ณ ที่ปลายขอบฟ้า

ตอนที่ 22 : (เห่อ) ไม่ต่างกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,209
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 ก.ย. 50

 

- 22 -

“(เห่อ) ไม่ต่างกัน”

 

            เสียงร้องดีใจของเด็กหญิงตัวน้อย พร้อมการกระโดดโลดเต้นไปมารอบห้องนั่งเล่นใหญ่ของบ้านไม้สีขาว และจับมือเพื่อนชายคนสนิทกระโดดไปด้วยกัน ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหมดได้แต่นั่งหัวเราะเอ็นดูในความไร้เดียงสานั้น

            “คุณแม่คะ ?!” หญิงสาวหันไปยิ้มน้อยๆ ให้บุตรสาวจากสามีสดใส “น้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคะ ?” คนถามเดินมาลูบท้องที่ยังแบนราบไปมา พลางมองท้องและหน้าคุณแม่สลับกัน เรียกรอยยิ้มจากหญิงสาว และสามี รวมทั้งทุกคนได้มากมาย แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจภาษาเกาหลีก็ตามที หากกิริยาท่าทางที่สามคนพ่อแม่ลูกแสดงออกมานั้น ช่างน่ารักจริงๆ

            “ยังไม่รู้หรอกค่ะ ต้องรออีกสองเดือนนะถึงจะรู้...” ปภาวดีตอบ พร้อมเอื้อมมือลงโอบเด็กหญิงเฮวอนขึ้นมานั่งบนตักแล้วกอดไว้หลวมๆ

            “ระวังไว้นะจ้ะหนูปูเป้...พยายามอย่ายกของหนักตอนห้าเดือนแรกนะ ระวังเฮวอนวิ่งชนท้องด้วย” ระรินเอ่ยด้วยความห่วงใยจริงใจ

            “ค่ะ...แต่เฮวอนเขาไม่ซนหรอกค่ะ แกเป็นเด็กผู้หญิ้งผู้หญิง...” หญิงสาวตอบ พลางก้มลงหอมแก้มอวบย้อยของลูกสาวตัวน้อยแรงๆ ไปที จนแกหัวเราะขัน

            “เรากลับกันดีกว่านะ ดึกแล้วล่ะ...” ปาณบดีเอ่ยขึ้นกับน้องสาวที่พยักหน้ารับเห็นด้วย หลังได้รับประทานอาหารเย็นร่วมกับครอบครัวลลินาเสร็จนานแล้ว

            “อาหารอร่อยมากค่ะ” ผู้เป็นแขกของบ้านหลังน้อยเอ่ยยิ้มๆ ระหว่างยืนขึ้น และส่งลูกสาวไปให้สามีอุ้มไว้

            “ขอบคุณนะครับ” คิม ซอง-ซูก้มศีรษะให้เจ้าบ้านทั้งสามเรียบร้อย พร้อมรอยยิ้มที่ทุกคนเห็นแล้วได้แต่ยิ้มตอบ เพราะเขายิ้มได้สดใสมากขึ้นกว่าช่วงแรกมากมาย

            “ขอให้โชคดีนะคะ” รื่นจิตเอ่ยเสียงใสเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงผู้ดีชัดเจนจากอาชีพของเธอ ทำให้ผู้ฟังได้แต่ยิ้มใสมาหา

            ร่างสูงใหญ่ของประธานคิมเดินเคียงข้างร่างบางที่สวยสมวัยสาวยี่สิบสี่ออกจากบริเวณภายในบ้านของคนรักสาวพี่ชายภรรยาที่กำลังเดินคุยกันออกมา โดยชายหนุ่มก็ก้มลงคุยกับเด็กชายไกรสิงห์ที่เดินออกมาส่งเพื่อนสนิทที่แลดูเหนื่อยอ่อนซบหน้ายิ้มน้อยๆ ลงไปหาเด็กชายอยู่ในอ้อมแขนเขานิ่งๆ

            “หลังปีใหม่เจอกันนะสิงห์...พวกอาจะมาเมืองไทยอีก แล้วจะพาน้องมาเล่นด้วยอีกนะครับ”

            “ครับอาปูเป้ !” เด็กชายยิ้มรับกว้างขวาง รับความเอ็นดูจากคุณอาคนสวยที่ก้มลงลูบแก้ม ลูบศีรษะ และจูบศีรษะของเขาเบาๆ

            “ไปนะครับสิงห์”

            “ครับอาปราชญ์”

            คุณแม่ และคุณน้าของลลินายืนส่งแขกสำคัญของบ้านอยู่ที่เฉลียงใหญ่ด้านหน้าบ้าน จนรถยนต์คันหรูเลี้ยวออกจากรั้วบ้านไป และเห็นหญิงสาวกับหลานชายช่วยกับปิดประตูรั้วเรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้าบ้านกันก่อน สองอาหลานที่เดินหยอกเย้ากันตามมา

            “พวกหนูปูเป้เขากลับวันไหนหรือลิลลี่ ?”

