นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

นักบวช : พวกเขาเคยพูดว่าผมเคยมีพรสวรรค์ แต่พวกเขาก็ไม่เคยรู้เลยว่าผมต้องเสียอะไรไปบ่าง

โดย treetrue

(ไม่เกียวกับเนื่อเรื่องเลยซักนิด ที่ได้เขียนอยู่ตรงนี้) ... ไม่รู้สิเอาเป็นว่า มีสติก่อนอ่านเป็นพอ ...

ยอดวิวรวม

1

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


1

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  11 เม.ย. 64 / 03:42 น.
นิยาย ѡǪ : ǡ¾ٴҼվä ǡҡҼͧ仺ҧ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
(ที่เขียนอยู่ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลยซักนิด)
เอาเป็นว่ามีสติก่อนอ่าน และก็ ถ้าไม่ชอบก็ออกไปได้เลยไม่มีใครว่าหลอกนะ ... ก็ไม่มีใครรู้นิ
และที่อยากจะบอกก่อนเลย คำว่านักบวชนี้ ... เอาจริงๆก็ไม่อยากจะใช้คำนี้เลยนะ ... แต่เอาเป็นว่าอ่านสนุกๆไปนะ ... ไม่อ่านก็ไม่ว่านะเพราะมันก็ไม่มีใครจะมาอ่านนิยายที่ผมเขียนอยู่แล้ว ... ก็ที่ผมชอบเขียนมันไม่ได้อ่านแบบง่ายๆนะสิ แต่ที่เขียนเรื่องสั้นนี้ ลองเขียนให้มันอ่านง่ายที่สุดแล้ว ... เดียวจะไปหัดเขียนให้มันดีๆกว่านี้อยู่อีก ... เอาเป็นว่าบ่นแค่นี้ล่ะ 
ด้วยความว่างมากเล่นมาเขียนนิยาย ... 
นิยายเรื่องนี้ไม่ เฟรนลี่ แก่จิตใจของใคร และผมก็ไม่สามารถเขียนให้มัน เฟรนลี่ ต่อจิตใจได้ด้วยสิ แย่ๆ
ปกติผมไม่บัพนิยายวันนี้นะ แต่เขียนตั้ง 1 วัน และมาอ่านแก้อีก 1 วัน ... เวลาก็เลยมาเป็นเท่านี้ 3:42 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 11 เม.ย. 64 / 03:42


[มีแสงแดงอ่อนๆ ที่สาดส่องมาที่ผมเช่นทุกวัน] ... เช้าแล้วสินะ

[ผมลุกขึ้นจากเตียงเก่าๆ ตัวเดิม] เป็นเช้าที่สดใส่จริงๆ เลยนะ วันนี้นิ

#มีเสียงนกร้องเบาๆเช่นเคบ [ผมเก็บที่นอนเหมือนทุกที่ ต้องให้เจ้านี้มันพร้อม ที่จะได้ทำหน้าที่ของมัน เมื่อผมเหนือยอีกครั้ง] 

[ผมเดินตรงไปที่หน้ากระจก เช่นทุกวัน] ... ผมเห็นแต่คนแก่คนหนึ่ง ที่มีใบหน้าที่ผอม มันเต็มไปด้วยหนวดเครา เช่นทุกครั้ง

[ผมใช้มือจับที่ถ้วยน้ำที่อยู่ข้างๆ อย่างเช่นเคย] [ใช้น้ำที่อยู่ในถ้วยนั้นล้างหน้า ทำแบบเดิมทุกวัน] วันนี้ ก็ยังดูตลกไม่เปลี่ยนเลย

“ให้ตายสิ เรานี้มันแก่แล้วจริงๆสินะ” [มองดูหน้าของตัวเองผ่านกระจก เช่นทุกครั้ง] 

“เริมจำไม่ค่อยได้แล้วสิว่า” [ใช้มือข้างซ้ายจับตำแหน่งที่เคย เป็นหูข้างซ้ายมาก่อน] ... มันเป็นตอนไหนกันนะ ที่หูโดนตัดไป ... 

#กรี! [หันไปมองที่นอกหน้าต่าง] ... จริงสิ ต้องไปรดน้ำต้นไม้ก่อน 

“ใจเย็นๆกันหน่อย ผมกำลังไป เห็นใจคนแก่ๆบ่างสิเจ้าพวกนี้” [หลังจากที่พูดจบ ก็ไปหยิบผ้าที่ว่างอยู่ข้างๆ มาเช็ดหน้า] … 

[และมองกระจบอีกครั้ง] ... ว่าแต่ เราเสียตาไปข้างหนึ่งตั้งแต่ตอนไหนกันนะ

#กรี! #กรี! เจ้าพวกนี้นิ

“ไปแล้วๆ” [ผมหยิบถ้วยที่ใช้ล้างหน้าเมือกี่ และเดินไปหาเจ้าต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่อยู่หน้าต่างใกล้ๆ และแท่น้ำลงไป]

“เอาล่ะ” หวังว่าเจ้าพวกนี้จะอิ่มนะ

#กรี! #กรี! #กรี! ... เอาเป็นว่าคงต้องใช้เวลาสักพัก ในการลดน้ำให้เจ้าพวกนี้หน่อยแล้ว

[ผมเดินไปนอกบ้านเล็กๆหลังนี้] ... เอาถังน้ำไปไว้ไหนนะ ... ใช้ๆ เอาไว้ใกล้ๆกับบ่อน้ำ

[หลังจากที่ผมคิดได้ก็เดินตรงไปที่บ่อน้ำ โดยที่มีเสียงร้องจากพวกต้นไม่แถวนี้] ... ให้ตายสิ ร่างแก่ๆนี้ไม่ได้แข็งแรงแล้วนะ

[หลังจากที่ไปถึงบ่อน้ำที่อยู่หลังบ้าน ก็เพียงจับเชือกที่อยู่ตรงขอบของบ่อน้ำ และออกแรงที่มันมีน้อยนิด ทำการดึงมันขึ้นมา] ... โอ้ย ... หลังผม มันเริ่มปวดอีกแล้วนะนี้ ... 

[หลังจากที่ใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ ในการเอาน้ำขึ้นมาจากบ่อน้ำได้แล้ว ก็ได้แท่มันลงไปในถังน้ำใกล้ๆ] เอาล่ะ ... นี้มันเหนือยจริงๆ เลย ...

