ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 30 : บทที่ 14 สู่จุดเริ่มต้น 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,077
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    16 พ.ย. 57

บทที่ 14 สู่จุดเริ่มต้น 100%

ชั่วโมงต่อมา

ภายใต้ความมืดสลัวที่ปกคลุมอยู่รอบกาย หญิงสาวร่างอรชรนอนนิ่งไม่ไหวติงในอ้อมแขนของพ่อเทพบุตรรูปงาม หล่อนปวดร้าวไปทั่งร่างเมื่อชาร์ลส์ตีตรารอยจุมพิตจนถ้วนทั่วจนไม่มีซอกหลืบไหนในเรือนกายที่เป็นความลับสำหรับชายที่ชื่อชาร์ลส์อีกต่อไป

“ฉันขอโทษ...แองจี้ ฉันขอโทษ...”

ชาร์ลส์พึมพำชิดกลุ่มผมมันลื่นที่อยู่ใต้คางเหลี่ยมได้รูปของตน เมื่อชั่วโมงที่แล้วเขาสาดซัดพายุสเน่หาใส่ร่างอรชรในอ้อมแขนจนเจ้าหล่อนแทบสำลักความสุข ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะกล้าทำเรื่องน่าละอายเช่นนี้ ทั้งหมดทั้งมวลจะโทษใครดี โทษเอลิซงั้นหรือ แน่นอนล่ะเพราะเจ้าหล่อนต้องเป็นคนวางแผนเรื่องนี้ขึ้นมาแน่ๆ เขาแน่ใจว่าสามารถควบคุมอารมณ์ปรารถนาในร่างกายได้ดีเสมอแม้ว่าจะดื่มวิสกี้เป็นลังก็เถอะ แต่เมื่อชั่วโมงที่แล้วมันผิดกันลิบลับ เขาไม่สามารถควบคุมความต้องการในร่างได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างคอยสะกิดให้มันพรักพร้อมอยู่ตลอดเวลา เอลิซต้องวางยาเขาแน่นอน

คนในอ้อมแขนขยับร่างเล็กน้อย หล่อนใจหายวูบเมื่อได้ยินเสียงพึมพำของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีทางพฤตินัย หล่อนอยากเข้าห้องน้ำสักนิดแต่ชาร์ลส์กลับรั้งเอวบางเอาไว้

“นอนเถอะที่รัก พรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงด้วยกัน”

ชาร์ลส์บอกแล้วกระชับร่างอรชรเข้ามาแนบชิด แต่ทว่าพอเรือนกายที่ไร้อาภรณ์แนบสนิทชิดกันอารมณ์บางอย่างที่เพิ่งจะสงบลงก็ถูกปลุกให้ลุกฮือโดยปริยาย

ร่างในอ้อมแขนแกร่งใช้สองมือยันแผงอกของชาร์ลส์ไว้ เธอคงต้องตายหากว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพียงเท่านี้ร่างกายในส่วนที่ไม่ควรเอ่ยถึงก็ปวดร้าวไปทั่ว ทั้งเจ็บแสบปวดระบมไปหมด

“คราวนี้ฉันจะอ่อนโยนให้มาก ฉันสัญญาที่รัก”

แล้วชาร์ลส์ก็เริ่มกระทำตามสัญญาที่เขาให้ไว้ จุมพิตร้อนผ่าวค่อยๆ แตะลงบนกลีบปากบวมเจ่อของหญิงสาวในอ้อมแขนอีกครั้ง หล่อนครางอู้อี้ประหนึ่งประท้วงการกระทำครั้งนี้ แต่มันก็เหมือนจะเสียเวลาเปล่าเพราะในที่สุดอาภรณ์หนึ่งเดียวที่ห่อกายสาวก็เหลือเพียงความมืดสลัวแห่งราตรี

“อือ...อืม...”

หญิงสาวมิสามารถหลุดเสียงอื่นใดออกมาได้มากกว่านี้ หยดน้ำตาแห่งความอาดูรไหลรินลงทางหางตาหยดแล้วหยดแล้ว ความปวดร้าวจากสิ่งที่กำลังเผชิญส่งความเจ็บปวดตรงดิ่งไปที่หัวใจทุกนาที

“โอ...แองจี้...เธอวิเศษเหลือเกิน ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะวิเศษขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ”

ชาร์ลส์กระซิบริมกกหูสตรีที่เขามั่นใจนักว่าคือนิลอร ขณะที่นำพาความแข็งแกร่งประดุจหินผาลากไล้ไปตามกลีบร่องธาราอันชื้นฉ่ำ เขากดความภาคภูมิใจแห่งบุรุษซึ่งแข็งกร้าวดุจท่อนเหล็กดุนดันเข้าไปในร่องลึกของลำธารที่ทวีความร้อนระอุ หล่อนผวาเฮือกแอ่นกายจนแผ่นหลังโค้งราวคันศร ชาร์ลส์โอบร่างหล่อนไว้ ใช้สองมือหนาประคองรอบเอวองค์ที่มองฝ่าความมืดสลัวยังเห็นความ ขาวผุดผาด อย่างน่าอัศจรรย์!

หญิงสาวครางกระเส่าขณะแอ่นกายจนยอดทรวงติดกับปลายจมูกโด่งคมที่ก้มลงมาพอดิบพอดี เขาจูบผิวเนื้อรอบๆ ทรวงอวบอันเครียดครัดของเธออย่างอ่อนหวานแต่ก็เร่งเร้าให้เจ้าของขนลุกขนชันได้ในคราเดียว สองแขนเธอเกี่ยวรอบลำคอหนาเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีเรี่ยวแรงต้านทานการกระแทกกระทั้นของเขาได้ ฝ่ามือทั้งสองของชาร์ลส์ประคองให้เธอนอนลงไปบนฟูกอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าส่วนที่เชื่อมกันอยู่ยังมิได้แยกจากกันไปไหน

เม็ดเหงื่อหยดหนึ่งร่วงลงบนใบหน้าของคนที่อยู่เบื้องล่าง หญิงสาวรับรู้ได้ว่าพละกำลังอันมหาศาลถูกบทรักอันเร่าร้อนแสนอ่อนหวานครั้งนี้สูบออกจากร่างเขาจนหมดสิ้น ขณะที่ส่วนล่างยังกระแทกกระทั้นจนกุหลาบกลีบบางแทบแตกปริ ริมฝีปากและฝ่ามือของพ่อเทพบุตรรูปงามก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง

ความกระสันรัญจวนที่ถูกเติมเต็มครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้หญิงสาวเปลี่ยนหยาดน้ำตาแห่งความอาดูรเป็นหยาดน้ำตาแห่งความปลื้มเปรม ก่อนที่แสงวูบวาบจะพร่างพรายในความมืดสลัว และระเบิดแตกออกเป็นเกล็ดสีรุ้งระยิบระยับงดงามจับตาในเวลาต่อมา ชายหนุ่มก็สุขสมดั่งปรารถนาแล้วเช่นกันเพราะวินาทีเดียวกันนั้นกระแสธารอุ่นร้อนก็พรั่งพรูเข้าไปในร่องลำธารอันคับแคบ

หญิงสาวรู้สึกได้สึกความชุ่มฉ่ำที่ล้นออกมาจนเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณนั้น เสียงคำรามประดุจหลุดพ้นแล้วจากความทุกข์ทรมานดังก้องไปทั่วห้องนอน ก่อนที่ศีรษะได้รูปของชาร์ลส์จะฟุบลงมาซุกซบที่ซอกคอเธอ และเกือบจะหลับไปในท่านั้นหากว่าเธอไม่จับแขนเขาเขย่าแรงๆ

