ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 31 : บทที่ 15 แผนร้ายรักของนางฟ้าสีนิล 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    16 พ.ย. 57

บทที่ 15 แผนร้ายรักของนางฟ้าสีนิล 100%

นิลอรกลับมาจ่อมจมกับความคลางแคลงใจจนแทบเป็นบ้า หลังจากขึ้นมาบนบ้านหลังใหญ่ก็จัดการเปลื้องผ้าเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายไม่มีแยแสอาการเจ็บไข้ที่ยังมีด้วยซ้ำ การสำรวจเบื้องต้นเธอมั่นใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอเมื่อคืนนี้ แต่ใครเล่าจะเชื่อในเมื่อหลักฐานมัดตัวแน่นหนา พยานคนสำคัญอย่างชาร์ลส์ก็ยืนยันเต็มปากเต็มคำว่าเธอมีอะไรกับเขาจริงๆ หรือว่ามันจะเกิดจริงๆ นะ โอ...ได้โปรดเถอะสวรรค์ อย่าเอาความคลุมเคลือมาทำร้ายหัวใจบริสุทธิ์ของเธอเลย ถ้าจะทรมานกันอย่างนี้ก็เอาชีวิตไปเสียเถิด ถ้าเกิดเมื่อคืนนี้มันเกิดขึ้นจริงๆ นิลอรคนนี้ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!

 

เวลาสามทุ่ม วันเดียวกัน

ภายในห้องทำงานอันมืดสลัว โจนาธาน คิงส์ นั่งจ่อมจมกับความเจ็บช้ำที่ได้รับมาอย่างเลือดเย็น คนสองคนที่เขารักจ้วงแทงเขาด้วยความสัมพันธ์อันเลวร้ายที่ทั้งสองร่วมกันก่อ หัวคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่นเหนียว สองหน่วยตาบวมช้ำเพราะแรงกระทำของหยาดน้ำตา ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มอยู่เป็นนิจบัดนี้สั่นระริกและบิดเบ้อย่างน่าสมเพชเวทนา ไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มใหญ่ผู้ที่เจนจัดเรื่องสุรานารีเช่นเขาจะมีวันนี้ วันที่ต้องเสียน้ำตาเพราะความรัก ไม่รู้ว่านิลอรทำเสน่ห์ใส่เขาด้วยวิธีใด เวลานี้ถึงได้รู้สึกราวกับกำลังจะตาย พ่ายแพ้และสิ้นหวัง

แสงไฟนอกหน้าต่างทอดแสงสว่างเข้ามาในห้องเพียงเล็กน้อย แต่มันก็มากพอให้แหวนเพชรเม็ดจ้อยเล่นล้อแสงไฟ ประกายวูบวาบงามระยับกระทบเข้ากับหยดน้ำใสๆ ในหน่วยตาของผู้เป็นเจ้าของ โจนาธานปาดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อสำนึกได้ว่าแหวนวงงามที่อุตส่าห์หอบหิ้วมาจากสหรัฐฯ คงไม่มีโอกาสได้สวมบนนิ้วของนิลอร ทุกอย่างมันสายเกินไป

ก๊อกๆ ๆ

เสียงเคาะประตูทำให้โจนาธานรีบวางแหวนวงงามลงที่เดิม เขาอยากโยนมันทิ้งแต่ราคาค่างวดของมันก็ทำให้จำต้องเปลี่ยนใจ ตอนนี้เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่ากับเขามากนัก ไม่มีประโยชน์ที่จะทิ้งขว้างข้าวของที่สามารถช่วยให้เขาและลูกๆ อิ่มท้องได้ ในวันข้างหน้าเขาอาจขัดสนเงินตราขึ้นมาก็ได้ใครจะรู้ อะไรๆ มันก็ไม่แน่นอนนี่นา แม้แต่หัวใจของคนที่นอนเตียงเดียวกันก็ยังไม่แน่นอน..

“คุณยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ พอดีคุณแองจี้นัดให้ฉันมาที่นี่”

ม่ายสาวเอ่ยอย่างเกรงใจ หล่อนปิดประตูเบาๆ แต่มิได้ล็อกเพราะรู้ว่าอีกสักพักนิลอรก็คงตามมา โจนาธานลุกไปเปิดไฟเมื่อผู้มาใหม่เดินชนโน่นชนนี่ขณะที่เอ่ยวาจาบอกกล่าวเล่าขาน

พรึ่บ!

แสงสว่างจากหลอดนีออนขับไล่ความมืดมิดออกจากห้องทำงานของโจนาธาน แต่น่าเสียดายนักที่มันไม่อาจขับไล่ความเจ็บปวดให้ออกไปจากหัวใจของเขาได้

“มีเรื่องอะไรงั้นหรือ แองจี้...จะคุยอะไร?” โจนาธานไม่รู้ว่านิลอรอยากจะคุยอะไร เขาคิดแต่ว่าป่านนี้หล่อนยังอยู่ที่บ้านพักของชาร์ลส์

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เธอบอกฉันตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วว่าให้ฉันมาที่นี่ตอนที่เด็กๆ เข้านอนเสร็จเรียบร้อย”

โจนาธานพยักหน้าเข้าใจ เขาเช็ดน้ำตาให้แห้งหายไปจากใบหน้าที่ทรุดโทรมเพียงไม่กี่ชั่วโมง

เอลิซมองอดีตสามีอย่างเห็นอกเห็นใจ ดวงตาเขาบวมแดง ใต้ตาปรากฏถุงเนื้อเหี่ยวๆ ห้อยย้อยอยู่อย่างน่าชังนัก มันทำให้บุรุษที่หล่อเหลาแม้อายุเลยวัยหนุ่มกลายเป็นบุรุษที่แก่กว่าอายุจริงไปหลายปี โจนาธานคงเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงอย่างนิลอรจะสามารถทำให้เขาเจ็บได้ขนาดนี้ เขาไม่มีน้ำตาสักหยดด้วยซ้ำวันที่เธอบอกว่าขอหย่า หรือว่าการแต่งงานครั้งที่แล้วระหว่างเขากับเธอมันไม่ใช่ความรักหรืออย่างไร

ร่างอรชรเดินไปหาอดีตสามีที่โต๊ะทำงาน เขานั่งคลึงแวนเพชรน้ำงามกับขอบโต๊ะทำงานอย่างเด็กเก็บกดไร้ทางระบาย

“แหวนสวยดีนะคะ” เธอชม มันสวยจริงๆ สวยกว่าแหวนแต่งงานที่เขาเคยให้เธอด้วยซ้ำ

โจนาธานเหยียดยิ้มให้กับแหวนในมือ เขาสูดหายใจแรงๆ เอาน้ำมูกน้ำตากลับเข้าไปด้านในก่อนจะลุกจากเก้าอี้พร้อมกับแหวนที่เอลิซชมว่ามันสวยดี เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าหล่อนสวมมันที่นิ้วนางข้างขวาให้

“มันเหมาะกับคนดีๆ อย่างคุณมากกว่าผู้หญิงหลายใจคนนั้น ผมให้คุณเอลิซ เอาไปเลย”

โจนาธานยิ้มเยาะแหวนเพชรน้ำงามที่ปรากฏบนนิ้วนางข้างขวาของม่ายสาว เอลิซยิ้มอย่างยินดี แต่ก็ต้องรีบหุบยิ้มเพราะรู้ได้ถึงการมาของนิลอร เจ้าหล่อนผลักประตูเข้ามาช้าๆ หางตาเธอแลเห็นแต่โจนาธานคงไม่ทันสังเกต

“จะดีหรือคะ ในเมื่อมันไม่ใช่แหวนของฉันเสียหน่อย คุณซื้อให้คุณแองจี้ไม่ใช่หรือคะ” ม่ายสาวทำทีเป็นถามทั้งที่รู้แก่ใจ หล่อนมั่นใจว่าเขาซื้อให้ภรรยาแต่ที่ถามออกมาก็เพื่อให้เขาช่วยย้ำถึงสาเหตุที่มันมาอยู่บนนิ้วเธอ แทนที่จะอยู่บนนิ้วของศรีภรรยา