            “วันมะรืนค่ะ” หญิงสาวในบ้านตอบยิ้มน้อยๆ “แล้วเดี๋ยวหลังปีใหม่จะกลับมาอีกค่ะ เพราะเขามีวันหยุดกันอีกอาทิตย์น่ะค่ะ”

            “อือ...จริงๆ ท้องอ่อนๆ เดินทางบ่อยๆ ก็ไม่ดีนะ” ผู้เป็นเจ้าบ้านเอ่ยขึ้นด้วยเสียงห่วงใย

            “โธ่...พี่ริน...สมัยนี้เดินทางปลอดภัยจ้ะ ไม่ต้องห่วงมากน่ะ...” ผู้เป็นแอร์โฮสเตสเอ่ยยิ้มๆ กับหลานสองคน ก่อนจะพูดคุยกันถึงเรื่องราวทั่วไป ระหว่างดูโทรทัศน์ที่รายงานข่าวอยู่ด้วยกัน

 

            ท้องฟ้าในฤดูหนาวของเกาหลีช่างหม่นมัวไปด้วยหมอกเบาบางที่แผ่คลุมไปทั่วทุกมุมเมือง หากบรรยากาศตามท้องถนน และแหล่งชุมชนกลับสดใส และครื้นเครงไปด้วยการเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส และวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งเดือน

            ห้างร้านใหญ่เล็กต่างตกแต่งให้เข้าบรรยากาศอันเป็นความสุขที่จะเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านไป และนำพาความสนุกสนานมาให้ทุกมุมเมืองได้มากมาย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากผู้คนที่เคยแต่เคร่งเครียดแข่งขันกับการงานต่างก็ต้องเหลียวมองดูสินค้าน่ารัก สวยงาม และมองดูของขวัญหลากหลายด้วยใจผ่อนคลายกว่าที่ผ่านมา

            และอีกมุมหนึ่งชานเมืองโซล คฤหาสน์สีขาวหลังงามในบริเวณกว้างใหญ่ริมทะเลเหลืองก็วุ่นวาย และคึกคักไม่ต่างจากภายนอกเลย

            “เตกู ! แปลนตกแต่งอยู่ตรงไหนเนี่ย ? ฉันให้วางไว้ในห้องไง” เสียงห้าวโวยลั่นบ้าน จนคนถูกเรียกหาสะดุ้งสุดตัวอยู่ในห้องนั่งเล่นเล็กที่นั่งดูข่าว และดูแลความเรียบร้อยให้เด็กหญิงเฮวอน และเจ้านายสาวที่นั่งสอนชิน เซ-นาถักไหมพรมอยู่

            “คร้าบ...” ชายหนุ่มรับคำ พร้อมวิ่งออกจากห้องไป ด้วยท่าทางระอาใจ เรียกรอยยิ้มจากสาวๆ ต่างวัยได้ทั่วถึง

            ชาน จี-อินเดินสวนกับบุตรชายเข้ามาพร้อมถาดใบใหญ่ที่มีจานขนมเค้ก และกากับถ้วยน้ำชาเข้ามาให้สาวๆ ที่นั่งเล่นอยู่ด้วยกันตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันหยุด ระหว่างที่เจ้าบ้านกำลังวุ่นอยู่กับคณะช่างต่างๆ ที่เขาจัดหามาทำห้องเด็กไว้สำหรับลูกอีกคนที่เติบโตอยู่ในท้องของเจ้านายสาว

            “เฮวอนจ้ะ ทานเค้กก่อนลูก...” ปภาวดีหันไปเรียกลูกสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของชุดโต๊ะเด็กสีสดใสทำการบ้านอยู่ใกล้ๆ ด้วยรอยยิ้ม และเด็กหญิงตัวน้อยก็ลุกขึ้นเดินมาหาร่างอวบอิ่มของคุณแม่ยังสาว ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งข้างๆ และรับผ้าชุบน้ำจากป้าจีอินมาเช็ดมือด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา

            “ป้าจีอินทานด้วยกันสิค่ะ...”

