ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 สุดแค้นแสนรัก 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,044
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    27 ก.ย. 57

ตราบาปนางบำเรอ

บทที่สุดแค้นแสนรัก 100%

พระจันทร์วันเพ็ญที่แผ่รัศมีสีเหลืองนวลในยามราตรีกำลังถูกบดบังอย่างช้าๆ ด้วยแสงสีศิวิไลซ์ซึ่งสาดท้องทั่วเวิ้งฟ้า มวลหมู่เมฆจำนวนไม่น้อยทิ้งตัวห้อยย้อยต่ำลงตามน้ำหนักของไอละอองความชื้นที่แบกรับไว้ ประหนึ่งจะบอกกล่าวเป็นนัยๆ แก่ผู้ที่จ้องมองมันไม่วางตาว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า มันจะปลดปล่อยหยาดธาราพร่างพรมสู่ผืนปฐพี

โจนาธาน คิงส์ บุรุษวัยสี่สิบเจ็ดปีร่างสูงหนานัยน์ตาสีฟ้าคราม เขาดูหนุ่มแน่นกว่าอายุจริงด้วยว่าใบหน้าหล่อเหลาแบบลูกครึ่งและการเอาใจใส่ดูแลรักษาสุขภาพอยู่เสมอ ขณะนี้หนุ่มใหญ่กำลังนั่งมองละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายผ่านกระจกใสบานหนาด้วยดวงตาที่ฉายแววโกรธกรุ่นอย่างปิดไม่มิด หมู่โลหิตในเรือนกายสูบฉีดเร็วแรง สองมือกำหมัดแน่นเข้าหากันอย่างต้องการระงับความเจ็บแค้นที่ผลิพุ่งขึ้นมาจากหัวใจ เป็นเวลาสี่ปีเข้าไปแล้วตั้งแต่วันที่หล่อนจากไปแต่เหตุใดเขาจึงลืมหล่อนไม่ได้ ใบหน้าของสตรีผิวสีน้ำผึ้งซึ่งครั้งหนึ่งเคยนอนร่วมเตียงได้มาแวะเวียนมอบความขื่นขมให้หัวใจเขาอยู่มิคลาย ทั้งในโลกความฝันเมื่อยามนิทราและในห้วงคะนึงหาเมื่อยามว่างเว้นจากการงานอันยุ่งยากมากมาย

หรือแม้แต่ในโลกของความเป็นจริงเช่นในเวลานี้ ณ ร้านอาหารสุดหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร สถานที่ที่คนอย่างหล่อนมีโอกาสน้อยนักที่จะได้มาเยือน แต่หล่อนก็ยังอุตสาห์พาตัวตนอันจริงแท้มาปรากฏให้เขาได้เห็นจนได้ เขาอยากจะถามหล่อนนักว่ากล้าดีอย่างไรถึงได้ทอดทิ้งเขาไป หล่อนทำได้อย่างไร!?

ขณะที่หนุ่มใหญ่กำลังสาดซัดความน้อยเนื้อต่ำใจผสมกับความขุ่นแค้นไปยังหยาดละอองฝนที่อยู่นอกหน้าต่าง ณ มุมหนึ่งของห้องอาหารภายใต้แอร์เย็นฉ่ำ ปรากฏร่างอรชรของหญิงสาวที่ตกเป็นเป้าสายตาของโจนาธาน หล่อนนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องเรียงรายล้อมรอบด้วยโต๊ะหลายสิบตัว ทุกโต๊ะถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวมีเชิงเทียนทองเหลืองหนึ่งอันและแจกันแก้วทรงสูงปักกุกลาบแดงหนึ่งดอกวางไว้ตรงกลาง แน่นอนว่าทุกโต๊ะมีกลุ่มลูกค้าทั้งบุรุษและสตรีนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศและรสชาติอาหาร พร้อมทั้งเสพย์ความสุนทรียะจากเสียงดนตรีที่บรรเลงขับขานท่วงทำนองอยู่จนแน่นขนัด

นิลอร รวิยานนท์ หญิงสาวผู้มีเครื่องหน้าคมประดุจสาวซึ่งสืบเชื้อสายจากดินแดนภารตะ หล่อนมีผิวเนื้อเนียนสีน้ำผึ้งคมขำอย่างที่นางอัปสรสวรรค์ได้ยลแล้วยังนึกอับอาย ขณะนี้นิลอรได้ประสานฝ่ามือชื้นเหงื่อของตัวเองอยู่บนหน้าตักที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าปูโต๊ะอีกที รังสีอัมหิตซึ่งสถิตอยู่ ณ ที่นี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่หล่อนก้าวเข้ามากำลังกลืนกินความเก่งกล้าของหล่อนจนเหลือเพียงความหวาดหวั่นแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูรูขุมขน

“คุณอรครับ?” ชายหนุ่มในชุดสูทสากลมีระดับที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยถามสาวงามด้วยความห่วงใยระคนใคร่รู้ เจ้าหล่อนดูวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด หรือว่าหล่อนยังไม่พร้อมอย่างนั้นหรือ

“เอ่อ...อร อรว่าเรานัดเจอกันใหม่ดีไหมคะ วันนี้อรรู้สึกไม่ค่อยสบาย”

หญิงสาวบอกปัด ภัทรพงษ์ นักธุรกิจหนุ่มหน้าตาดีที่นั่งอยู่ตรงข้าม หากไม่เพราะสายตาคมเข้มของผู้ชายคนนั้นที่เขม้นมองมายังร่างเธออยู่นาน เธอคงตอบรับคำขอแต่งงานของภัทรพงษ์ไปแล้ว ตาแก่บ้ากาม คนนั้นจะกลับมาวนเวียนรอบกายเธอทำไม! หรือที่ทำร้ายกันลงไปมันยังไม่พอ!

หญิงสาวลุกขึ้นด้วยความรวดเร็ว ปากก็ละล่ำละลักเอ่ยขอโทษขอโพยภัทรพงษ์ยกใหญ่ ก่อนจะเดินดุ่มๆ ตรงไปยังประตูทางออกท่ามกลางความงุนงงระคนตระหนกตกใจของภัทรพงษ์

“อ้าว! คุณอรครับ รอผมด้วย”

ภัทรพงษ์รีบจ่ายเงินค่าอาหาร เขาเห็นใครบางคนในชุดสูทสีนิลเดินตามนิลอรออกไปติดๆ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร? ชายหนุ่มอยากรู้เหลือเกิน

 

นาทีต่อมา บริเวณลานจอดรถของโรงแรม...

นิลอรรีบไขกุญแจรถด้วยมืออันสั่นเทา ความเจ็บปวดรวดร้าวขยายพองโตบีบรัดอวัยวะในร่างแทบแตกปริ เขาช่างกล้าหาญจ้องมองเธอราวกับติเตียนทางสายตาว่าที่เธอนั่งอยู่กับชายอื่นเป็นเรื่องผิดมหันต์ หน้าด้านเสียจริง! เขากล้าดีอย่างไรปรักปรำเธอด้วยสายตาดูหมิ่นดูแคลนอย่างนั้น เธอจะไม่อยู่เผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งแน่ๆ ถึงได้ยอมเสียมารยาทลุกออกมาจากโต๊ะของภัทรพงษ์อย่างนี้

“กล้าดียังไงห๊ะ!

ริมฝีปากสีระเรื่อตะคอกคำถามใครบางคนที่อยู่ในห้วงคำนึง หยดน้ำตารินหลั่งทีละน้อย สองมือแทบจะยัดกุญแจเจ้ากรรมเข้าไปในรูแต่มันก็เปล่าประโยชน์ มือของนิลอรสั่นเกินกว่าจะทำมันได้สำเร็จ

“จะรีบไปไหนห๊ะ ผู้หญิงแพศยา!” เสียงกร้าวแผดลั่นก้องลานโล่งทำเอาหญิงสาวสะดุ้งเฮือก โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่อย่างนั้นนิลอรคงได้อับอายกับคำกล่าวหาอันทุเรศทุรังที่เขาหยิบยื่นให้ นิลอรในตอนนี้หวาดหวั่นจนเผลอทำพวงกุญแจรถยนต์ร่วงหล่นสู่พื้นซีเมนต์

“อย่ามากล่าวหาฉันนะ! คนสารเลว! คุณต่างหากที่ไม่รักษาสัญญาทั้งๆ ที่ฉันกำลัง...”

