คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย Another Christmas [GGAD]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้





 

“คนเรามีถุงเท้าได้ไม่รู้จักพอหรอกรู้ไหม” ดัมเบิลดอร์บอก “คริสต์มาสผ่านมาอีกปี แล้วก็ผ่านไป 

แต่ฉันยังไม่มีถุงเท้าขนสัตว์สักคู่ ใครๆ ก็เอาแต่หนังสือให้ฉัน”


อัลบัส ดัมเบิลดอร์ — แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ น. 261


????? ? ??? ???
? ?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 ธ.ค. 61 / 23:26


Another Christmas

[Gellert G. / Albus D.]

By Palmetto

 


1.

 


25 December 1994

 

          คืนวันคริสมาสต์ของฮอกวอตส์ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะคืนนี้เป็นงานเลี้ยงเต้นรำเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสามโรงเรียนในงานประลองเวทไตรภาคีซึ่งฮอกวอตส์รับบทเจ้าภาพ

         

          โดยปกติแล้ว คืนวันคริสมาสต์ของฮอกวอตส์แม้จะอบอุ่นแต่ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยเหล่านักเรียนและคณาจารย์เต็มห้องโถงแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากโบซ์บาตงและเดิร์มสแตรงก์ ต้องยอมรับทีเดียวว่าชุดคลุมสีแดงเลือดของเหล่านักเรียนชายเดิร์มสแตรงก์นั้นดูแปลกตายิ่งนักในความรู้สึกของคนมอง หากเฉดสีแดงเหล่านั้นก็ดูอบอุ่นอยู่ในที เช่นเดียวกับภาษาฝรั่งเศสของเหล่านักเรียนชายหญิงจากโบซ์บาตงยามพูดคุยกันเองนั้นก็คล้ายเสียงดนตรีที่มีจังหวะจะโคนน่าฟัง

 

          ห้องโถงใหญ่ปกคลุมไปด้วยละอองสีเงินทอประกายจับตา ช่อมิสเซิลโทและไอวี่พาดผ่านเพดานสีดำซึ่งมีดวงดาวระยิบระยับ ผ้าม่านสีเงินยวงห้อยพลิ้วอยู่ระหว่างช่วงเสาเสริมให้บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ดูสวยชวนฝันรับกับต้นคริสมาสต์ที่ตั้งอยู่ในห้อง [*]

 

       อัลบัส ดัมเบิลดอร์มองภาพบรรดานักเรียนทั้งสามโรงเรียนที่ดื่มกินและหัวเราะพูดคุยกันอย่างออกรส พลังของความเยาว์วัยสดใสช่วยปลอบประโลมจิตใจคนแก่อย่างเขาให้สดชื่นขึ้นมาหลายขุมทีเดียว หรืออย่างน้อยการได้ทอดตามองภาพที่แสนแช่มชื่นตรงหน้าก็ยังช่วยทำให้เขาผ่อนคลายได้จากบทสนทนาอันน่าเบื่อของไอกอร์ คาร์คารอฟระหว่างมื้ออาหารลงไปได้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

 

          “ตัวผมไม่เคยคิดที่จะอวดอ้างว่ารู้ความลับทุกเรื่องของฮอกวอตส์เลยไอกอร์”[*]

 

          นี่เป็นประโยคที่เขากล่าวกับอาจารย์ใหญ่จากเดิร์มสแตรงก์ผู้ซึ่งเอ่ยขัดไม่ให้นักเรียนของตัวเองเล่าเรื่องปราสาทอันเสี่ยงต่อจะเป็นการเปิดเผยความลับที่ตั้งของโรงเรียนออกไปให้นักเรียนจากโรงเรียนอื่นคาดเดาได้

 

          “อย่างเช่นเมื่อเช้านี้ ผมเลี้ยวผิดตอนไปห้องน้ำ แล้วเลยเข้าไปอยู่ในห้องที่ได้สัดส่วนสวยงามที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ในห้องยังมีกระโถนแบบต่างๆ ที่น่าทึ่งด้วย พอผมจะย้อนกลับไปสำรวจดูให้ละเอียดก็พบว่าห้องนั้นหายไปแล้ว แต่ผมก็จะคอยมองหา เป็นไปได้ว่าจะเข้าไปในห้องนั้นได้ก็แต่เฉพาะเวลาตีห้าครึ่ง หรือมันอาจจะปรากฏให้เห็นก็แต่ตอนขึ้นสี่ค่ำเท่านั้น... หรือเวลาที่ผู้ตามหาห้องนี้มีกระเพาะปัสสาวะเต็มล้นเป็นพิเศษ” [*]

         

          เขาลอบขยิบตาให้แฮร์รี่ที่หัวเราะพรืดออกมากับจานของเจ้าตัวหลังจากที่ได้ยินเขาจงใจเล่าเรื่องห้องน้ำลับที่พบเจอเมื่อเช้านี้ให้คาร์คารอฟฟังเป็นการเบี่ยงประเด็นสนทนาให้มันไม่น่าเบื่อเกินไปนัก

 

          จนเมื่อมื้ออาหารอันแสนน่าประทับใจเสร็จสิ้น ร่างผอมสูงของดัมเบิลดอร์ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เป็นสัญญาณให้คนอื่นๆ ในห้องลุกตาม ไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์ในมือถูกโบกทำให้บรรดาโต๊ะรับประทานอาหารลอยไปชิดติดผนัง เขาโบกไม้อีกครั้งหนึ่ง เวทียกพื้นปรากฏขึ้นพร้อมกับเครื่องดนตรีครบชุด และ เดอะเวียร์ดซิสเตอร์ ผู้บรรเลงเพลงในงานครั้งนี้จึงเดินขึ้นบนเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่เชียร์จากบรรดานักเรียน

 

          อัลบัส ดัมเบิลดอร์เก็บไม้กายสิทธิ์ไว้ในเสื้อคลุมยาวสีเงินวิจิตรไว้เช่นเดิม เสียงดนตรีทำนองจังหวะช้าและหวานซึ้งเริ่มบรรเลงเป็นเพลงแรก เหล่าตัวแทนจากทั้งสามโรงเรียนก้าวออกมายังฟลอร์เต้นรำพร้อมกับคู่เต้นของตนเอง อัลบัสลอบนึกขำอย่างเอื้อเอ็นดูอยู่ในใจตอนเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของแฮร์รี่ที่ดูเก้กังเหลือเกินตอนอยู่บนฟลอร์เต้นรำกับมิสปาราวตี

 

          จนเมื่อเพลงดำเนินไปได้อีกนิดหน่อยเขาจึงได้ผายมือเชื้อเชิญมาดามมักซีม อาจารย์ใหญ่โบซ์บาตงมาเป็นคู่เต้นรำ ซึ่งพวกเขาเป็นคู่แรกๆ บนฟลอร์ถัดจากบรรดาตัวแทนโรงเรียน ต้องยอมรับทีเดียวว่าการแหงนคอมองเธอค่อนข้างฝืนสังขารตนเองที่สูงแค่ระดับอกของเธอไม่น้อย หากมาดามก็สามารถเต้นรำได้อย่างงดงามหมดจด ตอนนี้บนฟลอร์เต้นมีบรรดานักเรียนเข้ามาร่วมเต้นรำเยอะแล้ว เสียงดนตรีค่อยๆ เปลี่ยนจากจังหวะหวานซึ้งมาเป็นเพลงวอลซ์ เขาเปลี่ยนคู่เต้นจากมาดามมักซีมมาเป็นศาสตราจารย์มักกอนนากัล

         

          “อ้า—  เสื้อคลุมตัวนี้ฉันไม่ได้เห็นคุณใส่นานแล้วนะนี่ อัลบัส”

 

          เธอเอ่ยทักขณะก้าวเท้าตามจังหวะเพลงอย่างคล่องแคล่วปราดเปรียว สีหน้าเธอดูแช่มชื่นเป็นพิเศษในชุดสีแดงลายสก็อตสวยสด

 

          “ผมเก็บไว้ใส่ออกงานสำคัญเหมือนอย่างชุดสวยของคุณวันนี้ไงล่ะมิเนอร์วา เอ้า! หมุนตัวอีกที”

 

          เขาพูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริงและช่วยประคองแผ่นหลังของเพื่อนร่วมงานระหว่างที่เธอหมุนตัวอีกรอบ ครู่ต่อมาเขาเปลี่ยนคู่เต้นมาเป็นศาสตราจารย์สเปราต์ ร่างอวบท้วมของเธอเคลื่อนไหวตามเพลงได้อย่างกระฉับกระเฉงและเป็นคู่สนทนาที่ดีเยี่ยมในเรื่องพืชแปลกๆ ชนิดต่างๆ รอบโลก และเมื่อเพลงบรรเลงวอลซ์จบลง เขาโค้งศีรษะให้กับศาตราจารย์ซินิสตราผู้ซึ่งเป็นคู่เต้นคนสุดท้าย

 

          ตอนนี้ เดอะเวียร์ดซิสเตอร์ กำลังเริ่มลองเสียงบรรดาเครื่องดนตรีกับไมโครโฟนที่จะใช้ในเพลงถัดไปอีกไม่กี่อึดใจนี้ และมันเป็นเพลงสำหรับเหล่าพ่อมดแม่มดวัยรุ่นที่พร้อมจะกระโดดโลดเต้นและกรีดร้องไปด้วยอย่างเมามันส์ในอารมณ์ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่เพลงสำหรับ คนสูงอายุ อย่างเช่นเขาและศาสตราจารย์ท่านอื่นๆ เลย

 

          “เอาล่ะ เห็นทีคงได้เวลาปล่อยห้องโถงให้เป็นพื้นที่ของวัยรุ่นแล้ว”

 

          เขาเปรยกลั้วขำ โบกไม้กายสิทธิ์ในมือให้แสงไฟที่ประดับประดาตามผนังลดหรี่ลงเล็กน้อยและเปลี่ยนดวงดาวที่ส่องประกายวิบวับด้านบนให้เป็นฝนดาวตกพร่างพราย เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสียงกลองตีดังกระหึ่มพร้อมด้วยเสียงกีต้าร์กรีดโหยหวนอันเป็นเอกลักษณ์ของวง เดอะเวียร์ดซิสเตอร์ เริ่มบรรเลง

