บุพเพสันนิวาส (รอมแพง)

ตอนที่ 4 : บุพเพสันนิวาส ตอนที่4 คนเพิ่งสวย...เครียด!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 100,619
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 97 ครั้ง
    11 ก.ย. 52

บุพเพสันนิวาส ตอนที่4  คนเพิ่งสวย...เครียด!

 

เสียงท้องร้องของเกศสุรางค์ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปในพริบตา สองบ่าวปิดปากหัวเราะก่อนจะกล่าวอาสา

“บ่าวจักลงไปเอาสำรับมาให้แม่นายท่านนะเจ้าคะ”

“อ้าว ที่นี่เขาไม่กินพร้อมกันหรือ”คลับคล้ายคลับคลาว่าคนไทยสมัยไหนๆก็ล้วนแต่รอรับประทานข้าวพร้อมกันทั้งนั้นเธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

“เอ่อ...”นางผินมองตาที่สงสัยใคร่รู้ของนายด้วยความงุนงงไปพักใหญ่ ก่อนจะแสดงท่าทีอึดอัดขึ้นมาทันที

“สามสี่วันมานี่ แม่นายท่านรับสำรับในห้องเจ้าค่ะ”

“อ๋อเพราะไม่สบาย แต่ตอนนี้สบายแล้วนี่นา ไว้รอกินพร้อมหน้าพร้อมตากันก็ได้”

“จักไม่ใคร่ดีเท่าใดสิเจ้าคะ” ท่าทีพิลึกของบ่าวทั้งสองทำให้เกศสุรางค์เริ่มรำคาญ

“ขอร้องล่ะ อย่าอึกอักได้ไหม เห็นแล้วพลอยอึดอัดไปด้วย มีอะไรก็พูดมาเลย เพราะข้าจำไม่ได้หรอกนะถ้าพี่ผินหรือพี่แย้มไม่บอก”

“เป็นเพราะ...อีแดงตายอย่างไรเจ้าคะ”

“ใครอีกล่ะอีแดง”

“บ่าวของแม่หญิงจันทร์วาด ลูกสาวเจ้าพระยาโกษาธิบดีอย่างไรเจ้าคะ”นางแย้มรีบบอกด้วยเห็นท่าทีอึกอักของบ่าวร่วมนายเช่นนางผิน ส่วนนางผินที่ทุกข์หนักจากสิ่งที่เคยกระทำลงไปถึงกับน้ำตาตก

“พี่ผินร้องไห้ทำไม นี่มันเกิดอะไรขึ้น ช่วยบอกให้ชัดๆหน่อยได้ไหมอีแดงตายแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า” สองบ่าวตาเบิกโพล่งเหลือกลาญก่อนจะพากันหมอบตัวสั่นเป็นลูกนกด้วยคำที่นายเคยย้ำขู่ว่าไม่ให้กล่าวถึงเรื่องนี้ยังคงก้องอยู่ในหู

“มิมีอันใดเจ้าค่ะ มิมีอันใด”

“อ้าวเป็นอะไรไปทั้งสองคนเลย เฮ้อ...แล้วนี่จะรู้เรื่องกันไหมเนี่ย” เกศสุรางค์ส่ายหน้าอย่างสุดเซ็งก่อนจะลุกขึ้นจับผ้านุ่งผ้าห่ม โดยมีนางผินและนางแย้มรีบถลามาช่วยจัดแจงให้เรียบร้อย ชะรอยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จะโชยเกินพอดีนางผินเบือนหน้าพลางเสนอแนะ

“อาบน้ำก่อนดีไหมเจ้าคะ”

“ก็ดีนะ อาบน้ำกินข้าว หิวมากขอบอก”ร่างบอบบางเดินนำหน้าก่อนจะเบรกดังเอี๊ยดเมื่อเห็นว่านางผินกับนางแย้มกำลังตระเตรียมเสื้อผ้ากองใหญ่

“โอ้โห เอาไปทั้งหมดนี้เลยเนี่ยนะ”

“ผืนนี้ไว้ผลัดเจ้าค่ะ ผืนนี้ไว้ห่ม ผืนนี้ไว้อาบ”นางผินจัดแจงกองผ้าวางซ้อนแล้วเดินออกจากห้องไป ส่วนนางแย้มนำสไบและผ้าพิมพ์ลายสีเข้มออกมาวางไว้บนเตียงก่อนจะคว้ากล่องไม้ที่ใส่ผอบหลายใบอยู่ด้านใน

“นั่นอะไรน่ะ”

“ขมิ้น ไพลสด มะขามเปียกเจ้าค่ะ ส่วนอันนี้แม่ขันเอาไว้ผสมเครื่องอาบเจ้าค่ะ” เกศสุรางค์เริ่มเห็นลางความยุ่งยากประการแรกที่ต้องพบเจอเข้าแล้ว เพียงครู่นางผินก็เดินเข้ามาพร้อมชามดินเผาบรรจุมะกรูดลนไฟที่ฝานมาเสร็จสรรพ เกศสุรางค์ยืนอึ้งอยู่พักใหญ่กับการตระเตรียมที่ยุ่งยากอลังการตรงหน้า เมื่อนางผินกางผ้าให้ทำท่าจะช่วยถอดเครื่องนุ่งห่มให้เธอถึงกับร้องลั่น

“เฮ้ยไม่ต้องปลด ข้าปลดเองได้ เอ่อ เอางี้ดีไหมออกไปรอข้างนอกก่อนเดี๋ยวข้าผลัดผ้าเอง” แม้นางผินและนางแย้มจะงุนงงอยู่บ้างหากแต่ก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี หลังจากผลัดผ้าเสร็จเกศสุรางค์จึงเดินกระมิดกระเมี้ยนออกมา ความรู้สึกหวั่นใจเกาะกุมอยู่นิดๆ ตั้งแต่เกิดมาเคยแต่แก้ผ้าอาบน้ำในห้องน้ำแต่วันนี้คงต้องหัดกระโจมอกให้ดี เธอใช้วิธีปลิ้นทบชายด้านบนให้กระชับหลายชั้นเพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดเวลาใด

“ว่าแต่ที่อาบน้ำแต่ไปทางไหนหรือพี่”

