บุพเพสันนิวาส (รอมแพง)

ตอนที่ 2 : บุพเพสันนิวาส ตอนที่2 แม่หญิงวิปลาส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52,500
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    7 ก.ย. 52

บุพเพสันนิวาส ตอนที่2  แม่หญิงวิปลาส

 

เสียงนกกาไก่บ้านขานรับกันเป็นทอดๆ ฟ้ายังคงมืดสลัวร่างบางของแม่หญิงการะเกดพลิกซบหมอนแข็งสี่เหลี่ยมยาวยังคงหลับใหลเป็นสุขในขณะที่บ่าวทั้งสองตื่นขึ้นจัดแจงเก็บเสื่อสาดเตรียมเดินลงเรือนใหญ่ แสงไฟที่ยังคงจุดสว่างโพล่งไปทั่วเรือนทำให้นางทั้งสองต้องหันมามองตากันพร้อมกลืนน้ำลายอย่างหวั่นใจ

ร่างของเจ้าของเรือนทั้งสามที่จวบจนบัดนี้ยังมิได้หลับใหลนั่งนิ่งดุจกำลังตรึกตรอง พลันดวงตาคมของหมื่นสุนทรเทวาก็ปรายมาเจอร่างพี่เลี้ยงของแม่หญิงการะเกด

“พวกเอ็งทั้งสองมานี่”เสียงกร้าวนั้นราวจะข่มขวัญอยู่ในที

“เมื่อย่ำค่ำ เกิดสิ่งใดขึ้นพวกเอ็งรู้ฤๅไม่” ร่างพี่เลี้ยงทั้งสองสั่นเทาอย่างมีพิรุธชวนให้ปักใจเชื่อว่าแม่หญิงการะเกดจะต้องมีส่วนร่วมในโศกนาฏกรรมครั้งนี้อย่างแน่นอน

“พวกเอ็งรู้ฤๅไม่ว่าอีแดงมันตายแล้ว” นางผินตาลุกโพลงใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยมแบนนั้นซีดเผือดจนผิวที่ดำคล้ำเปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด

“มีสิ่งใดที่พวกเอ็งจักบอกพวกกูฤๅไม่”พระยาโหราธิบดีถามเน้นย้ำจนบ่าวทั้งสองฟุบนิ่งหมอบต่ำหากไม่เอ่ยปากแม้แต่เพียงครึ่งคำ ผู้เป็นนายทั้งสามมองหน้ากันดวงตามีแววรับรู้ว่าทั้งหมดเป็นไปอย่างที่หวั่นใจไว้

“ไปเรียกแม่หญิงการะเกดมาบัดเดี๋ยวนี้”คุณหญิงจำปาสั่งบ่าวที่นั่งหมอบอยู่ห่างๆด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด

“แม่หญิงยังไม่ตื่นเจ้าค่ะ”

“ป่านนี้แล้วยังมิยอมตื่น นี่ข้าคงจักปล่อยปละละเลยมากเกินไปเสียแล้ว ไปอีปริกไปปลุกแม่หญิง”น้ำเสียงเด็ดขาดนั้นทำให้บ่าวคนสนิทของแม่หญิงการะเกดไม่กล้าเอ่ยคัดค้านขึ้นมาอีก ได้แต่หมอบนิ่งด้วยความรู้สึกที่ร้อนๆหนาวๆหวาดกลัวจนแทบขาดใจ

เพียงครู่เสียงอาละวาดด่าทอบ่าวก็ดังขึ้น ชวนให้คุณหญิงจำปาหงุดหงิดทบเท่าทวีคูณ หากมิเคยรับปากมารดาของแม่หญิงผู้นี้ ก็แทบจะลุกขึ้นไปขับไล่ผู้หญิงที่สร้างเสนียดให้เกิดขึ้นกับวงศ์ตระกูลออกไปให้พ้นเสียจากเรือน คนทั้งสามต่างอึ้งงันไปด้วยความโมโหเคืองระอา

“ออเจ้าชำระความไปเถิดหนาพ่อเดช แม่ทนมิไหวแล้ว”คุณหญิงจำปาผลุดลุกขึ้นก่อนจะเดินเข้าห้องไปด้วยท่าทีขุ่นใจ

“เป็นเช่นนี้แล้ว คงมิต้องกล่าวถามกระไรให้มากความกระมังขอรับคุณพ่อ”

“มิได้ เรายังมิรู้แน่ว่าแม่หญิงกระทำจริงฤๅไม่ ควรไต่สวนทวนความให้แน่ชัดก่อนแล้วจึงตัดสินใจว่าจักทำเยี่ยงใด หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ อย่างน้อยก็เป็นญาติเรา” ผู้เป็นลูกฟังแล้วได้แต่ทอดถอนหายใจ

ร่างของแม่หญิงการะเกดเดินระทดระทวยเนิบช้ามิได้เร่งร้อนสีหน้านั้นปราศจากความพรั่นพรึง ไม่ปรากฏวี่แววของความตระหนกแม้เพียงกระผีกเดียว

“กระไรกันเจ้าคะ ถึงให้บ่าวไปปลุกหลานตั้งแต่ยังไม่ย่ำรุ่ง”

“ไม่ย่ำรุ่งเยี่ยงใด ไก่ขันออกสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน”หมื่นสุนทรเทวาสวนกลับด้วยความรำคาญ ก่อนจะจับจ้องร่างที่งดงามนั้นด้วยความชิงชังอย่างชัดแจ้ง พลอยให้ผู้ถูกมองตะลึงงันด้วยความใจเสีย วงหน้าผุดผ่องหันขวับมองร่างสั่นเทาของสองพี่เลี้ยงที่หมอบอยู่ด้วยความขัดเคือง

“อีแย้ม กับอีผินไปทำกระไรฤๅเจ้าคะ”

“นั่นลุงก็ต้องการจักถามออเจ้า”โดยปกติแล้วพระยาโหราธิบดีค่อนข้างจะกล่าววาจาอ่อนโยนกับหลานสาวกำพร้าผู้นี้หากวันนี้เสียงนั้นเข้มขึ้นจนผู้เป็นหลานต้องรีบคุกเข่าคลานเข้ามากราบใกล้

