บุพเพสันนิวาส (รอมแพง)

ตอนที่ 3 : บุพเพสันนิวาส ตอนที่3 จำต้องปรับตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55,796
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    9 ก.ย. 52

บุพเพสันนิวาส ตอนที่3  จำต้องปรับตัว

 

เกศสุรางค์สูดลมหายใจยาวๆก่อนจะหลับตาเพื่อตั้งสติ เมื่อลืมตาขึ้นทุกอย่างก็ยังคงอยู่เช่นเดิมลักษณะของผู้คนโดยรอบหากเป็นหญิงก็ค่อนข้างจะอวบสันทัด ที่เป็นชายก็กำยำล่ำสันสูงใหญ่พอสมควร เธอก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง ผิวของเธอไม่เหมือนใคร ออกขาวเหลืองลออตาในขณะที่คนอื่นๆผิวสองสีค่อนข้างคล้ำแดด มีเพียงหญิงสูงอายุที่มีทีท่าสง่าแต่ตาดุเหลือเกินเท่านั้นที่ผิวพรรณดูนวลตากว่าคนอื่น

“ฤๅว่าผีจักเข้าจริงเจ้าคะ คุณพี่” เสียงของสตรีสูงวัยที่กระซิบถามชายสูงวัยทำให้เกศสุรางค์ตาเบิกโพล่ง

หรือเราจะเป็นผีจริงๆ เฮ้ย ไม่น่าเรายังไม่ตายนี่หว่า เอ๊ะ หรือเราตายแล้ว  คนที่เริ่มไม่แน่ใจในตัวเองนักชักจะลังเล หากว่าเธอเป็นผีที่มาสิงร่างของการะเกดแล้วคนพวกนี้รู้เข้าคงหาหมอผีมาไล่เธอเป็นแน่ อาจจะมีหวายลงอาคมอย่างที่เธอเห็นในหนัง ตาย! เธอต้องตายแน่ถ้าโดนอย่างว่าเข้าจริงๆ

“จักเป็นได้เยี่ยงใดกันแม่จำปา เรือนนี้ขึงสายสิญจน์โดยรอบมิว่าภูติผีปีศาจแห่งหนใดก็มิอาจกรายกล้ำได้ดอก”

หมื่นสุนทรเทวามองวงหน้างดงามที่แสดงอาการครุ่นคิดพร้อมกับจ้องดวงตาคู่สวยที่เปลี่ยนแปรไปตลอดเวลานั้นด้วยความสงสัย ท่าทีบางอย่างและสีหน้าของแม่หญิงการะเกดผู้นี้ดูผิดแผกไปจากเดิม เจ้าของดวงตาคมกริบจึงหันไปสบตากับผู้เป็นบิดาและมีความเห็นตรงกันว่า มนต์แห่งกฤษณะกาลีคงจะสำแดงอิทธิฤทธิ์เสียแล้ว แม่หญิงรูปงามผู้นี้คิดทำสิ่งเลวร้ายจนมีคนตายจริงดั่งที่สงสัยและตอนนี้ นางคงวิปลาสไปแล้วเป็นแม่นมั่น!

“ฉัน..คอแห้งอยากดื่มน้ำ”

“ออเจ้าว่ากระไรหนา” เกศสุรางค์มองแต่ละคนด้วยสายตางุนงงอีกครั้งที่ดูเหมือนพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดนัก  พลอยทำให้หญิงสูงวัยที่มองอยู่ถึงกับถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายเหลือกำลัง

 “คุณพี่เจ้าคะ เมื่อไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าใคร่จักลงไปดูบ่าวมันปรุงสำรับที่โรงครัวเจ้าค่ะ”

“ไปเถิดแม่จำปา”  จากนั้นคุณหญิงจำปาจึงหันไปมองลูกตาดำๆหลายคู่ที่จับจ้องมองมาก่อนจะออกเสียงเอ็ดบ่าวไพร่ที่ยืนกันหน้าสลอน

“ ไอ้อีพวกนี้มามุงกระไรกัน ไปไป๊ ไปทำงาน” เพียงได้ยินเสียงตวาดทั้งหมดก็รีบแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตนกันในพริบตา ทุกสิ่งอยู่ในสายตาของเกศสุรางค์เธอจึงตัดสินใจเลียนแบบการพูดที่ได้ยินในทันที

“ข้าหิวน้ำ” จริงสินะคำพูดแทนตัวก็ต้องข้าเอ็ง กูมึง แล้วอะไรอีกหว่า...ตาลอยๆหลังกล่าวจบของเกศสุรางค์ทำให้หมื่นสุนทรเทวายิ่งแน่ใจว่าตนคิดถูก แม่หญิงการะเกดต้องวิปลาสไปแล้วเป็นแน่

“หากใคร่กินน้ำก็ไปหาน้ำกินสิออเจ้ามายืนทำกระไรอยู่ แล้วอย่าได้ทำท่าทีแตกตื่นให้ผู้อื่นตกใจเยี่ยงนี้อีก อีผินกับอีแย้มก็เยี่ยงกันเอะอะดั่งกลองเพลพลอยทำให้ทุกผู้ตกอกตกใจไปด้วย มันน่าลงหวายให้หนัก” เสียงเข้มของหมื่นสุนทรเทวาทำให้นางผินและนางแย้มยอบตัวจนติดพื้นไม่กล้าปริปากแม้เพียงครึ่งคำ ทว่าเกศสุรางค์กลับเอียงคอฟังด้วยความสนใจ สำเนียงและวิธีพูดจาแปลกหูเสียงทุ้มของผู้ชายคนนี้ไพเราะแบบแปลกๆขัดกับสายตาที่คมดุโดยสิ้นเชิง

