ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 9 : สัญญาแห่งยุวราช(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 603
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 มี.ค. 62

…..เช้าวันรุ่งขึ้น กองทหารเชียงใหม่ก็ทยอยกันถอนกำลังออกจากค่ายที่ตั้งล้อมเมืองยอง โดยเคลื่อนขบวนอย่างเอิกเกริกตลอดทั้งวัน และก่อนพลบค่ำ ก็ไม่มีทหารเชียงใหม่เหลืออยู่ในค่ายอีก

ทางฝ่ายชาวยองนั้น ได้เฝ้าดูอยู่จนถึงวันที่สาม เมื่อทราบว่าทัพเชียงใหม่ถอยไปจากหุบเขาแล้ว จึงเปิดประตูเมืองและพากันกลับคืนบ้านเรือนเพื่อเร่งเตรียมการปลูกข้าวไร่ก่อนฤดูฝนจะมาเยือน

ทว่าในยามเช้ามืดของวันที่สี่ ท่ามกลางหมอกหนาที่โรยตัวอยู่ในหุบเขา ทหารม้าเชียงใหม่นับพันคนก็ปรากฏออกมาจากแนวป่าและเคลื่อนกำลังเข้าหาเมืองยอง

แท้จริงแล้ว การถอยของทัพเชียงใหม่เป็นกลศึกที่พญาติโลกราชทรงใช้ เพื่อลวงให้ชาวเมืองยองตายใจ โดยพระองค์ให้ทัพม้าและทหาราบส่วนหนึ่งซุ่มในป่า ส่วนกำลังที่เหลือแสร้งเดินทัพออกจากหุบเขา

การปรากฏของข้าศึกอย่างไม่คาดฝัน ทำให้ชาวยองตระหนกตกใจเสียขวัญ แย่งหนีเข้าเมืองจนโกลาหล ขณะทัพม้าเชียงใหม่ก็รุกมาติดๆ ก่อนจะบุกถึงประตูเมืองและฟาดฟันทหารที่เฝ้าประตู มินานทหารเชียงใหม่ก็เปิดประตูเมืองได้ ทัพยวนบุกเข้าเมืองดังน้ำบ่า ขณะที่นักรบชาวยองบ้างล้มตาย บ้างพ่ายหนีเอาตัวรอด

บนเนินนอกเมือง พญาติโลกราชประทับบนหลังม้าศึกสีดำพลางทอดพระเนตรการรบ โดยมีท้าวศรีบุญเรืองประทับบนหลังม้าสีน้ำตาลพร้อมกับขุนทัพจำนวนหนึ่งและทหารราชองครักษ์อีกร่วมร้อยขี่ม้ายืนอยู่รายรอบ

ทัพเราทุบเวียงได้แล้ว เจ้าพ่อท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นกองทัพเชียงใหม่บุกเข้าไปในเมือง

พ่ออยู่หัวเวียงพิงค์ทรงแย้มสรวลเล็กน้อยก่อนจะหันไปรับสั่งกับนายทัพผู้หนึ่งว่า หมื่นม้าแก้ว  จงให้คนไปป่าวร้องให้ทั่วเวียงว่า ทัพเราฆ่าฟันแต่คนถืออาวุธเท่านั้น หากผู้ใดใคร่รอดก็ให้วางดาบเสีย

อีกฝ่ายพนมมือขึ้นถวายบังคมรับ ก่อนควบม้าลงจากเนินไปทำการตามรับสั่ง

หลังหมื่นม้าแก้วไปแล้ว ท้าวศรีบุญเรืองได้กราบทูลกับพระบิดาว่า ข้าเจ้ามีข้อสงสัยอันหนึ่ง

