ดอกไม้ที่พ่ายแพ้ (แจ้งพิมพ์ครั้งที่ 4 จ้า)

ตอนที่ 8 : บทที่ 3 เด็กของเสี่ย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,026
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    16 มี.ค. 62

บทที่ 3 เด็กของเสี่ย

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับยอดโหลดอีบุ๊กนะคะ สู่ 1000 โหลดแล้วจ้า



EBOOK

          MEB ->   อัญจรี - Meb    

                         ร้อยคำรัก


          อัญจรี - hytexts.com -> อัญจรี - hytexts.com thai ebook store | ePub ไทย 


          

          Google Play-> อัญจรี - Books on Google Play



          OOKBEE -> อัญจรี (น้ำจันทร์) - OOKBEE - ฟรี อีบุ๊ค(e-book) อีแมก(e-magazine ...


<*>*<*>*

*บทที่ 3 เด็กของเสี่ย

เหมือนวันนั้นอย่างไรเล่า วันที่สารภีเดินจากเขาไป ไม่เหลียวแลแม้ว่าหยดน้ำตาเขาจะร่วงรินก็ตาม

 

******

เมษายน 2014

ปัณณธรไขกุญแจห้องด้วยมืออันสั่นเทา หัวใจในอกเขาคล้ายว่ามีใครมาควักออกไป รู้สึกโล่งๆ โหวงๆ สองหูรับรู้ได้ยินแต่ไม่อยากสนองตอบ ความรู้สึกนั้นย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์ ตอนนี้สิ่งที่ต้องการที่สุด คืออ้อมแขนของคนที่รัก เขาต้องการสารภีเหลือเกิน

แอ๊ด...

ประตูถูกผลักเข้าไปช้าๆ เพื่อจะพบเจอกับความปวดร้าวทรมาน สารภีนั่งอยู่ปลายเตียง มีหุ่นโชว์แบบครึ่งตัววางอยู่ข้างๆ แล้วความจริงบางอย่างก็พุ่งเข้ามาในหัว

“นุ่น...”

“มาแล้วสินะ” สารภีถามแล้วลุกยืน ใบหน้านิ่งเรียบ เรียบสนิทจนน่าหวั่นเกรง

“อืม...นุ่น คือว่า...”

“เราเลิกกันเถอะ” 

สารภีกัดฟันเอ่ยออกไป น้ำตาก็เริ่มไหล แต่ไม่พูดก็คงไม่ได้

ปัณณธรอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน 

“นุ่นโกรธเหรอที่ปัณทำชุดเปื้อน ปัณขอโทษ นุ่นอย่าล้อเล่นแบบนี้สิ”

“ไม่ได้ล้อเล่น เลิกกันเถอะนะ เลิกกันจริงๆ นุ่นทนไม่ไหวแล้ว” 

สารภีเอ่ยออกมาน้ำตาก็ไหลพรั่งพรู ไม่มีการเลิกราใดเจ็บปวดเท่ากับการเลิกราทั้งที่ยังรักอยู่

ปัณณธรเคลื่อนกายเข้าไปหาคนที่กำลังร้องไห้ กอดหล่อนไว้แม้ว่าอีกฝ่ายไม่กอดตอบก็ตาม

“ขอโทษนะคนดี ชุดเปื้อนเหรอ ชุดเปื้อนใช่ไหม เดี๋ยวปัณซักให้เอง อย่าทำแบบนี้นะ ปัณขอ...” พร่ำพูดทั้งที่น้ำตาร่วงรินไม่แพ้แฟนสาว สารภีไม่เคยล้อเล่นแรงอย่างนี้ เขาไม่สนุกกับหล่อนหรอกนะ ไม่สนุกเลย

“หึๆๆ ซักเหรอ ซักเนี่ยนะ!?” ร้องถามแล้วสะบัดร่างออกจากอ้อมกอด แต่ปัณณธรไม่ยอม ความเจ็บแค้นในอกเลยเริ่มแผ่วงกว้างอย่างรวดเร็ว “อย่ามาพูดแบบนั้นทั้งที่ทำไม่ได้ มันไม่ใช่แค่วันสองวันที่เราอยู่กัน อย่าว่าแต่ซักเสื้อเลย ไม้กวาดเคยจับบ้างไหม แก้วสักใบเคยล้างหรือเปล่า ไม่ละอายใจบ้างเหรอฮะ!”

