นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

นิยาย The Vampire’s Wife

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


























แล้วถ้าวันหนึ่ง นายสร้างหน้าต่างในมุมที่สวยกว่า นายจะเลิกมองผ่านหน้าต่างบานเดิมไหม”

“...หน้าต่างบานไหน สามารถมองเห็นนายได้ทั้งวัน ฉันยิ่งอยากมองหน้าต่างบานนั้น”

“ฉัน...มีแค่นายนะชานยอล”

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ต.ค. 62 / 12:33


 

THE VAMPIRE'S WIFE

 

 

สายลมพัดหวิวพากิ่งก้านของเหล่าต้นไม้สูงชะลูดในป่าลึกเสียดสีไปมาพร้อมกับหมู่เมฆที่เคลื่อนตัวเฉียดจันทร์ผ่องเต็มดวงเป็นการหยอกล้อ

“คืนนี้จะออกไปกับฉันไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เอ่ยถามขึ้น ขณะดวงตาคมสีจางเองก็ทอดมองออกไปยังหน้าต่างของคฤหาสน์ท่ามกลางป่ากว้าง

“ไม่ล่ะ วันนี้ฉันรู้สึกอ่อนแรง” น้ำเสียงเรียบนิ่งตามนิสัยเอ่ยขึ้นชวนให้หัวคิ้วเข้มๆบนใบหน้าหล่อเหลาขมวดยุ่ง ก่อนจะตามด้วยการหันกลับไปมองเจ้าของประโยคและขยับกายเข้าใกล้

“ออกไปเล่นในป่ามาอีกแล้วสินะ”

“ยามเช้า…มันมีอะไรสวยงามตั้งมากมาย นายไม่คิดแบบนั้นเหรอ”

“ยังคงดื้อเหมือนเดิม”

“…..”

“…จิตใจของนายเองก็ยังอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน” เรียวมือใหญ่ยกขึ้นสัมผัสแก้มกลมไร้สีเลือดไม่ต่างกันแผ่วเบา ขณะม่านคมเองก็จับจ้องความสั่นไหวของแก้วตาหวานอย่างหลงใหล

“ฉันชักจะไม่อยากออกไปดูดเลือดใครซะแล้ว อยากจะอยู่ดูด…เลือดนายคนเดียว…คยองซู” เจ้าของชื่อถึงกับกระตุกยิ้มรับ ก่อนเรียวปากอวบอิ่มจะถูกครอบครองและบดเบียดอย่างคุ้นชิน

สัมผัสที่พยายามอ่อนโยนยังคงเต็มไปด้วยความเร่าร้อน จังหวะดูดดึงจนกลีบปากอ่อนนุ่มแทบได้เลือดไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำของอีกฝ่ายลงได้เลย ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าโดคยองซู ไม่เคยปรานีให้กับเรื่องแบบนี้เลยสักครั้งเดียว…

“จะอยู่กับฉันหรือจะออกไปข้างนอก…ชานยอล”

“คงอยู่กับนายแล้วค่อยออกไป…”

“…..”

“ฉันจะหาเลือดหวานๆมาฝาก ถ้านายทำตัวน่ารักๆกับฉัน…คืนนี้”

ปึก!

ร่างบางถูกผลักลงบนเตียงใหญ่สีทึบก่อนจะถูกคร่อมทับพร้อมบดเบียดทั้งเรียวปากและส่วนของความอ่อนไหวด้านล่างให้สัมผัสกัน ดวงหน้ากลมหวานเชิดขึ้นยามปลายลิ้นคนด้านบนแลบเลียลำคอคล้ายกำลังลิ้มชิมรสขนมหวานแสนถูกใจ

“ชะ…ชานยอล อ่ะ…” ชุดนอนเนื้อรื่นสีดำถูกปลดออกโดยการกระตุกเชือกอย่างรวดเร็ว ชานยอลไม่อาจรอได้แม้แต่วินาทีเดียวยามผิวนวลเนียนต้องตา

“ยังคงหอมหวานเหมือนเดิม ” ละใบหน้าหล่อออกจากลำคอขาวก็ใช้ปลายจมูกโด่งๆไล้ลงกระทั่งพามันมาหยุดอยู่กลางอกของคนตัวเล็ก

ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มให้กับตัวเองก่อนจะนับหนึ่งถึงสามในใจอย่างใจเย็น…

ทำไมต้องใจเย็นน่ะเหรอ?

คงเป็นเพราะว่าหลังจากสามในใจของชานยอลจบลงมันคงไม่จำเป็นอีกต่อไป

“อ๊า!” เสียงกรีดร้องดังลั่นยามยอดสีหวานถูกฟันเรียงสวยและเรียวปากระเรื่อกระหน่ำดูดดึงขบกัดอย่างกระหาย แม้คยองซูจะถูกกระทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าเขาก็ไม่ยักจะชินกับความเร่าร้อนนี้สักครั้ง

“อื้อ..ชานยอล..เบาๆหน่อย” ถึงกับต้องเอ่ยร้องขอ เมื่อมือเรียวใหญ่เที่ยวบีบเฟ้นนวลเนื้อนุ่มนิ่มตามร่างกายสร้างรอยถลอกประปราย โดยเฉพาะช่วงเอวคอดที่อีกคนดูจะชอบกอดรัดเป็นพิเศษ

ชานยอลฝังจมูกกับริมฝีปากลงไปแทบทุกส่วนบนร่างกายหอมหวาน ก่อนจะละการกระทำทุกอย่างและกลับไปให้ความสนใจกับปากอวบอิ่มสีฉ่ำอีกครั้ง และแน่นนอนว่าระหว่างเขาสองคนมันไม่เคยเป็นจูบที่แสนธรรมดา

“อ๊า!!” ในยามนี้ต่อให้รสชาติสัมผัสบนเรียวปากจะหอมหวานและเร่าร้อนขนาดไหน ทว่าก็ไม่อาจละความสนใจจากความเร่าร้อนกว่าของส่วนด้านล่างที่เชื่อมกันไปได้เลยแม้แต่นิดเดียว

“อื้อ…อ๊ะ~” ดวงตากลมโตปิดแน่นพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังวิ่งพล่านไปทั่วกายให้ชะลอลง ตรงกันข้ามชานยอลกลับเอาแต่ส่งแรงกระแทกใส่กันไม่ยั้ง ทั้งเสียงครางหวานดังลั่น เสียงจังหวะกระทบกัน และเสียงเตียงขนาดใหญ่เสียดสีไปกับพื้นในค่ำคืนนี้ช่างดูไพเราะเหมือนในทุกๆคืนที่ได้สัมผัสกันอย่างลึกซึ้ง

กึกๆ กึกๆ

หัวกลมสั่นคลอนตามขาเตียงที่สั่นไหว คยองซูบีบไหล่หนาแน่นจนขึ้นรอย แต่เชื่อเถอะแรงจากคนตัวเล็กนั้น ไม่อาจเทียบติดแรงของร่างใหญ่แสนใจร้อนบนกายได้เลย

“อืมม~” เรียวปากบางถูกขบกัดโดยเจ้าของมันแน่น ยามช่องทางของอีกคนเอาแต่เต้นตุบๆรัดกันตลอดเวลา

“ให้ตายเถอะคยองซู…ฉันมีแค่นายนะ”

“อ๊า! ชาน…อึก~” ใบหน้าขาวเหยเกหนักกว่าเดิมยามชานยอลใส่แรงไม่ผ่อนจังหวะจนตัวเล็กจุกแน่นขณะเดียวกันก็สุขสมจนเกินจะบรรยาย

“ชาน….”

“อ่า…”

“ฉันก็มีแค่นาย”

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

 


ผ้าห่มสีทึบถูกดึงออกพร้อมๆกับดวงตาหนักอึ้งที่ค่อยๆเปิดกว้าง หากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ใช่คยองซูหรือสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันเห็นทีคงได้นอนตายคาเตียงเป็นแน่ แรงมหาศาลที่ถูกมอบให้กันไม่เคยลดละลงเลยสักช่วงจังหวะ

มือขาวหยิบชุดนอนเนื้อรื่นกลับมาใส่ดังเดิม ในคราแรกตั้งใจจะนอนพักจนกว่าร่างกายจะแข็งแรง หากแต่ตอนนี้ร่างกายกลับได้รับพลังจากกิจกรรมบนเตียงจนแทบไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ทว่าผู้ให้ความสุขกลับไม่อยู่ข้างกายเสียแล้ว

ตีสอง…

“เฮ้อ~” คยองซูพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดเมื่อตัดสินใจได้ว่าเขาควรจะไปหาอะไรทำให้มันเกิดประโยชน์ อย่างเช่นอ่านหนังสือที่ค้างอยู่เกือบครึ่งเล่มให้จบ ก่อนที่ดวงตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้าบ่งบอกเวลาที่ตัวเขาต้องกลับเข้าไปนอนอย่างที่ควรจะเป็น

วงจรชีวิตของคยองซูมันได้เปลี่ยนไปตลอดกาลเมื่อสองปีที่แล้ว

“หืม?” ดวงหน้ากลมแสนจิ้มลิ้มเอียงคอน้อยๆ พลางเท้าเองก็รีบย่ำเข้าไปยังห้องนั่งเล่นที่จุดประสงค์แรกคือการเข้ามาอ่านหนังสือ หากแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงในเวลานี้คือการเข้ามาสำรวจสิ่งมีชีวิตที่เขาเองก็ไม่เคยเห็นกำลังนอนนิ่งอยู่บนโซฟาหนังบุนวมชั้นดี

หรือว่านี่จะคือของที่ชานยอลบอกจะนำมาฝาก?

