่บ้านมารับน่ะ คยูฮยอนจะได้ไม่ต้องลำบาก”

“ก็ไม่ได้ลำบากอะไร” เอ่ยเรียบๆ พอที่จะไม่เป็นการขัดคำสั่งผู้ใหญ่ “ฉันแค่ไม่สบายใจ เลยอยากจะไปส่งเอง”

“มีอะไรอีกหรือไง”

ในทุกครั้งที่เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม หัวใจซองมินเป็นต้องกระตุก เขารู้ว่าคยูฮยอนเองก็กดดัน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้จะทำอย่างไรได้นอกจากทำตัวเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย และอย่าได้คิดจะขัดผู้ใหญ่อีก

ร่างสูงก้มหน้าตามประสาเด็กที่ถูกดุ ทบทวนความคิดอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่เป็นเหตุผลที่งี่เง่า

“ผมเป็นคนออกปากบอกคุณพ่อคุณแม่ซองมินเองว่าจะพามาทำงานที่เรือน มันเลยรู้สึกแปลกๆถ้าจะให้กลับไปโดยที่ผมไม่ได้เป็นคนไปส่งน่ะครับ”

“มันแปลกตรงไหน ..ว่าไปมันก็ปกติ”

เหมือนโดนบีบให้กลายเป็นตัวอะไรสักอย่างในกำมือที่แข็งแกร่ง แต่บางทีมันอาจถึงเวลาแล้วที่ควรจะต้องเติบโตและหัดเลือกทางเดินของตัวเอง

“ผมแค่อยากซื้อความสบายใจให้ตัวเอง ..แค่นั้นครับ”

ดวงตาคมตวัดมองหน้าบุตรชายแล้วหยุดนิ่ง มันถือเป็นคำพูดที่แปลกไปจากเดิม แม้ปกติจะแอบดื้อบ่อยๆ แต่นั่นก็อยู่ลับหลังพ่อแม่ เพิ่งจะมีก็ครั้งนี้ที่ดื้อต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นเกรง

“ท่านพ่อน่าจะเข้าใจนะครับ ว่าเวลาที่รับปากใครเอาไว้แล้ว เราก็แค่อยากทำให้มันเสร็จสิ้นด้วยตัวเอง ถึงจะฝากคนอื่นทำ และต่อให้มันจบลงด้วยดี แต่ความรู้สึกของเราก็ยังค้างคาและก็รู้สึกว่ายังไม่สมบูรณ์”

ซองมินรู้สึกว่าคยูฮยอนไม่สมควรพูดและควรให้คนรถไปส่งตนตามคำสั่งของผู้ใหญ่ ความรู้สึกที่เรียกว่า กลัว เกิดขึ้นในใจจนยากจะสลัดออก เขาหายใจไม่ทั่วท้อง กลัวความสัมพันธ์ที่ปกปิดจะโดนจับได้ กลัวไปสารพัดจนอยากจะหายตัวออกไปจากบริเวณนี้

จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีใครดุหรือว่าแสดงท่าทีไม่พอใจเขา แต่บรรยากาศมันชวนให้กดดัน ไม่สิ.. เรียกว่ากดดันมากที่สุดตั้งแต่จำความได้จะดีกว่า เพราะหากเทียบตอนนี้กับเมื่อครั้งที่โดนจับได้เรื่องคบกับคยูฮยอนจนต้องถูกสอบสวนนั้นก็กล้าพูดว่าการทานข้าวในเรือนท่านโจแชวอนมันอึดอัดกว่าหลายเท่านัก

แต่ทุกอย่างก็คล้ายจะดีขึ้นเมื่อผู้ใหญ่หัวเราะ “เข้าใจพูดนี่”

“ท่านพ่ออนุญาตใช่ไหมครับ”

“ปกติเจ้าก็ออกไปตะลอนๆอยู่แล้วไม่ใช่รึ” มันเป็นคำพูดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “ถ้าแค่ไปส่งเพื่อนแล้วไม่ได้แวะที่อื่นต่อก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร”

คยูฮยอนหมดถ้อยคำที่จะนำมาโต้เถียงจึงก้มหน้าทานข้าวต่อ ส่วนซองมินก็นิ่งตาม หนุ่มน้อยหน้าหวานเหลือบมองคนข้างๆอีกครั้งเมื่อนึกอยากจะตักข้าวสวยใส่ถ้วยคาลบิทัง วัฒนธรรมเกาหลีทั่วไปมักนำข้าวสวยร้อนๆใส่ในอาหารประเภทน้ำเพื่อให้ตักทานโดยง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถแน่ใจว่าวัฒนธรรมเหล่านี้มันถูกใช้ในเขตวังหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นว่าคยูฮยอนไม่ได้ทำแบบนั้นก็จำต้องตักน้ำซุปซดเงียบๆต่อไป

หลายครั้งที่ซองมินเกือบจะเผลอหยิบเอาตะเกียบกับช้อนมาใช้พร้อมกันตามความเคยชิน แม้อยู่ที่บ้านจะถูกดุบ่อยๆ แต่พออยู่กับเยซองทีไรก็เป็นต้องใช้นิสัยเดิมๆ แต่ก็ยังดีที่มีคยูฮยอนคอยเป็นต้นแบบจึงไม่ค่อยได้เผลอไผลทำอะไรให้ขายหน้านัก

อาหารวันนี้รสเลิศและมีมากมายก็จริงแต่กลับไม่ทำให้เจริญอาหาร ร่างเล็กวางตะเกียบและช้อนลงยังที่วางด้านขวามือแล้วหยิบผ้าเช็ดขึ้นมาซับริมฝีปาก ซึ่งแทบจะในทันทีที่ซองมินทานเสร็จ ท่านผู้หญิงโจก็เอ่ยถามขึ้นมา

“ทำไมรีบอิ่มเสียล่ะ”

คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องถูกถามจึงตอบได้โดยไม่ลังเล “เมื่อเย็นผมทานขนมไปค่อนข้างเยอะนะครับ”

“น่าเสียดายจัง”

ซองมินเพียงยิ้มรับและนั่งนิ่งเพื่อรอเวลากลับ เขาสังเกตกิริยาของทุกๆคนแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม สิ่งที่เห็นยามนี้ไม่เห็นคล้ายกับในละครย้อนยุคเลยสักนิด แถมยังกดดันกว่าเป็นไหนๆ นึกไม่ถึงเลยว่าคยูฮยอนที่เคยเห็นทำตัวปกติเวลาอยู่ที่โรงเรียนจะนิ่งเงียบขนาดนี้ในเวลาที่อยู่ในบ้าน