“เข้าไปพักเถิดหลาน ออกมายืนกลางแดดเพลาชายเยี่ยงนี้ ประเดี๋ยวจักไม่สบายหนักเข้าไปอีก”

“คงสบายดีแล้วกระมังขอรับ กระโจนวิ่งสะบัดนางพี่เลี้ยงจนกระเด็นเยี่ยงนี้ ฤๅอาจจักมิได้ป่วยไข้จริงเสียก็มิรู้ได้”กล่าวจบคนพูดก็ทำกิริยาเดินหนีห่างออกไปอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ในตัวของผู้ที่ตนคิดว่าร้อยเล่ห์ร้อยมารยา ทิ้งให้คนฟังยืนงงซึมซับจับใจความอยู่อีกพักใหญ่จึงจะเข้าใจถึงความนั้น 

เกศสุรางค์ส่งยิ้มแหยๆให้ผู้ชายสูงวัยก่อนจะเดินละล้าละลังเข้าห้องไปด้วยความมึนสุดชีวิต ผู้สูงวัยได้แต่มองตามด้วยแววตาสงสัยในกิริยาของหลานสาว หากจากนั้นก็ถอนหายใจยาวก่อนจะเดินกลับไปที่หอร่ายเวทย์อันเป็นหอเก็บคัมภีร์เพื่อบริกรรมคาถาต่อให้จบบท

หมื่นสุนทรเทวานั่งเตรียมพร้อมรอบิดาอยู่หน้าพานคัมภีร์เวทย์แล้ว เมื่อออกญาโหราธิบดีทรุดตัวลงนั่งทั้งสองก็เริ่มบริกรรมคาถาต่อด้วยศรัทธาอันแรงกล้า คนหนึ่งหวังที่จะให้ผู้ที่กระทำผิดได้รับโทษอย่างสาสมอีกคนหนึ่งนั้นหวังว่าหลานสาวห่างๆของตนนั้นจะเป็นผู้บริสุทธิ์และรอดพ้นจากอิทธิฤทธิ์แห่งเวทย์นี้

 

เกศสุรางค์แหวกม่านที่กั้นบังเตียงด้านในก่อนจะทรุดตัวนั่งบนเตียง พลันให้รู้สึกอึดอัดเมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์ที่ดังขึ้นมาอีกครั้งทว่าโชคดีที่ความอึดอัดนั้นได้จางหายไปในเวลาไม่นานนัก ตาก็มองร่างสองร่างที่ค่อยๆเดินเข้ามาอย่างกล้าๆกลัวๆหนึ่งในนั้นเดินเข่าปราดเข้าไปหยิบป้านน้ำชาดินเผาพลิกถ้วยชาใบเล็กรินน้ำส่งให้มือไม้สั่น ก่อนจะคลานไปเปิดหน้าต่างให้กว้างออกไปด้วยกิริยาที่รีบร้อนลนลาน เท่านี้เธอก็พอจะเดาได้ว่าสองคนนี้น่าจะเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของการะเกดอย่างแน่นอน หญิงสาวยกขาขึ้นนั่งขัดสมาธิจิบน้ำชาก่อนจะวางถ้วยชาลงแล้วนั่งเลื่อนลอยไปอีกพักใหญ่ด้วยความงุนงงในสิ่งที่ประสบมาทั้งหมด

เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ป่านนี้คุณแม่กับคุณยายคงเป็นห่วงเราแย่แล้ว ความคิดนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกวูบวาบขึ้นมาในดวงใจ เป็นความอาดูรจนถึงที่สุดคล้ายมีลางสังหรณ์ว่าชาตินี้อาจจะไม่ได้พบคนในครอบครัวอีกแล้ว ทั้งไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นและสับสนว่าตัวเองจะทำเช่นไรต่อไปดีในสถานการณ์เช่นนี้

เกศสุรางค์พยายามคิดใคร่ครวญว่าก่อนหน้าที่เธอจะเจอการะเกดเธอกำลังทำอะไรอยู่ หากก็นึกได้เพียงความทรงจำสุดท้ายนั่นคือเสียงง้อของเรืองฤทธิ์ในรถตู้และถ้าจำไม่ผิดเธอน่าจะผล็อยหลับไปในช่วงนั้น ซึ่งถ้าหลับก็น่าจะแปลว่าเธอกำลังฝัน แต่เธอก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเหตุการณ์ที่กำลังประสบอยู่นี้ไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน...

ถ้าหากเธอเป็นวิญญาณที่มาเข้าร่างของการะเกดจริงๆแล้วเธอตายได้อย่างไร ถ้าเธอยังไม่ตายร่างของเธอล่ะจะมีใครเข้าไปอาศัยเช่นนี้หรือเปล่า และที่สำคัญเธอจะออกจากร่างของการะเกดได้ไหม ถ้าเธอออกจากร่างการะเกดแล้ววิญญาณของการะเกดจะกลับมาเข้าร่างตัวเองได้หรือไม่ ยิ่งคิดไปก็ให้รู้สึกท้อแท้เหนื่อยใจอย่างหนัก

“เฮ้อ...”