“อืม...ขอโทษทีแองจี้ ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันเพลียเหลือเกิน...” ชายหนุ่มพลิกกายลงจากร่างที่เขาดื่มด่ำความสุขจนเกินพอ แต่กระนั้นแขนข้างหนึ่งก็ยังกกกอดเจ้าหล่อนไว้ไม่ห่าง

อรุณฉัตร นอนน้ำตารินในอ้อมแขนของชาร์ลส์จนเกือบรุ่งสาง เขาไม่สะกิดใจบ้างเลยหรือว่าทำไมคุณแองจี้คนนี้ถึงยัง บริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือว่าความบริสุทธิ์ของเธอมันไม่ชัดเจนมากพอให้เขาฉุกใจคิด

หญิงสาวพลิกกายช้าๆ เมื่อถึงเวลาสมควรจากไปเสียที แสงสว่างที่ค่อยๆ ทอดแสงเข้ามาดื่มกินความมืดมิดช่วยให้อรุณฉัตรได้สติ เธอลุกจากที่นอนแผ่วเบาค่อยๆ เปิดตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่แล้วลากร่างบางของนายสาวที่ถูกเธอยัดเข้าไปในตู้เสื้อผ้าออกมา หล่อนยังไม่ได้สติ อาจเป็นเพราะพิษไข้กระมังเพราะเนื้อตัวก็รุมๆ ใช่น้อย โชคดีที่ระยะห่างจากเตียงกับตู้เสื้อผ้าไม่มากนักทำให้เธอไม่ต้องเหนื่อยตอนออกแรงกึ่งลากกึ่งพยุงนายสาวให้มานอนบนเตียง

นิลอรปรือตาขึ้นมาและพยายามทรงกายให้ได้ด้วยสองขา เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง รู้แต่ว่าใบหน้าของอรุณฉัตรฉายชัดในหัวใจอย่างมิอาจลบเลือน มันเหมือนมีหนี้บุญคุณที่ต้องหาโอกาสทดแทนเจ้าหล่อน แต่จนแล้วจนรอดริมฝีปากที่เตรียมเผยอเอ่ยถามก็จำต้องปิดลงด้วยแรงรั้งจากความง่วงงุนอันยากจะต้านทาน

อรุณฉัตรนั่งมองใบหน้านายสาวที่ตัวเองยอมเอากายเข้าแลกเพื่อให้เจ้าหล่อนไม่ต้องแปดเปื้อนมลทิน สลับกับการมองแผ่นหลังเปล่าเปลือยครึ่งท่อนที่พ้นออกมาจากผืนผ้านวมของชาร์ลส์ เธอควรจะไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้าแล้วแผนที่วางไว้จะปรากฏช่องโหว่

ร่างอรชรที่เนื้อตัวซึ่งพ้นจากร่มผ้าบางส่วนด่างพร้อยไปด้วยรอยจูบ ลุกจากที่นั่งเพื่อเดินอ้อมไปอีกฝั่งของเตียง ชาร์ลส์ยังหลับสนิท แม้ว่าเมื่อคืนเขาจะใช้พลังงานไปมากเท่าไรก็ยังดูเปล่งปลั่งมิได้อิดโรยแต่อย่างใด หญิงสาวนั่งลงบนพื้นใช้มือข้างหนึ่งปัดปอยผมที่ไหลลงมาระรานแก้มสาก เธอไม่โทษเขาเลยในเรื่องที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้ผิด หากเขาจะผิดจริงก็คงเป็นตรงที่ไม่ระวังตัวจนเผลอให้คนชั่วใช้เป็นเครื่องมือ และเธอหวังว่าอีกไม่นานเขาจะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถึงแม้ว่าวันนั้นจะไม่มีเธออยู่ตรงนี้แล้วก็ตาม

หยดน้ำตาของครูสาวร่วงรินอย่างเงียบงัน เธอหลั่งมันให้กับความสาวที่ตัวเองเอามาทิ้งไว้ที่นี่โดยที่คนที่ได้มันไปมิได้รับรู้หรือเห็นค่ามันเลย โชคชะตาหรือว่าหัวใจของมนุษย์กันเล่าที่บันดาลทุกสิ่งให้ดำเนินไปเช่นนี้ เธอไม่อยากโทษโชคชะตาเลยเพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเธอเป็นผู้บัญชาให้มันเป็นไป แค่เธอทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นตอนที่เขาลากนายสาวเข้าห้อง เธอก็คงไม่ต้องเสียพรหมจรรย์ไปอย่างแน่นอน

“ลาก่อนนะคะทูลหัวของเอลลี่ เมื่อคืนเอลลี่มีความสุขที่ได้เป็นของคุณนะคะ หวังว่าเมื่อถึงวันหนึ่งที่คุณรู้ความจริงคุณจะยอมให้อภัยเอลลี่นะคะชาร์ลส์ เอลลี่รักคุณนะคะ รักมากเหลือเกิน...”

จุมพิตบางเบาเคล้าหยาดน้ำตาประทับลงบนแก้มสากของผู้ช่วยหนุ่ม ชาร์ลส์ยิ้มบางๆ อย่างเป็นสุข เขากำลังฝันว่าสตรีที่รักมอบจุมพิตอ่อนหวานครั้งนี้มาให้ เขาทำร้ายจิตใจคุณครูพี่เลี้ยงโดยไม่รู้ตัวอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการละเมอเรียกชื่อสตรีที่อยู่ในห้วงนิทรา

“แองจี้...ที่รัก ผมรักคุณ...”

อรุณฉัตรแค่นยิ้มให้กับคนที่ยังหลับสนิท รีบพาหัวใจและร่างกายที่อิดโรยออกไปจากห้องแห่งความทรมาน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนส่งประกายแสงสาดส่องมากระทบร่างเธอในทันทีที่เดินออกมาจากตัวบ้าน เธอรีบหลบฉากลงจากระเบียงบ้านพักของชาร์ลส์เมื่อเห็นเจ้าบ้านที่แท้จริงกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทางนี้ด้วยท่าทางร้อนรน แน่นอนว่าคนที่ตามหลังเขามาติดๆ คืออดีตภรรยาที่ชื่อเอลิซ

“นึกแล้วเชียวว่าเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้ ความรักเพียงอย่างเดียวหรือคะคุณเอลิซที่ทำให้คุณวางแผนตื้นๆ เพื่อทำให้คนที่รักกันสองคนต้องแตกคอกัน ความรักเพียงตัวเดียวจริงๆ หรือคะ ที่คุณยอมพรากบิดามารดาของเด็กน้อยสองคนไปจากพวกเขา การเติบโตมาโดยไร้บิดามารดาคอยอุ้มชู คุณไม่รู้หรือคะว่ามันอ้างว้างแค่ไหน ทำไมถึงได้ใจร้ายทำกับพวกเขาได้ลงคอ เด็กตาดำๆ ไม่ได้มีความผิดในเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่คุณทำกำลังกระทบพวกเขาเต็มๆ พวกเขาต่างหากคือคนที่รับกรรม คือคนที่สูญเสียอย่างแท้จริง”

ครูสาวเอ่ยถามแม่ม่ายพราวเสน่ห์ผ่านมวลอากาศเย็นชื้นซึ่งพัดขึ้นมาจากท้องทะเล หล่อนรีบเดินเข้าไปในสวนอันรกครึ้มเพื่อเร้นกายจากสายตาคนทั้งสอง ใบหน้าของโจนาธานที่หล่อนแลเห็นแต่ไกลเต็มไปด้วยความขุ่นมัวเครียดขึง ขณะที่คนซึ่งตามหลังมามีใบหน้าที่แตกต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวได้แต่ภาวนาให้ความรักที่โจนาธานมีต่อคุณแองจี้ ช่วยนำพาให้เขาใช้หัวใจพิจารณามากกว่าใช้สายตาตัดสินสิ่งที่เขากำลังมอง ขอให้พระเจ้าช่วยอวยพรให้เขาเห็นแสงสว่าง...อาเมน...