เมื่อท่านโจแชวอนอิ่ม ทุกคนก็อิ่มด้วย แต่เท่าที่มองดูแล้วเหมือนทั้งบุตรชายและภรรยาจะประมาณเวลากันไว้เรียบร้อยแล้วหรือไม่ก็คงเพราะความเคยชิน จึงได้วางช้อนในเวลาที่ไม่ห่างกันนัก

บรรยากาศหลังจากทานอาหารคล้ายจะปกติ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความกดดันเมื่อท่านโจแชวอนเอ่ยเรื่องการปกครองและกล่าวถึงอนาคตของคยูฮยอนที่จะต้องดำเนินรอยตามในฐานะของราชนิกุล

“ต่อให้เจ้าเรียนดนตรี แต่เจ้าก็ยังต้องศึกษาเรื่องการปกครองเพื่อเป็นผู้นำในวันข้างหน้า ถึงวันนี้ประเทศเราจะมีประธานาธิบดี แต่หลายส่วนก็ยังต้องการผู้นำที่สืบเชื้อสายเจ้า และเราก็เป็นที่พึ่งทางใจให้กับประชาชนที่ยังยึดติดกับระบอบกษัตริย์”

ความกดดันเดินทางมาอีกระลอกและซองมินก็ทำได้เพียงแค่นั่งฟัง เขาเข้าใจถึงฐานะของคยูฮยอนที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบหลายๆด้านเอาไว้ มันเป็นหน้าที่ที่คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจ แต่เป็นหน้าที่ที่ส่งผลต่อจิตใจของชาวเกาหลีจำนวนไม่น้อย

“อีกไม่นานพี่สาวของเจ้าก็จะออกเรือนแล้ว เจ้าเองก็ควรจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้าง”

หากซองมินจำไม่ผิด ท่านโจแชวอนมีบุตรสองคน หรืออาจมากกว่านั้นแต่เขาคงะจำไม่ได้ เพราะเท่าที่ได้ยินก็มีเพียงโจคยูฮยอนกับโจซอนนาเท่านั้นที่ติดอยู่ในความทรงจำ

ซองมินนั่งตัวลีบๆตามประสาของคนนอกและเอาแต่มองคนรักที่วันนี้ดูเท่ห์มากจนไม่อยากจะเชื่อ อาจเพราะเขาเห็นคยูฮยอนในมุมที่ไม่งามมาก็หลายครั้งจึงได้หลงลืมความสุขุมหรือมาดแสนสง่าที่ตรึงตาตรึงใจในวันแรกของการพบเจอ

และวันนี้มาดเหล่านั้นมันก็กลับมาสะกิดในความทรงจำให้ต้องนึกถึงอีก

“ผมลาแล้วนะครับ ขอบคุณสำหรับอาหารและขนมอร่อยๆ”

เหมือนนักโทษที่ได้เวลาหลุดจากการจองจำ และมันก็เป็นช่วงเวลาที่รอคอยมานานสำหรับเด็กหนุ่มหน้าหวานผู้ไม่สันทัดต่อการอยู่ในสถานการณ์อึดอัดนานๆแบบนี้ ซองมินโค้งจนสุดตัวอีกครั้งและเดินตามคยูฮยอนออกไปที่ด้านหน้า รถคันเก่งถูกนำมาจอดรอแล้ว และแน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาต้องทำก็มีเพียงแค่ก้าวขึ้นรถและทรุดตัวลงนั่งเท่านั้นเอง

คนรถปิดประตูให้ทั้งสองฝั่งและก็เป็นคยูฮยอนที่ขับออกมา ซองมินมองตามทางที่ค่อยๆเคลื่อนผ่าน เขาช้อนขึ้นมองแผ่นไม้สลักที่บานประตูใหญ่เมื่อมาถึงทางออก ความอึดอัดเมื่อครู่ค่อยๆลดหายไป และทันทีที่พ้นออกจากเขตเรือนหลังใหญ่ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

รู้สึกเหมือนยกภูเขาที่ทับร่างออกไป แม้แต่การหายใจยังรู้สึกว่าโล่งขึ้น แต่ในความปลอดโปร่งนั้นก็กลับมีเงาของอีกคนสะท้อนให้เห็น คยูฮยอนที่อยู่ในภาวะแบบนั้นจะชินหรือว่าอึดอัดสักเพียงใดเขาก็ไม่อาจทราบได้ แต่ในทุกความกดดันที่มีเข้ามาในชีวิตแต่ละวันมันคงจะมากพอที่ร่างหนาจะต้องระบายมันออกไปด้วยการออกเที่ยวตะลอนๆ และทำตัวเสเพลอย่างที่แล้วๆมา เพราะหลังจากนี้อีกไม่กี่ปีก็มีหน้าที่มากมายรอคอยอยู่

คยูฮยอนที่เปลี่ยนมาสวมชุดไปรเวทนิ่งเงียบได้สักครู่ แต่จู่ๆก็เอื้อมมือมาจับมืออวบๆของซองมินไปวางบนเกียร์และวางมือของตนทับเอาไว้ ในสายตาของเขาแล้วลีซองมินคนนี้ก็เป็นแค่เด็กมัธยมธรรมดา รูปร่างหน้าตาหรือก็ไม่ได้โดดเด่นขนาดที่จะต้องตาต้องใจใครในครั้งแรกที่พบเจอ ซองมินคือคน ธรรมดา คนหนึ่ง ที่สามารถพบเจอได้ในสังคมเกาหลีทั่วไป อาจไม่มีอะไรพิเศษ แต่ความที่ไม่มีอะไรของร่างเล็กนี่เองที่ทำให้หัวใจของคนที่ มีมากเกินไปและเพียบพร้อมเกินไปรู้สึกว่าแบบนี้นี่แหละที่พอดี

ชีวิตของโจคยูฮยอนไม่ได้ต้องการคนที่เพียบพร้อมทุกกระเบียดนิ้ว หรือว่านำมาเชิดหน้าชูตาได้ แต่ที่เขาต้องการคือคนที่จะมาทำให้หัวใจที่อ่อนล้าดวงนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

ซองมินหันไปมองใบหน้าหล่ออีกครั้งเมื่อรับรู้ถึงแรงบีบเบาๆที่ถูกส่งมา คยูฮยอนไม่ได้หันมาสบตาและยังมองไปข้างหน้า แต่ทว่ากลับมีประโยคสั้นๆถามมาในความเงียบ

“เห็นแบบนี้แล้ว ..ยังอยากจะอยู่ด้วยกันมั๊ย?”