แก้วตากลมโตจ้องมองใบหน้าน่ารักของมนุษย์ตรงหน้านิ่งเงียบ หากแต่ในหัวตอนนี้กลับตีกันวุ่นไปหมด เขาไม่รู้ว่าควรจะดื่มด่ำเลือดแสนอร่อยหรือควรจะรอชานยอลก่อนดี

“คงไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม” ชั่งใจอยู่นานสุดท้ายหัวแม่มือเล็กๆก็เข้าเช็ดเลือดที่เริ่มแข็งตัวบนแก้มเนียนของอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิต หวังแค่ได้ลองชิมก็ยังดี

ทว่า…

เพียะ!

ยังไม่ทันได้ทำตามใจมือเรียวใหญ่จากชานยอลก็เข้าปัดออกอย่างแรงเสียก่อน…

“ห้ามแตะต้องเขา”

“ทำไม นายไม่ได้ให้เขากับฉันเหรอ ที่บอกไว้ว่าถ้าฉันทำตัวน่ารัก” ชานยอลค่อยๆเม้มเรียวปากก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น และตัดสินใจพูดประโยคสั้นๆออกมา

“เพราะนายทำตัวไม่น่ารัก”

“โกหก ชานยอลโกหก”

“ฉัน…ไม่ได้โกหก เพราะฉะนั้นห้ามแตะต้องเขา” พูดจบร่างสูงก็รีบทรุดตัวลงอยู่ระดับเดียวกันกับร่างแน่นิ่งบนโซฟา ก่อนจะลูบผมเหยื่อแผ่วเบา อีกทั้งยังใช้ปลายจมูกไล้ตามผิวแก้มอีกคน

ท่าทางเลือดเหยื่อรายนี้คงหอมหวานน่าดู ชานยอลถึงมีปฏิกิริยาเช่นนั้น

“….เหมือนนายจะถูกใจเขานะ” คยองซูเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเลือกเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นด้วยหัวใจสั่นไหว เขาก็แค่ไม่ชอบการกระทำที่ดูพิเศษนั้นของชานยอล อยู่ด้วยกันมาย่างเข้าปีที่สาม ไม่เห็นว่าชานยอลจะพาใครเข้ามาในบ้าน หากเป็นเหยื่อตามปกติพวกเขาทั้งสองมักจะจัดการให้สิ้นตั้งแต่ข้างนอกแล้ว แต่นี่อะไร…นอกจากการกระทำที่ดูไม่ธรรมดาแล้ว สายตาของชานยอลที่พร้อมจะเหวี่ยงเขาให้ออกห่างร่างแน่นิ่งนั่น…มันคืออะไรกัน

พรึบ!

สุดท้ายร่างขาวสะอาดก็ตัดสินใจกลายเป็นค้างคาวสีสกปรกที่พร้อมจะบินออกไปจากคฤหาสน์หลังใหญ่โตนี้เพื่อหาเลือดหวานๆเติมพลังให้กับตัวเอง อีกอย่างคยองซูหวังว่าการกลับเข้ามาที่นี่ในเวลาเกือบรุ่งสางเขาจะไม่เห็นมนุษย์คนนั้นอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว

#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

“ตื่นแล้วเหรอ?” ทันทีที่แก้วตาใสค่อยๆเปิดขึ้น เสียงทุ้มก็เอ่ยทักทันทีราวกับจ้องมองร่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่ามันสร้างความตกใจให้กับเหยื่อตัวเล็กๆไม่น้อย

“ผ่ะ…ผมจะกลับบ้าน”

“หึ! ตลกเกินไปแล้ว” ร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟาตัวเล็กเคลื่อนกายเข้าใกล้โซฟาตัวยาว ก่อนเหยื่อจะรีบรุดตัวขึ้นนั่งอย่างหวาดกลัว

“ชื่ออะไร”

“…..”

“ฉันถามว่านายชื่ออะไร” ไม่ว่าเปล่ามือเรียวใหญ่ยังยกขึ้นไล้ดวงหน้าตื่นตระหนกคล้ายต้องการปลอบประโลม ทว่าสิ่งนั้นกลับทำให้อีกคนตกใจยิ่งกว่าเก่า

“ผมชื่อแบคฮยอน”

“เด็กดี…” ชานยอลกระตุกยิ้มให้กับความรู้สึกพึงพอใจ พร้อมเลื่อนตำแหน่งมือลงไปลูบลำคอขาวของเป้าหมาย ส่งผลให้แบคฮยอนต้องรีบหดคอหนีในทันที

“ตัวนายมันหอมไปหมด ”

“ม่ะ…ไม่”

“ฉันจะอยากดื่มด่ำกับเลือดของนายจนเต็มแก่”

“คุณ…ว่าอะไรนะ”

“ที่สลบไปแบบนี้ก็เพราะเห็นเขี้ยวของฉันไม่ใช่หรือไง” แก้วตาใสสั่นไหวยิ่งกว่าเก่า เพราะเขายังคงจำภาพใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดของอีกคนได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้มันช่างน่ากลัว โดยเฉพาะเหยื่อที่ตายไปต่อหน้าต่อตาในค่ำคืนนี้คือเพื่อนของแบคฮยอน

“อย่าทำอะไรผมเลยนะได้โปรด” ร่างน้อยเริ่มสั่นเกร็งหนักขึ้น หากแต่ชานยอลเพียงส่งยิ้มและขยับกายเข้าไปใกล้จนแนบชิด

มือหนาค่อยๆผลักเหยื่อรายใหม่ให้นอนราบไปกับพื้นโซฟาดังเดิม และแบคฮยอนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะหากขัดขืนก็กลัวเหลือเกินว่าปีศาจตรงหน้าจะฆ่ากันให้ตายเสีย อย่างน้อยๆขอให้แบคฮยอนได้พยายามหาหนทางกลับบ้านก่อนก็ยังดี

“คุณจะทำอะไรผม”

“ฉันยังไม่ฆ่านายหรอกน่า วางใจได้”

“……”

“ช่วยอยู่นิ่งๆ ฟ้าใกล้จะสว่างแล้วฉันมีเวลาไม่มาก” ร่างเย็นเฉียบขยับกายขึ้นคร่อมร่างน้อย ขณะเดียวกันลมหายใจแบคฮยอนแทบขาดห้วง หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวให้กับความกลัวที่มีมากล้นและความหล่อที่แบคฮยอนไม่เคยเห็นมาก่อน

ปลายจมูกโด่งเที่ยวไล้ดมตั้งแต่งเส้นผมอ่อนนุ่ม ลงมายังแก้มกลมติดเลือดฝาด ไม่ลืมแลบลิ้นเลียคาบเลือดให้อย่างใจเย็น

ใจเย็น…ไม่ใช่นิสัยเผ่าพันธุ์ของเขาเลยสักนิด แต่เพื่อเหยื่อรสชาติแสนโอชะ ลองปรับอารมณ์หน่อยก็ไม่เสียหายอะไร

“ย่ะ…อย่าทำ..” ห้ามไปก็เปล่าประโยชน์ในเมื่อชานยอลยังคงวุ่นวายกับซอกคอขาวปนกลิ่นน่าหลงใหลทั้งกลิ่นตัวหอมอ่อนๆของแบคฮยอนเองและกลิ่นเลือดโปรดปราน ชานยอลอยากจะลิ้มลองเต็มทน แบคฮยอนกำลังทำให้แวมไพร์หนุ่มหลงใหล หลงจนไม่สนใจว่ามีใครอีกคนเดินเข้ามาในห้อง…

ม่านตากลมใสสั่นระริกยามหยุดยืนมองภาพคนทั้งสองบนโซฟาตัวยาว ก่อนเรียวปากอิ่มจะถูกฟันสวยขบกัดแน่นจนปวดร้าว หากแต่อาการของมันกลับสู้หัวใจไม่ได้แม้แต่นิดเดียว และสุดท้ายสิ่งที่คยองซูทำได้ก็คือการแสร้งทำเป็นเมินเฉย แสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร แสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างคือปกติ ทั้งๆที่ภาพเมื่อสองปีก่อนกำลังตีขึ้นมาในหัวคล้ายต้องการทรมานกันเล่น

หนังสือหลายเรื่องที่คยองซูอ่านไปมากกว่าครึ่งชั้นกำลังฉายชัดอยู่ตรงหน้าหลังจากเดินผ่านคนทั้งสองมาอย่างเงียบเชียบที่สุด สายตาของเขายังคงไล่หาหนังสือที่ตนอ่านค้างเอาไว้ หากแต่หูไม่รักดีกลับเอาแต่ฟังเสียงที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย

“อย่ากัดนะครับ อ๊ะ!”

“กับแค่ฟันธรรมดาแท้ๆ กลัวไปได้” อยู่กันมาเกือบสามปีทำไมคยองซูจะไม่รู้ว่าน้ำเสียงของชานยอลกำลังสนุกมากแค่ไหน เผลอๆคงมากกว่าอยู่กับเขาด้วยซ้ำไป

เมื่อคิดได้ดังนั้นมือขาวซีดจึงยกขึ้นก็จับชั้นหนังสือแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปนคล้ายต้องการระงับความรวดร้าวที่วิ่งพล่าน และก็ต้องขอบคุณที่มันยังช่วยพยุงร่างของเขาอาไว้

“นี่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครกลิ่นหอมเท่านายมาก่อนเลยแบคฮยอน”

ไม่เคยเหรอ….