 

          ศาสตราจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์เดินออกมาจากห้องโถงพร้อมกับอาจารย์ท่านอื่นๆ มิเนอร์วาและฟลิตวิกเดินขึ้นบันไดมาด้วยกันกับเขา ส่วนมาดามมักซีมนั้นเดินคู่ออกไปกับแฮกริด พวกเขาสามคนเดินสวนกับเหล่านักเรียนฮอกวอตส์ที่เคียงคู่ไปกับเพื่อนๆ จากโบซ์บาตงบ้าง เดิร์มสแตรงก์บ้างประปรายตามทาง

 

          “เห็นได้ชัดว่างานเลี้ยงเต้นรำช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้ดีจริงๆ! นึกดูสิ วันแรกที่พวกโบซ์บาตงมาถึงยังย่นจมูกใส่ปราสาทเราอยู่เลย”

 

          ศาสตราจารย์ฟลิตวิกพูดเสียงแหลมเล็กกลั้วขำ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลหัวเราะกิ๊ก เธอหน้าแดงนิดๆ เพราะเหล้าที่ดื่มไปเมื่อครู่หลายต่อหลายแก้วหากยังคงเดินตัวตรงได้อย่างสง่างามแม้หมวกจะเอียงกะเทเร่ไปเล็กน้อยจนแทบจะไม่ผิดสังเกตก็ตามที

 

          “ฉันได้ยินพวกเด็กจากเดิร์มสแตรงก์บ่นว่าถ้าคาร์คารอฟไม่ออกกฎเด็ดขาดให้พวกเขา ต้องพักในเรือเท่านั้น ล่ะก็คงมีความสุขมากกว่านี้ทีเดียว ฉันว่าปราสาทของเรากว้างขวางห้องหับเยอะแยะจะแบ่งให้เด็กพวกนั้นมาใช้หน่อยก็ไม่เสียหาย คุณว่าไหมอัลบัส”

 

          ฤทธิ์เหล้าทำให้เธอพูดเยอะกว่าปกติ อัลบัสหัวเราะในลำคอพลางโคลงศีรษะเล็กน้อย

 

        “ไอกอร์คงมีเหตุผลในใจของเขานั่นล่ะ อีกอย่าง ผมว่าการนอนในเรือแล้วได้ยินเสียงครวญเพลงของชาวบาดาลไปด้วยก็น่าพิสมัยทีเดียว มันอาจช่วยให้ผ่อนคลายหลับสบายมากขึ้น อ้อ พวกเขาเคยชวนให้ผมลงไปเยี่ยมชมวังใต้บาดาลด้วยกันตั้งนานมาแล้ว แต่ผมก็ไม่มีเวลาลงไปสักที น่าเสียดายจริงๆ”

 

           มิเนอร์วาและฟลิตวิกลอบสบตากันสั้นๆ หลังจากเขาเล่าจบ พวกเขากล่าวแยกย้ายกันด้วยประโยคเมอร์รี่คริสต์มาสเมื่อถึงรูปปั้นอินทรีที่ทางเข้าห้องพักอาจารย์ใหญ่ อินทรีสยายปีกรับให้เขาก้าวขึ้นบันไดกลโดยอัตโนมัติไปยังห้องพักรูปทรงกลมด้านบน บรรดาอาจารย์ใหญ่รุ่นก่อนส่วนมากหายไปจากรูปภาพที่ติดไว้ทั่วผนังห้อง ซึ่งตอนนี้หลายรูปเหลือเพียงกรอบรูปสีดำเปล่าๆ ภายในห้องเคล้าไปด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยจากเครื่องมือเครื่องกลน้อยใหญ่ที่ทำงานอยู่ กล่อมไม่ให้ห้องพักอาจารย์ใหญ่แห่งนี้เงียบเหงาจนเกินไปนัก

 

          ร่างผอมสูงของอัลบัสเดินอย่างไม่เร่งรีบมายังโต๊ะทำงาน ฟ็อกซ์ส่งเสียงร้องในลำคอเบาๆ ขณะกะพริบตามองเจ้าของ

 

          “อ้า— ว่ายังไงเพื่อนยาก คริสต์มาสผ่านมาอีกปีแล้วสินะ”

 

          อัลบัสเอ่ยทักสัตว์เลี้ยงตนเอง ข้อนิ้วผอมของเขาเอื้อมไปเกลี่ยขนสีแดงเพลิงสวยสดของนกฟินิกซ์ ฟ็อกซ์ร้องครือพลางขยับปีกเล็กน้อยและใช้จงอยปากงับนิ้วเขาเบาๆ อย่างรักใคร่ เขาผละมือออกก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้พนักสูงอย่างได้ผ่อนคลายตัวเองเป็นครั้งแรกของวัน

 

          นัยน์ตาสีฟ้าคมกล้าหลังเลนส์แว่นไม่ได้ทอดสายตาไปทางไหนเป็นพิเศษนอกจากกลุ่มเครื่องถักนิตติ้งกับนิตยสารสอนถักนิตติ้งเล่มบางอีกสี่ห้าเล่มที่ซื้อมาจากโลกมักเกิ้ลเมื่อหลายเดือนก่อนหน้า ข้างๆ นั้นเป็นถุงมือคู่หนาสีเหลืองสดใสถักลวดลายง่ายๆ ที่เขาลองถักเองโดย ไม่ใช้ เวทมนตร์ และก็ค่อนข้างทำออกมาได้น่าประทับใจทีเดียวสำหรับครั้งแรก

 

          “คริสต์มาส... อา— คริสต์มาส”

 

          เสียงเบาหวิวปรารภอยู่เพียงในลำคอ เปลือกตาบางหลับลงพลางสูดลมหายใจเข้าออก อัลบัสลูบเครายาวของตนเองอย่างแผ่วเบาแช่มช้า ประโยคที่กล่าวกับฟ็อกซ์เมื่อครู่วาบเข้ามาในสมอง คริสต์มาสผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เป็นอีกปีแล้วที่มันกำลังจะผ่านไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

          อัลบัสจำไม่ได้ว่าเขาฉลองคริสต์มาสโดยไม่ได้อยู่กับคนในครอบครัวมากี่ปีแล้ว เพราะครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่นั้น... อาเบอร์ฟอร์ธคงต้องการที่จะฉลองคริสต์มาสกับรูปภาพของพ่อแม่และแอรีอานนาน้องสาวมากกว่าที่จะต้องมาร่วมโต๊ะอย่างกระอักกระอ่วนกับเขา

 

          แต่ถึงอย่างไรการที่คนแก่อย่างเขาต้องมาอยู่คนเดียวในคืนวันคริสต์มาสเช่นนี้มันออกจะเหงาและโหดร้ายเกินไปหน่อย อัลบัสไม่สามารถปฏิเสธตัวเองได้ว่าหลายครั้งทีเดียวที่ความเหงาจับใจก็แผ้วผานเข้ามาในความรู้สึกเช่นกันแม้มันจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยเกินกว่าจะใส่ใจ แน่นอนล่ะ เขาควรจะใส่ใจเรื่องอื่นมากกว่าที่จะมานั่งเหงาเศร้าซึมอยู่คนเดียวแบบนี้


          มันมีเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตของแฮร์รี่และโลกผู้วิเศษซึ่งกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายให้ใส่ใจมากกว่า วันคริสต์มาสที่เหงาหงอย ของอัลบัส ดัมเบิลดอร์

 


          แต่จะว่าไป... ปีนี้ก็หนาวกว่าปกตินิดหน่อย

 

          เรื่องอื่นโผล่เข้ามาในความคิดอีกครั้ง อัลบัสพยายามที่จะนึกหาเรื่องอื่นมาเบี่ยงความสนใจตัวเอง ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่สำเร็จ

 

          ที่นูร์เมนการ์ดจะหนาวขนาดไหนหนอ—?

         

          จนถึงตอนนี้ อัลบัสไม่สามารถสงบใจตัวเองได้อีกต่อไป ร่างผอมสูงของชายชราลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็วเสียจนฟ็อกซ์ที่กำลังไซ้ปีกอยู่เงยหน้ามามอง เขาเดินจงกรมวนไปวนมาและเอามือไพล่หลังไปด้วย บางคราวก็เหลือบตาไปมองถุงมือสีเหลืองมัสตาร์ดที่รู้สึกจะเรียกร้องความสนใจจากเขาเป็นพิเศษอยู่บ่อยครั้ง

         

          แน่นอนว่าอัลบัสรู้ตัวดีว่าตนกำลังทำตัวไม่สมกับอายุ และเหมือนกับว่าตนเองย้อนกลับไปเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปดเมื่อนึกถึง คนที่อยู่นูร์เมนการ์ด ซึ่งแน่นอนอีกนั่นล่ะที่ความคิดนี้ไม่สมควรเกิดขึ้น เขากำลังนึกภาพของนักโทษหนึ่งเดียวของคุกนูร์เมนการ์ดที่อยู่ลำพังตัวคนเดียวในคืนวันคริสต์มาสต์

 

          เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์

 

        ชื่อนี้สำหรับใครหลายคนแล้วเป็นชื่อที่บ่งบอกถึงอันตรายรุนแรงเมื่อหลายทศวรรษก่อน หากแต่เมื่อลองเอ่ยในตอนนี้บางคนอาจสงสัยเสียด้วยซ้ำว่าคือชื่อของใคร เหมือนตลกร้ายที่ชื่อของ เจ้าแห่งศาสตร์มืดยุคก่อน ถูกชื่อของเจ้าแห่งศาสตร์มืดยุคนี้กลบชื่อเสียงไปเสียมิด

 

          แต่สำหรับอัลบัส ดัมเบิลดอร์แล้ว ชื่อของเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์เป็น อะไรที่มากกว่า ตำแหน่งเจ้าแห่งศาสตร์มืดยุคก่อนมากนัก

 

         เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมอุดมการณ์ เพื่อนรักที่แสนรู้ใจ ผู้ที่เท่าเทียมกัน ผู้ที่แค่สบตาก็ล่วงรู้ถึงความคิดในส่วนลึกสุดของจิตใจ เพื่อนที่สนิทกันมากกว่าพี่น้อง

 

          เพื่อน เป็นคำที่พวกเราใช้นิยามความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างกันเมื่อฤดูร้อนปี 1899 ที่ก็อดดริกส์ฮอลโล่ ความสัมพันธ์ที่ลุกโชติช่วงเหมือนเปลวไฟด้วยอุดมการณ์แรงกล้า ก่อนจะมอดดับลงอย่างรวดเร็วจนเรียกได้ว่าโหดร้ายด้วยโศกนาฏกรรมของครอบครัวดัมเบิลดอร์ จวบจนกระทั่งมาเจอกันอีกครั้งในฐานะ คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน แต่ต่อให้หลายปีผันผ่าน อัลบัสก็ยังคงตอบตัวเองได้อย่างชัดเจนอยู่ดีว่าเกลเลิร์ตเป็นมากกว่าทั้งเพื่อนและไม่อาจใช้คำว่าศัตรูมาอธิบายความสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยนหลังจากฤดูร้อนปีนั้นได้

 

          เขาใคร่ครวญกับตนเองเนิ่นนาน

 

          และราวกับคนที่ตัดสินใจได้เด็ดขาดแล้ว อัลบัส ดัมเบิลดอร์หยุดเดินจงกรมแล้วคว้าสิ่งของ สองสามอย่าง ใส่กระเป๋าที่ซ่อนอยู่ตามเสื้อคลุมและออกจากห้องทำงานไป รวดเร็วกระฉับกระเฉงราวพายุหมุน

 

          เหลือแต่ฟ็อกซ์ที่มองตามหลังผู้เป็นนายตาปริบก่อนจะส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อยพลางกลับไปไซ้ปีกตัวเองเช่นเดิม



2.

 


          การเป็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์มี สิทธิพิเศษ หลายอย่าง

 

          อย่างแรกคือ การที่สามารถหายตัวในบริเวณโรงเรียนได้ไม่ว่าจะอยู่ที่บริเวณไหน ทีแรกอัลบัสตั้งใจจะขึ้นไปที่หอดูดาว หากลองไตร่ตรองดูแล้วคงมีนักเรียนหลายคู่เลือกจะใช้ที่นั่นเป็นที่พบปะพูดคุยหลังจากเต้นรำกันเสร็จ ดังนั้นอาจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์จึงเลือกที่จะเดินไปยังริมระเบียงที่ร้างผู้คนที่ปีกปราสาทแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนโดยไม่จำเป็น

 

          อย่างที่สองคือ การมีกุญแจนำทางส่วนตัว ร่างผอมสูงในชุดกรุยกรายของดัมเบิลดอร์โผล่วับมาอยู่ตรงทางเข้าโรงเก็บไม้กวาดเก่าคร่ำคร่าแห่งหนึ่งไม่ไกลเพิงโหยหวนเท่าไหร่นัก ปุยหิมะขาวใต้ฝ่าเท้าหนาจนทิ้งรอยไว้ยามเดินผ่านอัลบัสเข้าไปด้านในและหยุดสายตาที่ไม้กวาดเก่าๆ ผุพังด้ามหนึ่งซึ่งตั้งพิงผนังไม้อยู่ มือเรียวผอมถือไม้กายสิทธิ์ชี้ไปยังไม้กวาดด้ามนั้นและเสกคาถาใส่มัน ก่อนที่จะเตรียมตัวพร้อมโดยการเก็บไม้กายสิทธิ์และจัดเสื้อคลุมให้เรียบร้อย

 

          อัลบัสแตะมือลงที่ไม้กวาดด้ามนั้น ร่างเขาถูกฉุดกระชากสู่ความว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงลมที่พัดหวีดหวิวข้างหู สีสันพร่าเลือนจากสีขาว เทา และดำผสมปนเปกัน จนสุดท้ายเนินผากว้างรกร้างแห่งหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา หิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาทั่วบริเวณเนินผากว้างแห่งนั้น เมฆหมอกหิมะขมุกขมัวเหนือท้องฟ้าสีเข้ม สิ่งปลูกสร้างหนึ่งเดียวในบริเวณนี้คือป้อมปราการทรงสูงตั้งตระหง่านอยู่ริมผาอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะที่ตกโปรยปราย ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง... คุกนูร์เมนการ์ด

 

          ชายชราในชุดคลุมสีเงินยาวกรุยกรายจนแทบจะกลืนเป็นสีเดียวกับหิมะเดินตรงไปยังป้อมปราการที่เงียบเหงา ป้ายหินตรงทางเข้าสลักตราของกรินเดลวัลด์เอาไว้ ตราที่อัลบัสคุ้นชินและเห็นจนเจนตาพร้อมกับคำกล่าวที่เขาจำได้ขึ้นใจ

 

          เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่

         

          “นั่นใคร!?

         

      เสียงแหบห้าวของผู้คุมคนหนึ่งของป้อมดังขึ้นจากด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าละจากแผ่นหินนั้นไปหาและส่งรอยยิ้มทักทายอย่างอารมณ์ดี

 

          “อ้า— สายัณห์สวัสดิ์วันคริสต์มาส!

 

          ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาเป็นใคร ท่าทีที่ถือไม้กายสิทธิ์เตรียมจู่โจมจึงลดลงเปลี่ยนมาเป็นงุนงงและพึมพำราวไม่เชื่อสายตาตัวเอง

 

          “ดัมเบิลดอร์? คุณมาที่นี่ทำไมครับนี่ ตอนนี้...—สี่ทุ่มแล้ว และเป็นวันคริสต์มาสด้วย”

 

          แม้ผู้คุมวัยกลางคนจะถามเช่นนั้นแต่ก็เปิดทางให้เขาเดินเข้าไปข้างในป้อมปราการที่อุ่นกว่าด้านนอกเพียงเล็กน้อย ในนี้เงียบจนน่าวังเวง ไร้สีสันและความอบอุ่น คบไฟถูกจุดแค่เท่าที่จำเป็น ไม่มีการตกแต่งอื่นใดบนผนังหินสีดำทะมึน เงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเขาสองคนที่เดินก้องสะท้อนจางๆ

 

          “ถูกต้องแล้วอย่างที่คุณพูด วันนี้วันคริสต์มาส— และผมหวังว่าสี่ทุ่มนี่จะยังไม่ดึกเกินไป...” เสียงพูดของเขาดังก้องไปยังเพดานสูงหลายชั้นด้านบนเหนือศีรษะ อัลบัสเงยหน้ามองความมืดจากด้านบนที่มีแสงสว่างเลือนรางเพียงน้อยนิดจากคบไฟที่ลุกโชนบางจุด  “สำหรับการเข้าเยี่ยมเพื่อนเก่า”

 

          ผู้คุมตรงหน้ามุ่นหัวคิ้วเข้าหากันอย่างแทนคำพูดว่าไม่เห็นด้วย เขาอ้าปากและหุบลงอยู่สองสามครั้งราวกับยังหาคำพูดมาชี้แจงไม่ได้ หากอัลบัสก็ยังรออย่างใจเย็นและมองสำรวจทางนั้นทางนี้ที

 

          มีไม่กี่คนที่รู้ว่าคุกแห่งนี้ไม่ต้องใช้ผู้คุมจำนวนมากในการดูแลนักโทษ กระทรวงเวทมนตร์ยุโรปพิจารณาแล้วถึงท่าทีที่ไม่มีความเสี่ยงจะแหกคุกของกรินเดลวัลด์ ดังนั้นแค่การลงเวทมนตร์คุมขังอย่างแน่นหนา และการติดโซ่ตรวนตรวจสอบการใช้เวทก็เพียงพอแล้วต่อการควบคุมอดีตเจ้าแห่งศาสตร์มืดผู้ซึ่งสมัครใจจองจำตัวเอง

 

          “ผมเกรงว่า— มันจะดึกเกินไปหน่อย” คนตรงหน้ากล่าวตอบและกระแอมให้คอโล่ง “ปกติแล้วทางเราไม่ได้อนุญาตให้ใครเข้าเยี่ยม เขา เลยด้วยซ้ำ หรือถ้าจะให้ผมพูดตามตรงก็คือไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเขาเลย”

 

          เจ้าตัวแหงนหน้ามองด้านบนที่ยังคงเงียบสงัดร้างผู้คน ดัมเบิลดอร์แหงนหน้ามองตามและโคลงศีรษะเล็กน้อย

 

          “คริสต์มาสผ่านมาแล้วก็ผ่านไป พรุ่งนี้มันก็กลายเป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งแล้ว แต่การใช้เวลาในคืนวันคริสต์มาสคนเดียวก็ออกจะเหงาเกินไปหน่อยนะว่าไหม สำหรับคนแก่น่ะนะ”

 

          ผู้คุมทำสีหน้าลังเลหนักใจ ดัมเบิลดอร์จึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ และเอื้อมมือหยิบไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์ออกมาถือ

 

          “เอาอย่างนี้ ถ้าคุณไม่สบายใจผมจะฝากไม้กายสิทธิ์ไว้ที่คุณ— ”

 

          หากยังไม่ทันจะกล่าวจบ ผู้คุมก็ส่ายหน้าและปฏิเสธพัลวัน

 

       “ไม่ต้องหรอกครับ ไม่ต้อง!” สายตาเขามองไม้กายสิทธิ์ในมือผอมแห้งนั้นเรียกได้ว่าหวาดหวั่นด้วยซ้ำ ไม้ต้องสาปที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดเคยครอบครอง “แค่ไม้นั่นก็ยืนยันตัวคุณได้แล้ว เอาเถอะ ผมให้เวลาคุณจนถึงเที่ยงคืนแล้วกัน ถือเสียว่าเป็นวันคริสต์มาส”

 

          ชายชราเครายาวยิ้ม ดวงตาหลังแว่นทรงจันทร์เสี้ยวหยิบหยีลงอย่างซ่อนประกายวิบวับ อัลบัสเอ่ยเสียงแช่มชื่น