 

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

สามสัปดาห์แล้วที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองและต้องใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน  และตอนนี้มันก็ใกล้จะถึงเวลาเดินทางกลับไปเกาหลีเพื่อทำหน้าที่นักเรียนและสารวัตรของวินเซอร์รูฟต่อ

หลังจากที่รวมตัวกันเพื่อขึ้นรถมายังสนามบินฮีทโธรว์แห่งนี้ เพราะมหาวิทยาลัยที่เขาไปเข้าค่ายนั้นห่างจากใจกลางกรุงลอนดอนอยู่พอสมควร แม้ช่วงวันหยุดจะมีรถนำเที่ยวพาไปยังที่ต่างๆในบริเวณใกล้เคียง และหลายๆที่ในลอนดอนก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น แต่มันก็ยุ่งยากอยู่ดีสำหรับการเดินทางเป็นหมู่คณะ

ฮันกยองนั่งอยู่ในบริเวณอาคารโดยสารที่ 3 ของสนามบินร่วมกับเพื่อนๆร่วมโครงการ ในช่วงเวลาใกล้กันนี้มีนักเรียนทุนจากประเทศในแถบเอเชียต้องเตรียมตัวกลับ เด็กสาวชาวจีนที่แสดงออกว่าชอบพอเขาอยู่ได้เดินมาล่ำลาและขออีเมลก่อนจะจากไป ซึ่งตามมารยาทแล้วเขาก็ไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธ แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าหล่อนคิดอย่างไรก็ตาม

เสียงประกาศจากทางสนามบินดังขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เหล่านักเรียนผู้ร่วมโครงการแต่ละคนดูต่างนั่งคุยกันไป บ้างก็สอดส่องสายมามองซ้ายมองขวา คนในสนามบินค่อนข้างเยอะจึงไม่มีใครคิดเสี่ยงลุกออกไปด้วยเพราะเกรงว่าจะเผลอพลัดหลง ต่างคนต่างนั่งเฝ้ากระเป๋าของตัวเองเอาไว้และรอเวลาให้ผู้ดูแลโครงการแจงเวลาว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ

“ฉันว่าจะถามนายนานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสสักที”

เด็กหนุ่มร่างสูง ผิวขาว ตาตี่ผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เคียงกันเอ่ยขึ้นมาทำให้ฮันกยองต้องหันไปมองหน้าด้วยความสงสัย เขาจำได้ว่าเพื่อนร่วมโครงการคนนี้มาจากต่างจังหวัด ปกติก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากเพราะพักอยู่คนละห้อง ซ้ำเวลาทำกิจกรรมยังอยู่คนละกลุ่ม จะได้พูดคุยก็เวลาที่ผู้ดูแลโครงการเรียกไปประชุม หรือไม่ก็เพียงช่วงเวลาสั้นๆระหว่างพักจากกิจกรรมเท่านั้นเอง

“มีอะไรเหรอ” นึกสงสัยเล็กๆ ขึ้นมา

ฝ่ายที่เป็นคนเปิดฉากสนทนานิ่งไปเล็กน้อยคล้ายจะครุ่นคิด เขาชั่งใจว่าควรจะถามดีหรือไม่มาหลายวัน เมื่อคิดว่ามันเป็นโอกาสเดียวที่พอจะถามได้ก็ตัดสินใจเอ่ย

“นายอยู่วินเซอร์รูฟใช่มั๊ย”

“อ๋อ ..อืม”

“คือ ฉันได้ยินมาว่าที่นั่นมีคนดังที่เรียกว่า 4E น่ะ แล้วก่อนจะมา มีเพื่อนผู้หญิงในห้องฉันบอกว่าคนหนึ่งในนั้นสอบชิงทุนได้ ..ฉันอยากจะรู้ว่า ใช่นายหรือเปล่า”

“เอ่อ..”

เป็นคำถามที่ทำเอาอึ้งอยู่ไม่น้อย ปกติเวลาอยู่ในโรงเรียนเขารู้สึกเฉยและชินกับคำที่แปะกลางหน้าผากว่าตนคือหนึ่งใน 4E ก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะลามออกมาในชีวิตข้างนอกรั้วโรงเรียนด้วย และยิ่งมีเด็กต่างจังหวัดมาถามกันตรงๆแบบนี้แล้วด้วย การตอบคำถามมันก็ยากลำบากมากขึ้นไปอีก

“นาย.. รู้จัก 4E ด้วยเหรอ”

“ฉันก็ไม่ค่อยรู้อะไรนักหรอก รู้ก็ตอนที่พวกผู้หญิงในห้องมาพูดให้ฟังก่อนจะมานั่นแหละ พวกเขาฝากฉันขอถ่ายรูปด้วยนะ”

“เอ่อ ..ถ่ายรูป?” เหงื่อแทบตกกับสิ่งที่ได้ยิน

“ว่าแต่นายใช่คนใน 4E หรือเปล่า”

“แล้วนายคิดว่าจะใช่หรือไม่ใช่ล่ะ” เลือกที่จะใช้วิธีย้อนถาม เพราะครั้นจะให้เฉลยด้วยตัวเองมันก็กระดากปากพิกล ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งมีครั้งนี้นี่แหละที่โดนอะไรแปลกๆแบบนี้

“ฉันไม่แน่ใจน่ะสิเพราะฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ 4E เลย แค่อยากจะถามให้เคลียร์ๆเพราะพอกลับไปแล้วจะได้ไปตอบคำถามผู้หญิงพวกนั้นถูก ฉันขี้เกียจโดนบ่น”

สารวัตรหนุ่มฟังแล้วก็หัวเราะ ไม่แปลกหรอกที่คนคนนี้จะไม่รู้จักเขา เด็กเรียนส่วนมากไม่ค่อยได้สนใจเรื่องความเด่นดังของใครอยู่แล้ว แต่ข้อนี้อาจจะเป็นข้อยกเว้นสำหรับชาวไมอารอยัลที่เหมือนเป็นข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามที่จำต้องรับรู้ ต่างจากนักเรียนนอกกรุงโซลที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารในแวดวงนักเรียนไฮสคูล ที่จะรู้และคอยตามข่าวก็คงจะมีแต่สาวๆเท่านั้น