ฟันขาวราวไข่มุกขบกัดริมฝีปากสีระเรื่ออย่างต้องการลงโทษตัวเองที่เกือบจะสารภาพความจริงบางอย่าง หยาดน้ำตายังรินไหลไม่ยอมหยุดแต่มันไม่อาจลบล้างความผิดที่เขาก่อไว้ได้ และต่อให้เธอร้องไห้จนน้ำตาท่วมใจ เขาก็คงไม่สำนึกอยู่ดี

“กำลังอะไรห๊ะ!? เธอต่างหากที่หนีไปดื้อๆ ทั้งๆ ที่ฉันให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเงินทอง รถยนต์ หรือเสื้อผ้าเครื่องประดับ เธอมันจอมวายร้าย โกหกหลอกลวงได้แม้กระทั่งคนที่นอนเตียงเดียวกับเธอ ฉันต่างหากที่ต้องถามว่าเธอทำได้ยังไง!? นิลอร!

สิ้นคำกล่าวหาครั้งที่สองนิลอรก็หมดสิ้นความอดทน หล่อนปรี่เข้าไปฟาดฝ่ามือใส่แก้มสากสุดแรงเกิด

เผียะ!

“ถ้าฉันมันเลวขนาดนั้น ก็อย่ามายุ่งกับฉัน! ไสหัวไปให้พ้นผู้ชายเฮงซวย!

โจนาธานกัดกรามแกร่งอย่างต้องการควบคุมมือสองข้างไม่ให้เอื้อมไปบีบลำคอเรียวระหงของคนตรงหน้า หล่อนกล้าดีอย่างไรมาตบหน้าเขาแล้วยังยืนด่าเขาฉอดๆๆ อย่างนี้ เห็นทีว่าหล่อนต้องชดใช้ให้สาสมเสียแล้วล่ะ

“ฉันว่าเราคงต้องคุยกันยาวแล้วล่ะนิลอร และมันก็ไม่ใช่ที่นี่ เพราะผู้หญิงเปื้อนราคีอย่างเธอ มันต้องคุยกันบนเตียง!

“กรี๊ดดด!!!” ร่างกำยำสูงใหญ่ย่อตัวลงไปเก็บกุญแจรถที่หล่นอยู่บนพื้น ก่อนจะลุกมาอุ้มร่างอรชรพาดบ่า เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นแทบจะฆ่าหนุ่มใหญ่ให้ตายได้เลยทีเดียว เขารีบเดินไปเปิดประตูรถแล้วยัดหล่อนเข้าไปในนั้น ปิดล็อกเรียบร้อยไม่ปล่อยให้เจ้าของได้มีโอกาสหลบหนี

“เวลาเล่นไล่จับของเราหมดแล้วนิลอร ต่อไปนี้เธอต้องชดใช้ในสิ่งที่เธอทำไว้กับฉัน ผู้หญิงร่าน!

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ภายในรถยนต์ยี่ห้อหรูซึ่งตีตราความมั่งคั่งด้วยสัญลักษณ์รูปธนบัตรหลายสิบตั้งของธนาคารคิงส์กรุ๊ป ปรากฏร่างของหนุ่มใหญ่ผู้เป็นเจ้าของนั่งหน้าบูดบึ้งอยู่ที่ตอนท้ายของรถ ข้างๆ กันมีหญิงสาวหน้าคมผมดำนามว่านิลอรนั่งอยู่ด้วย

“คุณจะพาฉันไปไหน?” หญิงสาวถามเสียงห้วนจัด กระถดกายไปติดประตูด้านหนึ่งของห้องโดยสารด้วยว่าไม่อยากใกล้ชิดคนที่นั่งข้างๆ เพราะมันจะทำให้ปวดแปลบที่ขั้วหัวใจไม่สร่างซา ตอนนี้พวกเธออยู่ในส่วนของลานจอดรถชั้นล่างสุดของอาคารคิงส์ทาวเวอร์ เขาจอดรถเธอไว้ที่นี่แล้วลากเธอมานั่งรถคันนี้ของเขา ซึ่งมีคนขับรถนั่งรอท่าอยู่

“อย่าถามมาก เธอมีหน้าที่นั่งเฉยๆ ก็พอ ชาร์ลส์ ช่วยไปเอารถที่จอดอยู่ที่โรงแรม...ให้ฉันด้วย” ตอนท้ายเขาสั่งความกับบุรุษที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยแล้วยื่นกุญแจรถคันดังกล่าวให้ ชาร์ลส์เลี่ยงไปทำตามคำสั่งในทันที

“คุณจะทำอะไรของคุณกันแน่ จะตามรังควานฉันไปถึงไหน เท่าที่ผ่านมามันยังไม่พอหรือยังไง!

“เธอพูดเรื่องอะไรของเธอนิลอร ที่ผ่านมาอะไร? ถ้าเรื่องความเจ็บปวดที่ผ่านมาละก็ฉันขอล่ะ เพราะฉันต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น” เขาเยาะเย้ยอยู่ในทีก่อนจะเปิดประตูรถเพื่อเปลี่ยนไปนั่งหลังพวงมาลัยรถยนต์แทนชาร์ลส์ซึ่งลงไปแล้วก่อนหน้านี้

“ทุเรศ! อย่ามาโยนความผิดให้ฉันนะ!” นิลอรปีนมานั่งข้างเบาะคนขับ เขาจะมาโยนความผิดในเรื่องนี้ให้เธออย่างนั้นหรือ ทุเรศเกินไปแล้ว

“นั่งเงียบๆ ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้ปากเธอเงียบลงด้วยปากของฉัน เธอคงรู้นะว่าฉันจะทำด้วยวิธีไหน หึๆ”

โจนาธานข่มขู่ก่อนจะเริ่มสตาร์ทเครื่องแล้วเคลื่อนรถออกนอกตัวอาคาร จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ไม่ใช่บ้านของเขาแต่เป็นบ้านของหล่อน ในเมื่อโชคชะตานำพาให้เขามาเจอนิลอรอีกครั้ง เขาก็ยินดีที่จะรับเอาความโชคดีนั่นไว้แล้วตอบแทนคนที่ก่อความทุกข์ใจให้เขาอย่างสาสม สี่ปีที่ไม่ได้พบพาน ไม่ได้ยินเสียง มันไม่ได้ทำให้นิลอรเปลี่ยนไปเลย หล่อนยังดื้อรั้นและหัวแข็งอยู่เช่นเดิมจะมีก็แต่รูปร่างที่อวบอิ่มขึ้นของหล่อนเท่านั้นที่มันฟ้องสายตาว่าเปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปมากจริงๆ

รถยนต์สมรรถนะสูงเคลื่อนฝ่าการจราจรอันติดขัดด้วยความเชื่องช้า ตอนนี้นิลอรมิได้โกรธเขาเลยสักนิดเดียวเพราะนาฬิกาที่บอกเวลาสองทุ่มเล็กน้อยนั่นกำลังจะทำให้เธอเป็นบ้า

“คุณจะพาฉันไปไหนกันแน่!” เสียงห้วนจัดถามไถ่สารถีจำเป็น เขาคงไม่บ้าจับเธอไปขังไว้กลางป่ากลางเขาเหมือนในละครหรอกนะ

โจนาธานละสายตาจากไฟท้ายรถยนต์คันหน้าเพื่อหันมาตอบ อดีตนางบำเรอ

“ฉันก็จะพาเธอกลับสิงคโปร์นะสิ เธอต้องรับผิดชอบที่ทิ้งฉันไปด้วยการกลับไปทำลูกให้ฉัน!” เขาบอกเสียงดังฟังชัด นิลอรกัดฟันกรอดๆ นี่เขายังไม่เลิกล้มความคิดสกปรกนี่อีกอย่างหรือ ผู้ชายใจร้าย ตาแก่สารเลวเอ๊ย!