“หิวน้ำแล้วสิ” [เดินเข้าไปในบ้านแล้วไปหยิบแก้วออกมา] ... [เดินกลับออกมาที่ถังน้ำ] 

[ใช้แก้วน้ำตักน้ำ ในถังน้ำขึ้นมากิน] ค่อยดีขึ้นหน่อย ว่าแต่เราก็กินแต่น้ำอย่าเดียวมานานแล้วสินะ ไม่น่าล่ะถึงไม่มีเรี่ยวแรง

[ผมมองไปรอบๆและบอกกับพวกเจ้าต้นไม้พวกนั้นไปว่า] “ถึงเวลาของพวกนายแล้ว ฉะนั้นเงียบๆด้วยสิ” 

[ผมก็ใช้เวลาในการตักน้ำให้เต็มแก้วแล้ว เดินไปเทน้ำให้กับเจ้าพวกนี้ที่ล่ะต้น และก็คุยกับเจ้าพวกนี้เหมือนที่เคยทำอยู่ทุกวัน]

“กว่าจะเสร็จ พวกนายก็เงียบๆกันหน่อย เข้าใจไหม”

#กลี ... [ผมหันไปมองต้นไม้ต้นใหญ่ที่สุดที่อยู่ข้างๆ บ้านหลังนี้]

“ว่าไงนะ” [ผมอยู่ในป่านี้มาหลายปีแล้ว ผมเข้าใจว่าพวกต้นไม้พวกนี้มันสื่อสารว่าอะไร] “... ฮะ ... ฮะ”

“พวกนายกังวนงันเหรอ” [ผมมองไปที่ต้นไม้พวกนี้ มันอยู่กับผมมานาน ...] เจ้าพวกนี้นิ 

#กลี... [ผมจับใจความที่เขาบอกผมมาได้ว่า] “มีพวกหูยาวกำลังมาที่นี้ พวกนั้นมาหาผม แบบจริงจังมากด้วย” ... ถึงเวลาแล้วงันเหรอ ... ผมก็นึกว่าจะได้ตายอย่างสงบอยู่ที่นี้ไปแล้วซะอีก แต่นี้ก็ถือว่าเป็นงานสุดท้ายก็แล้วกัน

“ไม่ต้องเป็นห่วงไป ยังไงซักวันผมก็ต้องตาย ... ทำไหม? พวกนายแค่เสียใจที่ไม่มีคนมารดน้ำให้เท่านั้นเอง ไม่ต้องมาพูดมาก”

[ผมพูดไปอย่างนั้น แต่ดูพวกเขาจะเสียใจจริงๆ] ผมดีใจนิดๆนะ ที่อย่างน้องก็ยังมีใครเห็นความสําคัญในตัวของผม ...

“งันวันนี้ผมขอเวลาอยู่เงียบๆ คนเดียวได้ไหม”

#กรี! ... ดูเจ้าพวกนี้สิ คิดจะทำเรื่องเปล่าประโยชน์

“ไม่ต้อง ปล่อยพวกเขาเข้ามาเป็นปกตินั้นล่ะ ... ผมไม่เป็นไร ... เดียวพวกนายจะเจ็บตัวเสียเปล่า” 

[เมื่อกี่พวกเขาบอกกับผมว่า] “ให้หยุดพวกนั้นไหม” ... ถ้าทำงันก็มีแต่เรื่องจะเลวร้ายขึ้นเท่านั้น

[ผมมองไปที่ต้นไม้พวกนั้นอีกครั้ง] ... ผมไม่รู้ว่าเจ้าพวกนี้จะฟังผมไหม แต่ ผมต้องรีบแล้ว

[ผมเดินเข้าไปในบ้าน หยิบหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดขึ้นมา] หนัก ... [ผมใช้เพียงการตบมันลงไปเบาๆ]

[ใช้เวทควบคุมมันขึ้นมาให้อยู่บนโต๊ะ] … ยังไงผมก็ไม่ชอบการใช้เวทแบบนี้อยู่ดี ... มันทำให้นึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่ได้ลืมไปแล้ว

“ถ้าจำไม่ผิด ผมเก็บพวกที่เหลือไว้ไหนนะ” [เดินหาหนังสือที่เก็บไว้ทั่วบ้าน] 

[ใช้เวลาสักพักในการหา และรวบรวมหนังสือทุกเล่ม ที่ผมเคยเขียน ให้อยู่บนโต๊ะ] เอาล่ะ ไม่นึกว่าจะต้องใช้วิธีนี้

[ใช้มือตบลงไปที่หนังสือเล่มใหญ่ที่สุดอีกครั้ง] [ใช้พลังเวทที่เป็นกระแสเจาะผ่านลงไปในหนังสือทุกเล่ม] ... 

[ชักนำตัวอักษรทุกตัว ในหนังสือทุกเล่ม นำมันออกมา และทำการร้อยเรียงทุกอย่าง และนำมันยัดลงไปในหนังสือเล่นใหญ่สุด]

ความรู้ทั้งหมดในชีวิตนี้ของผม ได้อยู่ในหนังสือเล่มนี้แค่เล่มเดียวแล้ว ... 

[ผมได้สร้างกลไกทางเวทมนต์ ให้คนที่จะสามารถเปิดหนังสือเล่มนี้ได้มีแค่ ...] ไม่รู้สิ เอาเป็นว่า แยกเป็นหลายๆบทดีกว่า 

[ผมได้เริ่มจัดระเบียบทุกอย่างจนเสร็จ] ... ใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้อีกนะนี้ ...

[เดินออกมานอกบ้าน เพื่อสูดหายใจ] ... หมดห่วงกับทุกอย่างแล้วสิ ... แต่ก็ยังมีเวลาเหลืออยู่ดี 

“นี้เจ้าพวกนั้นจะมาถึงที่นี้ อีกนานแค่ไหนกัน”

#กรี... [ผมมองไปที่เจ้าต้นไม้พวกนี้] ... ก็ไม่แปลกใจที่พวกนี้จะทำแบบนี้ ... 

[ความหมายที่พวกนี้ได้บอกก็คือ] “ได้หยุดพวกนั้นไปแล้ว แต่พวกเข้าก็คงจะถึงช้ากว่าเดิมไม่มากนัก คงจะถึงพรุ่งนี้เช้า”

“ไม่ต้องหยุดหลอก ให้พวกนั้นผ่านเข้ามาเลย” แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ก็คงจะใช้เวลาอีกนานอยู่ดี 

[มองไปที่ท้องฟ้า] ใกล้จะมืดแล้วสิ ... เขียนอะไรเพิ่มดีกว่า ยังไงก็ยังมีเวลาเหลืออยู่อีก

[เดินเข้าไปในบ้านอีกครั้ง] [ผมเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิม และหยิบขนนกตัวเก่งขึ้นมา] ... [มองไปรอบๆ] หายไปไหนนิ 

[เดินหาถ้วยใบเล็กและหยิบมันขึ้นมา] ... ถ้วยพวกนี้ทำมาจากดิน ... มันถูกทำมาแบบง่ายๆ ก็ที่นี้ป่านะ 

[ผมเดินไปที่หน้าต่าง ที่อยู่ใกล้ๆ] 

“ขอน้ำยางเพิ่มหน่อยสิ ผมว่าจะเขียนอะไรนิดหน่อยนะ” [ต้นไม้นั้นก็ได้โน้มกิ่งมาหา และมีน้ำยางออกมาที่ล่ะนิด]