 

          “อ้า! ไหนๆ คุณก็เห็นด้วยกับผมแล้ว เช่นนั้นอย่างน้อยก็ขอให้ผมได้ใช้ไม้ตะปุ่มตะป่ำนี่ทำอะไรสวยงามให้สถานที่แห่งนี้หน่อยแล้วกัน”

 

          โดยที่ไม่ได้ฟังเสียงทัดทาน อัลบัส ดัมเบิลดอร์โบกวาดไม้กายสิทธิ์ในมือทีหนึ่ง ปรากฏเทียนหลายร้อยเล่มลอยค้างอยู่บนอากาศมอบความอบอุ่นและแสงสว่างให้กับป้อมปราการทะมึน เถาไอวี่โผล่ขึ้นมาจากอากาศไต่เลื้อยไปตามผนังพร้อมกับช่อมิสเซิลโทและลูกบอลคริสตัลสีใสและสีทองเปล่งประกาย ผืนผ้าม่านสีแดงเลือดหมูดิ้นด้วยด้ายสีทองพาดผ่านมุมห้อง ตกแต่งให้บรรยากาศเย็นชาอึมครึมสลายไปสิ้นจนเกือบจะใกล้เคียงกับบรรยากาศวันคริสต์มาสในห้องโถงของฮอกวอตส์

 

       ชายวัยกลางคนอ้าปากเหวอมองการเปลี่ยนแปลง บริเวณใกล้ๆ กับที่เจ้าตัวยืนอยู่มีโต๊ะตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาพร้อมด้วยเก้าอี้นั่งสบาย พร้อมพรั่งด้วยอาหาร ขนม และเครื่องดื่มส่งกลิ่นหอม

 

          “แหม สนุกจัง!

 

          อัลบัสเก็บไม้กายสิทธิ์และมองผลงานของตัวเองอย่างพอใจ ผู้คุมป้อมปราการมีสีหน้ากึ่งทึ่งใจกึ่งยุ่งยากใจ เขาจึงเอ่ยสำทับไปอีกครั้ง

 

          “ไม่ต้องกังวล ประเดี๋ยวพอเที่ยงคืนเมื่อไหร่เวทมนตร์ที่ผมใช้ที่นี่ก็จะสลายไปเอง ทีนี้ รบกวนคุณช่วยพาผมขึ้นไปข้างบนเถอะ แล้วลงมางานคริสต์มาสส่วนตัวของคุณ”

 

          เขายิ้มอย่างมีไมตรี


          “อ้อ— และผมอยากจะแนะนำว่า อย่าเผลอ หยิบเยลลี่เบอร์ตี้ บอตส์รสอ้วกมาเข้าปากเชียวล่ะ มันอาจกลายเป็นฝันร้ายของคุณได้เลย”

 

          อีกฝ่ายมีสีหน้างุนงง อาจจะไม่เข้าใจกับคำว่า รสอ้วก ที่เขากล่าวถึง

 

 

3.

 


          แท้จริงแล้วคุกนูร์เมนการ์ดนั้น น่ากลัว กว่าที่เห็นจากภายนอกอยู่มาก

         

          มันอาจเป็นเพราะความเงียบที่มีแต่เสียงของสายลมที่ดังหวีดหวิวจากด้านนอกเข้ามาเป็นระยะผ่านหน้าช่องหินช่องเล็กแคบที่พอให้แค่มือเด็กสอดเข้ามาได้ อีกทั้งอากาศก็คล้ายจะเบาบางลงจากความมืดและความอึดอัด ความเงียบ ความมืด และความโดดเดี่ยวของคุกแห่งนี้อาจร้ายกาจพอๆ กับอัซคาบันที่มีผู้คุมวิญญาณเลยก็ว่าได้

 

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี นักโทษ เพียงแค่คนเดียวจากป้อมปราการสูงใหญ่แห่งนี้ 

         

          “ชั้นนี้ล่ะครับ เขา อยู่ห้องด้านในสุด คุณจะให้ผมเดินไปด้วยไหม”

 

          “เท่านี้ก็พอแล้วยานิส คุณลงไปข้างล่างเถอะ ขอบคุณมาก”

 

          อัลบัสกล่าวขอบคุณผู้คุมที่เพิ่งจะรู้จักชื่อเมื่อครู่ระหว่างขึ้นมาข้างบนนี้ด้วยกัน อีกฝ่ายพยักหน้ารับและมองไปในความมืดเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับไป จากตรงชานบันไดนี้คบไฟที่จุดไว้ส่องแสงสว่างถึงแค่สามสี่ก้าวเท่านั้น  

 

          ไม้กายสิทธิ์ถูกหยิบออกมาจากเสื้อคลุมอีกครั้ง ลูกไฟสีเงินพุ่งออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ มันลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศครู่หนึ่งก่อนจะตรงไปข้างหน้า แสงสว่างทำให้เขาได้เห็นห้องขังที่ว่างเปล่าสองข้างทาง ลมหนาวเย็นที่แทรกมาตามช่องหน้าต่างแคบนี้หนาวจนเสียดกระดูก

 

          ร่างผอมสูงออกเดินตามลูกไฟไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบาตามก้อนกลมที่ส่องแสงสว่างซึ่งหยุดลงตรงหน้าห้องขังแห่งหนึ่งด้านในสุด มันลอยค้างเติ่งอยู่เช่นนั้นจนเขาก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตูลูกกรงที่ลงมนตราไว้อย่างแน่นหนารัดกุม

 

          อัลบัส ดัมเบิลดอร์มองตรงเข้าไปข้างในห้องขังที่ต้องแสงไฟสีเงิน มันมีโต๊ะเตี้ยง่ายๆ สำหรับเขียนหนังสือตัวหนึ่งตั้งอยู่ริมผนังห้องด้านซ้าย หนังสือสี่ห้าเล่มวางซ้อนกันอยู่บนนั้น ที่มุมห้องด้านขวา... ด้านที่แสงไฟส่องกระทบถึงนั้นปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิด้วยท่าทีสงบนิ่งหันหลังให้ประตูลูกกรง คนที่สวมชุดนักโทษสีหมองมีร่างกายผ่ายผอมหากยังดูมั่นคงด้วยแผ่นหลังที่เหยียดตรง

 

          ความรู้สึกหนึ่งเสียดวูบขึ้นมาในอกของอัลบัส เขาไม่อาจนิยามความรู้สึกนั้นได้ว่ามันคืออะไร มันซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะหาคำมาอธิบายได้ ดวงตาสีฟ้าทอแววเข้มลึก เสียงที่เอ่ยแหบพร่าอยู่ในลำคอจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ

 

          “— สวัสดี เกลเลิร์ต”

 

          คนที่นั่งหันหลังให้ประตูลูกกรงคล้ายจะชะงักไปอยู่อึดใจหนึ่งจากจังหวะหายใจที่สะดุดเล็กๆ จนแทบจะไม่สังเกตเห็น อัลบัสไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป จนกระทั่งแผ่นหลังที่นิ่งเฉยเมื่อครู่ค่อยๆ ขยับลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า และหันกลับมา

 

          เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์กำลังยืนมองเขาด้วยสายตาที่อัลบัสอนุมานเอาว่าแปลกประหลาดใจและสับสน เสี้ยวความรู้สึกพวกนั้นพาดผ่านตาสองสีของอีกฝ่าย ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งและเรียบเฉย

 

          “สวัสดี อัลบัส”

 

          นั่นเป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมาราวห้าสิบปี เนื้อเสียงนั้นต่างจากครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินด้วยวัยที่ชราลงไปมาก หากยังทำให้ส่วนลึกข้างในใจวูบไหวเหมือนถูกบีบไม่ต่างจากตอนฤดูร้อนปีนั้นที่เขาได้พบคนตรงหน้าเป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้พบกันในปี 1945 ก่อนการประลอง... หรือแม้แต่ครั้งนี้เองก็ไม่ต่างกันเลย

 

          ทั้งที่คิดว่าความรู้สึกเหล่านั้น จางหาย ไปเยอะแล้ว แต่พอมาอยู่ตรงหน้าและได้ยินเสียงของอีกฝ่าย เอาเข้าจริงแล้วอัลบัสก็รู้สึกอยากถอนหายใจให้ตัวเองหลายๆ ที

 

          มันไม่ใช่ว่าหายไป แต่มันไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกได้อย่างที่เกลเลิร์ตทำต่างหาก

 

          “อา— ”

 

          กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ อัสบัสก็พูดออกมาเพียงแค่นั้น คนที่อยู่อีกฝากกรงเอามือไพล่ไว้ข้างหลังก้าวเท้าเข้ามาหาแสงสว่างมากขึ้นอีกนิด โครงหน้าซูบผอมเต็มไปด้วยริ้วรอยต้องแสงไฟสีเงิน แต่ไม่อาจกลบแววตาคมกล้าต่างสีที่จ้องมองมาได้เลย

 

          “วันนี้วันคริสต์มาสสินะ ถ้าจำไม่ผิด” คนที่อยู่หลังลูกกรงเอ่ยออกมาก่อน เกลเลิร์ตมีท่าทีเป็นธรรมชาติเหลือเกิน ราวกับไม่ใช่คนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาห้าสิบปี “ไม่อยู่ฉลองที่โรงเรียนของนายหรือ ที่นี่ไม่มีงานเลี้ยงอะไรหรอกนะ”

 

          อาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์กระแอมไอครั้งหนึ่ง เขาไม่ได้รู้สึก ประหม่า อย่างนี้มากี่สิบปีแล้วก็ขี้เกียจนับ ตามตรงแล้วมันน่าขนลุกด้วยซ้ำที่ตาแก่อายุเท่าเขายังมามีอาการประหม่าตอนเจอหน้าใครสักคนอย่างนี้

 

          “ฉันคิดว่านายอาจอยากใช้เวลาในคืนคริสต์มาสกับเพื่อนเก่าอย่างฉันบ้าง ถ้าไม่เป็นการคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ราบเรียบและสัพหยอกในประโยคหลัง “บางทีคงคิดเกินไปมากด้วยซ้ำ”

 