 

ปลายเท้าที่ก้าวขึ้นไปบนบ้านพักยกพื้นเตี้ยๆ ของผู้ช่วยหนุ่มเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ความเงียบงันอันผิดปกติทำให้โจนาธานยิ่งมั่นใจว่าเจ้าของบ้านพักยังหลับสนิทอยู่ด้านใน หัวใจชายวัยเลยหนุ่มเต้นตึกตักถี่ๆ ประหนึ่งจะกระเด็นกระดอนออกมานอกเบ้า เขาไม่ได้ตื่นเต้นและเหมือนจะเป็นบ้ามานานนักหนาแล้ว ครั้งสุดท้ายที่พอจำได้คือวันที่นิลอรจากเขาไปเมื่อหลายปีก่อน และเวลานี้หล่อนก็กำลังจะจากเขาไปอีกครั้งด้วยความร่านของตัวหล่อนเอง

ขณะที่สองเท้าของหนุ่มใหญ่ตรงดิ่งไปยังประตูบ้านพักของผู้ช่วยหนุ่ม ด้านในห้องนอนของบ้านหลังเดียวกันนั้น ชาร์ลส์เพิ่งรู้สึกตัวตื่น ผู้ช่วยหนุ่มจำได้ชัดเจนว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้าง แต่เขาชักไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่บนเตียงกับเขาเมื่อคืนจะเป็นนิลอรแม้ว่าตอนนี้เจ้าหล่อนจะนอนอยู่อีกฝั่งของเตียงก็ตาม อะไรบางอย่างที่ชัดเจนจนสามารถฝ่าด่านความหน้ามืดตามัวมากระจ่างแจ้งในสมองทำให้เขาคลางแคลงใจ มันไม่น่าจะเป็นไปได้แต่มันก็เป็นไปแล้ว

ชาร์ลส์อยากเอ่ยถามคนที่นอนอยู่ข้างๆ แต่เสียงปึงปังในวินาทีต่อมาทำให้เขาต้องลุกมาหากางเกงสวม ใครมาพังบ้านของเขาแต่เช้านะ แค่ปัญหาที่รุมเร้าเขาก็อยากจะบ้าตายอยู่แล้ว

 ฟุ่บ!!!

บานประตูหน้าบ้านเปิดออกอย่างรวดเร็วด้วยแรงกระสุนมัจจุราช ปืนเก็บเสียงของโจนาธานปลดปล่อยลูกกระสุนเพื่อเบิกทางแทนกุญแจบ้าน นาทีนี้เขาแทบจะกระโจนเข้าห้องนอนของชาร์ลส์ได้เลย วันนี้เขากะว่าจะรีบขึ้นเครื่องลัดฟ้ากลับมาหาภรรยาที่รักด้วยความคิดถึง แต่พอเอลิซโทรไปบอกว่าเมียรักกับเด็กในปกครองกระทำการหยามน้ำใจเขาเช่นนี้ ความรีบเร่งที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้ามันจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี แน่นอนว่ามันพ่วงด้วยดีกรีความโกรธแทบคลั่งไว้ด้วย

ประตูห้องนอนถูกเปิดออกด้วยกุญแจยี่ห้อบาทา โจนาธานถีบบานประตูที่ปิดอยู่จนเปิดอ้าออก ตอนที่อรุณฉัตรออกไปหล่อนมิได้ล็อกห้องนอน จึงทำให้โจนาธานสามารถถีบออกอย่างง่ายดาย

วินาทีแรกที่โจนาธานแลเห็นร่างของศรีภรรยานอนหลับอย่างเป็นสุขบนเตียงของบุรุษที่เขารักใคร่ประดุจน้องชายร่วมสายโลหิต หัวใจของหนุ่มใหญ่ก็มีสภาพไม่ต่างจากแก้วไวน์ที่บรรจุก้อนถ่านเผาไฟแดงโร่ไว้ด้านใน แก้วไวน์เนื้อดีถูกความร้อนของก้อนถ่านกระทำชำเราจนบังเกิดรอยร้าวและแตกปริ จนในที่สุดมันก็ค่อยๆ หลุดร่อนออกจากกันเหลือไว้เพียงก้านแก้วทรงสูงกับฐานรองรับซึ่งอยู่ด้านล่าง ต้นรักในหัวใจของหนุ่มใหญ่ก็เช่นกัน มันคงถึงกาลเวลาร่วงโรย ใบดอกงดงามสีหวานแหววจึงเปลี่ยนเป็นสีเทาและดำสนิท ก่อนที่ทั้งดอกและใบอันทรุดโทรมของต้นรักจะค่อยๆ ปลดปล่อยใบแห้งกรอบร่วงลงสู่ผิวดินอันแตกระแหงเบื้องล่าง วินาทีต่อมามันก็ยืนต้นตายทั้งที่เจ้าของยังมีลมหายใจ

ร่างสูงหนาเซไปชนกับโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งวางอยู่ข้างประตู ม่ายสาวต้นเรื่องรีบเข้าไปประคอง แต่อารมณ์ของหนุ่มใหญ่ในเวลานั้นไม่ต้องการความเมตตาจากผู้ใด เขาสลัดมือของเอลิซทิ้งโดยไม่มีคำขอโทษแม้ว่าเขาจะสลัดหล่อนแรงเกินไปก็ตาม ชาร์ลส์อึ้งจนสมองมึนชา เขาคาดว่าสิ่งแรกที่หนุ่มใหญ่จะกระทำคือการพุ่งเข้ามากระหน่ำทุบตีเขาให้สมกับความผิด เขาเดินเข้าไปใกล้บุรุษที่เป็นเสมือนพระเจ้าอีกองค์ที่สถิตย์ในหัวใจ ก่อนจะทรุดกายนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้วก้มศีรษะของผู้ชายสารเลวแนบชิดติดพื้นพรม แน่นอนว่าห่างออกไปเพียงไม่กี่คืบมีปลายรองเท้าขัดมันของโจนาธานปักหลักอยู่

เอลิซเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ นิลอรยังไม่ตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด สงสัยว่าเมื่อคืนยาปลุกเซ็กซ์ที่เธอเอาใส่ในวิสกี้ขวดพิเศษจะพาหล่อนกับชาร์ลส์ไปทัวร์สวรรค์จนหมดเรี่ยวแรง คิดๆ ไปก็น่าอิจฉานิลอรไม่น้อย เจ้าหล่อนได้รับความสุขจากชายที่เธอหมายตาไว้โดยที่ไม่ต้องออกแรงอ่อยเลยสักนิดเดียว นี่ถ้าเธอไม่ติดว่าต้องการครอบครองสมบัติพัสถานของอดีตสามีแล้วละก็ ฝันไปเถอะว่าเมื่อคืนเธอจะยอมให้ชาร์ลส์หลุดมือไปได้ ไม่มีวันเสียหรอก