“จักถามความอันใดก็ถามมาเถิดเจ้าค่ะ หลานจักตอบคุณลุงอย่างสุดกำลังเจ้าค่ะ”กล่าวพลางส่งยิ้มไม่เห็นไรฟันให้แก่ผู้ใหญ่ด้วยกิริยาพองามประจบประแจง จนแสงแข็งกร้าวจากดวงตาของผู้มีศักดิ์เป็นลุงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่ถามไถ่จึงนุ่มนวลลงไปกว่าครึ่ง

“ออเจ้ารู้ฤๅไม่ว่าเมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้น”

“เกิดสิ่งใดฤๅเจ้าคะ”หน้าตาใสซื่องดงามนั้นทำให้ผู้มองเริ่มลังเล

“อีแดง บ่าวของแม่หญิงจันทร์วาดตายเสียแล้ว”

“คุณพระคุณเจ้าช่วย”กิริยายกมือเรียวทาบอกอวบหยุ่นดุจบัวงามนั้นดูตระหนกตกใจอย่างแท้จริง สีหน้าที่เศร้าละห้อยนั้นชวนให้น่าสงสารสมจริงสมจัง

“เมื่อหัวค่ำเพิ่งเห็นกันอยู่หลัดๆ โถ อีแดง แล้วนี่มันเป็นกระไรตายฤๅเจ้าคะ”แววตาใสสบตาหมื่นสุนทรเทวาและเจ้าพระยาเจ้าของเรือนอย่างไม่พรั่นพรึง เพียงเท่านี้หมื่นสุนทรเทวาก็รู้เท่าทันและรู้ว่าด้วยความเอ็นดูที่มีมาแต่เดิมคุณพ่อของเขาคงจะต้องหลงกลนางผู้นี้เข้าอีกแล้วเป็นแน่ ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นอย่างรำคาญใจ

“หากมิรู้เรื่องก็ดีแล้ว วันพรุ่งอย่าลืมไปงานศพของอีแดงด้วยก็แล้วกัน”

“ไปทำไมเจ้าคะ ญาติก็มิใช่”เสียงหวานนั้นถามสวนกลับนุ่มนวลจนคนบอกอึ้งงันไปอีกรอบในความใจจืดใจดำของอีกฝ่าย

“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจออเจ้า ลูกใคร่จักไปอาบน้ำเตรียมตัวถวายงานขอรับคุณพ่อ เหนื่อยเปล่ามาเป็นนาน” พระยาโหราธิบดีมองตามร่างสูงใหญ่ของลูกชายด้วยแววตาเป็นกังวลก่อนจะถอนหายใจช้าๆ

“หากมิมีสิ่งใดแล้ว หลานใคร่จักกลับห้องแล้วหนาเจ้าคะ หน้าตายังมิได้ล้างฟันยังมิได้ถู ก็ถูกเรียกให้มารับรู้เรื่องน่าเศร้าเสียแล้ว” ร่างงดงามค่อยๆลุกเยื้องย่างห่างออกไปพร้อมพี่เลี้ยงทั้งสองที่เดินตามด้วยท่าทีอันมีพิรุธและมิยอมสบตาผู้ใด

พระยาราชครูหรือพระยาโหราธิบดีของเรือนรีบเดินตามหลังลูกชายเข้าไปในห้อง ร่างสูงใหญ่ที่เตรียมผลัดผ้าด้วยสำรับผ้าที่ทนายหน้าหอส่งให้ชะงักเมื่อเห็นร่างของผู้เป็นบิดาก่อนจะพยักหน้าให้ทนายหน้าหอออกจากห้องไปก่อนเพราะทราบดีว่าบิดาคงจะต้องการมากล่าวในสิ่งที่ไม่ควรให้ผู้อื่นต้องรับรู้ด้วยแน่

“พ่อเดช พ่ออยากจักขอ”

“ผู้ทำผิดไยมิต้องรับผิดฤๅขอรับคุณพ่อ” ความเถรตรงของผู้เป็นลูกซึ้งอยู่ในใจมานาน ทำให้ท่านต้องถอนหายใจยาวอีกครา

“แม่หญิงผู้นี้เกิดมาอาภัพนัก พ่อแม่ตายเสียแต่นางยังไม่รู้ความเท่าใดนัก กว่าที่เราจักรับเข้ามาร่วมเรือนก็ต้องผจญกับญาติพี่น้องที่คอยทึ้งเสียยิ่งกว่าแร้งกา ออเจ้าอาจจะเห็นว่าพ่อเมตตาเธออยู่มากก็เพราะเหตุนี้ด้วย แต่..ผู้กระทำผิดก็ต้องได้รับผลการกระทำของตัวเอง ออเจ้าจำมนต์กฤษณะกาลีได้ฤๅไม่” แววตาขุ่นมัวของผู้เป็นลูกกระจ่างแจ้งในบัดดล

มนต์บทนี้ตกทอดมาทางตระกูลของเขามาเนิ่นนานเปรียบดั่งคำสาปแช่งต่อผู้กระทำผิด เศษผ้าของอีแดงในวันที่ตายตกจะเป็นสื่อวิญญาณที่ชักนำให้ผู้ที่ทำร้ายนางต้องเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งมุ่งร้ายมากเพียงใดก็จะยิ่งต้องพบเจอสิ่งที่ยิ่งกว่าความตาย  หลายครั้งหลายคราที่ใช้มนต์บทนี้แล้วผู้ที่กระทำความผิดถึงกับวิกลจริตวิปลาสบ้างก็ตายตกตามกันไปเลยทีเดียว

ความเชี่ยวชาญในด้านกสิณสมาธิของพระยาโหราธิบดีรวมไปถึงบรรพบุรุษแต่เก่าก่อนเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อบุคคลทั่วไปพอๆกับความสามารถด้านกาพย์กลอน จนสามารถถวายงานสนองพระเดชพระคุณเหล่ากษัตริย์หลายต่อหลายพระองค์ตั้งแต่พระเจ้าปราสาททองลงมา มีเพียงหมื่นสุนทรเทวาเท่านั้นที่ยังคงเก็บงำความสามารถเช่นนี้ อีกทั้งหน้าที่การงานที่มิได้เจริญรอยตามบิดาก็ยิ่งทำให้ผู้อื่นคาดคิดไม่ถึงว่าจริงๆแล้วกสิณสมาธิของผู้เป็นบุตรคนที่สองนี้กลับเชี่ยวชาญและแข็งกล้าเสียยิ่งกว่าผู้เป็นบิดาเสียอีกด้วยซ้ำ

“หากแม่การะเกดมิได้เป็นผู้สั่งการมุ่งหมายร้ายกับผู้อื่นมนต์นี้ก็มิอาจจักทำลายเธอได้ แต่หากเธอผิดจริงมนต์อันนี้ก็จักทำหน้าที่ของมัน!

