บุพเพสันนิวาส (รอมแพง)

ตอนที่ 1 : บุพเพสันนิวาส ตอนที่1 ไม่อ้วนเอาเท่าไหร่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96,773
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    5 ก.ย. 52

บุพเพสันนิวาส ตอนที่1  ไม่อ้วนเอาเท่าไหร่

 

“เกด ตื่นขึ้นตักบาตรได้แล้วลูก” เสียงเครือด้วยความชราร้องปลุกพร้อมเคาะประตูอยู่สองสามครั้งแล้วจึงเงียบไป ร่างอวบอ้วนพลิกตัวไปมาอยู่เพียงครู่ก็ผุดลุกขึ้นเดินโผเผเข้าห้องน้ำ จัดแจงล้างหน้าล้างตาและแปรงฟันแล้วจึงเดินลงมาด้านล่าง

คุณยายนวลและคุณสิปางผู้เป็นมารดาของเกศสุรางค์ กำลังช่วยกันลำเลียงอาหารคาวหวานไปยังหน้าบ้าน หญิงสาวกุลีกุจอเข้าไปช่วยอีกแรง  ก่อนที่ผู้หญิงต่างวัยทั้งสามจะยืนเรียงกันรอพระสงฆ์ที่เดินเรียงแถวมาแต่ไกล

อากาศยามเช้าของกรุงเทพฯเย็นฉ่ำสดชื่นพอสมควร ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชะอุ่มในบริเวณบ้านหลังเล็กนี้ก็สร้างความชื่นตาชื่นใจแก่ผู้อยู่อาศัยและผู้ที่ผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี  ตั้งแต่เกศสุรางค์จำความได้ในทุกๆวันพระ ผู้ใหญ่ในครอบครัวของเธอจะต้องเรียกเธอมาตักบาตรมิเคยขาดแม้แต่วันเดียว จะเว้นช่วงการตักบาตรไปก็เพียงตอนที่ต้องไปศึกษาแดนไกลเท่านั้น หากก็หมั่นไปวัดไทยในต่างแดนอยู่บ่อยครั้ง ด้วยยึดถือคำสั่งสอนและสอนสั่งของผู้ใหญ่ในบ้านและด้วยจริตของตัวเองที่รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ

หลังตักบาตรเสร็จหน้าที่การล้างเช็ดจึงตกเป็นของเกศสุรางค์ จากนั้นจึงได้เวลาที่ต้องอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไปทำงานที่มหาวิทยาลัย ช่วงเวลารับประทานอาหารเช้าจึงเป็นช่วงหนึ่งที่คนในครอบครัวได้พูดคุยกันตามประสา

“ทานน้อยๆหน่อยก็ได้ยายเกด”

“โธ่ คุณแม่คะ ขืนทานน้อยเกดก็ไม่มีแรงทำงานสิคะ รู้ไหมว่าอาหารเช้านี่ล่ะสำคัญที่สุดนะคะ” คุณสิปางมองกิริยาเคี้ยวตุ้ยๆของลูกสาวด้วยความอิดหนาระอาใจ

ลูกสาวของท่านคนนี้ไม่เคยทำสิ่งใดให้หนักใจหรือผิดหวัง เว้นเพียงเรื่องเดียวคือรูปร่างหน้าตาที่ผิดพ่อผิดแม่ไปไกล วงหน้าขาวนั้นอวบกลมจนตาสองชั้นแทบจะเป็นชั้นเดียว คิ้วเข้มแม้เรียวสวยก็ไม่ได้ทำให้ดูดีขึ้นเมื่อมีแก้มหนาอวบแดงก่ำอยู่เสมอ พร้อมใต้คางที่สะสมไขมันเป็นชั้นๆ

ใบหน้าที่เจ้าตัวเคยคิดแต่งด้วยเครื่องสำอางอยู่ไม่กี่หนก็ต้องยอมแพ้ไปนั้นก็เพราะความมันย่องที่มาเยือนเพียงผ่านไปไม่กี่นาทีจนทำให้ดูสวยสยองยิ่งกว่าเดิม จะเคราะห์ดีหน่อยก็ตรงที่ไม่มีสิวฝ้าราคีใดมากรายกล้ำหากแต่ก็ยากที่จะทำให้ดูดีขึ้นมาได้

หากคุณยายนวลคุณแม่ของท่านพูดเสมอว่าเป็นเพียงรูปธรรมนามธรรม ขอเพียงหลานเป็นผู้หญิงที่มีความประพฤติดีก็เพียงพอแล้ว ท่านจึงได้แต่กล้ำกลืนคำพูดทั้งหมดทั้งมวลลงคอไป จนนานเข้าก็กลายเป็นความเคยชินและปลงได้ว่าหากจะต้องอยู่ดูบุตรสาวคนเดียวที่มีแววว่าจะขึ้นคานไปตลอดก็คงจะดีเหมือนกัน อย่างน้อยครอบครัวก็จะไม่ถูกแบ่งแยกออกไป และคงจะหมดปัญหาเรื่องที่จะต้องมีความคิดถึงหากลูกต้องแยกตัวไปมีครอบครัวของตัวเอง

เกศสุรางค์อมยิ้มเล็กๆคล้ายว่าตนไม่เดือดร้อน หากแต่ก็ไม่ยอมเติมอาหารเป็นจานที่สอง เพราะเธอเองก็กังวลกับรูปร่างของเธอไม่น้อยเช่นกัน ครอบครัวของเธอ ณ ตอนนี้ประกอบไปด้วย คุณยาย คุณแม่ และเธอเท่านั้น ส่วนผู้เป็นพ่อหลังเกษียณจากการเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ยกเงินบำนาญทั้งหมดให้กับภรรยาและลูก เพราะได้ตั้งจิตแน่วแน่ที่จะบวชตลอดชีวิต บ่อยครั้งที่ทั้งครอบครัวจะเดินทางไปกราบท่านยังวัดป่าที่หลวงพ่อของเธอจำพรรษาอยู่ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมากนัก

 “วันนี้เกดจะไปอยุธยากับทางกรม แล้วก็คงมีพวกนักศึกษาโบราณคดีไปด้วย ที่พักก็เหมือนเดิมค่ะสะดวกสบายแน่นอนค่ะ” เกศสุรางค์ลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหารพร้อมกับบอกกล่าวย้ำอีกครั้งทั้งที่เมื่อคืนก็ได้ขออนุญาตผู้ใหญ่ทั้งสองท่านเรียบร้อยไปแล้ว