แล้วหากว่าเธอต้องติดอยู่กับร่างนี้ตลอดไปล่ะ? เกศสุรางค์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นเมื่อนึกมาถึงตอนนี้ เท่าที่มองจากเครื่องแต่งกายสมัยนี้น่าจะเป็นสมัยอยุธยา และเธอก็ค่อนข้างแน่ใจว่าชีวิตที่ต้องติดอยู่กับร่างนี้ในยุคโบราณไร้ความสะดวกสบายเช่นนี้คงดูไม่จืดนักแน่

“เฮ้อ” สิ้นเสียงถอนหายใจดังๆคำรบสอง เสียงหวีดร้องเบาๆของสองสาวก็ทำให้เกศสุรางค์ตื่นจากภวังค์ส่วนตัวชั่วคราว จากนั้นจึงเปลี่ยนอิริยาบถเป็นมองซ้ายขวาหน้าหลังด้วยความสนใจ

ห้องกว้างนี้ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสีทึม ด้านหน้าที่มีฉากญี่ปุ่นกั้นคงเป็นที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะมองเห็นหีบใหญ่วางอยู่ ส่วนที่ติดกันคือม่านที่ทอด้วยลวดลายวิจิตรซึ่งกั้นไม่ให้คนนอกมองลอดมายังบริเวณเตียงได้ ถัดออกไปด้านนอกนั้นมีโต๊ะเล็กวางกระจกทองเหลืองขนาดใหญ่ กรอบทองเหลืองที่เป็นรูปดอกโบตั๋นทำให้รู้ว่าคงอิมพอร์ตมาจากจีนเธอลุกขึ้นเพื่อไปมองให้ชัดเจน แต่คงลุกเร็วไปนิดสองสาวที่เกาะกันราวลูกแฝดถึงกับร้องฮือถอยหนีจนติดฝาจนน่าขัน

เกศสุรางค์หัวเราะหึหึเมื่อเห็นอากัปกิริยาของสาวใหญ่รุ่นโบราณทั้งสอง ซึ่งน่าจะทำให้เธอดูโรคจิตกว่าเดิมเพราะทั้งสองคนนั่นถึงกับหลับตาปี๋กอดกันแน่นเลยทีเดียว เธอลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะนั่งลงมองโต๊ะเล็กสลักเชิงชายฉลุเป็นรูปดอกโบตั๋นและเถาว์ไม้เลื้อยอย่างสนอกสนใจ โต๊ะเครื่องแป้งที่มากันเป็นชุดเข้ากับกระจกหน้าโต๊ะวางพรมเปอร์เซียโบราณลายละเอียดผืนหนาทว่าไม่ใหญ่นักลวดลายนั้นดูคุ้นตาสำหรับเธอที่เคยเรียนด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ 

โต๊ะนั้นมีลักษณะเหมือนโต๊ะหมู่บูชาที่บ้านเธอและมีกล่องไม้หลายใบวางอยู่ รวมไปถึงผอบขนาดต่างๆกันไป หญิงสาวค่อยๆเปิดดูทีละอันด้วยความสงสัยใคร่รู้  ไหนๆก็ไหนๆ ถึงคิดให้หัวแตกตายก็คงหาคำตอบในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ได้ยาก  ในเมื่อมีโอกาสได้มาพบเห็นของจริงที่เคยแต่อ่านจากตำราเช่นนี้ก็ควรจะซึมซับรับประสบการณ์แปลกใหม่เหล่านี้เสียให้เต็มที่ อย่างน้อยก็คงจะดีกว่านั่งซึมกะทือหายใจทิ้งไปวันๆ

กลิ่นหอมจากบางกล่องทำให้รู้ว่าเป็นเครื่องประทินผิว บางกล่องก็มีน้ำมัน บางผอบก็มีแป้งเม็ดแป้งผง และน้ำอบ กลิ่นนั้นหอมเย็นเหมือนคุณยายนวลจนคนอยากรู้อยากเห็นถึงกับตาละห้อยด้วยคิดถึงคนที่บ้านจับใจ

เมื่อมองกระจกทองเหลืองตรงหน้าก็พบกับดวงตากลมโตที่สบประสานมาจนเธอต้องโน้มหน้าเข้าไปมองตัวเองในตอนนี้ให้ชัดตาอีกครั้ง วงหน้าผุดผาดงดงามไปทุกสัดส่วนนั้นงามจนชวนตะลึง คิ้วเรียวรับกับดวงตาโตเปลือกตาสองชั้นชัดเหมือนถูกกรีดมาขนตางอนยาวเป็นแพทำให้ดูหวานจนแทบหยาดหยด และแววตาใสเป็นประกายเด่นชัดแป๋วแหววทั้งๆที่กระจกทองเหลืองแจ่มชัดสู้กระจกในยุคของเธอไม่ได้เลย

จมูกโด่งได้รูปกับริมฝีปากอิ่มตึงแทบปริดูยั่วยวนอยู่ในที ฟันขาวสวยนี่ก็ผิดแปลกไปจากคนอื่นที่เธอเพิ่งพบเห็นเมื่อครู่ ลูกคางกลมกลึงเสริมให้วงหน้านั้นงดงามจนแทบลืมหายใจ ที่ดูขัดตาเธอเห็นจะเป็นทรงผม เพราะปีกผมที่ถูกกันรอบเห็นรอยชัดจนดูตลก ความยาวประบ่านั้นกำลังดีเมื่อเอามือจับก็รู้สึกว่าจะเหนียวเล็กน้อย ทว่ามีกลิ่นหอมตุๆเก่าๆคล้ายยามที่เธออยู่ในห้องพระที่บ้าน  ...สวยแบบโบราณ สวยเด็ดขาด สวยสุดใจ ใช้ได้หมดสำหรับสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้า

“อย่างน้อยก็ผอมแล้วก็สวยเลิศออกอย่างนี้ ทนๆเอาหน่อยล่ะกันนะ ถ้ามาได้เราก็ต้องกลับได้สิน่า!” หญิงสาวพึมพำให้กำลังใจตัวเองเบาๆ