ปัณณธรหลับตาแน่นๆ ให้หยดน้ำตามันไหลรินอย่างเงียบงัน ใช่...เขาผิดที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อหล่อนเลย เขาไม่รู้นี่นา ก็ตลอดเวลาเป็นหล่อนที่หยิบจับทำให้ไม่เคยปริปากให้เขาช่วย คนเราร้อยพ่อพันแม่ เขาจะรู้ได้อย่างไรหากหล่อนไม่บอก ก็ได้...เขาผิดในเรื่องนี้ แต่นั่นใช่เรื่องที่หล่อนจะเอามาเป็นเหตุเพื่อบอกเลิกกันหรือ

“ปัณขอโทษ นุ่นอารมณ์ไม่ดีมาจากข้างนอกใช่ไหม นุ่นใจเย็นๆ ก่อนนะ ปัณสัญญาว่าจะทำตัวให้ดีขึ้น จะช่วยนุ่นทำงานบ้าน จะหางานทำอย่างจริงจังด้วย จริงๆ นะ” เขาย้ำเพื่อให้สารภีมั่นใจ หยดน้ำตายังไหล ความเจ็บทรมานในอกเหมือนว่าถูกบ่มเพาะมานาน และเพิ่งมาผลิดอกออกช่อในวันนี้ 

“ไม่ทันแล้วปัณ ไม่ทันแล้ว!” สารภีสลัดปัณณธรออกแรงๆ “เราอยู่ด้วยกันไม่รอดหรอก มันสุดจะทนแล้วจริงๆ รู้อะไรไหม วันนี้นุ่นถูกไล่ออก นุ่นถูกไล่ออกจากงานแล้ว เราจะเอาอะไรกินล่ะ ไหนจะค่าห้องค่าข้าว ค่าอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่าง นุ่นเหนื่อยเหลือเกิน นุ่นเหนื่อยได้ยินไหม!” 

สารภีประกาศก้อง อุ้มเอาหุ่นโชว์แล้วเดินผ่านหน้าปัณณธรไป ทว่าแต่ละย่างก้าวอย่างช่างยากเย็นนัก หากไม่ไปก็คงไม่เห็นอนาคต หากปัณณธรยังเป็นอยู่อย่างนี้ แล้ววันดีๆ ที่เธอปรารถนาจะมาถึงได้อย่างไร หากเขาไม่กระตือรือร้นที่จะไขว่คว้าความฝัน เธอก็จะคว้าด้วยมือของเธอเอง แม้ว่าวันนั้นจะไม่มีเขาก็ตาม

หุ่นโชว์ถูกลากผ่านประตูออกมาอย่างกระแทกกระทั้น ไม่สนว่ามือแข็งแรงคู่หนึ่งจะฉุดรั้งมันอย่างแน่นเหนียว 

“นุ่น...อย่านะ อย่าไปเลย ปัณขอร้อง อย่าไป...” 

น้ำเสียงนั้นสั่นเครือด้วยว่าใบหน้าของบุรุษมิได้ว่างเปล่าเรียบเฉย ใบหน้าเขาบิดเบี้ยว ริมฝีปากบิดเบ้ ดวงตาทั้งสองมีหยดน้ำใสหลั่งริน สองมือผละจากหุ่นโชว์ เพื่อฉุดดึงท่อนขาของสารภี ทว่าหล่อนกลับสลัดมือเขาทิ้ง ราวกับตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าไม่ต้องการมีเขาในชีวิตอีกต่อไป!