“รักษาเนื้อ รักษาตัวให้ดีนะหลาน กลับมายายจะทำช่อม่วงให้ทาน” แม้รู้ว่าท่านมีส่วนทำให้หลานตุ้ยนุ้ยเช่นนี้แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอาของกินเข้ามาล่อให้หลานกลับมาเร็วๆเช่นเคย ฝีมือทำอาหารระดับชาววังนั้นเป็นที่รู้กันในหมู่เครือญาติเพื่อนฝูงสูงอายุที่ล้วนมีบิดามารดาเป็นข้าหลวงในวังแต่เก่าก่อน รสมือที่กลมกล่อมอร่อยเลิศเช่นนี้เล่าจึงทำให้เกศสุรางค์อดไม่ได้สักที

หญิงสาวส่งยิ้มทะเล้นให้ยายส่งผลให้ใบหน้ากลมแป้นนั้นดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากกอดหอมแม่และยายเสร็จสรรพร่างอวบอ้วนก็คว้ากระเป๋าเดินทางเดินอุ้ยอ้ายออกจากประตูรั้วเพื่อไปทำงานที่ทางกรมได้มอบหมายมา

 

ร่างอวบอ้วนพีผิวขาวผ่องเดินช้าลงแต่ก็พยายามเร่งเท้าตีคู่ไปกับเพื่อน เรืองฤทธิ์เป็นเพื่อนที่เกศสุรางค์คบหาสนิทชิดเชื้อตั้งแต่เริ่มเรียนระดับอุดมศึกษาจวบจนตอนนี้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่เข้าขากันเป็นอย่างดี คืนนี้นับเป็นคืนที่สองที่ต้องพำนักอยู่ในเขตจังหวัดอยุธยา งานที่ได้รับมอบหมายแล้วเสร็จไปเมื่อเย็นย่ำทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาฟรีที่ใครอยากจะไปทำอะไรที่ใดก็ได้

ส่วนใหญ่แล้วพวกเธอมักจะรวมกลุ่มกันก๊งเหล้าหรือไม่ก็พากันไปหาของกินในตลาด หากวันนี้มาแปลกที่เพื่อนสนิทของเกศสุรางค์กลับชักชวนให้เดินเล่น จากความยินดีในช่วงแรกกลายเป็นความทรมานเมื่อรู้สึกว่าเดินมาไกลเกินคำว่าเดินเล่นเสียแล้ว

แสงจันทร์เต็มดวงนั้นทำให้พอมองเห็นทางได้ในระยะไกลทว่าทั้งสองก็มีไฟฉายคนละกระบอกเพื่อส่องทางให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น อากาศยามค่ำคืนเย็นฉ่ำด้วยลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่โชยพัดมาเป็นระยะแต่เกศสุรางค์กลับเหงื่อท่วมตัว พร้อมกับบ่นถึงความเหนื่อยยากลำบากของตนที่เริ่มมีความเมื่อยขบไล่ทรมานมาตามหน้าขา

“โอ้ย ไม่ไหวแล้ว เดินมาไกลมากแล้วนะกลับกันเถอะแกนี่มันจะถึงวัดไชยฯแล้วนะแก”

“แค่นี้ก็ทำเป็นบ่น เดินไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว”เสียงห้าวนั้นพูด ก่อนจะหันไปยิ้มเหมือนเย้ย รูปร่างอวบอ้วนใบหน้าอิ่มเอิบที่เขาเห็นนั้นกลมแป้นชวนให้คนอารมณ์ดียามได้พบเห็น ประกายตาหยิบหยีทว่าสุกใสจนมองเห็นแววของความรื่นรมย์ตามวิสัยของคนขี้เล่นทำให้เขาไม่ค่อยใส่ใจกับเสียงบ่นนั้นนัก

“ทำไมต้องมาดึกๆอย่างนี้ด้วยวะ น่ากลัวจะตาย” ถึงแม้จะบ่นงึมงำเช่นใด ก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่นำพา กลับเดินนำเธอไปยังโบราณสถานที่ถูกบูรณะจนแทบไม่เหลือเค้าของซากปรักหักพังแต่เก่าก่อน

“เรียนโบราณ มาขุดมาค้นตั้งเท่าไหร่ นี่แกยังกลัวผีอยู่อีกหรือไอ้เกด”

“ผีนะโว้ย ไม่ใช่เพื่อนเล่นจะไม่ให้กลัวได้ยังไง ว่าแต่แกเถอะจะพาฉันไปทำมิดีมิร้ายอะไรหรือเปล่าเนี่ย พามาซะไกล”

“ทะลึ่ง...อย่างแกนี่หวังจะให้มีคนมาทำมิดีมิร้ายด้วยเหรอ”เสียงพูดเหมือนไม่ตั้งใจนั้นสะดุดหูคนฟังจนทำให้ใบหน้าอ้วนกลมซีดเผือดลงก่อนที่จะรีบปั้นสีหน้าให้กลับไปแสดงความทะเล้นเช่นเดิม

“แล้วแกจะพาฉันมาทำแป๊ะอะไรนี่ ทำไมไม่พามาตอนกลางวัน แล้วจักรยานทำไมไม่เอามาด้วย เหนื่อยนะโว้ย”

“ไหนบอกว่าไปฝึกยูโดมา แค่นี้ทำเป็นบ่น อีกอย่างปั่นจักรยานมามันไม่ได้ฟิล เดินดีกว่า วันนี้พระจันทร์เต็มดวงเสียด้วยน่าเดินเล่นดีออก อีกอย่างแกอ้วนมากแล้วออกกำลังให้เยอะๆจะได้ผอมๆ”เสียงกลั้วหัวเราะทำให้เกศสุรางค์ต้องฝืนหัวเราะไปด้วย เสี้ยวหน้าคมสันที่เธอมองเห็นทำให้ปวดแปลบในใจได้ทุกทีสิน่า ..ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย...กี่ปีแล้วนี่ที่เธอมีใจให้ผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ใจดีและไม่เคยคิดอะไรกับเธอเกินเลยจากความเป็นเพื่อน ความหวังที่เคยริบหรี่ดับสนิทไปโดยสิ้นเชิงกับจิตใจที่ยอมรับในมิตรภาพที่เป็นเพียงเพื่อน