เวลาเดียวกันนั้นร่างที่นอนนิ่งของนิลอรก็เริ่มขยับเคลื่อนไหว หูได้ยินเสียงโครมครามแต่ไม่อาจลุกขึ้นมาดูได้ในเวลานั้น เธอกำลังถูกไข้เล่นงานอย่างหนักจึงได้แต่หลับตาแน่นข่มกลั้นความอ่อนแอ อาการปวดศีรษะยังปักหลักอยู่ยาวในสมองอันบวมเป่งข้างใน รู้สึกประหนึ่งถูกรัดได้ด้วยโซ่เหล็กอันแข็งแกร่งซึ่งเขลอะไปด้วยสนิม ปวดร้าวในกะโหลกทั้งวิงเวียนคลื่นเหียนเป็นที่สุด

แสงอาทิตย์อ่อนจางทอดแสงอบอุ่นเข้ามาทางหน้าต่างกระจกใส นิลอรลืมตาช้าๆ พยายามกลืนน้ำลายเปรี้ยวๆ ขมๆ ลงคอ ก่อนจะกวาดสายตาเหลียวมองไปรอบห้อง และวินาที่ที่ดวงตาคู่คมปะทะเข้ากับร่างสามร่าง เธอก็รับรู้ได้ว่าเวลาแห่งการเชื่อใจได้มาเยือนอีกแล้ว เธอไม่อาจบอกใครๆ ว่าเธอไม่ผิดในเมื่อหลักฐานมันปรากฏอยู่ทนโท่ ชาร์ลส์นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม ศีรษะเขาอยู่ห่างจากปลายรองเท้าขัดมันของสามีเธอไม่กี่คืบเท่านั้น เขากลับมาแล้วสินะ กลับมาพบเธอกับชาร์ลส์ในสภาพที่ไม่ต้องมีคำบรรยายใต้ภาพเลย

ชาร์ลส์ยกศีรษะขึ้นจากพรมสีแดงอิฐ เขายอมรับความผิดทุกข้อกล่าวหา แม้จะรู้ว่าตนก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมของเอลิซ แต่ถึงกระนั้นเขาก็เป็นคนผิดอยู่ดี หากรู้จักยับยั้งชั่งใจสักนิดเรื่องบัดซบเลวทรามมันคงไม่เกิดขึ้น

“อธิบายสิชาร์ลส์ พวกแกทำบ้าอะไรกัน!?” โจนาธานตะเบ็งเสียงออกมาสุดชีวิตก่อนจะเสยหมัดใส่ใต้คางผู้ช่วยคนเก่งสุดแรงเกิด

ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก!

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังเป็นจังหวะบาดลึกทั้งหัวใจคนทำและคนที่ต้องรองรับน้ำหนักของหมัดทั้งสาม โจนาธานน้ำตาคลอเบ้า ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันบิดเบี้ยวเพราะต้องสะกดความแค้นคลั่งซึ่งกำลังปะทุราวภูเขาไฟใกล้ระเบิด เขาทรุดกายลงนั่งที่เก้าซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวในห้องนอน

ชาร์ลส์ยังนั่งนิ่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้น สามหมัดแรงๆ ของโจนาธานทำให้ทั้งจมูกและปากของเขามีเลือดซึมออกมา แต่เขารู้ดีว่ามันยังไม่พอ ความผิดที่เขาก่อสมควรรับโทษอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือการไร้ซึ่งลมหายใจ

“ผมผิดไปแล้วครับนาย...ผม...ไม่มีคำอธิบายหรือแก้ตัว ผมรักคุณแอง...”

ฟุ่บ!!!

มัจจุราชไร้เสียงปลดปล่อยอำนาจออกจากมือของโจนาธาน สาดซัดความเจ็บปวดสู่แขนซ้ายของชาร์ลส์อย่างหนักหน่วงจนเจ้าตัวล้มไม่เป็นท่า หญิงสาวสองนางกรีดร้องขึ้นพร้อมๆ กันด้วยความตกใจ หยาดโลหิตซึมไหลจากร่างที่ล้มตะแคงอยู่บนพื้น ชาร์ลส์ยังกัดฟันสู้เพราะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำ มันผิดเกินให้อภัย

“ชาร์ลส์!” เอลิซร้องขานชื่อบุรุษที่เป็นเป้านิ่งให้คมกระสุนวิ่งใส่ก่อนจะหันไปเจรจากับโจนาธานที่ตอนนี้มีควันจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ปลายกระบอกปืนที่เขาถืออยู่ “...ฉันว่าค่อยๆ พูดกันดีไหมคะ อย่าใช้กำลังเลย”

เอลิซวอนขอ น้ำเสียงหล่อนประหนึ่งเป็นผู้บาดเจ็บเสียเอง ชาร์ลส์ลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าช้าๆ เหลือบไปมองม่ายสาวพราวเสน่ห์ด้วยความคับแค้นใจ เจ้าหล่อนยังมีหน้ามาแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจทั้งๆ ที่เป็นต้นเหตุแห่งเรื่องยุ่งวุ่นวายนี้ เอลิซไม่สมควรได้รับความรักจากโจนาธาน ไม่สมควรได้รับแม้แต่เศษเสี้ยวของความห่วงใยด้วยซ้ำ

“ชาร์ลส์ ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับพวกนายดี รีบไสหัวไปจากที่นี่ก่อนที่ฉันจะกลายเป็นฆาตรกร!” น้ำเสียงแน่นหนักของโจนาธานบอกได้ชัดเจนว่ามิได้ล้อเล่น ความเจ็บปวดในอกกำลังประทุหนักจนอยากหันปลายกระบอกปืนใส่กระโหลกตัวเองด้วยซ้ำ แต่ใบหน้าของลูกๆ ก็แว้บเข้ามาในสมอง เด็กน้อยจะอยู่ได้อย่างไรหากต้องขาดทั้งพ่อและแม่ ดังนั้นเขาคงไม่มีวันได้ในสิ่งที่ใจปรารถนา

นิลอรเคลื่อนกายลงจากเตียง หล่อนลุกขึ้นยืนช้าๆ อย่างระมัดระวัง ตรงไปยังสามีกับผู้ช่วยที่กำลังเคลียร์กันอยู่ ริมฝีปากและปลายจมูกของชาร์ลส์มีสีแดงของหยาดโลหิตเปรอะเปื้อน บางส่วนมันหยดลงบนพรมสีแดงอิฐเกิดเป็นรอยเล็กๆ แต่มากด้วยความเจ็บปวดของคนที่ทำให้มันหลุดซึมออกจากร่างกาย โจนาธานคงเจ็บปวดทรมานมากที่สุดในเวลานี้ แต่ถ้าเขาคิดจะเชื่อใจภรรยาคนนี้สักนิด เขาจะไม่มีวันทำร้ายหัวใจตัวเองด้วยสิ่งที่ตามองเห็นเลย 

“ฉันเคยบอกว่า...เป็นสามีภรรยา...ต้องเชื่อใจกันใช่ไหมคะ” นิลอรถามสามี หล่อนต้องวางมือข้างหนึ่งบนพนักเก้าอี้ที่สามีนั่งอยู่ ไม่อย่างนั้นคงได้ร่วงไปกองรวมกับพรมแน่ๆ

โจนาธานเบ้ปากอย่างดูแคลน เขาสะอิดสะเอียนวาจานางเอกของแม่ภรรยาตัวดีเต็มทนแล้ว นิลอรจะถามหาความไว้เนื้อเชื่อใจไปทำไมในเมื่อสิ่งที่หล่อนทำมันได้ทำลายทุกอย่างไปจนหมดสิ้น เขาจะทำอย่างไรกับหล่อนดี จะทำอย่างไรดี!

