ณ ที่ปลายขอบฟ้า

ตอนที่ 23 : ตัววุ่นวาย ! (100% แล้วค่ะ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,067
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ก.ย. 50

 

- 23 -

“ตัววุ่นวาย !

 

            สนามบินนานาชาติอินชอนวุ่นวายเช่นทุกๆ วัน ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาไม่ได้หยุด ทั้งเร่งรีบให้ทันเวลา ทั้งเชื้องช้าเพราะเผื่อเวลาไว้มากแล้ว หากในมุมหนึ่งของแถวที่นั่งฝั่งขาเข้ามีร่างเพรียวบางของหญิงสาววัยสามสิบนั่งคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ พร้อมมีกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบวางอยู่ในรถเข็นใกล้ตัว

            ชอง แช-ยอง ทะลึ่งตัวลุกพรวดเมื่อกดวางสายจากบุพการี ดวงตาสีดำสนิทลุกวาวด้วยความไม่พอใจมากมายที่ถูกตัดหางไว้คนเดียวกลางสนามบิน ทั้งๆ ที่เธอได้ส่งข่าวมาก่อนแล้วว่าจะกลับมาบ้านเกิด หากทั้งพ่อและแม่กลับไม่สนใจที่จะส่งรถมารอรับเธอ หญิงสาวเดินกระแทกเท้าที่อยู่ในรองเท้าหนังแก้วสีดำเงางามส้นสูงเกือบสามนิ้ว พร้อมเข็นรถเข็นกระเป๋าออกไปเรียกใช้บริการรถแท็กซี่เอง ด้วยดวงหน้าขมวดมุ่ย

            “คิดจะถีบหัวส่งหนู พ่อแม่เป็นพ่อแม่ประสาอะไรกัน ?!” หญิงสาวกัดฟันพูด ด้วยดวงตาเจ็บแค้น ระหว่างรอเจ้าหน้าที่สนามบินช่วยยกกระเป๋าเดินทางของเธอใส่ท้ายรถแท็กซี่ เมื่อเสร็จเรียบร้อยมือเรียวก็ควักธนบัตรไปให้ผู้ชายร่างสูงในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่เร็วๆ ไม่แพ้การเปิดประตูด้านหลัง และขึ้นไปกระแทกตัวนั่งที่เบาะด้านหลัง อย่างไม่สบอารมณ์ชัดเจน

            “ฉันไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอกน่า...ไอ้ฝรั่งบ้านั่นก็ดันมาตายเร็วอีก”

            หญิงสาวบ่นพึมพำอยู่คนเดียวหลายประโยค จนผู้ขับรถอยู่ด้านหน้ามองกระจกมองหลังด้วยความงุนงง และหวาดระแวงไปตลอดทาง หากเมื่อถึงจุดหมายที่บ้านหลังงามหลังหนึ่ง และเธอก็จ่ายค่าเดินทาง และเงินทิปเล็กน้อยให้ในการที่เขาช่วยหิ้วกระเป๋าลงมาจากท้ายรถให้ ชายวัยกลางคนก็ยิ้มได้บ้าง ก่อนจะรีบพารถคู่อาชีพ และตนเองกลับออกจากบริเวณนั้นทันที

            ประตูรั้วเล็กเปิดออกพร้อมหญิงสาว และชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา หลังแชยองกระหน่ำกดออดไม่ยั้ง

            “คุณแชยอง ?” สองเสียงประสานกันตกใจ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว เมื่อเสียงตวาดแวดดังขึ้น

            “ก็ใช่น่ะสิ ! เห็นแล้วจะยืนเฉยทำไม ยกกระเป๋าฉันเข้าบ้านไปสิย่ะ !