คิดๆไปก็ต้องปลงเป็นครั้งที่หลายร้อย เมื่อมองดูหน้าท้องของตนที่หลามออกมาเกินงามจนก้มอย่างไรก็มองไม่เห็นหัวแม่เท้าของตัวเอง ซึ่งเมื่อเทียบกับร่างสูงเพรียวของเพื่อนสนิทแล้วก็ต้องบอกว่าไร้ความเหมาะสมโดยสิ้นเชิง ทำไมนะทำไมเธอถึงได้ไม่รู้จักประมาณการกินของตัวเองตั้งแต่เด็ก

ตอนเล็กๆนั้นอ้วนกลมก็น่ารักดีอยู่หรอกผู้ใหญ่มากมายมาหยอกเอินชื่นชมในความจ้ำหม่ำน่าเอ็นดู หากเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาความน่ารักนั้นก็หายไปจากคำชมกลายเป็นสายตาที่ปนไปด้วยความขำขันระคนสมเพช จนเธอต้องสร้างกำแพงให้กับตัวเองว่าตนนั้นเข้มแข็งและไม่แคร์ต่อสายตาหรือคำพูดของใครทั้งนั้น ทั้งๆที่ในใจขุ่นเคืองทุกครั้งที่มองดูรูปร่างหน้าตาของตัวเองจากกระจกเงา

สิ่งที่พอเชิดหน้าชูตาได้ก็คงเป็นใบปริญญาทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ที่ร่ำเรียนมาทั้งในและนอกประเทศ กับภาษาต่างแดนที่เธอสามารถพูดฟังอ่านเขียนได้คล่องถึงสามภาษาทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน มิหนำซ้ำยังพอได้ภาษาญี่ปุ่นอีกนิดๆหน่อยๆเพราะความที่คลั่งดารานักร้องญี่ปุ่นเมื่อครั้งยังเรียนมัธยม

การเรียนคณะโบราณคดีเอกฝรั่งเศส โทโบราณคดี ทำให้การสอบชิงทุนไปเรียนต่อด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่ฝรั่งเศสเป็นไปอย่างราบรื่น จวบจนเรียนจบมาก็ได้รับการบรรจุให้ทำงานในมหาวิทยาลัยในทันที การงานและความสามารถของเธอคงเป็นสิ่งที่พอจะกลบเกลื่อนปมด้อยจากรูปร่างหน้าตาที่เข้าขั้นขี้เหร่ลงไปได้บ้าง ทว่าเธอก็ยังอยากจะสวยกว่านี้ทั้งๆที่พยายามบอกตัวเองหลายครั้งว่าไปเกิดใหม่น่าจะง่ายกว่าการลดความอ้วนหรือศัลยกรรม

เรืองฤทธิ์พยักหน้าให้เพื่อนเข้าไปด้านในของสถานโบราณแห่งหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางสถานโบราณมากมายที่รายรอบ

“ที่แกพยายามพาฉันมานี่จะให้มาวัดไชยวัฒนารามเนี่ยนะ ปัดโธ่ มาตั้งไม่รู้กี่ล้านรอบแล้ว”

“แต่แกไม่เคยมาตอนดึกๆอย่างนี้ใช่ไหมล่ะ” เกศสุรางค์มองรอบกายที่สวยงามแปลกตากว่าตอนกลางวันด้วยแสงสปอร์ตไลท์แรงต่ำที่ส่องตัวพระปรางค์ แสงและเงาที่พอเหมาะทำให้บรรยากาศนุ่มนวลจนคนที่หอบเหนื่อยเริ่มมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

เจดีย์เจ้าฟ้ากุ้งเอียงกะเท่เร่จากการที่เกิดการทรุดตัวหลังน้ำท่วมใหญ่เหมือนสิบกว่าปีที่แล้วยังคงเอียงกะเท่เร่อยู่เช่นเดิมหากเพิ่มความขลังขึ้นอย่างแปลกประหลาด หมอกบางลอยอ้อยอิ่งมองเห็นได้เลือนรางจากแสงสปอร์ตไลท์ยามค่ำคืน  จู่ๆเกศสุรางค์ก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน

“แก...ฉันหนาว” มืออวบอูมลูบขนแขนที่กำลังสแตนด์อัพด้วยความว่างโหวงในจิตใจ อีกฝ่ายที่เคยคุ้นกับการออกมาดูในยามค่ำคืนเช่นนี้ถึงกับหัวเราะลั่น แต่แล้วความรู้สึกที่ไม่ต่างจากเพื่อนก็จู่โจมเข้ามาเช่นกัน ทำให้เสียงหัวเราะนั้นสะดุดกึก ใบหน้าคมสันหันมองรอบๆก่อนจะเบิกตาโพล่งเมื่อสายตาได้ปะทะกับบางสิ่งบางอย่าง...ที่เกินบรรยาย

ร่างระเหิดระหงของผู้หญิงวัยกำดัด วงหน้าขาวเลือนรางจนเกือบซีดเหมือนกระดาษ ผมที่ยาวประบ่ามีจะงอยปีกสองข้างเคลียหน้าผากมน และชุดแต่งกายจีบหน้านางพร้อมสไบบางที่ปลิวตามลมนั้นแม้ดูเหมาะกับสถานที่มากเพียงใดแต่ก็ไม่เหมาะกับสถานการณ์นี้เป็นที่ยิ่ง กิริยาย่างเยื้องเดินมาเนิบช้าดูงดงามแต่คนที่กำลังมองทั้งคู่ก็ไม่ได้รู้สึกชื่นชมสักนิด จนเมื่อไล่มองมาถึงบริเวณที่น่าจะเป็นขาภาพนั้นก็เลือนรางจน ทำให้ดูคล้ายจะลอยมามากกว่าเดิน

“แกเห็นเหมือนที่ฉันเห็นไหม”เสียงเบายิ่งกว่ากระซิบของเกศสุรางค์ทำให้เรืองฤทธิ์เริ่มรู้สึกตัว

“เออ กะ..กลับกัน”กล่าวจบร่างสูงเพรียวนั้นก็เดินจ้ำๆออกจากบริเวณวัดไชยวัฒนาราม ก่อนจะทำกิริยาของนักกีฬาร้อยเมตรวิ่งอ้าวไปโดยไม่รอดูเพื่อนสาวคนสนิทที่กำลังอ้าปากพะงาบๆนั่นเลย

