ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 10 : ควันศึก (ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 มี.ค. 62

ในอุทยานหลวงของพระราชวังนครพิงค์ พญาติโลกราชประทับอยู่กับท้าวศรีบุญเรือง ภายในศาลาไม้สักหลังใหญ่ที่ตกแต่งอย่างงดงาม ทั้งสองพระองค์กำลังทอดพระเนตรเหล่านางฟ้อนรูปงามซึ่งร่ายรำเข้ากับเสียงปี่กลองฉาบพิณ ที่บรรเลงโดยเหล่านักดนตรีหลวง รอบบริเวณมีบรรดานางสนมกำนัลนั่งกึ่งหมอบคอยถวายการรับใช้

ขณะนั้น กรมวังได้มายังศาลาที่ประทับ ก่อนคลานเข่าพร้อมนำสาส์นที่บรรจุในกระบอกหนังปิดทอง มาถวายพ่ออยู่หัวเชียงใหม่

พญาติโลกราชทรงรับสาส์นมาเปิดอ่าน พระพักตร์จอมคนแสดงความกังวลหลังทอดพระเนตรข้อความในสาส์นแล้ว พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดการฟ้อนรำทันที

เมื่อเห็นดังนั้น ท้าวศรีบุญเรืองจึงกราบทูลถามขึ้นว่า ข้าแต่เจ้าพ่อ ในสาส์นมีความอันใด สูจึงกังวลนัก

ย่าสูมีหนังสือมาบอกว่า ปู่ของสูกำลังได้ไข้ อาการทรุดหนักมาหลายเพลาแล้ว” พญาติโลกราชตรัสสุรเสียงเครียด พ่อจึงคิดว่า จักขึ้นไปยังเวียงสาดเพื่อเยี่ยมท่าน

ขอข้าเจ้าไปด้วยได้หรือไม่

ได้สิพญาติโลกราชทรงพยักพระพักตร์ ก่อนทรงหันไปตรัสสั่งกรมวังว่า “สูจงไปเตรียมคนหนึ่งร้อยพร้อมม้าตีนลม ก่อนรุ่งวันพรุ่ง ข้าจักออกเดินทาง

ข้าเจ้าน้อมรับบัญชากรมวังยอมือใส่เกล้า ก่อนคลานเข่าออกไป

เมื่อกรมวังออกไปแล้ว จอมคนจึงหันมาทางพระโอรสและรับสั่งว่า สูเองก็ไปเตรียมตัวด้วย บุญเรือง

เจ้าชายหนุ่มพนมมือยกขึ้นถวายบังคม ก่อนเสด็จออกไป

หลังทรงให้ทุกคนออกไปแล้ว พญาติโลกราชยังประทับอยู่ที่เดิม ก่อนทรงนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ระหว่างพระองค์และพระราชบิดา

เมื่อครั้งที่พญาติโลกราชยังเป็นเพียงท้าวลก โอรสองค์ที่หกของพญาสามฝั่งแกนนั้น นับแต่ทรงพระเยาว์ พระราชบิดาก็โปรดปรานพระองค์ยิ่งนัก จนเมื่อเจริญวัยขึ้น พญาสามฝั่งแกนก็โปรดฯให้ไปครองเมืองพร้าววังหิน ตลอดเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และพระราชบิดาดำเนินมาด้วยดี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น

ในยามนั้น กองทัพจีนจากยูนนานยกมารุกรานนครพิงค์ พญาสามฝั่งแกนทรงมีพระบัญชาให้เมืองต่างๆยกทัพไปช่วย ทว่าในเวลานั้น เมืองพร้าววังหินเกิดภัยแล้ง ทำให้การเกณฑ์ไพร่พลล่าช้า จนยกไปสมทบกับทัพหลวงช้ากว่าเมืองอื่นๆ แม้ว่าในศึกนั้น ท้าวลกจะเป็นทัพหน้าเข้าโจมตีจนกองทัพจีนล่าถอยไป แต่พระราชบิดาก็มีรับสั่งให้ลงโทษ เนื่องด้วยเหตุที่ยกทัพมาล่าช้า โดยให้ลดยศไปครองเมืองยวมใต้