“อืม ..จะว่าใช่ก็ใช่” นึกเห็นใจกลัวว่าอีกฝ่ายจะโดนเพื่อนต่อว่าเลยจำต้องบอก “แต่เรื่องถ่ายรูปนี่คงไม่ไหวนะ ฉันไม่ชอบเข้ากล้องเท่าไหร่”

“อ่า.. แสดงว่านายต้องดังมากๆเลยสินะ”

“ไม่หรอก ผู้หญิงพวกนั้นพูดเกินไป” ร่างใหญ่รีบปฏิเสธ “ฉันน่ะมันธรรมดา ไม่เด่นดังอย่างเจ้าพวกที่เหลือหรอก”

“เพื่อนๆนายน่ะเหรอ”

“อืม แต่จริงๆแล้ว ..ฉันว่ามันก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยนะ ฮ่าๆๆๆ”

ตอบอย่างอารมณ์ดีเพื่อตัดปัญหาว่าอาจจะมีคำถามต่อมาอีก เขาไม่ได้อยากนำเสนอตัวเองให้เพื่อนในโครงการเดียวกันรู้จักในฐานะของ 4E เพราะในสายตาของเขาแล้ว ชื่อมันไม่ได้มีความสำคัญสักเท่าไหร่ แต่ที่ทำให้ยังอยู่ตรงจุดนี้ก็เพียงเพราะคนที่อยู่ในนั้นมากกว่า

แต่ถ้าจะให้พูดกันตรงๆแล้วเขารู้สึกว่า กิตติศัพท์ของ 4E นี่มันโคตรเวอร์เลย แถมยังเว่อร์จนเจ้าตัวแอบรับไม่ได้อีกต่างหาก  -*-

“ฉันว่าการเป็นคนดังมันก็ดูน่าสนุกออกนะ” แววตาซื่อของผู้พูดช่างเดียงสานัก

ฮันกยองตัดสินได้ในทันทีว่าท่าทางคนคนนี้คงจะอยู่แต่กับตำราเสียจนไม่รู้ในโลกส่วนอื่น และบางทีเขาก็ควรจะต้องชี้แจงเสียบ้าง

“แต่การเป็นคนดังมันทำให้มีเรื่องราวของเราออกมาเยอะ และบางเรื่องมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง”

“มีแบบนั้นด้วยเหรอ ฉันคิดว่าพวกข่าวลืออะไรมันมีแต่กับพวกดารานักร้องซะอีก”

“ก็แค่บางเรื่องแหละ แต่บางเรื่องมันก็แค่เพิ่มโน่นนี่นิดหน่อยให้มันดูน่าทึ่ง ส่วนพวกคนที่ไม่ชอบ ก็อาจจะแต่งเติมให้ทุกอย่างดูแย่ลง”

“อา.. แต่ท่าทางผู้หญิงในห้องเรียนของฉันน่ะจะปลื้มนายกับเพื่อนมากเลยนะ”

“ก็คงเพราะชื่อเสียงของเจ้าสามคนนั้นแหละ แค่คยูฮยอนคนเดียวก็เอาอยู่แล้วกัน” พอนึกถึงเจ้าเพื่อนคนนี้แล้วก็นึกอยากจะรีบกลับไปปะทะคารม อยู่ในค่ายไม่มีใครให้เขาจิกกัดอย่างคยูฮยอน และก็ไม่มีใครให้ต้องคอยวิ่งไล่อย่างที่คิบอมทำ ชีวิตที่ไม่มี 3E ที่เหลือนี่มันเงียบเหงาสิ้นดี

“คยูฮยอน .. ที่เป็นลูกชายของท่านโจแชวอนใช่หรือเปล่า ฉันจำได้”

“อืม นั่นแหละ”

บทสนทนาของพวกเขาจบเพียงเท่านี้เพราะเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการเดินมาบอกให้เตรียมตัวเช็คอินเพื่อเข้าไปในเกต มือหนาเอื้อมไปจับกระเป๋าใบโตมาลาก รู้สึกตื่นเต้นแบบแปลกๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจากบ้านมาไกลๆ พอคิดว่าจะได้กลับไปเจอหน้าคนนั้นคนนี้มากมายก็สุขใจอย่างบอกไม่ถูก

คิดไปเรื่อยเปื่อย แต่พอสิ่งเหล่านั้นมันไหลไปจนกระทั่งกระแทกเข้ากับจุดเล็กๆในหัวและกดฉายภาพใบหน้าของใครบางคน ความกังวลและกดดันก็เริ่มเข้ามา เขาไม่แน่ใจว่าจะได้เจอกับฮีชอลที่สนามบินหรือไม่ แต่ลึกๆในใจก็ยังหวังว่านูนาคนสวยคงจะไม่ใจร้ายใจดำจนเกินไปนัก

ผมเดาใจคุณไม่ถูกเลยจริงๆนะ คิมฮีชอล~

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

ในขณะที่อีกคนกำลังจะขึ้นเครื่อง อีกคนหนึ่งกลับเพิ่งลงจากเครื่องที่เดินทางยาวนานนับสิบสองชั่วโมงเพื่อรอเดินทางต่อไปยังจุดหมายในอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า เวลาเพียงแค่นี้มันไม่เพียงพอที่จะลุกไปเดินเตร่ด้วยซ้ำ แค่เพียงยืดเส้นยืดสายและเดินวนไปวนมามันก็คงจะพอแล้ว

ร่างเล็กเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อสำรวจสภาพของตัวเองสักหน่อย แต่เมื่อเห็นตาที่บวมช้ำแล้วก็ถอนหายใจดังเฮือก คงจะปิดบังไม่ได้แน่ว่าผ่านการร้องไห้มา เว้นแต่จะหาวิธีลดความบวมแบบเร่งด่วนได้ มือเรียวเอื้อมเปิดน้ำเพื่อจะล้างหน้าล้างตาสร้างความสดชื่นให้กับตัวเอง มันเป็นวิธีง่ายๆที่จะทำให้อารมณ์ดีขึ้น และเขาก็หมายจะเรียกความสดใสจากวิธีนี้

ดงแฮดึงผ้าเช็ดหน้าจากเป้ออกมาซับน้ำที่พราวอยู่บนหน้าสวย เขาบิดกายได้สักครู่ก็เดินกลับไปที่ห้องพักผู้โดยสารและหยิบโทรศัพท์มาเปิดเครื่องเพื่อจะโทรหามารดาที่น่าจะรออยู่