นิลอรมองเห็นประกายวับวาวบนนิ้วน้อยของเอลิซ ประกายเพชรงดงามควรจะอยู่บนนิ้วของเธอมิใช่อยู่บนนิ้วของยัยปิศาจชั่วตนนั้น เธออยากเดินเข้าไปแย่งมันคืนแต่สิ่งที่โจนาธานกำลังเอ่ยนี่สิที่ทำให้เธอไม่อาจก้าวขาออกเดิน

“อย่าพูดชื่อผู้หญิงคนนั้นให้ผมได้ยินอีกเอลิซ หล่อนไม่มีค่าพอจะสวมแหวนแต่งงานหรอก หึๆ”

โจนาธานแค่นหัวเราะอย่างสมเพช เขามิได้สมเพชนิลอรแต่สมเพชตัวเองที่ไม่สามารถทำให้แม่ของลูกยอมแต่งงานกับเขาได้  เจ้าหล่อนไปแอบรักใคร่จนได้เสียกับคนอื่น น่าเวทนาสามีอย่างเขาจริงๆ

“จริงหรือคะโจนาธาน!? คุณเลยเอาแหวนที่ซื้อให้ฉันไปให้เมียเก่าคุณงั้นหรือ! หัวใจคุณทำด้วยอะไรกัน ให้ฉันไปจากที่นี่ก่อนไม่ได้หรือยังไงห๊ะ!?”

นิลอรโพล่งขึ้นมาอย่างเหลืออด หล่อนปรี่เข้าไปแย่งแหวนวงน้อยที่นิ้วของเอลิซด้วยความโกรธแค้นชิงชัง

“แองจี้! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” หนุ่มใหญ่พยายามดึงร่างนิลอรออกจากม่ายสาว เจ้าหล่อนกำลังกระชากนิ้วของเอลิซเพื่อจะเอาแหวนคืน หล่อนน่าจะขอกันดีๆ มิใช่ใช้กำลังเยี่ยงคนพาลเช่นนี้

“โอ๊ย! ฉันเจ็บนะคะ ฉันไม่เอาก็ได้เอาคืนไปเลย!” เอลิซรีบถอดแหวนคืนให้เจ้าของที่แท้จริงก่อนที่หลังมือของหล่อนจะถูกข่วนจนเลือดซึม โจนาธานปล่อยร่างนางฟ้าในดวงใจเพื่อมาโอ๋เอาใจคนที่เขาเห็นว่ากำลังเจ็บตัว เอลิซสบโอกาสรีบเรียกคะแนนสงสารด้วยน้ำตา หล่อนเอาหลังมือที่มีรอยข่วนให้อดีตสามีได้ยล มันมีเลือดซึมเล็กน้อยแต่ก็มากพอที่จะทำให้โจนาธานเอาผิดนิลอรได้

“เธอทำบ้าอะไรแองจี้! ขอกันดีๆ ก็ได้ทำไมต้องใช้กำลังด้วยห๊ะ!

หนุ่มใหญ่ตะเบ็งเสียงกร้าวใส่หน้านิลอร หล่อนน้ำตาหยดเผาะๆ แต่ไม่ได้กรีดร้องอาละวาดอย่างที่ควรจะเป็น

“ฉันจะไม่ตอบคำถามคุณเพราะฉันมีเรื่องสำคัญมากกว่านั้นที่ต้องทำ” หล่อนบอกเขาแล้วไพล่มือไปด้านหลัง แหวนวงงามอยู่ในอุ้งมือน้อยๆ นั่นจริงอยู่แต่ก็ต้องแลกมาด้วยหลังมือที่โดนกรีดด้วยเล็บคมๆ ของเอลิซเป็นทางยาว เธอรู้สึกว่าหยดเลือดซึมผ่านร่องนิ้วไปสัมผัสตัวแหวนแล้ว แสดงว่ารอยที่ก่อเกิดคงมากพอดู แต่ช่างมันเถอะ อย่างไรเสียมันก็ไม่มากเท่ากับรอยกรีดในหัวใจ!

“รีบว่ามาแล้วก็รีบไสหัวไปซะแองจี้!” สามีผู้ผิดหวังในตัวภรรยาครั้งแล้วครั้งเล่าตะคอกกลับอย่างสุดจะทน นิลอรสะดุ้งเฮือกเมื่อเขาว่าเธอจนจบประโยค นิ่งอึ้งตัวชาไปหลายนาที เธอกะว่าจะไปจากที่นี่ด้วยตัวเอง ไปเสียก่อนที่เขาจะไล่แต่มันคงสายไปแล้วกระมัง

“ฉันจะพูดแค่นิดเดียวเท่านั้น ฉัน...ฉันไม่ได้เอาเด็กๆ ไปด้วยเพราะรู้ว่าคุณคงไม่ยอม ฉันแค่อยากฝากให้คุณดูแลพวกเขาให้ดีๆ ฉันรู้ว่าคุณมีเงินทองมากมายเลี้ยงดูพวกเขาได้สบายๆ แต่ถ้าวันข้างหน้าคุณขัดสนขึ้นมาก็รีบบอกฉันฉันจะกลับมารับพวกแกไปเลี้ยงเอง”

“อย่ามาแช่งสามีของเธอนะแองจี้ คนอย่างโจนาธานไม่มีวันขัดสนอย่างแน่นอน” เอลิซรีบโวยแทนอดีตสามี ตอนนี้หล่อนนั่งอยู่ข้างๆ เขาบนเก้าอี้หนังสีดำมันปลาบตัวยาว ขณะที่นิลอรยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานหันหลังให้กับกองเอกสารพะเนินเทินทึกของโจนาธาน

“แน่ใจหรือเอลิซ? เธอก็รู้ว่าเขาควักกระเป๋าเท่าไหร่เพื่อยุติคดีฟอกเงิน บางทีเขาอาจต้องขายบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้เธอยังคิดว่าความขัดสนอยู่ห่างไกลผู้ชายคนนี้งั้นหรือ ฉันว่าเธออย่ามาดักดานอยู่กับเขาจะดีกว่า สู้เอาความสาวที่ยังพอมีไปหาหลักพักพิงที่แกร่งกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ”

นิลอรใช้ความจริงหว่านล้อมหัวใจอันละโลภมิหยุดหย่อนของม่ายสาว เจ้าหล่อนนั่งตรงนิ่งไม่ไหวติงอยู่ชั่วอึดใจราวกับว่ากำลังใช้สมองไตร่ตรองบางอย่างอยู่

“จริงหรือคะ? คุณจะขายบ้านหลังนี้จริงหรือ แล้วเราจะไปอยู่กันที่ไหนกัน ฉันไม่อยากไปจากที่นี่ฉันรักประเทศนี้ ฉันอยากอยู่ที่สิงคโปร์ เราจะไม่ย้ายไปไหนใช่ไหม...โจนาธานคะช่วยตอบฉันทีเถอะ”

เอลิซถามอดีตสามี เขาเคยบอกว่าเธอคือหนึ่งในครอบครัวเขา และถ้าสิ่งที่นิลอรเอ่ยอ้างเป็นเรื่องจริงขึ้นมา เธอมิต้องหอบลูกๆ ตะลอนๆ ตามเขาไปอย่างนั้นหรือ โอ...ไม่นะ! เธอไม่ชอบความลำบากทุกรูปแบบ เธอรับมันไม่ได้แน่ๆ

“วางใจเถอะเอลิซ สำหรับคนในครอบครัวผมมีทางออกเสมอคุณอย่ากังวลไปเลย ส่วนเรื่องบ้านหลังนี้ถ้าฝ่ายโน้นตอบกลับมาเมื่อไหร่ เรา...คงต้องพาเด็กๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่นจริงๆ” เอลิซหน้าซีดเผือด ความสุขสบายกำลังจะบินหนีเธอไปแล้ว โจนาธานลำบากถึงขั้นต้องขายบ้านเชียวหรือ?

“เธอไม่เป็นไรใช่ไหมเอลิซ เราจะต่อสู้มันพร้อมๆ กัน ฉันสัญญาว่าจะดูแลเธอกับลูกๆ เหมือนอย่างที่ฉันเคยพูดไว้ ช่วงแรกๆ มันอาจจะฉุกละหุกไปสักหน่อยแต่ฉันเชื่อว่าฉันต้องกลับมามีอำนาจอีกครั้งแน่ๆ เธอเชื่อใจฉันได้เอลิซ...”