          “เพื่อนเก่า?” เกลเลิร์ตเอ่ยทวนเหมือนเจ้าตัวจับใจความได้แค่คำนั้น และเสียงก็เหมือนจะขึ้นจมูกอยู่ในที

         

          “ไม่ยักรู้ว่าฉันถูก ลดสถานะ ไปเป็นแค่เพื่อนเก่าของนายแล้ว อัลบัส”

 

          หากฟังไม่ผิด เขาคิดว่าเนื้อเสียงนั้นเจือความประชดประชันเข้ามาด้วย อัลบัส ดัมเบิลดอร์ยิ้มเล็กน้อยและกล่าวชี้แจง

 

          “อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เกลเลิร์ต— เมื่อครู่ฉัน แทนตัวเอง ว่าเป็นเพื่อนเก่าของนาย ฉันไม่ได้บอกว่านายเป็นเพื่อนเก่าของฉัน ไม่เลย”

 

          “ความสัมพันธ์มันต้องได้รับการยืนยันจากทั้งสองทาง” อีกฝ่ายกล่าวสวน เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “และฉันไม่เคยมองว่านายเป็น เพื่อนเก่า อย่าทึกทักเอาเอง”  

 

          อัลบัสมองคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มจางๆ  

 

          “ถ้าเช่นนั้นแล้วฉันก็ยังเป็นเพื่อนของนายอยู่ใช่ไหม... ตลอดเวลาที่ผ่านมา”

 

          ฝ่ายที่ถูกถามหยุดครุ่นคิดหนึ่งอึดใจ “จะว่าอย่างนั้นก็ใช่” เกลเลิร์ตสบตาตรงมา ไม่เสหลบ  แต่มันอาจเคยเป็นมากกว่านั้นสำหรับฉัน และตอนนี้มันก็ยังเป็นอยู่” 

 

          คนฟังนิ่งงันไปกับคำตอบที่ได้รับ ครู่หนึ่งทีเดียวกว่าที่ริมฝีปากใต้เครายาวสีเงินสยายจะเผยรอยยิ้มออกมา เช่นเดียวกับดวงตาสีฟ้าสดใส สีสันเดียวกันกับท้องฟ้าในฤดูร้อนที่คนมองคิดว่าตัวเองลืมไปแล้ว

 

          “ห้าสิบปีไม่ได้ทำให้นายเปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย”

 

          “อ้อ งั้นหรือ” กรินเดลวัลด์กระตุกยิ้มนิดๆ “แต่นายแก่ลงเยอะเชียวล่ะ เครายาวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แล้วไอ้ชุดกรุยกรายนี่มันอะไร เปลี่ยนสไตล์ตั้งแต่ตอนไหนอัลบัส”

         

          คราวนี้คนที่ถูกหาว่าแก่หัวเราะด้วยเสียงแช่มชื่นราวกับคำนั้นไม่ได้บาดหูเลยแม้แต่น้อย อัลบัสโคลงศีรษะตนเอง ยกมือจับเคราสีขาวที่ยาวจรดหน้าท้องอย่างอารมณ์ดี

 

          “ถ้าจะให้เล่าคงต้องใช้เวลานานทีเดียว อยากฟังไหมล่ะเกลเลิร์ต”

 

 

4.

 


          พวกเขาพูดคุยกันหลายเรื่อง ระยะเวลากว่าห้าสิบปีที่ไม่ได้พบกันเลยดูเหมือนจะหดสั้นลงด้วยบทสนทนาที่แลกเปลี่ยนกัน ช่วงอดีตอันไม่น่าจดจำไม่ได้ถูกยกมาพูดถึง คบเพลิงที่หน้าห้องขังทุกห้องถูกจุดไฟขึ้นด้วยเวทมนตร์ เปลวไฟสีส้มทองฉาบให้กำแพงหินสีหม่นกับลูกกรงแข็งกระด้างดูอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจเช่นเดียวกับอุณหภูมิที่อุ่นสบาย

 

          ณ ขณะนั้น ชายชราสองคนที่นั่งลงกับพื้นและหันหน้าเข้าหากันโดยมีลูกกรงกั้นกลางราวกับได้ย้อนเวลากลับไปตอนที่ได้นั่งเคียงข้างกันใต้ต้นวิลโลว์กลางทุ่งหญ้ากว้างที่ก็อดดริกส์ฮอลโล่

 

          “นี่แน่ะ—ปีนี้ฮอกวอตส์ได้เป็นเจ้าภาพงานไตรภาคี โบซ์บาตงกับเดิร์มสแตรงก์ก็มาร่วมด้วย ปกติแล้วที่เดิร์มสแตรงก์ใส่ชุดคลุมสีแดงหนานั่นตลอดเวลาหรือเปล่า”

 

          อัลบัสถามขณะแกะของหวานจากร้านฮันนี่ดุ๊กส์เข้าปาก บรรดาขนมต่างๆ ที่ทีแรกเกลเลิร์ตใช้สายตาดูแคลนมองราวกับว่า ขนมพวกนี้มันกำลังทำให้นายเป็นตาแก่ไร้สมอง อัลบัส ในทีแรก ทว่าตอนนี้นานๆ ครั้งมือของอดีตเจ้าแห่งศาสตร์มืดก็หยิบไปแกะเข้าปากเช่นกัน

 

          “เกือบจะตลอดเวลา” กรินเดลวัลด์ตอบ ภาพอดีตของตนยามเป็นนักเรียนหนุ่มที่แสนมั่นใจในตัวเองจนเรียกได้ว่าอวดดีแวบผ่านในหัวจนเขาอยากย้อนอดีตไปดึงหูเจ้าเด็กเปรตนั่นแรงๆ ให้สติกลับเข้ารูปเข้ารอยเสียบ้าง

 

          “อากาศหนาวเกือบทั้งปี แม้แต่ในปราสาทก็จุดไฟเท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่แล้วเราออกกำลังกับดื่มแอลกอฮอล์ให้ร่างกายอบอุ่น”  

       “อ้อ— มิน่า เด็กจากเดิร์มสแตรงก์ถึงได้ทำสายตาเหมือนนายตอนมองขนมพวกนี้ในตอนแรกที่รู้ว่าฮอกวอตส์ไม่เสิร์ฟแอลกอฮอล์ให้พวกนักเรียนเลย”

 

          คนฟังยกรอยยิ้มขำพลางมองอีกฝ่ายที่นั่งฝั่งตรงข้าม มือผอมของอัลบัสกำลังเริ่มต้นแกะขนมกล่องใหม่อย่างกระตือรือร้น คราวนี้เหมือนเป็นเยลลี่สารพัดสี ยากจะเชื่อว่าตาแก่นี่เป็นถึงอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนฮอกวอตส์

 

          “ฟังดูน่าสนุกนะ ประลองเวทไตรภาคี... น่าเสียดายที่ตอนฉันเรียนอยู่ไม่มีการจัดประลองขึ้น”

 

          “น่าสนุกและน่าตื่นเต้นแน่นอน ตัวแทนจากแต่ละโรงเรียนโดดเด่นทั้งนั้น ภารกิจแรกที่ชิงไข่ทองคำจากมังกรน่ะ คนดูนั่งไม่ติดที่สักราย” อัลบัสกล่าวเสริม หากครู่ต่อมากลับถอนใจแผ่วเบา

 

          “แต่ฉันสังหรณ์ใจเรื่องที่แฮร์รี่ได้เป็นหนึ่งในตัวแทนของฮอกวอตส์ มัน ไม่ควร เกิดขึ้น แต่การตัดสินจากถ้วยอัคนีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”

 

          น้ำเสียงของอัลบัสฟังดูหนักใจและเป็นกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพเด็กพอตเตอร์ผู้รอดชีวิตนั่นจนกรินเดลวัลด์อยากกลอกตา แต่เขาก็ไม่ได้ทำ เขาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะไม่ทำกิริยาเด็กๆ แบบนั้น

 

          “มันอาจมีใครอยู่เบื้องหลัง” เขาเสนอความเห็นอย่างเป็นกลาง

 

          “เพียงแต่ฉันยังนึกไม่ถึง” ดัมเบิลดอร์กล่าวอย่างงุ่นง่านใจ “อาจอยู่ใต้จมูกฉันในฮอกวอตส์นี่เอง”

 

          เกลเลิร์ตหยิบเยลลี่เม็ดหนึ่งขึ้นมา และเมื่อเอาเข้าปากก็แสนจะรู้สึกเวทนาตัวเองที่หยิบได้รสแปลกพิกลพิการนี่มากินเลยได้แต่เคี้ยวๆ และกลืนลงคอไปด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ อัลบัสมองอย่างขำขัน  ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายวิบวับ 

 

            “อ้อ นั่นคงเป็นรสไข่เน่า”


       “แล้วเจ้าเด็กหัวฟูหน้าตกกระสคามันเดอร์นั่นล่ะ” เกลเลิร์ตถามหลังจากกระแอมไอปรับสีหน้าเหยเกของตัวเองแล้วเป็นการเปลี่ยนบทสนทนา อัลบัสแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

 

          “นิวท์น่ะหรือ— น่าดีใจที่นายยังจำรายละเอียดของเด็กคนนั้นได้แม่นขนาดนี้” เอ่ยด้วยเสียงกลั้วขำต่อคำเรียกที่เกลเลิร์ตใช้เมื่อครู่ พลางหยิบเยลลี่เม็ดสีแดงขึ้นมาจากกล่อง

 

          “เมื่อปีก่อนเขาเพิ่งมาหาฉันเลยได้คุยกันหลายเรื่องทีเดียว เห็นว่านิฟเฟลอร์ออกลูกคอกใหม่มาอีกรุ่นแล้ว เจ้าสัตว์ตัวเล็กๆ ที่น่าอัศจรรย์ใจนั่นน่ะ”

 

          เมื่อฟังมาถึงตรงนี้เกลเลิร์ตก็หัวเราะฮึสั้นๆ เมื่อนึกถึงเจ้าสัตว์สี่ขาหน้าขนที่มาฉก ของสำคัญ ไปจากอกด้านซ้ายโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัวตอนเกิดเรื่องที่ปารีส มิหนำซ้ำยังเอามาประเคนให้อัลบัสถึงอังกฤษ ทำไว้แสบทั้งคนทั้งสัตว์ แต่เกลเลิร์ตก็ใคร่จะใส่ใจแล้ว