ปลายจมูกเล็กสูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มก่อนจะตัดสินใจกระชากมือออกจากชั้นไม้เนื้อดี แต่ดูเหมือนคยองซูจะลืมไปว่าเรี่ยวแรงของเขามันไม่เหมือนเมื่อสองสามปีก่อน จึงส่งผลให้ชั้นหนังสือถูกกระชากกลับเข้าตัวมาตามแรงมือด้วย

ฟึบ!

ปึกๆ ปึกๆ ปึกๆ

คยองซูหลับตาปี๋เป็นการตั้งรับกับความเจ็บปวดหลังจากภาพสุดท้ายที่เห็นคือชั้นขนาดใหญ่กำลังเอนเข้ามาหาตน ทว่าเสียงที่ได้ยินมีเพียงหนังสือที่ร่วงหล่นลงพื้นแทนความเจ็บปวดที่ได้รับ เมื่อตั้งสติได้แก้วตากลมโตจึงค่อยๆลืมขึ้นสำรวจสถานการณ์ และภาพแรกที่เห็นก็คือใบหน้าหล่อเหลาแสนคุ้นเคยที่กำลังตำหนิผ่านหัวคิ้วและสายตา ขณะมือข้างหนึ่งจับชั้นด้านหลังเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็กอดรัดเอวเล็กแน่น

ชานยอลปล่อยให้หนังสือนับร้อยหล่นใส่หลังโดยไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดเดียว

“เข้ามาเมื่อไร”

“……” คยองซูไม่ตอบ เขาเอาแต่สบจ้องใบหน้าของชานยอลนิ่งด้วยหัวคิ้วที่ขมวดยุ่งไม่ต่างกัน

“แล้วทำไมถึงไม่ระวังเลย ถ้าเกิดมันทับนายขึ้นมาล่ะ”

“……”

“คยองซู” กระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิมคล้ายเป็นการกดดันตัวเล็กตรงหน้าให้ตอบคำถาม แต่สิ่งที่คยองซูมอบให้ชานยอลมีเพียงความเงียบและสายตาที่เบนกลับไปมองใครอีกคนบนโซฟาภายใต้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยพร้อมอาการหวาดกลัว ก่อนจะกลับมาสบจ้องม่านคมอีกครั้ง

“ฉัน…”

พรึบ!

ไม่รอฟังประโยคต่อไปจากคนตรงหน้า คยองซูรีบกลายร่างเป็นต้างคาวเพื่อปลดล็อคตัวเองออกจากพันธนาการ ก่อนจะโบยบินออกจากห้องนั่งเล่นโดยเร็วที่สุด ทิ้งไว้เพียงความกังวลที่วิ่งวนอยู่ในหัวชานยอลไม่หยุด

ไม่เคยมีสักครั้งที่คยองซูจะเมินเขา

ไม่เคยมีสักครั้งที่เห็นสายตาเช่นนั้นจากคยองซู

“อยู่นี่ ห้ามไปไหน ไม่อย่างนั้นฉันจะจัดการนายเหมือนเพื่อนนายแน่ๆ” แบคฮยอนรีบพยักหน้ารับถี่รัวโดยไม่มีข้อโต้แย้งคงเป็นเพราะอาการที่ชานยอลเป็นอยู่ มันช่างน่ากลัวกว่าก่อนหน้านี้ร้อยเท่าพันเท่า

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

 


หลังจากหนีสถานการณ์น่าอึดอัดนั้นมาได้คยองซูก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างในทันที เขาไม่รู้หรอกว่าชานยอลจะโกรธไหม หรือพรุ่งนี้จะมองหน้าอีกคนยังไง แต่ในเวลานี้ขอเพียงสงบจิตใจหรือลบภาพไม่กี่นาทีก่อนออกให้ได้ก็ยังดี

‘นี่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครกลิ่นหอมเท่านายมาก่อนเลยแบคฮยอน’

ทว่า..

ประโยคที่ได้ยินก่อนหน้าเอาแต่ร้องดังไม่หยุด

‘คยองซู…ฉันชอบกลิ่นของนายที่สุดเลย รู้ไหม’

ยิ่งหลับตาเหมือนอะไรหลายๆอย่างยิ่งตามหลอกหลอน

หมับ!

“เป็นอะไรไป…บอกฉันได้ไหม” เป็นอีกครั้งที่คยองซูได้รับสัมผัสจากช่วงเอว

“สายตานายดูไม่ค่อยดี” ไม่เพียงพูดเปล่าปลายจมูกโด่งสวยยังไล้สูดกลิ่นกายแสนคุ้นชิน

“ชานยอล…นายยังชอบผ้าม่านลายนี้อยู่ไหม”

“อืม ชอบสิ”

“ยังชอบเตียงนี้อยู่รึเปล่า”

“อืม”

“ยังชอบมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนเดิมใช่ไหม”

“ฉันทำมันทุกคืน นายก็รู้”

“แล้วถ้าวันหนึ่ง นายสร้างหน้าต่างในมุมที่สวยกว่านายจะเลิกมองผ่านหน้าต่างบานเดิมไหม”

“ก็ขึ้นอยู่กับว่ามุมไหนน่าสนใจกว่ากัน”

“แปลว่าถ้ามุมใหม่น่าสนใจกว่า นายก็พร้อมเปลี่ยนใช่รึเปล่า”

“ก็คงงั้น ถ้ามันถูกใจฉันมากๆ” เมื่อได้ฟังคำตอบหัวใจของคยองซูถึงกับกระตุกวูบจนแทบหลุดจากอก เพราะถ้าหน้าต่างบานเดิมคือเขา ชานยอลก็คงพร้อมจะเปลี่ยนไปหาหน้าต่างบานใหม่อย่างแบคฮยอนที่ชานยอลถูกใจกว่า

“แต่ความรู้สึกของมุมจากหน้าต่างสองบานสำหรับฉันมันคงไม่เหมือนกัน”

“…….”

“และถ้าหน้าต่างบานไหนสามารถมองเห็นนายได้ทั้งวัน ฉันยิ่งอยากมองหน้าต่างบานนั้น” ชานยอลไม่รู้หรอกว่าเรื่องอะไรที่กำลังทำให้คยองซูหนักใจขนาดนี้ เพราะปกติยามอีกคนไม่ชอบสิ่งไหน หรือไม่พอใจก็จะพูดมันออกมา อย่างน้อยๆประโยคสั้นๆนี้จะทำให้คยองซูสบายใจได้

“ฉัน…มีแค่นายนะชานยอล” สุดท้ายตัวเล็กก็ยอมหันมาเผชิญหน้า พร้อมเอ่ยคำพูดที่เขาสองคนมักจะพ่นออกมาให้ได้ยินบ่อยๆจนชิน

“ฉันรู้อยู่แล้วน่า นอนซะดวงอาทิตย์ใกล้จะมาแล้ว”

“อื้ม”

“คนเก่ง” มือเรียวยาวยกขึ้นลูบเส้นผมอ่อนนุ่มแผ่วเบา พลางปลายจมูกก็สูดดมกลิ่นหอมจากคนตัวเล็ก

“นี่คยองซู…ก่อนจะหลับไปฉันมีเรื่องจะบอกมันสำคัญมาก และฉันก็ตัดสินใจแล้ว”

“เรื่องอะไรหรอ” เรียวแขนเล็กกอดกระชับเอวหนาไว้แน่นอย่างไม่มีเหตุผล คยองซูก็แค่อยากกอดชานยอลไว้แน่นๆ อยากเป็นคนเดียวที่ได้กอดชานยอลแบบนี้ไปนานๆ

“ฉันคิดว่า บ้านหลังนี้มีแค่เรามันก็คงน่าเบื่อตายเลย เพราะฉะนั้นฉันอยากให้แบคฮยอนมาอยู่กับเราด้วยอีกคน ฉันจะทำให้เขากลายเป็นแบบนายและฉัน” คำพูดของชานยอลดูสบายๆ ต่างจากคยองซูที่กำมือแน่น

คยองซูก็เพิ่งรู้ว่าชานยอลเบื่อกับการมีกันและกันแค่นี้

“ด้วยวิธีไหนล่ะ…กัด…ข่วน…ให้เลือด หรือ…เซ็กส์…”

“…อาจจะวิธีเดียวกับเมื่อสองปีก่อน”

“มันเป็นวิธีที่เจ็บปวดที่สุด” ไม่ใช่วิธีที่สร้างความเจ็บปวดให้แบคฮยอนที่สุดแต่เป็นคยองซูที่เจ็บปวดที่สุด เจ็บเจียนตาย เจ็บปวดยิ่งกว่าสองปีก่อน

“แบคฮยอนจะผ่านมันไปได้ ฉันจะเริ่มมันในวันพรุ่งนี้ก่อนที่ร่างกายแบคฮยอนจะอ่อนแรงไปมาก”

“นายชอบเขาเหรอ”

“……”

“คงชอบเขามากเลยสินะ” ดวงหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นสบตาคนตัวใหญ่กว่าคล้ายต้องการถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดที่มากล้น หากแต่สิ่งที่ได้รับคือการสบจ้องกลับอย่างไม่คิดหนี สายตาของชานยอลช่างอ่านยาก ตรงข้ามกับคยองซูเหลือเกิน