[ผมก็เอาขนนกมาจิ้มที่น้ำยางเล็กน้อย แล้วก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ โดยยังว่าถ้วยเอาไว้ก่อน] เอาล่ะจะเขียนอะไรดี

[ผมหยิบหนังสื่อ เล่มหนึ่งที่ตอนนี้ได้ว่างเปล่าแล้ว ขึ้นมา] ... มืดแล้วสิ

[ผมได้สร้างแสงสว่างด้วยเวทของผมเองขึ้นมา เพื่อที่จะให้ห้องนี้สว่างขึ้น] ... เจ้าพวกนั้นคงจะบ่นเราแน่แต่ว่า เรื่องนี้มันสำคัญ

[เปิดหนังสือขึ้นมา] ... งันก็เขียนสิ่งนี้ไปก่อนแล้วกัน 

[ได้ลงมือเขียนไปว่า] “ใครก็ตามที่จะเปิดหนังสือเล่นนี้ได้ จะต้อง...” เขียนอะไรต่อไปดีนะ ... 

[ใช้เวลาไม่นานกว่าที่จะเขียนเงื่อนไขในการเปิดหนังสือนั้นได้] ... เสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้อีกนะนี้

[มองไปที่หน้าต่าง] ... พึงจะมืดได้ไม่นานเองสินะ ... งันมาเขียนสิ่งนั้นดีกว่า

[เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็เดินไปดูว่าน้ำยางได้มากแค่ไหนแล้ว ...มันมีจำนวนไม่มากนัก แต่มันก็มากเกินพอที่จะเอาไว้เขียน]

“ขอบใจมาก” [หลังจากที่บอกไปก็หยิบถ้วยออกมาและเดินกับมาที่เก้าอี้อีกครั้ง] ... น้ำยางพวกนี้นะ เมื่อแห้งแล้วจะติดกับกระดาษแบบเอาไม่ออกเลย ส่วนวิธีอ่านก็แค่ใช้พลังเวทเข้าไปในหนังสือพวกนี้ และวงจรที่ผมได้สร้างขึ้นก็จะทำงาน 

ถ้าทำถูกวิธีก็สามารถอ่านได้ แต่ถ้าใช้ผิดวิธีมันก็จะเสียหายและใช้การอะไรไม่ได้อีกต่อไป ...

[จับขนนกขึ้นมาและทำการจุมลงไปที่น้ำยางที่อยู่ในถ้วยนี้] ... คิดไม่ออกว่าจะเริ่มเขียนยังไงดี ... จริงสิ

[เดินไปที่หน้ากระจก และจองมองไปที่หูข้างหนึ่งที่ยาวเกือบถึงหัว กับอีกข้างที่ไม่มีใบหูอยู่] ... เอาเป็นเรื่องนี้ก็แล้วกัน

[เดินกับมาและเขียนไปว่า] “ตัวผมเกิดในเมือง ...” จำไม่ได้แล้วสิเอาเป็นว่า 

[เขียนต่อไปว่า] “และทุกคนต่างบอกผมว่าผมนั้นมีพรสวรรค์ ผมดีใจมากที่ได้เป็นคนสำคัญแบบนั้น ผมก็เลยพยายามมาขึ้น มากขึ้น ... จนมันการเป็นเรื่องจริงจังไปแล้ว ... ผมต้องการจะเป็นที่ 1 ของทุกอย่าง จนผมไม่สนว่ามันถูกหรือผิด ...” 

ในสมัยนั้นผมยังโดนหลอกอยู่เลย ... มันก็แค่เรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ถูกหลอกล่ะนะ ... ก็ต้อนนั้นการเป็นที่รักของทุกคนมัน ...

[เขียนต่อไปว่า] “ผมก็แค่ต้องการความสนใจ ... จนสุดท้าย ก็ได้ทำเรื่องร้ายแรงจนโดนตัดหูไปข้างหนึ่ง ...” ... แล้วไงต่อนะ

[เดินไปดูตัวเองที่หน้ากระจก] ... [ใช้มือขวาจับที่ตาข้างขวาที่มีลอยแผลตัดยาวลงมา] ... ไม่ยังไม่ใช้ตอนนั้น 

[มองไปที่มือข้างขวาที่ยังจับขนนกอยู่เลย มันมีนิ้วแค่ 3 นิ้วเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถเขียนได้อยู่] ... นี้มัน ตอนหลังๆแล้ว

[มองไปที่แขนข้างซ้ายที่เต็มไปด้วยรอยสักตัวอักษรใหญ่ๆ เต็มแขน] ...ไม่ๆ อันนี้ตอนอยู่ในคุกสิ

แต่จะว่าไปมันก็ดูเท่นิดๆนะนี้ [ยกแขนซ้ายที่มีแต่กระดูกแล้วทำการเกร็งแขนขึ้น]

“โห ๆ ดูตลกฉะมันเลย” [ดูสภาพที่แก่ชราของตัวเองแล้วมันอดตลกไม่ได้จริงๆ]

[ใช้มือขวาจับหนวดเคราขึ้น และใช้มือซ้ายจับที่คอ] ... ใช้ ... เรื่องมันต่อ จากตอนนั้น

[เดินกับเขียนต่อ] “หลังจากนั้นผมก็มีความแค่น กับทุกๆคน ... ผมได้ว่างแผนที่จัดการกับทุกคนที่รู้เห็นเรื่องในวันนั้น โดยแซงว่ากำลังทำงานวิจัยอยู่ ... ซึ่งผมก็รู้ว่าพวกนั้นกำลังจับตาดูผมเช่นกัน งานวิจัยเกี่ยวกับเวท พวกนี้เลยต้องทำแบบจริงๆ จังๆ จนไปๆมาๆ ผมก็ได้สร้างผลงานไว้มากมาย ... “ ตอนนั้น ผมก็ได้แต่ทำงานโดยที่เก็บความแค่นเอาไว้ ... ก็โดนจับตามองอยู่นิ

[หลังจากที่รำลึกความหลังเสร็จก็กลับมาเขียนต่อ]“แต่การแก่แค่นนั้นผมก็ยังไม่ล้มเลิกไป จนทุกคนได้ลืมทุกอย่างไปแล้ว ... และมันก็ได้เริ่มขึ้น การตายที่เงียบเชียบ ทุกคนที่อยู่ในวันนั้นได้ตายหมด ในวันเดียวโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ใช้ง่ายจนน่าตลกเลย” 

… รู้สึกหิวน้ำแล้วสิ [ผมลุกขึ้นไปกินน้ำและค่อยกับมาเขียนต่อ]