“เดินไปทางด้านหลังเจ้าค่ะ แล้วจักเห็นลำคลองอยู่ไม่ไกลดอกเจ้าค่ะ”นางผินชี้ทางให้ก่อนจะยืนคอยให้เกศสุรางค์เดินนำหน้าออกไป หญิงสาวขอผ้าสำหรับห่มมาคลุมไหล่ก่อนจะเดินอย่างไม่ใคร่แน่ใจนัก แต่ในที่สุดเธอก็ทำสำเร็จ เมื่อลงบันไดก็มองเห็นท่าน้ำอยู่ไม่ไกลจริงดังที่นางผินบอก ริมฝั่งน้ำมีเด็กและผู้ใหญ่อาบบ้างก็ขัดถูถ้วยชามและซักผ้า

“มิใช่เจ้าค่ะ ทางนั้นเป็นที่ของพวกบ่าวพวกทาส ต้องไปท่านี้เจ้าค่ะท่านี้จึงเป็นท่าของนาย”

“โอ้ว มีแยกท่ากันด้วย”

“แยกหลายท่าเจ้าค่ะ มีท่าระวางเรืออยู่ด้านหน้าเรือนด้วยเจ้าค่ะ” นางแย้มคล้ายจะปลงตกแล้วว่าต้องอธิบายทุกสิ่งที่เจ้านายลืมไปให้หมดสิ้นจึงแจกแจงให้ฟังทีละน้อย

“ขมิ้น ดินสอพอง ผสมน้ำมะขามเปียก ไว้ล้างหน้าเจ้าค่ะ มะขามเปียก ไพลผสมกับขมิ้นไว้ขัดตัว มะกรูดไว้ล้างผม แม่นายท่านมิได้ลงมาท่าหลายวันล่วงมาแล้ว ผมเผ้าจึงเหนียวแลมีกลิ่นเยี่ยงนี้” เกศสุรางค์จัดแจงนั่งพร้อมทำท่าจะลงคลองไอ้ครั้นจะพุ่งหลาวลงไปเลยเหมือนที่เคยพุ่งลงสระว่ายน้ำในยุคของเธอก็เกรงว่าจะเอิกเกริกไปสักนิด ยิ่งถ้าผ้านุ่งที่กระโจมอกหลุดตามแรงเสียดสีของน้ำ...แทบไม่อยากจะคิด

“ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ บ่าวอาบให้ก่อน”

“หา แต่ข้าโตแล้วนะอาบเองได้”

“มิได้เจ้าค่ะ มาเถิดหนาอาบเองจักไม่สะอาด”บ่าวสองคนจัดแจงรั้งเธอไว้ก่อนจะเอาขันที่ทำด้วยเงินมาตักน้ำรดตัวของเธอโดยเกศสุรางทำได้เพียงทำตาปริบๆ สักพักมะขามเปียกที่ผสมขมิ้นไพลและดินสอพองถูกนำมาล้างหน้าขัดคอบ่าไหล่ด้วยรังบวบอันใหญ่เป้ง 

“แล้วลงคลองได้ไหม ในคลองมีจระเข้ไหม ปลิงล่ะ”นางผินและนางแย้มหัวเราะคิกเมื่อได้ยินเสียงถามรวดเดียวนั้น

“มิมีจระเข้ดอกเจ้าค่ะ น้ำคลองเป็นน้ำไหลมิใช่บึงนิ่งมิมีปลิงดอกเจ้าค่ะ หากแม่นายท่านจักลงไปอาบเล่นก็ได้เจ้าค่ะแต่รอให้ขัดตัวให้เสร็จก่อนนะเจ้าคะ” ถึงว่ามันจะสะอาดไปได้อย่างไร ถึงยังไงเธอก็ต้องขัดข้างในเองอยู่ดีที่แท้ต้องลงไปอาบทั้งตัวในขั้นตอนสุดท้ายนี่เอง เกศสุรางค์มองรอบกายด้วยความสนใจ ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มมองไปทางใดก็เขียวสดใสสบายตา น้ำในลำคลองใสไหลเรื่อยลมเย็นพัดพากลิ่นดอกไม้หอมระรื่นชื่นโชยทำให้จิตใจที่วุ่นวายผ่อนคลายลงชั่วครู่

“อาบอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะ เพลินดี แต่ถ้าให้ดีต้องมีฝากั้นจะได้อาบน้ำสะดวกๆ อย่างนี้ใครพายเรือผ่านไปผ่านมาก็เห็นกันหมดพอดี”

“มีเจ้าค่ะ ผู้ชายห่าม มาแอบดูผู้หญิงอาบน้ำ”

“เหรอ แล้วเคยมีใครมาแอบดูข้าหรือพี่ๆบ้างไหมล่ะ”เกศสุรางค์ยิ้มซุกซนถามหยอกพี่เลี้ยง

“วุ้ย มิมีผู้ใดกล้าดอกเจ้าค่ะ มิว่าผู้ใดก็รู้ว่าเรือนนี้เป็นเรือนผู้ใด ออกญาโหราธิบดีเป็นถึงพระยาราชครูของพระเจ้าอยู่หัว แม่นายท่านเป็นลูกท่านหลานเธอมิว่าผู้ใดก็ต้องเกรงเจ้าค่ะส่วนบ่าวก็ต้องไปอาบท่าโน้น ก็...มีบ้างเจ้าค่ะ” ท่าทีเอียงอายยิ้มจนเห็นฟันดำนั้นน่าขันจนเธอต้องหัวเราะลั่นออกมา  สองพี่เลี้ยงฟังก็ให้ตกใจอย่างหนักทำกิริยาเลิกลั่กมองซ้ายขวาเมื่อไม่เห็นผู้ใดก็ค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก

“มิบังควรหัวร่อดังปานนี้นะเจ้าคะ ผู้อื่นจักก่นว่าเอาได้ว่าหัวร่อดั่งม้าล่อ”

“อ้าวซะงั้น จะพยายามเก็บเสียงก็แล้วกันนะ  เอ๊ะ อย่างนี้ออกญาโหราธิบดี ผู้หญิงที่ดุๆนั่นกับหมื่นสุนทรเทวาก็ต้องมาอาบท่านี้เหมือนกันใช่ไหม”

“ควรเพรียกออกญาท่านว่าคุณลุงเจ้าค่ะ ออกญาเป็นคำเรียกพระยาที่อาวุโสใกล้ได้เป็นเจ้าพระยา หากเป็นคุณพระฤๅท่านหมื่น ก็จักเพรียกว่าออกพระ ออกหมื่น  ส่วนแม่นายจำปาต้องเพรียกว่าคุณป้า แล้วท่านหมื่นก็จักต้องเพรียกว่า คุณพี่เจ้าค่ะ แลหากท่านเห็นว่าแม่นายท่านอาบอยู่ ท่านก็จะเคร่าก่อนเจ้าค่ะมิมาอาบด้วยเพราะ..เกรงว่าจักเป็นที่ครหาได้เจ้าค่ะ”เกศสุรางค์นั่งฟังอย่างตั้งใจแล้วก็ให้สะดุดบางคำที่เดาความหมายได้ยาก

“เคร่า?”