 “ก็เอาสิ จะแก้ตัวว่ายังไงแองจี้” โจนาธานถามติดประชด เขาทำทีเป็นเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วส่ายหน้าไปมาประหนึ่งอยากจะบอกนิลอรว่าเขาไม่มีวันเชื่อหล่อนอย่างเด็ดขาด ทว่าความจริงยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาต้องการให้หยดน้ำตาที่กำลังจะรินหลั่งไหลย้อนคืนที่เดิม

คุณแม่ลูกแฝดกลืนน้ำลายลงคอด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวอับเฉา ในที่สุดสิ่งที่เคยคาดการณ์ไว้ก็เป็นจริง นาทีนี้ความไว้เนื้อเชื่อใจคงไม่มีวันลบล้างสิ่งที่ตาของสามีมองเห็นได้ เธอเหนื่อยหัวใจเหลือเกินที่ต้องมาอธิบายในสิ่งที่ไม่มั่นใจเลยว่าไม่ได้ทำ

“เมื่อคืนนี้...ฉัน...หลับอยู่บนเตียงพร้อมๆ กับพิษไข้ ฉันคงหลับในห้องของเราจนเช้าหากว่าชาร์ลส์ไม่เรียกให้ฉันลงมาดูคุณ เขาบอกว่าคุณกลับมาแล้วและกำลังเมามาก ฉันกังวลใจจนต้องรีบลงมาดู คิดว่าอย่างน้อยถ้าพาคุณไปนอนบนห้องไม่ไหวก็จะช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ก็ยังดี...ฉัน...ฉันยังป่วยอยู่นะคะฉันไม่มีแรงจะเดินด้วยซ้ำแต่ก็ลากสังขารลงมาหาคุณ ฉันไม่เคยนึกว่าจะเจอเรื่องบัดซบนี่!” นิลอรเว้นวรรคเพื่อกลืนก้อนสะอื้นขมๆ ลงคอ ก่อนจะเอ่ยต่อพร้อมๆ กับหยดน้ำตาที่พรั่งพรูจากสองเบ้า ขณะที่ชาร์ลส์ลุกมานั่งคุกเข่าเงยหน้ามองนิลอรด้วยสายตาที่ไม่อาจซ่อนความปวดร้าวเอาไว้ได้ มือข้างขวาที่กุมต้นแขนซ้ายเริ่มมีเลือดไหลออกมาตามง่ามนิ้วอย่างน่าเป็นห่วง แต่ชาร์ลส์กลับไม่เรียกร้องการรักษาใดๆ

“แต่รู้อะไรไหมคะสามี ฉัน...ถูกคนที่คุณไว้ใจที่สุดลวนลามแล้วก็ลากเข้าห้อง! ถ้าคุณคิดว่าการที่ฉันได้รับสายตาและคำพูดดูหมิ่นดูแคลนของคุณตอบแทนการที่ฉันถูกข่มเหงฉันก็ไม่มีอะไรจะพูด แต่ฉันขอบอกให้พวกคุณรู้เอาไว้เลยนะ ฉันมั่นใจว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับชาร์ลส์ไม่ว่าทางใดทั้งสิ้น!

เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังมาจากร่างของเอลิซอย่างอดไม่ได้ โจนาธานรู้สึกอับอายกับเสียงหัวเราะนั้น มันเหมือนย้ำให้เขารู้ตัวว่าถ้าเขาเชื่อคำภรรยาเขาจะกลายเป็นลาโง่ๆ ตัวหนึ่งทันที นิลอรนอนอยู่บนเตียงของชาร์ลส์ ในบ้านที่แยกห่างจากตัวบ้านหลังใหญ่ หากหล่อนมิได้สมยอมจริงๆ เหตุใดจึงไม่ร้องเรียกให้คนช่วยเล่า ข้อนี้มันก็น่าคิดเหลือเกิน

ชาร์ลส์นั่งอึ้งเงียบกริบเมื่อได้ฟังประโยคของคนที่เขากกกอดจนรุ่งสาง เมื่อคืนนี้หล่อนอาจจะขัดขืนก็จริงอยู่ แต่มันก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เขาสัมผัสได้ว่าหล่อนปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขา เรามีความสุขร่วมกันมิใช่หรือ แล้วทำไมนิลอรจะต้องโกหกด้วย หรือว่าหล่อนไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ใช่สินะ เขามันคนไม่มีอะไรนี่นา ใครเล่าจะอยากเอาอนาคตมาร่วมหัวจมท้าย เขานี่มันช่างโง่จริงๆ

“แล้วนายจะว่ายังไงล่ะชาร์ลส์ ฉันรู้ว่านายจะพูดความจริง พูดออกมาสิว่านายข่มขืนเมียฉัน!

ชาร์ลส์นั่งนิ่งราวกับรูปสลัก อาการบาดเจ็บทางร่างกายดูเหมือนจะชาจนไม่รู้สึกหัวใจเขาแกว่งไกวเบาๆ แต่รับรู้ถึงการโยกคลอนของขั้วใจซึ่งอยู่ด้านใน มันคงจะหลุดออกมาง่ายๆ หากนิลอรเอ่ยวาจาทำร้ายจิตใจเขาอีกแม้เพียงครึ่งคำ

“ครับ...ผมทำจริงๆ แต่...”

ผู้ช่วยหนุ่มยังพูดไม่ทันจบโจนาธานก็เตรียมจะระบายโทสะของเขาด้วยคมกระสุนอีกรอบ แต่นิลอรก็เข้ามาขวางด้วยการยื้อแย่งปืนนั้นไปถือไว้เสียเอง โจนาธานรังเกียจนิลอรเกินกว่าจะยอมให้หล่อนได้แตะเนื้อต้องตัวเลยจำต้องปล่อยให้นิอรได้ปืนไปโดยง่าย แต่ยังมิวายบันดาลโทสะด้วยหมัดหนักๆ ใส่ร่างที่นั่งคุกเข่ารอท่าอยู่

ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก!

กำปั้นของหนุ่มใหญ่ร่างหนาประเคนใส่ใบหน้าของผู้ช่วยคนสนิท ความรักความห่วงใยที่เขาเคยมอบให้บุรุษผู้ภักดีบัดนี้หล่นหายไปกับน้ำคำที่ชายหนุ่มสารภาพออกมา ที่เขาต้องมาเจ็บช้ำหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่านี่เป็นเพราะเผลอชุบเลี้ยงงูเห่าแท้ๆ

สามหมัดดังกล่าวทำให้คนที่ได้รับแทบล้มหงายหลัง ชาร์ลส์รีบลุกมานั่งที่เดิม เพื่อให้เจ้านายที่รักได้ลงทัณฑ์ให้สาสมใจ หยาดโลหิตเปรอะเปื้อนพรมสีแดงอิฐกลายเป็นด่างดวงหลายจุด ใบหน้าของชาร์ลส์ก็เริ่มซีดลงจนเอลิซวิตก

ม่ายสาวที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้วยใจที่ลุ้นสุดกำลัง เธอจะปล่อยให้นิลอรเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายไม่ได้ นิลอรต้องเป็นคนผิด ไม่ใช่ชาร์ลส์

“ใจเย็นๆ นะคะทุกคน ทุกอย่างมันต้องมีทางออกนะคะ เมื่อกี้ชาร์ลส์ยังพูดไม่จบไม่ใช่หรือ ชาร์ลส์มีอะไรก็บอกคุณคิงส์ไปสิ เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะชาร์ลส์ มีอะไรก็พูดออกมาให้หมดเถอะ คุณคิงส์จะให้ความเป็นธรรมกับนาย”