สูสงสัยอันใด

เจ้าพ่อทราบได้เช่นใด ว่าจักทุบเวียงได้ในวันนี้

ยามใดคนเชื่อว่าภัยสิ้นแล้ว ยามนั้นแล ที่ภัยร้ายจักถึงตัวแต่โดยง่าย” จอมคนตรัส “อันชาวยองถูกทัพเราล้อมเวียงมานานนัก เมื่อเห็นเราเลิกทัพไป ย่อมคลายใจไม่ระวัง ครั้นเราเทคนเข้าต่อรบอีกครั้ง ไหนเลยจักทานไหว

ที่แท้ก็เป็นดังนี้เองเจ้าชายหนุ่มทรงอุทาน

การศึกนั้นหาใช้แต่กำลังไม่ หากต้องมีปัญญาด้วย จึงจักได้ชัย พญาติโลกราชรับสั่ง  

ท้าวศรีบุญเรืองยกมือขึ้นพนมจรดหน้าอก ข้าเจ้าจักจำคำสอนสั่งของเจ้าพ่อเอาไว้”

ดีแล้วพญาติโลกราชทรงรับสั่งสั้นๆ

           หลังตีเมืองยองได้แล้ว พญาติโลกราชได้ประทับอยู่ในเมืองหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นจึงเสด็จนำกองทัพพร้อมกับเชลยศึกนับพันและทรัพย์สินจำนวนมากกลับเชียงใหม่ ส่วนเมืองยองนั้น ทรงให้เจ้าเมืองและเหล่าขุนนางถวายสัตย์สาบานยอมเป็นประเทศราช จากนั้นจึงให้ดูแลเมืองต่อไป

 ทว่า เมื่อพญาติโลกราชเสด็จนำทัพเข้าเขตนครพิงค์ ก็มีข่าวมาว่า อาณาจักรศรีสัตตนาคนหุตล้านช้างหลวงพระบางส่งทัพมีพลหนึ่งหมื่นยกมาโจมตีเมืองน่านและแพร่อันอยู่ในขอบขัณฑสีมาของนครพิงค์เชียงใหม่

ล้านช้างโอหังนัก มันคงเห็นกูไปติดศึกไทยอง จึงถือโอกาสยกมาตีแดนเรา พญาติโลกราชรับสั่ง หลังทรงทราบข่าว

ไหว้สาพ่อเจ้าท้าวศรีบุญเรืองยอหัตถ์ใส่เกล้า “ศึกลาวนี้ ข้าเจ้าขออาสานำพลไปตีฝูงเขาให้แหลกย่อย

น้ำใจสูห้าวหาญนัก เจ้าเหนือหัวเชียงใหม่ทรงแย้มสรวลอย่างพอพระทัย “เช่นนั้นพ่อจักให้สูคุมพลศึกหกพันเป็นกองหน้าไปรบทัพล้านช้าง ส่วนพ่อจักนำทัพหนุนยกตามไป

ขอเจ้าพ่อวางใจท้าวศรีบุญเรืองพนมมือขึ้นถวายบังคม ข้าเจ้าจักทำการนี้ให้เต็มสามารถ

หลังจากที่ได้รับพระบัญชาแล้ว ท้าวศรีบุญเรืองก็เร่งยกทัพไปทันทีและขณะเมื่อทัพเชียงใหม่ยกไปใกล้ถึงยังเมืองน่านนั้น อุปนิกขิตของพระองค์ก็นำความมาแจ้งว่า กองทัพล้านช้างได้ยกข้ามแม่น้ำโขงมาแล้ว

เมื่อทรงทราบดังนั้น ท้าวศรีบุญเรืองจึงให้เมืองน่านจัดไพร่พลสองพัน เข้าเสริมทัพ จากนั้นจึงนำทัพไปซุ่มรอในป่าใหญ่อันเป็นชัยภูมิสำคัญระหว่างทางจากแม่น้ำโขงมายังเมืองน่าน โดยมิให้ข้าศึกได้รู้ตัว ครั้นเมื่อฝ่ายล้านช้างเดินทัพมาถึงยังที่ซึ่งทัพเชียงใหม่ดักรออยู่ ท้าวศรีบุญเรืองก็นำไพร่พลเข้าโจมตีอย่างดุเดือด ข้างฝ่ายข้าศึกไม่ทันตั้งตัว จึงไม่อาจต้านทานได้ หลังจากรบพุ่งกันได้วันเดียว กองทัพล้านช้างก็แตกพ่ายยับเยินและล่าถอยกลับไป