“ฉันเกลียดคุณ! ผู้ชายสารเลว!

“นิลอร! หุบปากซะถ้ายังอยากกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้า” คราวนี้นิลอรหุบปากฉับไม่ใช่เพราะเธอกลัว แต่เพราะเธอกำลังรอต่างหาก รอว่าเขาจะทำอย่างไรถ้าไม่รู้ทางไปบ้านของเธอ

“บ้านใหม่เธออยู่ไหน?”

นั่นไง เธอเดาถูกจริงๆ นิลอรคลี่ยิ้มสมใจในความคิดคำนึงของตัวเอง ก่อนจะตอบกลับแบบกวนๆ

“อยู่บนดิน...”

โจนาธานพยายามข่มอารมณ์โกรธที่ปะทุคุกรุ่นทีละน้อย หล่อนช่างน่าจับฟาดก้นแรงๆ สักทีสองทีให้สมกับนิสัยของหล่อน

“ฉันรู้แล้วว่าบ้านเธออยู่บนดิน แต่ที่ฉันถามก็เพราะว่าฉันอยากรู้ว่ามันไปทางไหน”

 สองมือที่กำพวงมาลัยชื้นเหงื่อไปหมดเพราะต้องรวบรวมพลังต่อสู่กับความร้อนด้วยเพลิงโทสะ และดูเหมือนว่าอดีตนางบำเรอจะเข้าใจ

“ไปทางบริษัทจตุรศิลป์นั่นแหละ เลี้ยวขวาตรงซอยห้าก่อนถึงบริษัท บ้านฉันอยู่หลังที่สามหน้าบ้านเป็นร้านกาแฟ”

คราวนี้โจนาธานเลิกคิ้วสูง หล่อนเปิดร้านกาแฟอย่างนั้นหรือ เมื่อก่อนหล่อนทำงานเป็นเลขาฯ ในบริษัทจตุรศิลป์นี่นา แล้วทำไมถึงมาเปิดร้านกาแฟได้ล่ะ

“เธอเปิดร้านกาแฟหรือ?” เขาถามพลางหมุนพวงมาลัยเพื่อให้รถเคลื่อนไปตามท้องถนนอันแสนแออัด

“อืม...ทำไมยะ? คนจนอย่างฉันอยากเป็นเจ้าของกิจการบ้างไม่ได้หรือยังไง” นิลอรค่อนขอดสองมือยกกอดอกอย่างขัดใจ

“ก็เปล่านี่ แค่สงสัยว่าทำไมเลขาฯ เก่งๆ อย่างเธอถึงได้มาเปิดร้านกาแฟไม่เห็นจะเข้าทางสักนิด” เขาแสดงความคิดเห็น สองมือและสองตายังจับจ้องอยู่กับท้องถนนเบื้องหน้า

“ก็...เหตุการณ์มันพาไปละมั้ง” ท้ายประโยคสั่นเครือจนโจนาธานต้องหันมามองคนที่นั่งข้างๆ แล้ววินาทีที่นิลอรควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าสะพายส่วนตัวเขาก็ได้เห็นว่าหล่อนกำลังร้องไห้

“หึๆ ช่วยไม่ได้ เธออยากหนีไปทำไม” เขาวกเข้าเรื่องเดิมๆ พร้อมกับลอบมองใบหน้าสวยอิ่มเอิบที่กำลังใช้ผ้าผืนบางซับหยดน้ำตา ผิวเนื้อแก้มนางช่างน่าจับน่าจูบนักแม้จะเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาก็ตาม

 “ฉันขอยืนยันว่าฉันไม่ได้หนี ฉันอยู่รอคุณตามที่คุณบอกแต่พอครบกำหนดคุณกลับส่งคนมาบอกให้ฉันเก็บเสื้อผ้าออกจากคอนโดของคุณซะ! ถ้าคุณเป็นฉันคุณจะทำยังไงฉันถามหน่อยเถอะ!

นิลอรพรั่งพรูคำสารภาพออกมาพร้อมน้ำหูน้ำตา นาทีนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะบอกความจริงทั้งหมดเพื่อที่เขาจะได้เลิกกล่าวหาว่าเธอเป็นคนผิดเสียที

“เลิกแต่งเรื่องมาหลอกฉันซะทีนิลอร เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่จริง ก่อนไปโรมฉันก็ย้ำกับเธอนักหนาว่าให้รออยู่ที่นั่น แต่พอฉันกลับมากลับมีเพียงจดหมายลาเพียงใบเดียวไว้ดูต่างหน้า ฉันอยากจะรู้นักว่าผู้ชายที่เธอหนีไปกับมัน มันเป็นใครกัน!? แล้วเธอไปรู้จักกับมันตอนไหนทำไมฉันถึงไม่เคยระแคะระคายเลย ให้ตายสิ!

โจนาธานทุบพวงมาลัยด้วยมือแข็งแกร่งข้างหนึ่ง เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากร่างบางดังมาพร้อมกับเสียงสูดน้ำมูกของหล่อน นิลอรกำลังหัวเราะเยาะเย้ยเขาทั้งๆ ที่หล่อนกำลังมีหยาดน้ำตา...หมายความว่าอย่างไร

“งั้นหรือ? ฉันนี่นะมีคนใหม่ แล้วฉันนี่นะจะกล้าหนีมาจากกองเงินกองทองของคุณ เพราะอะไรล่ะ!? เพราะผู้ชายคนหนึ่งที่คุณอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อปรักปรำฉันอย่างนั้นเหรอ มีสมองหรือเปล่าห๊ะ! ตาแก่!

นิลอรพ่นวจีต้องห้ามสำหรับหนุ่มใหญ่ใส่รูหูเขาไปเต็มๆ อายุอานามที่มากกว่าสาวเจ้ารอบกว่าๆ ทำให้โจนาธานเคยนึกรันทดใจอยู่เนืองๆ และพอเวลานี้ที่หล่อนเอ่ยย้ำถึงความชราของเขาอีกครั้งอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่มีจึงเพิ่มพูนทับถมจนเขาแทบจมความชราอยู่รอมร่อ

“เธอนี่มันปากคอเลาะร้ายขึ้นจมเลยนะแองจี้”

“อย่ามาเรียกฉันว่าแองจี้นะ! ตาแก่บ้ากาม!