“เมื่อใดฤๅขอรับ”

“สวดศพวันสุดท้ายของอีแดง” ผู้เป็นพ่อกล่าวจบก็ก้าวช้าๆออกจากห้องไปด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง หากแต่ก็คาดหวังเลือนรางว่าหลานห่างๆของท่านจะมิได้เป็นตัวการ เพราะท่านมั่นใจว่ามนต์อันศักดิ์สิทธิ์จะมิทำอันตรายใดๆต่อผู้ที่บริสุทธิ์

 

เสียงมนต์แปลกประหลาดที่สวดตั้งแต่ยังไม่รุ่งสางสร้างความอึดอัดมากมายให้แก่แม่หญิงการะเกด แม้ใจจะบอกตัวเองให้เข้มแข็งเพียงใดหากความหวาดหวั่นก็มาเยือนเป็นพักๆ ใครจะรู้บ้างว่าตั้งแต่นางแดงตายไปเธอหลับไม่ลงแม้สักคืน ความผิดที่กระทำไปชั่ววูบได้กลับมาย้อนทำร้ายจิตใจอย่างแสนสาหัสบัดนี้เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำลงไปร้ายแรงยิ่งนัก ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วก็ยิ่งทรุดหนัก นางผินและนางแย้มผลัดกันคอยดูแลทั้งวันทั้งคืนกลิ่นยาหม้ออบอวลไปทั้งห้องยิ่งทำให้พะอืดพะอมจนพาลกินข้าวกินปลาไม่ลงเข้าไปอีก

จวบจนวันนี้วันที่เธอรู้ว่าพระยาโหราธิบดีและหมื่นสุนทรเทวาจะทำพิธีสาปแช่งผู้ที่ทำให้นางแดงต้องตายก็ยิ่งพาให้หวั่นใจหนัก เสียงสวดเด่นชัดเข้ามาจนคนที่ร้อนรุ่มในใจสุดแสนจะทรมานเหงื่อที่โทรมตัวและความพยายามที่จะไม่กรีดร้องนั้นสร้างความตระหนกให้กับนางผินยิ่งกว่านางแย้ม ด้วยนางนั้นเป็นผู้ไปล่มเรือแม่หญิงจันทร์วาดกับมือตัวเอง

นางแย้มเองที่รับรู้เรื่องราวโดยตลอดก็พลอยประหวั่นพรั่นพรึงไปด้วย หากนางผินก็มิได้ป่วยไข้อันใดมีเพียงอกใจที่สั่นไหวกว่าปกติเพราะความร้อนตัวเท่านั้น พลันนางพี่เลี้ยงทั้งสองก็ต้องช่วยกันจับร่างกายอันแบบบางของแม่หญิงการะเกดที่เริ่มดิ้นรุนแรงและตาเหลือกค้าง

“มัน..มันมาแล้ว มันมาแล้ว”

“ผู้ใดเจ้าคะ ผู้ใดมา มิมีเจ้าคะ”

“อีแดง อีแดงมันมาเอาชีวิตกูแล้ว”เสียงหอบหืดๆของแม่หญิงการะเกดกับดวงตาที่เหลือกลาญทำให้สองบ่าวพี่เลี้ยงร้องไห้ระงมพยายามกอดขาและแขนของแม่นายของตนไว้อย่างสุดกำลัง ครั้นจะไปบอกกล่าวให้ผู้อื่นช่วยก็กริ่งเกรงว่าจะถูกมองอย่างจับผิดจึงได้แต่กล้ำกลืนไว้และสวดมนต์ภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

“เหตุใดมิเป็นบ่าว บ่าวสงสารแม่นายท่านเหลือเกินแม่นายเจ้าขา บ่าวเป็นคนทำเองกับมือ เหตุใดมิเป็นบ่าว”นางผินร่ำไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดเมื่อเห็นความทนทุกข์ทรมานของผู้เป็นนาย

จวบจนฟ้าสว่างคาตาทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้นกลับเลวร้ายลงเมื่อแม่หญิงการะเกดดิ้นด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เสียงคร่อกในลำคอกับอาการเกร็งไปทั้งร่างจนความงดงามที่เคยมีแทบหมดสิ้นไป ทำให้นางผินและนางแย้มร้องไห้โฮใหญ่แต่ก็พยายามอุดปากตนไว้ เสียงร่ายมนต์กฤษณะกาลียังคงดังแว่วเข้ามาในห้องยิ่งสร้างความหวาดหวั่นให้แก่พวกนาง

ฟ้าที่สว่างพลันมืดมิดลงกับตาราวกำลังเกิดเหตุอาเพศ พร้อมกันนั้นร่างบางบนเตียงก็กระตุกเฮือกก่อนจะแน่นิ่งไปในที่สุด นางผินหายใจหอบถี่เมื่อพยายามยื่นมือไปรออยู่ริมจมูกของนาย แล้วก็ต้องน้ำตาทะลักลงมาไม่ขาดสายเมื่อไม่รู้สึกถึงลมหายใจของแม่หญิงการะเกดอีกต่อไป นางส่ายหน้าให้กับนางแย้มฝ่ายนั้นถึงกับทรุดตัวร้องไห้อย่างสิ้นหวังไร้เรี่ยวแรง ต่างอยู่ในภวังค์ของความทุกข์จนไม่มีผู้ใดสังเกตว่า ณ ตอนนี้ท้องฟ้ากลายกลับมาสว่างเฉกเช่นเดิมแล้ว

“ทำเยี่ยงไรกันดี อีผิน พวกเราจักทำเยี่ยงไรดี”

“ข้า..ข้าไม่รู้”

“ไปแจ้งต่อแม่นายจำปาเถิด”

“ไม่..อย่าเพิ่ง รอสักนิดเถิดหนา ข้ากลัว” สองบ่าวพี่เลี้ยงโผกอดกันร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวในโชคชะตาเบื้องหน้าของตัวเองและเศร้าโศกเสียใจที่บัดนี้นายของพวกนางได้มีอันเป็นไปเสียแล้ว!