โจนาธานให้กำลังใจม่ายสาว อดีตภรรยาที่เขาเคยรัก ตอนนี้เขาก็ยังรักหล่อนแต่มันเป็นความรักและความห่วงใยประหนึ่งพี่น้องร่วมสายโลหิตเท่านั้น

นัยน์ตาของม่ายสาววูบไหวสั่นระริก หล่อนไม่มีทางเดินสู่ความทุกข์หรอกแม้ว่าความทุกข์ยากนั้นจะเป็นเพียงแค่การคาดเดาก็ตาม หล่อนไม่อยากเสี่ยงอะไรอีกแล้ว

“ฉะ...ฉัน...ฉันขอกลับห้องก่อนดีกว่านะคะ พอดีพรุ่งนี้ต้องเข้าไปดูคอนโดฯ แต่เช้า เด็กที่ออฟฟิศเพิ่งโทรมาบอกว่าขายห้องที่ชั้นสามได้อีกห้องแล้ว ฉัน...ขอตัวนะคะ...”

โจนาธานหน้าเสียเล็กน้อยที่อดีตภรรยามิได้ตอบกลับคำถาม บางทีเจ้าหล่อนอาจจะเผลอลืมมันไปก็ได้

เมื่อร่างของม่ายสาวก้าวพ้นจากขอบประตู นิลอรก็เดินเข้าไปหาสามี หล่อนนั่งลงแทนที่เอลิซ สองมือยังกำแหวนแน่นมิยอมคลาย สามีคนดีขยับหนีเล็กน้อย เล็กน้อยจริงๆ ราวกับอยากให้หล่อนรู้ว่าเขารังเกียจเดียจฉันท์ ดูท่าว่าคราวนี้วิธีอ้อนสามีเพื่อไถ่โทษคงใช้ไม่ได้ผลเสียแล้วกระมัง

“ไม่ต้องทำท่ารังเกียจฉันมากขนาดนั้นก็ได้โจนาธาน! ฉันเป็นคนนะไม่ใช่เชื้อโรค คุณไม่ต้องกลัวว่าฉันจะเป็นกระบะเพาะเชื้อหรอกน่า” นิลอรประชดขำๆ แต่ใบหน้านั้นปวดร้าวระทม หยดน้ำตาที่ร่วงหล่นบนตักหยดแล้วหยดเล่าคือสิ่งช่วยยืนยัน

“มีเรื่องอะไรก็ว่ามา ฉันไม่มีเวลามานั่งฟังเรื่องไร้สาระของเธออีกแล้ว”

โจนาธานตัดบทและเตรียมจะลุกหนีแต่นิลอรกลับรั้งชายเสื้อเขาไว้ทั้งน้ำตา

“ได้โปรดฟังสักนิดนะคะ ฟังฉันสักครั้งเถอะสามี!....ฮึกๆ ฉันขอแค่ให้คุณฟังฉัน...ฮึก แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ได้โปรด...คิดเสียว่าเห็นแก่ลูกของเราเถอะนะ ฉันขอร้อง...ฉันขอร้องจริงๆ ฮึกๆ”

หยาดน้ำตาที่ร่วงรินอาบสองแก้มของศรีภรรยาแต่กลับเจิ่งนองไปทั่วหัวใจของผู้เป็นสามี นาทีนี้โจนาธานได้แต่ปลดปล่อยให้มันรินไหลอย่างไม่คิดอับอาย

“ยังมีอะไรต้องพูดอีกหรือแองจี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันชัดเจนเต็มสองตาฉันแล้ว ฉันไม่ถือโทษโกรธเธอกับชาร์ลส์หรอก ฉันรักพวกเธอมากกว่าจะจงเกลียดจงชังให้ช้ำใจ พวกเธอจะพากันไปอยู่ที่ไหนก็ไปเถอะ แต่ขอร้องว่าอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีกเลย ฉันเจ็บหัวใจเหลือเกินแองจี้ เจ็บที่หัวอกข้างซ้ายตรงนี้นี่ไง!

โจนาธานคว้ามือบางมาวางแนบอกแกร่ง เขาอยากให้หล่อนรู้สึกผิดบ้างสักนิดก็ยังดี แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดไว้มันจะคาดเคลื่อน เพราะวินาทีที่เห็นมือบางๆ ของแม่แองจี้น้อยมีสีเลือดเปรอะเปื้อน ความรู้สึกผิดมันก็ปักลงฉึกๆ ที่กลางใจ

“แองจี้!...มือเธอ...”

คุณแม่ลูกแฝดรีบดึงมือกลับอย่างไม่ต้องการให้พ่อของลูกสมเพชเวทนา ช่วงเวลาที่เธอต้องการถ้อยคำปลอบประโลมได้ผ่านไปนานแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่เขาจะมาแสดงความเห็นอกเห็นใจ บาดแผลเล็กน้อยที่หลังฝ่ามือนี้มันไม่ได้ทำให้เธอเจ็บปวดเท่าบาดแผลที่หัวใจเลยสักนิดเดียว

“ช่างมันเถอะค่ะ มันไม่ได้ทำให้ฉันสิ้นลมหายใจลงตรงนี้หรอก อย่าใส่ใจนักเลย...ฮึกๆ” นิลอรสะอื้นฮักๆ ใช้สองมือที่มีเลือดเปื้อนเปรอะปาดเช็ดหยดน้ำตาให้ตัวเอง “ฉันแค่อยากขอร้องคุณสักนิด ก่อนที่ฉันจะไปจริงๆ ฉัน...”

หญิงสาวยื่นแหวนที่กำไว้แน่นคืนให้สามี หล่อนแทบจะยัดมันใส่มือเขาด้วยซ้ำ

“ฉันคงไม่มีวาสนาได้เป็นภรรยาของใครหรอก ฉันรู้ตัวดีโจนาธาน”

คุณแม่ลูกสองเอ่ยออกมาอย่างนึกสมเพชตัวเอง ตั้งแต่กลับมาอยู่กับเขาเธอพยายามแล้วที่จะลืมความจริงในส่วนนี้ ทุกๆ วินาทีที่ได้เห็นรอยยิ้มของสามี รอยยิ้มของพ่อของลูก เธอก็คิดในใจเสมอว่าถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา แม้ว่าจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเขาก็ตาม เธอตั้งมั่นทุกๆ ลมหายใจว่าจะรักษาครอบครัวเล็กๆ นี้ไว้ให้ตราบนานเท่านาน แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่คาดหวังจะเป็นเพียงความเพ้อฝันของนางบำเรอ

“หึๆ เธอทำตัวเองนี่นาแองจี้ เธอจะร้องไห้ให้มันได้อะไรขึ้นมา แค่ยอมรับสารภาพมาก็พอแล้ว เธอรักชาร์ลส์และชาร์ลส์ก็รักเธอ ฉันยอมหลีกทางให้พวกเธอจริงๆ แองจี้ ฉันขอแค่ลูกๆ ทั้งสองคนเท่านั้น เธอคงไม่พรากเขาไปจากฉันใช่ไหม” โจนาธานยังมั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดเป็นดั่งสิ่งที่สองตาได้เฝ้ามอง และยิ่งมั่นใจอย่างที่สุดเมื่อภรรยาที่รักมอบจุมพิตให้ชาร์ลส์ต่อหน้าต่อตาเขา ไม่ว่าหล่อนจะทำเพื่ออยากพิสูจน์อะไรก็ตาม บอกตามตรงว่าเขาทนรับมันไม่ได้จริงๆ

ริมฝีปากของคุณแม่ยังสาวบิดเบ้อย่างสุดจะทน หล่อนอยากทุบตีให้สามีตาสว่างแต่ไม่มีแรงพอแม้จะเอ่ยคัดค้านถ้อยคำที่เขากล่าวหา ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมๆ หยดน้ำตาที่ไหลร่วงหลั่งริน และเมื่อปลดปล่อยหยาดน้ำตาเสียจนพอใจหล่อนจึงได้รวบรวมพลังแล้วบอกกล่าวให้เขาฟัง

“ฮึกๆ ...ฮึก... ผู้ชาย...ที่ฉันรักคือสามีของฉันเท่านั้น และเขาก็คือคนที่ทำให้ฉันต้องนั่งร้องไห้...อยู่ตรง...นี้ เขาเคยสัญญาว่าจะไม่มีวันทำให้ฉันต้องเสียใจ ไม่มีวันทำให้ฉันต้องร้องไห้เสียน้ำตา แต่เวลานี้เขากลับไม่มีแม้คำว่าขอโทษให้ฉันได้ยินสักคำ...แต่ไม่เป็นไร ฉันทนได้ ฉันเข้าใจความรู้สึกของเขาดี...”