“ฉันก้าวขาไม่ออก ปัดโธ่เว้ยไอ้เรือง” เสียงที่แทบขาดใจนั้นติดขัดและหายไปจากลำคอเมื่อร่างเลือนรางเดินใกล้เข้ามาทุกที เหงื่อเม็ดโตซึมออกมาหยดถึงลำคอทั้งๆที่อากาศกำลังเย็นฉ่ำ วงหน้าที่เลือนรางของอะไรบางอย่างที่เธอเห็นเหมือนจะชัดเจนขึ้นจนมองเห็นปากคอคิ้วคางที่งดงามดั่งรูปวาดทว่าก็ยังพร่าเลือนจนเกินจะเป็นมนุษย์ธรรมดา

ร่างเลือนรางที่ค่อยๆแจ่มชัดนั้นทำกิริยาคล้ายกำลังชมนกชมไม้ดูชะม้อยชะม้ายชายตาและคล้ายจะมองไม่เห็นเกศสุรางค์เลยแม้แต่น้อย จวบจนร่างนั้นเดินเลยผ่านและหายลับไปในพระเจดีย์ เกศสุรางค์ก็ถึงกับหอบสั่นเป็นเจ้าเข้า ขาอวบๆเริ่มขยับได้ก็รีบเผ่นกระโจนออกจากที่ตรงนั้นด้วยความรวดเร็วโดยที่ร่างกายอวบอ้วนไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

คำว่าขนหัวลุกคือคำที่ตรงกับเหตุการณ์นี้เป็นที่สุด ร่างของเรืองฤทธิ์ที่เธอมองเห็นอยู่ลิบๆทำให้มีกำลังใจที่จะวิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ และคิดว่าชาตินี้เธอคงไม่มีวันวิ่งเร็วเท่าวันนี้อีกแล้ว

“ไอ้เรืองรอด้วยสิ แกไอ้บ้า ทิ้งฉัน!” เสียงโหวกเหวกแหวกม่านราตรีนั้นถูกขานรับด้วยสุนัขจรจัดที่หอนรับเป็นทอดๆทำให้ยิ่งต้องเพิ่มสปีดการวิ่งชนิดที่ว่าลืมตายกันเลยทีเดียว...นับเป็นค่ำคืนที่แสนจะพิสดารและไม่น่าจดจำเป็นที่สุด

 

รุ่งเช้ารถตู้คันใหญ่แล่นออกจากสถานที่พักอันเป็นตึกพักของทางราชการ ที่มีไว้สำหรับนักขุดค้นและนักวิชาการในกรมศิลปากร ตามมาด้วยรถกระบะติดหลังคาแครี่บอยบรรทุกนักศึกษาคณะโบราณคดีที่มาร่วมกันฝึกงานด้วยการขุดค้นในครั้งนี้ ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยจากงานเมื่อวานจนหลับใหลกันต่อในเวลาไม่กี่อึดใจ เว้นเพียงหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาวที่ยังคงง้องอนกันไม่เลิก

“ไอ้เรืองแกมันเพื่อนไม่มีน้ำใจ เพื่อนบ้า เพื่อนเวร”เกศสุรางค์ด่าพึมพำพร้อมกับหันหลังให้เพื่อนด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“น่า แกก็ขามันวิ่งมาเองไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งหรอก มันเหนือความควบคุมว่ะ”เพื่อนยังคงพยายามง้อโดยการสะกิดบ่าอวบๆนั้นเป็นระยะๆ  เกศสุรางค์ปรายหางตามองใบหน้าของเรืองฤทธิ์เป็นเชิงค้อน ก่อนจะทำใจให้แข็งด้วยการแสร้งหลับตาซบเบาะนุ่ม

“งอนเป็นเด็กๆเลยนะแก ง้อตั้งแต่เมื่อคืนยันตอนนี้ไม่หายงอนสักที”เสียงบ่นอุบพร้อมกับเสียงหัวเราะของคนอื่นในรถนั้นชวนให้พาลโมโหยิ่งกว่าเดิม เออตูมันแก่ ความอ้วนทำให้หญิงสาววัย25ย่าง26ดูสูงวัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ และหากจะเทียบกับนักศึกษาวัยละอ่อนเธอก็คงคราวป้า แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกเพื่อนรักตอกย้ำเช่นนี้เลยสักนิด อารมณ์พาลยกใหญ่นั้นทำให้ตั้งใจเงียบๆว่าจะเลิกคุยกับเรืองฤทธิ์สักสองสามวันให้เขาได้ตระหนักถึงความเอาจริงของเธอให้ได้!

ความเงียบเข้าครอบงำและความหงุดหงิดก็เริ่มคลายลงเมื่อเครื่องปรับอากาศภายในรถเริ่มเย็นฉ่ำพร้อมกับความเร็วขึ้นของเครื่องยนต์ที่ผู้ขับต้องการทำเวลากลับไปยังกรุงเทพฯ วันอาทิตย์เช่นนี้ไม่ว่าใครก็ต้องการรีบกลับบ้านเพื่อให้ได้ใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุด ทุกคนจึงล้วนพอใจกับความเร็วที่ถูกเร่งขึ้นจนน่ากลัวเช่นนี้

เมื่อจิตใจเริ่มสงบเกศสุรางค์ก็อดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงภาพเมื่อคืน คงเป็นเพราะอยู่ในช่วงกลางวันฟ้าสว่างแจ้งเช่นนี้ทำให้สิ่งที่อยู่ในมโนภาพไม่น่ากลัวอย่างที่ควรเป็น รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรกับวงหน้าหวานละมุนนั้นติดตาเธอจนต้องทอดถอนหายใจ  ถ้าเพียงหุ่นเธอเป็นเช่นนั้นหน้าตาสะสวยได้สักครึ่งของสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นวิญญาณในอดีตเธอก็คงนอนตายตาหลับ

เสียงรถเบรกกะทันหันจนคนด้านในเสียหลักหัวทิ่มไปด้านหน้าก่อนจะหงายหลังกลับด้วยแรงย้อนที่มหาศาล คนขับหมุนพวงมาลัยจนรถหักลำหมุนคว้างก่อนจะสงบนิ่งไปชั่วอึดใจ เกศสุรางค์ลืมตาโพล่งด้วยความตกใจพลางเหลือบมองเห็นท้ายรถบรรทุกที่อยู่ด้านหน้าที่อยู่ห่างจากรถที่เธอนั่งเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เสียงกรีดร้องที่ดังระงมขึ้นเมื่อครู่นั้นหากคาดมิผิดหนึ่งในนั้นต้องเป็นเธอด้วยแน่

ทุกคนหายใจหอบด้วยความตื่นตกใจ หากมิทันจะหายใจหายคอได้ทั่วท้อง ท้องฟ้าที่กำลังสว่างโร่ก็มืดครึ้มขึ้นมากะทันหัน และมาพร้อมกับเสียงเบรกดังลั่นแสบแก้วหูจากอีกด้านของรถตู้จอดขวางถนนอยู่ ทำให้ทุกสายตาต้องหันขวับไปมองตามเสียงนั้นอีกครั้ง เพียงพริบตาเดียวรถสิบล้อคันใหญ่อีกคันก็เสยเข้ากับรถตู้อย่างแรงเสียงสนั่นของเหล็กที่ครูดไปกับพื้นถนน ทำให้เสียงกรีดร้องที่เงียบไปเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมการพลิกตะแคงของรถตู้ที่สุดท้ายก็ถูกบีบอัดด้วยรถบรรทุกคันใหญ่สองคันพร้อมสติของเกศสุรางค์ที่หลุดลอยไป!