 

******************************

 

ความรู้สึกที่วูบไปนั้นคล้ายเป็นเพียงอึดใจเมื่อเกศสุรางค์ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกสิ่งดูเป็นสีเทาจนเธอต้องหลับตาแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกของเธอเลือนเบลอจนคิดอะไรแทบไม่ออกหมอกสีเทานั้นยังคงมีอยู่แต่เธอกลับสามารถมองเห็นนิ้วมือนิ้วเท้าของตัวเองได้อย่างชัดเจน..เหย นิ้วเท้า!

หญิงสาวมองนิ้วเท้าตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะไล่ขึ้นมามองมือเรียวด้วยความงุนงง เมื่อจับหน้าท้องอันแบนราบก็ยิ่งพาให้มึนหนักกว่าเดิม

“เฮ้ย! เอ..หรือเราจะฝันไป ใช่ๆนี่คงเป็นกลางคืนแล้วเราก็คงนอนหลับอยู่ก็เลยฝัน...”สมองที่เลอะเลือนพยายามหาเหตุผลมารองรับสถานการณ์ในตอนนี้และเมื่อหาเหตุผลให้ตัวเองได้ก็ชักจะอยากเห็นหน้าตัวเองขึ้นมาครามครัน ในฝันอะไรก็เป็นไปได้ แม้แต่ความผอมที่เป็นสุดยอดปรารถนา

“เอ กระจก ไม่มีกระจกบ้างเลยหรือไง นี่ฝันของฉันนะฉันต้องควบคุมได้สิ” คนที่เผด็จการต่อความฝันร้องออกมาดังๆเผื่อว่ากระจกจะโผล่มาให้เห็นดังคำขอ ทว่าร้องจนคอหอยแทบแตกก็ไม่มีกระจกปรากฏให้เห็น หมอกสีเทาเริ่มจางลงจนมองเห็นทางเดินได้เลือนรางและค่อยๆแจ่มชัดขึ้น รอบกายของเกศสุรางค์ตอนนี้เป็นทุ่งกว้างที่เป็นสีน้ำตาลเทา ดูแห้งแล้งและเวิ้งว้างทว่าไม่น่ากลัว เธอกลับรู้สึกว่าเหมือนมีบางอย่างที่เย็นฉ่ำหล่อเลี้ยงทั้งกายและใจพาให้สุขสงบ

“ฝันแปลกแฮะ ไม่มีหมูหมากาไก่บ้างเลยหรือไง”เพียงขาดคำแมวตัวจ้อยก็ปรากฏกายขึ้นมาตรงหน้า

“เฮ้ โชคดีนี่นา โชคดี..โชคดีลูกแม่”แมวตัวน้อยกระโจนเข้าอ้อมอกของเกศสุรางค์ก่อนจะใช้หัวเล็กๆถูไถมือที่ลูบคลำด้วยความรัก หญิงสาวยิ้มแป้นพลางหัวเราะด้วยความยินดี

โชคดีเป็นแมวของเธอที่ตายไปเมื่อหลายปีล่วงมาแล้ว เธอจำได้ว่าร้องไห้เสียใจถึงสามวันสามคืนสำหรับการตายของแมวตัวนี้ และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ยอมเลี้ยงสัตว์ใดๆอีกเลยด้วยเหตุผลที่ไม่อยากเสียใจเช่นนี้อีกแล้ว หากยังมิทันจะชื่นชมกับสัตว์เลี้ยงที่เคยจากไปให้สมใจ ร่างบอบบางร่างหนึ่งก็วิ่งเซมาชนเธอ เกศสุรางค์อุทานด้วยความตกใจก่อนที่จะตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อมือเรียวนั้นจับแขนเธอเขย่าอย่างร้อนใจ

“ออเจ้าช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย”

“เฮ้ย อะไรของเธอ หนีใครมาเนี่ย” เกศสุรางค์พยายามสะบัดมือที่เหนียวเป็นตุ๊กแกนั้นก่อนจะหยุดชะงักเมื่อมองเห็นหน้าหญิงสาวผู้นั้นอย่างถนัดตา

“ฮ๊า นี่ตามมาหลอกมาหลอนถึงในฝันเลยหรือนี่” วงหน้าผุดผาดงดงามนั้นเป็นวงหน้าเดียวกับวิญญาณที่เธอเห็นที่วัดไชยวัฒนารามในคืนก่อน และแม้จะรู้สึกว่ามือที่เกาะกุมแขนเธอนั้นเย็นชืดทว่าตอนนี้เธอกลับไม่หวาดกลัวเลยสักนิดด้วยคิดว่าเป็นเพียงความฝัน

“ช่วยข้าด้วย แล้วข้าจะยกสมบัติของข้าทุกชิ้นให้ออเจ้า ช่วยข้าด้วยเถิดหนา”

“เดี๋ยวก่อนสิ จะให้ช่วยอะไร ในเมื่อไม่เห็นมีอะไรเลยสักนิด”

“มีสิ ประเดี๋ยวมันก็มา เรารีบหนีกันเถิด” ท่าทีตระหนกจนแทบสิ้นสติของหญิงสาวตรงหน้าทำให้เกศสุรางค์ต้องยอมเออออห่อหมกเดินตามไปด้วยพร้อมกับโอบอุ้มแมวน้อยโชคดีไว้ในอ้อมแขน เมื่อกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาได้สักพักเธอก็เริ่มหมดความอดทน