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ท้าวลกทรงน้อยพระทัยพระราชบิดายิ่งนัก จึงตัดสินพระทัยร่วมมือกับอำมาตย์ชื่อ สามเด็กย้อย ก่อกบฏชิงพระราชสมบัติจากพญาสามฝั่งแกน โดยท้าวลกได้ฉวยโอกาสที่พญาสามฝั่งแกนไปประทับแปรพระราชฐานยังเวียงเจ็ดริน เชิงดอยสุเทพ นำกำลังเข้าปิดล้อมและบีบให้พระองค์ทรงสละราชสมบัติให้

พญาติโลกราชทรงถอนพระหทัย เมื่อทรงดำริมาถึงตอนนี้ แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะผ่านมาหลายปีและพระราชบิดาก็ทรงยอมให้อภัยแล้ว ทว่าในพระทัยส่วนลึกของพญาติโลกราชก็ยังคงรู้สึกผิดต่อพระราชบิดาอยู่

สามวันต่อมา ขบวนม้าของพญาติโลกราชก็มาถึงยังเมืองสาด หลังจากที่เสด็จมาถึงแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงรีบเสด็จไปยังคุ้มหลวงของเมืองสาดอันเป็นที่ประทับของพญาสามฝั่งแกนในทันที

ภายในห้องบรรทมของคุ้มหลวง อดีตเจ้าเหนือหัวแห่งเชียงใหม่ประทับนอนอยู่บนเตียงไม้สักปูด้วยฟูกลาดทับด้วยผ้าแพรสีขาว โดยมีพระมหาเทวีและเหล่านางสนมกำนัลเข้าเฝ้าอยู่โดยรอบ

ทันทีที่ทรงเห็นพระโอรสเข้ามาในห้อง พญาสามฝั่งแกนก็ทรงโบกพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้ผู้อื่นออกไป เหลือไว้แต่เพียงพระองค์และพระโอรส

พ่อดีใจที่เห็นสู เจ้าลกพญาสามฝั่งแกนตรัสเรียกพระนามเดิมของพญาติโลกราช

พญาติโลกราชทรงนั่งลงข้างพระที่และจับพระหัตถ์พระราชบิดาด้วยความเป็นห่วง เจ้าพ่อเป็นเยี่ยงใดบ้าง

เจ็บไข้ครานี้ หนักหนานัก เห็นที พ่อคงอยู่ได้อีกมินาน พญาสามฝั่งแกนตรัสด้วยสุรเสียงอ่อนแรง

เจ้าพ่ออย่าปากเช่นนั้น ลูกเชื่อว่า สูต้องหายในเร็ววัน

พ่อรู้ตัวดี มิต้องปลอบใจดอก พระราชบิดาทรงแย้มสรวล สูมานี่ก็ดีแล้ว พ่อมีความอันหนึ่งจักปากด้วย

ขอเจ้าพ่อว่ามาเถิด ลูกพร้อมรับฟังทุกสิ่ง

สูยังจำวันเมื่อสูไปขอเวียงพิงค์จากพ่อได้ฤาไม่พญาสามฝั่งแกนตรัส สูให้สัตย์ว่าจักปกห่มไพร่ฟ้าข้าคนด้วยความเมตตา จักมิให้ผู้ใดต้องเดือดร้อนเคืองไหม้ จักดูแลดังฝูงเขาเป็นลูกเป็นหลาน สูยังจำได้ฤาไม่

ลูกหาเคยลืมไม่

พ่อเองก็ได้เห็นแล้วว่า ที่ผ่านมา สูปกครองนครพิงค์ได้เป็นอย่างดี สมที่ให้สัตย์ไว้อดีตจอมคนรับสั่ง พ่อใคร่ขอให้สูจำคำอันให้สัตย์ไว้นั้นให้มั่น อย่าได้ละลืม มิว่าสืบไปภายหน้า มีอำนาจหลวงหลาย ก็อย่าหลงลืมตน อย่าทำอันใดให้ไพร่ฟ้าข้าไทต้องได้ยาก สูจงจำไว้เถิด เป็นขุนเป็นพญานั้น หากมิอาจปกห่มไพร่ฟ้าข้าไทให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ แม้มีคุ้มใหญ่เวียงกว้างเพียงใด ก็หามีประโยชน์ไม่