 

********************************

 

หญิงสาวร่างระหงที่นุ่งผ้าพิมพ์ลายจีบหน้านางคาดเข็มขัดทองสุกปลั่งทั้งยังห่มสไบสีนวลเนื้อละเอียดหยุดชะงักจากการลัดเลาะพุ่มไม้ชายป่า ก่อนจะหันไปตวาดผู้ที่วิ่งตามมาด้วยวาจาที่เผ็ดร้อน

“อีผิน อีบรรลัย เอ็งจักชักช้าอยู่ไย ประเดี๋ยวผู้อื่นก็จับได้กันพอดี รีบๆเข้า”

“เจ้าค่ะ แม่นายท่าน รีบแล้วเจ้าค่ะ”ผู้ที่ตามมาเหงื่อหยดกระเซ็นมากกว่าผู้ที่วิ่งนำสำแดงความหวาดหวั่นวิตกต่อสิ่งที่ได้กระทำเมื่อครู่  เพียงใกล้กลุ่มเรือนไทยที่มองเห็นยอดหน้าจั่วอยู่ลิบๆกิริยาร้อนรนนั้นก็คลายลง จัดแจงตกแต่งผมที่กระเซิงเล็กน้อยนั้นให้เข้ารูปพร้อมสูดลมหายใจยาวๆ แววตากังวลเมื่อครู่หายไปสิ้นมีเพียงแววกร้าวแกร่ง  นางผินยกชายผ้าแถบมาซับเหงื่อของตนพร้อมกับเลิกลั่กมองซ้ายขวาอย่างมีพิรุธ

“ป่านชะนี้อีแย้มคงร้อนใจแล้ว ไม่รู้ว่าผู้ใดสงสัยบ้างฤๅไม่ เอ็งทำตัวอย่าให้มีพิรุธเชียวหนา การนี้จักล่มเพราะเอ็งเอา”

“เจ้าค่ะ แม่นายท่าน แต่...จักมีคนตายฤๅไม่เจ้าคะ”น้ำเสียงหวาดๆนั้นทำให้ผู้ที่ยลยินหันขวับไปพร้อมส่งสายตาแข็งกร้าว

“กูกับมึงไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรทั้งนั้นแค่ลงมาเข้าเวจ เข้าใจใช่ฤๅไม่”

“เจ้าค่ะ” ความหวาดวิตกของบ่าวในอาณัติสร้างความรำคาญใจจนทำให้วงหน้าขาวงดงามยิ่งกว่าพระจันทร์วันเพ็ญชักสีหน้าขมึงตึง

“อย่าได้ทำสิ่งใดให้ระคายใจกู ขึ้นเรือนกันเถิด” เสียงตักน้ำด้วยกระบวยกะลามะพร้าวราดรดเท้าเปลือยเปล่าดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน

“นั่นผู้ใด”น้ำเสียงทรงอำนาจและแสนจะคุ้นเคยนั้นทำให้ร่างบางชะงักชั่วครู่ก่อนจะปั้นสีหน้าให้ยิ้มแย้มขึ้นเรือนไม้อันเป็นที่พำนัก

“น้องเองเจ้าค่ะคุณพี่ น้องลงไปเวจมาเจ้าค่ะ ไปกับอีผิน” แสงไต้ยามค่ำคืนที่จุดคบไว้ตามมุมเรือนและตะเกียงเคลือบทองแดงตัวเขื่องที่วางไว้แทบทุกศาลาใหญ่น้อยนั้นปรากฏให้เห็นเป็นร่างสูงใหญ่ผิวคร้าม วงหน้าคมสันน่ามองนั้นประกอบไปด้วยรูปลักษณ์แห่งบุรุษเพศที่เพียงพอจะให้สตรีทั้งหลายยอมสยบ

คิ้วเข้มยาวพาดเฉียงรับกับดวงตาใหญ่คมกริบเปลือกตาพับซ้อนสองชั้นชัดเจนหางตาเชิดเล็กน้อยล้อมกรอบด้วยแพขนตาหนาส่งให้ดวงตานั้นโดดเด่นคมกล้า จมูกโด่งได้รูปรับกับปากหยักแดงจัดที่กำลังเคี้ยวหมากช้าๆ กิริยาคายลงในกระโถนเคลือบเนิบช้านั้นชวนมอง หมื่นสุนทรเทวายกป้านดินเผารินน้ำชาลงในถ้วยใบน้อยแล้วจึงบ้วนด้วยน้ำชาอุ่นจัดอีกรอบก่อนเอ่ยคำ

“แม่การะเกด ออเจ้าลงไปทำไมค่ำมืดดึกดื่น มิกลัวเกรงงูเงี้ยวเขี้ยวขอ บนเรือนบ่าวมันมิได้จัดหม้อน้ำมูตรไว้ให้ดอกฤๅ”น้ำเสียงเรียบเรื่อยนั้นเพียงพอที่จะทำให้ผู้ฟังปลาบปลื้ม

“คุณพี่มิต้องเป็นกังวลดอกเจ้าค่ะ น้องปวดหนักมิอยากทนกลิ่นจนเช้า อีผินก็ไปกับน้องด้วย น้องใคร่จักไปนอนก่อนนะเจ้าคะ”