“ถามจริง เราจะวิ่งหนีอะไรกันไม่เห็นจะมีอะไรสักนิด หยุดเถอะเหนื่อยจะตาย ฝันบ้านี่สมจริงเกินไปแล้วนะเนี่ยทั้งเหนื่อยทั้งหิว”เพียงคำว่าหิวหลุดออกจากปาก ก็ปรากฏตั่งสีทองขวางอยู่เบื้องหน้าพร้อมข้าวปลาอาหารคาวหวานพร้อมสรรพทำเอาคนชอบกินอย่างเกศสุรางค์ถึงกับตาค้างอึ้งตะลึงงัน

“โอ้วว เลิศ”  ข้าว ขนมปัง กับข้าวหลากชนิดทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่พร้อมสรรพ เครื่องดื่มมีทั้งนมและน้ำรวมไปถึงน้ำอัดลม ขนมมีทั้งของไทยและของเทศวางเรียงรายเต็มตั่งใหญ่ แม้แต่หญิงสาวผู้นั้นก็พลอยหยุดชะงักกลืนน้ำลายด้วยความหิวโหยไปด้วย

เกศสุรางค์วางแมวโชคดีไว้ข้างตัวก่อนจะนั่งตักชิมข้าวปลาอาหารด้วยความเปรมฤทัย

“โหววว สุดยอด อย่างกับบุพเฟ่ต์แน่ะ อ้าวยืนอยู่ทำไม นั่งทานสิของอร่อยๆทั้งนั้น”หญิงสาวกวักมือเรียกผู้หญิงอีกคนให้มานั่งด้วยกัน หากแต่อีกฝ่ายยังคงยืนลังเลคล้ายกำลังหวาดกลัวสิ่งใดอยู่

“เอ๊า ยืนอยู่นั่นแหละ ไม่ทานก็ไม่เป็นไรแต่ฉันไม่เกรงใจล่ะนะ”เกศสุรางค์ตักอาหารเข้าปากอย่างมีความสุข ก่อนจะเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจนิดๆ รูปลักษณ์ของผู้หญิงที่เธอเห็นนี้แม้จะไม่ผิดแผกไปจากเดิมแต่ผ้านุ่งผ้าห่มกลับดูโทรมซีด จนทำให้ใบหน้างดงามนั้นดูซูบเซียวกว่าที่เคยเห็น

“เธอชื่ออะไรล่ะ ฉันชื่อเกศสุรางค์” ดวงตาคู่สวยที่แสนหม่นหมองนั้นปรายมองเกศสุรางค์ก่อนจะกลืนน้ำลายด้วยความหิวอีกครั้งเมื่อได้เห็นท่าทีเอ็นจอยอิตติ้งของอีกฝ่าย

“ข้าชื่อการะเกด เป็นบุตรสาวคนเดียวของพระยารามณรงค์แห่งเมืองสองแคว” เสียงตอบกลับนั้นทำให้เกศสุรางค์หัวเราะเบาๆ

“แต่ฉันเคยเห็นเธอที่วัดไชยวัฒนารามนี่ ไม่ได้เห็นที่พิษณุโลกสักหน่อย สงสัยฉันจะนอนเยอะไปไหมนี่ฝันเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนี้ เฮ้อ..”ถึงแม้เจ้าตัวจะปักใจเชื่อว่าเป็นความฝันแต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ารสชาติอาหารที่กินช่างสมจริงสมจังเสียเหลือเกิน

“เป็นฝันที่เลิศมากถูกใจจ๊อดจริงจิ้ง  ว่าแต่เธอสวยจังเลยฉันล่ะอยากสวยแบบเธอบ้างจริงๆนะ”

“เพลานี้ออเจ้าก็งามนักงามด้วยแรงบุญ เหตุใดถึงอยากเหมือนข้าเล่า” นานๆไม่เคยสักทีที่ใครจะชมว่าเธอสวย  ถึงจะฟังแปลกหูไปบ้างแต่เกศสุรางค์ก็ถึงกับหัวเราะร่าอย่างถูกใจ

“แหมพูดถูกใจ ถึงฉันจะไม่มีกระจกส่องตัวเองก็เถอะแต่แค่ผอมฉันก็ดีใจมากแล้วล่ะ เสียดายที่เป็นแค่ความฝัน”

“ฝันกระไร สำรับรสดีฤๅไม่”เสียงถามอ่อยๆนั้นมาพร้อมท่าทีลังเลที่จะเข้าใกล้ตั่งทองที่เกศสุรางค์นั่งอยู่ เธอจึงรีบพยักหน้าให้อีกฝ่าย

“อร่อยมาก มากินสิ” มือเรียวสั่นเทานั้นคว้าน่องไก่ในถาดทองคำมากัดกินด้วยความลังเล ทว่าเพียงเข้าปากทุกอย่างก็กลายเป็นเถ้าธุลีจนต้องถ่มคายออกมาด้วยความทรมาน

“ข้ากินไม่ได้ เหตุไฉนข้าถึงกินไม่ได้” เสียงเกรี้ยวกราดนั้นทำให้เกศสุรางค์ถึงกับอ้าปากตาค้าง

“อ้าว ทำไมเธอกินไม่ได้ล่ะ ในเมื่อฉันก็กินได้..นี่ไง” ว่าแล้วเธอก็งับน่องไก่ที่รสชาติสุดยอดนั้นก่อนจะเคี้ยวอย่างมีความสุขให้การะเกดได้เห็นกันจะๆ

“ข้ากินไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ข้ามันบาปหนานัก”น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะดูเสียอกเสียใจมากมายจนเกศสุรางค์ชักจะกินต่อไม่ลง หลังล้างมือดื่มน้ำเสร็จสรรพจึงไม่ยอมแตะของหวานด้วยความเห็นใจที่อีกฝ่ายได้แต่มอง

“เธอเป็นผีใช่ไหม เธออยากให้ฉันช่วยอะไรหรือเปล่า ให้ฉันทำบุญไปให้ไหม เอ..แล้วเธอเคยไปเข้าฝันคนอื่นด้วยหรือ ในฝันแบบนี้น่ะ”