นิลอรสาดเสียงกลับไปอย่างไม่แคร์ หล่อนทนเจ็บมามากแล้วและคงได้เวลาทวงคืนความแค้นเสียที ถ้าเขากลับมาหนนี้เพื่อย่ำยีหัวใจกันอีกละก็ หล่อนรับรองว่าจะควักเอาหัวใจเขามาสับเป็นชิ้นๆ ยัดใส่โหลดองก่อนจะผูกโบงามๆ แล้วส่งคืนให้เจ้าของเก็บไว้เป็นที่ระลึกแน่ๆ

“ทำไม! หรือว่าสี่ปีมันทำให้เธอลืมอาชีพเสริมของตัวเองงั้นหรือ เมื่อก่อนเธอก็ออกจะชอบนี่นาเวลาที่ฉันเรียกเธอว่าแองจี้น้อยอย่างโน้นอย่างนี้ อย่าทำเป็นลืมหน่อยเลยน่า”

“ฉันไม่ได้ลืม! แต่ไม่เคยจำต่างหาก ช่วยไม่ได้ในเมื่อวันเวลาช่วงนั้นมันไม่มีอะไรสำคัญมากพอให้ฉันเก็บเกี่ยวไว้ให้รกสมองและหัวใจ”

หญิงสาวเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจมิได้เกรงกลัวเขาเลยในข้อนี้เพราะเธอเฝ้าย้ำกับตัวเองอยู่ทุกนาที ว่าเรื่องราวในตอนนั้นไม่สลักสำคัญจริงๆ แม้ว่ามันจะบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เธอก็ไม่ต้องการจดจำว่าใครกันทำให้มันเกิดขึ้นและใครกันที่ทำให้หัวใจอ่อนบางข้างในอกต้องเจ็บปวดมีรอยแผล

“หึๆ ขอให้จริงเถอะ”

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของบุรุษวัยสี่สิบเศษประหนึ่งเยาะเย้ยนิลอรอยู่ในทีแต่หล่อนก็ไม่ได้ตอบโต้ หล่อนจะรอให้ถึงคราวของตัวเองแล้วจะรอดูสิว่าเขาจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเจอเข้ากับ สุดที่รัก ของเธอ

 

เกือบหนึ่งชั่วโมงที่รถยนต์ของโจนาธานแล่นฝ่าการจราจรอันติดขัดเพราะหยาดพิรุณที่ตกกระหน่ำเพื่อพานิลอรมายังบ้านไม้สีขาวขนาดน่ารักไม่ใหญ่ไม่โต ด้านหน้านั้นถูกดัดแปลงเป็นอาคารรูปทรงคล้ายตึกสี่เหลี่ยมขนาดย่อมบุผนังเป็นกระจกโดยรอบ มีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่ด้านในร้านราวๆ ห้าถึงหกชุดด้วยกัน แน่นอนว่าคะเนด้วยการมองผ่านๆ เพียงแวบเดียว

...ดุจรักแท้...

โจนาธานขานชื่อร้านอยู่ในใจ เขายังไม่ค่อยสันทัดภาษาไทยมากนักแต่ก็พอเดาได้ว่าชื่อร้านคงหมายถึงความรักแน่ๆ กระมัง โทนสีขาวและชมพูที่ใช้เป็นสีหลักของร้านทำให้คนมองรู้สึกได้ถึงความรักอันอ่อนหวานแม้ว่าไม่ได้เข้าไปนั่งในร้านก็ตามที กุหลาบหลากสีสันที่ปลูกใส่กระถางวางไว้ตามริมระเบียงกำลังออกดอกงดงามแข่งกับพระจันทร์ในยามราตรีทำให้เขานึกถึงคฤหาสน์โบราณในแถบยุโรปที่มักมีกระถางดอกกุหลาบปลูกไว้ใต้หน้าต่าง ให้พวกมันเจริญเติบโตแล้วพากิ่งก้านสาขาพันเลื้อยไต่ขึ้นหลังคาอย่างไรอย่างนั้น ความจริงแล้วการตกแต่งของร้านแห่งนี้เหมือนบ้านตุ๊กตาชัดๆ ตอนนี้ร้านปิดไปแล้ว มีเพียงดวงไฟดวงใหญ่ส่องแสงสีเหลืองนวลเปิดไว้พอให้เห็นป้ายชื่อร้านเท่านั้น

“ร้านเธอน่ารักดี” หนุ่มใหญ่เอ่ยชมด้วยความจริงใจก่อนจะดับเครื่องรถยนต์เมื่อถึงบริเวณที่นิลอรบอกว่าให้จอดตรงนี้ได้ ภายในรั้วบ้านไม่ใหญ่มากนักแต่ก็เป็นสัดส่วน เห็นได้จากโรงรถเล็กๆ ที่เขาเพิ่งเคลื่อนรถเข้าไปจอด มันซ่อนอยู่ใต้ถุนของร้านกาแฟพอดิบพอดี

“ขอบคุณ ก็เจ้าของร้านน่ารักขนาดนี้ร้านก็ต้องสวยอยู่แล้วล่ะ”

“หึๆ ไม่มีถ่อมตัวเลยนะแองจี้” โจนาธานส่ายศีรษะอย่างระอา นิสัยเด็กๆ ของนิลอรยังปรากฏให้เขาสัมผัสได้แม้ว่าวัยของหล่อนจะเลยคำว่าเด็กแล้วก็ตามที

หญิงสาวเบะปากให้เมื่อหนุ่มใหญ่ค่อนขอดแกมประชด ฉวยกระเป๋าถือแล้วก้าวลงจากรถทันทีเพราะเวลานี้เลยเวลามามากโขแล้ว เธอจำต้องยกกระเป๋าถือขึ้นกางกั้นหยาดพิรุณที่ยังโปรยปราย แม้ไม่หนักหนามากนักหากเทียบกับตอนที่ออกมาจากโรงแรมแต่ก็สามารถทำให้เธอเป็นไข้นอนซมเอาได้ เพราะฉะนั้นป้องกันไว้เป็นดี และนั่นไง นาฬิกามีชีวิตของเธอเดินหน้ามุ่ยออกมาทวงเวลาที่เธอทำหล่นเรี่ยราดระหว่างทางเข้าให้แล้ว

นิลอรปรี่เข้าไปนั่งยองๆ ที่หน้าประตูบ้านเพื่ออ้าแขนรอรับร่างเล็กๆ ของบุตรชายที่โถมเข้ามาหา ทั้งสองกอดกันแน่นทั้งกอดทั้งหอมกันอยู่ครู่หนึ่งฝ่ายหนุ่มน้อยจึงได้ผละออกแล้วทำตามสิ่งที่ตนได้ตั้งปณิธานไว้ในตอนแรก อย่างแน่วแน่

“มามี้มาฉาย เจคโป้งมามี้ ม่ายลักมามี้แล้ว!

หนุ่มน้อย เจค็อบ หรือ เจค วัยสามขวบเศษบ่นมารดาเล็กน้อยที่กลับบ้านไม่ตรงเวลาปล่อยให้เขาต้องทนอยู่กับพี่เลี้ยงสาวที่คงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นตุ๊กตาที่เจ้าหล่อนมีหน้าที่จับอาบน้ำแต่งตัวป้อนข้าวป้อนนม

“โอย...ขอโทษคร้าบคนเก่ง มามี้ขอโทษน้า แบบว่าวันนี้มามี้ไปเจอเพื่อนมาครับเลยมาสายนิดนึง” นิลอรแก้ต่างกับบุตรชายทั้งๆ ที่รู้ดีว่าลูกชายเธอไม่มีวันเชื่อหรอก เขาฉลาดเกินกว่าจะโป้ปดว่าเชื่อในสิ่งที่มารดาแก้ต่างให้ตัวเอง

“ม่ายเชื่อ มามี้นัดหนุ่มใช่ปะ เจคงอนจริงๆ ด้วย ฮึ!” หนูน้อยย่นยู่จมูกใส่มารดา ริมฝีปากล่างถูกดันขึ้นมาแทบจะชนปลายจมูกโด่งคมโดดเด่นของเขา นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นมีหยาดน้ำใสแวววาวเจืออยู่เล็กน้อย

“มามี้เปล่าน้า เพื่อนก็เพื่อนสิเอ้า” นิลอรพยายามอธิบาย บทจะงอนขึ้นมาละก็พ่อลูกชายง้อเท่าไหร่ก็ไม่หายหรอก

“ม่ายเชื่อ เจค...เจค...”