“เธอไม่มีวันเข้าใจความเจ็บจุกของฉันหรอกแองจี้!” ผู้เป็นสามีแทบจะขย้ำร่างเล็กบางที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่การที่หล่อนเชิดคางขึ้นใส่เขาอย่างไม่กลัวเกรงทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ เขาจะไม่ทำอะไรหล่อนให้เจ็บช้ำระกำกาย เขาจะปล่อยให้หล่อนจากไปแต่โดยดี

“ทำไมจะไม่เข้าใจคะ บางเรื่องมันเพิ่งผ่านไปไม่เท่าไหร่เอง ฉันยังจำได้ดีวันที่เห็นคุณนอนอยู่บนเตียงของเอลิซ ความเจ็บทรมานอย่างที่คุณเผชิญอยู่ในตอนนี้ฉันเข้าใจมันดีเหลือเกิน แล้วไงคะ ฉันให้อภัยคุณ ให้โอกาสคุณ แต่ดูสิ่งที่คุณทำกับฉันสิ...มีแต่บอกให้ไสหัวไปไกลๆ ขับไล่ให้ฉันไปอยู่กับผู้ชายที่ไม่ใช่สามี!

หยดน้ำตาใสๆ ไหลลงตามร่องแก้มอันตื้นเขิน คราวนี้นิลอรมิใส่ใจจะเช็ดมันด้วยซ้ำ หล่อนเงยหน้าขึ้นเพื่อให้ทางหยดน้ำตาไหลกลับลงไปที่เก่า เพราะหากมัวแต่ร่ำไห้เวลาที่จะได้ใช้กับลูกๆ ก็จะน้อยลงไปอีกเท่าตัว

“ฉันใจดำเกินกว่าจะยอมรับมันแองจี้ เธอไปเสียเถอะ ไปให้ไกลจากฉัน ชาร์ลส์เป็นคนหนุ่มที่รักจริงและมั่นคง เขาคงรักเธอมานานแล้วแต่ฉันเองที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ฉันทำร้ายพวกเธอเอง มันเป็นความผิดของฉันเอง”

โจนาธานยอมรับเอาความผิดทั้งหมดไว้กับตัวเอง นิลอรอยากหัวเราะอย่างคนสติแตก แต่ถ้าหล่อนทำอย่างนั้นสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะสั่งความก่อนจากลาก็คงจะสั่งกันไม่จบเสียที

“เอาเถอะค่ะ แล้วแต่คุณจะคิดไปก็แล้วกัน เรามา...เข้าเรื่องที่ฉันอยากจะขอร้องคุณดีกว่านะคะ”

หนุ่มใหญ่เงยหน้าหาเพดาน ลวดลายของฝ้าสีนวลมิสามารถทำให้หยดน้ำตาของเขาหยุดไหลได้ แล้ววินาทีต่อมามือบางๆ ของใครบางคนก็ปาดเช็ดน้ำตาให้เขา มือนั้นสั่นระริกและยังมีกลิ่นคาวของเลือดเล็กน้อยที่หลังฝ่ามือ หล่อนเช็ดน้ำตาให้เขา ดึงใบหน้าที่ทรุดโทรมเพราะการร่ำไห้ให้ลดลงมาสบตากัน

“อย่าร้องไห้ให้ผู้หญิงเลวๆ สิคะ ถ้าคุณคิดว่าฉันเป็นคนไม่ดีก็อย่าเสียน้ำตาเพราะฉันอีกเลย ฉัน...อยากเห็นผู้ชายที่เข้มแข็งและสามารถดูแล..ลูกๆ แทนฉันได้ ฉัน...ขอร้องนะคะ ช่วยมอบแหวนของคุณให้ผู้หญิงที่รักลูกๆ ของเราด้วยหัวใจ ผู้หญิงที่ยอมร้องไห้เมื่อเห็นน้ำตาของคุณ หล่อนคนนั้นจะไม่เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง และจะไม่ไปไหนในวันที่คุณต้องทุกข์ยากลำบากกาย ที่สำคัญ...ผู้หญิงคนนั้นต้องไม่ใช่เอลิซ! ฉันขอร้องนะคะโจนาธาน...ได้โปรด...อย่าแต่งงานกับเอลิซอีกเลย...”

เสียงของนิลอรแหบพร่าและสั่นเครือ เธอละมือจากใบหน้าของผู้เป็นสามี รู้ตัวว่าขอมากเกินไปแต่ถ้ามันเป็นไปได้ก็ไม่เสียดายเลยที่ได้ทำ

“ฉัน...ไม่รับปากอะไรใดๆ ทั้งนั้นแองจี้ อนาคตมันไม่แน่นอน...ฉันรับปากเธอไม่ได้ในข้อนี้” เสียงสูดน้ำมูกแรงๆ ดังมาหลังจากที่โจนาธานพูดจบ นิลอรพยักหน้าเข้าใจ ความหวังครั้งสุดท้ายมอดดับลงไปพร้อมๆ กับหัวใจที่ถูกปิดตายของนางฟ้าสีนิล

“งั้น...ฉันก็ไม่อะไรจะพูดอีกแล้ว ฉันขอตัวนะคะ คุณไม่ต้องนั่งอยู่ในนี้จนเช้าก็ได้ วันนี้ฉันไม่กลับไปนอนที่ห้องของเราหรอกค่ะ คุณสบายใจได้”

นิลอรบอกสามีที่รักด้วยความขมขื่นใจ วันนี้เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานไม่ยอมกินอะไรเลยมาทั้งวัน อย่างน้อยเขาควรได้พักผ่อนนอนหลับอย่างที่ร่างกายต้องการบ้าง อายุหรือไม่ใช่น้อยๆ ควรจะรักษาสุขภาพให้ดี การทำร้ายตัวเองด้วยการไม่ยอมกินไม่ยอมนอนจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมเอาง่ายๆ อย่าให้เธอต้องเป็นต้นเหตุให้เขาต้องทุกข์ใจทุกข์กายไปมากกว่านี้เลย

คุณแม่ลูกสองลุกยืนช้าๆ เมื่อบอกกล่าวเล่าขานจนจบครบถ้วนกระบวนความ

“เธอจะไปค้างกับชาร์ลส์งั้นหรือ!?”

หนุ่มใหญ่ถามด้วยเสียงติดตะคอก แม้บางขณะจะบอกว่ารับได้ยอมได้ที่นิลอรกับชาร์ลส์จะได้ครองคู่กัน แต่พอคิดไปว่าทั้งสองจะร่วมเรียงเคียงหมอนกันอีกในคืนนี้ หัวใจข้างในมันก็เจ็บจุกทุกข์เกินจะทน สุดท้ายเลยต้องเอ่ยถามแกมประชดให้สาใจ

“ชาร์ลส์อยู่โรงพยาบาลค่ะถ้าคุณยังไม่รู้ แต่ถ้าคุณอยากให้ฉันไปนักละก็ฉันจะไปเฝ้าไข้เขาเอง” นิลอรประชดกลับไป ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มอย่างดีใจเมื่อได้ยินเสียงแห่งความขัดใจของสามี อย่างน้อยโจนาธานก็ยังตัดเธอไม่ขาดหรอก แม้ว่าสายใยรักบางๆ นั้นจะอยู่ลึกที่สุดในซอกหลืบของจิตใจก็ตาม

ร่างสูงหนาลุกพรวดไปหาร่างบอบบาง นิลอรเกือบสะดุดขาตัวเอง หล่อนต้องหยุดกึกด้วยความรวดเร็วเพราะเขาโผล่มายืนตระหง่านขวางทางเอาไว้ ใบหน้าซูบโทรมเพราะหยดน้ำตาบัดนี้เครียดขมึงอย่างน่าหวั่นเกรง ดูท่าว่าคำว่าขัดใจคงจะน้อยไปในการประเมินความไม่พอใจหนนี้