เอลิซเข้าไปแตะไหล่แกร่งซึ่งบัดนี้ไหลลู่ลงอย่างหมดแรง ชาร์ลส์ปัดมือหล่อนออกอย่างสุภาพและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่เอลิซเคยได้รับมา ขณะที่หล่อนกระทำการประหนึ่งนักสังคมสงเคราะห์หญิงดีเด่น แต่ผู้เสียหายเช่นชาร์ลส์ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากหล่อนอย่างสิ้นเชิง

หนุ่มใหญ่ยังกำหมัดไม่ยอมคลาย เขากำลังสับสนอย่างที่สุด ความเจ็บปวดดึงทึ้งร่างเขาจนฉีกเป็นชิ้นเล็กน้อย เขาไม่อยากฟังสิ่งที่ชาร์ลส์กำลังจะพูดอีกครั้ง กลัวว่าความจริงที่ได้ฟังจะทำให้เขาให้อภัยแม่ศรีภรรยาไม่ลง

“ผมจะพูดแต่เรื่องจริงเท่านั้น ถ้าหากผมพูดออกไปแล้วใครไม่พอใจก็ช่วยไม่ได้” ชาร์ลส์ออกตัวก่อนที่จะพูดต่อ เวลานั้นนิลอรเริ่มยืนไม่อยู่แล้ว ขาสองข้างสั่นน้อยๆ เพราะไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะรองรับน้ำหนักของร่างกาย หล่อนค่อยๆ ทรุดนั่งข้างๆ เก้าอี้ที่สามีนั่งอยู่ ในท่าที่เผชิญหน้ากับชาร์ลส์พอดีแต่กระนั้นมือข้างหนึ่งก็ครอบครองปืนไว้มั่นเพราะกลัวว่าสามีจะแย่งมันไปปลิดชีวิตชายตรงหน้า หล่อนไม่อยากให้เขาเป็นผู้ร้ายฆ่าคน

โจนาธานอยากใช้สองแขนรั้งร่างบางมานั่งด้วยกันแต่ด้วยทิฐิที่มีมากจึงทำได้แค่มองผ่านเจ้าหล่อนไป แสร้งทำเหมือนมองไม่เห็นร่างอันน่าเวทนาของภรรยาที่รัก มองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าหล่อนไม่มีเรี่ยวแรง ใบหน้าซูบซีดผิดหูผิดตาเพียงข้ามวันมิหนำซ้ำยังดูอิดโรยราวกับคนป่วยหนักรักษาไม่ได้ ทั้งๆ ที่โรคที่หล่อนเป็นก็แค่ไข้หวัดธรรมดา

“พูดสิชาร์ลส์ เจ้านายที่รักของคุณรอฟังอยู่ พูดออกมาให้หมดนะว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง พูด...ออกมาให้หมดทุกนาทีเลย...”

นิลอรวอนขอติดประชด ชาร์ลส์ถอนหายใจยืดยาวก่อนจะเริ่มเอ่ยอีกครั้งอย่างคนซังกะตาย หากโจนาธานต้องถูกเขาทำร้ายจิตใจอีกครั้งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าเขาเจ็บปวดแล้วได้รับรู้ถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของนิลอรมันก็คุ้มค่าอย่างที่สุดแล้ว

“จริงอยู่ที่ผมออกอุบายให้คุณแองจี้มาที่นี่ จริงอยู่ที่ผมใช้กำลังข่มเหงเธอ แต่นั่นมันก่อนหน้าที่เธอจะโอนอ่อนผ่อนตาม เธอไม่ได้กรีดร้องขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำตอนที่ผม...”

นิลอรส่ายหน้าปฏิเสธทั้งน้ำตา เธอจำไม่ได้เลยว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครเมื่อคืนนี้ เธอหลับสนิทไม่ฝันด้วยซ้ำไป

โจนาธานโบกมือห้ามก่อนที่ผู้ช่วยหนุ่มจะเอ่ยจบประโยค เขาทนฟังเรื่องบาดใจมามากพอแล้ว ชาร์ลส์ไม่โกหกเขาหรอกเขารู้ดี แสดงว่าศรีภรรยาของเขานี่ล่ะที่พูดไม่หมดพูดไม่กระจ่าง หล่อนจะโยนความผิดให้คนของเขารับเอาไปเพียงผู้เดียว ช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน

มวลอากาศซึ่งลอยวนอยู่ในห้องนอนของผู้ช่วยหนุ่มเริ่มมีความอึดอัดเข้ามาแทรก ทุกคนที่อยู่ที่นี่ในเวลานี้จึงได้สูดเอาความอึดอัดเข้าไปเต็มๆ นิลอรที่ได้สติก่อนใครลุกขึ้นยืนช้าๆ ไม่มีประโยชน์กับการอธิบายความจริงอีกต่อไป สามีที่รักคงไม่มีวันไว้เนื้อเชื่อใจคนที่เป็นเพียงแค่...นางบำเรอ

“มันไม่จริง! ฉันไม่ได้ทำอะไรกับใครทั้งนั้น ฉะ...ฉันจะกลับไปหาเด็กๆ”

หล่อนปฏิเสธชัดๆ ไม่สนหลักฐานที่มัดตัวแน่นหนา ก่อนจะยกเอาลูกมาอ้างเพื่อจะได้หลบหลีกจากสถานการณ์อันแสนอึดอัดนี้ สองมือเพียรปาดน้ำตาที่เปรอะไปทั้งวงหน้า โจนาธานขยับกายด้วยความอึดอัดสุดประมาณเช่นกัน เขาไม่ได้มองหน้านิลอรเลย

“ผมอยากพูดบางอย่างกับคุณ” ชาร์ลส์เงยหน้าขึ้นมองนิลอรแล้วบอกหล่อนด้วยเสียงเรียบเย็น นาทีนี้เขาไม่รู้ว่าเอาความรักที่เคยมีต่อนิลอรไปทิ้งไว้ที่ไหน รู้แต่ว่ามันค่อยๆ จางหายไปตั้งแต่ตอนที่เจ้าหล่อนโยนให้เขาเป็นผู้รับผิดแต่เพียงผู้เดียวนั่นแล้ว

“ฉันไม่มีความลับกับคนที่ฉันรัก ฉันจะคุยทุกเรื่องต่อหน้าเขาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ” คุณแม่ลูกสองบอกชาร์ลส์อย่างมาดมั่น ขณะเดียวกันเสียงแค่นหัวเราะของสามีก็ดังแทรกเข้ามาบีบบี้หัวใจของผู้เป็นภรรยา

เอลิซยืนมองเหตุการณ์พร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ดูท่าว่าโจนาธานจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะยังควบคุมอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา ความโกรธความแค้นที่เขาได้รับเธอคิดว่าหากคนที่อยู่บนเตียงไม่ใช่ชาร์ลส์แล้วละก็ ป่านนี้คงได้กลายเป็นผีร่างจมอยู่ก้นทะเลไปแล้ว

“ความบริสุทธิ์ใจงั้นหรือ? คุณพูดออกมาได้ยังไงแองจี้ในเมื่อเมื่อคืนนี้คุณรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรลงไปบ้าง อย่าโกหกตัวเองเลย มันน่าสมเพช!

สองมือของชาร์ลส์กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดสีเขียวปูนโปน เขาอยากจะกระชากนิลอรมาถามนักว่าหล่อนคิดได้อย่างไรว่าโจนาธานจะยังต้องการหล่อนอยู่ถึงได้ลงทุนโกหกว่ายังไม่ได้มีอะไรกับเขา โจนาธานไม่สิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องใช้ผู้หญิงคนเดียวกับเด็กในบ้านหรอก เขาไม่มีวันยกโทษให้เจ้าหล่อนแน่ๆ อย่าหวังอีกเลย

“คุณต่างหากที่น่าสมเพช! คุณมั่นใจแล้วหรือชาร์ลส์ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นฉัน! คุณแน่ใจแล้วเหรอห๊ะ!