“ไปเถิด” ดวงตาคมกริบมองตามเรือนร่างระเหิดระหงนั้นไปด้วยแววที่นิ่งเฉยติดจะเย็นชา ถึงแม้ในใจจะรับรู้ว่า แม่หญิงผู้นี้ผู้ใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงได้หมายมั่นที่จะให้ร่วมหอลงโลงกับตน ทว่าความรู้สึกสนิทเสน่หาแม้แต่น้อยนิดก็หาได้เกิดขึ้นในใจไม่ รูปลักษณ์พิไลพิลาศลักษณ์เกินหญิงใดของแม่หญิงการะเกดก็มิได้ทำให้เกิดความหวั่นไหว ต่อให้ร่วมบ้านร่วมเรือนกันเช่นนี้เขาเองก็พยายามบ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยงมาได้จบเกือบครบปี

โชคดีที่คุณพ่อของเขากับแม่นายท่านไม่ได้บังคับข่มใจ ด้วยถือคติปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน หากแม้ว่าจมื่นศรีสิทธิวิวิทธบวรพี่ชายของเขายังอยู่กับเรือนนี้เขาคงพอโล่งใจได้บ้างเสียดายแต่ว่าพี่ชายได้ถูกเนรเทศไปนอกพระนครเสียหลายปีก่อนหน้าที่แม่หญิงผู้นี้จะมาเยือนเรือนเสียอีก ทุกข์หนักจึงจำต้องตกอยู่แก่เขา 

ด้วยอุปนิสัยของแม่หญิงผู้นี้ไม่ถูกตาไม่ถูกใจเป็นหลายอย่าง ทั้งวาจาที่แข็งกร้าวยามจิกเรียกใช้ข้าทาสบริวาร ทั้งไม่เอางานเอาการ แม้เย็บปักถักร้อยก็มิยอมแตะอ้างว่าตนนั้นสุขภาพไม่ใคร่ดีนัก หากดีแต่ตกแต่งตนเองด้วยเครื่องถนิมพิมพาภรณ์และประทินเครื่องหอมชะม้อยชม้ายชายตานั่งหน้าขาวน่ารำคาญยิ่งนัก

ร่างสูงใหญ่นั้นทำทีท่าจะลุกขึ้นหากต้องชะงักเพียงแค่คุกเข่าเมื่อเห็นร่างท้วมของมารดาและบิดาเดินออกมาจากเรือนใหญ่ 

เรือนนี้ประกอบด้วยเรือนใหญ่และเรือนเล็กเรือนน้อยเสาสูงที่เชื่อมต่อด้วยกระดานระเบียงกว้างจนเป็นหมู่เรือนไทยที่ใหญ่ไม่เบา การแบ่งฟากกางกั้นด้วยศาลาใหญ่อันเป็นที่ที่เขานั่งเคี้ยวหมากจนจืดไปเมื่อครู่ ถัดไปทางขวาของศาลาจะเป็นลับแลเล็กกางกั้นด้วยฟากไม้ไผ่ขัดแตะบุผ้าฝ้ายอันเป็นที่ตั้งวางของตั่งเตียงซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของมารดายามจัดสั่งควบคุมดูแลทุกอย่างภายในเรือนแห่งนี้

ด้านหลังลับแลลูกฝาไม้ไผ่ขัดแตะมีเรือนเล็กอันเป็นที่พำนักส่วนตัวของแม่หญิงการะเกด ญาติห่างๆทางบิดาที่เป็นกำพร้ามาขอพึ่งใบบุญ และด้วยการสั่งเสียของผู้ใหญ่ที่ล่วงลับด้วยความคาดหวังที่จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน แม้มารดาไม่ใคร่จะเห็นด้วยนักเนื่องจากเห็นฤทธิ์ของแม่หญิงผู้นั้นมามากต่อมากก็ไม่อาจจะตัดใจขับไล่ให้ไปที่ใดได้ หากแต่ก็มิอาจทำใจให้เกี่ยวดองกันให้แน่นแฟ้นกว่านี้ได้ด้วยเช่นกัน

“คุณพ่อ มีเหตุอันใดฤๅขอรับ”

“เมื่อกี้ พ่อจับยามสามตาว่าจักบังเกิดเหตุอันไม่สมควร จึงนอนไม่ใคร่จักหลับนัก”

“แม่เองก็พลอยร้อนใจไปด้วย เหตุว่าคุณพ่อของออเจ้ามิเคยทำนายสิ่งใดผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย”

“ให้ลูกลองจับยามด้วยได้ฤๅไม่ขอรับ” พระยาโหราธิบดีพยักหน้าน้อยๆก่อนจะมาทรุดตัวนั่งใกล้หมื่นสุนทรเทวาผู้เป็นลูกชายคนสุดท้องของเมียเอก ทนายหน้าหอจัดแจงเข้าไปในห้องห้องหนึ่งก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับกระดานชนวนและพานแผ่นใบลานที่จดจารตำรามหาทักษา อีกทั้งตำราจับยามสามตาที่ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ผู้เป็นนาย จุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางและเทพาอารักษ์ทั้งหลายก่อนจะลงมือจรดแท่งหินชนวนคำนวณตามตำราที่ได้รับตกทอดมา

ยังมิทันจะเสร็จสิ้นเสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังขึ้นมาจากด้านล่างของเรือน บ่าวบ้านเจ้าพระยาโกษาธิบดีขึ้นเรือนมาพนมไหว้สีหน้าตระหนกเนื้อตัวเปียกเพรื่อไปด้วยหยดน้ำ

“เรือของแม่หญิงจันทร์วาดล่มขอรับ เจ้าพระยาท่านให้มาขอความกรุณาท่านกะเกณฑ์บ่าวเรือนนี้ไปช่วยกันงมหาอีแดง ทุกผู้ขึ้นฝั่งได้หมดเว้นเพียงอีแดงที่ว่ายน้ำไม่เป็นขอรับ”

“แล้วแม่หญิงจันทร์วาดเล่าเป็นเช่นใดบ้าง”

“ร่ำไห้อยู่ริมฝั่งน้ำขอรับ” มิว่าผู้ใดก็ทราบดีว่าแม่หญิงจันทร์วาดบุตรสาวของเจ้าพระยาโกษาธิบดีนั้นว่ายน้ำไม่แข็งนัก หากเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็พาให้โล่งใจกันไปเปลาะหนึ่ง พลันหมื่นสุนทรเทวาก็สั่งการให้ทนายหน้าหอของตนลงไปตามบ่าวไพร่ผู้ชายเพื่อที่จะไปช่วยกันงมหานางแดงผู้เป็นพี่เลี้ยงคนสนิทของแม่หญิงจันทร์วาด

 