สารภีวิ่งลงบันไดไปอย่างเด็ดเดี่ยว ในขณะที่เขานั่งสิ้นหวังอยู่ตรงนั้น สมองว่างเปล่า ทั้งอึ้งและช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนความทุกข์ความโศกทั้งหมดทั้งปวงถาโถมมาหาเขาในวันนี้ ราวกับว่าสวรรค์กำลังกลั่นแกล้งเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“นุ่น...ไม่นะ อย่าไปนะ อย่าไป!” พอได้สติก็วิ่งตามลงมา ทว่าไม่ทันแล้ว สารภีอุ้มหุ่นโชว์ของหล่อนขึ้นรถสองแถวไปต่อหน้าต่อตา “นุ่น! นุ่น!?” เขาร้องเรียกแต่หล่อนไม่ได้ยิน หรือได้ยินแต่ไม่มองกลับมา เขารีบควานหากุญแจรถในกระเป๋ากางเกงเพื่อไปขับเอาเจ้ามอเตอร์ไซค์คันเก่ง พามันห้อตะบึงไปให้ทันรถสองแถวคันนั้น 

มิรู้ด้วยแรงลมหรือเพราะความเจ็บปวดในอก น้ำตาของปัณณธรยังรินไหล ยิ่งความเจ็บปวดกระแทกกระทุ้งในใจแรงเท่าไหร่ มือที่จับแฮนด์มอเตอร์ไซค์ก็ยิ่งบิดแรงขึ้นเท่านั้น ในยามที่รถสองแถวคันดังกล่าวเคลื่อนห่างสายตาออกไปทุกขณะ แต่ปัณณธรกลับแลเห็นอย่างชัดเจน ต่างกับสัญญาณไฟจราจร แม้มันขึ้นสีแดงเด่นชัด ปัณณธรก็ไม่อาจแลเห็น แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นราวกับถูกลิขิตไว้ล่วงหน้า

ปรี๊น! ปรี๊น!

เอี๊ยดดด!!!

โครมมม!!!

เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งฝ่าไฟแดงออกมาด้วยความรวดเร็ว รถเก๋งที่ขับมาอย่างถูกต้อง ต้องเบรกจนสุดแรงทว่าไม่ทัน ชนท้ายมอเตอร์ไซค์เข้าให้ ก่อนจะไถลเข้าข้างทาง

รถจักรยานยนต์ของปัณณธรพังยับอยู่บนเกาะกลางถนน ในขณะที่รถเก๋งคู่กรณีไถลไปชนกำแพงอิฐและเพิงสังกะสีข้างทาง เสียงแม่ค้าเจ้าของเพิง ร้องโอดโอยอย่างทุกข์ทรมานด้วยว่าได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

ปัณณธรถูกรถเหวี่ยงออกมาห่างจากจุดเกิดเหตุพอสมควร สมองคิดได้แค่ว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น เขากะพริบตาช้าๆ รู้สึกชาไปทั่วร่าง มีบางอย่างไหลรินผ่านดวงตาเขาไป ใช่แล้ว มันคือหยาดโลหิต ทว่าในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังเลวร้าย คนเดียวที่นึกถึงกลับมิใช่สารภี

“มะ...แม่...ช่วยผมด้วย...ช่วยด้วย แม่...” 

แล้วสติของปัณณธรก็ดับวูบลง พร้อมๆ กับเสียงโหวกเหวกโวยวายของผู้เห็นเหตุการณ์ รถตำรวจรถพยาบาลมาถึงจุดเกิดเหตุภายในไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ก่อนที่ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นตามมา


บนรถสองแถวที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า หยาดน้ำตายังอาบแก้มสารภี หญิงสาวหันไปมองข้างหลัง คล้ายว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงสี่แยกที่เธอเพิ่งนั่งรถผ่าน แต่มิไยใส่ใจ หญิงสาวควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าถือ แล้วรีบต่อสายหาคนคนเดียวที่พอจะพึ่งพาได้ 

“ฮัลโหลนิล อยู่ห้องหรือเปล่า...อือ...กำลังจะไปหานะ โอเค...แล้วเจอกัน” บอกน้องสาวสั้นๆ แล้วหันไปมองข้างหลังอีกครา เสียงรถพยาบาลแว่วมาให้ได้ยิน ผู้โดยสารสามสี่คนบนรถชี้ชวนกันให้แลดู มีแต่เธอเท่านั้นที่นั่งเงียบๆ ไม่พูดกับใคร ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง มันเหนื่อยจนไม่อยากหายใจต่อแล้วจริงๆ