[เขียนต่อจากเดิม] “... จนผมเผลอไป โดนพวกลูกหลานของเจ้าพวกนั้นจับได้ ... จนต้องมีรอยสักอยู่ตรงคอที่แสดงถึงนักโทษ ... ที่จริงผมควรจะมีโทษคือตาย แต่เพราะได้สร้างประโยชค์ให้กับทุกคน เลยกลายเป็นอยู่ในคุกไปตลอดชีวิตแทน ... ที่จริงในคุกก็ไม่ได้แย่อะไร เวลานั้นทำให้ผมได้เจอกับ ...รักแรกในชีวิตก็ว่าได้ ...” ให้ตายสิ พอเขียนลงไปจริงมันก็ ... นั้นสินะ 

[หลังจากที่ใช้คิดอยู่นานว่าจะเขียนลงไปจริงไหม ... แต่สุกท้ายก็เขียนต่อไปว่า]“เธอมีผิวสีดำ ที่จริงเธอไม่ได้มีความผิดอะไรเลย แต่ก็ต้องมาอยู่ที่นี้ ... ผมยังจำได้เลย เธอบอกผมว่า พ่อแม่ของเธอนั้นเป็นคนของฝั่งของพวกปีศาจ ... แต่นั้นคือสิ่งที่ทุกคนคิด เธอได้บอกอีกว่าพวกเธอนั้นไม่ได้เป็น แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเลย พ่อของเธอถูกฆ่าตาย ส่วนแม่ของเธอก็ ... เอาเป็นว่าเธอเกิดและโตในคุกนี้ เธอเป็นพี่ใหญ่ที่สุดด้วย ... ถึงเธอจะแก่กว่าผมตั้ง 1,000 ปีกว่าๆ แต่นั้นไม่ใช้เรื่องสำคัญสำหรับความรักนะ”

ถ้าจะให้นับเธอก็มีอายุมากพอที่จะเป็นแม่ผมได้เลยนะ แต่นี้มันคือเรื่องของความรัก อายุไม่สำคัญ

[หลังจากที่คิดอะไรสักพัก ก็กลับมาเขียนต่อ] “จนวันหนึ่งผมกับเธอก็ได้คบกัน ... และนั้นคือที่มาของรอยสักที่แขนซ้ายของผม มันคือชื่อของเธอ และเธอก็ได้สักชื่อของผมที่แขนขวา ... ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีนะ ... จนวันนึ่ง เธอได้บอกกับผมไปว่า ฉันอยากให้ลูกของเราได้เกิดในที่ดีกว่านี้ แต่ที่นี้ก็ไม่แย่จริงไหม ... รู้ไหมในหัวของผมนี้คิดแผนที่จะออกไปจากที่ได้ 5 วิธีก่อนที่เธอจะพูดจบด้วยซ้ำไป” [พอเขียนได้ถึงตรงนี้ก็ได้หยุดลง] ... 

[ผมมองไปที่หน้าต่าง] มันไม่มีวันนั้นนะสิ

[ผมเดินออกมาข้างนอกอีกครั้ง] ... มันผ่านมานานมากจนผมจำหน้าเธอไม่ได้ด้วยซ้ำไป ... แต่ ... 

[และกลับเข้าไปเขียนต่อ] “แต่สุดท้าย แผนที่พวกเราวางไว้มันก็ไม่สำเร็จ เธอตาย ผมประมาณไป คนของผมเป็นสาย ให้กับผู้คุมคุกนี้ ... ผมน่าจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้ ว่าทำไหมแผนถึงได้ราบรื่น พวกที่จับตัวผมเขาคุก พวกมันได้ส่งคนมาฆ่าเธอต่อหน้าต่อตาผม ... แต่ไม่ฆ่าผม ผมอยากจะตายไปพร้อมกับเธอ ... นั้นเลยเป็นความแค่นอีกครั้งของผม ... ผมก็ใช้เวลาหลายปี ว่าจะออกมาได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ... ตอนนั้นผมทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ ...”

[ผมมองออกไปที่หน้าต่างที่มืดไปนานแล้ว] … มันเป็นอีกครั้ง ... และอีกครั้งที่ผมเจ็บปวด

[และกับมาเขียนต่อ] “พวกนั้นก็ออกตามล่าผม จนสุดท้ายผมก็ไปเข้าพวกกับพวกปีศาจ ... ผมใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะได้อยู่ในกองทัพ และก็อีกหลายปีกว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โต ผมเคยเสนอให้ไปฆ่าเจ้าพวกเอลฟ์” ใช้ๆ ผมจำได้แล้ว ... เอลฟ์งันเหรอ 

[ผมใช้มือจับไปที่หูข้างที่เหลืออยู่ ...] นี้มันผ่านไปกี่ หมื่นปีแล้วนะ 7 หรือ 8 หมื่นแล้วนะ ... จำไม่ได้แล้วสิ

[ผมกับมาเขียนอีกครั้ง] “แต่การเสนอครั้งนั้นก็ไม่เป็นผล ... แต่ในที่สุดผมก็ทำข้อตกลงไปว่าจะไปฆ่าพวกมนุษย์ให้มากที่สุด ถ้าทำได้จะต้องอนุญาตให้เอากองทัพไปบุกพวกเอลฟ์” พวกปีศาจนั้นมีความแค่นอย่างมากกับพวกมนุษย์ ... ผมก็ไม่รู้มากนักแต่เคยได้ยินมาบ่างว่ามีมนุษย์แค่คนเดียวสามารถฆ่าราชาปีศาจได้ ... แบบบุกเข้าไปฆ่าตรงๆ มันได้กำจัดพวกปีศาจไปเป็นจำนวนมาก ... เอาเป็นว่าผมไม่เชื่อเรื่องนี้หลอกนะ เพราะนี้แค่มนุษย์เอง ... คนเดียวด้วย

[หลังจากคิดอะไรนิดหน่อยก็กับมาเขียนต่อ] “มันไม่ใช้เรื่องยากเลยในการฆ่ามนุษย์ ... จนผมได้รับอนุญาตให้เอากองทัพไปบุกพวกเอลฟ์ได้ ... แต่นี้คือกับดัก ... หลังจากที่บุกไปได้ซักพัก เจ้าพวกปีศาจก็ได้ทำการหักหลังผม ... และตอนนั้นผมต้องสู้กับพวกปีศาจและเอลฟ์ ทั้งสองด้านจนในที่สุด ... การต่อสู้นั้นเลยทำให้มือข้างขวาที่ผมถนัดโดนตัดไปสองนิ้วก็คือ นิ้วชี และนิ้วกลาง ... แต่สุดท้ายผมก็ได้ถูกช่วยโดย ...นักบวชสูงสุดของพวก เอลฟ์ ...ใช้ผมทั้งตกใจและไม่เข้าใจ ... พวกที่ผมจะมาฆ่ากับช่วยผมไว้ ... ผมไม่รู้ว่านี้คือแผนอะไรไหม ... แต่สุดท้ายผมก็ย้ายฝั่งมาอยู่กับพวกเอลฟ์ ... ผมใช้เวลาหลายปีอยู่ที่นั้น ผมเป็นหนี้บุญคุณนักบวชท่านนั้น ผมเลยเริ่มที่จะเปิดใจและลองเป็นนักบวชดู ...”