เมื่อพญาติโลกราชเสด็จนำทัพหลวงมาถึงเมืองน่าน ก็ทรงทราบว่าพระราชโอรสได้รับชัยชนะเหนือทัพล้านช้างแล้ว องค์เหนือหัวแห่งเวียงพิงค์ทรงโสมนัสพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงโปรดให้ท้าวศรีบุญเรือง ไปครองเมืองเชียงรายเพื่อเป็นรางวัลที่ชนะศึก

***************************

หลังสงครามปราบกบฎขอมที่จตุมุขผ่านไปได้ประมาณสองปี ราชอาณาจักรอโยธยาก็ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นสองเหตุการณ์ โดยเหตุการณ์แรกคือ สมเด็จพระนครอินทร์ ผู้ครองพระนครศรียโศธรปุระได้ประชวรและสิ้นพระชนม์ลง พ่ออยู่หัวบรมราชาธิราชจึงทรงโปรดฯให้เจ้าพญาแพรกซึ่งเคยนำทัพไปช่วยปราบกบฏที่จตุมุข เสด็จไปครองเมืองพระนครแทน โดยพระราชทานเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงผู้หนึ่งให้เป็นชายาในตำแหน่งท้าวอินทรสตรี

ไม่กี่เดือนต่อมา พระมหาธรรมราชาบรมปาล เจ้าผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือก็ได้สิ้นพระชนม์ลง พ่ออยู่หัวจึงทรงมีพระบัญชาให้พระราเมศวร โอรสของพระองค์ซึ่งเวลานี้ มีพระชนมายุได้สิบห้าชันษาและเพิ่งเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงจากราชวงศ์พระร่วงได้ไม่ถึงเดือน ขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาอุปราชและโปรดฯให้ไปครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ

เจ้าเคืองโกรธด้วยเรื่องใด หลายวันนี้ จึงเย็นชากับข้า เสมือนมิใช่สหายกันพระราเมศวรตรัสถามพระยุทธิษเฐียรในเช้าวันหนึ่งขณะที่ทั้งสองอยู่ในเรือที่ล่องไปตามลำน้ำน่าน เพื่อชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำ

หม่อมฉันจักถือสิทธิ์อันใดไปเคืองโกรธพระองค์ โดยเฉพาะยามนี้ ทรงเป็นถึงพระมหาอุปราชครองเมืองสองแควอีกฝ่ายว่าพร้อมกับหันมองไปนอกลำเรือ

ข้าเข้าใจแล้วเจ้าวังหน้าอโยธยาพยักพระพักตร์ เจ้าคงมิพอใจที่ข้าได้ครองสองแคว แทนที่จะเป็นเจ้าใช่หรือไม่

พระองค์ทรงเป็นพระมหาอุปราช เป็นหน่อเนื้อกษัตราธิราช ย่อมมีทั้งศักดิ์แลสิทธิ์เหนือกว่าเชื้อสายพญาเมืองขึ้นเช่นหม่อมฉัน ไหนเลยหม่อมฉันจักกล้าคิดเช่นนั้น พระยุทธิษเฐียรตรัสตอบโดยไม่หันกลับมา

มิต้องประชดประชันพระราเมศวรทรงถอนพระทัย ข้ารู้ว่า เดิมสองแควเป็นของพ่อเจ้า เมื่อท่านสิ้นลง เจ้าก็ควรได้ครองต่อ ข้าเองก็มิเคยคิดแย่งตำแหน่งนี้ หากแต่เป็นพระบัญชา จึงมิอาจขัดได้