สี่ปีที่ผ่านมานั้นสูญเปล่า เธอผิดเองที่เลือกคนผิด ที่คิดฝากชีวิตไว้กับเขา คนที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากนั่งวาดรูปที่ได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องเสีย เธอเหนื่อยแล้วกับการแบกภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้งบนสองบ่า เธอผิดเองที่รอไม่ไหว รอวันที่สามีทางพฤตินัยประสบความสำเร็จไม่ไหวแล้ว 

สารภีเฝ้ามองโทรศัพท์มือถือ ปัณณธรไม่โทรจิกเหมือนเคย บางที...เขาอาจรู้แล้วก็ได้ว่าครั้งนี้ เธอเอาจริง!


หุ่นโชว์ตัวเก่าเก็บถูกหอบหิ้วขึ้นไปบนคอนโดฯ อีกแห่งที่ไร้ความสวยงาม ความสะอาดสะอ้านของที่นี่ทำให้คนที่พักอาศัยพอจะเรียกมันว่าบ้านได้ สารภีปาดน้ำตาทิ้งเสีย ก่อนจะเคาะประตูห้องของยี่สุ่นผู้เป็นน้อง ผู้ชายตัวสูงกว่าเธอเป็นคนเปิดประตู 

“ขอโทษที่มากวนนะปาน”

“กวนอะไรล่ะ เข้ามาก่อนสิ” 

สารภียิ้มอย่างขอบคุณ ยื่นหุ่นให้เขาช่วยพามันเข้าไป ผู้ชายคนนี้ชื่อปาน เขาเป็นน้องเขยเธอเอง น้องเขยที่อายุเท่ากันกับเธอนี่แหละ ปานกับนิลอยู่กินกันแล้วแบบสามีภรรยา และตอนนี้พวกเขาก็มีโซ่ทองคล้องใจแล้วหนึ่งคน 

ยี่สุ่นมีชีวิตที่มิได้หวือหวา มิได้ร่ำรวยแต่ทั้งสองก็มีความสุขตามประสา สารภียังเคยนึกอิจฉาน้องสาวของตัวเอง ที่มีชีวิตเรียบง่ายแต่กลับมีความสุขเหลือเกิน เสียงเพลงกล่อมเด็กดังมาจากห้องนอน เธอทิ้งกระเป๋าถือไว้บนโซฟาข้างนอกแล้วเดินเข้าไปหา ยี่สุ่นนอนอยู่บนนั้น กำลังร้องเพลงกล่อมลูกน้อยวัยสามเดือน เจ้าหล่อนส่งสัญญาณให้เธอเข้าไปหา ก่อนจะพลิกกายหันหลังให้บุตรสาวเมื่อเธอเข้าไปนั่งข้างๆ 

แล้วเขื่อนน้ำตาของคนเป็นพี่ก็พังทลายอีกคราว สารภีโผเข้าหาน้องสาว ทั้งสองกอดคอกันแล้วร้องไห้เงียบๆ ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกจากปาก มีแต่น้ำตาที่ไหลออกมา 

ปานเดินเข้ามาดูสองสาว เขาช่วยตบก้นลูกน้อยเบาๆ ในขณะที่แม่ของแกกำลังกอดคอร้องไห้กับพี่ของตัวเอง

“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร...ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง เชื่อฉันนะ” ยี่สุ่นบอกสารภี พี่สาวที่อายุห่างกันเพียงสองปีเท่านั้น แต่เวลาที่ห่างกันมิได้ทำให้ความรักและเคารพลดลง เธอเป็นน้องสาว และสารภีเป็นพี่ อย่างน้อยบิดามารดาที่เสียไปแล้วก็พร่ำบอกเช่นนั้นเสมอมา ความเป็นไปในชีวิตของพวกเธอถูกเล่าให้กันและกันฟังอยู่เสมอ ไม่แปลกที่เธอจะรู้ว่าสารภีต้องมีวันนี้ วันที่ความอดทนของหล่อนจบสิ้นลง

สารภีกอดน้องสาวแน่นๆ ร้องไห้ให้สมกับความทุกข์ทรมาน แล้วพรุ่งนี้เธอจะเป็นคนใหม่ คนที่เข้มแข็ง คนที่ก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปได้ด้วยสองมือ และสองเท้าของตัวเอง


******


เวลา 14:40 นาฬิกา ห้างสรรพสินค้า PJ

สารภียืนมองคนตรงหน้าอย่างทึ่งๆ ไม่คาดคิดว่าเขาจะเดินเข้ามาในร้าน ใช่....นั่นเขาใช่ไหม นั่น...