“อย่ามาท้าทายฉันนะแองจี้ แค่ไม่ฆ่าพวกเธอใต้ตายตกตามกันไปฉันก็ถือว่าตัวเองเมตตามากพอแล้ว!” หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นาทีนี้เธอไม่มีแรงจะโจมตีวานรยักษ์เช่นเขาหรอกนะ อยากจะขู่หรือฆ่าให้ตายๆ ไปเลยก็ตามใจเถิด

“ฉันไม่ไปไหนหรอกน่า ฉันจะไปนอนห้องลูกๆ คุณคงไม่ใจร้ายไม่ให้ฉันได้ร่ำลาพวกเขาใช่ไหมคะ” นิลอรดักคอกันพลาด และมันก็ได้ผล เขาหลีกทางให้แต่โดยดี หล่อนจึงเดินไปข้างหน้า ไปสู่ประตูที่จะไม่มีวันได้กลับเข้ามาอีกแล้ว “ฉันไม่ได้โกหกนะคะโจนาธาน ฉันยังเป็นแองจี้ของคุณอยู่ทุกลมหายใจ... แผนชั่วของปิศาจไม่มีวันทำร้ายฉันได้ คุณช่วยบอกเธอแทนฉันทีก็แล้วกัน”

โจนาธานส่ายหน้า เจ้าหล่อนจะอะไรกับอดีตภรรยาของเขานักหนา หรือว่าต้องการสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ของเขากับเอลิซอย่างนั้นหรือ มันไม่มีทางสำเร็จหรอกเพราะเขาไม่ได้มีพันธะทางใจกับเอลิซเลยแม้แต่นิดเดียว

“แองจี้...ขอร้องละนะ เลิกรังควานชาวบ้านเขาซะที!

หนุ่มใหญ่ผู้เป็นสามีเริ่มเดือดเล็กน้อย โหมดเศร้าตรมระทมทุกข์ที่บุกโรมรันหัวใจอยู่เมื่อครู่เริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว นาทีนี้เขาอยากจับแม่คนปากดีมาฟาดก้นงอนๆ นั่นให้หายเคืองนัก

นิลอรมิได้โต้ตอบสามีกลับ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าหมองคล้ำแต่ดวงตาบวมแดงของเขาเปลี่ยนสีด้วยความรวดเร็ว อย่างน้อยก็ทำให้เธอได้รู้ว่าสามีคงไม่ขาดใจตายถ้าไม่มีเธอ

“เธอยิ้มบ้าอะไรห๊ะ!?” สามีวัยเลยหนุ่มถามด้วยความงุนงง ปกติถ้าเขาแรงใส่เจ้าหล่อนป่านนี้คงได้ตีฝีปากกันมันหยดไปแล้ว

“ฉันแค่อยากขอร้อง ช่วยบอกเอลิซว่าคุณไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากหัวใจของคุณและลูกๆ ทั้งสอง บอกเอลิซว่าคุณจ่ายค่าฟ้องร้องไปจนหมดตัวไม่เหลือเลยสักแดงเดียว...ได้ไหมคะ” นางฟ้าสีนิลเตรียมการให้กับสามี หล่อนเอียงคอรอฟังผลด้วยใจจดจ่อ

สามีผู้ยังแคลงใจในคำขอของภรรยายังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาอยากรู้ว่าหล่อนร้องขอไปเพื่ออะไร

“เพื่อ...อะไร?” เขาถาม

นิลอรยิ้มให้โจนาธานด้วยความหวังก่อนตอบเบาๆ ให้เขาและหล่อนได้ยินเพียงลำพัง ความลับนี้เล่าหากถูกแพร่งพรายออกไปจนตัวเอลิซรับรู้หล่อนคงไหวตัวทันอย่างแน่นอน

“เพื่อพิสูจน์หัวใจของเอลิซไงคะ เธอบอกว่ายังต้องการเป็นภรรยาของคุณ แต่ฉันไม่เคยเชื่อว่าเธอจะทำสำเร็จ จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งฉันถึงเริ่มมั่นใจ ฉันไม่รู้ว่าเยื่อใยระหว่างพวกคุณมันแน่นหนาแค่ไหน แต่เวลานี้ฉันรับรู้และเข้าใจแล้ว เอลิซทำสำเร็จ แค่พรุ่งนี้ไม่มีฉันทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นของหล่อนเช่นเดิม เอลิซที่คุณเคยรู้จักบางทีอาจจะไม่ใช่เอลิซคนเดิมก็ได้นะคะโจนาธาน ฉันไม่คิดว่าคุณจะเชื่อ แต่ฉันคงไม่สบายใจถ้าไม่ได้พูด...ก่อนจากไป...” นิลอรจับสองมือของสามีมาเขย่าอย่างต้องการให้เขาตอบรับคำร้องขอ โจนาธานไม่ยอมเอื้อนเอ่ยตอบรับ เขาแกะมือบางของหล่อนออกด้วยความสุภาพอย่างที่สุด

คุณแม่ลูกสองยิ้มขมขื่นให้ตัวเอง คราวนี้หยดน้ำตาไม่มีไหลรินอีกแล้ว มันแห้งไปพร้อมๆ กับการปฏิเสธทางกายของสามี

“โอ...ฉัน....ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดีโจนาธาน คุณน่ะ...เป็นผู้ชายที่สารเลวที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยเจอ...คุณมันโง่เง่าเพราะชอบคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น และได้โปรดอย่าทำท่าทีรังเกียจฉัน! ฉันไม่ใช่ตัวเชื้อโรค”

สามีคนดีแย้มยิ้มเหยียดหยัน เขาไม่อยากจะฟังลมปากร้ายๆ ของหล่อนอีกแล้ว

“ถึงเธอจะไม่ใช่ตัวเชื้อโรคนาทีนี้ฉันคงแตะเธอไม่ลงหรอก กลิ่นผู้ชายคนอื่นติดตามเนื้อตัวเธอจนฉันสะอิดสะเอียน!

ถ้อยคำของสามีบีบบี้หัวใจอ่อนบางของภรรยาจนบิดเบี้ยวไร้รูปทรง นิลอรได้แต่ทำใจ เธอคงไม่สามารถดึงเขาให้มาร่วมดื่มด่ำในอารมณ์อันอ่อนหวานก่อนลาจากกันไกลได้ วินาทีที่ความเงียบงันลอยเคว้งในมวลอากาศสามีคนดีกลับพูดอีกเรื่องที่ไม่สมควรจะพูดออกมา

หญิงสาวมิได้ตอบโต้อย่างดุเดือด หล่อนอยากก่นด่าให้สาใจที่สามีพูดอย่างไม่ถนอมน้ำใจเช่นนี้ แต่สิ่งที่หล่อนแสดงออกมากลับเป็นทีท่าเศร้าหมองและรอยยิ้มละไม...จากศรีภรรยา

“รู้เอาไว้นะคะโจนาธานว่าฉัน...รักคุณ! ถึงฉันจะเลวร้ายแค่ไหนแต่ฉันก็ยังจำได้ดีว่ามีผู้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้นที่บอกว่ารักฉันสุดหัวใจ ฉันไม่เคยลืม...”

หยดน้ำตาเม็ดใสไหลหยดอีกระรอก นิลอรรีบปาดมันทิ้งเสียเพื่อแสดงให้เขาเห็นความเข้มแข็ง เธอจะไม่อ่อนแอเด็ดขาด เขาต่างหากที่ตอนนี้หัวใจเริ่มอ่อนแอ ในขณะที่เขาว่าร้ายเธอต่างๆ นาๆ เธอจะใช้น้ำตาและหัวใจอันบริสุทธิ์ของภรรยาตอบแทนให้เขาไป สักวันหนึ่งข้างหน้าถ้าเขาอาจจะพอนึกได้ รอยยิ้มและรอยอาลัยที่เธอได้หลงเหลือไว้จะได้ช่วยให้เขารีบไปตามเธอกลับมา

“ฉัน...ขอตัวนะคะ...”

สิ้นเสียงของนิลอรร่างของหล่อนก็เดินออกประตูไป โจนาธานเหลียวตามไปจนหล่อนลับสายตา ยอมรับว่าห่วงเจ้าหล่อนนักหนาแต่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยออกไป

“ขอให้เธอไปอย่างมีความสุขนะ แม่แองจี้น้อยของโจนาธาน...”