            “คุณนายทานก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวป้าจะขึ้นไปดูเด็กๆ หน่อย บอกให้ไปเสิร์ฟพวกช่างด้วย จะได้ไล่คุณคิมลงมา...” หล่อนว่าพลางส่ายหน้ายิ้มๆ “ป้าว่าไปอยู่วุ่นวายเขามากกว่าจะช่วยนะ”

            หญิงสาวหัวเราะเสียงใส ระหว่างส่งจานที่ตัดขนมเค้กชิ้นใหญ่ให้ลูกสาวข้างกาย

            “กำลังเห่อน่ะ...เดี๋ยวคุณชุนยองกลับมาจากอิตาลีคราวนี้สิ หนูว่าคงได้ถูกว่าอีกแน่ๆ”

            คนฟังส่ายหน้า ก่อนจะขอตัวออกไปจัดการเรื่องของว่างให้คณะช่างที่กำลังทำห้องเด็กอยู่ชั้นบน

            “แม่จ๋า...” เสียงแจ๋วของเด็กหญิงที่กลืนขนมเค้กลงไป หากริมฝีปากมีครีมติดอยู่เล็กน้อยเอ่ยขึ้น

            “จ๋า...” คนเป็นแม่ยิ้มรับ

            “เมื่อไรจะรู้ล่ะคะว่าน้องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ?” คนถามทำปากยื่นน้อยๆ มองคนเป็นแม่ตาแป๋ว

            “อาทิตย์หน้าแล้วจ้ะ...” หญิงสาวตอบพร้อมยกมือขึ้นกดศีรษะเด็กน้อยเบาๆ “แล้วเฮวอนอยากได้น้องสาวหรือน้องชายล่ะ ?”

            “น้องชาย...” เด็กหญิงตอบยิ้มร่า

            “ทำไมคะ ?”

            “ก็จะได้ดูแลหนู พ่อแม่ และก็ป้าจีอินตอนโตได้ไงค่ะ”

            คำตอบไร้เดียงสา ที่คิดถึงคนรอบข้างเรียกรอยยิ้มจากคนเป็นแม่ ที่มิอาจจะเป็นแม่ที่แท้จริง หากเธอก็รู้สึกเป็นแม่มากมาย จนอดไม่ได้ที่จะก้มลงหอมศีรษะของแกเบาๆ และปล่อยให้แกรับประทานต่อไป

            “คุณปูเป้อยากได้ลูกชายหรือลูกสาวล่ะคะ ?” ชิน เซ-น่าเอ่ยถามยิ้มๆ ด้วยความรู้สึกดีมากที่ได้รับความห่วงใยจากคุณนาย และเจ้าของบ้านหลังใหญ่นี้

            “อะไรก็ได้ล่ะเซน่า อย่างไรเขาก็ลูก...จริงไหมล่ะ ?”

            “ค่ะ แต่ถ้าได้ลูกชายทุกคนคงดีใจน่าดูนะคะ คุณท่านก็อยากมีลูกชาย เฮวอนก็อยากได้น้องชาย คุณปู่คุณย่าก็อยากได้หลานชายอีกสักคน...”

            ปภาวดียิ้มสดใส มือข้างว่างที่เพิ่งวางส้อมลงในจานขนมเอื้อมลงลูบท้องที่นูนขึ้นมาน้อยๆ จนแทบมองไม่เห็นหากไม่ได้สังเกตให้ชัด ก่อนจะหันไปคุยกับหญิงสาวที่อ่อนวัยกว่าปีที่มาอาศัยอยู่ด้วยนานแล้ว ในฐานะภรรยาของชาน เต-กู และสนิทสนมกันดี อาจเพราะอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน และเธอสองคนก็มีนิสัยคล้ายกันอยู่มากเหลือเกิน ไม่ว่าจะความขี้สงสาร เกรงใจ หากปภาวดีจะแข็งแกร่งกว่าหน่อยที่จะไม่ยอมให้ใครมาต่อว่า หรือทำร้ายได้ และยังเป็นเรื่องชอบสีหวานๆ ของกระจุกกระจิกก็หาซื้อกันได้ไม่หยุด หากมีเวลาออกไปเที่ยวเล่นกันในวันหยุด จนชายหนุ่มผู้เป็นสามีของทั้งคู่ต่างก็ได้แต่ส่ายหน้ายอมตามความต้องการของภรรยาสาว