“ขอโทษครับ ผมมาหาช่างตัดเสื้อ”

“ค่ะ เอ่อ...ฉันเองค่ะ” สารภีตอบกลับ ไม่ลืมยิ้มหวานให้อีกฝ่าย 

“ผมหมายถึง น้องผู้หญิงที่ถักผมเปีย เอ่อ...” 

“ฉันอยู่นี่” 

สารภีหันไปตามเสียง พลอยเพชรเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมกับสูทสีฟ้าหม่น ที่หล่อนถือกลับมาก่อนหน้านี้ มันถูกปาใส่ร่างของเรวิญแรงๆ

ฟึ่บ!

“พลอย!?” สารภีร้องลั่น แต่อีกฝ่ายไม่สะดุ้งสะเทือน

เรวิญได้แต่กัดฟันกรอดๆ สลัดเสื้อตัวนั้นขึ้นคลุมศีรษะแม้ว่าจะมีหมวกแก๊ป สวมอยู่ก็ตาม

“ขอโทษนะครับ ขอคุยกับน้องคนนี้สักแป๊บได้ไหม” เรวิญเอ่ยกับสารภีอย่างมีมารยาท

พลอยเพชรแอบเบ้ปากใส่เขา

สารภีหันมองพลอยเพชร ทำตาขุ่นใส่เด็กน้อยที่ทำเป็นละเลยเรื่องมารยาท

“ไม่ไปค่ะ พลอยไม่มีเรื่องต้องคุยกับเขา” พลอยเพชรตอบ ตั้งท่าจะเดินเข้าข้างใน แต่ว่า...

หมับ!

“เอ๊ะคุณ!” 

หญิงสาวแหวลั่นเมื่อแขนข้างหนึ่งถูกกระชากเต็มแรง สารภีตื่นตระหนกที่เห็นดาราหนุ่มทำเช่นนั้น

“พลอย? นี่มันเรื่องอะไรกันแน่”

“พี่นุ่นโทรแจ้งตำรวจเลย โทรเลยพี่!”

เรวิญหันมองสารภี “โทรสิครับ ผมจะประจานให้ทั่วเลยว่าน้องคนนี้หากินกับคนแก่ นี่ไงหลักฐาน นี่!” 

เขาล้วงเอาซองเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกง พลอยเพชรมองมันแล้วหัวเราะเยาะ ตาบ้านี่กัดไม่ปล่อยจริงๆ

“พลอย? พี่ว่า...” สารภีลำบากใจ 

พลอยเพชรพ่นลมหายใจแรงๆ “ปล่อยฉันดีๆ ถ้าอยากคุย” สาวน้อยเอ่ยขึ้นบ้าง เรวิญจึงยอมปล่อย “วันนี้งานพลอยเสร็จแล้ว ขอกลับก่อนได้ไหมคะพี่”

“ได้สิได้ แต่ว่า...จะไม่มีเรื่องอะไรแน่นะ” สารภีเป็นกังวล 

พลอยเพชรยิ้มบางๆ ให้สารภีแทนคำตอบ ก่อนจะหันไปสบตากับเรวิญ 

“ฉันขอเข้าไปเอากระเป๋าก่อน” 

พอพลอยเพชรกลับเข้าไปหลังร้าน เรวิญก็ได้มองผู้หญิงตรงหน้าอีกครา ดูท่าเจ้าหล่อนคงอายุมากกว่าเขา

“รู้จักผมแล้วใช่ไหมครับ”

สารภียิ้มเขิน “ค่ะๆ เอ่อ...พี่ชื่อสารภีค่ะ เป็นเจ้าของที่นี่”

“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง เอ่อ...เรื่องที่ผมมาที่นี่ ช่วยเก็บเป็นความลับด้วยนะครับพี่คนสวย” เรวิญร้องขอพร้อมรอยยิ้มหวาน