“เธอจะบอกว่าชาร์ลส์โกหกงั้นหรือ? อย่าเสียเวลาเลยแองจี้ ฉันเชื่อใจชาร์ลส์ เขาไม่มีวันโกหกฉัน”

โจนาธานแทรกขึ้นด้วยคำถามกึ่งเยาะเย้ย เขาลงท้ายด้วยการยืนยันถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้แก่เด็กในปกครอง เขาพูดมันออกมาโดยไม่รู้ว่าประโยคดังกล่าวได้กรีดหัวใจของผู้เป็นภรรยาให้เป็นแผลเหวอะหวะยาวหลายหมื่นไมล์

“ใช่สิ! คุณเชื่อใจทุกคนยกเว้นฉัน! ถ้ามันจะบีบกันทางอ้อมขนาดนั้นฉันจะไปก็ได้ทุกอย่างจะได้จบๆ เสียที” นิลอรกล้ำกลืนหยาดน้ำตาขณะพูดกับทุกๆ คน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างปั่นแต่งให้เธอเป็นแม่แองจี้จอมร่านเป็นนางมารร้ายที่นอกใจสามี

“หมายความว่ายังไงแองจี้ แล้วเรื่องของเราล่ะ” ชาร์ลส์ลุกขึ้นยืน เขายืนอยู่ตรงหน้าคนที่บอกว่ากำลังจะหนีไปจากที่นี่ โจนาธานทำอะไรไม่ถูก การได้เห็นบุรุษที่มิใช่ตนเองเดือดร้อนนักหนายามที่ภรรยาของเขากล่าวว่ากำลังจะจากไปทำให้เขาสะอิดสะเอียดเหลือจะกล่าว ถ้าหากรักกันมากนักเขาจะหลีกทางให้ก็แล้วกัน

“ไม่เคยมีเรื่องของเราแน่นอนชาร์ลส์ ถ้าคุณไม่เชื่อฉันจะพิสูจน์ให้ดู!

ทุกคนในห้องต่างอยู่ในอาการอึ้งจังงังเมื่อนิลอรโน้มคอชาร์ลส์ลงมาแล้วประทับจุมพิตบนริมฝีปากเปื้อนเลือดของเขา รสจูบแปร่งปร่าด้วยหยาดโลหิตที่ชายหนุ่มกำลังได้รับมันปะปนความทุกข์ระทมของนิลอรเอาไว้จนเต็มปรี่ ปลายลิ้นเรียวที่ตวัดเข้ามาอย่างรุกรานมากกว่าจะหยอกล้อให้เขาดื่มด่ำกับรสชาติของมันผิดแผกจากรสจูบของคนที่เขาจูบด้วยเมื่อคืนนี้อย่างสิ้นเชิง นิลอรต้องการพิสูจน์เรื่องนี้นี่เอง

ตึง!

เก้าอี้ที่โจนาธานนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ล้มตึงหงายหลัง ส่วนตัวเขาก้าวพรวดๆ ออกไปจากห้องโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองที่กำลังจูบกันอย่างดูดดื่มอีกเลย

เอลิซยิ้มเยาะอย่างใจ เห็นได้ชัดว่า แผนการ ตื้นๆ ของหล่อนช่างได้ผลเกินคาด หล่อนควรจะรีบไปปลอบใจอดีตสามีแทนที่จะมายืนดูบุรุษที่ตนเองหมายตาไว้กำลังจูบกับศัตรูจะดีกว่า ปล่อยให้พวกเขาพิสูจน์ความจริงกันเสียให้พอ

ร่างสูงโปร่งราวนางแบบของเอลิซเตรียมก้าวออกจากห้อง ชาร์ลส์รีบผลักร่างนิลอรออกไปก่อนที่เอลิซจะเร้นกายหนีหายไปเสียก่อน

“เดี๋ยว!

เขาร้องห้ามแม่ม่ายพราวเสน่ห์ที่หันกลับมายิ้มยั่วอย่างสาแก่ใจ

“อะไรจ๊ะรูปหล่อ ถึงเลือดจะโชกไปหน่อยแต่ก็ยังหล่อได้ใจนะชาร์ลส์ สนใจจะต่อกับฉั...”

“อย่าเอาคำพูดสกปรกของคุณมาทิ้งเรี่ยราดแถวนี้เอลิซ ผมไม่มีวันไปทำอะไรบ้าๆ อย่างที่คุณปรารถนาอย่างแน่นอน คุณมันหลงผู้ชาย หลงเงินทองจนโงหัวไม่ขึ้น คุณกล้าวางยาผมได้ยังไงเอลิซ คุณทำร้ายคนในครอบครัวแบบนี้ได้ยังไงไม่ละอายใจบ้างหรือห๊ะ!

ผู้ช่วยของโจนาธานสาดวาจาใส่ตัวต้นเหตุอย่างเหลืออด ไม่เพียงเจ้าหล่อนจะไม่ยอมรับความผิดยังไม่มีแก่ใจจะสำนึกด้วยซ้ำ เห็นได้จากประโยคต่อมาที่เขาได้ฟังนี่ไง

“ครอบครัวของฉันมีแค่คนสามคน คือฉันแล้วก็ลูกๆ ของฉันเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของบ้านที่มีไว้ตกแต่งหรือหยิบจับใช้สอยตามแต่สมควร ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย!” เอลิซตอบเสียงฉะฉานเพื่อยืนยันความเห็นแก่ตัวของตน แต่ก็ต้องยอมรับละว่าคำพูดของบุรุษหนุ่มกระแทกสำนึกส่วนดีของเธอจนบอบช้ำไปหมด โจนาธานย้ำอยู่เสมอว่าเธอคือคนในครอบครัว แต่สิ่งที่เธอทำกับเขาคนในครอบครัวไม่มีวันทำอย่างแน่นอน

นิลอรแค่นยิ้มออกมาอย่างอดสู หล่อนปาดเช็ดหยาดโลหิตที่ติดอยู่บนริมฝีปากก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เอลิซแล้วพูดบางอย่างที่ทำให้ม่ายสาวยิ้มพราวด้วยความดีใจ

“เธอจะได้ในสิ่งที่เธอต้องการเอลิซ คืนนี้หลังจากที่เด็กๆ หลับกันหมดแล้วเราจะคุยกันใหม่ และฉันจะไปจากที่นี่ในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที...ส่วนชาร์ลส์ ไม่ว่าเมื่อคืนนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ขอให้คุณรู้ว่าสำหรับฉันมันไม่มีความหมายอะไรเลย!.” พูดจบหญิงสาวก็หันหลังจากไปอย่างเงียบงัน

เอลิซเบ้ปากใส่วาจานางเอกของนิลอร หล่อนเดินตามภรรยาของอดีตสามีไปยังตัวบ้านหลังใหญ่ ปล่อยให้ชาร์ลส์จมดิ่งอยู่กับคำพูดของนางฟ้าแองจี้เพียงลำพัง

ร่างสูงใหญ่ที่เพรียวลมกว่าผู้เป็นนายเดินกลับไปนั่งที่ปลายเตียง สองมือยกขึ้นแตะรอยแผลที่ยังมีคมกระสุนฝังอยู่ด้านใน ที่ผ่านเขามีชีวิตที่ดีกว่าเด็กหนุ่มกำพร้าคนอื่นๆ เพราะได้รับความเมตตาจากชายผู้ใจดีคนนี้ คนที่ช่วยฉุดเขาจากความอัตคัตขัดสน คนที่ให้ความรัก ให้การศึกษา ให้ความสุขสบาย แต่ดูสิ่งที่เขากระทำสิ ช่างทำร้ายจิตใจของผู้มีพระคุณเหลือเกิน

“ผมขอโทษครับ...โจนาธาน ผมขอโทษ...”