หนุ่มน้อยที่จ้อเก่งเกินอายุหยุดพูดกะทันหันเมื่อเห็นบุรุษร่างสูงใหญ่เดินเข้ามายืนอยู่ด้านหลังมารดา อะไรก็ไม่สะดุดตาเท่ากับนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลที่เขาจดจ้องมองอยู่

“เดี๋ยวนี้พาหนุ่มเข้าบ้านนะ เจ้!” หนุ่มน้อยเปลี่ยนจากมามี้เป็น เจ้ ตามที่สาวๆ ในร้านกาแฟเรียกขานเมื่อเห็นคู่เดทคนล่าสุดของมารดา

“กรี๊ด! ลูกฉ้าน! ชักจะแก่แดดขึ้นทุกวันแล้วนะเนี่ย เฮ้อ!” นิลอรโบกลมเข้าหาตัวเมื่อได้ฟังพ่อลูกชายพูดจา เธอปล่อยเขาไว้ที่ร้านกาแฟบ่อยเกินไปแล้วกระมังพ่อลูกชายถึงได้ซึมซับเอาสรรพนามดังกล่าวมาจากพนักงานในร้าน

โจนาธานหัวใจเต้นเร็วแรงมาเกือบสองนาทีแล้ว นาทีแรกมันเต้นเพราะได้ยินสรรพนามที่นิลอรกับเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังใช้สนทนากัน และนาทีที่สองมันเต้นระรัวเพราะดวงตาสีฟ้าครามที่กำลังจ้องมองเขาไม่วางตาอยู่ในขณะนี้

“นั่นคาย?” หนูน้อยที่ยังออกเสียงคำพูดไม่ชัดเจนชี้ไม้ชี้มือถามไถ่ชายแปลกหน้า นิลอรไม่ตอบ เธอรอดูว่าโจนาธานจะสะกิดใจหรือเปล่าที่ได้เห็นเด็กน้อยจอมแก่นคนนี้

“โอ...ขอโทษทีสุดหล่อ ฉันชื่อโจนาธาน คิงส์ เธอจะเรียกฉันว่าคิงส์ก็ได้เพราะใครๆ เขาก็เรียกฉันอย่างนั้น” หนุ่มใหญ่กระชับสูทให้เข้าที่เล็กน้อยก่อนจะย่อกายลงนั่งยองๆ เพื่อจะได้ทำความรู้จักหนูน้อยอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

พ่อหนูเจค็อบหรี่ตามองอย่างใช้ความคิด โจนาธานไม่แปลกใจเลยที่นิลอรจะปรักปรำพ่อหนูว่าแก่แดดแก่ลม

“มามี้?”

“ครับลูกชาย” นิลอรขานรับคำเรียกขานของลูกชาย หล่อนเริ่มเห็นความเป็นปรปักษ์ในหน่วยตาสีฟ้าครามจากพ่อหนู

“คาย?” เจคชี้นิ้วใส่แผ่นอกบึกบึนของบุรุษร่างสูงใหญ่ที่มีริ้วรอยตามวัยขึ้นตามใบหน้าประปราย อย่างเช่นที่หางตาเป็นต้น เขาเห็นมันได้ชัดเจนตอนที่ผู้มาใหม่เผยรอยยิ้มให้เขา และมารดาควรจะเคลียร์ให้เขารับรู้เสียทีว่าบุรุษแปลกหน้าคนนี้คือใครกัน

“อ้อ...ก็...ก็ แด็ดดี ของลูกไงครับ” นิลอรตอบแล้วพยายามที่จะไม่ให้น้ำตาไหล นาทีนี้เธอหวังเพียงว่าตาแก่จอมเผด็จการจะไม่ปฏิเสธสถานะที่เธอหยิบยื่นให้

ไม่เพียงเจค็อบที่นิ่งอึ้งกับคำประกาศของมารดา โจนาธานเองก็อึ้งเสียยิ่งกว่าอึ้งเช่นกันที่ได้ยินนิลอรเอ่ยตอบว่าอย่างนั้น เขานี่นะหรือจะมีลูกชายโตขนาดนี้ถ้าเดาไม่ผิดเจ้าหนูคงอายุไม่ต่ำกว่าสองขวบเป็นแน่ และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็แสดงว่านิลอรตั้งท้องตั้งแต่หนีมาจากสิงคโปร์แน่นอน!

“โอ...พระเจ้า! ฉันจะฆ่าเธอแน่ๆ นางมารร้าย!

โจนาธานถอยห่างทั้งร่างของพ่อลูกชายและอดีตนางบำเรออย่างช้าๆ พลางใช้สองมือขยุ้มขยี้ผมบนศีรษะอย่างไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรกับสิ่งที่ได้ฟัง นาทีต่อมาเขาเปลี่ยนเป็นเดินเร็วๆ วกกลับไปกลับมาในระยะทางไม่สั้นๆ เพื่อเรียกสติและขวัญเจ้าเอยที่หลบลี้ตีจากให้กลับมาโดยไว ตอนนี้เขากำลังสติแตกขวัญกระเจิงแทบจะกู่ไม่กลับ เค้าลางเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาแลเห็นนัยน์ตาสีเดียวกันกับเขาแล้ว

นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน นิลอรปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้เขารู้ได้อย่างไรตั้งสี่ปี และเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นอย่างไรกันแน่ ใครกันที่เล่นตลกกับเขาและแม่ของลูกอย่างแสบสันถึงเพียงนี้ ใครกันที่อยู่เบื้องหลักการจัดฉากลวงโลก

นิลอรทอดมองร่างสูงหนาที่เดินวกไปวนมาอยู่หน้าประตูเข้าบ้าน เธอเข้าใจว่าเขาอาจจะตกใจที่จู่ๆ รับรู้ว่าตัวเองมีลูก แต่อย่างน้อยเขาก็น่าจะกอดรัดลูกชายเธอไว้ด้วยความตื่นเต้นดีใจมิใช่ปล่อยให้ลูกชายเธอยืนเอ๋อรับประทานอยู่อย่างนี้

“เข้าบ้าน...กันเถอะลูก...” นิลอรกระซิบเสียงเครือพลางรุนหลังบุตรชายให้เข้าบ้าน ทว่าหนุ่มน้อยยังยินดีที่จะปักหลักรอชายแปลกหน้าอยู่ตรงนี้ เพื่อจะถามว่าชายแปลกหน้าเป็นแด็ดดีของเขาจริงๆ หรือเปล่า

“เดี๋ยว! เดี๋ยวสิ! เธอจะเดินหนีอย่างนี้ไม่ได้นะ เธอต้องคุยกับฉันให้รู้เรื่องก่อน”

โจนาธานปรี่มาคว้าข้อมือของนิลอรเอาไว้ได้ก่อนที่สาวเจ้าจะหลบเข้าบ้านไป

“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ถ้าคุณยอมรับไม่ได้ในความจริงที่ฉันเพิ่งบอกไปเราสองคนก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดกันอีก ฉันไม่ขอบคุณที่มาส่งนะคะมิสเตอร์ ลาขาดค่ะ”

นิลอรยิ้มทั้งน้ำตาพลางแกะมือหนาให้หลุดออกจากข้อมือเล็ก

“มามี้...โจนาธานเปนแด็ดดีของเจคจริงอ่า?” หนูน้อยโพล่งคำถามถามไถ่มารดาด้วยความไม่แน่ใจ เพราะเขาเคยเห็นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนมีพ่อมารับก็ไม่เห็นว่าพ่อของเพื่อนๆ จะอายุมากขนาดนี้นี่นา ไม่ไหวอ่า...เฮ้อ...

คราวนี้นิลอรไม่อาจตอบคำถามของบุตรชาย หล่อนพยายามปาดน้ำตาทิ้งไปก่อนที่บุตรชายจะสังเกตเห็น และนาทีนี้ เธอก็กำลังภาวนาให้ตาแก่โจนาธานพูดอะไรสักคำเถอะ

“เอ่อ...ถ้ามามี้เธอว่าอย่างนั้นก็คงจะจริงกระมังหนุ่มน้อย...ว่าไง...นาย...อยากให้ฉันเป็นแด็ดดีของนายไหม...” โจนาธานถามออกไปแล้วพลันหยาดน้ำตาก็คลอขังในหน่วยตาสีฟ้าครามเช่นกัน เขารู้สึกเหมือนมีใครเอากองอิฐหินดินทรายมาทับถมที่ตำแหน่งหัวใจยามที่ต้องรอคอยฟังคำตอบจากพ่อหนูน้อย

“ม่ายยย!!!...มามี้ เจคจาเอาแด็ดดีกล้ามหญ่ายๆ ลูบหล่อเหมือนดาลาอ่า...มะช่าย คุณตา คนนี้!