“อะ…อื้ม~” ชานยอลไม่ตอบคำถามแต่กลับฉกเข้าที่ริมฝีปากอวบอิ่มรสหวานแทนราวกับไม่มีเหตุผล คยองซูปล่อยให้อีกคนทั้งดูดดึงและบดเบียดลงมาตามใจชอบ ก่อนที่ตัวเขาเองก็เริ่มจูบตอบกลับไปด้วยจังหวะที่เข้ากันได้ดี

ลิ้นทั้งสองค่อยๆกวัดแตะกันอย่างรู้งาน ต่างคนต่างกวาดละเลงในโพรงปากด้วยความชำนาญ ก่อนชานยอลจะเริ่มขยับกายขึ้นคร่อมคนตัวเล็กเพื่อให้จังหวะของเขาทั้งสองเข้ากันได้ดีมากขึ้น อีกทั้งยังขยับองศาใบหน้าหวังความหอมหวานนี้จะเพิ่มมาขึ้นเป็นทวีคูณ

“อืม~” เรียวปากทั้งสองค่อยๆถอนออกจากกัน ขณะที่น้ำลายรสหวานยังคงเชื่อมเรียวปากสีฉ่ำไว้ไม่ห่าง สุดท้ายชานยอลก็ตัดสินใจกดจูบดูดดึงความหวานลงไปอีกครั้งจนเกิดเสียงแทนการเช็ดคาบน้ำใสออกให้

“นอนซะ เดี๋ยวจะอ่อนแรง”

“ช่วยนอนกอดฉันไว้แบบนี้ไปนานๆนะชานยอล”

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู



โต๊ะไม้มันวาวตัวยาวกลางห้องกว้างถูกวางด้วยอาหารหน้าตาหรูหราสี่ห้าอย่าง อีกทั้งยังมีแอปเปิ้ลผลสีแดงสดและองุ่นสีวาวพวงใหญ่ ทว่าบรรยากาศมื้อสุดท้ายของวันสำหรับแบคฮยอนช่างอึดอัดขณะเดียวกันมื้ออาหารแรกของคยองซูก็ดูไม่ต่างจากเหยื่อคนใหม่เลย ไม่สิ…ต้องสมาชิกคนใหม่ถึงจะถูก

“อร่อยไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดอารมณ์ดีดังขึ้นท่ามกลางความน่าอึดอัด ก่อนคนตัวเล็กทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันจะเงยหน้าจากจานอาหารขึ้นมองคนถามที่นั่งอยู่หัวโต๊ะระหว่างเขาทั้งสองคน

“ครับ” คนหนึ่งตอบขึ้นส่วนอีกคนหนึ่งก้มหน้ามองจานอย่างรู้สึกผิดหวัง และแน่นอนว่าคนหลังต้องเป็นคยองซู ในเมื่อสายตาเจ้าของคำถามกำลังจดจ้องเพียงเหยื่อตัวหอม

“วันนี้ไม่หิวเหรอ ประจำนายกินเก่ง”

“……”

“ว่าไงคยองซู” ครั้งนี้ไม่ใช่คำถามที่สร้างขึ้นมาให้แบคฮยอน หากแต่มันเป็นของคยองซู มิหนำซ้ำมือเรียวยาวยังยื่นผ้าสีสะอาดบรรจงเช็ดริมฝีปากอวบอิ่มอีกด้วย

“อร่อย แต่…ไม่ค่อยหิว นี่ชานยอล…”

“หืม?”

“ยังชอบกินผัดเต้าหู้เหมือนเดิมไหม”

“อืม ชอบที่สุด”

“เยลลี่ล่ะ”

“ช่วงนี้นายชอบถาม…”

“ตอบฉันหน่อย”

“ชอบ ยังชอบเหมือนเดิม ฉันชอบอะไรก็ชอบอยู่แบบนั้นนั่นแหละ ชอบมาตั้งนานจะให้อยู่ๆเลิกชอบไปได้ไง ถ้าเลิกชอบก็คงเลิกนานแล้ว มันต้องมีเหตุผลที่ฉันเลิกชอบ”

“ถ้าเจอที่ถูกใจกวะ…”

“คยองซู รู้ตัวไหมว่านายถามคำถามแบบนี้ฉันมาหลายข้อแล้วนะ” แก้วตากลมหลุบลงมองช้อนเงาวับก่อนจะค่อยๆพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด เพราะสุดท้ายเขาก็ไม่กล้าถามชานยอลไปสักทีว่ายังชอบเขาไหม ยังชอบกลิ่นของเขาที่สุดอยู่หรือเปล่า

“ชานยอล…นายยังชอบ…”

“กินข้าวไปซะคยองซู นายถามมันมามากพอแล้ว” หัวคิ้วเล็กๆขมวดยุ่งให้ยามเห็นสีหน้าเอือมระอาจากคนตัวใหญ่ ส่งผลให้คยองซูตัดสินใจยืนขึ้นจนเต็มความสูงท่ามกลางความตกอกตกใจของแบคฮยอน เพราะสุดท้ายคยองซูเป็นต้องโยนทิ้งความตั้งใจไป

“ฉันอิ่มแล้วแหละ ไม่ค่อยหิวเท่าไร” คยองซูคงไม่ถามอะไรจากชานยอลแล้ว เขาไม่กล้า จะทวงถามหาคำตอบจากชานยอลไปทำไมในเมื่อสายตาชานยอลตอนนี้ก็บอกอยู่

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

 


ขาเรียวเล็กก้าวเดินเข้ามายังห้องนั่งเล่นที่ตนมักจะมาเก็บตัวอยู่กับเหล่ากองหนังสือหลายร้อยเล่ม บ่อยครั้งที่มันทำให้จิตใจคยองซูสงบ อย่างน้อยๆก็ช่วยทำให้เขาปล่อยวางกับอะไรหลายๆอย่าง เช่น การหากินของเขาที่ต้องแลกกับชีวิตมนุษย์

จากมนุษย์ที่รู้ว่าการถูกพรากจากครอบครัว และตายอย่างลึกลับมันเป็นสิ่งที่ทรมาน ทว่าวันนี้เขากลับเป็นผู้กระทำเสียเอง

จากเด็กนักเรียนไฮสคูลชื่อดังอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น สุดท้ายก็เป็นเพียงแวมไพร์ใจโหดเหี้ยมอาศัยอยู่กลางป่าใหญ่

ชีวิตคยองซูเปลี่ยนไปแล้ว…เพราะผู้ชายคนเดียว

จะกลับไปเป็นอย่างเดิมก็ไม่ได้

“คยองซู” คิดอะไรเรื่อยเปื่อยกับตัวเองได้ไม่นานเสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นพาคนตัวเล็กสะดุ้งโหยง คยองซูทำท่าจะลุกออกจากโซฟาตัวประจำทว่ามือใหญ่ดันคว้าข้อแขนขาวไว้เสียก่อน

“เป็นอะไรไป” เอ่ยถามกันตรงๆ ขณะที่ชามข้าวต้มที่ถูกทำมาใหม่ก็วางลงบนโต๊ะเตี้ยๆหน้าโซฟา

“เปล่า”

“ไม่สบายหรอ”

“…ก็ไม่นะ”

“ทำไมถึงกินไปแค่นิดเดียว ฉันให้คนทำข้าวต้มร้อนๆมาให้ใหม่”

“…….”

“…เดี๋ยวป้อน” คยองซูจ้องมองการกระทำของอีกฝ่ายนิ่งเงียบ ก่อนจะละสายตาไปมองอยู่ที่ช้อนยามมันถูกยกขึ้นใกล้ริมฝีปากคนตัวใหญ่พร้อมเป่าลมไล่ความร้อนออก

“กินสิ” ชานยอลเอ่ยคำเชิญชวน หากแต่สิ่งที่ได้รับยังคงมีแต่ความแน่นิ่ง

“ชานยอล นายทำแบบนี้กับแบคฮยอนหรือเปล่า”

“ไม่” แก้วตากลมใสสั่นระริก ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆและยอมอ้าปากรับอาหารรสอ่อนเข้าปาก

“แล้วนายได้จูบแบคยอนหรือเปล่า”

“เปล่า” เป็นอีกครั้งที่ตัวเล็กยอมกินอย่างว่าง่าย

“ถ้าแบคฮยอนมาอยู่ด้วยกันนายยังจะนอนกอดฉันเหมือนเดิมไหม”

“ฉันเลิกกอดนายไม่ได้หรอก” ชานยอลยิ้มบางเบาพลางยกมือป้อนคยองซูที่กำลังตั้งใจรับอาหารจากเขา

“แล้ว…แล้วนายจะนอนกอดแบคฮยอนด้วยไหม” ชานยอลถึงกับชะงักมือยามเริ่มตักคำใหม่ให้คยองซู ทว่าสุดท้ายเรียวปากบางก็แอบกระตุกยิ้มเล็กๆเมื่อเห็นว่าใบหน้าขาวซีดเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยอาการเหม่อลอย

“….กลัวฉันกอดแบคฮยอนหรือไง”

“…..”

“ฉันต้องกอดแบคฮยอนด้วยสิ รู้ไหม”

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

 


แก้วตากลมใสทอดมองแสงหิ่งห้อยบินวนท่ามกลางความมืดบนระเบียงสูง เหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำยังคงวิ่งอยู่ในหัวเขา หากถามว่าตอนนั้นเขาตอบอะไรชานยอลไปก็คงเป็นคำตอบที่ไร้ซึ่งเสียง คยองซูทำเพียงลุกขึ้นและเดินหนีอีกคนออกมาดื้อๆ

ในวันนี้เขาคงไม่อยู่ให้รกบ้านในระหว่างที่ชานยอลกับแบคฮยอนอยู่ด้วยกัน

มันคงน่าอึดอัดถ้ามีเขาอยู่….