สัญญาณบอกว่ามีข้อความเข้าไม่อาจทำให้สนใจ คงจะเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีข้อความแจ้งเตือนเรื่องมิสคอลเข้ามาจึงไม่คิดจะใส่ใจว่าเป็นใครให้เสียอารมณ์

นิ้วเรียวกดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจตั้งแต่ในครั้งแรกๆที่มารดาใช้มันโทรมาหาเขา และก็ฟังเสียงรอสายสักครู่กว่าคนที่อยู่อีกฝั่งจะรับสาย น้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้รับรู้ว่าคือใครแม้ว่าผู้พูดจะเอ่ยในภาษาที่ไม่คุ้นหู

[jó napot kívánok] (โย่ นาพอท กีวาน็อก แปลว่า สวัสดีตอนบ่าย)

“แม่จ๋า~ หนูเอง หนูน้อยของแม่จ๋าไง”

[อา.. ดงแฮเหรอลูก]

“หนูถึงที่ปารีสแล้วนะฮะ ตอนนี้รอต่อเครื่องไปบูดาเปสต์อยู่ เลยโทรรายงานตัวกับแม่จ๋าก่อน กลัวจะเป็นห่วง”

[แม่กำลังทำแพนนาคอตต้าเอาไว้รอพอดีเลย มาถึงจะได้ทานให้ชื่นใจ]

“หนูคิดถึงอาหารฝีมือแม่จ๋าจัง”

[อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ได้กินแล้ว งอแงไปได้]

ดงแฮหัวเราะคิกคักตามประสาเด็กช่างอ้อน เพียงได้ยินเสียงของมารดาก็อุ่นใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ “แม่จ๋าต้องทำของอร่อยๆให้หนูกินทุกวันเลยนะ เอาให้อ้วนๆเลย”

[จ้ะ หนูน้อยของแม่ ..อา นี่ก็ใกล้เวลาที่พ่อจ๋าของหนูจะเลิกงานแล้ว เดี๋ยวคงบึ่งไปรอที่สนามบินล่ะมั๊ง]

“อา~ มาหนนี้หนูจะเกาะพ่อจ๋ากับแม่จ๋ากินน๊า หนูไม่ได้แลกเงินโฟรินท์มาเลยอ่า มีเงินยูโรในกระเป๋าแค่ไม่เท่าไหร่เอง”

[พูดอย่างกับจะออกไปไหนนักหนาแหละ]

“ก็หนูอยากเที่ยวในบูดาเปสต์บ้างนี่นา”

[เดี๋ยววันหยุดก็ให้พ่อเขาพาไปเที่ยวสิ]

“โอเค เดี๋ยวหนูอ้อนพ่อจ๋าเอง คิ คิ”

ทำเสียงน่ารักใส่ผู้ให้กำเนิดแล้วคุยต่อเพียงเล็กน้อยก็จำต้องวางสายเพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่อง ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มเมื่อครู่หดหู่ลงเมื่อไร้คนคุยด้วย ดงแฮถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ทั้งที่พยายามไม่ใส่ใจและไม่สนใจแล้ว แต่ก็ยังคงนึกถึงเรื่องที่สร้างความไม่สบายใจให้อยู่ดี

โทรศัพท์ในมือยังมีแสงไฟกระพริบเตือนให้รู้ว่ามีข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน ปลายนิ้วขยับอยู่แบบนั้นสักครู่ก็ตัดสินใจปล่อยให้มันอยู่แบบนั้น เขายังไม่พร้อมจะรับรู้อะไร ความกลัวทำให้ไม่กล้าแม้แต่จะไล่สายตาดูว่าเป็นข้อความจากใครหรือว่ามีใครโทรเข้ามาบ้าง

บางทีการไม่รับรู้อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เงยหน้าชะเง้อมองเวลาก็เห็นว่ายังมีเวลาอีกหน่อยเพราะพนักงานก็ยังไม่ได้แจ้งให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง จึงได้หยิบเอาไอพอดมากดเพลงฟังไปพลางๆ เผื่อว่ามันจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นบ้างสักหน่อย

ร่างเล็กดึงเปลือกตาลงมาด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อตอนที่อยู่บนเครื่องก็เผลอร้องไห้ออกมาตั้งหลายหนเพราะว่านั่งมาคนเดียว การคิดย้อนไปในหลายๆเหตุการณ์มันทำให้รู้สึกเจ็บ และที่เจ็บที่สุดก็เพราะคนที่ไว้ใจนี่แหละ ที่ทำให้บอบช้ำถึงเพียงนี้

ถ้าถามว่าโกรธเหรอ ..ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าให้เขาระบุก็คงจะเรียกว่า เสียความรู้สึก มากกว่า เขาไม่ได้คิดจะหนี แต่ที่ต้องระเห็จระเหเร่ร่อนมาถึงที่นี่ก็เพียงเพราะยังไม่พร้อมจะเจอหน้าหรือว่ารับฟังอะไร ต่อให้เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายเขาก็ไม่อยากรับรู้ หัวใจดวงนี้มันบอบช้ำเกินไป และก็ต้องการการเยียวยาเพื่อให้เจ้าของของมันสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กี่เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กี่รอยแผลที่เกิดขึ้น และกี่ครั้งที่จวนเจียนจะล้มลงกลางทาง

ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนเขาต้องเผชิญเรื่องร้ายๆมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ รอยยิ้มที่มีให้เห็นนั้นก็เกิดขึ้นเพียงเพราะว่ามีคนที่รักอยู่เคียงข้าง รอยแผลถูกฉาบเอาไว้ให้เหมือนว่าหายดี แต่ความจริงแล้วเขาแค่คอยบอกตัวเองให้เข้มแข็งและยิ้มให้กับตัวเองเพื่อที่ชีวิตจะดีขึ้นตามนั้น

แต่วันนี้เขาฝืนไม่ไหว ในเมื่อหัวใจถูกเหยียบย่ำซ้ำๆ จนมันยับเยิน ก็ควรจะหอบมันมารักษา ..จนกว่าจะหายดี

 

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

จริงๆโหดไม่ได้ใจร้ายใจดำสักหน่อย ..โหดใจดีออก ใจดีมากๆด้วย

เสียงเจื้อยแจ้วที่เคยพูดไปพร้อมกับกอดแขนเพื่อซบศีรษะอิงที่ไหลยังคงดังอยู่ในหัว คิบอมส่ายหน้าเบาๆด้วยรอยยิ้มที่แสนประหลาด ยิ้มตรงมุมปากในแบบที่ยากจะอธิบาย มันไม่ใช่รอยยิ้มที่ดูแสนดี แต่มันเจือความร้ายเอาไว้ภายใต้ดวงตาเศร้าๆที่สั่นไหวอยู่