หนุ่มใหญ่รำพันตามหลังคนที่ยังอยู่ในหัวใจ แม้ว่าหล่อนจะไปเป็นภรรยาของใครคนอื่นแต่สำหรับเขาหล่อนจะยังเป็นภรรยาและแม่ของลูกๆ ตลอดไป

 

เสียงหรีดหริ่งเรไรใต้ท้องฟ้ายามราตรี พาให้หัวใจของคนที่กำลังจะลาจากหดหู่ขึ้นมาอีกเท่าตัว เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านบ้านหลังใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่เคยหยุดพักให้เธอได้ฝากความชอกช้ำออกไปให้ไกลห่างจากตัว ใต้ผืนฟ้าอันมืดดำราวกัมหยี่เนื้อดีปรากฏระลอกคลื่นน้อยใหญ่บนผิวน้ำทะเล มันพัดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับตอกย้ำคนที่กำลังจ้องมองมันอยู่ว่าใกล้จะถึงรุ่งเช้าเต็มที

นิลอรผละจากบานหน้าต่างที่หล่อนใช้พักพิงร่างอรชรแสนอ่อนแรง เหลียวมองนาฬิกาเหนือหัวเตียงของลูกๆ ก็พบว่าใกล้เช้าเต็มที เวลาของการร่ำลาหมดไปพร้อมๆ กับเสียงลมหายใจของสองแฝดที่ยังหลับสนิทบนฟูกหนา

คุณแม่ลูกสองเดินไปนั่งข้างเตียงของพ่อหนูเจค็อบบุตรชายที่รัก หล่อนบรรจงกดจูบลงบนพวงแก้มยุ้ยๆ ของพ่อหนูแม้ว่าจะได้รับการดิ้นขลุกขลักอย่างขัดใจตอบกลับมาก็ตาม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งเด็กซึ่งติดอยู่บนพวงแก้มนี้ช่างบาดลึกในหัวใจของคนเป็นแม่สิ้นดี!

“แม่จะรีบกลับมาหาลูกนะเจค แม่สัญญา...”

นิลอรเอียงแก้มลงกับซอกคอของพ่อหนู แขนข้างซ้ายโอบรัดร่างตุ้ยนุ้ยจนพอใจจึงได้ผละจาก หล่อนเดินมายังเตียงอีกหลังแล้วกระทำเช่นเดียวกันนั้นกับร่างของบุตรสาว แต่มิใช่เรื่องง่ายในตอนที่จะเอ่ยคำสัญญาเพราะว่าแม่หนูเจสสิก้าลืมตาขึ้นมาพอดิบพอดี

“มามี้?...ล้องไห้ทำไมคะ?”

นิลอรรีบส่ายหน้าพร้อมๆ กับกับการปาดเช็ดหยดน้ำตา หล่อนเอนกายลงนอนเคียงบุตรสาว แม่หนูเจสสิก้าก็รู้ทางรีบขยับมานอนหนุนแขนมารดาทันใด

“มามี้เข้ามาดูว่าหนูหลับสนิทหรือเปล่า แล้วก็จะบอกว่าพรุ่งนี้มามี้ไปธุระนะคะ อาจไปหลายวันหนูบอกเจคด้วยนะคะลูก” นิลอรสั่งความบุตรสาวด้วยเสียงอันสั่นเครือ หล่อนพยายามแล้วแต่มันไม่สามารถห้ามปรามได้เลย มวลของความทุกข์ระทมขนาดมหึมาวิ่งมาจุกกลางลำคอจนขมปร่าไปหมด ยิ่งดวงตาใสแจ๋วบนใบหน้าเล็กๆ ใต้กรอบผมหน้าม้าของเจสสิก้าจ้องมองมารดาอย่างไร้เดียงสา เธอก็รู้สึกผิดเหลือเกิน

“เจสซี่จาเอาของฝากเยอะๆ มามี้ห้ามลืมน้า”

นิลอรยิ้มทั้งน้ำตาก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ สองแม่ลูกนอนกอดกันชั่วครู่ก่อนที่เจ้าหนูตัวแสบจะรู้สึกตัวแล้วปีนขึ้นเตียงมานอนหนุนแขนมารดาด้วยอีกคน

“โห...เจคจาโป้งเจสซี่ ทามมายมามี้มาม่ายปุกเค้าห๊า!

พ่อหนูจอมโวยวายใส่อารมณ์เต็มที่ทั้งที่เพิ่งจะลุกจากที่นอน เจสสิก้าไม่โต้ตอบแต่ใช้สองแสนกอดรัดมารดาไว้ราวกับเธอเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เจค็อบเห็นดังนั้นก็รีบกอดมารดาบ้าง เขาพยายามยืดแขนให้สุดเพื่อจะได้ยึดพื้นที่ใต้วงแขนเป็นของตัวเอง

“เอาแขนไปห่างๆ นะเจค นี่มามี้เค้านะ!” เจสสิก้าเริ่มเคืองเพราะเจค็อบยืดแขนมาล่วงล้ำในฝั่งที่เป็นของเธอ เดือดร้อนนิลอรผู้เป็นมารดาต้องส่งเสียงห้ามปรามให้ทั้งสองเลิกแบ่งพื้นที่บนร่างเธอเสียที

“จุ๊ๆๆ ไม่เอานะคะลูก เป็นพี่น้องกันต้องรักกันนะคะ เวลามามี้ไม่อยู่พวกหนูต้องรักกันมากๆ ต้องช่วยเหลือกันอย่าทะเลาะกันเด็ดขาด...รู้หรือเปล่า” สอนลูกไปภาพใบหน้าของวีนุตตราผู้เป็นพี่สาวก็ฉายชัดในมโนจิต ป่านนี้พี่สาวคนดีคงมีความสุขอยู่บนสวรรค์ พี่นุตจะรู้บ้างไหมว่าน้องน้อยกำลังทุกข์ทรมาน พี่นุตขา...อรคิดถึงพี่เหลือเกิน...

“มามี้จาปายไหน?” เจค็อบลุกมาถาม หัวใจเขาไหววูบอย่างประหลาดเมื่อมารดาพูดเช่นนั้น

“มามี้ไปธุระม่ายอยู่บ้าน เค้าขอของฝากเยอะๆ แล้วนะเจคจาเอาอะไรปะ?”

เจสสิก้าเป็นฝ่ายตอบแทนมารดา และพอเอ่ยถึงเรื่องของฝากเจค็อบก็หูผึ่งลืมเรื่องก่อนหน้านี้เสียสนิท

นิลอรยิ้มพลางน้ำตาไหลไปพลาง เธอนอนกอดลูกทั้งสอง เอียงหูฟังเสียงเจื้อยแจ้วที่เฝ้าสั่งความเรื่องของฝากซ้ายทีขวาที และกินเวลาเกือบยี่สิบนาทีที่เด็กๆ ไม่ยอมนอนต่อ จนกระทั่งเจ้าเจคตัวแสบลุกไปหยิบบางอย่างมาให้เธอ แน่นอนว่าเจสสิก้าก็ลุกไปหยิบด้วย

กระดาษวาดเขียนสองแผ่นถูกเด็กๆ แย่งกันยื่นให้ผู้เป็นมารดา นิลอรรีบลุกขึ้นนั่งดีๆ เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของลูกถูกระบายออกมาผ่านสีเทียนหลากสีสัน ในกระดาษทั้งสองแผ่นนั้นเป็นรูปบ้านหลังน้อยที่เมืองไทยมิใช่ที่นี่ หน้าบ้านยังมีส่วนที่เธอเดาได้ว่าเป็นร้านกาแฟ แม้คนวาดจะอวดฝีมือได้ย่ำแย่แค่ไหนก็ตาม สีชมพูหวานแหววของมันนั่นไงที่ทำให้เธอมั่นใจ เธอกวาดตามองรูปภาพฝีมือของเด็กๆ แล้วก็อยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ ในนั้นยังมีรูปครอบครัวสุขสันต์ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก...และ...