 เสียงฮือๆฮืดๆจากบ่าวทั้งสองยังคงดังเข้าหูมาเป็นระยะๆแต่คราวนี้ทั้งคู่กลับเอามืออุดปากตัวเองไว้อีกชั้น ด้วยกลัวว่าหากเสียงดังไปจะโดนหวายตามคำของหมื่นสุนทรเทวา เสียงนั้นทำให้เกศสุรางค์ต้องหันไปมองพลางส่งยิ้มให้และเริ่มต้นถามไถ่เพื่อสานสัมพันธ์ก่อนที่จะต่อกันไม่ติดมากไปกว่านี้

“เธอสองคน  ชื่ออะไรกันบ้าง” นางผินและนางแย้มรู้สึกเหมือนลมหายใจจะขาดเป็นห้วงๆเมื่อได้ยินเสียงพูดเสียงถามที่แปลกแปร่งนั้น

“ฮือ..ข้าเจ้าชื่ออีผินเจ้าค่ะ สะ..ส่วนอีคนนี้ ชื่ออีแย้มเจ้าค่ะ เจ้าแม่อย่าหลอกอย่าหลอนบ่าวเลยนะเจ้าคะ” เกศสุรางค์หัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายยกให้เธอเป็นเจ้าแม่ไปเสียแล้ว และหากเธออยากจะอยู่อย่างรอดปลอดภัยจากหวายของหมอผี เธอคงต้องพูดจาให้สองคนนี้เลิกกลัวเธอเสียก่อนกระมัง

 “อืม..หลอกอะไรล่ะ ข้ายังไม่ได้ตายสักหน่อย” นางแย้มได้แต่นั่งพนมมือตัวสั่นน้ำตาไหลพราก

“แม่นายท่านยังไม่ตายกระไรได้เจ้าคะ ยามนั้นตะวันดับกลางแจ้งราวเกิดอาเพศบ่าวดูแล้วแม่นายท่านไม่หายใจแลเป็นเช่นนั้นหลายเพลาจน..จนบ่าวกับอีแย้มกำลังจักไปแจ้งต่อแม่นายจำปาแม่นายท่านจึงได้ขยับตัว...” นางผินที่ดูจะใจกล้ากว่านางแย้มกล่าวแย้งเบาๆด้วยความกริ่งเกรง

“ดูผิดน่ะสิ ถ้าตายไปแล้ว แล้วข้าจะลุกขึ้นนั่งเดินยืนได้ยังไง”

“แต่แม่นายท่าน ดูผิดแผกไปนะเจ้าคะ”

“แผก? อ๋อแปลกน่ะหรือ ก็คนไม่สบายน่ะ รู้สึกเหมือนจะจำอะไรไม่ค่อยได้”

“ใช่แม่นายท่านจริงๆฤๅเจ้าคะ มิใช่มีผีมาสิงฤๅเจ้าคะ” นางผินเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองก่อนจะเอ่ยถามด้วยความดีใจ หลอกง่ายวุ้ย

“ผีสิงก็ต้องสิงกลางคืนสิ นี่มันกลางวันแสกๆแล้วตะกี้ไม่เห็นหรือที่ข้าออกไปตากแดดออกอย่างนั้น ผีจะทนแดดได้หรือ ข้าแค่ไม่สบายมากๆ ฟื้นขึ้นมาก็เลยเลอะๆเลือนๆจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ข้าก็อุ่นใจนะที่มีผินกับแย้ม จะได้ช่วยข้าฟื้นความจำไงล่ะ” หวังเพียงว่ายุคนี้คงมีโรคอัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อมข้ออ้างนี้จะได้ดูไม่ประหลาดนัก

“แต่แม่นายท่านกล่าววาจาแผกไปจริงๆนะเจ้าคะ”

“ก็นั่นล่ะ จำไม่ได้ เนี่ยจำอะไรไม่ได้เลยงงไปหมด ผินกับแย้มต้องช่วยข้านะ”เกศสุรางค์ส่งยิ้มประจบพร้อมกับเดินไปส่งมือให้กับบ่าวทั้งสองเพื่อให้เกิดความเชื่อใจ ทั้งสองแตะมือของเธอแบบกล้าๆกลัวๆจนสุดท้ายเมื่อพบกับความอุ่นของเนื้อนวลถึงได้เริ่มคลายใจ เมื่อจ้องในแววตาของนายก็มองเห็นประกายที่มิได้แข็งกระด้างออกจะนุ่มนวลยิ่งกว่าเดิมจนดูแปลกตาไปเลยด้วยซ้ำ

“แม่นายท่านของบ่าว”จากกล้าๆกลัวๆเป็นโผเข้ามากอดแข้งกอดขาเกศสุรางค์ด้วยความยินดีจนหญิงสาวแทบตั้งตัวไม่ทัน

“อ้าวๆ เดี๋ยวก็ล้มกันพอดี ไม่เอาน่าอย่าร้องไห้ ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”ท่าทีจงรักภักดีและยินดีอย่างจริงใจของทั้งสองคนทำให้เกศสุรางค์รู้สึกอุ่นใจและตื้นตันในเวลาเดียวกัน เมื่ออ่านจากสายตาของหลายๆคนที่เธอได้พบเจอมาทั้งหมด สองคนนี้น่าจะเป็นคนที่เธอพึ่งพาได้มากที่สุด หลังจากแงะมือของนางผินและนางแย้มออกจากตัวได้ก็เริ่มตั้งต้นซักไซ้ไล่เลียงด้วยความอยากรู้

“ฉัน..เอ้ย ข้าชื่อการะเกด พ่อข้าคือพระยารามณรงค์แห่งเมืองสองแคว ข้าจำได้แค่นี้ล่ะ ส่วนนอกเหนือจากนี้...ไหนลองบอกข้าสิ”