“รอท่าไว้มิมาก่อนเพลาอันควรเจ้าค่ะ”นางแย้มอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีทีท่าไม่เข้าใจ

“อ้อ คำโบราณนี่ยากเหมือนกันนะ ถ้ามีอะไรที่ข้าต้องรู้อีก พี่ทั้งสองก็ช่วยบอกข้าด้วยก็แล้วกัน เพราะข้าลืมไปจนหมดแล้วจริงๆ”

“เอ่อ แม่นายท่านเจ้าขา หากผู้ใหญ่มิได้กล่าววาจาด้วย ก็มิบังควรถามไถ่ฤๅเอ่ยปากก่อนหนาเจ้าคะ”นางผินเตือนด้วยน้ำเสียงที่กริ่งเกรง

“แล้วถ้าสงสัยมากๆๆอยากถามล่ะ”

“ก็ต้องขออภัยก่อนเจ้าค่ะ กล่าวเยี่ยงนี้นะเจ้าคะ ขออภัยด้วยเถิดหนา ฤๅ ขออภัยด้วยเถิดเจ้าค่ะ ข้าใคร่ถาม  จึงรอให้ผู้ใหญ่ท่านอนุญาตแล้วจักถามได้เจ้าค่ะ”

“โห น่าอึดอัดนะเนี่ย เอาเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่พูดเลยดีกว่าไหมมีอะไรสงสัยก็ค่อยมาถามพี่ผินกับพี่แย้มก็แล้วกันเนาะ” สองบ่าวก้มหน้าหัวเราะเบาๆอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่นางทั้งสองรู้สึกชื่นใจสบายใจที่ได้รับใช้ใกล้ชิดนายผู้นี้ ท่าทีคล้ายเด็กหญิงที่ไม่รู้ความและไม่เจ้ายศเจ้าอย่างเช่นดั่งเคยชวนให้เอื้อเอ็นดูเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า

หลังจากล้างผมล้างตัวจนสะอาดเกศสุรางค์ก็ต้องใจหายใจคว่ำกับการผลัดผ้าอีกครั้งทว่าก็เป็นไปอย่างคล่องขึ้น อย่างน้อยก็ไม่หลุดลุ่ยให้อายสองพี่เลี้ยง ผมยาวดำหอมมะกรูดจางๆพาให้สดชื่นยิ่งกว่าเดิม แม้โดนเข้าครั้งแรกจะทั้งแสบทั้งคัน เนื้อตัวที่ถูกขัดครั้งแรกนั้นก็เช่นกันหากเมื่อได้ลงน้ำอาการคันอาการแสบก็หายไปจนหมดสิ้น

ทั้งหมดพากันเดินขึ้นเรือน นางแย้มตักน้ำในโอ่งเล็กริมบันไดเรือนมารดล้างเท้าให้แม่นายของตน ส่วนนางผินน้ำผ้าไปซักตาก ปล่อยให้เกศสุรางค์เดินขึ้นเรือนไปกับนางแย้มเพียงสองคน

นางแย้มจัดแจงยกเครื่องประทินมาชโลมทาผิวลออนั้นอย่างเบามือ ทั้งน้ำอบน้ำปรุงและแป้งร่ำผงกฤษณาถูกทาอย่างกระหน่ำในความรู้สึกของเกศสุรางค์ นางแย้มนำพัดใบตาลมาพัดวีจนแห้งแล้วจึงทำท่าจะทาซ้ำอีกรอบ

“เย้ย พี่แย้มรอบเดียวก็พอแล้ว”

“มิได้ดอกเจ้าค่ะ จักมิหอมติดเนื้อติดตัว”

“ไม่ต้องให้หอมนักก็ได้ไม่ได้ออกไปไหนอยู่แต่กับ...เรือนไม่ใช่หรือ”

“ท่านหมื่นอยู่ด้วยหนาเจ้าคะ”ท่าทีพูดที่อ้อมแอ้มทำให้เกศสุรางค์นึกรู้

“เป็นคู่หมั้นกันแล้ว ยังต้องให้ท่าอีกเหรอ” เพียงได้ยินนางแย้มถึงกับตบอกตัวเองด้วยความตกใจ

“กล่าวเยี่ยงนั้นได้กระไรเจ้าคะ อีกทั้งท่านหมื่นเป็นแค่คู่หมายเจ้าค่ะ มิได้หมั้นฤๅตกลงความกันเป็นมั่นเหมาะ แลนี่ก็ครบขวบปีแล้วที่แม่นายท่านมาอยู่เรือนนี้ ยังมิมีผู้ใดกล่าวถึงเรื่องนี้เลยเจ้าค่ะ” ได้ยินเช่นนั้นเธอก็พอรู้แล้วว่างานนี้มีเหนื่อย

“อ้าว เอ้างั้นก็ประโคมเข้ามาน้ำหงน้ำหอม” อย่างน้อยหากการะเกดยังไม่ได้ตายและสามารถกลับมาร่างนี้ได้เธอจะได้ไม่ต้องตกเป็นจำเลยว่าไม่ทำตามอุดมการณ์เดิมของเจ้าของร่าง คราวนี้เจ้าตัวเลยกางแขนกางขาให้นางแย้มได้ทาถูๆกันอย่างเต็มที่

ครบสามครั้งสามคราถึงได้ฤกษ์แต่งองค์ทรงเครื่อง คราวนี้เกศสุรางค์ขอแต่งเอง หากหลังจากพยายามแต่งเนื้อแต่งตัวเองอยู่พักใหญ่ก็ต้องยอมแพ้ให้นางแย้มมาช่วย