“ฉวยปะค้าบ ฝีมือเจค” เจค็อบถามด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี เจสสิก้าก็ไม่ยอมแพ้พยายามอวดรูปสวยฝีมือตนเองเช่นกัน

นิลอรพยักหน้าแล้วตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือว่าสวยเหลือเกิน หล่อนกอดลูกทั้งสองแรงๆ อย่างตื้นตันใจก่อนจะเอ่ยถามถึงสิ่งที่อยู่ในภาพของเจสสิก้า

“นี่ใครคะเจส มามี้ไม่เห็นรู้จักเลย คนนี้แด็ดดี คนนี้มามี้แล้วก็เจสกับเจคไม่ใช่หรือ? ...แล้ว... แล้วใครกันคะลูก คนที่เดินตามหลังเจสน่ะ?” เจค็อบชะโงกหน้ามาดูรูปภาพฝีมือคู่แฝดของตนก่อนจะเฉลยให้มารดาฟังชัดๆ

“อ้อ... แองเจล่า” เจค็อบตอบแล้วยิ้มให้เจสสิก้าอย่างผู้ชนะ เพราะเขาได้เป็นฝ่ายบอกมารดาก่อน เจสสิก้าทำหน้างอนๆ ไม่จริงจังนัก ก่อนจะตอบคำถามที่พี่ชายยังตอบไม่หมด

“แองเจล่าเป็นน้องสาวของเจสซี่ค่ะ มามี้ขาเจสซี่อยากมีน้องอยากแข่งกันแต่งตัวสวยๆ ให้แด็ดดีกับมามี้ดู มามี้หาน้องให้เจสซี่หน่อยน้า...”

หนูน้อยอ้อนมารดาอย่างน่ารักน่าชังโดยไม่รู้เลยว่าหัวใจมารดาเจ็บปวดเพียงไร นิลอรพยักหน้าให้บุตรสาวขณะที่หยดน้ำใสไหลรินจากดวงตาที่บวมช้ำ หล่อนกอดลูกทั้งสองแน่นๆ พลางโป้ปดออกไปว่ากลับมาจากไปทำธุระจะเอาแองเจล่ามาฝากเจสซี่แน่นอน

คุณแม่ลูกสองเฝ้ากอดจูบลูบหลังยอดดวงใจจนแสงแรกแห่งตะวันแตะต้องที่ปลายคุ้งฟ้า เวลานี้เกือบเจ็ดนาฬิกาแต่ท้องฟ้ามีแสงแห่งอรุณเพียงรำไรเท่านั้น นิลอรฝากฝังปลายจมูกโด่งคมบนพวงแก้มยุ้ยๆ ของบุตรทั้งสองซึ่งพล็อยหลับไปไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เธออยากเฝ้ามองและสัมผัสลูกน้อยให้มากเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็เพื่อวันที่ไม่มีพวกเขาอยู่เคียงกายเธอจะได้เก็บเอากลิ่นอายกายหอมไปกอดจูบลูบหลังในความฝันก็ยังดี

“แม่ไปก่อนนะคะคนเก่ง พวกหนูเป็นเด็กดี...นะคะ อย่าทำให้แด็ดดีต้องลำบากเพราะพวกหนูนะลูก...มามี้สัญญาว่าจะต้องกลับมาหาพวกหนูแน่ๆ แต่ยังไม่รู้เท่านั้นเองว่าวันนั้น...จะมาถึงเมื่อไหร่ มามี้รักลูกนะคะยอดดวงใจของมามี้...”

นิลอรกระข้างใบหนูของเด็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ขยับลงจากเตียง สองตาแลเห็นความคล้ายกันของฝาแฝดที่นอนอยู่บนหมอนใบเดียวกันแล้วก็ให้ทอดถอนใจ เวรกรรมของผู้เป็นมารดากระมังที่ส่งผลกรรมให้เด็กน้อยทั้งคู่คงต้องประสบกับการเป็นเด็กกำพร้า แม้ว่ามารดาของพวกแกจะไม่ได้ล้มหายตายจากก็ตาม...

 

แสงแรกแห่งรุ่งอรุณแผ่กำจายทั่วเวิ้งฟ้ากว้าง เกิดผืนผ้าบางๆ สีทองอร่ามแต่งแต้มท้องฟ้า สีของมันช่างดูอบอุ่นและน่าหลงไหล แตกต่างจากหัวใจคนมองอย่างลิบลับ เพราะหากจะเทียบหัวใจของนิลอรในเวลานี้คงไม่ต่างจากมวลอากาศที่ลอยวนอยู่รอบกายเลย มันทั้งอ้างว้าง เงียบเหงา และเย็นยะเยียบ จนดูเหมือนว่าใกล้จะไร้ตัวตนเข้าไปทุกนาที...

แอ๊ด...

เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาทำให้เปลือกตาบวมๆ ของหนุ่มใหญ่วัยเลยหนุ่มรีบหุบฉับลงทันใด เขาไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เรื่องราวทั้งหลายประเดประดังเข้ามาจนต้องนอนคิดไปทีละเรื่องด้วยสมองและหัวใจอันปวดร้าว

ปลายเท้าเรียวยาวของนิลอรพาร่างเจ้าของมานั่งข้างเตียงของสามี หล่อนวางกระดาษวาดเขียนฝีมือลูกๆ ไว้บนโต๊ะข้างเตียง ภายในห้องตอนนี้ยังมืดสลัวเพราะมิได้เปิดผ้าม่าน เธอจึงไม่ต้องกังวลว่าเขาจะตื่นขึ้นมาแล้วขัดขวางการร่ำลาของตัวเอง

“คุณคิงส์คะ... คุณ...หลับอยู่หรือเปล่า” คุณแม่ยังสาวเอ่ยถามสามีที่ข้างหูด้านหนึ่ง หล่อนขึ้นไปนั่งข้างเขาบนเตียง ดึงผ้านวมที่ร่นมากองอยู่ใต้อกให้คลุมขึ้นไปถึงใต้คางบึกบึนน่าเกรงขาม เวลานี้โจนาธานผู้มีอารมณ์เริงร่าอยู่เป็นนิจดูจะกังวลได้แม้แต่ตอนที่เขากำลังนอนหลับ

“คุณคงเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นใช่ไหมคะ ฉันเข้าใจคุณนะ และดีใจที่ยังเห็นคุณหลับลงได้ แม้ว่าตอนหลับคิ้วของคุณยังขมวดเป็นปมอย่างนี้ก็ตาม”

หญิงสาวเอ่ยติดตลกพลางกดปลายนิ้วนวดคลึงเบาๆ ที่หัวคิ้วของสามี คิ้วเข้มที่ขมวดเป็นปมแน่นจึงค่อยๆ คลายออกอย่างช้าๆ นิลอรลูบแก้มสากอย่างแสนรัก เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะรักชายผู้ซึ่งลวนลามเธอด้วยวาจาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน อาจเป็นเพราะความอบอุ่นอย่างผู้ใหญ่ใจดีที่เธอโหยหา อ้อมกอดแสนอุ่นที่พร้อมจะโอบกอดเธอไว้ช่วยให้เธอลืมความเดียวดายอ้างว้างในวัยเยาว์ เขาเป็นเหมือนชิ้นส่วนของหัวใจที่เธอตามหามานาน แต่น่าเสียดายนักที่ชิ้นส่วนชิ้นนี้มันมีเจ้าของจับจองมาก่อนเธอ

ร่างของโจนาธานเริ่มผ่อนคลายเมื่อสัมผัสอ่อนโยนของภรรยากระทำต่อหัวคิ้วและใบหน้าของเขา แต่สักพักก็ชักจะเปลี่ยนเป็นตัวแข็งเมื่อภรรยาโน้มกายลงมานอนหนุนหมอนใบเดียวกัน หล่อนซบใบหน้าเล็กๆ เข้ากับซอกคอเขาและโอบแขนข้างหนึ่งรัดรอบลำตัว