“ฝันอันใดของออเจ้ากัน...” ยังไม่ทันที่เกศสุรางค์จะถามไถ่ให้ได้ความเสียงคำรามลั่นก็ดังขึ้นพร้อมความร้อนระอุที่แผ่กระจายเข้ามา ฉับพลันพื้นดินที่การะเกดยืนอยู่ก็กลายเป็นสีแดงจนคล้ายถ่านในเตาไฟที่ร้อนระอุทำให้เธอส่งเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตกใจ

“มันกำลังจักมา ออเจ้าช่วยข้าด้วยเถิดหนา ร่างนั้นข้ายกให้ออเจ้าเพียงออเจ้าใช้ร่างข้ากระทำความดีจักได้แบ่งเบาทุกข์หนักของข้าลงได้บ้าง ทำบุญให้ข้าบ้างช่วยข้าด้วยเถิดหนา” มือนั้นเขย่าแขนเกศสุรางค์อย่างร้อนรนพร้อมกับเสียงอ้อนวอน

“ร่างอะไรของเธอ”เกศสุรางค์ถามด้วยความงุนงง

“ร่างของข้า ข้าหมดบุญแล้วข้ายกให้ ออเจ้าจงไปเถิดหนาช้านักจักไม่ทันการ”จากที่เขย่าฉุดรั้งอ้อนวอนกลับผลักด้วยกำลังแรงมหาศาลพาให้เกศสุรางค์ถึงกับลอยคว้างไปในความเวิ้งว้างอันหาจุดจบมิได้ เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจวูบหายลงไปในลำคอเมื่อเห็นภาพลิบๆจากที่ที่เธอเคยยืนอยู่เมื่อครู่

การะเกดกำลังถูกผู้ชายสองคนที่มีผิวกายและนุ่งโจงกระเบนสีทองแดงฉุดกระชากลงหลุมลาวาแดง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงเกศสุรางค์รู้สึกว่าภาพนั้นดูคุ้นในมโนสำนึก เธอคล้ายเคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อนทว่านึกไม่ออกว่าได้ยินมาจากที่ใด เสี้ยววินาทีนั้นเธอเริ่มเข้าใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าแต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย

********************************************************

 

กลิ่นควันไฟที่แตะจมูกพิลึกจนเกศสุรางค์อดไม่ได้ที่จะทำจมูกขยุกขยิก เสียงสวดมนต์แปลกๆแว่วมาให้ได้ยินนั่นก็ชวนให้รู้สึกอึดอัด ร่างกายคล้ายกำลังถูกบีบและตีกรอบให้อยู่ในที่แคบจนแทบหายใจไม่ออก แสงสลัวที่ทำให้ต้องกะพริบตาถี่ๆอย่างไม่คุ้นเคย ผ้าสีมอๆบนเพดานกับฟูกแข็งมีกลิ่นหอมเหมือนหญ้าแห้งยิ่งพาให้ไม่คุ้นเข้าไปใหญ่  เสียงร้องไห้กระซิกๆแว่วมาเข้าหูจนต้องเบือนหน้าไปมอง แล้วดวงตาที่หรี่หลับอย่างง่วงงุนก็ต้องเบิกโพลง

“เฮ้ย!” สิ่งที่ทำให้เกศสุรางค์ต้องร้องอุทานคือภาพสาวใหญ่ตัวดำๆอวบๆไว้ผมปีกตัดเกรียนเหมือนภาพโบราณปรากฏอยู่ตรงหน้าถึงสองคน และอีกเสี้ยวนาทีต่อมาทั้งสองก็โผกอดกันกลมพร้อมกรีดร้องประสานเสียงกันอย่างขวัญเสีย

“แม่นายท่าน อย่าได้...อย่าได้หลอกหลอนบ่าวเลยเจ้าค่ะ แล้วบ่าวจักทำบุญไปให้นะเจ้าคะ”เสียงสั่นๆของหนึ่งในนั้นหลับหูหลับตาไหว้ปลกๆน้ำตานองหน้า  เกศสุรางค์เองก็สำแดงความตกใจในเสียงกรีดร้องนั้นได้วุ่นวายไม่แพ้กัน เธอเด้งตัวขึ้นจากเตียงก่อนจะกระโจนไปอีกฟากหนึ่งของเตียงไม้อย่างคนขวัญบิน แม้หน้าต่างประตูทุกบานจะปิดสนิทแต่แสงสว่างจากด้านนอกที่ลอดระแนงเหนือเสาเรือนก็พอทำให้เธอเห็นรอบตัวได้อย่างชัดเจน

ผนังไม้ต่อแบบเข้าลิ้นขัดมัน ไล่ลงมายังพื้นกระดานใหญ่กว้างเลียบลื่นมองร่องกระดานคล้ายมีฟากไม้ไม้ขัดแตะรองอยู่ด้านล่าง เตียงที่เธอกำลังเกาะอยู่แม้ทำจากไม้ขัดมันสีน้ำตาลเข้มเหมือนเตียงธรรมดาทั่วไปก็ดูไม่ธรรมดาลักษณะคล้ายแคร่มากกว่าเตียง มีการโยงมัดกับไม้ไผ่สานเป็นตาข่ายรองรับฟูกแข็งที่มีกลิ่นเหมือนดอกไม้แห้งๆกับการบูร ยิ่งผสมกับกลิ่นเฝื่อนๆที่ซ่านอยู่ในปากก็ยิ่งชวนให้กระอักกระอ่วน หม้อดินเผาที่วางอยู่บนถาดไม้ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสองสาวนั้นนักน่าจะเป็นสาเหตุของความขื่นคอที่ติดลิ้นอยู่ในตอนนี้  เกศสุรางค์ใจหายวูบไปอีกครั้งเมื่อก้มลงมองตัวเองและได้มองเห็นมือของตน  มือที่เรียวเล็ก!