แผ่นหลังกว้างเอนลงบนเตียงที่ผ้าปูที่นอนกองกันอย่างยุ่งเหยิง เขาอยากขบคิดเรื่องราวอันแสนเศร้านี้ต่อไปเพื่อลงโทษหัวใจตนเองให้รู้สำนึก แต่กลิ่นอายหญิงสาวผู้เร่าร้อนแสนอ่อนหวานที่ติดอยู่ตามผ้านวมและฟูกหนากลับรั้งให้เขาต้องคิดถึงเจ้าหล่อนแทน กลิ่นพวงแก้มหอมสะอาดยังกรุ่นที่ปลายจมูก สูดอากาศเข้าไปทีไรยังรู้สึกราวกับว่าเจ้าหล่อนยังอยู่ที่นี่ด้วย นิลอรหมายความว่าอย่างไรนะถึงได้พูดเช่นนั้น หล่อนมีความสุขบนเตียงนี้กับเขาแท้ๆ แต่กลับบอกว่าความสุขนั้นไม่มีความหมายได้อย่างไรกัน...

ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้งอย่างต้องการพักผ่อนสายตาและหัวใจ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใครบางคนช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางกายให้เขาได้อย่างน่าประหลาด กลิ่นหอมเหมือนกุหลาบขาวยามเช้าแสนบริสุทธิ์ไม่ใช่กลิ่นแป้งเด็กอ่อนจางอย่างที่กรุ่นบนกายของนิลอร เอ...หรือว่า...นิลอรจะพูดความจริง หล่อนบอกว่าเขาไม่ได้โกหกและหล่อนก็ไม่ได้โกหกเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า!?

เรือนกายของผู้ช่วยหนุ่มเด้งลุกจากที่นอนเมื่อสมองและหัวใจไตร่ตรองจนพบกับปมเล็กๆ ที่เขาตามหา

“โอ...พระเจ้า...มีผู้หญิงอีกคนอยู่บนเตียงนี้!” เขาตกใจและประหลาดใจอย่างที่สุด สายตาคมกวาดมองไปบนเตียงกว้างเพื่อค้นหาบางอย่างที่เขาสงสัยใคร่รู้ตั้งแต่เมื่อคืน แล้วเขาก็พบกับความจริงเสียยิ่งกว่าจริง!

“รอยเลือด!?”

ความประหลาดใจแกมงุนงงสงสัยกระโจนเข้าใจผู้ช่วยหนุ่มอย่างจัง มันรุนแรงประหนึ่งพายุร้ายที่สาดซัดเข้าหาเขาแต่เพียงผู้เดียว ร่างทั้งร่างชาดิกปากอ้าค้างอยู่หลายวินาที หยาดโลหิตของสาวพรหมจารีที่ติดอยู่บนผ้าผู้เตียงกำลังจะทำให้เขาเป็นบ้า มันไม่ได้เกิดเพราะเขากระทำรุนแรงแน่ๆ และนิลอรก็คงไม่มีมันอีกแล้วหลังจากคลอดบุตรแฝดให้เจ้านายที่เขาบูชา แสดงว่านิลอรพูดความจริง หล่อนคงไม่ใช่ผู้หญิงที่อยู่กับเขาเมื่อคืนนี้ ยิ่งเอาหลักฐานที่มีมาคิดรวมกับกลิ่นกายหอมกรุ่น เขาก็ยิ่งมั่นใจ คนที่ทอดกายให้เขาเชยชมมิใช่นิลอรอย่างแน่นอน

ชายหนุ่มเอนหลังลงกลางเตียงอย่างหมดแรง มันทั้งเจ็บปวดและโล่งอกในเวลาเดียวกัน นิลอรยังเป็นภรรยาของเจ้านายที่รักจนถึงวินาทีที่หล่อนหลุดปากว่าจะไปจากที่นี่ หล่อนกำลังเสียสละสามีให้เอลิซเพื่อยุติความยุ่งยากวุ่นวาย หล่อนกำลังจะจากไปและปล่อยให้เจ้านายของเขาจ่อมจมอยู่กับความทุกข์อีกระลอกแล้ว เขาจะใช้วิธีไหนดีเล่าถึงจะบอกกล่าวให้โจนาธานเข้าใจ โจนาธานจะเชื่อหรือไม่ว่าคนที่อยู่บนเตียงนี้เมื่อคืนไม่ใช่นิลอร ไม่ใช่เลย!

 

บนบ้านหลังใหญ่เงียบงันเหลือเกินในเช้าวันนี้ เด็กๆ ยังไม่ตื่นนอนเพราะอากาศเย็นสบายชักชวนให้พวกเขาซุกกายใต้ผ้านวมผืนโต เตียงเล็กสองหลังซึ่งมีร่างของสองแฝดหลับสนิทพร้อมรอยยิ้มจางๆ ทำให้คนที่เพิ่งก้าวเข้ามาอดยิ้มไม่ได้ หวังว่าสิ่งที่เธอเสียสละไปจะช่วยให้เด็กทั้งสองได้มีชีวิตครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตา ไออุ่นจากอ้อมแขนบิดามารดาคือสิ่งที่เธอปรารถนามาตลอดชีวิต แม้ว่าวันนี้เธอจะไม่มีโอกาสได้รับมันเธอก็ขอให้เด็กๆ ทั้งสองได้รับไออุ่นนั้นแทนเธอก็แล้วกัน

อรุณฉัตรเดินไปนั่งที่ขอบเตียงของเจสสิก้า เธอก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ ของแม่หนูก่อนจะผละมาหอมแก้มยุ้ยๆ ของพ่อเจคตัวแสบบ้าง ทั้งสองขยับกายด้วยความขัดใจ ปลายจมูกเย็นๆ หลังอาบน้ำใหม่ๆ ของเธอคงทำให้พวกเขารำคาญกระมัง

“ก็แค่พรหมจรรย์ไร้ราคา เทียบไม่ได้เลยกับความรักจากอ้อมแสนอุ่นของพ่อกับแม่ พวกหนูสมควรได้รับมัน พี่เอลลี่สัญญาว่าจะไม่เสียใจ พวกหนู...ช่วยกอดพวกท่านแทนพี่เอลลี่ด้วยนะคะ พี่อยากกอดพ่อกับแม่เหลือเกิน...”

หยดน้ำตาของครูสาวหยดเผาะลงหมอนหนุนของพ่อเจคน้อย อรุณฉัตรเช็ดน้ำตาแรงๆ อย่างต้องการห้ามปรามมิให้มันหยดไหลได้อีก อุตส่าห์บอกเด็กๆ ว่าจะไม่เสียใจแต่ลึกๆ แล้วหัวใจมันก็เจ็บปวดทรมานอยู่ดี

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #30 Maya (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2557 / 14:27
    ชาร์ลส์ เรื่องสำคัญอย่างยัยเอลิซวางยาทำไมไม่พูดตอนที่โจนาธานอยู่ด้วย เรื่องนี้มันควรพูดเป็นอย่างแรกเลยไม่ใช่หรือไงเผื่อโจนาธานจะได้หายโง่ระวังยัยเอลิซไว้บ้าง
    #30
    0