 

            คิม ซอง-ซูยืนกอดอกยิ้มอ่อนโยนมองดูภรรยาสาวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงนอนของลูกสาวตัวน้อยที่นอนฟังนิทาน และมองดูภาพสีสวยในหนังสือนิทานที่คุณแม่เปิดประกอบอยู่ตรงหน้า ก่อนเขาจะค่อยๆ หรี่ดวงไฟสีนวลให้อ่อนลง เมื่อคิม เฮ-วอนเข้าสู่นิทราไปเรียบร้อย และผู้เป็นภรรยาก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ ก่อนจะจัดเก็บหนังสือนิทานไว้บนชั้นวางหนังสือบนหัวเตียง และจัดการผ้าห่มให้เจ้าของห้องเรียบร้อย พร้อมมอบจุมพิตอ่อนโยนให้แกก่อนสามีที่เดินเข้ามาก้มลงหอมแก้มเด็กน้อยเบาๆ และค่อยๆ ออกจากห้องไปด้วยกัน

            ชายหนุ่มโอบกอดร่างอวบอิ่มมีน้ำมีนวลของภรรยาไว้แน่นจากด้านหลัง ประทับมืออยู่บนหน้าท้องที่อวบขึ้นเล็กน้อย และยังวางคางลงบนเนินไหล่บาง และเหลียวจูบแก้มเธอไปหลายครั้ง ระหว่างที่เธอจัดการเก็บสมุดร่างแบบเสื้อผ้า เครื่องประดับ และของใช้กระจุกกระจิกที่เธอเตรียมไว้สำหรับนำไปเสนอที่ร้านอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องนอน

            “ไปนอนได้แล้วค่ะ...ฉันอึดอัดจะแย่แล้ว !” เธอว่า พลางพยายามแกะมือปลาหมึกของเขาออกจากเอว

            “ก็ไปนอนด้วยกันสิ...” เขาว่า พร้อมโอบเอวได้รูปของเธอไว้ข้างกาย ด้วยอ้อมแขนข้างหนึ่ง และยิ้มลงไปหาคนที่แหงนหน้าขึ้นมามองค้อน

            “พรุ่งนี้พาเฮวอนไปซื้อของด้วยนะคะ...ฉันก็จะไปดูกางเกงที่เป็นหูรูดด้วย”

            “จ้ะ...ลูกบอกแล้วล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ระหว่างเลิกผ้าห่มให้ภรรยาขึ้นไปนอนบนเตียงได้ง่ายๆ ก่อนจะตามขึ้นไปนอนเคียงกัน และเอื้อมมือไปปิดไฟภายในห้อง

            “ปูเป้ยังแพ้ท้องอยู่ไหม ?” เขาถาม เพราะช่วงนี้เขาก็ยุ่งอยู่กับงานที่บริษัท และการดูแลเรื่องห้องของลูกคนที่สอง

            “ไม่แล้วค่ะ แค่อยากทานอะไรซ้ำๆ เหมือนที่บอกไปนั่นแหละ...” เธอตอบยิ้มให้เขาในความมืดที่สายตาเริ่มชินแล้ว

            “เฮวอนอยากได้น้องชายนะ ผมคุยกับลูกเมื่อเย็น”

            “แกบอกแล้วค่ะ อย่าเพิ่งหวังเลย สิ้นเดือนก็รู้ ไม่ถึงสองอาทิตย์” หญิงสาวบอกยิ้มๆ จนเขาอดก้มลงจูบแก้มใสไม่ได้ ก่อนจะโอบกอดร่างเธอไว้ เมื่อเห็นเธอหาวออกมาน้อยๆ

            “ราตรีสวัสดิ์ที่รัก”

            “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”

            ความสุขสงบทำให้ทั้งคู่หลับใหลลงไปในอ้อมกอดของกันและกัน สงบใจจนหลับสนิทไม่คิดถึงสิ่งใด และปัญหาใดเลยจนวันใหม่

 

            ภาพครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกสาวตัวน้อยเรียกรอยยิ้มให้หลายๆ คนที่เดินอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าใหญ่นามว่าล็อตเต้ได้ไม่ยากเลย อีกทั้งความห่วงใยจากชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินโอบเอวของภรรยาสาวไว้ พร้อมทั้งไม่ปล่อยมือ หรือโอบอุ้มร่างกลมขาวน้อยๆ ของลูกสาวที่ยิ้มสดใสอยู่ในความอบอุ่นจากพ่อแม่

            “อย่าลืมเตือนเรื่องซื้อผลไม้นะคะซองซู”

            “ครับคุณนาย”

            หญิงสาวหันไปค้อนน้อยๆ หากก็ไม่ได้จริงจังนัก เพราะมือน้อยๆ ของลูกสาวกระตุกให้เธอเดินไปดูหเครื่องเขียนลายน่ารักของเด็กๆ ด้วยกัน เมื่อพบของถูกใจ ทำให้ชายหนุ่มได้แต่เดินตามไปยืนใกล้ๆ ยิ้มกับภาพที่เห็น ซึ่งเขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มีภาพครอบครัวสุขสันต์เช่นนี้เลยตั้งแต่การแต่งงานครั้งแรกเริ่มต้น และจบลงอย่าเลวร้ายเหลือเกิน

            “คุณพ่อคะ ? อันไหนดี ?” เด็กหญิงคิม เฮ-วอนแหงนหน้าขึ้นมาถาม พร้อมชูกล่องกระดาษดินสอสียี่สิบสี่สีสองแบบขึ้นมา

            ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ระหว่างค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนส้นเท้า และจับกล่องดินสอสีมองดู “อันนี้ดีกว่าไหม ระบายเป็นสีน้ำได้ด้วย” เขาบอกยิ้มให้ลูกสาวที่พยักหน้ารับเร็วๆ สดใส ก่อนจะหันไปยิ้มให้คุณแม่คนสวย

            “ดิอสอ ดินสอสี เหลืออะไรอีกล่ะจ๊ะ ?”

            “ยางลบค่ะคุณแม่” เด็กหญิงตอบ พร้อมจับมือคุณแม่เดินไปหาชั้นยางลบมากมายหลากหลายแบบ และสีทันที โดยในอ้อมแขนก็หิ้วตะกร้าใบเล็กที่มีดินสอหลายแบบ และกล่องดินสอสีอยู่ด้วย

            ปภาวดีแนะนำยางลบยี่ห้อดีที่เธอใช้มานาน และลบสะอาด กระดาษไม่เป็นขุ่ย และที่เกาหลีก็มีหลายแบบหลายสีให้เลือกเสียจนเธออิจฉาคนที่นี่ และลูกสาวเธอก็เลือกยางลบยี่ห้อดังกล่าวสีชมพูก้อนขนาดเล็กที่จับได้พอดีมือน้อยๆ

            “เรียบร้อยค่ะ” เสียงใสแจ๋วเอ่ยขึ้น พร้อมยื่นตะกร้าให้คุณพ่อที่ยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ

            “คุณแม่จะซื้ออะไรไหมครับ ?”

            “ไม่หรอกค่ะ ไม่มีอะไรหมด...จ่ายเงินให้ลูกเถอะ จะเที่ยงแล้ว หิ้วหิว...” หญิงสาวตอบ และบอกเสียงอ่อยๆ พลางโอบกอดรอบคอเด็กหญิงไว้ใกล้ตัว ก่อนจะเดินตามชายหนุ่มไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ของแผนกเครื่องเขียน เมื่อจัดการจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยก็เดินจูงมือกันไปหาร้านอาหารอร่อยรับประทานกัน

            ทั้งสามคนยังคงเดินวนเวียนอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ และช่วยกันเลือกเสื้อผ้าให้กับคุณแม่คนสวยที่หน้าท้องเริ่มนูนขึ้นมาแล้ว และกางเกงตัวเก่าๆ ก็ไม่อาจทนใส่ให้อดอัดทั้งแม่และลูกในท้องได้อีกแล้ว ทั้งคุณสามี และลูกสาวจึงจัดการเสื้อผ้าให้คุณแม่สาวสวยไปหลายชุดหลายแบบ จนเธอไม่อาจจะเข้าๆ ออกๆ ห้องลองได้หมดทุกตัว แต่ก็ยอมตามเสียงเรียกร้องของพ่อลูกที่ให้ซื้อไปทุกตัว