หม่อมฉันทราบดีว่าผู้ใดเล่าจักขัดพระบัญชาได้น้ำเสียงอีกฝ่ายแฝงความน้อยใจ

เจ้าชายหนุ่มแห่งอโยธยาทรงมองพระสหายอย่างไม่สบายพระทัย “จักให้ข้าทำเช่นใด เจ้าจึงหายขัดเคือง

คนเช่นหม่อมฉันมีหรือ จักกล้าไปโกรธเคืองพระมหาอุปราช

เอาเถิด เช่นนั่น ข้าจักขอให้คำมั่นแก่เจ้า วันใดที่ข้าได้ขึ้นครองราชย์แล้วไซร้ ข้าจักให้เจ้าเป็นมหาอุปราชปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง พระราเมศวรตรัสบอก

พระยุทธิษเฐียรทรงหันกลับมา หรี่เนตรลงเล็กน้อย ทรงแน่พระทัยหรือ

เจ้ามิเชื่อมั่นในคำพูดของข้าหรือเจ้าวังหน้าอโยธยาทรงมองพระสหายอย่างจริงจัง

เจ้าชายหนุ่มแห่งวงศ์พระร่วงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนทรงพยักหน้า หม่อมฉันเชื่อ

พระราเมศวรทรงแย้มพระสรวลพร้อมกับทรงตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ ครานี้ เจ้าคงเลิกขุ่นข้องหมองใจเสียทีนะ

อีกฝ่ายทรงมองพระมหาอุปราชพระองค์ใหม่ก่อนจะยิ้มรับ

*********************

ยามบ่าย ที่แคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้เรือนของแสนซึ่งได้เลื่อนยศเป็นหมื่นอินทรัตน์ ตั้งแต่กลับจากสงครามปราบกบฏที่จตุมุข ผู้เป็นเจ้าของบ้านกำลังนั่งดื่มเหล้ากับสหายรุ่นพี่ที่ได้เลื่อนยศพร้อมกัน ทั้งสองดื่มพลางคุยกันอย่างออกรส ส่วนในลานดินใกล้ๆ สินเมือง บุตรชายของเจ้าบ้าน กำลังนั่งเล่นอยู่กับบ่าวหญิงสองคนที่เป็นพี่เลี้ยง โดยมีจันทน์หอม ผู้เป็นมารดานั่งดูอยู่บนแคร่อีกตัว

คิดๆแล้ว นับว่าข้าโชคยังดี ที่มิได้ขึ้นสังกัดวังหน้า หาไม่ คงต้องย้ายครัวตามเสด็จพระมหาอุปราชไปอยู่สองแควเป็นแน่ เทพ หรือที่ยามนี้ได้เลื่อนเป็นหมื่นฤทธิ์โยธากล่าว ก่อนยกจอกสุราขึ้นดื่ม

นั่นสิแสนพยักหน้า หากพี่ท่านมิอยู่ ข้าคงเหงามิใช่น้อย ด้วยขาดสหายร่วมดื่มที่รู้ใจ

เทพหัวเราะเบาๆก่อนพูดว่า พี่สงสัยนัก ว่าเหตุใด พ่ออยู่หัวจึงทรงให้สมเด็จวังหน้าย้ายไปประทับยังสองแคว

ก็หาใช่เรื่องแปลกอันใดนี่พี่ท่าน ด้วยว่า ก่อนพ่ออยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็เคยประทับยังสองแควมาก่อนชายหนุ่มออกความเห็น การอันพ่ออยู่หัวทรงโปรดฯให้สมเด็จวังหน้าไปประทับที่นั่น คงเพื่อให้เจ้าเมืองแลขุนนางของหัวเมืองฝ่ายเหนือมีความจงรักภักดีต่ออโยธยา