“เฮ้อ~” หวังว่าการออกไปเที่ยวเล่นในป่ายามค่ำคืนจะไม่เป็นอะไร ปกติคยองซูจะชอบหนีไปเที่ยวเล่นอยู่เป็นประจำ กลิ่นอายของดินและน้ำค้างมันทำให้หัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก หากลองเปลี่ยนเป็นนั่งเล่นดูดาวเพื่อสงบจิตใจบ้างก็คงดี..

ใช่ ดีแล้ว…

ปึก!

“หืม?” จู่ๆเสียงเหมือนกับอะไรถูกกระแทกก็ดังขึ้นมาจากในห้องนอน ทำให้คนตัวเล็กด้านนอกระเบียงต้องขมวดคิ้วยุ่ง ก่อนเท้าเย็นเฉียบจะค่อยๆย่างก้าวเขาไปด้วยความระมัดระวัง

เวลาชานยอลอารมณ์ไม่ดีน่ะน่ากลัว

กึก!

“อะ..อื้อ!” ยิ่งใกล้เสียงยิ่งดังขึ้น…ดังขึ้น…ในขณะเดียวกันหัวใจในอกก้อนน้อยก็ดีดดิ้นแข่งหนักขึ้น…หนักขึ้น…

“ยะ..อย่า” เหมือนหัวใจกำลังหยุดเต้นยามเห็นต้นเหตุของเสียงบนเตียงกว้างที่ตนใช้หลับนอน

แควก!

เสื้อผ้าของแบคฮยอนกำลังถูกกระชากออกด้วยน้ำมือชานยอลต่อหน้าต่อตาคยองซู

“ฮึก~” รีบยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มปิดการมองเห็นเช่นกัน ภาพของชานยอลกำลังจูบแบคฮยอนอย่างหนักหน่วงขณะมือเองก็เที่ยวลูบไล้เนื้อนวลของเหยื่อด้วยความกระหายนั้นมันเจ็บแสบยิ่งกว่าการถูกกัดครั้งแรก

ทั้งๆที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แต่ชานยอลก็ไม่เคยเห็นเลย

‘แล้วนายได้จูบแบคยอนหรือเปล่า’

‘เปล่า’

หึ! ชานยอลไม่ได้บอกซะหน่อยนี่เนอะว่าจะไม่จูบ…

‘แล้ว…แล้วนายจะนอนกอดแบคฮยอนด้วยไหม’

‘….กลัวฉันกอดแบคฮยอนหรือไง’

ถ้าตอนนั้นบอกว่ากลัว ชานยอลจะไม่ทำมันใช่หรือเปล่า…

มือขาวของคยองซูกำแน่นยามแบคฮยอนหมดแรงจะต่อต้านและเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับบทจูบที่ชานยอลมอบให้

พรึบ!

อยากจะเข้าไปกระชากและโวยวายใส่ ทว่าคยองซูก็คือคยองซู เขาทำเพียงพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์แสนรวดร้าวนั้นผ่านระเบียงในสภาพของค้างคาวไร้เรี่ยวแรง

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

 


ถึงจะกลายมาเป็นแวมไพร์ท่ามกลางป่าเขาที่ใช้ชีวิตไร้แสงยามค่ำคืน หากแต่คยองซูกลับไม่ชอบเอาเสียเลย มันทั้งมืดมิดและเงียบเหงา เพื่อนฝูงก็ไม่มีชีวิตของแวมไพร์มีเพียงเหยื่อและเหยื่อ ศัตรูและศัตรู

พรึบ!

จากค้างคาวสีสกปรกกลับกลายร่างเป็นหนุ่มน้อยตัวเล็กผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มที่ถูกเคลือบไว้ด้วยสีผิวขาวซีด

คยองซูหย่อนกายลงนั่งใต้ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ เงยมองท้องฟ้าสีดำสนิทตัดกับดวงดาวยิบยับที่โผล่พ้นกิ่งก้านสาขานับสิบ มันเป็นคืนที่ช่างเงียบเหงา และเขาคงตัดสินใจอยู่ที่นี่จนกว่าฟ้าจะเริ่มสาง

ใครบ้างจะอยากกลับไป…

คยองซูไม่รู้ว่าหลังจากนี้เขาจะต้องปฏิบัติตัวกับชานยอลอย่างไร จะมองหน้าอีกคนติดไหม จะกล้านอนกอดชานยอลอีกหรือเปล่า หรือจริงๆแล้วเขาจะไม่ได้กอดชานยอลอีกเลย

“ฮึก~” เป็นอีกครั้งที่น้ำตาพรั่งพรูออกมา ก่อนขาทั้งสองข้างจะชันขึ้นเผื่อรับน้ำหนักจากหน้าผากมน แม้จะพยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้ แต่ในป่าลึกอันเงียบสงบนี้มีหรือที่จะเก็บเอาไว้ได้

“ฉันเลือกนายนะชานยอล มีกันแค่สองคน…ไม่ดีเหรอ” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยตัดพ้อกับลมกับฟ้าที่พัดผ่านไป ในขณะที่หัวของคยองซูก็ยังคงคิดถึงเหตุการก่อนหน้านี้เมื่อสองปีก่อนที่แวมไพร์อย่างเขาไม่เคยลืม

ช่วงเวลาของมนุษย์คนหนึ่งวัยสิบเจ็ดปีในรั้วโรงเรียน

วันนั้น…ท่ามกลางฝนที่ตกหนัก มีเด็กผู้ชายภายใต้ชุดนักเรียนพร้อมกระเป๋าเป้สีเข้มกำลังยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์เหมือนอย่างทุกวันที่เคยทำ ทว่าในครั้งนี้กลับแตกต่าง…ใครคนหนึ่งกำลังเดินตรงดิ่งมาหาเขา ก่อนจะใช้วัตถุสีวาวแทงเข้าที่หน้าท้องเพื่อเป็นการแลกมันกับสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ล่าสุด

รู้ตัวอีกทีคยองซูก็อยู่บนเตียงกว้างสีดำพร้อมกับร่างใครอีกคนที่นอนกกกอดตัวเองอยู่ ดวงตาเขาช่างหวานน่าหลงใหล

จะครั้งแรกที่ได้สบจ้องหรือครั้งไหนๆก็คงเหมือนเดิม

มันน่าน้อยใจนักที่ชานยอลใช้สายตานั้นมองคนอื่นที่ไม่ใช่เขา

มันน่าหงุดหงิดใช่ไหมล่ะที่ปลายจมูกโด่งนั้นเอาแต่คลอเคลียใครคนใหม่

มันน่าเสียใจที่เรียวปากได้รูปนั้นเอาแต่มอบความหอมหวานให้แบคฮยอน

ทั้งที่ตลอดมาก็ทำแค่กับเขา…แค่กับคยองซูคนเดียว

“ฮึก~..” เนื้อตัวสิ่นเทิ้มไปตามจังหวะการสะอื้น มันยากเย็นเหลือเกินเมื่อความรู้สึกที่คับอกพยายามจะประทุออกมาแต่ต้องกักเก็บทุกอย่างเอาไว้ จะให้คยองซูรั้งชานยอลไว้ได้ยังไงในเมื่อมันสิทธิ์ของชานยอล บ้านก็บ้านชานยอล สถานะคยองซูเป็นแค่ผู้อาศัยเท่านั้น

ท่ามกลางฟ้ามืดและลมหนาวเย็น มีเพียงเด็กชายหนึ่งคนที่ส่งเสียงร้องไห้ โดยไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลยสักนิด เพราะสิ่งที่กลัวที่สุดกำลังเกิดขึ้น

ในเวลานี้ชานยอลคงกำลังมีความสุขกับแบคฮยอน…

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

 


เสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบยามเท้าใหญ่ย่ำเหยียบลงด้วยน้ำหนักที่ทิ้งตัวลงมา ดวงตาคมมีเสน่ห์จ้องมองบางสิ่งบางอย่างที่กำลังนอนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนคิ้วเข้มสวยจะขมวดยุ่งทันที เขาไม่รอช้าที่จะวิ่งเข้าไปหาเป้าหมายเลยสักนิด

“คยองซู!” ส่งเสียงเรียกเจ้าของชื่อพลางมือเรียวยาวก็เขย่าร่างน้อยถี่รัว ทว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบรับกลับมาให้อุ่นใจ

“ตื่นสิ นายต้องรีบกลับบ้าน ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้วนะ”

“…..”