“ถูกแล้วเจ้าค่ะ แม่นายท่านเป็นลูกสาวคนเดียวของพระยารามณรงค์ ที่มาอยู่เรือนนี้ได้เพราะว่าเจ้าคุณพ่อของแม่นายพุดจีบมารดาของแม่หญิงเป็นลูกพี่เรียงน้องกับเจ้าคุณพ่อของออกญาโหราธิบดีเจ้าของเรือนนี้ เจ้าค่ะ แลได้ไปมาหาสู่กันเสมอ พระยารามณรงค์ท่านเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับออกญาโหราธิบดีเมื่อคราวสงครามที่เชียงใหม่แต่กาลก่อน จึงได้มีการหมายหมั้นแม่นายท่านกับลูกชายของออกญาโหราธิบดีอย่างไรเล่าเจ้าคะ  หลังจากท่านพระยารามณรงค์และแม่นายพุดจีบสิ้น ท่านออกญาโหราธิบดีผู้มีศักดิ์เป็นลุงจึงไปรับแม่นายท่านมาร่วมเรือนเจ้าค่ะ”เกศสุรางค์ฟังพลางอือออไปพลางกับลำดับญาติที่ห่างไกลจวบจนประโยคสุดท้ายถึงกับตาโตด้วยความนึกไม่ถึง

“ว่าอะไรนะ! หมายหมั้น จับคู่น่ะหรือ” เธอไม่อยากจะเชื่อว่าการะเกดจะกลายเป็นคู่หมั้นของคนหน้าดุปากวาจาคมเช่นนั้นไปได้

“กระไรกัน นี่แม่นายท่านจำมิได้เลยฤๅเจ้าคะ”

“จำไม่ได้น่ะสิ แล้วข้ากับลูกชายออกญาโหราธิบดีรักกันหรือเปล่า” เพียงเห็นนางผินกับนางแย้มสบตากันเกศสุรางค์ก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่ได้รักกันแน่นอน เห็นทีจะเป็นการจับคลุมถุงชนประเภทพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเห็นด้วย ทั้งที่ลูกๆไม่ได้เต็มใจ คงเหมือนกับเรื่องราวที่เธอเคยได้ยินว่าคนโบราณมักแต่งงานกันด้วยวิธีนี้ หากท่าทีกระอักกระอ่วนผิดธรรมดาของนางพี่เลี้ยงทั้งสองคนทำให้เธอเกิดความสงสัยเพิ่มเติมเข้าไปอีก

“ว่าไงล่ะ รอฟังอยู่นะ”

“แม่นายท่านชอบพอหมื่นสุนทรเทวามาก เอ่อ มากเจ้าค่ะ” นั่นไง ซื้อหวยไม่ถูกอย่างนี้บ้างวะ

“รักเขาข้างเดียวหรือ” อุ๊แม่เจ้า การะเกดกับเราช่างเหมือนกันอะไรอย่างนี้ รักเขาข้างเดียวเหมือนข้าวเหนียวนึ่ง น้ำท่วมไม่ถึงแห้งตายแหงแก๋ หากคิดๆไปการะเกดยังโชคดีกว่าที่ได้เป็นตั้งคู่หมั้น เธอเสียอีกเป็นได้แค่เพื่อน

“หน้าตารูปร่างอย่างข้า ที่นี่ถือว่าสวยไหม”

“งามเจ้าค่ะ งามมาก งามราวนางสวรรค์ หากแม่นายท่านออกจากเรือนเสียบ้างคงเลื่องลือไปหัวคุ้งท้ายคุ้ง”

“งาม แล้วหมื่นอะไรนั่นน่ะไม่ชอบคนงามๆหรือ”

“มิรู้ได้เจ้าค่ะ”ท่าทีหลบหน้าหลบตาอ้อมแอ้มชวนให้น่าสงสัย แต่เอาเถอะรู้เช่นนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังมีอะไรอีกเยอะแยะที่เธอต้องถามสองคนนี้ให้รู้แจ้ง เอาเป็นว่าค่อยๆถามไถ่กันไปทีล่ะเรื่องน่าจะดีกว่ารุกถามทีเดียว ทั้งสองคนนี้ดูซื่อๆและจงรักภักดีต่อการะเกดมาก ข้อมูลที่ได้ไม่รู้ว่าจะบิดเบือนเข้าข้างเจ้านายตัวเองไปสักแค่ไหน ไว้รอดูท่าทีจากคนรอบข้างอีกทีแล้วเล่นละครไปตามน้ำจนกว่าจะหาวิธีออกจากร่างนี้ได้น่าจะดีที่สุด

“แล้วปกติข้าไม่ออกจากเรือนเลยหรือ”

“แม่นายท่านมิใคร่สบายนัก จึงอยู่แต่ในห้องเจ้าค่ะ”

“อ้อ ผิวก็เลยขาวอย่างนี้ใช่ไหม คนอื่นผิวคล้ำๆกันทั้งนั้น”

“ผิวเหมือนแม่นายใหญ่ท่านเจ้าค่ะ คุณย่าของแม่นายท่าน มารดาของพระยารามณรงค์เป็นคนล้านนาเจ้าค่ะ”

“อ้อ ลูกครึ่งนี่เองมิน่าล่ะ” เกศสุรางค์ถอนหายใจยาวยืดก่อนจะหันไปมองกล่องไม้ที่เรียงกันด้านหลังห้อง

“นั่นกล่องอะไรจ๊ะ” ถามไปเป็นนานยังไม่ได้รับคำตอบจึงหันมามองสองพี่เลี้ยงเป็นเชิงถาม ก็มองเห็นว่าทั้งสองอ้าปากตาค้างมองตนอยู่เหมือนกัน