ลูกสาบานว่าจักจดจำทุกคำที่เจ้าพ่อสอนสั่งพญาติโลกราชทรงให้คำมั่นด้วยสุรเสียงหนักแน่น

พญาสามฝั่งแกนทรงแย้มสรวลบางๆ เช่นนั้น พ่อก็คงจากไปได้อย่างสงบแล้วทรงรับสั่งก่อนหลับพระเนตรลง

เจ้าพ่อ..”จอมคนเชียงใหม่ตรัสเรียกพระราชบิดาด้วยสุรเสียงสั่นเครือ อย่างสะเทือนพระทัย

คืนนั้น พญาสามฝั่งแกนก็เสด็จสวรรคตด้วยอาการสงบ ความโศกเศร้าและเสียงร่ำไห้แผ่ไปทั่วคุ้มหลวงเมืองสาด

หลังจากที่พระราชบิดาเสด็จสู่สวรรคาลัย พญาติโลกราชได้ทรงอัญเชิญพระบรมศพกลับมายังนครพิงค์เชียงใหม่ โดยทรงทำพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพญาสามฝั่งแกนที่ป่าแดงหลวงซึ่งอยู่เชิงดอยสุเทพ จากนั้นพระองค์จึงทรงออกผนวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระราชบิดา โดยระหว่างที่ทรงผนวช พญาติโลกราชทรงโปรดฯให้พระมหาเทวีซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการโยนกนครพิงค์แทน

******************

ขณะที่พญาติโลกราชทรงออกผนวช ทางด้านกรุงศรีอโยธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชก็ทรงมีดำริจะเสด็จยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่อีกเป็นครั้งที่สอง ด้วยหมายพระทัยจะแก้มือที่พ่ายศึกมาเมื่อคราก่อน

ยามนี้ ไพร่พลเราแข็งกล้าบริบูรณ์กว่ากาลก่อน ข้าเชื่อว่า หากทำการโดยรอบคอบแล้วไซร้ ศึกยวนครานี้ อโยธยาต้องได้ชัยเป็นแม่นมั่นพ่ออยู่หัวแห่งอโยธยาทรงรับสั่งในที่ประชุมขุนนาง อย่างมั่นพระทัย

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้าขุนราชเสนากราบทูลขึ้น “ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ใต้ฝ่าพระบาทควรคิดการนี้ให้ถ้วนถี่ ด้วยว่านครพิงค์ยามนี้เป็นปึกแผ่นมั่นคงกว่าเดิมมากนัก ไพร่พลก็แข็งกล้า ลำพังการยกทัพไปรบเอาซึ่งหน้า อาจมิได้ผลดังใจหมาย จำจะต้องคิดการบั่นทอนให้ฝ่ายนั้นอ่อนกำลังก่อนจะเหมาะกว่า

ที่ขุนราชเสนากล่าว ก็มีเหตุผล แล้วมีทางใด ที่บั่นทอนกำลังพวกเชียงใหม่ได้สมเด็จพระบรมราชาธิราชทรงรับสั่งเชิงถาม ครั้นเมื่ออีกฝ่ายไม่อาจตอบได้ จึงทรงหันไปยังเหล่าแม่ทัพอื่นๆและตรัสว่า “ผู้ใดมีอุบายดี จงว่ามา”

ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ขุนราชเดโช แม่ทัพคนหนึ่งกราบทูลขึ้น ข้าพระพุทธเจ้าทราบมาว่า พญาน่านเคยสนิทสนมกับเจ้าเมืองสุโขทัย ยามนี้ เมืองน่านตกเป็นเมืองออกของเชียงใหม่ ย่อมมีใจเจ็บแค้น หากเราให้เจ้าเมืองสุโขทัยส่งสาส์นไปเกลี้ยกล่อม ก็อาจทำให้พญาน่านยอมปลงใจเข้าช่วยกระหนาบเชียงใหม่อีกทางได้ พระพุทธเจ้าข้า”