“โธ่เว้ย ทำไมเป็นแบบนี้วะเนี่ย” สบถออกมาอย่างหัวเสียหลังจากเงยมองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าที่โด่งสูงขึ้น และหากให้เดานี่ก็คงเข้าแปดโมงเช้าแล้ว

ชุดสีดำตัวใหญ่เนื้อหนาของชายร่างสูงถึงร้อยแปดสิบถอดออกสวมใส่ให้คยองซูอย่างไม่ลังเล แม้มันจะส่งผลเสียกับตัวเขาเองก็ตาม

“นี่มัน…” ฟันเรียงสวยขบกัดริมฝีปากตนด้วยความกังวล ขณะมือสั่นๆก็ยื่นเข้าสัมผัสรอยไหม้บนข้อแขนขาว

หากทิ้งไว้นานกว่านี้กลัวเหลือเกินว่าร่างของคยองซูจะสลายกลายเป็นผุยผงเพราะแสงแดดที่รอดผ่านกิ่งไม้มาเลียผิวขาวๆ

ลมหายใจสูดเข้าปลายจมูกโด่งลึกๆก่อนที่เจ้าของมันจะรีบพาคนตัวเล็กขึ้นหลัง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานกว่านี้นอกจากจะไม่ส่งผลดีกับตัวคยองซูแล้วตัวของเขาเองก็อาจจะสลายตามไปด้วย

ถือว่ายังโชคดีที่คยองซูออกมาไม่ไกลจากบ้านมากนัก

ขายาวกึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างหัวเสีย ในใจก็รู้สึกอยากจะดุตัวเล็กด้านหลังให้รู้แล้วรู้รอดที่ทำตัวดื้อแบบนี้ แต่อีกใจก็อยากจะด่าชานยอลที่ทิ้งขว้างคยองซู อีกทั้งจนป่านนี้ก็ไม่ยอมมารับเด็กดื้อคนนี้กลับไป ทั้งๆที่มันไม่ได้ไกลจากบ้านเลยสักนิด

“อื้อ…” เสียงเบาหวิวยิ่งกว่าสายลมดังขึ้นอยู่ข้างหู หากแต่จะให้หยุดเดินต่อไปก็คงจะเสียเวลาน่าดู

“คยองซู”

“……”

“นี่คยองซู”

“อือ…”

“อดทนหน่อย จะถึงแล้ว”

“ชานยอล…ชานยอลเหรอ”

“นี่เซฮุน นายกำลังอ่อนแรงมาก พักซะ”

“อะ..อื้ม” รับคำเพียงเท่านั้นหัวกลมก็ซบลงตรงไหล่กว้างอีกครั้ง และเซฮุนก็ไม่นึกแปลกใจเลยว่าทำไมชื่อของชานยอลถึงหลุดออกมาจากปากคยองซู

ก็ในเมื่อชานยอลเป็นคนที่คยองซูอยากอยู่ด้วยตั้งแต่แรก

ในคืนที่ฝนตกหนักกับสองแวมไพร์ที่ยังออกล่าหาเหยื่อ กระทั่งเจอร่างของใครบางคนนอนจมกองเลือด กลิ่นหอมรุนแรงนั้นทำให้เซฮุนวิ่งเข้าไปหาโดยไม่ลังเล ในวินาทีนั้นเขาอยากจะเข้าไปกระชากมนุษย์ตัวขาวเข้ามาในอ้อมกอดอย่างหวงแหน หากลูกพี่ลูกน้องคนสนิทไม่ห้ามไว้เสียก่อน…

ตึงๆ ตึงๆ

เหล็กหนักลักษณะเป็นห่วงกลมเข้ากระแทกบานประตูถี่ๆ หวังให้เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับกันเสียที ทว่าเคาะซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นานก็ยังคงเงียบกริบ

ตึงๆ ตึงๆ ตึงๆ

“ชานยอล เปิดประตู!” ส่งเสียงเรียกเป็นตัวช่วยอีกแรง หากแต่ความผิดหวังก็ยังคงอยู่กับเซฮุน

ลมหายใจยาวเหยียดเต็มไปด้วยความกังวลถูกพ่นออกมา ก่อนเซฮุนจะพยายามตั้งสติและทำใจให้เย็นลงเพื่อคิดหาวิธีที่จะพาคนตัวเล็กบนหลังเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ให้เร็วที่สุด

สุดท้ายร่างสูงก็ตัดสินใจค่อยๆวางกายอ่อนแรงลงอยู่หน้าประตู มันไม่ใช่วิธีที่ดีนักที่จะปล่อยคยองซูเอาไว้ลำพังตรงนี้ท่ามกลางแสงแดด เพราะใจเซฮุนก็กลัวเหลือเกินว่ากลับมาแล้วจะเห็นเพียงผ้าคุมโง่ๆนี่โดยปราศจากร่างน่ารักๆ

พรึบ!

ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะกลายร่างเป็นค้างคาวสีดำสนิท เซฮุนได้แต่ภาวนาในใจให้เวลานี้มีช่องให้เขาสามารถพาตัวเข้าไปได้ แม้จะรู้ว่าเปอร์เซนน้อยก็ตาม ไม่มีแวมไพร์ที่ไหนที่จะปล่อยให้แสงแดดสาดส่องเข้าบ้านตนหรอก…

….นอกจากบ้านของชานยอล

ปลีกบางรีบเร่งบินเข้าไปยังประตูระเบียงห้องนอนของชานยอลที่ถูกเปิดเอาไว้ แม้จะนึกแปลกใจไม่น้อยว่ามันถูกเปิดเอาไว้ได้อย่างไรก็ตาม แต่เซฮุนจะเลือกปัดความคิดนั้นทิ้งเอาไว้ทีหลัง

พรึบ!

จากสัตว์ขนาดเล็กถูกเปลี่ยนเป็นชายร่างใหญ่ใบหน้าหล่อ เซฮุนไม่รอช้ารีบเร่งฝีเท้าเข้าไปยังตัวห้อง หวังออกจากห้องนี้ไปเพื่อเปิดรับคยองซูเข้ามา อีกทั้งจะได้บอกถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นให้ชานยอลได้รู้

“นี่มันอะไร” ยังไม่ทันเดินถึงประตูห้องร่างสูงโปร่งเป็นต้องชะงักให้กับภาพที่เห็น

ชานยอลในชุดสีดำไม่เรียบร้อยกำลังนอนอยู่กับใครอีกคนที่เปลือยกายอยู่ข้างๆ

ลมหายใจของเซฮุนแทบรุกเป็นไฟยามหายใจเข้าออกถี่เร็ว ความโกรธมากมายมันสุมเอาไว้จนอยากจะฆ่าสองคนบนเตียงให้ตายคามือ แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ดี วิธีที่ดีคือวิธีที่เซฮุนจะทำมันหลังจากปลุกชานยอลให้ตื่นขึ้น

“นี่ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ชานยอล” ผลักไหล่หนาไปแรงๆหนึ่งที ก่อนชานยอลจะลุกขึ้นมาอย่างหัวเสียอีกทั้งส่งสายตาสงสัยให้คนมาใหม่ที่บุกรุกขึ้นมาถึงในห้อง

“ทำไมถึงมาตอนนี้ ฟ้ายังสว่างอยู่เลย”

“ฉันใจร้อนนายก็รู้ดี ”

“แล้วมาอยู่ห้องฉันได้ยังไง”

“รออยู่ที่นี่ จะพาเหตุผลมาให้ดู” สายตาว่างเปล่ามองเข้าไปยังนัยย์ตาของชานยอล ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าสายตาของเซฮุนนั้นช่างน่ากลัว

ร่างสูงโปร่งเดินออกจากห้องนอนด้วยความใจเย็น ก่อนจะเร่งฝีเท้าทันทีเมื่อแผ่นหลังพ้นบานประตู เท้ายาวรีบก้าวลงบันไดสุดชีวิตเพราะเขารอไม่ได้ ทุกวินาทีตอนนี้คือชีวิตของคยองซู

แกร๊ก~

หมับ!

ทันทีที่ประตูเปิดออกร่างน้อยที่นอนพิงอยู่กับประตูก็ถึงกับร่วงลง ทว่าโชคดีที่เซฮุนยังไวพอจึงสามารถรับคนตัวเล็กเอาไว้ทัน ร่างกายคยองซูตอนนี้ทำให้เซฮุนกลัวเหลือเกิน กลัวว่าจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ดังนั้นในตอนนี้เขาก็อยากจะยื้อคยองซูไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เข้าบ้านนะคยองซู ไปนอนในห้องเย็นๆกัน” เมื่อไม่มีเสียงตอบรับก็ยิ่งพาเอาใจหาย

อดทนอีกนิดเถอะคยองซู…

เซฮุนกลัว…กลัวว่าคยองซูจะสลายไปจากอ้อมแขนของเขา

เซฮุนยืนเต็มความสูงหลังจากพาร่างบางภายใต้ผ้าผืนใหญ่เข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ไม่มีความลังเลในหัวเลยสักนิดที่จะเดินหน้าขึ้นไปหาใครอีกคนที่ตนให้รออยู่

อยากจะรู้นักว่าอาการของชานยอลจะเป็นอย่างไรเมื่อเห็นหัวใจของตัวเองอยู่ในสภาพนี้ หรือว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะชานยอลไม่มีหัวใจฝากไว้กับคยองซูแล้ว คนคนนั้นคงไม่ใช่หัวใจดวงใหม่ของชานยอลหรอกใช่ไหม?

“ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี ขอแค่อดทน…อดทนหน่อยนะคยองซู” เท้ายาวรีบก้าวขึ้นบันไดอย่างร้อนรน ทว่าจังหวะเก้าเดินไม่อาจทันใจเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างดูช้าไปเสียหมดในยามนี้

“ฉันพาเหตุผลของการบินเข้าห้องนายมาให้ มันมากพอที่ฉันจะรีบร้อนหรือเปล่า” เซฮุนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจเย็นสวนทางกับความรู้สึกโดยสิ้นเชิง และสิ่งที่ได้รับจากชานยอลก็มีเพียงความเงียบ ร่างใหญ่ของลูกพี่ลูกน้องเหมือนถูกแช่แข็งเอาไว้

“คะ…คยองซูเป็นอะไร” ไม่ว่าเปล่าชานยอลยังพยายามลุกขึ้นออกจากเตียงมาใกล้ร่างไร้สติอย่างยากลำบาก ในหัวของชานยอลมีแต่คำว่าทำไม ทำไม และทำไมเต็มไปหมด

“อย่าแตะต้องคยองซู!” เสียงติดแหบเอ่ยลั่นหลังจากชานยอลยื่นแขนเข้ามาหวังรับกายเล็กไปจากตน และเสียงตะวาดของเซฮุนยังส่งผลให้คนบนเตียงตื่นลืมตาขึ้น

“นายไม่มีสิทธิ์ เซฮุน”

“นายต่างหากไม่มีสิทธิ์”

“…..”