“เวรเอ๊ย เสื้อผ้าสมัยนี้ใส่ยากใส่เย็นจริงๆ”เสียงบ่นพึมพำนั้นเริ่มเป็นที่เคยชินต่อผู้ฟัง นางแย้มจับจีบผ้าให้อย่างคล่องแคล่วในขณะที่เกศสุรางค์กุมชายพกไว้อย่างมั่นมือ

“มีเสื้อไหมพี่แย้ม”

“มีเสื้อเครื่องเจ้าคะ แต่เอามาทำไมเจ้าคะหนาวฤๅเจ้าคะ” นางผินที่ซักผ้าตากเสร็จสรรพเดินเข้ามาในห้องก็เดินเข้ามาช่วยอย่างรู้งานพร้อมออกปากถามเมื่อได้ยิน

“ก็ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่หรอก แต่ถ้ามีก็ขอหน่อยสิพี่ผิน ข้ากลัวผ้าหลุด ผ้าแถบเนี่ยนุ่งลำบากจะตายไป”เกศสุรางค์ก้มมองผ้าแถมที่แม้จับมาพันๆตัวอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับเธอได้เลย

“ตวัดห่มเป็นสไบก็ได้เจ้าค่ะแล้วเหน็บเก็บ จักได้มิรุ่มร่ามหลุดออก” สองพี่เลี้ยงลอบถอนหายใจขณะที่ช่วยห่มผ้าให้ผู้เป็นนาย หายเจ็บหายไข้ครานี้แม่นายของตนลืมเลือนแม้กระทั่งวิธีนุ่งผ้านี่คงเป็นเพราะฤทธิ์มนตร์กฤษณะกาลีโดยแท้

“แล้วนุ่งโจงกระเบนอย่างพวกพี่ไม่ได้เหรอ”

“มิได้เจ้าค่ะ เป็นแม่หญิงยังมิได้ออกเรือน อีกทั้งเป็นถึงลูกหลานพระน้ำพระยาควรแต่งกายให้เหมาะสมเจ้าค่ะ”

“เฮ้อ...มันโล่งโจ้ง เข้าใจป่ะพี่ว่ามันโล่ง กางเกงในก็ไม่มี” เกศสุรางค์รู้สึกเหนียมๆชอบกลเมื่อก้าวเท้าแล้วผ้าจีบหน้านางนี้พะเยิบพะยาบให้ลมโกรกด้านในได้

“กางเกงในคือสิ่งใดเจ้าคะ” คำแปลกหูทำให้นางผินต้องเอ่ยปากถาม ฝ่ายเกศสุรางค์ได้ฟังคำถามแล้วก็ให้ถอนหายใจอีกหลายเฮือก แต่แล้วแววตาสุกใสนั้นก็เปล่งประกายขึ้นมา

“พี่มีผ้าหรือเปล่า ผ้าที่ยังไม่ได้ใช้ หรือว่าใช้จนนุ่มแล้วก็ได้ ที่พอจะเอามาตัดได้น่ะ ถ้ามีก็ขอกรรไกร กับเข็มแล้วก็ด้ายด้วยนะ” สงสัยว่าเธอจะต้องตัดเย็บเองเสียแล้ว ยางยืดสมัยนี้คงไม่มีใช้เป็นไส้ไก่รูดเอาก็แล้วกันอย่างน้อยก็คงพอแก้ขัดได้

“ผ้ามีเข็มกับด้ายก็มีเจ้าคะ แต่กรรไกร...ใช่กรรไตร ฤๅไม่เจ้าคะ” นางผินทวนคำของเกศสุรางค์ด้วยไม่แน่ใจนัก หญิงสาวส่งยิ้มแหยๆพร้อมพยักหน้าให้ กรรไตรก็กรรไตร คำโบราณแต่ละคำสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเธอเป็นที่สุด  หากเธอปรับตัวไม่ได้โดยเร็วไม่เธอก็คงเป็นสองพี่เลี้ยงที่จะต้องโดนโรคประสาทเล่นงานเอาแน่ๆ

“แต่เอาไว้ก่อนก็ได้ กลับจากกินข้าวแล้วค่อยว่ากัน”ท้องที่ร้องจ๊อกๆทำให้ล้มเลิกความคิดที่จะหากางเกงในใส่ชั่วคราว ผมยาวเริ่มแห้งหมาด นางผินจูงมือแม่นายของตนมานั่งหน้ากระจกทองเหลืองก่อนจะยกมือไหว้แล้วเอื้อมมือมาจับผมและหวีให้อย่างเบามือ

“ทำไมต้องไหว้ด้วยล่ะจ๊ะพี่ผิน”

“หัวเป็นของสูงเจ้าค่ะ หากมิมีเหตุบังควรก็มิควรแตะต้อง”

“อ้อ” ผอบน้ำมันจันทน์ถูกเอามาวางไว้ตรงหน้า ก่อนจะนำน้ำมันมาลูบบางๆจัดปีกผมแบ่งอย่างคล่องมือ

“ไม่เอาทรงนี้ได้ไหมพี่ผิน” คนเรื่องมากเริ่มมากเรื่อง

“กระไรเจ้าคะ”

เกศสุรางค์แย่งเอาหวีเสนียดมาแบ่งผมให้แสกข้างแล้วหวีปรกซ้ายขวาโดยพยายามให้เรียบแปล้มากที่สุด ทำให้วงหน้าที่สะท้อนกระจกค่อยดูคล้ายคนสมัยเธอมากขึ้นอีกนิด

“พอแล้วทรงนี้ล่ะ ไปกินข้าวกัน” ร่างบางลุกผลุงขึ้นอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเปิดม่านกั้นเดินหนีเสียงบ่นงึมงัมของพี่เลี้ยงทั้งสองที่ไม่ถูกใจกับทรงผมทรงใหม่ที่ไม่อินเทรนด์สำหรับสมัยนี้

เมื่อเดินออกมาถึงกลางลานใหญ่เกศสุรางค์ก็มองเห็นบ่าวไพร่พากันชักแถวกันเข้ามาพร้อมสำรับในมือคนละถาดแทบทุกคนเหลือบมองเกศสุรางค์ก่อนจะพากันหลบตาด้วยท่าทีสงสัยระคนกริ่งเกรง