“พวกเอ็งได้ยินฤๅไม่ น่าเจ็บใจนัก เหตุใดไม่เป็นตัวนางผู้หญิงผู้นั้นที่จมหายไป”น้ำเสียงเบาเท่าเสียงกระซิบนั้นดังขึ้นมาจากผู้ที่มีความงามพิสุทธิ์ แม้วงหน้างดงามจะบึ้งตึงแต่ก็มิได้ทำให้ความงามนั้นลดลงสักน้อยนิด

“แต่...อีแดง อีแดงจักเป็นอันใดฤๅไม่เจ้าคะ แม่นายท่าน”

“ช่างมันปะไร หนอยคิดจะมาเทียบเคียงกู อยากเป็นแม่หญิงเคียงเรือนของพี่หมื่นท่านจนตัวซีดตัวสั่น มันก็ต้องเจอเยี่ยงนี้ถึงจักสาสม เจ้าพระยานั่นก็ช่างกระไร มาว่าราชการบ้านเมืองยังอุตสาหะพาลูกสาวมาเร่ขายเป็นของแถมด้วย หน้าไม่อายทั้งพ่อทั้งลูก”

“ถ้ามันตาย มันจักกลายเป็นผีมาหลอกข้าเจ้าฤๅไม่เจ้าคะ” ร่างท้วมของนางผินสั่นเทา ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานเริ่มหลอกหลอนนาง สีหน้าตระหนกของอีแดงกับแม่หญิงจันทร์วาดยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ หวังเพียงผู้ที่ล่มเรือจะไม่โดนจับและซัดทอดมายังพวกนาง เพราะหากเป็นเช่นนั้นโทษคงหนักถึงตายเป็นแน่

“เหลวไหล หุบปากบัดเดี๋ยวนี้อีผินถ้าเอ็งยังไม่อยากโดนหม้อเยี่ยวของกูตบปาก อีแย้มเอ็งด้วยอย่าได้ปริปากไป จงทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ห้ามมิให้พูดจากันทั้งสองคน เข้าใจฤๅไม่” ผู้พูดเริ่มหอบถี่ขึ้นด้วยโรคภัยส่วนตัวและความเครียดที่เริ่มเกาะกุม ความหวาดกลัวที่จะถูกจับได้นั้นมีอยู่ทว่าความมืดบอดของจิตใจกลับกลบไปเสียสิ้น

“พวกมันไม่เป็นอันใดดอก ไม่ต้องกลัวไป นี่แค่เป็นเพียงการสั่งสอนกูมิได้ต้องการให้ผู้ใดถึงตาย ผู้คนออกครึกไปจักต้องช่วยพวกมันได้แน่  เสื้อผ้าเปียกฝังดินลึกแน่แล้วฤๅอีผิน”

“ลึกแล้วเจ้าค่ะ รับรองมิมีผู้ใดขุดเจอแน่นอนเจ้าค่ะ”เสียงสั่นๆของผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชายิ่งทำให้หงุดหงิด โชคดีที่ผมของนางผินเกรียนสั้นหมื่นสุนทรเทวาจึงมิได้สังเกตว่าปีกผมของนางเปียกชุ่ม

“เอาเถิด ค่าที่มึงช่วยกูแก้แค้นให้หายขัดข้องขุ่นใจ กูเตรียมผ้าใหม่ไว้ให้แล้ว อีแย้มด้วยหนาขอบใจพวกมึงมากที่อยู่กับกูมาตลอด เมื่อใดที่กูสุขสมหวังดั่งใจ จักไม่ลืมพวกมึงเลย” ประกายตามาดหมายของผู้เป็นนายทำให้บ่าวทั้งสองต้องหันมาสบตาด้วยความกังวล หากด้วยดูแลกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยและหอบหิ้วกันมาจากเรือนเดิม ทำให้เกิดความผูกพันกับเจ้านายจนแทบจะผูกวิญญาณภักดี แม้รู้ว่าสิ่งที่นายสั่งทำนั้นไม่ถูกไม่ควรแต่ก็ยากที่จะขัดขืนได้

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,794 ความคิดเห็น

  1. #2794 ข้าวเหนียวแก้ว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 14:44
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-06.png สนุกมากค่ะ อ่านเพลินเลย
    #2,794
    0
  2. #2789 ott1212 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 22:41
    แวะเข้ามาอ่านหลังจากดู อยากรู้นิยายที่เขียนกํบที่ดูจะได้ความรู้สึกแบบไหน เริ่มอ่านก็เริ่มสนุก
    #2,789
    0
  3. #2785 janeeta (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 22:19
    พึ่งรู้ว่าในโลกปัจจุบันเกศชอบ-เรือง5555
    #2,785
    0
  4. #2784 saitybl101 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 18:39
    ฮื้อ ชอบมากๆ
    #2,784
    0
  5. #2783 kulawana (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 14:46
    ดีใจด้วยนะคะ ตอนนี้ทำเป็นละครแล้ว >๐<
    #2,783
    0
  6. #2706 poschkaew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2559 / 20:05
    ตัวอักษรควรหนานิดนึงแต่ทุกอย่างของนิยายเรื่องนี้สนุกมาก
    #2,706
    2
    • #2706-1 ต้นข้าว (จากตอนที่ 1)
      15 เมษายน 2559 / 22:43
      ขอโทดนะคะ อยากถามอะไรหน่อย คือว่าของพี่อ่านได้ครบทุกตอนมั้ยคะ
      #2706-1
  7. #2705 อันนี้ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 06:09
    อ่านง่ายมาก ชอบการบรรยายคะ นี้เป็นเรื่องแรกเลยที่เราอ่านนิยายที่นางเอกไม่สวยพริ้งมากมายมาก่อน
    #2,705
    0
  8. #2704 อันนี้ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 06:09
    อ่านง่ายมาก ชอบการบรรยายคะ นี้เป็นเรื่องแรกเลยที่เราอ่านนิยายที่นางเอกไม่สวยพริ้งมากมายมาก่อน
    #2,704
    0
  9. #2627 ✖..{{.-✿_[N]oDaM[E (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2553 / 23:08
    ไปวัดไชยฯมาแล้วค่ะ
    สวยมากๆเลย หญ้าเขียวดี ติดแม่น้ำเจ้าพระยาอีก
    มาตอนเย็นๆกำลังสบายเลย สงบ ชอบมากๆ
    ประทับใจวัดนี้ที่สุดและในอยุธยา