“มีของเล่นใหม่แล้วนี่ จะเอาคยองซูไปทำไม…อือ…กลิ่นหอมใช้ได้เลย รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงได้กลิ่นเขาแรงมากขนาดนี้”

“…..”

“นายไม่รู้สึกหรอชานยอล…ไม่รู้สึกว่า…” คำพูดที่ตั้งใจเป็นต้องหยุดชะงักยามก้อนสะอื้นตีขึ้นมาจนยากจะพูดออกไป อีกทั้งน้ำตาของเซฮุนเองก็คลอเคล้าแทบทะลัก

“…กลิ่นของคยองซูมันเริ่มจางหายไป หรือ…นายไม่รู้สึกเพราะเอาแต่หลงกลิ่นเหยื่อชิ้นใหม่อยู่”

“ฉันขอคยองซูคืน”

“จะขอไปทำไมในเมื่ออีกไม่นานร่างคยองซูก็จะสลายไปแล้ว!!!”

“อย่ามาพูดจาแบบนี้ คยองซูไม่มีวันสลายหรือหายไปจากฉัน”

“นายเอาอะไรมามั่นใจกับสภาพแบบนี้ของคยองซู เอาอะไรมามั่นใจกับรอยไหม้ที่แขนคยองซูวะ!” ชานยอลเบนสายตาจากหน้าเซฮุนเปลี่ยนเป็นข้อแขนขาวๆที่หล่นห้อยไร้ซึ่งเรี่ยวแรง รอยไหม้สีเข้มกำลังพาเอาใจชานยอลแทบหยุดเต้น

“ทำไม…”

“ฉันต่างหากที่ต้องถาม”

“เซฮุนฉันขอ…ขอคยองซู”

“นายพูดคำนี้ไปแล้วเมื่อสองปีก่อน ฉันยอมให้เพราะคยองซูเลือกจะอยู่กับนาย แต่ว่าตอนนี้ฉันขอไม่ให้นะชานยอล”

“……”

“นายลืมแล้วเหรอว่าใครทำให้นายกับฉันทะเลาะกันจนแทบแตกหัก เพราะเราทั้งคู่ต่างถูกใจคยองซูเหมือนกัน มันคงเป็นโชคร้ายของคยองซูที่เลือกอยู่กับนาย”

“……”

“ถ้าตอนนี้นายหาของที่ล้ำค่ากว่าเขาได้แล้ว ฉันก็ขอพาสิ่งที่ยังคงล้ำค่าของฉันกลับไป”

“ไม่” ชานยอลพูดเสียงหนักแน่นขณะเคลื่อนกายขวางทางไม่ให้เซฮุนได้พาคยองซูออกไปจากอาณาเขตของตน

“นั้นก็แลกกับของเล่นชิ้นใหม่นายไหมล่ะ คิดให้ดีๆนะว่าระหว่างกลิ่นหอมพร้อมเสิร์ฟเลือดรสหวานให้นายอย่างแวมไพร์ใหม่คนนั้น กับ ร่างที่รอเวลาสลายไร้ซึ่งกลิ่นรัญจวนใจ นายจะเลือกใคร ”

“ถ้านายเลือกคยองซูฉันจะพาเด็กคนนั้นกลับ แต่ถ้านายเลือกเด็กคนนั้นฉันจะพาคยองซูกลับไปด้วย…”

“……”

“แต่ถ้านายไม่เลือกฉันจะฆ่าหมอนั่นและทำให้คยองซูสลายไปเดี๋ยวนี้”

“นายทำไม่ได้หรอก”

“หึ! ใช่! เพราะฉันรักคยองซูไง แล้วนายมีเหตุผลอะไรไหมที่จะให้คยองซูอยู่ต่อ” ชานยอลมองร่างขาวในอ้อมแขนเซฮุนนิ่งขณะที่แก้วตาหวานก็สั่นระริกให้กับสภาพของคยองซูที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อน

ทำไมชานยอลจะต้องเลือกอะไรอีก…

ทำไมเซฮุนต้องพูดเหมือนกับว่าเขาลังเลที่จะเลือก…

ในเมื่อคำตอบมัน คือ คยองซู ตั้งแต่แรก

ปึก!

เข่าทั้งสองข้างพร้อมใจกันกระแทกลงพื้นต่อหน้าเซฮุน และแน่นอนว่ามันสร้างความตกใจให้กับคนในห้องไม่น้อยเว้นเสียแต่ร่างอ่อนเพลียที่เอาแต่หลับตาพริ้ม

“ได้โปรดคืนเขาให้กับฉัน…นะเซฮุน”

“ฉันให้นายเปลี่ยนคำตอบของนายได้ตอนนี้”

“ไม่เปลี่ยน ขอร้องเถอะยังไงก็ไม่มีใครแทนคยองซูได้ ต่อให้อีกไม่กี่วินาทีร่างเขาจะสลายไปฉันก็อยากกอดเขาเอาไว้ ส่งคยองซูให้ฉัน”

“เลือกเองนะชานยอล นายจะไม่เสียใจทีหลังใช่ไหม” ชานยอลส่ายหน้ารัวเป็นคำตอบ ขณะดวงตาก็เอาแต่จดจ้องร่างเล็กในอ้อมแขนเซฮุน

“ลุกขึ้น” ชานยอลลุกขึ้นเต็มความสูงตามคำของลูกพี่ลูกน้อง ก่อนจะยื่นลำแขนแข็งแรงรับกายปวกเปียกมาไว้ในอ้อมอกตนด้วยความทะนุถนอมสุดหัวใจ

“เปลี่ยนคำตอบไม่ได้แล้วนะ”

“อือ”

“จะสั่งลาอะไรกับเด็กนั่นหรือเปล่า”

“ไม่ ฉันอยากอยู่กับคยองซูแค่สองคนตอนนี้ ช่วยรีบพาเขาไปกับนาย”

“มันแน่นอนอยู่แล้วชานยอล”

“ใช่มันแน่นอนอยู่แล้ว เพราะที่ฉันเรียกนายมาก็เพราะว่าจะให้พาเขากลับไปอยู่กับนาย จริงๆแล้วบ้านหลังนี้ไม่ได้ต้องการสมาชิกใหม่”

 


#แวมพ์ไวฟ์ชานซู


 

ร่างสูงใบหน้าท่วมท้นน้ำตากำลังนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมร่างไร้สติที่ถูกกกกอดอยู่บนตัก มือใหญ่ยกขึ้นลูบเส้นผมนุ่มมือแผ่วเบาขณะใบหน้าจิ้มลิ้มซุกเข้าซอกคอชานยอลโดยปราศจากเรี่ยวแรง

“นายหายไปทั้งคืน…”

“…..”

“ฉันบอกแล้ว…ฮึก~ บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปเที่ยวเล่นในป่าบ่อยๆ”

“…..”

“ฉันรู้ว่ายามเช้าของนายมันมีสิ่งสวยงามมากมาย ผีเสื้อที่นายชอบวิ่งตาม ดอกไม้ที่นายชอบไปดอมดม ธารน้ำเล็กๆตรงปลายเขาที่นายชอบแอบไปเล่นบ่อยๆ หรือแม้กระทั่ง…ฮึก…แม้กระทั่งก้อนหินที่นายชอบเอามาต่อกันเป็นชื่อของเราสองคน…”

“…..”

“เหนื่อยที่จะอยู่กับฉันแล้วเหรอ”

“…..”

“ฉันมีแค่นายนะคยองซู มีแค่นายคนเดียว ฉันไม่อยากอยู่โดยที่ไม่มีนาย เรามีกันและกันไม่ใช่หรอ ตื่นขึ้นมาสิ อย่าสลายไปจากฉัน”

“……”

“ถ้าฉันรู้ว่าเป็นแบบนี้ ฉันจะไม่ยอมให้นายไป จะไม่ยอมทำอะไรโง่ๆแบบนี้ จะไม่พาแบคฮยอนเข้ามาในชีวิตของเราสองคน อยู่บ้านหลังนี้ด้วยกันสองคนไม่เห็นจะน่าเบื่อตรงไหนเลยเนอะ สองปีที่ผ่านมาฉันมีแต่ความสุข…” ชานยอลกระชับร่างเล็กในอ้อมกอดแน่นพร้อมกับแรงสั่นเทิ้มจากการสะอื้น เขารู้สึกผิดหากความมักง่ายของตัวเองทำให้คยองซูหายไปจากเขาตลอดกาล ชานยอลเองก็ไม่อยากอยู่ ถึงเวลาที่คยองซูต้องสลายไป มีดสักเล่มคงได้ปักอยู่กลางใจของชานยอล

“คยองซู คำถามที่นายถามมาคำตอบของฉันคือหน้าต่างบานที่มีนายไง ไม่เข้าใจเหรอ”

“…….”