“อ้าวมองอะไรกัน”

“แม่นายท่านกล่าววาจาไพเราะเหลือเกินเจ้าค่ะ”นางแย้มส่งยิ้มซื่อให้จนเกศสุรางค์ต้องยิ้มตอบ อดไม่ได้ที่จะเวทนาคนพูด ผู้ที่เป็นทาสในสมัยนี้คงต้องรองรับอารมณ์ของนายได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะโหดหรือจะดีคนเป็นทาสคงไม่มีทางเลี่ยง

“แล้วปกติข้าพูดยังไงหรือ”

“แม่นายท่านกล่าววาจาแผกหูไปมากนะเจ้าคะ”ท่าทีเป็นกังวลของนางผินทำให้เกศสุรางค์ต้องบอกกับตัวเองว่าคงต้องระมัดระวังตัวในการพูดมากกว่านี้เสียแล้ว

“แล้วข้าเคยพูดเยี่ยงใดล่ะ”

“ไม่มีอันใดดอกเจ้าค่ะ กล่าวเยี่ยงนี้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” จากคำพูดนี้ทำให้เกศสุรางค์พอจะทราบแล้วว่าต่อให้งัดปากแม่สาวใช้ทั้งสองคนนี้คงไม่กล้าว่ากล่าวตำหนิเจ้านายตัวเองแน่นอน

 “เอ้า งั้นก็ตอบได้แล้วนี่กล่องอะไร”

“เตียบเจ้าค่ะ มิใช่กล่อง”นางแย้มแย้งคำเบาๆ

“เตียบ?”

"เตียบใส่ของไม่มีฝาครอบแต่มีตีนเชิงเจ้าค่ะ ถ้าเป็นเตียบเล็กเตียบพิธีจักมีฝายอดด้วยเจ้าค่ะ ส่วนข้างๆนั้นเป็นหีบมีหลายอย่าง มีทั้งหีบญี่ปุ่น แบบนี้เจ้าค่ะหีบญี่ปุ่นจะมีตีนเชิง แลมีหีบลิ้นจักมีลิ้นชักแบบนี้นะเจ้าคะ" นางผินอธิบายพร้อมชี้ให้ดูอย่างคล่องปาก นางแย้มฟังแล้วถึงกับซับน้ำตาเหตุเพราะได้หวนนึกไปเมื่อครั้งนายยังเป็นเด็กตัวน้อยช่างเจรจาก็ถามไถ่คลับคล้ายเช่นนี้ หากเมื่อโตขึ้นมาวาจาถามไถ่ฉอเลาะก็กลับกลายไปเสียสิ้น

เกศสุรางค์เดินเข้าไปก้มมองกล่องไม้อันใหญ่นั้นใกล้ๆ ลักษณะเตียบตามที่นางผินและนางแย้มบอกนั้นเหมือนต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นที่ถูกขุดควักเนื้อไม้ตรงกลางออกไม่ลึกนักและเกลาให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมแต่มีขาสูง หรือตีนเชิงดังที่นางผินบอก ด้านในบรรจุอะไรบางอย่างเป็นถุงๆอยู่หลายถุง แล้วยังมีหีบทองหีบเงินใบเล็กด้านในใส่หมากพลูแห้งๆไว้พร้อมเต้าปูนมีดเจียนหมาก เมื่อเธอได้เห็นหมากพลูก็พาให้นึกถึงฟันดำๆของผู้คนยุคนี้

“เออจริงด้วย ทำไมฟันข้าถึงได้ขาวไม่ดำเหมือนของคนอื่น”

“แม่นายท่านยันหมากเจ้าค่ะกินแล้วเป็นผื่นบวมหายใจมิใคร่ออกมิแข็งแรงนัก บ่าวจักย้อมฟันให้ก็มิชมชอบ ส่วนครอบนี้เป็นครอบพระราชทานของพระยารามณรงค์อย่างไรเล่าเจ้าคะ” นางผินตอบค่อยๆแล้วก้มหน้านิ่งด้วยนึกถึงเรื่องที่เคยเสนอตัวย้อมฟันให้นายแล้วถูกด่าว่าตบตีด้วยความไม่พอใจเมื่อครั้งกระโน้น  ส่วนเกศสุรางค์ผู้ไม่รู้เรื่องราวก็มองหีบหมากพลูนั้นพร้อมกับจำอยู่ในใจว่าสิ่งนี้เรียกว่า ครอบ ก่อนจะเอ่ยปากถามต่อถึงเรื่องราวของการะเกด

“แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้แต่ง เอ่อ..ออกเรือนใช่ไหม ออกเรือนไปกับหมื่น..หมื่นอะไรนะ”

“หมื่นสุนทรเทวาเจ้าค่ะ”

“นั่นล่ะ เมื่อไหร่จ๊ะ”

“ถาม...เยี่ยงนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ”เสียงอ้อมแอ้มของนางแย้มแย้งออกมาอย่างกริ่งเกรง

“อ้าว ถามไม่ได้หรือ ข้าเองก็น่าจะมีอายุพอที่จะแต่งงานออกเรือนได้แล้วนี่”

“เจ้าค่ะ แม่นายท่าน 16ปีแล้วเจ้าค่ะ”

“อะไรนะ 16เอง งั้นอย่าเพิ่งแต่งเลย รออีกสักห้าหกปีถึงจะดี”ผู้พูดพูดอย่างคล่องปากเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง มือก็จับสิ่งของในเตียบขึ้นมาดูอย่างสนอกสนใจ