ก็ชอบกลอยู่” พ่ออยู่หัวทรงรับสั่งเห็นด้วย “เช่นนั้น เจ้าจงเร่งไปทำการตามนี้อย่าได้ช้า

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้าขุนราชเดโชถวายบังคมน้อมรับพระบัญชา

ขุนราชเสนา” จอมคนทรงหันมาหาแม่ทัพใหญ่ “สั่งการให้ม้าเร็ว เร่งนำท้องตราไปแจ้งแก่หัวเมืองทั้งปวง ให้ส่งไพร่พลมาสมทบกับทัพหลวง แลให้คนถือสาส์นขึ้นไปไชยนาทแจ้งแก่พระราเมศวรให้กลับมาพระนคร ข้าจักให้ลูกข้าอยู่รักษากรุง หลังจากที่ข้ายกทัพไปแล้ว

อีกฝ่ายพนมมือยกขึ้นถวายบังคม รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า

*******************

ยามค่ำ ภายในคุ้มหลวงของนครน่าน พญาแก่นท้าวทรงเรียกท้าวผาแสงมาพบ เพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญเป็นการลับ

เจ้าลุงแน่ใจฤาว่าจักทำดังนั้นท้าวผาแสงทูลถามหลังทรงทราบว่าพญาแก่นท้าวทรงตกลงพระทัยที่จะทำตามข้อเสนอของอโยธยา

อีกฝ่ายผงกเศียร หามียามใดเหมาะกว่านี้แล้วไม่ หรือสูใคร่ขุดเกลือส่งส่วยโยนก จนชั่วลูกชั่วหลานท้ายประโยค พญาแก่นท้าวตรัสถามพระนัดดาด้วยพระเสียงเข้ม

นับแต่นครน่านตกเป็นเมืองขึ้นเชียงใหม่ พญาติโลกราชก็ทรงมีพระบัญชาให้เมืองน่านส่งเกลือสินเธาว์ให้เชียงใหม่เป็นจำนวนมากทุกปี เนื่องจากเมืองน่านนั้นมีบ่อเกลือคุณภาพสูง(1) จึงเป็นที่ต้องการของเมืองต่างๆในล้านนา

เมื่อได้ยินสุรเสียงเช่นนั้น ท้าวผาแสงก็ก้มพักตร์ลง ข้าเจ้าหาได้คิดเช่นนั้นไม่

เช่นนั้นก็ดีเจ้านครน่านทรงแย้มสรวลเล็กน้อย คืนนี้ สูจงให้คนถือหนังสือเร่งไปแจ้งพญาสุโขทัยว่า เราจักรับข้อเสนออันเขาส่งมา แม้นทัพใต้ยกขึ้นมาติดเวียงพิงค์เมื่อใด เวียงน่านจักยกพลศึกไปเข้าด้วย”

แต่ยามนี้ เชียงใหม่คอยจับตาอยู่ หากเห็นเราเรียกเกณฑ์คน เขาอาจระแวงสงสัยเอาได้

เรื่องนี้ข้าคิดไว้แล้ว หากทางเชียงใหม่เกิดระแวงสงสัย ก็อ้างไปว่า เราได้ข่าว ชาวแกวกำลังเตรียมพลยกมาติดเวียงน่าน จึงต้องเตรียมคนไว้รับศึก

ท้าวผาแสงไม่สบายพระทัย หากแจ้งไปดังนั้น แล้วเชียงใหม่ส่งทัพมาช่วย มิทำให้เสียแผนฝ่ายเราหรือ

สูหาต้องกลัวไม่ แม้ทัพโยนกยกมา ข้าก็มีแผนรับมือฝูงเขาไว้แล้วพญาแก่นท้าวตรัส ยามนี้ สูจงเร่งไปทำการดังที่ข้าสั่ง อย่าได้ช้า

ผู้เป็นพระนัดดารับคำสั่งด้วยท่าทางไม่สบายใจนัก..