“วันนี้ออกมารับข้าวได้แล้วฤๅ”เสียงถามเรียบเฉยของสตรีสูงวัยที่ยืนควบคุมบริวารอยู่นั้นได้รับคำตอบรับเพียงสั้นๆเพราะเกศสุรางค์ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะพูดให้น้อยพร้อมกับฟังให้มากที่สุดเพื่อรับกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น กลิ่นน้ำอบฟุ้งตลบของคุณหญิงจำปาทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิดพวกพ้องนัก หากภาพที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นคือออกญาโหราธิบดีกับหมื่นสุนทรเทวาที่เปลือยอกประแป้งที่อกลายพร้อยเช่นกัน ออกญาโหราธิบดีนั้นไม่เท่าไหร่แต่หมื่นสุนทรเทวา...เกศสุรางค์ถึงกับครางในใจ  ล่ำสุดยอดดด พร้อมกับนึกเสียดายที่หน้าตาคมสันนั้นบึ้งไปสักนิดและทรงผมก็ดูเชยไปสักหน่อย

ทั้งสองคนนั่งบนเสื่อกกที่ถูกปูลาดกลางศาลาใหญ่ ตามมาด้วยพานหลายขนาดที่ใส่กับข้าวผักปลา เกศสุรางค์ทรุดตัวลงนั่งเลียนแบบคุณหญิงจำปาอย่างเก้ๆกังๆ ตั้งแต่เกิดมาเธอเพิ่งเคยนั่งพับเพียบรับประทานข้าวก็คราวนี้เอง  ข้างกายของแต่ละคนจะมีชามดินเผาเล็กๆที่บรรจุน้ำและมีเปลือกมะนาวลอยอยู่ชิ้นสองชิ้น เว้นเพียงเกศสุรางค์

“อีจวงไปเอาชามล้างมือมาให้แม่หญิงการะเกดสิ”

“เจ้าค่ะแม่นายท่าน” หนึ่งในบ่าวที่นั่งรอท่ารับใช้อยู่สี่ห้าคนคลานปราดออกไปก่อนจะกลับมาพร้อมชามดินเผาที่บรรจุน้ำและเปลือกมะนาว

“มิรู้ว่าออเจ้าจักออกมารับข้าวด้วยเลยมิได้เตรียมไว้”

“สบายดีแล้วฤๅหลาน” ถ้อยคำที่พระยาโหราบดีถามไถ่นั้นมีสำเนียงของความไม่แน่ใจอยู่ลึกๆพร้อมกันนั้นท่านก็ได้สังเกตรูปลักษณ์ของหลานท่านอย่างถี่ถ้วน

“เจ้าค่ะ”เกศสุรางค์จ้องเป๋งไปที่คนถามจนฝ่ายนั้นอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อมองเห็นสีหน้าสดใสและแววตาเป็นประกายของหลานท่านที่ไม่มีวี่แววของความวิปลาสหรือการเจ็บไข้ใดๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความโล่งใจ

“ดี..ดีจริงๆ กินข้าวกันเถิดหนา” เกศสุรางค์เริ่มเล็งกับข้าวในพานไม้ ก็มองเห็นว่าถ้วยชามทั้งหมดที่วางอยู่บนพานไม้นั้นเป็นจานและถ้วยกระเบื้องเนื้อละเอียดซึ่งน่าจะมาจากเมืองจีน ล้วนบรรจุอาหารอยู่เต็มปริ่มหากถ้วยชามพวกนี้ไปอยู่ในสมัยเธอมิแคล้วต้องไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นแม่นมั่น

 ถ้วยหนึ่งนั้นน่าจะเป็นน้ำพริกเพราะมีจานผักจิ้มเป็นผักสดและผักลวกผสมกันวางอยู่ข้างๆ อีกจานจึงเป็นปลาลักษณะเป็นปลาแดดเดียวปิ้ง อีกสองชามเป็นอาหารประเภทยำ มีน้ำพริกและยำเท่านั้นที่มีช้อนกระเบื้องเข้าชุดกับจานชามวางไว้ให้ตักใส่ชามข้าวของตัวเองได้และแน่นอนว่าทุกคนต่างเปิบข้าวกันด้วยมือ

ชามดินเผาที่มีประจำตัวแต่ละคนเอาไว้จุ่มเพียงข้อนิ้วเพื่อไม่ให้ข้าวติดมือเท่านั้น และคงเอาไว้ล้างมือยามรับประทานข้าวเสร็จด้วย อาหารรสชาติอร่อยถูกปากแต่กว่าจะเปิบข้าวเข้าปากตามที่ใจต้องการได้ ก็เมื่อได้สังเกตดูคุณหญิงจำปาอย่างละเอียดจึงเห็นทริคในการเปิบ

นิ้วสี่นิ้วที่ใช้ปั้นข้าวเป็นก้อนพร้อมใช้นิ้วโป้งดันข้าวเข้าปากทำให้การกินเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้นจนอดไม่ได้ที่จะปลื้มใจในตัวเองที่การกินข้าวด้วยมือครั้งแรกในชีวิตนั้นไม่อเนจอนาถนัก ข้าวสุกของที่นี่เป็นสีคล้ำซึ่งคงเกิดจากการตำข้าวด้วยครกไม่ได้ใช้เครื่องจักรสีข้าวอย่างยุคของเธอ อีกทั้งมีความเหนียวนุ่มมากกว่าปกติแสดงถึงความเป็นข้าวใหม่ที่ยังมียางข้าวเยอะทำให้สามารถเกาะกลุ่มเข้าปากได้อย่างไม่ร่วงหล่น

“รับข้าวได้มากเห็นทีออเจ้าจักหายดีแล้วจริงๆ” ไม่จำเป็นต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่าผู้ที่พูดเป็นออกญาโหราธิบดี เมื่อเธอเหลือบไปมองหมื่นสุนทรเทวาก็พบว่าฝ่ายนั้นจ้องมองมาด้วยสายตาที่มีความสงสัยและขุ่นเคืองอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

“ทำผิดคิดชั่ว หากแต่ยังกินข้าวได้คล่องปากคล่องท้อง ช่างใจคอเหี้ยมโหดเกินใคร”เสียงเปรยนั้นทำให้บรรยากาศเริ่มมาคุโดยคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเกศสุรางค์ก็รู้สึกได้