            สองผู้รับใช้กุลีกุจอช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางของเจ้านายสาวเข้าบ้านทันที โดยร่างเพรียวในชุดเดรสสีแดงสดกับเสื้อคลุมกันหนาวสีดำเดินก้าวยาวๆ นำหน้าเข้าสู่ตัวบ้านหลังงาม ด้วยท่าทางมั่นใจ และหาเรื่องในคราวเดียวกัน และเธอก็พบกับร่างอวบอิ่มของมารดาที่ยืนกอดอกอยู่ที่ประตูโถงด้านใน

            “เจ้านั่นตาย แล้วแกกลับมาทำไมล่ะแชยอง ?” เสียงเรียบเรื่อยของคนเป็นแม่เอ่ยถาม และทำให้ผู้มาใหม่ยืนนิ่งงันมองด้วยดวงตาวาววับทีเดียว

            “แม่ ! แม่ไม่ดีใจหรือไงนะที่หนูกลับมาอยู่บ้านน่ะ”

            “ฉันควรดีใจเรอะ ! แปดปีก่อนก็หย่า ทิ้งลูกแบเบาะไปเสวยสุขอยู่กับฝรั่งนั้น พอมันตายได้เงินมรดกเล็กๆ น้อยๆ ก็กลับมาบ้าน ไม่หาผัวใหม่อีกล่ะ ?”

            “แม่ !

            “แกอย่าลืมนะแชยอง...แกทำให้พ่อแม่ และครอบครัวอับอายแค่ไหน...ถ้าคิดจะกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง อย่าก่อเรื่องวุ่นวาย หรือทำอะไรทุเรศๆ อีกก็พอ...” ผู้เป็นแม่เอ่ยด้วยเสียงเหนื่อยใจ หากคนฟังกลับยักไหล่เบ้ปากน้อยๆ

            “ก็แค่จะกลับมาดูสามีเก่า กับลูกสาวหน่อย...” เสียงแหบน้อยๆ ของหญิงสาวบอกอย่างไม่ใส่ใจมากนัก หากในดวงตากลับฉายแววสนุกมากมาย ระหว่างเดินขึ้นบันไดจะขึ้นชั้นบน

            “อย่าหวังว่าซองซูเขาจะโง่อีกเลยแชยอง” เสียงมารดาที่เอ่ยว่ากระทบทำให้หญิงสาวหันขวับลงมองบุพการีตาวาว

            “เขาแต่งงานใหม่ไปตั้งนานแล้ว...และภรรยาเขาก็รัก ดูแลเฮวอนดีกว่าแม่แท้ๆ เสียอีก”

            “ว่าไงนะคะ ?”

            ข่าวใหม่ที่ได้รับรู้ทำให้คนฟังยืนนิ่งอยู่กับที่ มือเรียวจับราวบันไดไว้แน่น เพราะไม่ได้คิดไว้เลยว่า ชายหนุ่มผู้เงียบขรึม ไร้หัวใจคนนั้นจะยอมแต่งงานอีกครั้ง

            “อย่าบอกนะว่าแกคิดจะกลับมาจับเขาใหม่”

            “ก็แค่คิดไว้เฉยๆ...” เธอบอกอย่างไม่ใส่ใจ พลางยักไหล่น้อยๆ “หนูขออาบน้ำนอนดีกว่า...แม่คงไม่ใจร้ายขนาดไม่เตรียมห้องไว้ให้หนูหรอกนะ” ประโยคสุดท้ายเธอถามเสียงแง่งอน

            “ย่ะ ฉันเตรียมห้องแกไว้ให้ ยังไงแกก็ลูกฉัน...”

            หญิงสาวยิ้มน้อยๆ “ขอบคุณค่ะ” กล่าวเรียบร้อยก็เดินขึ้นบันไดต่อไป ทิ้งให้มารดายืนส่ายหน้ามองตามอยู่จนร่างเธอลับตา ผู้อยู่ชั้นล่างจึงเดินไปโทรศัพท์หาสามี...

 

            “คุณแม่คะ ?” เสียงใสแจ๋วของคิม เฮ-วอนเอ่ยเรียกร่างอวบอิ่มในชุดเดรสตัวสวยที่ทำให้ร่างเธอยังดูไม่แปลกต่างจากหญิงสาวคนเดิม ก่อนจะเป็นว่าที่คุณแม่

            “คะลูกรัก ?”