...โจนาธานยังแกล้งหลับต่อไป

“ต่อให้...ฉัน....ต้องถูกเผาทั้งเป็น ฉันก็ไม่มีวันนอกใจคุณ...แต่ว่า...ดูสิ่งที่คุณทำกับฉันสิคะโจนาธาน คุณทำให้ฉันต้องกลายเป็นแม่ใจร้าย ทอดทิ้งได้แม้กระทั่งลูกของตัวเอง...ฮึกๆ ฉันเสียใจ... เสียใจที่สุดในชีวิตที่คุณไม่เชื่อใจฉัน คุณเชื่อใจผู้คนทั้งโลกแต่คุณไม่เคยเชื่อใจฉันเลย...” นิลอรระบายความในใจด้วยเสียงอันสั่นเครือ หยดน้ำตาเปียกชุ่มบนหัวไหล่ของผู้เป็นสามี หล่อนนิ่งเงียบชั่วครู่เพื่อสะกดก้อนสะอื้นไม่ให้ตีขึ้นมา “...ฉันเจ็บปวดกับการกระทำของคุณ...แต่ฉันก็เกลียดตัวเอง เพราะต่อให้เจ็บเท่าไหร่ฉันก็ยังรักคุณ เรา...ฮึกๆ จะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วใช่ไหม... ฮึกๆ ฉันคงตรอมใจตายถ้าไม่ได้เห็นหน้าคุณ ฉันรักคุณนะคะโจนาธาน...รักมากจนต้องยอมหลีกทางให้ผู้หญิงคนนั้น ฉันรู้ดีว่าเธอจะทำให้คุณมีความสุข ฉันฝากลูกๆ ด้วยนะคะ ช่วยรักพวกเขาให้มากๆ เพราะฉันคงไม่มีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว... แม้ว่าคุณจะไม่เชื่อว่าฉันเป็นผู้บริสุทธิ์แต่สักวันหนึ่งคุณจะเข้าใจ ฉัน...สัญญาว่าจะมีคุณเป็นสามีและพ่อของลูกๆ เพียงคนเดียวเท่านั้น ฉัน...สัญญา...ฮึกๆ ฉันสัญญา... ฮือออ...”

นิลอรกอดรัดร่างโจนาธานแล้วร่ำไห้ประหนึ่งว่าจะขาดใจ หล่อนรีบลุกลงจากเตียงเมื่อเสียงสะอื้นของตนดังขึ้นเรื่อยๆ มันควบคุมไม่ได้จนหล่อนต้องออกมาปลดปล่อยหยดน้ำตาและเสียงร้องโฮด้านนอกระเบียง

เสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ด้านนอกประหนึ่งใช้มีดคมๆ ปอกเปลือกหัวใจของคนฟังทีละน้อย โจนาธานน้ำตารินในแสงสลัวอย่างปวดใจแสนสาหัส เขาเคยสัญญาว่าจะไม่ทำให้หล่อนร้องไห้แต่สิ่งที่ดังเข้าหูอยู่นี่สิกำลังจะฆ่าให้เขาตายทั้งเป็น!

ครืดดด!!!...

บานประตูกระจกที่กั้นระหว่างพื้นที่ห้องนอนกับตัวระเบียงถูกดึงออกจากกันเสียงดัง ก่อนที่เสียงฝีเท้าของนิลอรจะวิ่งผ่านเตียงตรงดิ่งไปยังห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว

อุ๊บส์! โอ้กกก...

เสียงอาเจียนของภรรยาดังก้องในห้องน้ำ โจนาธานแทบกระโดดลงจากเตียงลงไปหาหล่อน นิลอรมักอาเจียนตอนเช้าเสมอในช่วงหลังมานี้ และหล่อนจะเป็นลมทุกครั้งเมื่อขย้อนอาหารจนเกลี้ยงกระเพาะ

ก๊อกๆ ๆ ๆ

เสียงเคาะประตูถี่ดังแทรกเข้ามาภายในห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องหินอ่อนสีอ่อนสีขาวขุ่น นิลอรหันไปมองที่ประตูเล็กน้อย หล่อนยังปักหลักที่หน้าโถสุขภัณฑ์อันสะอาดเอี่ยม สองมือค้ำยันขอบโถเอาไว้และต่อจากนั้น...

“อุ้บส์! แหวะ!... อุ้บส์....โอ้กกก!!!

เสมือนห้านาทีอันยืดยาวที่สุดในชีวิตของโจนาธาน เขาเพียรเคาะประตูเรียกหล่อนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลับมีเพียงเสียงอาเจียนไม่หยุดหย่อน ร่างสูงหนาเดินวกไปเวียนมาที่หน้าประตูด้วยความกังวลใจ ขณะที่นิลอรซึ่งอยู่ด้านในกำลังวักน้ำในอ่างล้างหน้ามาล้างปากอย่างทุลักทุเล

คุณแม่ลูกแฝดแทบคลานออกจากห้องน้ำ สองตาหล่อนพร่ามัวมองทางข้างหน้าไม่ชัดเจน แต่กระนั้นก็ยังคลำทางมาเปิดประตูห้องน้ำได้สำเร็จ เสียงวิ้งๆ ในหูช่างทรมานเหลือเกิน หล่อนอยากได้ยินเสียงอื่นที่มิใช่เสียงนี้แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดเข้ามาในหูให้ได้ยิน ได้แต่หลับตาลงช้าๆ เมื่อรู้ว่าวินาทีข้างหน้าไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีกต่อไป

“แองจี้!?”

 *****************หยุดอัพถาวรค่ะ ***** นิยายส่งสิ้นเดือนนี้ค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0818322579 ค่ะ

การจอง 
- โอนเงินให้เรียบร้อย แล้วแจ้งโอนทาง 

หน้าเพจ เฟสบุ๊ค น้ำจันทร์ 
ทางอีเมล An_jung2011@hotmail.com
 
ทางโทรศัพท์ 0818322579 ,   

ทางline id lilly_valalee



 
โอนเสร็จแจ้งวันและเวลาที่โอน ธนาคารของอัญที่ลูกค้าโอนเข้า พร้อมชื่อที่อยู่


เก็บสลิปโอนเงินไว้จนกว่าจะได้นิยายน้าา เพื่อความปลอดภัยจ้า ในกรณีที่ไม่แนบสลิปมา หากมีการแจ้งโอนเวลาซ้ำกัน ธนาคารเดียวกัน วันเดียวกัน แต่มีเงินเข้าบัญชีอัญแค่ยอดเดียว อัญจะเช็คสลิปเป็นหลักนะค้า

 ********************** หยุดอัพถาวรค่ะ ***** นิยายส่งสิ้นเดือนนี้ค่ะ อีบุ๊คมีแล้วที่ MEB และ

 

  • ตราบาปนางบำเรอ (เมื่อนางบำเรออย่างเธอ อยากเลื่อนขั้นเป็นศรีภรรยา)
     

    ตราบาปนางบำเรอ (เมื่อนางบำเรออย่างเธอ อยากเลื่อนขั้นเป็นศรีภรรยา)

    • 701.00 หน้า
    • 2.78 MB
    • น้ำจันทร์ อัญจรี
    • -
    • ฿300.00 ฿299.00

    นิลอรหญิงสาวที่ถูกตราบาปในอดีตขีดเส้นทางเดินจนต้องรับภารกิจผลิตทายาทแต่ด้วยหัวใจที่เผลอไปรักผู้จ้างวาน นิลอรจึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่นางบำเรอเช่นเธอจะได้เลื่อนขั้นเป็น ศรีภรรยา... โจนาธานหนุ่มใหญ่หัวใจละอ่อนผู้ปรารถนาทายาทสืบสกุลเขาจะทำเช่นไรเมื่อหัวใจข้างใ...

     
  • ตราบาปนางบำเรอ ตัวอย่างอีบุ๊ค
     
     

    ตราบาปนางบำเรอ ตัวอย่างอีบุ๊ค

    • 157.00 หน้า
    • 0.71 MB
    • น้ำจันทร์ อัญจรี
    • -
    • อีบุคเล่มนี้ อ่านฟรี!

    นิลอร หญิงสาวที่ถูกตราบาปในอดีตขีดเส้นทางเดินจนต้องรับภารกิจผลิตทายาทแต่ด้วยหัวใจที่เผลอไปรักผู้จ้างวาน นิลอรจึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่นางบำเรอเช่นเธอจะได้เลื่อนขั้นเป็น ศรีภรรยา... โจนาธานหนุ่มใหญ่หัวใจละอ่อนผู้ปรารถนาทายาทสืบสกุลเขาจะทำเช่นไรเมื่อหัวใ...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น