“จะใช้วิธีนี้จริงๆเหรอวะ” น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวลเอ่ยถาม

ดวงตาเรียวตวัดมองหน้าของน้องชายแล้วก็พยักหน้าอย่างใจเย็น “ในเมื่อไม่รู้สึก ไม่สำนึก ..ก็ควรจะต้องให้บทเรียนกับมันบ้าง ..อยากจะรู้นักว่าจะยังมีหน้าชูคออยู่มั๊ย”

“แกไม่คิดว่ามันจะแรงเกินไปเหรอ”

“สิ่งที่มันคิดทำกับดงแฮน่ะแรงกว่านี้ไม่ใช่เหรอ” มุมปากกระตุกซ้ำ

สองร่างที่ทานอาหารอย่างสบายอารมณ์บริเวณโต๊ะริมกระจกที่ของร้านทอดสายตามองไปยังประตูทางเข้าของโนแรบังที่ตั้งอยู่เยื้องกันบนคนละฝั่งถนนเพื่อสังเกตการณ์เงียบๆ ชายฉกรรจ์จำนวนไม่ต่ำกว่าสิบรายกำลังเดินเข้าไปด้านใน และคาดว่าคงจะใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ก็กลับออกมา

คิบอมหยิบแก้วน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่มหลังจากที่เพิ่งจะหั่นสเต็กไป เขาไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โนแรบังนั่นก็จัดการปิดปากพนักงานไว้หมดแล้ว ต่อให้มีเหตุการณ์พังร้านเกิดขึ้นก็คงจะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นอย่างแน่นอน

“ถ้าแกคิดแบบนั้นก็ตามใจ”

ซังบอมเหลียวมองอย่างจนปัญญา ต่อให้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่มีปัญญาคัดค้านอยู่แล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเพียงแค่เอาตัวไปอยู่ใกล้ๆเพื่อคอยรั้งสติพี่ชายไม่ให้ทำอะไรที่เลวร้ายเกินไปนัก

แต่เรื่องนี้ ..ก็คงต้องแล้วแต่เจ้าตัวล่ะนะ

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

เสียงเพลงที่มอบความสนุกสนานและครึกครื้นให้ได้สร้างรอยยิ้มแก่คนที่ไร้ซึ่งความสำนึกอย่างเต็มวงหน้า ฮันยองซันที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนๆจำนวนเกือบสิบชีวิตต่างร้องเพลงราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน มันคือปาร์ตี้เล็กๆที่จัดขึ้นเพื่อสนองความสะใจของตัวเอง ยิ่งมีสายรายงานมาว่าลีดงแฮลากกระเป๋าออกมาจากบ้านตระกูลคิมและเดินทางออกจากเกาหลีไปแล้วก็ยิ่งกระหยิ่มใจ

ถ้าฉันไม่ได้ แกก็อย่าหวังว่าจะได้!!

ความริษยาที่สุมอยู่ในอกไม่ได้ระบายลงที่ใคร และเขาก็หวังว่าจะใช้เสียงเพลงเข้ามาดับความร้อนรุ่มที่อยู่ในอก ต่อให้ดงแฮไม่อยู่ในพื้นแผ่นดินเกาหลี แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าจะไม่กลับมา การที่ได้เห็นคิบอมรักและห่วงใยลูกท่านทูตคนนั้นเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนมีเสี้ยนหนามทิ่มตำอก เขาชอบคิบอมมาก่อนดงแฮ และก็เพียบพร้อมไม่ได้ต่างกัน ทำไมคนที่มาทีหลังอย่างมันถึงได้แย่งทุกอย่างไปแบบนี้ล่ะ

ได้รับคัดเลือกเป็นตัวจริงลงแข่งขัน ได้เหรียญรางวัลกลับมา ไหนจะโชคดีได้เรียนห้องเดียวกับ 4E แล้วยังจะได้หัวใจของคิมคิบอมมาครอบครองอีก ..โลกมันยุติธรรมที่ไหน!

แค่นหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงสภาพที่น่าสังเวชของศัตรูหัวใจเมื่อโดนทำร้ายในหลายๆครั้ง แต่พอคิดว่าหลังจากนั้นจะต้องมีคิบอมมาช่วยเหลือและอยู่เคียงค้างก็อดไม่ได้ที่จะเดือดดาลขึ้นมาอีก

ที่เขาให้ความช่วยเหลือมยองแจอุคในหลายๆครั้งก็เพียงเพราะอยากจะยืมมือมันกำจัดเสี้ยนหนามออกไปจากชีวิต เพราะหากร่างกายของดงแฮมีมลทินแล้วคิบอมก็คงจะไม่สนใจ คนที่รักศักดิ์ศรีอย่างคุณชายคิมนั่นน่ะเหรอจะยอมกินของเหลือจากศัตรูคู่แค้น ..ไม่มีทาง

นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก็ถูกสะกิดให้รับไมค์ไปร้องเพลงบ้าง เขารับมันมาด้วยอารมณ์ที่ไม่สามารถตอบได้ว่าอยู่ในโหมดไหน รู้สึกไม่พอใจเล็กๆที่โดนขัดจังหวะความคิด แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงพอที่จะแสดงท่าทีโมโหออกมา

“ที่ลีดงแฮหนีออกนอกเกาหลีนี่มันจริงใช่มั๊ย” เสียงหนึ่งถามขึ้นมาในระหว่างที่เลือกเพลงอยู่

ฮันยองซันกลอกสายตาขึ้นมองแล้วก็ครางรับ “อือ มันไปแล้ว”

“นายรู้ได้ไงอ่ะ”

“ฉันก็มีสายของฉันน่ะสิ แค่ไปไหน กลับเมื่อไหร่ ทำไมฉันจะไม่รู้” ยิ้มเหยียดที่มุมปากราวกับจะบอกว่าเป็นคำถามที่งี่เง่า และถึงแม้คนมองจะไม่ชอบใจก็คงทำอะไรเขาไม่ได้ ในเมื่อทุกคนในที่นี้ยังต้องพึ่งบารมีของเขาอยู่