สารภีแทบละลายลงตรงนั้น ก็ดูรอยยิ้มเขาสิ โอ๊ย...อยากมีเงินสักยี่สิบล้านเอาไว้เปย์ผู้ชาย

“พี่ไม่พูดแน่นอนรับรอง ว่าแต่...มาเดินห้างคนเดียวอย่างนี้ไม่เป็นไรหรือคะ”

“อันที่จริงแอบมาครับ บอกผู้จัดการว่าขอมาเข้าห้องน้ำ ผมยังมีงานต่อ”

“อืม...เป็นดาราดังนี่ก็งานยุ่งนะคะ” เอ่ยอย่างเห็นอกเห็นใจอีกฝ่าย กำลังจะเชิญเขาไปนั่งก็พอดีว่าพลอยเพชรเดินออกมา

“แล้วเจอกันนะคะพี่”

“จ้า...” สารภีรับคำคนที่กำลังเดินออกไป พลอยเพชรลาหยุดตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันพุธ เพื่อไปค่ายอาสาของมหาวิทยาลัย ขอให้ทุกอย่างราบรื่นด้วยเถอะ อย่างน้อยๆ ก็วันนี้ ขอให้พลอยเพชรกับคุณเรวิญ ตกลงกันได้ก็แล้วกัน


เพียงเดินพ้นออกมาจากร้านสารภี ชายเสื้อที่พลอยเพชรดึงออกจากกางเกงด้วยความอึดอัด ก็ถูกจับเข้าให้ มือขาวๆ คู่นั้นของคนที่เดินตามมานั่นอย่างไร

“จะทำอะไร”

“ไม่เห็นหรือว่าพี่มีเสื้อคลุมหัวอยู่ มันมองไม่เห็นทาง”

“ก็เอาออกสิ” เธอเอี้ยวกายกลับไปบอก เรวิญมุ่นคิ้วนิ่วหน้าให้เธอดู

“พี่เป็นดาราดังนะครับน้อง ถ้าเอาเสื้อออกตอนนี้ น้องนั่นแหละจะลำบาก เดินตรงไปที่ลิฟต์ดีๆ เถอะ รถจอดอยู่ข้างล่าง”

พลอยเพชรข่มใจให้นับหนึ่งถึงร้อย ทำตามที่เขาบอกไปก่อน เพื่อความสะดวกของเธอเอง


หนุ่มสาวลงมาถึงลานจอดรถในสภาพที่ชายเสื้อของพลอยเพชรถูกดึงแน่นตลอดทาง กระทั่งทั้งสองเดินมาถึงรถตู้ที่จอดอยู่ ผู้จัดการกับทีมงานของเขาที่รออยู่บนนั้นต่างประหลาดใจที่เห็นเธออยู่ที่นี่ด้วย และยิ่งกว่าประหลาดใจเมื่อทุกคนบนรถถูกไล่ลงไปไม่เว้นแม้แต่คนขับ ก่อนที่เรวิญจะบังคับให้เธอขึ้นไปนั่ง

พอมาถึงตรงนี้ พลอยเพชรก็ชักใจคอไม่ค่อยดี สถานการณ์ชักไม่น่าไว้วางใจ แต่ช่างเถอะ คงไม่มีอะไรกระมัง เพราะคนของเขาก็ยืนรออยู่ข้างรถนี่เอง

ฟึ่บ!

สูทสีฟ้าหม่นถูกโยนไปไว้เบาะหลัง ตามด้วยหมวกที่เขาสวมอยู่ ลมหายใจร้อนๆ ของบุรุษถูกพ่นออกมาแรงๆ เขาหันมองพลอยเพชรดีๆ พิจารณาใบหน้าเล็กเรียวกับผิวเนื้อเนียนกริบแล้วแค่นยิ้มออกมาอย่างสมเพช เพราะอย่างนี้กระมัง บิดาเขาถึงได้หลงหล่อนนัก

“จะเอาเท่าไหร่ ถึงจะยอมเลิกกับเสี่ยจามร”