 

          นัยน์ตาต่างสีของกรินเดลวัลด์มองใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ผมที่เคยเป็นสีน้ำตาลแดงของอัลบัสตอนนี้ขาวโพลนหมดทุกเส้นอีกทั้งยังปล่อยยาวสยายเช่นเดียวกับเคราที่ยาวจรดหน้าท้อง ความชราภาพไม่ได้ลดทอนประกายคมกล้าฉลาดเฉลียวเหมือนตอนแรกรุ่นของอัลบัสลงได้ ส่วนจมูกที่คดงอนั้นเกลเลิร์ตได้คำตอบว่าเป็นฝีมือของอาเบอร์ฟอร์ธ ซึ่งเขาก็ทราบโดยทันทีว่ามันเกิดจากเหตุการณ์น่าเศร้าครั้งนั้น เหตุการณ์ที่ไม่มีใครตั้งใจให้มันเกิดขึ้น

 

          เวลาที่ผันผ่านในคุกทำให้ตัวเขาได้ทบทวนเหตุการณ์หลายๆ อย่างอันเกิดจากความคิดทะเยอะทะยานและถือดีจนทำให้อะไรหลายอย่างในชีวิตหลุดลอยไปจนจบอยู่ที่ห้องขังในป้อมปราการที่ตัวเองสร้างขึ้น

 

          ถ้าหากว่าเขาเลือกที่จะปล่อยมือจากอุดมการณ์ที่แสนแรงกล้าครั้งนั้น วันนี้เขาอาจได้ใช้ชีวิตสงบสุขอยู่กับอัลบัส

 

          อาจได้เป็นอาจารย์ใหญ่เดิร์มสแตรงก์ที่พานักเรียนก้าวเข้าร่วมงานประลองเวทไตรภาคีที่ฮอกวอตส์อย่างภาคภูมิ อาจได้เป็นคนที่ได้เต้นรำกับอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ในงานเลี้ยง อาจได้อยู่เคียงข้างอัลบัสในวันที่เจ้าตัวมีเรื่องทุกข์ใจ อาจได้มีอัลบัส ดัมเบิลดอร์อยู่ข้างกาย... อัลบัสที่ เป็นแค่ อัลบัส ไม่ใช่ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ของใครๆ

 

          แต่แน่นอน, ทั้งหมดนี้มันขึ้นต้นด้วยคำว่า ถ้า

 

          “—การรู้สึกผิดต่อการกระทำของตัวเองในอดีตเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเราต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางจากสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วด้วย เกลเลิร์ตที่รัก...”

         

          เสียงเอื้ออาทรของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามทำให้กรินเดลวัลด์รู้สึกเสียดสะท้านข้างในอก เขาหายใจเข้าก่อนจะพรูระบายมันออกมาช้าๆ มือเหี่ยวเต็มไปด้วยริ้วรอยลูบใบหน้าตัวเองพร้อมพึมพำ มันไม่ใช่แค่เขาที่มองความคิดของอัลบัสออก หากคนตรงหน้าก็เหมือนจะอ่านใจเขาได้ตั้งแต่ไหนแต่ไรโดยไม่ต้องพึ่งพาคาถาอ่านใจเลยด้วยซ้ำ

 

          “...ใช่ ฉันรู้”

 

          แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงยามหนุ่มแน่นลู่ลง ท่าทางอ่อนแอไร้ความทะนงตัวของกรินเดลวัลด์ยามนี้หากใครต่อใครมาเห็นคงนึกไม่ถึงว่านี่คือเจ้าแห่งศาสตร์มืดชื่อก้องโลกยุคก่อน และหากหูไม่ฝาดไป อัลบัสคิดว่าเขาจะได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วๆ จากคนตรงหน้าด้วย

 

          มือผอมบางของอัลบัส ดัมเบิลดอร์เอื้อมไปหาคนที่อยู่หลังกรงเหล็ก วางลงบนบ่าซูบที่เหลือเนื้อหนังน้อยนิดจนน่าใจหาย มันสั่นสะท้านยามเขาบีบเบาๆ อย่างถ่ายทอดความในใจโดยไม่ต้องใช้คำพูด เกลเลิร์ตยกมือขึ้นกุมทาบ สัมผัสมือแห้งกร้านหยาบกระด้างด้วยวัยที่ร่วงโรย ดวงตาสีท้องฟ้ามองมือข้างนั้นนิ่ง นาน และละออกอย่างเชื่องช้าพร้อมเอ่ยเสียงเบาๆ

 

          “ใกล้เที่ยงคืนแล้ว... ฉันคงต้องขอตัวก่อน”

 

          เสียงสูดน้ำมูกและกระแอมไอของกรินเดลวัลด์ดังขึ้นสองสามที อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น แววตากลับมาเรียบเฉยสุขุมเช่นเดียวกับสีหน้า อัลบัสมองและยิ้มเล็กน้อยให้กับตาแก่ดื้อด้านที่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมปล่อยให้ใครเห็นน้ำตาแห่งความสำนึกผิด แต่ก็อาจเรียกได้ว่าเขาได้เห็นท่าทางอ่อนแอมากที่สุดของเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ เท่าที่ใครสักคนบนโลกใบนี้จะมีโอกาสเห็นแล้ว

 

          “ป่านนี้เจ้าเด็กพอตเตอร์คงสงสัยแล้วว่าศาสตราจารย์หายไปไหนเสียค่อนคืน”

 

          ประโยคนี้ทำให้คนฟังหัวเราะ ร่างสูงผอมหยัดกายลุกขึ้นจากพื้นหินเช่นเดียวกับคนในห้องขัง เสียงกระดูกข้อต่อลั่นนิดหน่อย อัลบัสเหยียดแผ่นหลังและพูดกับตัวเอง “อ้า— สังขารคนแก่”

 

          เสียงฝีเท้าดังมาจากทางบันได เป็นยานิสที่ขึ้นมาตามเมื่อครบกำหนดเวลา ผู้คุมยืนรออยู่นิ่งๆ ที่ปลายบันได อัลบัสหันหน้ามามองใบหน้าของชายชราที่เคยหล่อเหลาเปี่ยมสเน่ห์เมื่อครั้งแรกรุ่น ถึงแม้สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไป แต่ที่ไหนสักแห่งในใจของอัลบัสก็ยังมองเห็น เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ คนเดิมที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความมีชีวิตชีวาคนนั้นเสมอมา และเหมือนจะนึกอะไรได้ รอยยิ้มของเขาขยับกว้างขึ้น

         

          “เกือบลืมไป— ฉันมีของขวัญคริสต์มาสมาให้ด้วย”

 

           คนที่กำลังจะได้รับของขวัญเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนกองขนมที่ยังแกะไม่หมดจะยังไม่พอ (และดูท่าคนเอามาตั้งใจจะไม่นำกลับไปด้วย) มือของอัลบัสล้วงเข้าไปในแขนเสื้อกว้างๆ ของชุดคลุมสีเงินก่อนจะดึงบางอย่างออกมา มันคือถุงมือผ้าเนื้อหนาสีเหลืองสดใสที่เส้นด้ายหนานุ่มถักทอกันเส้นต่อเส้นสร้างลวดลายที่เรียบง่าย กรินเดลวัลด์มองสีสันที่สดใสจนเกินพอดีของถุงมือคู่นั้น อัลบัสยื่นส่งมันมาให้

 

          “สีเหลือง เรอะ?”

 

          “สีสันแห่งความร่าเริงสดใส ใช่แล้ว สีสันช่วยให้จิตใจคนแก่อย่างพวกเราสดชื่นขึ้นมากทีเดียวนะเกลเลิร์ตที่รัก”

 

          คนฟังถอนหายใจเล็กน้อยขัดกับรอยยิ้มขำที่แตะมุมปากจางๆ เขาเอื้อมมือไปรับ มันหนาและดูอุ่นมาก อัลบัสคงไปซื้อมาจากที่ไหนสักแห่—

 

          “อ้อ และที่ฉันอยากบอกคือ ถุงมือนั่นฉันเองถักด้วยมือตามนิตยสารของมักเกิ้ลโดยไม่ได้ใช้เวทมนตร์เลยสักนิดเดียว มันน่ามหัศจรรย์ใจมากนะเกลเลิร์ต ที่การถักนิตติ้งช่วยจัดเรียบเรียงระบบความคิดและช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง จนถึงตอนนี้ฉันต้องยอมรับแล้วว่าการถักนิตติ้งแบบมักเกิ้ลช่วยให้ฉันจัดระบบระเบียบความคิดได้ดีจริงๆ”

 

          คนพูดกล่าวยาวเหยียด แต่หูคนฟังได้ยินแต่คำว่า ถักเองด้วยมือ ชัดที่สุด กรินเดลวัลด์มองถุงมือสีสดด้วยสายตาพออกพอใจ เอาเถอะ สีเหลืองก็ไม่ได้แย่

 

          “ขอบใจมาก อัลบัสที่รัก”

 

          “ด้วยความยินดี เกลเลิร์ต”

         

          อัลบัส ดัมเบิลดอร์โคลงศีรษะเล็กน้อย คงได้เวลาที่สมควรจะไปจริงๆ เสียที เขากระแอมในลำคอนิดหน่อย อดคิดไม่ได้ว่าเวลาเที่ยงคืนช่างมาถึงไวเหลือเกิน หรือไม่เขาก็คงใช้เวลาไปกับเกลเลิร์ตนานจนไม่ได้สนใจเรื่องอื่น

 

          ดวงตาสีฟ้าสบตาสองสีที่มองตรงมา มันมีคำพูดมากมายอยู่ในนั้น เกลเลิร์ตขยับปากพูด

 

          “แล้วนายอยากได้ของขวัญคริสต์มาสเป็นอะไร”

 