“ฝัน ฉันต้องฝันไปอีกแน่ๆ มันต้องเป็นความฝันสิ” มือเรียวตบหน้าตัวเองแรงๆจนเจ็บทั้งมือทั้งหน้า ความเจ็บปวดที่ได้รับพาให้ไร้เรี่ยวแรงแข้งขาอ่อนด้วยความไม่เข้าใจกับสิ่งที่ประสบ  เสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอกทำให้สองสาวใหญ่หน้าตาโบราณย้อนยุคถลาเลี่ยงฉากกั้นของญี่ปุ่นพร้อมกับแหวกผ้าม่านลายเปอร์เซียโบราณไปยังประตูอย่างลนลาน จากนั้นก็พากันแทรกตัวออกไปด้านนอกสวนทางกับคนสามคนที่ก้าวเดินเข้ามา  สองในนั้นเป็นผู้ชายนุ่งขาวห่มขาว คนหนึ่งนั้นสูงอายุอีกหนึ่งดูเหมือนจะยังหนุ่มแน่น ความสลัวของบรรยากาศและควันไฟที่ขึ้นมาตามร่องกระดานทำให้ภาพที่เห็นน่ากลัวจนเกศสุรางค์ต้องถอยร่นไปติดหีบใหญ่ที่วางชิดฝา

“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันสู้จริงๆด้วย” ถึงจะกลัวและระคายคอสักแค่ไหนก็อดไม่ได้ที่จะขู่เอาไว้ก่อน

“ฤๅแม่การะเกดจักวิปลาสไปเสียแล้วเจ้าค่ะคุณพี่” ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่เข้ามาเอ่ยขึ้นพร้อมกับจ้องมาทางเกศสุรางค์ด้วยสีหน้าเย็นชา กระแสความเกลียดชังจากสายตานั้นทำเอาคนถูกมองต้องสยิวกายกระถดหนีด้วยความกลัวและไม่เข้าใจ ร่างสูงใหญ่ของผู้ชายวัยกลางคนนั้นทำทีท่าเหมือนจะเดินเข้ามาใกล้ทำให้เกศสุรางค์ผวาหนักเข้าไปอีก

“อย่าเข้ามานะ พวกคุณเป็นใคร...ฉันจะกลับบ้าน” อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย  เกศสุรางค์ถลกผ้าพิมพ์ลายจีบหน้านางวิ่งอ้อมเตียงมุ่งไปทางประตูที่เปิดอ้า แม้จะเห็นว่ามีคนอีกกลุ่มใหญ่ยืนออมองลอดช่องเข้ามาก็ตาม

“อีผิน อีแย้ม จับแม่นายของเอ็งไว้” เสียงทุ้มห้าวกร้าวขึ้น ร่างบางที่เฉียดตัวเขาไปเพียงนิดนั้นน่ารังเกียจเกินกว่าที่เขาจะคว้ามือไปจับด้วยตัวเอง บ่าวทั้งสองทั้งๆที่กลัวจนแทบขาดใจก็จำต้องกางกั้นคว้าขาคว้าแขนของนายตนคนละไม้คนละมือ

“ปล่อยนะ ปล่อยสิ เอ๊ะ”ผ้าแถบที่พันไว้เหมือนจะหลวมหลุดจากการดิ้นสุดแรง ทำให้คนที่ดิ้นต้องคว้าตะปบก่อนที่จะโชว์จ้ำบ๊ะให้ใครๆแถวนี้ได้เห็น

“เวร ผ้าจะหลุด ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

“แม่นายอย่าดิ้นสิเจ้าคะ”

“แม่นายบ้าบออะไร เอาวะเป็นไงเป็นกัน” เกศสุรางค์คว้าชายผ้าแถบที่รุ่ยร่ายมาพันตัวหลายทบพร้อมกับดึงมาห่มคลุมตัวเองก่อนจะใช้มือจับไว้จนมั่น เธอลุกขึ้นสะบัดคนสองคนที่ยึดเธอไว้จนทั้งคู่กระเด็นไปคนละทางด้วยกำลังทั้งหมดที่มี 

“ผีเข้า ผีเข้าแม่หญิงการะเกด! “เสียงดังฮือพร้อมกลุ่มคนที่แยกย้ายกระจายตัว บ้างก็วิ่งหนีร้องลั่น หากยังมีบางคนใจกล้ายังคงแอบมองและยืนมองอยู่ ส่วนสามคนที่อยู่ในห้องก็พากันเดินออกมาด้านนอกมองดูเกศสุรางค์ด้วยสายตาที่เอือมระอา

กลางแดดเปรี้ยงเช่นนี้ภาพทุกอย่างชัดและกระจ่างแจ้งจนคนที่ออกแรงอาละวาดต้องยืนอึ้งไปพักใหญ่ดวงตาโตนั้นมองรอบกายตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา กลุ่มผู้หญิงที่เธอมองเห็นนั้น บ้างก็ตัดผมเกรียนไว้ปีกกันรอบลงน้ำมันจนเห็นขอบตั้งขึ้นเด่นชัดสองข้างหูมีจอนผมยาวเคลียแก้ม บ้างก็ผมสั้นเพียงต้นคอ บ้างก็ตัดเป็นทรงดอกกระทุ่ม

บางคนที่อ้าปากค้างก็มองเห็นฟันสีดำเป็นมันอยู่ข้างใน ทุกคนนุ่งโจงกระเบนสีกรักหรือน้ำตาลเข้มห่มผ้าสีนวลแบบคาดอกและตะเบงมานหลวมๆผสมกันไป พวกผู้ชายนั้นเล่าก็ตัดเกรียนหมดทั้งศีรษะบ้างก็ไว้ปีกสองข้างกันริมรอบไว้เหมือนผู้หญิง ล้วนแล้วแต่นุ่งโจงกระเบนรั้งสั้นเหมือนกันหมดและไม่มีใครใส่เสื้อแม้แต่คนเดียว

เกศสุรางค์หันขวับมาทางคนสามคนที่ดูท่าว่าจะเป็นหัวหน้าของคนทั้งหมด ผู้ชายที่ดูว่าเป็นคนหนุ่มนั้นมีสายตาที่คมกล้าจนเธอไม่กล้าสบตาด้วย มีเพียงชายสูงวัยที่ยังพอเห็นแววของความเมตตาซึ่งน่าจะพอพูดจากันได้บ้าง

“ฉัน..ฉันอยู่ที่ไหน ที่นี่ที่ไหนคะ”

“ออเจ้าเป็นอันใดไป ไม่ใคร่สบายเหตุใดไม่นอนพัก”น้ำเสียงเปร่งแปลกที่เปี่ยมด้วยเมตตานั้นทำให้จิตใจที่กำลังพลุ่งพล่านของเกศสุรางค์สงบลงได้บ้าง หากเธอก็ได้แต่มองผู้พูดตาละห้อย

นางผินกับนางแย้มลอบมองตากันก่อนจะก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหวาดหวั่น แม่นายหยุดหายใจไปแล้วแท้ๆ หากมนต์กฤษณะกาลีก็น่ากลัวเกินไปจนพวกนางทั้งสองไม่กล้าออกไปบอกใครๆได้แต่นั่งกอดคอร่ำไห้กัน แล้วจู่ๆแม่นายก็ลุกขึ้นจากตั่งเตียงได้เหมือนมิได้เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย ช่างน่ากลัวเสียจริง!