#กรี ... [ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง] ... นี้ยังไม่เช้าเลยนะ ... 

[ผมจับใจความจากพวกต้นไม้ได้ว่า] “มีคนหนึ่งได้ผ่านเข้ามาและใกล้มากด้วย”

“ปล่อยพวกนั้นมาเถอะ” ผมหวังว่าพวกต้นไม้พวกนี้จะฟังผมบ่างนะ

[ผมก็ทำได้แต่เขียนต่อไป] “หลังจากที่เป็นนักบวช ผมก็ได้ทำพิธีศพให้เธอ เธอที่เป็นรักแรกของผมคนนั้นล่ะ ... ถึงร่างของเธอจะเหลือเป็นกระดูกก็ตามที่ ผมได้ภาวนาให้กับเธอทุกวัน ... ส่วนเรื่องของพวกที่เคยมีความแค่นกับผมนั้นพวกมันก็ไม่ได้สนใจอะไรผมเลย คงจะเป็นเพราะท่านนักบวชสูงสุดแน่ ๆ ผมใช้เวลาหลาย พันปี จนมีสิทธิ์เป็นนักบวชสูงสุดรุ่นต่อไป ... ในวันที่ผมได้ถูกแต่งตั้ง ท่านก็ได้เอาไม้เท้าของท่านให้ผม ... แต่มันก็เกิดเหตุการณ์ ... ขึ้น”

#เสียงอะไรบ่างอย่างเตาะประตู ... มาถึงกันแล้วเหรอนี้ เร็วจริง ผมยังเขียนไม่เสร็จเลยนะ

[ผมได้ตะโกนออกไปว่า] “ขอเวลาอีกเขียนอีกไม่นาน”

“ท่านนักบวชแห่งป่าใหญ่ ท่านช่วยเปิดประตูให้ผมเข้าไปได้ไหม ผมมีเรื่องจะขอร้องท่าน” ... อะไรกันนี้เป็นกลอุบายรึเปล่านะ

“จะเปิดให้ แต่เป็นตอนที่ท้องฟ้าสว่างแล้วเท่านั้น” … เจ้านี้จะ พูดอะไรต่ออีกนะ

“ได้ผมจะรอ” ... ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ

[กับมาเขียนต่อ] “ตอนที่ผมกำลังจะโดนแต่งตั้ง ก็มีพวกทหารใส่เกราะบุกเข้ามาในงาน พวกมันได้ยิ่งธนูเข้าหาท่านนักบวชสูงสุดที่ทานกำลังจะยกตำแหน่งให้กับผม ... ตอนนั้นผมก็ได้ไปรับลูกธนูนั้นได้ แต่ช่วงเวลานั้นก็ได้มีคนตะโกน เพื่อสร้างความสับสนขึ้นมาและทุกคำพูดก็ได้บอกว่าผมนั้นกำลังจะฆ่านักบวชสูงสุด” ตอนนั้นผมไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเลย

[ผมได้แต่คิดถึงช่วงเวลาเก่า ... และกับมาเขียนต่อ] “... มันตลกมากนะที่พวกนั้นไม่ได้คิดเหตุผลมาให้ดีกว่านี้ เพราะผมกำลังจะได้ตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว แล้วจะไปฆ่าท่านทำไหม ... แต่ที่น่าตลกยิ่งกว่าคือทุกคนที่อยู่ที่นั้นกับเชื่อเรื่องนี้นะสิ พวกทหารได้บอกประวัติของผม ... และนั้นทำให้ทุกคนเชื่อไปว่าผมผิด ... ใช้ผมยอมรับเรื่องนั้น ผมเบื่อแล้ว ความแค่นการแก้แค่น ... ผมเหนื่อยเรื่องพวกนี้มามาก มากเกินพอแล้ว” … ผมอยู่ในวังวนความแค่นมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเบื่อเรื่องพวกนี้

[ผมได้แต่ใช้มือไปจับแผลที่ตาข้างขวา] ที่จริงทุกอย่างควรจะจบไปแล้ว ... แต่ท่าน ...

[ผมได้แต่เขียนต่อไป] “แต่ท่านนักบวชสูงสุดกับพูดว่า ตัวผมนั้นไม่มีความผิด ... ผมดีใจนะ แต่ผมก็เหนื่อยเกิดไปที่จะสู้ต่อแล้ว และท่านก็ได้ทำสิ่งที่หน้าตกใจขึ้น ท่านใช้มีดกลีดตาตัวเองและพูดว่า “พวกท่านพอใจ แล้วเหรอที่จะปิดตาข้างเดียว พวกท่านก็รู้นิว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว” ในเวลานั้นทุกคนกับเงียบ แต่พวกเขาก็ยังยกเรื่องต่างๆของผมขึ้นมาอีกอยู่ดี ผมถึงกับต้องเสียใจที่ท่านอุตส่าห์ทำถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังเหมือนเดิม ผมเลยตัดสินใจแย่งมีดไปจากท่าน ... แต่ไปๆมาๆ กลายเป็นว่า ผมกับท่านกำลังแสดงล่ะครให้พวกนั้นได้ดู ผมไม่รู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ ๆ ผมต้องขอบคุณท่าน ผมได้แสดงไปว่าผมจะฆ่าท่านถ้าทุกคนขยับ ... เอาจริงๆใครจะสามารถฆ่าท่านนักบวชสูงสุดด้วยมีดเล็กๆแบบนี้ได้ จนในที่สุดผมก็มาอยู่หน้าเมือง ...”

[ผมได้แต่มองมือที่แก่ชราของตัวเอง] ... มันก็ผ่านมานานจริงๆ ... ท่านจะเป็นไงบ่างนะ ...