          ทีแรกเขาคิดว่าเกลเลิร์ตจะเอ่ยปากลา ทว่าคำถามที่ได้ยินทำให้อัลบัสแปลกใจก่อนจะครุ่นคิดครู่หนึ่ง

 

          “ฉันหรือ? นั่นเป็นคำถามที่ไม่มีใครถามฉันนานแล้วนะนี่”

 

          คำถามของเกลเลิร์ตทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์หนึ่งโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เขานึกถึงแฮร์รี่เมื่อสองปีก่อน เด็กชายตัวน้อยถามถึงสิ่งที่เขาเห็นจากกระจกแห่งแอริเซด แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้เห็นถุงเท้าอย่างที่ตอบไป

 

          “คริสต์มาสผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอีกปี แต่ฉันก็ยังไม่ได้ถุงเท้าหนาๆ อุ่นสบายเลยสักคู่”

 

          อีกฝ่ายหัวเราะฮึสั้นๆ เกลเลิร์ตเอามือข้างที่ถือถุงเท้าสีเหลืองไพล่ไว้ข้างหลังและยืดตัวตรงอย่างมีสง่า ฝ่ามือผอมแกร็นผายออกและยื่นมาตรงหน้าจนเกือบชิดลูกกรง อัลบัสมองการกระทำนั้นอย่างแปลกใจหากก็ยื่นมือไปหา

 

          ชายชราร่างสูงหลังลูกกรงกระชับมือของเขาไว้ ยกมันขึ้นเล็กน้อย และค้อมหลังลงมาประทับริมฝีปากลงที่ข้อนิ้ว ลมหายใจจากปลายจมูกโด่งไล่ระเรี่ยที่ลำนิ้วของอัลบัส ริมฝีปากบางของเกลเลิร์ตแนบจูบลงผิวเนื้อของเขา นิ่งค้างไว้ครู่หนึ่ง ดวงตาสีฟ้าที่ทอดมองไหวระริก อัลบัสพบว่าตัวเองกำลังกล้ำกลืนก้อนน้ำตาอยู่ ไม่ให้มันเอ่อล้นพรั่งพรูจากความรู้สึกตีตื้นขึ้นเต็มอก

           

          “โอ้— เกลเลิร์ต...”

 

          อัลบัส ดัมเบิลดอร์ครวญกับตัวเองเสียงเบาหวิว อีกฝ่ายค่อยๆ ผละริมฝีปากออกแล้วปล่อยมือเขาอย่างนุ่มนวลอ้อยอิ่ง ดวงตาคู่นั้นทอแววอารมณ์ต่างๆ ล้ำลึกเช่นเดียวกัน

 

          “ปีนี้ฉันให้ได้เท่านี้... ส่วนถุงเท้าเอาไว้ปีหน้า ถ้ายังอยากได้อยู่”

 

          เสียงนั้นไม่ได้สั่นพร่าเหมือนเขาหากทุ้มลึกอย่างมั่นคงคล้ายให้คำสัญญา อัลบัสยิ้มเป็นการตอบรับ เขาดึงมือตัวเองกลับมา ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีที่ก็อดดริกส์ฮอลโล่อีกครั้ง ไม่ใช่ชายชราที่โดดเดี่ยวอยู่ตัวคนเดียวบนห้องอาจารย์ใหญ่ในปราสาทฮอกวอตส์

 

          “มันเป็นของขวัญคริสต์มาสที่วิเศษมาก ขอบคุณ คุณกรินเดลวัลด์”

 

          “ด้วยความยินดี คุณดัมเบิลดอร์”

 

          อัลบัส ดัมเบิลดอร์ยืดตัวตรง เขาค้อมศีรษะให้คนตรงหน้า มือสองข้างประสานเข้าหากันอย่างสุภาพ

 

          “ถ้าเช่นนั้น... รักษาสุขภาพด้วย ลาก่อนเกลเลิร์ต”

 

          “จนกว่าจะพบกันใหม่ อัลบัสที่รัก

 

 

 

5.

 

          อัลบัส ดัมเบิลดอร์กลับมาถึงฮอกวอตส์ในคืนของวันใหม่ หิมะโปรยปรายลงมาท่ามกลางท้องฟ้าสีดำสนิท

 

          อากาศยังคงหนาวเย็นอยู่

 

          หากหลังมือของอัลบัสยังคงอุ่นวาบอย่างไม่มีทีท่าที่ความอุ่นจากริมฝีปากนั้นจะจางหายไปได้ง่ายๆ

 

          ปีนี้เขาไม่อยากได้ถุงเท้าแล้ว

 

 

Fin.






หมายเหตุ: จุดที่มีสัญลักษณ์ [*] ท้ายประโยคคือ ได้มีการหยิบยก [การบรรยาย] และ [บทพูด] มาจากในหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี โดยตรงค่ะ 



สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้วนะคะ คราวนี้เป็น GGAD เต็มเรื่อง ไม่ได้โผล่มานิดๆ อย่างเรื่องที่แล้วละค่ะ เย้!

 

ส่วนตัวแล้วเราค่อยไม่ถนัดการเขียนบทโรแมนติกอารมณ์รักวัยรุ่นเท่าไหร่ เพราะงั้นเลยคิดว่าให้ GGAD วัยแก่ (แฮ่ม!) มาจีบกันนี่น่าจะน่ารักดี อีกอย่างก็ดันนึกถึงอัลบัสกับนิตยสารถักนิดติ้งจากเล่ม 6 เลยเกิดเป็นฟิคศาสตราจารย์ขี้เหงาโผล่ไปหาคุณเกลเลิร์ตถึงคุกเพื่อเอาของขวัญวันคริสต์มาสทำมือไปให้ค่ะ 555555

 

อ้อ พวกส่วนข้อมูลกุญแจนำทางส่วนตัวของของอัลบัส ข้อมูลคุกนูร์เมนการ์ดรวมถึงผู้คุมเราแต่งเติมเสริมจากข้อมูลจริงมานะคะ ไม่ใช่ข้อมูลออฟฟิเชียลเด้อ และขอสารภาพว่าเราคิดนานมากว่าจะให้เขาสองคนแทนตัวเองว่าอะไรดี ทีแรกเราตั้งใจให้เกลเลิร์ตแทนตัวเองว่า ฉัน-นาย ตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนอัลบัสนี่คิดหนักมากค่ะ ระหว่าง ฉัน-นาย (เหมือนสมัยที่เขาเขียนจดหมายตอบโต้กัน) กับ ผม-คุณ (อย่างที่ส่วนใหญ่แล้วเขาใช้กับคนสนิท) แต่สุดท้ายก็เลือกช้อยส์แรกค่ะ

 

สุดท้ายนี้เราขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ และขอบคุณสำหรับฟีดแบคจากเรื่องที่แล้วด้วยค่ะ กำลังใจเต็มหลอดเลย <3 พูดคุยติชมและเสนอแนะสิ่งต่างๆ ได้เสมอค่ะ

 

ขอสุขสันต์วันคริสต์มาสล่วงหน้าตั้งแต่ต้นเดือนเลยนะคะ

ด้วยรักและเพื่อประโยชน์สุขของชาวเรือค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลต่างๆ จาก website เหล่านี้ด้วยค่ะ

 

กุญแจนำทาง

>> https://www.muggle-v.com/895

การประลองเวทไตรภาคี

>> https://www.muggle-v.com/4082

คุกนูร์เมนการ์ด

>> https://www.muggle-v.com/6355

7 things that put the twinkle in Dumbledore’s eye

>> https://www.pottermore.com/features/7-things-that-put-the-twinkle-in-dumbledores-eye


ผลงานอื่นๆ ของ Palmetto_w

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

30 ความคิดเห็น

  1. #30 workmanship (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 01:53
    แงงงงงงงง มันอุ่นๆอยู่ในอก
    #30
    0
  2. #29 jellyza
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 02:07

    มาอ่านเรื่องนี้ซ้ำส่งท้ายคริสต์มาสค่ะ แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย ยังร้องไห้สะอื้นเหมือนเดิม T____T ปกติเป็นคนไม่อ่านดราม่าซ้ำเท่าไหร่ แต่ว่าเรื่องนี้ติดตรึงอยู่ในใจเรา อ่าน ggad มาก็เยอะ แต่เรื่องนี้คั้นน้ำตาเราออกมาเป็นแอ่งน้ำเลย ร้องไห้หมอนเปียก แง


    พอมาอ่านอีกรอบได้เห็นดีเทลมากขึ้น เห็นคนชะงักตอนอัลบัสบอกว่าคนจากเดิร์มแสตรงก์เคยบอกอะไรบ้าง ไม่รู้สิคะ อ่านแล้วรู้สึกว่าแวบนั้นจะคิดถึงเกลเลิร์ตบ้างมั้ยน้า แล้วพอเค้าเจอกัน เราก็น้ำตาไหลอีก อัลบัสมาพร้อมความอบอุ่น ทำให้คุกที่แสนหนาวกลายเป็นน่าอยู่ขึ้นมาอีกนิด แถมเลือกอยู่กับเกลเลิร์ตในคืนคริสต์มาส คือเห็นเค้าเป็นครอบครัว เป็นคนสำคัญชัดๆ รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ คุณคนเขียนเก็บได้ดีไม่มีตกหล่นเลยค่ะ รู้สึกเหมือนเป็นออฟฟิเชียลเลยด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็คือเราหวังให้ความเป็นจริงเป็นแบบนั้น ให้มันไม่เศร้าเกินไปนัก u_u


    แล้วพอเค้าเริ่มพูดคุยกัน ชอบที่ใช้ภาพพาราเลลและคอนทราสต์ควบคู่ไป แทนที่จะนั่งด้วยกันใต้ต้นไม้กลายเป็นอยู่คนละฝั่งของกรงขังไปแล้ว แต่ทั้งเกลและอัลยังเห็นกันและกันเป็นเด็กวัยรุ่น ใจเราอิ่มมาก เวลาไม่มีผลเลย ความรู้สึกระหว่างพวกเค้ายังเหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนแก่ไปด้วยกันทั้งที่ไมได้เจอกันมานานมากแล้ว แล้วจีบกันน่ารักมาก เขิน T____T เม้นๆ ไปก็น้ำตาแตกอีกรอบ การกระทำพวกเค้าไม่ต่างจากตอนนั้นเลย อัลบัสก็ยังสดใส แล้วเกลเลิร์ตตอนจูบมืออัลบัสนี่ใช่เลย คือย้อนเวลากลับไปตอนนั้นชัดๆ ใจเราบีบหนักมาก ทำไมกันนะ คิดเหมือนเกลเลย ทำไมเค้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน รู้ว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่เราก็หวังว่าในสักโลกคู่ขนานพวกเค้าอยู่ด้วยกันตลอดไป