ไม่นาน ข่าวเมืองน่านเกณฑ์พล ก็ล่วงรู้ไปถึงเชียงใหม่ พระมหาเทวีผู้สำเร็จราชการจึงให้ข้าหลวงไปยังเมืองน่านเพื่อสอบถามเรื่องนี้ พญาแก่นท้าวจึงตอบข้าหลวงเชียงใหม่ไปว่า ที่ตนต้องระดมไพร่พลก็เพราะได้ข่าวว่ากองทัพเวียตนามจะยกมาตีเมืองน่าน จึงต้องเตรียมการป้องกัน

ครั้นเมื่อพระมหาเทวีผู้สำเร็จราชการเชียงใหม่ทรงทราบเรื่อง จึงทรงมีบัญชาให้หมื่นแพง เจ้าเมืองพะเยาคุมไพร่พลห้าพันยกไปช่วยเมืองน่านรับศึกเวียตนาม

**************

ยามบ่าย ที่ค่ายทหาร ทุ่งลุมพลี  ไพร่พลหลายหมื่นจากหัวเมืองรอบนอกของพระนครได้ชุมนุมกันอย่างคับคั่ง ปืนใหญ่จำนวนมากตั้งเรียงราย ทั้งยังมีช้างศึกนับร้อยและม้าศึกอีกนับพันจนทำให้บริเวณค่ายที่กว้างขวาง แลดูแคบลงถนัดตา เหล่าทหารบ้างพักผ่อนตามกระโจม บ้างก็จับกลุ่มกันซ้อมเพลงอาวุธในลานฝึก

เทพกับแสนในเครื่องแต่งกายรัดกุมแต่ไม่ได้สวมเกราะ ยืนคุยกันพลางดูการซ้อมอาวุธของพวกไพร่พลอยู่ข้างลานฝึก หัวข้อที่คุยกันนั้น ก็ไม่พ้นเรื่อง สงครามครั้งใหม่กับล้านนา

ศึกนี้ พ่ออยู่หัวทรงโปรดฯให้เกณฑ์คนจากทั้งอโยธยาแลหัวเมืองโดยรอบจนหมด แลยังเกณฑ์เชลยขอมเข้าทัพอีก หากรวมกับรี้พลของสุโขทัยแล้ว อาจได้ถึงห้าหกหมื่น” เทพกล่าว

ทัพหลวงก็เยี่ยงนี้แล ไพร่พลย่อมมีมากเป็นธรรมดาแสนหยุดก่อนจะพูดต่อ มิรู้ว่าไปครานี้ จักได้กลับเมื่อใด

ฟังน้ำเสียงเจ้าคล้ายมีเรื่องวิตกกังวล นายทหารรุ่นพี่ตั้งข้อสังเกต หรือเจ้าเป็นกังวลกับการศึกครานี้

เรื่องการศึกนั้น ข้าหากังวลไม่ อีกฝ่ายตอบ  “ข้าเพียงเป็นห่วงจันทน์หอม ด้วยพักหลัง นางมิค่อยแข็งแรง เจ็บไข้อยู่บ่อยครั้ง หากข้ามิอยู่เสียคน จักไม่มีผู้ใดดูแล

บ่าวไพร่ออกเต็มเรือน ทั้งแม่ของเจ้ารึก็อยู่ด้วย ยังห่วงอันใดอีก

ถึงกระนั้น ในใจข้าก็ยังอดรู้สึกห่วงกังวลมิได้

เมียเจ้าช่างวาสนาดียิ่งนัก ที่มีผัวคอยรักคอยห่วงเช่นนี้นายทหารรุ่นพี่ว่า

แสนยิ้มเล็กน้อย อย่าว่าแต่ข้าเลย ข้ารู้นะว่าพี่ท่านก็เป็นห่วงแม่อุ่นเรือนแลเจ้าทองเหมือนกันนั่นแล