[ผลกลับมาเขียนอีกครั้ง] “ผมได้ใช้มีดนั้นกลีดที่ตาข้างขวาของตัวเอง เพื่อเป็นการขอโทษ และควักตาดวงนั้นให้กับท่าน เป็นคำขอบคุณและการลาจาก ผมได้เดินออกไปพร้อมกับมีดนั้น ... ใช้ และนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับใครนอกจากต้นไม้อีก”

[หลังจากที่เขียนทุกอย่างเสร็จ ผมก็มองออกไปข้างนอกหน้าต่างนั้นอีกครั้ง ท้องฟ้ากำลังมีแสง] ... ถึงเวลาแล้วสินะ 

[ผมอ่านมันอีกครั้ง เพื่อดูทุกอย่างว่าไม่ได้เขียนผิด และจัดการฉีกมันออกมาจากหนังสือ และได้เอามันไปแนบกับหนังสื่อเล่มใหญ่นั้น พร้อมกับกระดาษที่เขียนว่าใครที่มีคุณสมบัติแบบไหนถึงจะสามารใช้ได้] ทุกอย่างพร้อมแล้ว

[เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมก็เดินไปที่หน้าประตูและเปิดมันออก] … อยู่ไหนนิ 

[ผมมองไปรอบๆ] ... เจ้าหนุ่มนี้มันมานอนอยู่หน้าประตูบ้านผมซะแล้วสิ 

[ผมใช้มือแก่ๆนี้เขย่าไปที่เสื้อเกราะหนักนั้น] ... เจ้าหมุ่มนี้เป็นใครกันนะ ถ้าจะมาฆ่าผมทำไหม ถึงได้มานอนอยู่ตรงนี้ล่ะนี้ 

[ใช้เวลาอยู่สักพักกว่าชายหมุ่นจะตื่น ผมก็ได้บอกไปว่า] “แล้วมาหา ข้าทำไหมรึ” 

... ที่จริงผมก็ไม่อยากจะใช้คำว่า ผม หรือ เรา ล่ะนะ แต่ถ้านับอายุ ก็ควรใช้คำว่า ข้า น่าจะดีสุดนะ

 “ผมต้องการให้ท่านช่วยเมืองของเรา เมืองผมกำลังโดยโจมตีด้วยพวกศัตรูเก่า และในตำนานก็ได้บอกว่ามีแต่นักบวชสูงสุดที่จะสามารถต่อกอนกับพวกนั้นได้ ... และพวกเราก็ไม่มีนักบวชสูงสุดมาเกือบ 2 หมื่นปีแล้ว ... ในคำสั่งเสียของนักบวชสูงสุด รุ่นก่อนได้บอกไว้ว่า จะต้องเป็นท่านที่ต้องมารับตำแหน่งนี้ ไม่งันก็ไม่มีใครสมควรจะได้รับอีก ท่านช่วยไปพวกเราด้วยเถอะ”

... ข้าต้องกับไปเพื่อสานงานต่อสินะ ... ข้าหนีมานานเกินพอแล้วสินะ

“ก็ได้ ... แล้วที่นั้นยังอยู่ที่เดิมใช้ไหม”

“ครับท่าน ถ้าพวกเรารีบพวกเราน่าจะไปถึงอีกซัก พรุ่งนี้” ... นั้นช้าเกินไป

“งันเจ้าตามข้ามา” [ผมได้เดินนำไปที่หนังสื่อเล่มใหญ่นั้น] 

[ผมชี้ไปที่หนังสื่อนั้นและบอกว่า] “เจ้าช่วยถือมันให้หน่อยสิ”

[และชายหนุ่มหูยาวนั้นก็ได้ถือมันด้วยได้อย่างง่ายดาย] ข้านี้สู้แรงหนุ่มๆไม่ได้แล้วสิ ... แต่ว่าเจ้าหนุ่มนี้รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี้

“จะว่าไปเจ้าหนุ่มนายรู้ได้อย่างไงว่าผมอยู่ที่นี้”

[ชายหนุ่มคนนั้นได้หยิบอะไรบ่างอย่าขึ้นมาจากเสื้อเกราะของเขา] ดวงตา? ... ผนึกสีเขียวเข้มที่มีดวงตาอยู่ข้างใน นี้มันอะไรนิ

“ดวงตาแห่งผู้สํานึกผิด ... ท่านนักบวชสูงสุดองค์ก่อนได้ทิ้งไว้ ... และนี้น่าจะเป็นดวงตาของท่านนะครับ”

... ท่านนะท่าน ทำไหมเอาดวงตาของผมไปใส่ในผนึกอย่างนี้ล่ะนี้ ... เอาเถอะ ยังไงผมก็ได้ให้ท่านไปแล้วนิ

“งันรึ ข้าจะมอบหนังสือนี้ให้กับเจ้า แต่ช่วยทำตามที่ข้าได้เขียนบอกไว้ ไม่งันมันก็ศูนย์เปล่า ... เตรียมตัว”

“เตรียมอะไรรึท่าน”

[ใช้เวลาไม่นานในการใช้เวทมิติ ตำแหน่งก็เมืองนั้น] [ไม่ต้องใช้เวลาอะไรเลย ผมก็เคลื่อนย้ายมาถึงแล้ว] ... สถานที่เก่าๆ ...

[ผมมองไปรอบๆเห็นก่องทัพของพวก ... ดาร์คเอลฟ์ ...] ข้าต้องทำสินะ ... 

“ท่านๆ ... พวกเราบินอยู่งันเหรอนี้” ... [ผมมองไปที่เจ้าหนุ่มนี้] ... 

[ผมควบคุมให้เจ้าหนุ่มนี้ลอยลงไปที่พื้น ส่วนตัวเองก็ลอยไปที่ก่องทัพพวกนั้น]

[พอลอยมาถึง] ... พวกเขาดูจะกลัวๆนะ

“… พวกเจ้าต้องการบุกที่นี้สินะ ... ข้าอยากจะเจอหัวหน้าของพวกเจ้าหน่อย”

ผมไม่ต้องการทำอะไรที่มัน ... ผมเบื่อเข้าใจไหม ชีวิตนี้มีแต่การฆ่า ... ผมจะให้โอกาสพวกเขา

[ผมกับไม่เห็นใครออกมาเลย] ... นี้พวกมันกำลังล้อเลียนผมอยูสินะ

[ผมใส่แรงกดดันของพลังเวทลงไปอย่างกระทันหันใส่พวกเขา] ... [จนทุกคนแล้วทุกสิ่งกำลังจมจงกับพื้น]

“จะถามอีกครั้ง ใครเป็นหัวหน้าพวกเจ้า”

[แต่ก็ยังเงียบอยู่เช่นเคย] ... 

[เมื่อถึงขีดสุด ผมก็ได้ปล่อยแรงกดดันพวกนั้นออก] ไร้สาระจริงๆ

[ผมเดินไปหาเจ้าหนุ่มนั้นอีกครั้ง]

“ข้าจะกลับแล้ว ทุกอย่างที่ข้ารู้อยู่ในหนังสือเล่มนั้น ส่วนตำแหน่งก็ ... ข้าอนุญาตให้มีคนสานต่อตำแหน่งแล้ว”

“ท่าน ... จะไม่ช่วยพวกเราแล้วงันเหรอครับ”

[ข้ามองที่เด็กหนุ่มนี้ ... และมองที่ร่างกายตัวเอง]

“ข้าแก่แล้ว ข้าอยากอยู่อย่างสงบ”

“ครับท่าน” [ผมเห็นเจ้าหนุ่มได้ถอนหายใจ] นั้นก็ดี

[ผมมองดูที่ก่องทัพที่กำลังบุกมาเพิ่มอีกครั้ง] “ข้าจะจัดการทั้งหมด แต่เจ้าพวกนั้นจะไม่มีคนตาย เจ้าก็จัดการต่อเอาเอง”

[ผมลอยไปที่ก่องทัพที่กำลังบุกเข้ามาเพิ่มอีก] [และใช้เพียงแค่แรงกดดันพลังเวทเท่านั้นในการจัดการ] ... ไร้สาระ จริงๆ

[หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จ ผมก็ได้กลับมาที่บ้านหลังเก่าที่ยังคงเล็กๆ หลังเดิม] ... ผม ... รู้สึก ...