ความสนุกที่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ร่วมไปกับการฉลองการจากไปของลีดงแฮทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นจากเดิม แต่ระหว่างที่เลือกเพลงที่จะร้องต่ออยู่นั้นก็พลันต้องชะงักเมื่อมีผู้ชายเกือบสิบคนเปิดประตูเข้ามา

“พวกแกเป็นใคร นี่มันห้องวีไอพีนะ!” เสียงกร้าวร้องตวาด

หากหน้าตาดีพวกเขาก็คงจะไม่ว่า แต่ดูสิ หนังหน้าอย่างกับพวกใช้แรงงาน เป็นใครจะอยากใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ร่วมด้วย

“เราก็แค่อยากจะสนุกด้วย”

เพียงพริบตาเดียวคนพวกนั้นก็บุกเข้ามาและประกบกันแบบตัวต่อตัว เสียงร้องฮือผสมกับเสียงกรีดร้องดังลั่นห้องแต่ก็ไม่สะเทือนโสตประสาทของพวกมัน ในปาร์ตี้นี้มีทั้งชายและหญิง แต่หากเทียบกับส่วนที่เกิดมาแล้วก็ถือว่าตัวเล็กกว่าเป็นไหนๆ

ยองซันพยายามจะลุกขึ้นร้องขอความช่วยเหลือ แต่ที่ประตูกลับมีชายร่างใหญ่ยืนกอดอกอยู่ เขาทำได้แค่เพียงลุกไปประจันหน้าแล้วก็โดนจับโปะยาก่อนที่จะได้พูดจาหรือว่าทำอะไร

บรรดาลูกสมุนทั้งหลายต่างมีชะตาไม่ต่างกัน แต่หากยังโชคดีตรงที่ไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปกว่าสิ่งที่หัวหน้าของพวกเขาต้องพบเจอ

“จัดการหลักฐานแล้วถ่ายรูปเอาไว้ ..แล้วที่เหลือก็อย่างที่ตกลงไปก่อนหน้า”

ด่านแรกก็แค่เบาะๆ เพราะคนพวกนี้ไม่ใช่ตัวตั้งตัวดีที่จะทำร้ายใคร เพียงแค่ทำตามคำสั่งโดยไม่ได้ใช้สมองไตร่ตรองก่อน และการที่จัดฉากให้เหมือนออกมาปาร์ตี้ดื่มเหล้ากันแค่นี้ สำหรับครอบครัวของเด็กที่อยู่ในโรงเรียนที่ชื่อเสียงดีๆย่อมมีคำว่า สะเทือน

“คนนี้.. หน้าตาก็ดีนี่หว่า” เสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจดังขึ้น “งั้นคนอื่นๆพวกมึงก็จัดการแล้วกัน”

มือหนาเชยคางของเด็กหนุ่มร่างเล็กขึ้นมา หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร แต่วีรกรรมที่ทำเอาไว้นั้นดูจะเลวล้ำหน้าอายุไปหลายช่วงตัว น่ากลัวเหลือเกินว่าโตขึ้นไปแล้วจะยิ่งร้ายและทำลายชีวิตคนได้ง่ายดายมากไปกว่านี้

ร่างที่กึ่งไร้สติของฮันยองซันถูกจับแบกขึ้นไหล่ของชายผู้หนึ่ง เขายังรู้ตัวอยู่ แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็สามารถรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่การที่รู้ตัวแต่ไม่สามารถดิ้นรนหรือขัดขืนได้นั้นย่อมทรมานยิ่งกว่าไม่รู้อะไรเสียอีก

โลกที่สว่างไสวเมื่อครู่ค่อยๆสลัวลงทีละนิด และก่อนที่มันจะมืดสนิทไปพร้อมกับสติที่เลือนหายก็ได้ยินถ้อยคำที่สามารถทำให้ช็อกได้ไม่น้อย

“คืนนี้จะมีผัวกี่คนดีล่ะเด็กน้อย”

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 









 

 

 

 

 

 

Ending talk

 

 

รู้สึกว่าพอโพสต์ฟิคยาวๆแล้วมันชอบค้าง ตอนหน้าคงต้องตัดให้สั้นลง = =”

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67,100 ความคิดเห็น

  1. #67001 แดกเด็กทั้งวัน (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 21:39
    บอมแรงมากลูก =0= 
    #ลูกหรือพ่อของลูก -/////- #ข้ามไปเถอะ
    #67,001
    0
  2. #66850 แอ๋มแป๋ (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 13:08
    คิบอมแรงอยู่พอสมควรนะ วิธีแก้แค้นอ่ะ

    กดดันแทนซองมินกับคยูมากก อ๊ากก อึดอัด
    #66,850
    0
  3. #66335 vhan (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 16 เมษายน 2555 / 15:00
    ค่อยหายใจโล่งไปกับมินหน่อยตอนออกจากบ้านคยู

    สู้ๆน่ะคยูมิน



    #66,335
    0
  4. #66325 KIHAE*129 (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 21:01
    กดดันกดดัน

    แอบสมน้ำหน้ายองซัน
    #66,325
    0
  5. #66197 Zelon (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 / 00:27
    หายใจลำบากกะมินไปด้วยเลยเนี่ย (อึดอัดแทน) ประโยคทิ้งท้ายของกี้ดูน่าเศร้าจังแฮะ ขึ้นอยู่กับกระต่ายน้อยล่ะนะ



    หมวยทำไมไม่ฟังบอมน๊า T T เห้อ อย่างงี้ก็แย่สิ ป๋ารีบๆกลับมาเหอะ
    #66,197
    0
  6. #66065 chin-cha (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 มกราคม 2555 / 05:24
     อ่านตอนนี้แล้วนั่งเกร็งแทนซองมินเลย

    บอมโหดร้ายอ่า
    #66,065
    0
  7. #65951 Pada lee (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2554 / 20:23
    แป๋วพูดกับพ่อแม่น่ารักมาก

    แต่บอมกำลังแผ่รังสีความโหดออกมาเยอะเนอะ
    #65,951
    0
  8. #65945 adilahc (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 20:54
    ไม่มีอะไร
    แค่อยากจะบอกว่า
    อยากกินพานาคอตต้าบ้างงะแป๋ว
    แหะๆ
    ><"
    #65,945
    0
  9. #65941 onlyhanchul (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 14:24
    กดดันมากมายเลยอ่ะ ทั้งบอมด๊อง
    ทั้งคยูมิน ไหนจะมาฮันซอลอีก เฮ้อ กลุ้ม
    #65,941
    0
  10. #65889 ppat (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 14:36
    จริง ๆ แล้วคิบอมทำอะไรให้ดงแฮเสียความรู้สึกกัน แต่ก็เบาใจที่คิบอมจะตามไปง้อ 555