“พ่อเดช มนต์กฤษณะกาลีก็ร่ายจนจบบทแล้ว อันเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าแม่การะเกดมิได้กระทำการสิ่งใดอันไม่ควรลงไป แล้วออเจ้าจักกล่าวเพรื่อไปอีกด้วยเหตุอันใด”

“ปะเหมาะเพียงใดลงเวจเพลาเยี่ยงนั้น จักมิให้ลูกคิดได้อย่างไรขอรับ เรื่องริษยาทุกผู้ก็ต่างเห็นกันถ้วนทั่ว มิว่าเช่นใดก็ยากจักปัดทิ้งได้ว่ามิได้ยุ่งเกี่ยวจนคนตาย” ออกญาโหราธิบดีถอนหายใจยาวละข้าวในมือ

“คุณพี่เจ้าขา รับส้มสูกลูกไม้สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหญิงจำปาผู้เป็นคนกลางกล่าวเสียงเครือคล้ายจะอ้อนวอน หากออกญาโหราธิบดีก็ล้างมือล้างไม้แล้วเดินเข้าห้องไปโดยไม่พูดสิ่งใดสักคำ คนที่รับบทหนักจึงเป็นเกศสุรางค์ที่ต้องถูกคุณหญิงจำปามองอย่างตำหนิที่ทำให้พ่อลูกต้องมาขัดแย้งกันกลางวงกินข้าว

“คงสาสะใจแล้วสิหนา”เสียงทุ้มเข้มนั้นเอ่ยออกมาพร้อมดวงตาอริที่จ้องมองมา

“พูดกับข้าหรือ” คำถามอย่างงุนงงของเกศสุรางค์เหมือนน้ำมันที่ราดกองไฟ ดวงตาสีเข้มนั้นส่งประกายดุดันเกลียดชังขึ้นมาทันที

“มิเคยพบมิเคยเห็นผู้ใดจักหน้าด้านหน้าทนเยี่ยงนี้ ลางสิ่งลางอย่างแม้มิยอมรับหากแต่ผู้อื่นก็พอคิดได้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น ”เกศสุรางค์อ้าปากค้างกับคำว่ากล่าวที่ฟังแล้วยังงงๆนั้น  อะไรกันวะเนี่ย

“พอเถิดหนาพ่อเดช แม่การะเกดกลับเข้าห้องไปได้แล้ว ช่างมีแต่เรื่องมิรู้จักหยุดจักหย่อน” เกศสุรางค์ได้แต่อึ้งกิมกี่กับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็ยอมลุกเดินไปยังห้องของตนแต่โดยดี เมื่อปรายตามองบ่าวไพร่ที่นั่งรอกันอยู่จำนวนไม่น้อยก็มองเห็นถึงสายตากินแหนงแคลงใจชิงชังผสมปนเปกันไปจนคนถูกมองเริ่มหนาวๆร้อนๆ การะเกดทำอะไรมาหว่า?

เพียงเข้าห้องเกศสุรางค์ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องถามพี่เลี้ยงทั้งสองให้รู้เรื่องว่าการะเกดทำอะไรลงไปบ้าง และเท่าที่คาดเดาดูคงเป็นเรื่องร้ายแรงมิใช่น้อยและอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวเสียด้วยเมื่อมองจากสายตาเอือมระอาที่คุณหญิงจำปามองเธอ

“พี่ผิน พี่แย้ม”

“เจ้าคะ” สองพี่เลี้ยงขานรับเสียงค่อยพร้อมกันก่อนจะก้มหน้านิ่ง

“พี่ก็รู้ใช่ไหมว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลย แต่ข้าก็ไม่โง่พอที่จะไม่เห็นว่าคนอื่นเขาเกลียดข้ากันแค่ไหน ถ้าพี่ทั้งสองรักและเอ็นดูข้าก็ขอให้บอกตามตรง ตามจริง ไม่อย่างนั้นข้าคงมีชีวิตอยู่อย่างลำบากแน่ๆ”

“แม่นายท่าน!

“ว่าอย่างไรล่ะ ถ้าพี่สองคนไม่บอกข้าจะออกไปถามหมื่นสุนทรเทวาและคุณป้าด้วยตัวเองนะ” นางผินเงยหน้าอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

“อย่าเชียวหนา จักเป็นความใหญ่โตได้เจ้าค่ะ”

“ใหญ่เป็นใหญ่ เรื่องหนักกว่านี้ข้าก็เจอมาแล้ว”

“แม่นายท่านเจ้าขา อย่าได้คิดเลื่อนเปื้อนไป ทุกอย่างล้วนยากจักกำหนดได้”

“แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะ ทำไมทุกคนถึงได้มองข้าเหมือนข้าเป็นตัวร้าย หรือว่าเมื่อก่อนข้านิสัยไม่ดีเอามากๆ”

“ทุกผู้ทุกคนเลยฤๅเจ้าคะ” คำพูดอ้อมแอ้มกับท่าทีกระอักกระอ่วนของนางแย้มและนางผินยิ่งทำให้แน่ใจว่าฤทธิ์ร้ายของการะเกดคงเยอะมากจนแจกแจงไม่หวาดไม่ไหว

“เอาเรื่องแรกก่อน คนชื่อแดงตายเพราะอะไร” ไม่ต้องสืบให้มากความก็รู้ว่าตรงเผ็งเมื่อสองพี่เลี้ยงเงยหน้าอ้าปากตกใจหน้าเปลี่ยนสีไปในพริบตา

“ถ้าไม่บอกก็ไม่ต้องมาพูดกันอีกเลย ข้าจะไปถามหมื่นสุนทรเทวาเอง”

“บอกเจ้าค่ะ แต่..แม่นายท่านสั่งบ่าวไว้ว่ามิให้ปริปาก”

“ตอนนี้สั่งใหม่แล้วให้ปริปากได้ รีบบอกมาเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วไปเวจแปลว่าอะไร”เธอยังจำคำแดกดันที่ชายหนุ่มผู้นั้นพูดใส่หน้าได้ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็พอจะรู้สึกได้ว่าหมื่นสุนทรเทวาชังน้ำหน้าเธอจนแทบไม่อยากเห็นหน้าเสียด้วยซ้ำ

“ไปเวจ ก็ไปถ่ายหนักอย่างไรเล่าเจ้าคะ” ผิดคาดอย่างหนักและพาให้งงเพิ่มขึ้นไปอีกสำหรับคำตอบของนางผิน