“หา!...ฮ่าๆๆ”

นิลอรอึ้งในตอนแรกก่อนจะเปลี่ยนจากอาการอึ้งเป็นหลุดเสียงหัวเราะชนิดที่ว่าหยาดน้ำตาก่อนหน้านี้หมดโอกาสได้หลั่งริน พ่อลูกชายตัวดีทำพิธีรับน้องแด็ดดีเข้าให้แล้ว

“แองจี้!

โจนาธานคำรามกรอดๆๆ เขาขานชื่อนิลอรด้วยเสียงลอดไรฟัน เขายังไม่แก่ขนาดเป็นตาเจ้าหนูเสียหน่อย เต็มที่ก็แค่ลุงเท่านั้นละน่า

หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเจ็ดปลอบตัวเองอยู่ในใจ พร้อมกับลอบมองเจ้าของชื่อที่เขาเรียกขานไปด้วย

“โถๆ ทูนหัวของมามี้ มามี้ขอโทษนะครับที่หาแด็ดดีรูปหล่อเหมือนดาราให้เจคไม่ได้ แต่แด็ดดีคนนี้มามี้รับรองว่ากล้ามใหญ่กว่าดาราแน่นอนครับ มามี้ยืนยันเลยเอ้า” นิลอรพยักหน้าหงึกหงักจนเส้นผมสีนิลของหล่อนพลิ้วไหวไปตามแรงโน้มถ่วง โจนาธานอยากเป็นคนจับช่อผมดังกล่าวขึ้นไปทัดหูให้หล่อนเหลือเกิน

เจค็อบหน้าบึ้งไม่ยอมคลาย เขากอดอกแน่นแล้วเงยหน้ามองบิดาผู้ให้กำเนิดซึ่งมารดายัดเยียดมาให้ โธ่ มามี้นะมามี้ จะหาแด็ดดีให้ทั้งทีหาที่หล่อๆ เหมือนดาราก็ไม่ได้ เซ็ง!

“เฮ้อ! เก๊าะด้าย เห็งแก่มามี้ก็แล้วกัน ฮึ่ม! ขัดใจนะเนี่ย!?”

นิลอรยิ้มให้ลูกน้อยพร้อมกับยกมือยอมแพ้ เธอไม่ขอออกความคิดเห็นใดๆ กับเรื่องนี้ เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่าเจคน้อยของเธอต้องเป็นผู้ชนะ อายุแค่สามขวบแต่บุตรชายที่รักแก่แดดเหลือเกิน เธอคิดว่าสมองลูกชายคงถูกแดดเผาจนเกรียมไปแล้วล่ะตอนนี้

“เอาละคนเก่ง มามี้ว่าเราเข้าบ้านดีกว่าน้า ฝนมันปรอยๆ อีกแล้วเดี๋ยวไม่สบาย แล้วนี่เจสไปไหนทำไมไม่ออกมารับมามี้ครับ” นิลอรรุนหลังบุตรชายเข้าบ้านพร้อมกับถามถึงใครอีกคนที่ควรอยู่กับเจคน้อยในเวลานี้ แต่แทนที่เธอจะได้รับคำตอบกลับได้รับคำถามจากคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเแทน

“ใครคือเจส?”

“..................”

นิลอรไม่ตอบและยิ้มเยาะอยู่ในที ตอนนี้หล่อนเข้ามาในตัวบ้านแต่เขายืนอยู่หน้าประตู

“กลับไปได้แล้วมิสเตอร์ นี่มันค่ำมากแล้ว ฉันต้องการพักผ่อน” เจ้าของบ้านเอ่ยปากไล่ แต่หนุ่มใหญ่กลับทำหน้าเหรอหรา เจ้าหล่อนไล่เขากลับไปทั้งๆ ที่เขาเพิ่งได้เจอหน้าลูกตัวเองเนี่ยนะ!

“ฉันจะไม่ไปไหนจนกว่าฉันจะได้รู้ว่าลูกฉันเป็นอยู่ยังไง และฉันอาจจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงวันที่ฉันพาเขากลับสิงคโปร์”เขาโต้กลับเสียงทุ้มนุ่มเย็น ตรงกันข้ามกลับหัวใจที่ร้อนรุ่มอย่างสิ้นเชิง

“ฝันไปเถอะ” นิลอรเชิดหน้าน้อยๆ หล่อนไม่กลัวเขาสักนิด อยากอยู่ที่นี่ต่ออย่างนั้นหรือ ได้สิ แต่มันก็ต้องมีข้อแม้นิดหน่อย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วนี่ “ห้องรับแขกบ้านฉันว่าง แต่ถ้าคุณจะมาอยู่ล่ะก็ ฉันคิด 5000 โอเครึเปล่า”

โจนาธานยิ้มกริ่มก่อนจะพยักหน้ารับข้อเสนอ กะอีแค่เดือนละห้าพันบาท เขามีปัญญาจ่ายอยู่แล้ว สบายมาก

“ได้! 5000 บาท เดี๋ยวฉันจะจ่ายเธอทุกสิ้นเดือน โอเค...งั้นตอนนี้ฉันเข้าไปหาลูกได้แล้วใช่ไหม” เขาถามด้วยความตื่นเต้น เจ้าเงินเพียงไม่กี่บาทหากทำให้เขาได้เห็นหน้าลูกน้อยทุกวันละก็ เขายอม...

ร่างหนาที่สูงเกือบจะชนขอบประตูด้านบนทำท่าจะก้าวเข้ามา แต่เขาต้องหยุดชะงักเพราะนิ้วชี้ของเจ้าของบ้านจิ้มลงบนอกแกร่งเป็นเชิงบอกว่าอย่าบังอาจบุกรุกเข้ามาเชียว

“อะไร? ก็เธอตกลงแล้วนี่”

“ฉันบอกว่า 5000 แต่ไม่ใช่ 5000 บาท แต่เป็น 5000 ดอลล่าสิงคโปร์ แล้วก็ไม่ใช่ต่อเดือน แต่เป็น 5000 ดอลล่าห์สิงคโปร์ต่อคืนย่ะ แต่ถ้าคุณจ่ายไม่ไหวละก็ เชิญเอาร่างคิงคองของตัวเองออกไปให้ห่างหน้าบ้านฉันไปเลย ชิ้วๆ”

นิลอรยิ้มเย้ยอย่างสะใจเมื่อเห็นใบหน้าหนุ่มใหญ่ที่คิดว่าโชคชะตาจะเข้าข้างตัวเอง ฝันไปเถอะ ตอนนี้โชคชะตามันอยู่ในมือของเธอต่างหาก และเธอจะลิขิตมันด้วยสองมือของตัวเอง

“นิลอร! นี่เธอจะให้ฉันอยู่บ้านสับปะรังเคของเธอโดยต้องจ่ายค่าเช่าคืนละแสนเนี่ยนะ!?”

โจนาธานอยากบีบคอสีน้ำผึ้งยวนตานั่นนัก หล่อนเอาเครื่องคิดเลขยัดใส่สมองหรืออย่างไร ทำไมถึงได้เขี้ยวลากดินขนาดนี้ ห้าพันดอลล่าห์สิงคโปร์ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินบาทไทยก็ตกอยู่ราวๆ แสนกว่าบาท ลูกเขาออกไข่ได้เหมือนห่านทองคำหรืออย่างไรถึงได้ตั้งเงื่อนไขการพบเจอได้เขี้ยวปานนี้ ยัยนางร้ายจอมงก กี่ปีๆ ความร้ายของเจ้าหล่อนก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย มันน่าจับผูกติดกับเตียงจริงๆ เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่ความน่ารักของหล่อนจะสามารถเผยออกมาได้

“จะคิดอีกนานไหม ฉันจะปิดบ้านแล้วนะ!