    อยากอ่านเรื่องนี้อีกรอบแต่ให้เพื่อนยืมหนังสือไป
    โดนอาจารย์ยึด ถามอาจารย์ อ.ไม่รุอยุไหน เฮ้อ
    คงต้องซื้อใหม่แล้วแหละ
    #2,627
    0
  10. #2622 ไอฝน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2553 / 15:23
    ชอบมากเลยคะอ่านง่าย อ่านแล้ววางไม่ลงเลยคะ แต่งหนังสือดีๆแบบนี้มาให้อ่านอีกนะคะชอบพระเอกมากเลยคะมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จริงหรือเปล่าคะ อ่านแล้วอยากเรียนโบราณเลยคะ (แต่ได้อยากกลับไปในอดีตเหมือนนางเอกหรอกนะคะ)
    #2,622
    0
  11. #2187 OrchidGIRL (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2552 / 19:39
    น่าสนๆ เนียนๆเลย
    #2,187
    0
  12. #2124 จอมนางรอมแพง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2552 / 10:48

    คงต้องเข้ามาบอกใน ตอนที่1 แบบว่าทักกันบ่อย

    เรื่องตักบาตรแก้ไขในต้นฉบับแล้วนะคะ ^^ 

    อะไรที่พลาดไปแล้วไม่ได้แก้ในนี้ก็เพราะว่าอยากให้เป็นลายเซ็นในงานเขียนก่อนรีไรท์อ่ะค่ะ
    เพราะเนื้อหานิยายที่โพสในเน็ตนี่จะต้องผ่านการรีไรท์ให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง 
    ในกรณีที่ถ้ามีคนลอกจะได้ได้ข้อมูลผิดๆไปจับผิดได้ง่าย อะไรทำนองนี้อ่ะค่ะ

    ส่วนคนเขียน...อายุเท่าไหร่ ถามเยี่ยงนี้ได้อย่างไร แอร๊ยยยยย>_< เค้าไม่อยากจะตอบอ่า

    #2,124
    0
  13. #2102 notic (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2552 / 19:13

    ขอบังอาจถามว่า

    คนแต่งมีอายุเท่าไรฤา

    จึงสามารถเข้าถึงสำนวนถึงเพียงนี้

    #2,102
    0
  14. #1308 พoIพียง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2552 / 14:41
    ชอบจังเลยค่ะ

    สำนวนอ่านง่าย

    เข้าใจง่ายดีค่ะ
    #1,308
    0
  15. #1262 Roza (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2552 / 23:42
    น่าติดตามมากๆค่ะ



    ไม่ค่อยได้อ่านเนื้อเรื่องแบบนี้เื่ท่าไหร่เลย
    #1,262
    0
  16. #1099 Mues. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2552 / 03:50
    ดีใจจังที่เจอเรื่องนี้

    ชอบเพลง บุพเพสันวาสมากๆ



    และแล้ว...เด้กโบราณก้ได้เป้นนางเอก อิอิ แถมอ้วนด้วย เย้ๆ



    แต่คืนนี้คงอ่านต่อไม่ได้แล้ว เดี๋ยวตอนเช้าจะตะกายไปสอบพิพิธไม่ทัน เสียดายจัง

    #1,099
    0
  17. #845 yok (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กันยายน 2552 / 13:48
    ดำเนินเรื่องได้สนุกดี แต่ดูเหมือนนางเอกจะเก่งเกินไปหน่อยทั้งบุ่นและบู๊ โดยรวมแล้วคนแต่งเก่งจัง

    #845
    0
  18. #598 จอมนางรอมแพง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กันยายน 2552 / 21:05
    #590 คนเขียนพลาดค่ะ 5555555
    ขอบคุณมากนะคะที่ติติง
    #598
    0
  19. #590 In the nick of time (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กันยายน 2552 / 20:39
    เนื้อเรื่องน่าติดตามนะคะ

    แค่อ่านตอนแรกก็อยากอ่านต่อแล้วแหละ



    แต่สงสัยอยู่นิดนึงอะคะ คืดเรื่องการตักบาตร

    คือที่บ้านป้าเราตอนที่เราเด็กๆ วันพระนี่จะไม่มีพระมาบิณฑบาตร แต่จะต้องไปทำบุญที่วัดแทนหน่ะคะ

    ไม่รู้ที่อื่นเป็นแบบนี้เปล่านะคะ แต่ที่เราเข้าใจ คือ จะเป็นแบบนี้ทุกวัดโดยเป็นเรื่องปกติของพระที่ปฏิบัติต่อกันมาหน่ะค่ะ



    แต่เห็นคุณรอมแพงเขียนว่านางเอกจะต้องตื่นมาตักบาตรหน้าบ้านทุกวันพระ ก็เลยรู้สึกแปลกๆนิดนึง

    ว่าทำไมพระถึงมาบิณบาตรวันพระ หรือว่ายังไง ผู้รู้ช่วยบอกทีนะคะ

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    #590
    0
  20. #113 TongFaธงฟ้า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 19:38

    เรืองนี้       อืม ๆ   หนักจริง ๆ     ด้วย      ^    ^
    คงต้องตามต่อไป      แต่ว่าสาวน้อยร้อยชั่งของเรา      มีเพื่อนดีจิง ๆ    เพื่อนย่อมทิ้งกันได้เสมอ     ยามผีมา
    พอตัดไปอดีต       ต้องปรับอารมณ์นิดนึง        ภาษาไม่คุ้น          ยังไม่ชิน     

    #113
    0
  21. #60 banditangura (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กันยายน 2552 / 02:28
    ภาษาดีนะคะ 

    ข้อมูลก็เห็นว่าเก็บมาเยอะ
     
    ผิวคร้าม - ผิวคล้ำ
    #60
    0
  22. #46 inasba (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 12:06
    แล้วกลับมาอดีตนี่จะเป็นใครนะลุ้นๆ
    #46
    0
  23. #23 eeeyen (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 21:02
    น่าจะเรียกอวบระยะสุดท้ายนะ เฮ้อ มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะอวบ
    รออ่านยุน๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา.............
    #23
    0
  24. #18 cobra (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 14:04
    Idea บรรเจิดและสร้างสรรดีครับ มีอะไรใหม่ๆให้ลุ้นและติดตามอยู่เสมอ สุดยอดดดดดดดดดด
    #18
    0
  25. #15 pure_marble (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กันยายน 2552 / 21:26

    เย้ พี่รอมแพงลงเรื่องใหม่แล้ว
    ..น่าสนใจดีค่ะ เรื่องจะเป็นยังไงเน้อ
    รออ่านนะคะ

    #15
    0