ก็คงจะเป็นเช่นที่เจ้าว่ามานั่นแล อีกฝ่ายพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนหันไปมองดูเด็กชาย พร้อมกับเปลี่ยนเรื่องคุย นี่เจ้าสินเมืองก็จวนสามขวบแล้ว ไม่นานคงให้เริ่มฝึกมวยได้แล้วกระมัง

ยังดอกแสนส่ายหน้า “จันทน์หอมหวงลูกนัก คงต้องให้เจ้าหนูอายุสักห้าหกขวบนั่นแล นางจึงยอมให้ฝึกได้

เป็นลูกโทน แม่ก็หวงเช่นนี้แลนายทหารรุ่นพี่ว่า ที่จริง เจ้าน่าจะมีน้องให้เจ้าสินเมืองสักคน จักได้เป็นเพื่อนกัน

ยามนี้ ก็มีเจ้าทอง ลูกของพี่ เป็นเพื่อนเจ้าสินเมืองอยู่แล้วนี่หนา แสนกล่าวยิ้มๆ ด้วยหลังกลับจากจตุมุขได้เดือนเศษ สหายรุ่นพี่ของเขาก็ได้แต่งงานกับแม่หญิงอุ่นเรือน ธิดาหมื่นวิชิต และปีต่อมา ทั้งสองก็มีบุตรชายหนึ่งคน ชื่อ ทอง

ก็ใช่อยู่ เทพพูด “แต่ที่ข้าบอกนั้น หมายถึงให้เจ้ามีลูกอีกคนต่างหาก

นับแต่คลอดสินเมืองแล้ว จันทน์หอมก็ไม่ค่อยแข็งแรง ข้าจึงไม่อยากให้นางต้องลำบากอีก

ถ้าอย่างนั้น ก็หาเมียอีกสักคนสิ จะได้มีลูกเพิ่มสักคนสองคน

เบาๆสิ พี่ท่าน ประเดี๋ยวเมียข้าได้ยิน ก็บ้านแตกเท่านั้น

อีกฝ่ายหัวเราะมิรู้มาก่อนว่าเจ้ากลัวเมียด้วย

ข้ามิได้กลัว หากมิอยากทำนางเสียใจเท่านั้นแสนพูดน้ำเสียงจริงจัง ขณะอีกฝ่ายยังยิ้มขำ

*************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #539 jsoc (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 13:14
    มีลูกแล้ว ดีๆ
    #539
    0
  2. #464 Abvsolute (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กันยายน 2556 / 22:03
    เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ อ่านมาแล้วชอบเรื่องนี้มากค่ะทั้งภาษาและการที่เอามาโยงกับประวัติศาสตร์ สนุกที่ได้ร่วมนึกภาพตามว่าอะไรมันอยู่ตรงไหนมากค่ะ ตั้งแต่เปิดมาอ่านก็อ่านรวดยาวแบบหยุดไม่ลง ยิ่งอ่านไปถึงบทที่ 8 พูดถึงแม่น้ำมารวมกันแล้วแยกออกเป็น 4 สายที่ผู้เขียนใช้คำว่าจัตุรมุข อยากเห็นเลยไปถามอากู๋ แต่หาไม่เจอด้วยคำว่าจัตุรมุข ลองหาข้อมูลเพิ่มขึ้นถึงเห็นว่าเค้าเรียกตรงนั้นว่า จตุมุขค่ะ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=488086 แต่ทั้งนี้เราเองก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้ลึกซึ้งเลยขออนุญาตส่งข้อมูลมาให้ผู้เขียนพิจารณาดูนะคะ
    #464
    0
  3. #422 yukai (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2556 / 17:48
    อ้าวๆๆๆ  สอนดีจริงเชียวพี่เทพ
    #422
    0
  4. #261 พ่อมดอนุบาล (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2555 / 02:30
    ง่า...เป็นอย่างนี้เองเรานึกอยู่ตลอดว่าท้าวลกนี่เลวจริง ชิงเมืองพ่อ
    #261
    0