ให้ตายสิ … [ผมได้มองไปที่มือของตัวเอง] ... ดูสิผม ... แก่มากแล้ว ... แต่ผมก็ยังกังวนเรื่องเก่าๆบ้าๆนั้นอยู่ 

พวกนั้นคงแก่ตายหมดแล้วมั้ง ... แต่ผมกับยังคงกลัว และ ... ความจริง ...

“ฮะๆๆ หะๆ โห” [ผมทำได้มากสุดแค่ใช้มือปิดหน้า และหัวเราะกับความจริงพวกนี้ มันคือความกังวนที่ไร้ความหมาย] 

... นี้ผมกำลังทำบ้าอะไรกันหะ ... ผมกำลังใช้ชีวิต ไปเพื่ออะไร ... ความจริง ... กับความรู้สึก ... และความทรงจำ ...เรื่องบ้าๆ

ผมมีพลังเวทที่แข็งแกร่ง ... ที่สุดแล้วมั้ง แต่ดูสิผมยังคงกลัวเรื่องเก่าๆ ร่างก่ายก็ยังแก่ชราลงไปเรื่องๆ นี้รึพลัง นี้รึอำนาจ 

สิ่งที่นะเหรอที่มีผู้คนตั้งมากมายต้องการมัน ... ดูผมสิผมมีพวกมัน ... แล้วไง ... ผมเสียอะไรกับมันมาบ่าง ... 

“นี้เหรอชีวิต ...” [ผมลุกขึ้นไปนั่งที่นั่งที่เดิมนั้น] ... 

[และเริ่มคิด] ทำไหมกัน ตอนนี้ผมรู้ว่าไม่มีใครหรืออะไรที่จะสามารถหยุดผมได้ถ้าผมจะตั้งใจจะทำอะไร ... 

แต่ดูสิ มันกับเป็นของไร้ค่า... และอะไรคือสิ่งที่มีค่า? ชีวิตงันเหรอ ... มีเกิดก็ต้องมีตาย แล้วยังไง ก็ไร้ค่าอยู่ ... 

เงินทอง ... อำนาจ ... พลัง ... เพื่อนฝูง ... ทุกอย่างจะจบลงเมื่อตาย ... 

ผมไม่เห็นของที่มีค่าอยู่เลย ... และทำไหมของพวกนั้นถึงได้มีค่ากันล่ะ ...

[ผมใช้เวลานั่งคิดทบทวนจนได้คำตอบง่ายๆว่า] ... มันก็แค่ของที่คิดขึ้นมาเอง ... 

เงินทองจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนรวมกันใช้ ... ถ้าไม่มีคนใช้มันมันก็ไร้ค่า... 

อำนาจคือสิ่งที่เอาไว้แบ่งขั้นของสิ่งต่างๆ ขึ้นก็ต้องมีลงเป็นปกตินี้ก็ไร้ค่า... 

พลัง คือสิ่งที่ค่ายๆกับอำนาจ ... ถ้ามีมากก็สามารถต่อกอนกับผู้มีพลังเช่นกัน ... ห้ำหั่นกันไปมา สุดท้ายก็ต้องเสียไปอยู่ดี ไร้ค่า

เพื่อนฝูง มีเพิ่มได้มีลดได้ จะดีจะเลว ... สุดท้ายก็จะต้องจบ มันก็ไร้ค่า ... ทุกอย่างจะไร้ค่าเมื่อตายไป ... นี้มันคือเรื่องตลกอะไร

... เมื่อมีอะไรได้มา ก็ต้องเสียมันไปเป็นธรรมดา ... แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่ ... ไม่มันไม่มีอะไรเลย ... 

ตอนเกิดมาก็ไม่มีอะไร ตอนตายก็วางทุกอย่างไว้ ... นี้สินะชีวิต ... แล้วยังไง ...

[ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง] ...เวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหนกัน 

[ร่างกายที่แก่ลงไปอีก การขยับแต่ล่ะอย่างดูจะเป็นเรื่องที่ยากมากเกินไปแล้ว] ... นี้สินะ ความจริง

บ้านได้พังลงไปแล้วสินะ ...ต้นไม้ก็ต่างก็เติมโตขึ้น ... และซักวันมันคงจะต้องตายลง ...

[ผมได้หลับตาอีกครั้ง] ... พวกเราใช้ชีวิต ... ไม่ พอมาคิดดูดีๆ ถ้าหิวก็ต้องกิน ... มีบ่างสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนเราอยู่ ... 

บาป ... งันเหลอ ... ความต้องการ ... บ่างสิ่งที่เป็นตัวของเราเอง ... ความจริง ... ทั้งหมด ... 

ผมรู้ทุกอย่างแล้ว ... ทั้งหมด ไม่สิ ... จะบอกแบบนั้นไม่ได้ก็เพราะสิ่งที่รู้มันมีแค่ ชีวิต ... และ การดำเนินชีวิต ... มันมีอะไรมากกว่านั้นอีก ... แต่เราไม่สามารถสัมผัสได้ ... แต่มันมีอีกอยู่ ... ผมรู้ ... ผมรู้แล้ว ความของชีวิต ... แต่นั้นก็แค่ชีวิต

บาป ... การใช้ชีวิต ... ความสุข ...ความขาดหวัง ... ความทุกข์ ...ปรารถนา ...ทำไหมเรายังอยู่ในวงจนพวกนี้อีก ...พระเจ้า? 

ไม่เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวกัน ... ยังไงผมก็ยัง ...เป็นแบบนั้นอยู่ ... ทุกอย่าง ... ผมเข้าใจ สัจธรรม ของชีวิตแล้ว ... แต่ก็แค่นั้น

[ผมใช้เวลาหลายสิบ หลายร้อย ...ผมไม่ได้นับว่ามันผ่านไปเท่าไหนแล้ว]

... จบ ... ถึง ... เวลา ... 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[งันเหรอ ...] ความจริงที่อยู่หลังชีวิตสินะ 

“…” ...

[เสียงที่แยกตัวตนไม่ออก] “เอาเป็นว่ายินดีที่ได้พบนะ” ...

“ท่านต้องการอะไร ผมแค่ต้องการความสงบ” ...

[เสียงที่แยกตัวตนไม่ออก...ดูกังวน] “เราก็เคยได้ยิน ประเภทแบบนี้มาบ่างนะ แต่ก็ไม่นึกว่าจะ ... ว่าง ... แบบนี้จริงๆ” ...