    จุดที่เกลร้องไห้เราก็ร้องไห้หนักค่ะ ไม่ไหวแล้ว เห็นความเดียวดายเปราะบางในตัวเค้ามากๆ จนเจ็บปวดไปหมด การที่คนที่เข้มแข็งมาเสมอจะแสดงท่าทีนี้ได้มันคงที่สุดแล้วจริงๆ แต่การได้เจอเกลเลิร์ตก็คงเป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้วสำหรับอัลบัส y ____ y อุ่นใจค่ะ เจ็บปวดที่อดีตแก้ไม่ได้ แต่ก็ดีใจที่มีฟิคเรื่องนี้ที่ทำให้เราอุ่นและเจ็บไปพร้อมๆ กัน หวานอมขม เป็นความรู้สึกที่แบบดีจริงๆ ที่ได้ร้องไห้เพราะฟิคเรื่องนึงเขียนดีขนาดนี้ แถมตั้งใจหาข้อมูลด้วย ภาษาก็สวยอ่านลื่นอีก ฟิคในดวงใจเลยค่ะ คิดว่าคริสต์มาสปีหน้าก็จะกลับมาอ่านอีก ไม่มูฟออนไปไหนทั้งนั้น อยากให้รู้ว่าฟิคของคุณมีค่าต่อใจเราและอีกหลายๆ คนมากนะคะขอบคุณค่ะ ??’?

    #29
    0
  3. #28 mintrawan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 18:53
    อบอุ่นมาก แต่ก็หน่วงเหมือนกัน น้ำตาไหลเลยอ่ะตอนจูบมือ
    #28
    0
  4. #27 dollars_2306 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 10:59
    อบอุ่นมากเลย
    #27
    0
  5. #26 Mewiz
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 14:10

    ชอบมากๆเลยค่ะ แต่พอคิดไปคิดมาตามไทมไลน์แล้ว..นี่น่าจะเป็นคืนสุดท้ายที่ได้คุยกัน และคำพูดลาก่อนคือการบอกลาจริงๆเพราะนึกได้ว่ามันไม่มีการกลับมาพบกันในคืนคริตมาสอีกแล้ว เพราะอัลบัสโดนฆ่าตาย ..(เศร้าเลย) T ^ T

    #26
    0
  6. วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 12:19

    อบอุ่นนนนน

    #25
    0
  7. #24 vgjan
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 09:29

    ชอบจังค่ะ คริสต์มาสที่อบอุ่น

    #24
    0
  8. #23 Chiwycrunchy
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 07:33

    ฮือ ๆ เรารักคู่นี้ค่ะ อยากเห็นเขาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเกลเลิร์ตจะเดินทางผิดยังไง อัลบัสก็ไม่ได้ทิ้งเขาไปไหน ฉากที่เหมือนบั้นปลายชีวิตของทั้งสองคน สุดท้ายแล้วเราก็ได้เห็นทั้งสองยังมีใจให้กันและกันอยู่ เจ็บค่ะเจ็บมาก แต่ต้องยอมรับความจริง "ถ้า" ย้อนเวลาได้ ก็อยากให้เกลเลิร์ตประคับประคองอัลบัสในช่วงที่วุ่นวาย เลือกที่จะอยู่ข้างอัลบัสเเทนอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่นั้น ไรต์แต่งดีมากค่ะ เราอยากให่ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของพวกเขา มีคงามทรงจำดีๆเพิ่มเข้าไป อัลบัสมาเป็นแขกประจำคุกนูร์เมนการ์ด มาเยี่ยมเกลเลิร์ตทุกเทศกาลเลย ????????????????

    #23
    0
  9. #22 Froz_end
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 23:30

    โอ้โห อยากจะหวีดฟิคคุณสักร้อยรอบ

    ความรู้สึกระหว่างที่อ่าน มันหม่นแต่ก็อบอุ่น

    ความเสียดาย ความไตร่ตรองทุกอย่างที่ผ่านมา

    มันหน่วงไปหมด ความรู้สึกมันจุกอยู่ที่อก

    แต่ไม่รู้จะเอามันออกมายังไง

    เลยแอบมีจังหวะพักแปบ

    เราไม่ไหว 555

    ก่อนกลับมาอ่านต่อ ภาพในคุกที่เค้่อยู่ด้วยกัน มันงดงามมากจริงๆ


    เนี่ย .. เราชอบมากๆเลยนะ ชอบมากๆๆๆจริงๆ

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ


    #22
    0
  10. #21 Di_Saren
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 03:45

    มันดีมากๆเลยค่ะ​ อ่านแล้วนั่งร้องไห้แบบหยุดไม่ได้จนต้องไปร้องก่อนแล้วค่อยมาอ่านต่อ​ ฮือออออ​ชอบนะคะ​ในทุกๆอย่างของเรื่องเลย​ ประทับในมากๆค่ะ​ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ​ รักกกกกกก

    #21
    0
  11. วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 02:14
    ชอบมากค่ะ ฮื่ออออโดยเฉพาะตอนที่คุยกันเรื่องต่างๆ มันอบอุ่นมาก ซึ้งด้วยค่ะ อยากให้เขาสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจัง;_;
    #20
    0
  12. #19 pang2544
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 21:02

    ฮือ ตื้นตันและอบอุ่นหัวใจมากเลยค่ะTT

    #19
    0
  13. #18 เหมียว
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 14:36

    น่ารัก น่ารัก น่ารัก น่ารัก น่ารักมากๆๆๆๆค่ะ เป็นฟิคที่อ่านแล้วอบอุ่นหัวใจมากๆๆๆ ชอบอะไรฟีลกู้ดแบบนี้มากเลย เรียบง่ายแต่ซาบซึ้ง ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆค่ะ อ่านแล้วอยากให้ถึงคริสต์มาสเร็วๆจัง

    #18
    0
  14. วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 11:18
    เป็นฟิคที่น่ารักมากเลยยแต่แอบหน่วงตอนเกลคิดว่าถ้าอยู่ด้วยกันจะเป็นยังไง
    #17
    0
  15. #16 mgjije
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 10:57

    ไม่ได้เตรียมใจมาร้องไห้ขนาดนี้ ตอนที่เกลคิดถึงชีวิตที่ได้อยู่คู่กับอัลกับตอนที่จูบหลังมือ เปนสิ่งที่เกลอยากทำมาตลอด อยากให้คริสมาสทุกๆปีทั้งคู่ได้มาพบกันอีก เกลอาจจะได้ถุงมืออีกหลายคู่เลยล่ะค่ะ

    #16
    0
  16. #15 Paeez1993
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 18:13

    ถ้าเขาได้อยู่ด้วยกัน คงดีกว่านี้เนอะ

    #15
    0
  17. วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 09:22
    ... อ่านตรงไหนหรอคะ
    #14
    0
  18. #13 merz (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 02:14
    แต่งเก่งมากเลยค่ะไรท์ อบอุ่นหัวใจมากๆ ขอบคุณนะค้าส
    #13
    0
  19. #12 Puai244
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 14:32

    เป็นถุงเท้าที่อุ่นและนุ่ม

    บางครั้งท้ายสุดแล้วเราก็ไม่ต้องการอะไร นอกไปจาก คนที่จะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาไปด้วยกัน ในคืนที่ไม่ควรหงอยเหงา

    เธอก็แก่ ฉันก็แก่ แล้วยังไง แค่นี้แหละพอแล้ว

    คงไม่ใช่ คุณเกลเลิร์ต จะขอไม้ถักนิตติ้ง กับนิตยสารมักเกิ้ลมาถักถุงเท้า ไปตลอดทั้งปีนะ คุณยานิส คงขำพิลึกเชียว

    #12
    0
  20. #11 Eve
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 13:46

    เราน้ำตาไหลตอนที่บอกว่า "แต่แน่นอน ทั้งหมดนี่มันขึ้นต้นด้วยคำว่า 'ถ้า' " เพราะคำว่า ถ้า เป็นคำที่โหดร้ายมาก ทุกๆอย่างเป็นจริงได้ตามใจปรารถนา แต่เพราะความเป็นจริงยังคงอยู่และคอยย้ำเตือนว่า ความปรารถนาที่หวังไว้จะไม่มีวันเป็นจริงได้ ขอโทษที่พิมพ์อะไรยาวๆนะคะ แต่เราประทับใจจริงๆ

    #11
    0
  21. #10 war-1980
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 12:40
    อบอุ่นหัวใจอย่างกับแดดเดือนเมษาเลยค่ะ เป็นคริสมาสต์เหงาๆของคนแก่ๆสองคน //ซูดน้ำมูก
    #10
    0
  22. #9 เอคา
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 12:17

    น้ำตาไหลเลยค่ะ อบอุ่นหัวใจมาก

    #9
    0
  23. #8 ปัณณธร
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 10:52

    ฮืออ เป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ เราชอบมากเลย รส อบอุ่นที่ใจสุดๆ ขอบคุณมากนะคะที่แต่งเรื่องนี้ออกมา ถ้ามีโครงการแต่งเรื่องใหม่แล้วเราจะไม่ลืมอ่านแน่นอนค่ะ!!

    #8
    0
  24. วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 10:10

    ทั้งอบอุ่นและหน่วงในเวลาเดียวกัน ชอบมากเลยค่ะ บรรยายบรรยากาศของโลกเวทมนตร์ก็ดีมาก ฮือออ ประทับใจค่ะ

    #7
    0
  25. #6 tunpy
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 02:36

    เศร้าๆเหงาๆ แต่ก็อบอุ่นมากๆเลยค่ะ

    #6
    0