            “เผื่อวันหน้าไง ท้องโตไวนะ” ชายหนุ่มบอกยิ้มน้อยๆ ระหว่างรอพนักงานประจำร้านรูดบัตรเครดิตของเขาอยู่หน้าเคาน์เตอร์ และภรรยาเดินจูงมือลูกสาวมาสมทบรอพนักงาน

            “เฮ้อ...มีสามีรวยก็ดีอย่างนี้ อยากได้อะไรก็ได้...” เสียงใสที่เอ่ยขึ้นมาประชดประชัน จนคนฟังอดหัวเราะขันไม่ได้ เอื้อมมือข้างว่างไปกดศีรษะเธอแรงๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะยกมือกลับมาจับแฟ้มรองสลิปเครดิต เพื่อเซ็นชื่อให้เรียบร้อย ท่ามกลางรอยยิ้มทั้งรอยิ้มการค้า และชื่นชมครอบครัวเล็กๆ นี้

            คิม ซอง-ซูทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดี ชายหนุ่มหิ้วถุงกระดาษของห้องเสื้อสตรี เด็กหญิง และของตนเองอยู่หลายใบในมือข้างหนึ่ง โดยมีภรรยาหิ้วถุงกระดาษชุดชั้นในสำหรับคุณแม่อยู่ใบ และลูกสาวตัวน้อยก็เลือกจะหิ้วถุงของใช้ของตนเอง ทำให้เขารู้สึกดีกับการได้มาเดินเลือกซื้อของใช้กับครอบครัว และความสุขที่ได้รับจากเธอ และลูกสาวในปัจจุบันก็ทำให้เขาลืมเลือนความเจ็บแค้นในตัวผู้หญิงคนนั้นไปได้ด้วย

            “ขอบคุณปูเป้...” เสียงห้าวบอกกับร่างบางที่ปิดประตูรถด้านหลังให้เฮวอนเรียบร้อยแล้วเบาๆ

            “เรื่องอะไรคะ ?” เธอถามยิ้มน้อยๆ ด้วยความสงสัย ระหว่างรอเขาปิดท้ายรถ และเดินไปยังประตูด้านซ้ายของคนขับตรงข้ามกับที่เธอยืนอยู่

            “ทุกเรื่อง...ภรรยาสุดที่รัก” เขาบอก พลางทำท่าส่งจูบไปหาเธอ จนหญิงสาวหัวเราะขัน รีบเปิดประตูขึ้นไปนั่งด้านในทันที และหันไปมองดูลูกสาวที่เปิดถุงชื่นชมเครื่องเขียน หนังสือ และเครื่องประดับผมอยู่ที่เบาะด้านหลังให้คุณแม่ฟัง

            ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เมื่อหันไปสบตากับหญิงสาวที่ยิ้มมาหา ก่อนเธอจะบอกให้เด็กน้อยนั่งให้เรียบร้อย เมื่อเขาออกรถเบาๆ จากลานจอดภายในอาคารห้างสรรพสินค้าใหญ่มุ่งหน้ากลับบ้าน ด้วยความสุขที่อบอวลอยู่ในใจ และฉายออกมาสู่ดวงตา และใบหน้าสดใสของทุกคน...

 

            “ผู้ชายครับคุณพ่อ ปูเป้ท้องลูกชายฮะ !” เสียงห้าวตะโกนเสียงดังลั่นดีใจกับหูโทรศัพท์ภายในห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์หลังงาม ท่ามกลางรอยยิ้มของทุกคนในครอบครัว

            “ป้าจีอินจะช่วยเลี้ยงครับ ไม่ต้องหาพี่เลี้ยงใหม่หรอก เพราะเด็กที่นี่ก็ช่วยเลี้ยงเฮวอนกันมาด้วย อีกอย่างปูเป้เขาก็มีเวลาอิสระมากพอเลี้ยงลูกเองได้ เขาอยากเลี้ยงเองด้วยล่ะครับ”

            หญิงสาวหันไปยิ้มกับชาน จี-อินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ บุตรชาย และลูกสะใภ้ ระหว่างเธอก้มลงหอมแก้มลูกสาวที่นั่งกอดตุ๊กตาหมีไว้แขนหนึ่ง และกอดเธอไว้แขนหนึ่ง

            ชายหนุ่มยื่นโทรศัพท์มาให้คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ “คุณพ่อ คุณแม่อยากคุยด้วย...” เขาบอกยิ้มสดใส ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เธอ

            ปภาวดีรับไปพูดคุย ส่วนมากเธอได้แต่ฟัง และยิ้มขันน้อยๆ ในความห่วงใย และดูจะตื่นเต้นของบุพการีสามีที่เห่อหลานคนที่สองไม่ต่างจากคนเป็นพ่อที่เห่อลูกชายคนนี้เลย

            “เฮวอนสบายดีค่ะ แกก็อยากได้น้อยชายอยู่แล้ว...คุณปู่คุณย่าจะคุยด้วยลูก...”