“หา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการตายของคนชื่อแดงล่ะ”

“เมื่อสามสี่วันก่อน แม่นายท่านกับบ่าวลงเรือนไปที่คุ้งน้ำโค้งสวนยายกุยที่เช่าที่ดินของพระยาโหราท่านก่อนออกจากคลองแกลบนั้นแลเจ้าค่ะ เอ่อ แม่นายท่านให้บ่าวไปล่มเรือแม่หญิงจันทร์วาดลูกสาวเจ้าพระยาโกษา... อีแดงมันเป็นบ่าวใหม่ของแม่หญิงจันทร์วาดเพิ่งมาจากหัวเมืองทางเหนือยังว่ายน้ำไม่แข็งมันเลยจมน้ำตายเจ้าค่ะ”นางผินพูดพลางน้ำตาตกก่อนจะก้มหมอบร้องไห้จนตัวสั่นทั้งกลัวบาปกรรมและกลัวนายจะกริ้วโกรธทุบตีเหมือนที่เคยเป็น ส่วนนางแย้มได้แต่ค้อมตัวก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความสงสารเพื่อน

“ล่มเรือ คนตายเลยเหรอ” การะเกดเล่นหนักไปแล้วจริงๆ ตอนนี้เกศสุรางค์โคตรจะแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เธอเห็นก่อนที่จะมาอยู่ในร่างของการะเกดนั้นคือสิ่งใด คนนุ่งโจงกระเบนสีแดงนั่นน่าจะเป็นยมบาล และไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมการะเกดถึงถูกยมบาลลากไปนรกในเมื่อคนตายทั้งคนเช่นนี้

แล้วก็ให้ฉุกคิดขึ้นอีกว่าหากการะเกดตายไปจนลงนรก แล้วเธอล่ะเป็นวิญญาณหรือไม่ หรือจะเป็นเพราะจิตที่ต้องการแก้ไขในสิ่งที่ทำ วิญญาณของการะเกดจึงได้ไปปรากฏให้เธอเห็นที่วัดไชยวัฒนาราม และแรงกล้าถึงขนาดดึงวิญญาณเธอให้มาพบจนผลักเธอให้มาอยู่ในร่างของตัวเองเช่นนี้ จิตใจของเกศสุรางค์ที่พอจะรับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้แล้วเริ่มหนักอึ้งขึ้นอีกครั้งเมื่อได้แต่คาดเดาสะเปะสะปะโดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คิดจะผิดหรือถูก

อีกทั้งดูเหมือนว่าความหวาดกลัวกริ่งเกรงของบ่าวคนสนิททั้งสอง รวมกับสายตาของบ่าวไพร่คนอื่นๆที่มองเธออย่างตำหนิชิงชังจะทำให้รู้ว่านิสัยของการะเกดคนที่เธอมาอาศัยร่างนี้คงร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว

“เออเนาะเขามีแต่ข้ามภพมาเป็นนางเอก กรูดันข้ามมาเป็นนางร้ายซะงั้น เฮ้อ เครียดได้โล่!”เกศสุรางค์อุทานไปแล้วถึงได้มองเห็นว่านางผินยังคงหมอบสั่นงันงกก็อดที่จะสงสารเห็นใจไม่ได้ มีนายผิดคิดจนนายตายเลยนะเนี่ยพี่ผิน

“พี่ผินอย่าร้องไห้ไปเลย”ร่างบางทรุดตัวลงนั่งใกล้นางผินก่อนจะดึงร่างนั้นมากอดปลอบ

“เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว ข้า...ข้าเองก็คงไม่ตั้งใจให้มันเกิดเรื่องร้ายอย่างนี้ขึ้น เรามาเริ่มใช้ชีวิตกันใหม่ทิ้งเรื่องเก่าๆไปเถอะ ถ้าพี่ผินไม่สบายใจเดี๋ยวเราไปทำบุญให้คนชื่อแดงกันนะ” ข้อเสนอนี้คงเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะได้ทำบุญให้การะเกดไปด้วย นางผินแม้จะแปลกใจอย่างหนักกับท่าทีของนายแต่ก็ปาดเช็ดน้ำตาโดยไม่พิรี้พิไร

“ดีเจ้าค่ะ งานศพอีแดงก็มิได้ไปเผามัน หากได้ทำบุญให้มัน ลางทีมันคงรับรู้ได้ว่าบ่าวกับแม่นายท่านมิได้ตั้งใจ”

“ตกลงตามนั้น ว่าแต่ ข้าสงสัยในมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วไม่มีใครเอาผิดอะไรเลยเหรอ หรือว่าเขาไม่รู้ว่ามีคนมาล่มเรือ”

“ทุกผู้ล้วนเกรงในออกญาโหราธิบดีเจ้าค่ะ เพราะว่าท่านเป็นพระยาราชครูของพระเจ้าอยู่หัวอีกหนึ่งคำรบ มิมีผู้ใดกล้าหักหาญดอกเจ้าค่ะอีกทั้งพระยาโหราฯท่าน ร่ายมนต์กฤษณะกาลีได้ยินไปทั่วคุ้งน้ำเป็นการสาปแช่งผู้กระทำ มิว่าผู้ใดก็รับรู้ว่ามนต์อันนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผิแม้ว่ามีผู้คิดร้ายทำให้อีแดงตายผู้นั้นก็จักตายตกตามกัน ฤๅมิเช่นนั้นก็..ถึงแก่สติวิปลาสเจ้าค่ะ” นางแย้มค่อยๆอธิบายแล้วก็ให้หน้าซีดเผือดลงไปอีกครั้ง

“อ้อ มิน่า” ไม่น่าเล่ามีแต่คนคิดว่าเธอเป็นบ้าแต่มันก็น่าให้คิดอย่างนั้นอยู่หรอกเพราะเธอดันโผล่มาอยู่ในร่างของการะเกดเสียอย่างนี้ หรือบางทีมนต์กฤษณะกาลีนั่นคงศักดิ์สิทธิ์จริง การะเกดอาจจะยังไม่ได้ตายจริงๆแค่ถูกลากไปทรมานด้วยเวทย์มนต์ก็เป็นได้ แล้วตูไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยวะถึงต้องมารับบทหนักขนาดนี้

คิดแล้วก็ให้เพลียฮาร์ทเสียดายที่อุตส่าห์มาอยู่ในร่างของคนที่ผอมสวยสะเด็ดออกขนาดนี้กลับต้องมาแก้ปัญหาใหญ่โตที่ติดมาด้วยมิหนำซ้ำมาอยู่ในยุคที่ไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย และที่สำคัญมาอยู่ในตระกูลขุนนางที่ค่อนข้างใกล้ชิดเป็นถึงราชครูเสียด้วย...ว่าแต่คุ้นๆแฮะ..ราชครู..