“ไฮ้ ได้อย่างไรเจ้าค่ะ หากแม้ว่าเกิน20 ยังไม่ออกเรือนก็เท่ากับเป็นสาวเทื้อ หาผู้แต่งมิได้นะเจ้าคะ”

“ก็ขึ้นคานไง ไม่ต้องแต่งอยู่คนเดียวก็ได้  นี่ถุงอะไรจ๊ะ” สองสาวใหญ่ถึงกับหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง เพราะโดยปกติแล้วนายของตนจะรำพึงรำพันต้องการจัดงานแต่งให้ใหญ่โตกับหมื่นสุนทรเทวาและทำทุกวิถีทางให้ท่านหมื่นหนุ่มผู้นั้นมาสนใจตนแต่นี่กลับถามไถ่ด้วยเสียงธรรมดามิหนำซ้ำยังไม่สนใจเท่าที่ควรเสียอีกด้วย

“ถุงเบี้ยเจ้าค่ะ”

“เงินน่ะหรือ”

“เจ้าค่ะ” หากจำไม่ผิดนอกจากการะเกดจะบอกให้เธอมาใช้ร่างก็ยังบอกยกสมบัติทั้งหมดให้เธอด้วย เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดหากเธอจะรื้อดู เกศสุรางค์ยิ้มกว้างอย่างซุกซนก่อนจะล้วงไปในถุงก็พบว่าเป็นหอยเบี้ยจั่น ซึ่งเท่าที่เธอเคยศึกษามาหอยเบี้ยจั่นเป็นหนึ่งในหอยทั้งแปดประเภทที่ใช้ในการจับจ่ายซื้อข้าวของได้ ถุงอื่นๆมีน้ำหนักเยอะกว่าเมื่อล้วงดูก็พบว่าเป็นเงินพดด้วงขนาดต่างๆแยกกันไปตามแต่ละถุงที่มีจำนวนหกถุง

เกศสุรางค์มองเงินพดด้วงในมือด้วยสีหน้าตื่นเต้น ใครจะไปเชื่อว่าเธอจะได้มาสัมผัสเงินพดด้วงใหม่ๆมีลวดลายตราประทับประจำแผ่นดินและตราพุ่มข้าวบิณฑ์ประจำรัชกาลชัดเจนแทนที่จะจ้องมองผ่านตู้แก้วในพิพิธภัณฑ์อย่างเช่นแต่ก่อน แล้วยังการนุ่งห่มที่จีบหน้านางเช่นนี้ ทรงผมแบบนี้ กับพิมพ์นิยมที่อวบๆอีกเล่าถ้าเธอย้อนกลับมาทั้งตัวไม่ใช่เอาวิญญาณมาแทรกคนอื่นรับรองว่าใครๆในยุคนี้จะต้องเห็นว่าเธองามสุดๆเพราะอวบอิ่มอ้วนพีเสียอย่างนั้น ทุกอย่างเหมือนหมุนย้อนมาให้เธอได้พบเห็นช่างมหัศจรรย์พันลึกน่าทึ่งจริงๆ จะว่าไปผู้หญิงที่เธอครอบครองร่างอยู่อย่างการะเกดก็คงเรียกว่าผอมกะหร่องขี้โรค ว่าแต่ยุคนี้จะเป็นอยุธยาสมัยไหนกันนะ?

“ตอนนี้ท่านใดเป็นพระเจ้าอยู่หัวล่ะพี่ผิน” นางผินอ้าปากค้างพะงาบๆเมื่อได้ยินสรรพนามที่เกศสุรางค์เรียกตนก่อนจะยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจน้ำตาคลอโดยที่คนพูดไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้พูดสิ่งใดให้นางผินตื้นตันถึงขนาดนั้น

“สมเด็จพระนารายณ์เจ้าค่ะ” พระนารายณ์มหาราช!

“ครองราชย์มาได้กี่ปีแล้วหรือพี่ผิน”

“ข้าเจ้า...มิรู้ได้เจ้าค่ะ” เกศสุรางค์ฟังแล้วก็ให้อึ้ง หากเมื่อคิดว่านางผินเป็นแค่ทาสในเรือนคงไม่ค่อยรู้เรื่องราวการบ้านการเมืองมากนัก คนที่เธอน่าจะถามเรื่องนี้แล้วได้ความมากกว่าน่าจะเป็นหมื่นสุนทรเทวาหรือไม่ก็ออกญาโหราบดีเสียมากกว่า

หญิงสาววางถุงเงินไว้ที่เดิมก่อนจะมานั่งครุ่นคิดเค้นความรู้ทั้งหมดที่ตัวเองเคยอ่านและศึกษาเกี่ยวกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทว่าทุกอย่างก็มิได้แจ่มชัดเท่าที่ควร  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อดนึกครึ้มอกครึ้มใจไม่ได้เพราะไม่ว่าจะอ่านนวนิยายเรื่องใดๆ ผู้ที่ได้ย้อนเวลามาเช่นนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนางเอกของเรื่อง แล้วจู่ๆตนก็มาเป็นคล้ายๆนางเอกเช่นนี้จะไม่ให้นึกปลาบปลื้มได้อย่างไร  นางเอกเชียวนะโว้ย หึหึหึ