ก็เออน่ะสิอีกฝ่ายยอมรับ พลางนึกถึงบุตรชายของตน ก่อนจะถอนหายใจยาว เฮ่อ... ยามนี้ ข้าเข้าใจแล้วละว่า พวกทหารที่ออกรบโดยมีลูกเมียรออยู่ข้างหลังนั้น เขารู้สึกกันเช่นไร

*******************************

ยามค่ำ ในห้องเล็กของคุ้มหลวงนครน่าน พญาแก่นท้าว เจ้าเหนือหัวแห่งน่านทรงประทับอยู่บนตั่งโดยมีเพียงท้าวผาแสงที่เข้าเฝ้าอยู่

 เพลานี้ เราเกณฑ์คนรบได้หมื่นสอง ทั้งช้างม้าแลเครื่องศึกก็ได้เกือบครบจำนวนแล้ว” ท้าวผาแสงทูลรายงาน

ดีมากเจ้านครน่านทรงพยักพระพักตร์พอพระทัยแล้วข้าวปลาอาหารเล่า เก็บได้ครบหรือยัง

หากเกี่ยวข้าวรอบนี้แล้วเสร็จเมื่อใด ก็จักได้ตามจำนวนอันต้องการแล้ว

พญาแก่นท้าวทรงพระสรวล แถนฟ้าเป็นใจให้เวียงเราได้เป็นอิสระโดยแท้ จึงบันดาลให้ทุกสิ่งราบรื่นเช่นนี้

เจ้าลุง พระพักตร์ท้าวผาแสงไม่ค่อยดีนัก อีกไม่กี่วัน ทัพเชียงใหม่ก็จักมาถึงแล้ว สูคิดไว้แล้วหรือ ว่าจักทำเยี่ยงไร

มาถึงก็ดีเจ้านครน่านตรัสอย่างไม่กังวลพระทัยข้าจักขอแรงพวกเชียงใหม่ช่วยเกี่ยวข้าวให้เรา จากนั้น สูจักเห็นเองว่าข้าจะทำเช่นไรท้ายประโยค สุรเสียงของพญาแก่นท้าวแฝงด้วยความเหี้ยมเกรียม

เจ้าลุงคิดทำสิ่งใดกันแน่

สูมิต้องถามให้มากความ จงทำตามที่ข้าสั่งก็พอพญาแก่นท้าวทรงรับสั่งตัดบท ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าทูลถามอีก

**************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #423 yukai (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2556 / 18:34
    เรา ชนรุ่นหลัง รู้สึกหดหู่ใจ

    ที่คนไทย  ( ถึงแม้เวลานั้น ยังไม่ได้รวมชาติ)
    #423
    0
  2. #98 moonlightsonata (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 เมษายน 2554 / 23:05
    สวัสดีึค่ะ writer เข้ามาอ่านตามคำเชิญนะคะ จะบอกว่าชื่นชม writer มากค่ะ ที่เขียนประวัติศาสตร์แนวนี้ ข้อมูลแน่นมาก ตั้งแต่สงครามเก้าทัพแล้ว

    แต่ว่าเรื่องนี้ ขอพูดนิดนึงในฐานะคนอ่านนะคะ หวังว่า writer จะไม่โกรธนะคะ เนื่องจากตัวละครชื่อค่อนข้างไม่คุ้นหู แล้วเปิดเรื่องด้วยตัวละครหลายตัว เราอ่านแล้วก็เลยค่อนข้างสับสนนิดหนึ่งเหมือนกันค่ะ ต้องใช้สมาธิพอสมควรในการจำชื่อตัวละคร แล้วก็เรื่องอาณาจักรเม็งรายรึเปล่าคะ มันไม่คุ้นเท่าอยุธยา ถ้า writer ปูพื้นอะไรให้คนอ่านรู้เรื่องนิดนึงก็จะดีมากๆเลยค่ะ

    เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะเข้ามาอ่านต่อนะคะ ลงชื่อไว้ว่าอ่านถึงตอนนี้แล้ว
    #98
    0