“เวลาที่เห็นนายหงุดหงิดใส่ นายน่ารักมากๆเลยนะ …น่ารักมากๆเลย กลิ่นของนายไม่เคยจางไปไหน กลิ่นของนายฉันยังคงชอบที่สุด ไม่มีเหตุผลที่จะเลิกชอบ เข้าใจไหม…”

“…….”

“ฉันไม่รู้ว่ามันสายไปรึเปล่า แต่ฉันอยากให้มันกับนาย ช่วยรับไว้หน่อยนะ” แหวนสีเงินวาวอายุหลายพันปีถูกสวมเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของคยองซู ขณะที่บนใบหน้าชานยอลนั้นประดับไปด้วยรอยยิ้มและน้ำตา

“เวลานายหลับนายก็น่ารัก แต่ช่วยตื่นขึ้นมาเถอะนะฉันชอบที่จะเห็นแววตาของนายมากกว่า”

“…….”

“ตื่นขึ้นมาฟังคำคำนึงจากฉัน”

#แวมพ์ไวฟ์ชานซู

มือเรียวยาวยังคงประคบสมุนไพรฤทธิ์แรงลงบนข้อมือแต้มรอยไหม้ไว้เหมือนทุกวันที่ทำ นี่ก็ผ่านมาถึงสองสัปดาห์เต็มแล้วที่คยองซูยังไม่ฟื้น ถึงชานยอลจะดีใจที่คนตัวเล็กไม่สลายหายไป หากแต่คยองซูก็ไม่เคยมีปฏิกิริยาอะไรกลับมาให้หัวใจพองโตเลยสักครั้งเดียว

“ตื่นได้แล้ว ภรรยาของฉันทำไมถึงขี้เซาขนาดนี้” พูดจบก็จุมพิตลงบนหน้าผากเย็นเฉียบ ชานยอลนึกขอบคุณที่อุณหภูมิร่างกายของคยองซูกลับมาปกติแล้ว

“อยากให้นายเห็นแหวนเต็มทนแล้วนะ นายจะดีใจใช่ไหม” ชานยอลส่งยิ้มให้คนบนเตียงบางเบา ก่อนจะยกมือที่สวมแหวนเอาไว้ขึ้นจูบแผ่วเบา

“ใช่สิ หนังสือเล่มนั้นนายยังอ่านไม่จบ ฉันจะอ่านให้นายฟังเอง” ร่างใหญ่ยืดตัวเต็มความสูงและจูบลงบนริมฝีปากสีซีดอย่างรักใคร ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อเอาหนังสือเล่มที่ตัวเล็กยังอ่านไม่จบ

ต่อให้ไม่เคยถามว่าคยองซูอ่านเรื่องอะไรอยู่ชานยอลก็รู้ ต่อให้ในห้องนั้นมีหนังสือหลายพันเล่มเขาก็สามารถรู้ได้ว่าคยองซูอ่านเล่มไหนอยู่ ทุกเรื่องของคยองซูชานยอลไม่เคยละเลย

เว้นก็แต่…คืนนั้น…ที่เขาปล่อยให้คยองซูออกไปคนเดียว

ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ

นิ้วเรียวกรีดไปตามปกหนังสือ เพื่อหาเล่มที่คยองซูเคยหยิบอ่านเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่แล้ว ก่อนจะฉีกยิ้มขึ้นมาง่ายๆเมื่อเจอมันอยู่บนชั้นสมดังใจ

ชานยอลเปิดไปตามหน้าที่ถูกคั่นเอาไว้ ก่อนรอยยิ้มที่เคยประดับบนหน้าจะค่อยๆจางหายไป เหมือนกับตัวอักษรมากมายในหนังสือ…

“นายแอบร้องไห้ตอนไหนกัน คยองซู” หนังสือเล่มหนาถูกปิดลง ก่อนแขนใหญ่จะโอบกอดมันแน่นด้วยความเสียใจ

“ทำไมฉันถึงไม่เอะใจนะ ว่ากับหนังสือเล่มแค่นี้ทำไมนายถึงอ่านมันไม่จบสักที นายเอาแต่ร้องไห้แบบนี้สินะ”

เรียวขายาวเดินกลับเข้ามาในห้องนอนด้วยความรู้สึกผิดมากมาย หัวใจของชานยอลเหมือนกำลังแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งๆที่คนที่มอบความสุขให้เขามาตลอดคือคยองซู ทว่าในทุกๆวันเขากลับทำให้อีกคนมีแต่น้ำตา

สัญญา…สัญญาว่าถ้าคยองซูฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะใช้ทุกวินาทีกับภรรยาของเขาให้ดีที่สุด จะรักให้มากกว่าที่เป็นหลายล้านเท่า จะเอาใจใส่ให้มากกว่านี้ จะไม่เห็นแก่ตัว จะนึกถึงใจคยองซูให้มากๆ สิ่งที่มีค่าที่สุดคือคยองซู

“ชานยอล…ร้องไห้ทำไม” เสียงแผ่วเบาของใครบางคนดังขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าหล่อที่เอาแต่ก้มกอดหนังสือเงยขึ้น ก่อนที่ร่างกายทั้งหมดจะเหมือนถูกแช่แข็งเอาไว้

ดวงตากลมแป๋วคู่เดิมกำลังจ้องมองมายังชานยอล…

น้ำเสียงแสนอ่อนโยนหวานหูกำลังเอ่ยชื่อของชานยอล…

“คยองซู”

หมับ!

รีบเร่งวางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเข้าสวมกอดร่างเล็กอย่างจัง ชานยอลเอาแต่สูดกลิ่นแสนรักเข้าปอด ปฏิเสธความรู้สึกตอนนี้ไม่ได้เลยว่าคิดถึงเหลือเกิน คิดถึงคยองซูมากมายเหลือเกิน

“คิดถึงนาย”

“ทำไมต้องคิดถึงก็เราอยู่ด้วยกัน…”

“……”

“อีกอย่าง นายเองก็มีแบคฮยอน” ร่างใหญ่ค่อยๆละอ้อมกอดออกมาสบจ้องดวงตาสวยของคนตัวเล็ก

“ฉันไม่มีใครนอกจากนาย นายหลับไปจนลืมเหรอว่าเรามีกันแค่สองคนในบ้านหลังนี้…มีกันแค่สองคนไงคยองซู”

“ชานยอลโกหก แบคฮยอนไปไหน”

“ฉันให้เขาไปอยู่กับเซฮุนแล้ว”

“ทำไมล่ะ”

“เพราะหน้าต่างบานนั้นไม่สมควรจะอยู่ในบ้านของเรา หน้าต่างบานนั้นไม่ได้ทำให้ฉันมองเห็นนายทั้งวัน ฉันอยากเห็นนาย อยากมองนาย อยากมีนายอยู่กับฉันไปตลอด”

“……”

“ฉันเสียนายไปไม่ได้หรอกคยองซู ฉันรักนาย รักที่สุด นายคือครอบครัวของฉัน”

“ครอบครัว…” คยองซูพรึมพรำกับตัวเองเบาๆพลางในหัวก็คิดถึงคำว่าครอบครัวในความหมายของตัวเองและชานยอล

ครอบครัวจะต้องประกอบไปด้วยใครบ้าง เพื่อน? ผู้มาอาศัย? หรือ เหยื่อ? นับเป็นครอบครัวได้หรือเปล่า

ขณะใบหน้าจิ้มลิ้มยังคงความสงสัย ชานยอลกลับฉีกยิ้มขึ้นบางเบาพร้อมกับมือใหญ่ที่ค่อยๆยกมือเล็กข้างซ้ายขึ้นมา

“คำตอบในความหมายของครอบครัว” หัวคิ้วคยองซูขมวดยุ่งยามสายตาทอดมองแหวนวาวบนนิ้วนางข้างซ้ายตน

“ฉันรักนาย นายคือภรรยาของฉัน”

“……”

“จะรักแค่นายไปคนเดียว รักแค่นายนะคยองซู” ชานยอลสวมกอดคยองซูอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยความทะนุถนอมอ่อนโยน ต่างจากก่อนหน้านี้ที่่ทำราวกับคยองซูจะหายไปจากตน

“สองสัปดาห์ที่ผ่านมาฉันทรมานมากเหลือเกิน ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยนายไว้คนเดียวแน่ๆ ฉันจะดูแลนายในฐานะสามีที่รักนายมากๆคนหนึ่ง นายรักฉันไหม”

“……”

“ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่รักก็เพียงแค่ถอดแหวนคืนให้ฉันก็พอ” สองดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหมายจ้องมองกันนิ่งเนิ่นนาน ก่อนจะเป็นคยองซูที่หลุบตาต่ำก้มมองแหวนบนมือตัวเอง

ท่าทางของคนตัวเล็กที่ดูลังเลทำเอาหัวใจดวงโตกระตุกวูบ และเหมือนว่ามันจะทะลักออกจากอกเสียให้ได้ยามสองมือขาวยกขึ้น…

หมับ!

…ยกขึ้นจับแก้มทั้งสองของชานยอลก่อนจะประกบเรียวปากอวบอิ่มเข้าหาริมฝีปากระเรื่อ เป็นจูบที่อ่อนหวาน ไม่มีการรุกร้ำใดๆทั้งสิ้น มีเพียงความคิดถึงและ ความรักที่กำลังพาให้หัวใจทั้งสองพองโต

“ใครก็ถอดแหวนนี้ไปจากฉันไม่ได้ ฉันมีแค่นายนะชานยอล”

“ฉันก็มีแค่นาย…คยองซู”

 

 

THE END

ผลงานอื่นๆ ของ ผู้ภักดี11

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น