เจ้าของบ้านเริ่มรำคาญ เพราะเขาทำให้เธอเสียเวลา ระหว่างนั้นพี่เลี้ยงของบุตรชายก็เดินมาบอกว่าเจ้าหล่อนจะกลับบ้านแล้ว ความจริงเด็กสาววัยสิบแปดอย่างต้นตาลอยากถามเจ้านายสักคำว่าบุรุษหน้าฝรั่งที่ยืนขวางประตูอยู่เป็นใครแต่เจ้าหล่อนก็ไม่กล้า ได้แต่ทำตาปริบๆ อย่างสงสัย

“พี่ตางพี่ตาง เจคมีแด็ดดีเป็นของตัวแล้วนะ นี่ไง แต่...ม่ายหวายจาเคีย (เคลียร์) ...”

จอมแสบของนิลอรแนะนำบิดาให้พี่เลี้ยงสาวรู้จัก และนั่นทำให้ต้นตาลต้องยกมือไหว้หนุ่มใหญ่ แน่นอนว่าความประหลาดใจปนอยู่ในสีหน้านั้นจนนิลอรอดขำไม่ได้ ต้นตาลคงแปลกใจกระมังที่เห็นบิดาของคุณหนูตัวน้อยๆ อายุมากขนาดนี้

“อ่า...พรุ่งนี้ตาลมีเรียน คงไม่ได้มานะคะคุณอร สงสัยจะหยุดยาวค่ะ น่าจะราวๆ สองอาทิตย์ คุณอรจะดูน้องเองหรือจะให้ตาลช่วยหาพี่เลี้ยงไหมคะ”

นิลอรยกมือกอดอกอย่างครุ่นคิดก่อนจะยิ้มสวยออกมาอย่างถูกใจ

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ บางทีฉันอาจมีคนช่วยเลี้ยงลูกแล้วล่ะ ขอบใจมากจ้ะต้นตาล ขอให้สอบผ่านนะแล้วก็กลับบ้านดีๆ ล่ะ มืดค่ำแล้ว” นิลอรอวยพรให้พี่เลี้ยงบุตรชายเสร็จสรรพซึ่งสาวน้อยก็ยกมือไหว้ ก่อนขอตัวกลับบ้านโดยที่โจนาธานถอยออกจากหน้าประตูเล็กน้อยเพื่อเปิดทาง และเมื่อลับร่างพี่เลี้ยงวัยละอ่อน โจนาธานก็กลับมาคุยเรื่องค่าเช่าที่ค้างอยู่

“เธอจะคิดค่าเช่าฉันวันละแสนจริงเหรอ เขี้ยวลากดินเลยนะแม่คุณ”

“ช่วยไม่ได้ ก็ลูกฉันต้องกินต้องใช้ จะเอาไม่เอา วันละห้าพัน พร้อมอาหารเช้าและฉันอนุญาตให้คุณกอดลูกชายได้ตามสบาย...สนปะ?” นิลอรยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ แค่แสนเดียวมันน้อยไปย่ะพ่อคุณ เดี๋ยวจะรู้สึก อีตาคิงคอง!

“โอเค! ก็ได้ เธอน่ะ มันตัวแสบตลอดกาลจริงๆ”

นิลอรเบะปาก แต่ถอยให้เขาได้เดินเข้ามาก่อนจะปิดประตูลง และทันที่ที่ปิดประตูจนสนิท เสียงหยาดพิรุณที่พร่างพรมจากเบื้องบน ก็แรงจนหลังคาสะเทือน ดีที่บ้านหลังน้อยแน่นหนาพอที่จะทำให้คนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคา ปลอดภัยจากความเปียกปอนได้ กระนั้นกลิ่นน้ำฝนจางๆ ก็ยังลอยเข้ามาให้สูดเข้าปอด มันผสมปนเปอย่างลงตัวกลับกลิ่นดินกลิ่นหญ้าที่สนามเล็กๆ หน้าบ้าน

นิลอรหยุดยืนที่หน้าต่างบานหนึ่ง ค่อยๆ นั่งลงช้าๆ กับพื้นกระเบื้องเย็นๆ เฝ้ามองหยาดพิรุณที่พร่างพรมอยู่ด้านนอก ขณะที่โจนาธานกำลังตกลงอะไรบางอย่างกับเจ้าเจคตัวแสบ เธอหันไปมองพวกเขาแล้วยิ้มอย่างปลงๆ ในที่สุดโชคชะตาก็ชักพาให้สายเลือดเดียวกันได้กลับมาพานพบ แล้วเธอเล่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จะยอมให้เขาเอาตัวลูกไปอย่างนั้นหรือ ไม่หรอก เธอทำไม่ได้...แต่ว่า...ถ้าลูกไปอยู่กับเขาจริงๆ อนาคตอันสวยหรูโจนาธานคงปูเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ปูทางไว้ให้ลูกน้อยในแบบที่คนจนๆ อย่างเธอไม่มีทางทำให้ลูกชายได้เลย...

“มามี้!” เสียงเล็กๆ ร้องเรียกมารดาพร้อมกับฝ่ามือน้อยเอื้อมมาแตะที่หัวไหล่เบาๆ

นิลอรยิ้มให้ ลูกสาว ที่อยู่ในชุดนอนเรียบร้อย

“ว่าไงคะคนเก่ง ไหนแม่ดูสิผื่นขึ้นรึเปล่า” คุณแม่ลูกแฝดรั้งตัวบุตรสาวมานั่งตักแล้วจับแขนเสื้อเจ้าหล่อนถลกขึ้นเหนือศอกเพื่อดูว่าผื่นลมพิษเพราะอากาศเย็นๆ รุมเร้าลูกสาวบ้างหรือไม่ และเธอก็ยิ้มออกมาเมื่อพบว่าเจ้าหญิงตัวน้อยยังปกติดี

“มามี้หายไปไหนมาคะ เจสงอนมามี้แล้ว เจส...หิวข้าว!” หนูน้อยแจ้งแก่มารดาที่รัก นัยน์ตาสีฟ้าครามขึ้นสีเข้มราวท้องทะเลยามค่ำคืน สื่อให้รู้ว่าแม่หนูกำลังเง้างอนจริงๆ

“โอ...ตายแล้ว มามี้ขอโทษค่ะคนสวย ไปค่ะเราไปหาอะไรทานกันดีกว่า มามะมามี้อุ้มหน่อยไม่ได้อุ้มเจ้าหญิงนานแล้ว” เจสสิก้า รวิยานนท์ เด็กหญิงวัยสามขวบกว่าๆ ยิ้มแป้นขณะวาดแขนโอบรอบคอมารดาที่รัก

นิลอรอุ้มเจสสิก้าผ่านหน้าโจนาธานด้วยใบหน้ายิ้มๆ ขณะที่หนุ่มใหญ่นัยน์ตาเบิกโพลงราวกับถูกผีหลอก เพราะในขณะที่เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้าเจคตัวแสบให้ยอมให้เขาอุ้มสักครั้งแต่นิลอรกลับอุ้มใครอีกคนผ่านหน้าเขาไปราวกับว่าหล่อนกำลังเยาะเย้ยเขาด้วยสิ่งที่เขาจะไม่มีวันรับรู้หากว่าหล่อนต้องการปิดบัง

“โอ...พระเจ้า! ฉัน...ฉันกำลังจะเป็นลม!” แล้วโจนาธานก็กระแทกแผ่นหลังกับโซฟานุ่มอย่างแรง ก่อนเอนศีรษะเกยกับพนักโซฟาแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแต่นิลอรทำให้เขาหัวใจจะวายไปหลายรอบแล้วนะ หล่อนไม่ยอมปริปากบอกสักคำว่าเขามีลูกฝาแฝด!