    ขำคิบอมเหมือนกันนะที่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่าง เพราะกลัวจะถูกล้อที่ไปง้อเมีย

    คู่คยูกับมินนี่หายใจไม่ทั่วท้อง นึกออกเลยว่าซองมินอารมณ์ไหน คงจะเกร็งน่าดูเลย

    ต้องลุ้นกันต่อไปว่าคู่นี้จะผ่านไปด้วยดีไหม ตอนนี้ที่ลุ้นสุดคือฮันว่านูน่าคนสวยจะมารับไหม

    ขอให้มาทีเถอะนะ คู่บอมกับด๊องกำลังทำให้ใจเสียอยู่ อยากให้คู่นี้มีอะไรมาให้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง

    ส่วนฮันยองซัน กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนองนะ 555 ไม่คิดว่าคิบอมแรงไปหรอกนะ

    เพราะถ้าสำนึกบ้างก็ยังน่าสงสาร แต่นี่ไม่เลย แล้วคิบอมเองก็คงรู้ลิมิตด้วยเหมือนกันว่า

    แค่ไหนกำลังดี
    #65,889
    0
  11. #65883 nimuyk (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 08:40
    กี้ ถามตรงประเด็นเรย พี่มินจะทนความอึดอัดแบบนี้ได้เรอ กดดันมากอยู่
    #65,883
    0
  12. #65855 `w[]envy- (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2554 / 21:06
     กรีีดดดดดดดดดดดดด !! #กลับมาอ่านใหม่อีกรอบทวงความจำ
    ประโยคสุดท้ายแบบ ... แรงมาก OTL
    #65,855
    0
  13. #65835 love suju (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2554 / 17:33
    ต่อนต่อไปไม่มีอะ หาอ่านได้ที่ไหนอะค่ะ ใจจะขาดอยู่แล้ว เพื่อนๆช่วยบอกหน่อยดิ T^T
    #65,835
    0
  14. #65833 Ringo-rr (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 / 14:16
    บอมรีบบินไปง้อด๊องนะ 

    เกร็งเเทนมินเลย  

    ปล.เเต่บอมเเรงนะเนี้ย ไม่เป็นไรให้อภัยเพราะมาทำหมวยก่อนทำไม หึหึ  (ยังไงของมันหล่ะเนี้ย -*-  55)

    #65,833
    0
  15. #65819 MICHIYOZU (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 / 01:23
    บอมเอ๊ยทิ้งเรื่องแก้แค้นไว้ให้บอมผู้น้อง แร้วรีบบินตามหมวยไปเร็ววว ร้องไห้ตาปูดหมดแร้วนั่นอ่ะ ส่วนน้องมินนี่ก้อึดอัดเหลือทน ห้ออออ ดูเหมือนเรื่องจะยากขึ้นแหะ ส่วนอาเจ๊ใจดำ อย่าใจดำนักเรยนะ สงสารคนจีนอ่ะ
    #65,819
    0
  16. #65818 princessblackberry (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 / 21:02
    คำแทนพ่อจ๋าแม่จ๋าน่ารักมาก
    แต่ก็ยังเศร้า T^T
    #65,818
    0
  17. #65815 np137 (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 / 02:53
    ท่านโจวแชวอน ทำคนอ่านเครียสไปตามๆกัน
    มินจะอยู่กับคยูค่อมั้ย จะยกโทษให้หรือยังน้าา ??

    คิเฮก็รีบๆเคลีย คนอ่านรอลุ้นอยู่

    แล้วบอมจะทำอะไรกับ ฮันยองซัน ???

    พี่บลู มาอัพด่วนนนน
    #65,815
    0
  18. #65814 oopsueveju (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 / 02:03
    พาร์ท คยูมิน เป็นอะไรที่อ่านแล้วหายใจลำบากมาก
    มันอึดอัดอ่า~

    ส่วนคิเฮ นี่ก็ยังไม่เคลียร์กันอีก
    เฮ้อ~ โหดกะแป๋วอย่างอนกันนานน้า
    #65,814
    0
  19. #65811 รักรัก (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 / 10:51
    อะอะเอ่อ... บอม เล่นแรงมาก!
    #65,811
    0
  20. #65797 Darker-40 (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 / 23:54
    ครอบครัวคยูนี่มันน่ากดดัน

     = =
    #65,797
    0
  21. #65787 Shido_Hikaru (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 / 00:54
    แอบเครียด ตอนคยูมินมากๆ กว่าจะออกมาจากเรือนได้ นั่งอ่านไปเหงื่อก็ตกไป

    แล้วตกลงบอมจะทำอะไรกันแน่ยองซันจะโดนจริงๆเหรอ(แอบสงสารนะ)

    แล้วโหดจะตามไปง้อแป๋วสำเร็จไหมเนี่ย
    #65,787
    0
  22. #65775 Mazigniiz (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 / 21:40
    พาร์ทคยูมินนี่มันโคตรกดดันอ่ะ TT
    เข้าใจคยูฮยอนเลย ชอบตอนที่คยูคิดอ่ะ >w<

    แป๋วโหดเคลียร์กันเร็วๆเด๊ะ!!!
    หึหึ ฮันยองซัน ทำตัวเองทั้งนั้น - -
    #65,775
    0
  23. #65773 123456 (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 / 14:36
    แป๋วเอ๊ย หนีไปแบบนี้ได้ไงกัน

    #65,773
    0
  24. #65758 soul (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 / 21:01
    อึดอัดแทนซองมินจริงๆ

    ไม่น่า คยูถึงออกมาโลดแล่นบ่อย 5555



    ฮือออออออ สงสารทงเฮอ่า TT

    แต่ตอนอ้อนพ่อจ๋าแม่จ๋าปุ๊บ มันน่าหยิกมากกกก

    อีทงเฮแอ๊บแบ๊ว XD



    โดนแบบนี้สมแล้วหล่ะ ยองซัน !!

    ขอบคุณค่า
    #65,758
    0
  25. #65728 ployly (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 / 01:47
    สงสารซองมิน คงอึดอัดน่าดู กี้ด้วย



    ขอให้บอมตามหาด๊องให้เจอด้วยเถอะ แล้วก็คืนดีกัน
    #65,728
    0