“…” ...

[เสียงที่แยกตัวตนไม่ออก...ดูเศร้า] “ไม่พูดด้วยเลย ... งันผมจะเรียกนายว่า\นักบวช\นะ ถึงนายจะเป็นผู้บรรลุก็ตามที่ ...ก็นายเป็นแบบนั้นนิ ... แล้วก็ นายจะต้องกลับไปเกิดใหม่และก็ต้องวนแบบนี้ จนกว่าผม จะรู้ตารางการ คัดเลือกเทวดานะ แล้วจะได้จัดให้นายไปเกิดช่วงเวลานั้น” ...

“ทำไหมต้องมีการเกิดอีก ... ทุกอย่างจบแล้วไม่ใช้เหรอ” ...

[เสียงที่แยกตัวตนไม่ออก...ดูพูดเป็นกังวน] “ถ้าจะให้ตอบง่ายๆ คือไม่เรื่องที่นายบรรลุมันก็แค่ของการเกิดถึงการตายจริงไหม ส่วนเหตุผมเอาเป็นว่าเราก็ไม่รู้ ผมก็ผ่านอะไรแบบนี้มาเหนือนกันนะ กว่าจะได้มาอยู่ตรงนี้ ... แต่เอาจริงๆ สิ่งที่ตอบทุกอย่างได้แน่ ๆ ก็คงจะระบบ ... ใช้ถ้าจะให้บอกมากกว่านี้มันก็จะมีแต่เรื่องที่ผมคิดเอาเองทั้งนั้นนะสิ” ... แม้แต่ ... ก็ยังไม่รู้สินะ

“และแต่ประสงค์ของพระเจ้าท่านเลย” ... 

[เสียงที่แยกตัวตนไม่ออก...ดูจะพูดแบบรำคาญ] “ผมไม่ใช้พระเจ้า!! ทำไหมคนที่แล้วก็เข้าใจแบบนี้นิ ผม! ไม่ใช้! พระเจ้า!! ถ้าจะให้บอกก็แค่ตัวตนที่ดูแล่ที่นายอยู่เท่านั้นเองเข้าใจไหม ไอ้สิ่งที่ควรจะเรียกว่าพระเจ้ามันควรจะเป็นระบบนั้นสิ ... เอาเป็นว่าฐานะผมก็แค่สูงกว่าพวกเทวดาไป 3 ขั้นเท่านั้นเอง ... ง่ายๆคือ ผมคือ คนดูแลและคัดเลือกทรัพยากรบุคคล เข้าใจ” ...

“อืม” ...

[เสียงที่แยกตัวตนไม่ออก...ดูจะพูดแบบไม่เข้าใจ] “… แค่นี้ ... และอีกอย่างนายจะต้องไปเกิดแบบที่ยังไม่ได้บรรลุเข้าใจนะ? ผมหวังว่านายที่เคยทำได้ แล้วจะสามารถทำได้อีกครั้งตอนที่ คัดเลือกเทวดา ไม่งันคนที่น่าจะได้เป็นมากที่สุดคงจะเป็นคนก่อนที่แล้ว สู้ๆเข้าใจไหม ถ้าได้เป็นแล้วจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก และจะได้อยู่อย่างสบายๆ แต่ก็ต้องทำงานให้กับระบบอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

“ถ้าท่านบอกว่าอย่างนั้น ก็ตามนั้น” ...

[เสียงที่แยกตัวตนไม่ออก...ดูจะพูดแบบ งง] “… ก็ตามนั้น” ...

#เสียงตกมือ

/////////////////////////////////////////////////////////////////////

อันนี้ของคนเขียนนะ

เอาเป็นว่าช่วยสุดท้ายนะเขียนออกมาได้ยากมาเลย ... ไม่รู้จะใช้คำไหนมาสื่อสารดี ... เอาประมาณว่า อ่านสนุกๆนะ

แต่น่าเศร้านะที่สามารถบรรลุได้แล้วแต่ต้องมา วนไหมอีกครั้งอยู่ดี ... 

/////////////////////////////////////////////////////////////////////

อันนี้ของคนแก่คำผิดและเรียบเรียงอีกนิดหน่อย(ก็คนเขียนนั้นล่ะ)

ผมลองเขียนแบบให้เข้าใจง่ายๆดูนะ มี [การกระทำ] มี “คำพูด” มี ความคิด

แบบแบ่งให้ดูง่ายๆ ไม่ได้เขียนติดๆกันมาก และแบบมั่วๆ เหมือนเนื้อเรื่องหลัก ...  เอาเป็นว่า ก็ถือว่าออกมาได้ดีเกินขาดเลย ... 

แต่หลังจากเขียนเสร็จดูสึกจะมีไฟลุกขึ้นบนหัวยังไงก็ไม่รู้สิ ... ถ้าไม่เข้าใจที่เขียนจะเขียนมาง่ายๆก็คือ (มีสติก่อนอ่านด้วยนะ)

จะบ่างออกเป็น 2 อย่างคือ 1 เกิดตาย 2ใช้ชีวิต

1เกิด ไปถึงตาย ไม่มีอะไรต่อนเริ่มคุณคิดว่าคุณจะสามารถเอาอะไรไปตอนจบล่ะ

2ดําเนินชีวิต อันนี้รวมๆคือ บาป ปรารถนา โชคชะตา ฯลฯ ถ้ามีชาติก่อนก็มี กรรมเก่า กรรมใหม่ อะไรแบบนั้น

หลักการ การเขียนนิยายของผมก็มีอะไรแบบนี้ล่ะ อ่านเพราะความสนุกนะ เพราะผมก็กลัวจะทำให้คนสับสน

เพราะถ้าเขียนนิยายโดยไม่มีเจ้าพวกนี้ นิยายจะเป็นแบบ ... เอาประมาณว่าผมเขียนไม่ออกนะ ผมเลยต้องมีหลักมีหลักเกณฑ์ในการดำเนินต่อไป ... เอาง่ายๆ นิยายมันไม่ได้ดูกาวเพราะหลังการพวกนี่ นี้ล่ะ ... แต่ผมดูว่ามันเป็นเอกลักษณ์ดีนะ ... ยังไงผมก็เขียนมันเล่นๆอยู่แล้ว 

ผมไม่รู้ว่าจะมีคนอ่านไหม ถึงอ่านก็ไม่รู้ว่าจะสนุกด้วยไหม แต่ผมสนุกนะ ... 

เอาจริงๆ อ่านนิยายที่ไม่ได้ปลอบประโลมจิตใจ ในช่วงเวลาแย่ๆแบบนี้นิ มันจะทำให้แย่ไปกว่าเดิมนะ ... แต่เขียนไปก็ใช้ว่าจะมีคนมาอ่านสักหน่อยนิ

 6443คำ 21131ตัวอักษร นี้รวมที่บ่นแล้วนะ

 

 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ treetrue

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น