            เด็กหญิงรับหูโทรศัพท์ไปด้วยรอยยิ้ม “หนูจะช่วยคุณแม่เลี้ยงน้องค่ะ” แกบอกเสียงใส ก่อนจะพยักหน้ากับหูโทรศัพท์ยิ้มสดใสอยู่นาทีกว่าๆ ก็วางสายลง หันมามองคุณแม่ และคุณพ่อนิ่งๆ

            “มีอะไรจ๊ะ ?” หญิงสาวเอ่ยถาม เมื่อซองซูเอื้อมมือไปวางหูโทรศัพท์กับแป้นเครื่องรับ

            “คุณปู่บอกว่า จะกลับมาตอนคริสต์มาสค่ะ” เด็กหญิงตอบก่อนยิ้มสดใส “บอกว่า จะเอาหมีมาให้หนูด้วย”

            “จ้า...คนดีของพ่อ...แต่ตอนนี้ไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ สองทุ่มกว่าแล้ว...” คนเป็นพ่อบอก พร้อมลุกขึ้นยืน และก้มลงโอบอุ้มร่างอวบกลมของลูกสาววัยน่ารักขึ้น พาเดินกันออกไปพร้อมคนเป็นแม่ที่ตามไปช่วยจัดการอาบน้ำให้เด็กหญิงเช่นทุกวัน หากวันนี้อาบน้ำกันดึกเสียหน่อย เมื่อช่วงบ่ายทุกคนตามไปลุ้นเรื่องอัลตราซาวด์ของเธอ

            ครอบครัวเล็กๆ อีกครอบครัวที่เจ้าบ้านให้ความสนิทสนม และให้เกียรติมากมายนั่งยิ้มอยู่ด้วยกัน ก่อนที่ชาน เต-กู กับชิน เซ-นาจะจับจูงมืออวบอิ่ม หากผิวหลังมือหยาบน้อยๆ ของชาน จี-อินไว้คนละข้างเดินกลับสู่ปีกตึกด้านที่เป็นของครอบครัวชาน ซึ่งคิม ซอง-ซูยกให้เป็นอาณาเขตของพวกเขามานาน จนกระทั่งในวันนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมา จนใกล้จะสมบูรณ์แล้ว

            “เราสองคนล่ะ มีลูกกันได้แล้วมั่ง”

            “แม่คร้าบ...ผมยังไม่อยากหัวหมุนกับเด็กเล็กๆ สองคนในบ้านเดียวกันหรอกนะ” ชายหนุ่มโอดครวญ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากสาวสองคนได้ทันที

            “รอคุณหนูคนนี้สักขวบสองขวบก่อนเถอะค่ะแม่...”

            คนเป็นแม่พยักหน้ารับ “เซนายังสาวอีกสองสามปีท้องก็ไม่เป็นไร” จีอินบอกยิ้มๆ “เวลามีเด็กแบเบาะสองคนปวดหัวนะ ตอนเลี้ยงเจ้านี้กับคุณคิมแม่กับคุณนายเวียนหัวจะตาย”

            เตกูหัวเราะขันชอบใจ เมื่อมารดายกมือขึ้นผลักศีรษะเขาเบาๆ ก่อนจะกล่าวราตรีสวัสดิ์กับท่าน และเดินกลับห้องนอนของตนกับภรรยาสาว ด้วยรอยยิ้มไม่ต่างกันจากทุกๆ คนในบ้านหลังใหญ่ของวันนี้เลย...

 

........................................................

 

ถูกใจกันไหมคะ ? มาอัพแล้วนะ...

หุหุ ได้ลูกชายด้วย รู้สึกจะถูกใจทั้งครอบครัว

ขอ Comment หน่อยค้า...ท่านผู้อ่านที่รัก...

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ บะบายจ้า...

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

331 ความคิดเห็น