พลอยเพชรช้อนดวงตาขึ้นมองช้าๆ จ้องเขานิ่งๆ พยายามไม่ใส่ใจในคำกล่าวหา การพิจารณาลักษณะนิสัยของอีกฝ่ายเริ่มขึ้นแล้ว เรวิญที่อยู่ตรงหน้าเธอเป็นพวกวัยรุ่นใจร้อน เขาโมโหง่าย และเธอจะไม่เล่นตามเกมของเขา

“คุณกำลังดูถูกฉันค่ะ คุณเรวิญ”

“น้องจะปฏิเสธหรือว่าไม่ได้เป็นเด็กเสี่ย”

“อันที่จริงจะเป็นหรือไม่เป็นก็ไม่จำเป็นต้องบอกนี่คะ คนไม่สนิทไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องส่วนตัว”

เรวิญกัดฟันกรอดๆ 

“ปากคอนี่ร้ายจริงๆ ผิดกับหน้าตานะ อายุก็คงไม่เท่าไหร่”

“ฉันอายุเท่าคุณ”

“หา!?” เรวิญเป็นงง หล่อนดูเด็กกว่าคนอายุยี่สิบเอ็ด เหมือนเด็กมัธยมด้วยซ้ำ ที่สำคัญก็คือ “นี่หมายความว่าเสี่ยเลี้ยงเด็กอายุเท่าลูกตัวเองงั้นเหรอ โอ๊ย! อยากจะบ้าตาย พ่อนะพ่อ!”

“ฉันคิดว่าคุณกำลังเข้าใจผิดนะ อันที่จริง...พ่อของคุณอยากให้คุณแต่งงานกับฉัน”

“หา!?” เรวิญตาเบิกโตยิ่งกว่าคราวแรก อะไรกัน เมื่อกี้นี้มันหมายความว่าอย่างไร!

“คุณได้ยินไม่ผิดหรอก พ่อคุณต้องการให้เราแต่งงานกัน”

“เพื่ออะไร!”

“นั่นสิ แต่งกับคุณไม่เห็นจะดีตรงไหน เหมือนได้น้องชายเพิ่มอีกคนซะมากกว่า”

“นี่!?”

ทันทีที่ได้ยินเสียงปราม พลอยเพชรก็ยกมือขอยอมแพ้ หากยังโต้เถียงกันอยู่อย่างนี้ เห็นทีเธอคงไม่ได้ลงจากรถแน่ๆ

“ทำไมพ่อต้องทำแบบนั้น”

“อันนี้ฉันว่าคุณไปถามพ่อของคุณจะดีกว่า ทุกอย่างมันย่อมมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น”

เรวิญส่ายหน้าดิก “ทำไมฉันต้องแต่งงานกับเธอด้วย พูดจาอะไรก็ให้มันน่าเชื่อหน่อยเถอะ” พอรู้ว่าอายุเท่ากัน คำว่าพี่ที่เคยใช้ก็หายวับไปในพริบตา

พลอยเพชรยิ้มเยือกเย็น “แล้วคุณจะแต่งไหมล่ะ”

“ไม่! จะแต่งทำไม ผู้หญิงอย่างเธอใครจะแต่งด้วย สกปรกอย่างนี้ฉันจูบไม่ลงหรอก”

ดวงตาของพลอยเพชรมองจิกลงในหน่วยตาของอีกฝ่าย 

“ฉันสกปรกตรงไหนไม่ทราบ”

เรวิญกวาดตามองคนถามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 

“ทุกตรงนั่นแหละ เด็กเสี่ยอย่างเธอคงจะผ่านผู้ชายมานักต่อนัก ฉันจูบไม่ลงหรอ...”

จุ๊บ!


บทที่ 4

ผู้ชายร้ายๆ ชอบใช้ความรุนแรง







อัป 60% เหมือนเคยค่ะ



**%






หน้าเพจ เฟสบุ๊ค อัญจรี น้ำจันทร์ สิมันตรา 
 
ทางอีเมล An_jung2011@hotmail.com

ทางโทรศัพท์ 0818322579 ,   

ทางline id lilly_valalee



****นิยายที่พร้อมส่ง จัดส่งนิยายทุกวัน จ - ศ นักเขียนส่งเอง ได้รับของแน่นอน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

41 ความคิดเห็น