ถ้าทำได้ฉันจะฆ่าเธอ ยัยตัวร้าย!!!’

โจนาธานสบถอยู่ในใจ และในขณะที่เขากำลังอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกับความจริงที่เพิ่งแลเห็น มือเล็กๆ อุ่นๆ ของใครบางคนก็วางแหมะลงกลางหน้าผาก เขาลืมตาขึ้นช้าๆ หัวใจข้างในบวมเป่งคับอก วงหน้าน้อยๆ ของบุตรชายอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบ เจ้าหนูทำราวกับว่าเขาเป็นผู้ป่วยหนักที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

“แด็ดดีไม่บาย เอ๋อคับ เจคเปนหมอ เจคจาตรวจแด็ดดีนะ”

เสียงเล็กๆ ที่เอ่ยขึ้นมาผสมความจริงใจและห่วงในตัวบิดาเป็นล้นพ้น หนูน้อยเอียงศีรษะเพื่อแนบใบหูฟังเสียงหัวใจบิดาก่อนจะแจ้งอาการ

“อ๋อ...เปนโลกขี้น้อยจาย ต้องให้ลูกชายกอดอย่างนี้ อึ๊บ! กอดๆๆ เจคกอดแด็ดดีแล้วน้า แด็ดดีหายไวๆ น้า”

เจ้าเจคโอ๋บิดาด้วยการปีนขึ้นไปบนร่างใหญ่โตแล้วใช้สองแขนโอบรอบแผ่นอกหนา โจนาธานถึงกับน้ำตาซึม ลูกชายจอมแสบช่างน่ารักขี้อ้อนเหลือเกิน

“หายแล้วครับ แด็ดดีรักเจคที่ฉุดเลย ไหนให้หอมหน่อยคนเก่ง”

ฟอด! ฟอด! ฟอด!

หนูน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจเพราะไรหนวดแข็งๆ ของบิดาทิ่มลงบนแก้มนุ่มๆ ให้เขาจักจี้

“พอแล้วๆ สองคนนั้นน่ะมาทานข้าวได้แล้วเร็วเข้า”

นิลอรร้องฝ่าเสียงฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ด้านนอก นัยน์ตาสองข้างคลอขังด้วยม่านน้ำตายามได้เห็นลูกน้อยกอดกับผู้เป็นบิดาเช่นนี้ หล่อนรู้สึกเหมือนถูกแย่งชิงความรักไปอย่างไรก็ไม่รู้

โจนาธานอุ้มตัวแสบของเขามาสมทบกับนิลอรและเจส...ลูกสาวอีกคนของเขา

หนุ่มใหญ่วางร่างเจ้าหนูลงตรงเก้าอี้ที่เจคน้อยร้องบอก ก่อนจะนั่งลงเก้าอี้ตัวที่วางอยู่ข้างกันแล้วเริ่มทักทายกับแม่หนูตาสีฟ้าที่นั่งอยู่ตรงข้าม

“สวัสดีสาวน้อย ฉันชื่อโจนาธาน คิงส์ ยินดีที่ได้รู้จัก” โจนาธานเลื่อนมือไปเพื่อจับมือทักทายแต่ว่าสาวน้อยไม่เล่นด้วย แม่หนูเจสดูเงียบขรึมไม่เหมือนเจ้าเจคเลย

“เจส! อย่าเฉียมายาทน้า โจนาธานเปนแด็ดดีพวกเลา”

แฝดชายผู้เกิดก่อนปรามน้องสาวที่เกิดหลังเพียงสองนาทีด้วยสีหน้าขึงขัง และนั่นทำให้เจสสิก้าต้องเอื้อมมือมาเช็คแฮนกับบุรุษแปลกหน้าที่พี่ชายบอกว่าเป็นบิดาของเธอ

“เอ้อ...ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์นี้นะนิลอร รู้สึกว่าเธอจะทำความยุ่งยากให้ฉันมากมายเหลือเกิน”

“ฉันเปล่านะคะ ฉันอยู่ของฉันดีๆ คุณต่างหากที่ลากฉันขึ้นรถมา แล้วเรื่องหลังจากนั้นมันก็เป็นแค่...โชคชะตา”

นิลอรให้เหตุผลตามที่หล่อนคิดขณะยกชามแกงจืดเต้าหู้มาวางกลางโต๊ะอาหาร ตามด้วยกับข้าวอีกสองสามอย่างที่เอาออกมาจากตู้เย็นแล้วจัดการอุ่นอย่างรวดเร็วด้วยไมโครเวฟ ด้วยงานที่ยุ่งวุ่นวายทำให้เธอต้องพึ่งพาข้าวถุงแกงถุงที่มีขายทั่วไป แต่จะเลือกเจ้าที่ทำสะอาดและรสชาติถูกปากที่สุด

“ฉันไม่อยากเถียงกับเธอหรอก” เขาว่าแล้วหันไปมองเจ้าเจคที่พยายามตักข้าวสวยใส่จานให้น้องสาว “มามะเดี๋ยวแด็ดดีตักให้” เขาอาสาแต่ว่าเจคน้อยส่ายหน้าพรืด

“ม่ายด้าย เจคเป็นหัวหน้าคอบคัว เลื่องแค่นี้ฉะบายมาก อึ๊บ!

แล้วเจค็อบก็ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวตามความรู้สึกของเขาด้วยการตักข้าวใส่จานให้น้องสาวและบิดา แน่นอนว่าไม่ลืมตักให้มารดาและตัวเองด้วย

โจนาธานมองเมล็ดข้าวที่หกเรี่ยราดแล้วน้ำตาซึม ความจริงนิลอรก็มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ไม่น้อย หล่อนเลี้ยงลูกโดยปลูกฝังให้เขาทำอะไรๆ เองแม้ว่ามันจะเลอะเทอะหรือไม่เรียบร้อยแต่นั่นก็เป็นการเรียนรู้ที่ดี

นิลอรยกกับข้าวอย่างสุดท้ายมาวางบนโต๊ะ หล่อนมองหนุ่มใหญ่ที่นั่งเงียบใช้สองมือเท้าคางแล้วพูดอะไรไม่ออก ตาแก่โจนาธานมองลูกๆ เธอราวกับว่าทั้งสองเป็นเทวดานางฟ้ามาจากสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น

“ขอบใจนะแองจี้ ขอบใจที่เธอเลี้ยงพวกเขาแทนฉัน” โจนาธานเอ่ยขอบคุณแล้วเลื่อนมือมากอบกุมมือน้อยของแม่แองจี้ที่เขาเรียกขาน

นิลอรรีบชักมือออกเมื่อไออุ่นจากกายชายส่งผ่านผิวเนื้อเข้ามาให้เธอรู้สึก มันร้อนจนวูบวาบไปถึงท้องน้อยเลยทีเดียว

“ทานข้าวเถอะค่ะ เสร็จแล้วเราจะได้คุยกัน” นิลอรบอกเป็นการเป็นงานก่อนจะเริ่มรับประทานมื้อค่ำ และวันนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นแล้วว่าเก้าอี้รอบโต๊ะอาหารในบ้านหลังน้อยมีเจ้าของของมัน...ครบทุกตัว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #20 Maya (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 / 12:15
    น้องเจค น้องเจส น่ารักมาก ^^ ครอบครัวได้เจอกันพร้อมหน้า

    ใครกันน๊าที่จัดฉากให้ครอบครัวเขาต้องแตกแยกกัน
    #20
    0
  2. #4 สิรนันท์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 06:55
    เกิดอาการตกหลุมรักเด็กน้อย รอค่ะรอ ชอบมากกกกกก กรี๊ดดดดด
    #4
    0
  3. #3 สุดหล่อ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 15:12
    อ่านแล้วชอบเลย รอๆๆๆ
    #3
    0
  4. #2 sweety (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 12:40
    รออ่านน่ะค่ะ
    #2
    0