“ไม่ใช่ ฉันไม่ใช่การะเกด” หลุดปากไปแล้วก็พาลใจหายวาบ  หรือการะเกดจะตายไปแล้ว  สมองเธอแล่นเร็วจี๋ทั้งสับสนงุนงงและตกใจกับความคิดนี้ หากว่าเธอบอกทุกคนตามความเป็นจริงเธออาจจะเป็นที่สงสัยว่าเป็นผีมาสิงการะเกดซึ่งคงเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน แล้วถ้าหากนี่ไม่ใช่ฝัน การที่เธอได้เจอการะเกดก็คงไม่ใช่ฝันเช่นกัน นั่นหมายถึงเธอได้เห็นจุดจบของการะเกดที่ไม่สวยงามนัก...เกศสุรางค์พยายามใคร่ครวญให้ดีที่สุดเท่าที่พอจะคุมสติของตัวเองได้

“หากออเจ้ามิใช่แม่การะเกด แล้วจักเป็นผู้ใดเล่า”หมื่นสุนทรเทวากล่าวถามเสียงเข้มติดจะรำคาญ ในความรู้สึกของเขานั้นท่าทีละล้าละลังขวัญเสียของอีกฝ่ายกลับชวนให้ขัดเคืองตาเป็นที่สุด

เกศสุรางค์มองเท้าตนหรือจะพูดให้ถูกคือเท้าของการะเกดไล่มาตั้งแต่ผ้านุ่งจีบหน้านางที่ยับยุ่งและโล่งจนรู้สึกได้ว่านอกจากผ้านุ่งนี้แล้วข้างในไม่ได้ใส่อะไรอยู่เลย จนมาถึงอกอิ่มได้รูปก็ถึงกับกลืนน้ำลาย รูปร่างของการะเกดสวยสดงดงามยิ่งกว่าที่เธอเคยเห็น แต่อาจจะไม่งดงามเท่าไหร่ในสายตาของคนอื่นๆ ทุกคนถึงได้มองด้วยสีหน้าที่แสดงความระแวงรังเกียจอย่างชัดแจ้งเช่นนี้

“ไม่จริง ไม่ใช่ ไม่เชื่อ”หญิงสาวพึมพำออกมาเพราะเกินจะรับได้ แต่ทุกอย่างกระจ่างชัดเป็นจริงเกินไปแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเองที่เริ่มติดขัด เธอรู้สึกได้แม้กระทั่งเหงื่อของตัวเองที่ซึมออกมา ทั้งยังรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนของไม้กระดานแผ่นใหญ่ที่เธอเหยียบอยู่ ความรู้สึกเหล่านั้นสมจริงจนยากจะเชื่อว่าทุกอย่างไม่ใช่ความจริง แว่วเสียงซุบซิบฟังไม่ได้ศัพท์ก็ยิ่งชวนให้คนที่สติกระเจิดกระเจิงรู้สึกว่าตนใกล้บ้าเข้าไปทุกที


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,794 ความคิดเห็น

  1. #2753 mexo9031 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:08
    #ตามมาจากละครค่ะ. 😀
    สนุกมากค่ะชอบมากกกกกก ยิ่งทำเป็นละครด้วยชอบมากค่ะ
    #ขอบคุณนักเขียนที่แต่งนิยายดีๆให้อ่านค่ะ
    #2,753
    0
  2. #1187 ฝนธารา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2552 / 19:01

    จะทำยังไงต่อนะเมื่ออยู่ในร่างคนอื่น  แถมหลงยุคด้วย

    #1,187
    0
  3. #912 Zephyr @^_^@ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กันยายน 2552 / 15:13
    อิอิ สนุกมากค่ะ พึ่งมา หวังว่าจะอ่านทันก็ที่จะโดนรับไปอีกนะเจ้าคะ
    #912
    0
  4. #458 เมมฟิส (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 กันยายน 2552 / 11:33
    สนกค่ะ
    #458
    0
  5. #119 TongFaธงฟ้า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 20:28
    โดนดูดวิญญาณซะงั้น เกดเอ๊ย เป็งแล้ว
    #119
    0
  6. #47 inasba (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2552 / 14:24

    โอแม่เกศเราจะทำไงต่อละทีนี้
    #47
    0
  7. #28 nutty (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2552 / 20:34
    ย้อนยุคอ่ะ อ่านแล้วระลึกถึงทวิภพเล็กๆเลยแฮะ
    #28
    0
  8. #24 wanny (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 22:01
    อ๊าก.... อยากอ่านต่อแล้วอ่า

    เรื่องนี้ก้อ สนุก อีกแล้ว ^^

    อยากอ่าน อยากอ่าน อยากอ่าน T T

    รีบมาอัพนะค่ะ
    #24
    0
  9. #22 ... (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 20:53
    บอกได้คำเดียว "สนุกมากๆ" ค่ะ

    รอตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #22
    0
  10. #20 belindaz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 17:18

    บุพเพอาละวาดจริงๆ

    #20
    0
  11. #19 pearvi (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 14:49
    หลุดมาอีกโลกซะแล้ว
    มาถึงก็มีแต่คนเกลียดเลย
    โดยเฉพาะพระเอก
    #19
    0
  12. #17 a-lanta (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 07:55
    โอว! พระเจ้า กลับไปในอดีต จะทำอย่างไรล่ะทีนี้
    #17
    0