ความคิดครึ้มใจที่บรรเจิดนั้นหยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้ย้อนมาแบบทั้งตัวหากมาเพียงวิญญาณที่มาสิงร่างของคนอื่นเสียนี่ มิหนำซ้ำยังถูกวิญญาณของการะเกดฝากฝังมาให้ทำความดีและทำบุญไปให้อีกด้วย ทั้งหมื่นสุนทรเทวาผู้นั้นก็คงไม่ได้เป็นพระเอกแน่ๆเพราะพระเอกควรจะต้องตกหลุมรักนางเอกทันทีที่เห็นสิ แต่นี่ดูเหมือนจะเกลียดทันทีที่เจอ รังสีความเกลียดชังแผ่กระจายมาให้เห็นในทุกแววตาและทุกคำพูดเสียด้วย แล้วยังมีข้อขัดข้องที่ว่าเธอยังคล้ายๆจะมีเรืองฤทธิ์อยู่ในหัวใจอีกเล่า

กิริยาประเดี๋ยวยิ้มประเดี๋ยวขรึมของเกศสุรางค์ที่คิดเพ้อเจ้อวุ่นวายไปเองคนเดียวสร้างความกังวลให้นางผินและนางแย้มอย่างมากมาย อดนึกไม่ได้ว่าแม่นายของพวกตนอาจจะวิปลาสจริงดั่งคำเล่าลือถึงอิทธิฤทธิ์ของมนต์กฤษณะกาลีที่มิว่าผู้ใดก็กล่าวกันว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สุด




โปรดติดตามตอนต่อไป
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,794 ความคิดเห็น

  1. #2790 ott1212 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 00:35
    สนุกจัง  ติดแล้วเนี่ย
    #2,790
    0
  2. #2136 เมฆขาว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2552 / 15:22
    เพิ่งเข้ามาอ่าน

    ถูกใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    ขอเป็นกำลังใจให้แม้จะมาช้าไปหน่อย

    ประทับใจสุดๆถึงจะเพิ่งเริ่มอ่าน
    #2,136
    0
  3. #1310 พoIพียง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2552 / 15:09
    ชอบอ่ะ
    #1,310
    0
  4. #1188 ฝนธารา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2552 / 19:58

    หนุกดี

    #1,188
    0
  5. #459 เมมฟิส (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กันยายน 2552 / 11:47
    สนุกจ้า
    #459
    0
  6. #218 น้ำทิพย์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กันยายน 2552 / 18:28
    สำนวนดีมากเลย ไพเราะ เพราะพริ้ง มากเลยค่ะ

    #218
    0
  7. #123 TongFaธงฟ้า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 21:01

    ลุ้นมาก     ท่าทางจะสนุก      ออกไปเที่ยวตลาดเลย     อยากไปอะ      ลุยเลย    ผู้ชายที่ไหนไม่ต้องสนหรอก    เที่ยว ๆ 

    #123
    0
  8. #51 Fhal2a (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 19:07

    อิอิโหวต 100 เต็มค่ะ เก็บเข้าหิ้ง ขำมากกกกกกกกกกกกก ค่า ข้ามภพมาเป็นนางอิจฉาซะงั้น ฮาสุดๆ ไปเลยค่ะ มาต่อไวๆนะคะ สุดยอดอะ ชอบๆ

    #51
    0
  9. #48 inasba (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 15:57

    แล้วนางเอกเราจะทำไงต่อไปละเนี่ย

    #48
    0
  10. #45 พีโชบล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 10:33
    เรื่องนี้สนุกนะคะ ใช้ภาษาโบราณ อ่านแล้วเพลินดีเหมือนกัน จะรอตอนต่อไปนะคะ
    #45
    0
  11. #40 SUPHAP@RN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 23:58
    ป้าดดด.....สุดยอด  

    ได้ยินเขาเล่าลือกันว่านิยายของรอมแพง  สนุกโดยไม่ต้องมีเรท  ก็เลยลองsearchดู  

    พอได้ลองมาอ่านก็ไม่ผิดหวังจริงๆ 
    #40
    0
  12. #39 wanny (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 21:24
    อ่านสนุกจนไม่อยากหยุดอ่านเลยค่ะ

    มาอัพไวๆนะจ๊ะ >_<
    #39
    0
  13. #38 eeeyen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 21:14
    สนุกจร้า หนูเกดของเรา(อะ)เยี่ยมยอดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #38
    0
  14. #37 !MU! (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 20:35
    ท่าทางจะได้นางเอกแบบผาดโผนอีกคน 
    #37
    0
  15. #36 mimaruki (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 19:50

    สนุกค่ะ ทำให้ไดรับรู้ถึงความเป็นไทยสมัยโบราณจริงๆ
    แม้จะงงๆกับศัพท์บางคำก็เถอะ

    #36
    0
  16. #35 Ms_marble (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 18:53
    อัพแล้วๆ...
    หนูเกดสู้ๆ เน้อ  
    เค้าไม่สนก็ช่างเค้า
    อย่ามาสนทีหลังก็ละกัน!
    #35
    0
  17. #34 Zozo - Lazy - FoX (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 15:55

    อุอุ สนุกค่ะ! ชอบประวัติศาสตร์ไทยสมัยช่วงนี้ด้วย

    กลับมาที่ตอนนี้ แย่แล้ว...อายุเลย 20 เป็นสาวเทื้อฤานี่?!! 

    #34
    0
  18. #33 จ๋า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 11:47
    ดี ดี .. เป็นหญิงยุคใหม่ไม่ต้องง้อผู้ชายหลอก อิอิ

    ออกไปเที่ยวดูบ้าน ดูเมืองดีกว่า สมัยนั้นฝรั่งอยู่ในเมืองตรึม

    หาเอาใหม่ดีกว่านู๋เกต
    #33
    0
  19. #32 tinkerbell (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 11:34
    สนุกเหมือนเดิมเลยค่ะ



    รีบมาอัพ เร็วๆนะคะ
    #32
    0
  20. #30 belindaz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 03:36
    การะเกดมาลุคใหม่ ไฉไลกว่าเดิม อิอิ
    #30
    0