จากที่เคยร่ำเรียนมาแต่ละยุคของกรุงศรีอยุธยากษัตริย์มีแต่ครองราชย์กันในช่วงสั้นๆ นอกจากขุนนางจะชิงดีชิงเด่นชิง เชื้อพระวงศ์ก็ยังชิงบัลลังก์กันเป็นว่าเล่น ไม่เว้นแม้แต่สมัยพระนารายณ์มหาราชที่ว่ากันว่าเจริญรุ่งเรืองสุดขีดจากการค้ากับต่างประเทศ



โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 97 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,794 ความคิดเห็น

  1. #2791 ott1212 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 01:00
    อ่านเพลินไปเลยนะเนี่ย
    #2,791
    0
  2. #2695 เลนเดียร์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2556 / 01:12
    บอกได้คำเดียวว่าชอบ
    #2,695
    0
  3. #2669 gowaw (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2555 / 14:48
    ชอบที่ หลงยุคมาเป็นนางร้าย มิได้เป็นนางเอก แถมยังร้ายได้โล่อีก 555555

    งานหนัก คุณเอ๊ยยยย
    #2,669
    0
  4. #1266 Roza (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2552 / 00:22
    สนุกมากๆเลยค่ะ อ่านไปยิ้มไป



    ภาษาสละสลวย



    อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆค่ะ
    #1,266
    0
  5. #1189 ฝนธารา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2552 / 20:25

    หนุกดีจ้า
    นางเอกเราจะแก้ปัญหายังไงนะ

    #1,189
    0
  6. #758 SomOH (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2552 / 21:23
    นางเอกฮาอ่ะ 555555+
    #758
    0
  7. #461 เมมฟิส (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กันยายน 2552 / 12:00
    สนุกจ้า
    #461
    0
  8. #139 a-lanta (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2552 / 08:25

    งานเข้าแล้ว...นางเอกเรา

    #139
    0
  9. #124 TongFaธงฟ้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 21:16
    มันส์     (มันส์ตรงไหนไม่มีบู๊สักกระหน่อย)      อยากอ่านต่อเรื่อย ๆ      ลำบากเจ้าแล้ว   การะเกดปลอม      เหอ ๆ  
    #124
    0
  10. #68 eeeyen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 21:13
    โอ๊ยยยยยยยยยยยยยย....................น่าสงสารหนูเกดจังจะข้ามภพทั้งทีก็เป็นนางร้ายซะนี่ สมกับคนสวยเครียด
    เจงๆๆๆๆๆ

    #68
    0
  11. #66 Spicy_Ice_cream (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 19:39

    อ๋า >< อ่านแล้วติดแฮะ 555+

    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะคะ >

    #66
    0
  12. #65 inasba (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 15:57

    เราก็เพลียฮาร์ตแทนเลยนะนิ แทนนี่จะข้ามภพมาเป็นนางเอกดันมาสวมบทนางอิจฉาก่อนชะนิ อิอิ

    #65
    0
  13. #64 Fhal2a (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 15:49

    โอ้ลัคกี้ ตอนใหม่มาแว้ว ต้องรอ รอ อีก นานแค่ไหน เธอจะออกตอนใหม่ๆ มาหนอ

    โค้งงามๆ ขอบคุณมากค่ะ เอาใจช่วยให้ 2 เกด เปลี่ยนจากนางร้าย และ นางร้ายจำเป็น มาเป็นนางเอกค่ะ

    ตอนจบจะได้กลับไปพบอีตาเรืองฤทธิ์ ป่าวนี่ XD

    #64
    0
  14. #63 Jenny (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 11:03
    สนุกมากค่ะ รออ่านทุกวันเลย
    #63
    0
  15. #62 bansom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 08:36
    ฮาได้ใจอีกแล้วค่ะ
    #62
    0
  16. #61 น้ำบุษย์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 04:29
    มาแล้วคุณรอมแพง อ่านรวดเดียวเลย สนุกแหวกแนวอีกแล้ว ทั้งตลกทั้งกลุ้มในคราวเดียวกัน จะรออ่านเป็นสาวกที่ดีต่อไปนะคะ
    #61
    0
  17. #59 pure_marble (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 02:19
    ชอบนิสัยนางเอกอีกแล้วค่ะ
    ดีใจมากเลยที่เห็นพี่รอมแพงอัพ
    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #59
    0
  18. #57 pu-ay (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 23:59
    วันนี้มาเทียวอ่านตั้ง3รอบ ในที่สุดก็ได้อ่านสมใจ เฮ้อออออ รีบมาอัพไวๆ อีกนะค่ะ ขอเยอะกว่านี้ไม่ได้เหรอ คนอ่านจะได้ชุ่มใจหน่อย (มันน้อยอะ) 
    #57
    0
  19. #56 weewi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 23:24
    รออ่านอย่างใจจดจ่อค่า ^^
    #56
    0
  20. #55 พีโชบล (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 23:08
    สงสารเกศสุรางศ์จังเลย จะคอยเป็นกำลังใจให้นางเอกต่อไปนะคะ รีบๆมาอัพน้า....
    #55
    0
  21. #54 Tinkerbell (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 23:01
    ว้าวววว เข้ามาเช็คหลายรอบมากๆๆ



    ดีใจจังค่ะ ที่อัพ อัพบ่อยๆนะคะ ชอบเรื่องนี้มากมาย :)
    #54
    0
  22. #53 wanny (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 22:45
    นางเอกอารมณ์ดีจัง ฮาดีๆ ^^

    ว่าแต่ว่าอยากเห็นจังพระเอกจะล่ำแค่ไหน อิอิ

    อย่าลืมมาอัพต่อนะค่ะ

    สู้ๆ ค่ะ
    #53
    0
  23. #52 belindaz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 22:07
    ได้อีก ทีนี้จะแก้ปัญหายังไงดีละเจ้าค้า ^^
    #52
    0