            เด็กหญิงยิ้มรับสดใส ระหว่างขยับตัว พร้อมชูกระดาษวาดเขียนมาให้คุณแม่ยังสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ บนเบาะด้านหลังของรถยนต์คันหรู ซึ่งผู้เป็นคุณพ่อให้คนของเขาขับรับส่งสองแม่ลูกทุกวัน

            “หนูวาดรูปครอบครัวเราค่ะ” เสียงใสแจ๋วอธิบายภาพวาดของตนเองที่ลงสีสดใส “นี่บ้านเราสีขาว มีคุณพ่อ คุณแม่ หนู ป้าจีอิน อาเตกู อาเซนา และก็พี่ๆ...มีทะเลกับพระอาทิตย์ด้วยค่ะ”

            “ค่ะ สวยมาก...” หญิงสาวบอกยิ้มสดใส เอื้อมแขนข้างหนึ่งโอบร่างอวบอิ่มของลูกสาวมากอดไว้แนบตัว สายตาพิจารณาภาพวาดบนกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่อ่อนโยน

            “คุณครูให้คะแนนเต็มด้วย” คนวาดอวดคะแนนเต็มสิบที่คุณครูเขียน และปั้มดวงดาวมีรอยยิ้มไว้ที่มุมภาพ จนคนฟังหัวเราะใส

            “จ้ะ...ลูกแม่เก่งจัง...” เธอบอกพลางก้มลงหอมแก้มแกไปฟอดใหญ่ “เดี๋ยวให้คุณพ่อดูแล้ว แม่จะเอาไปใส่กรอบมาแขวนไว้ที่ห้องเฮวอนดีไหมลูก ?”

            เด็กหญิงยิ้มกว้าง “ดีค่ะ...แต่เดี๋ยวไปร้านป้าชุนยองก่อน ให้ป้าดูก่อนนะคะ คุณพ่อเลิกงานเย็น” เสียงเด็กน้อยอ่อยลง จนคนฟังยิ้มเอ็นดู

            “ค่ะ อวดป้าชุนยองก่อน แล้วค่อยอวดคุณพ่อ กับทุกคนที่บ้าน...” หญิงสาวบอกเสียงอ่อนโยน พร้อมเอื้อมมือขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ

            ภาพ และเสียงพูดคุยน่ารักของสองแม่ลูกผู้เป็นนายเรียกรอยยิ้มให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถยนต์ได้ทั้งสองคน ไม่เพียงเหลียวสบตายิ้มให้กัน หากยังคงรู้สึกอุ่นใจไปกับภาพครอบครัวของเจ้านายหนุ่มที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นไม่ต่างกันเลย

 

            ชอง แช-ยองเดินชอปปิ้งอยู่กลางห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางกรุงโซลคนเดียว หากเงินตราที่ได้รับมรดกมา แล้วแลกเป็นวอนนั้นก็ทำให้เธอร่ำรวยขึ้นมาได้ไม่ยาก เธอจึงไม่คิดจะเสียเวลานานถ้าสนใจ และถูกใจเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องสำอางยี่ห้อดังก็จ่ายเงินสดทันที จนมือเรียวทั้งสองข้างมีถุงสินค้าอยู่เกือบสิบถุง และทำให้เจ้าตัวเริ่มปวดไหล่ ปวดหลังขึ้นมาไม่น้อย

            ร่างเพรียวเดินออกจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ หลังนำถุงสินค้ามากมายที่กวาดซื้อสนองความต้องการ และความต้องการอวดฐานะของตนเองเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็เดินออกมาเดินดูร้านรวงต่างๆ ที่จัดแต่งร้านไว้สวยงาม หากเธอก็ไม่ลืมที่จะเลือกเข้าร้านที่มีสไตล์ และราคาแพงอันมีชื่อ

 

            บ่ายแก่ๆ วันนี้ปาค ชุน-ยองอารมณ์ดีที่สุด เพราะตั้งแต่สัปดาห์ก่อนที่เข้ากลับมาเกาหลี และได้รับข่าวดีจากเพื่อนสนิทกับภรรยาสาวที่กลายมาเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทสนม และพูดคุยสนุกสนาน และปรึกษากันได้ทุกเรื่องอย่างสนิทใจไม่ต่างจากคิม ซอง-ซูเลย ทำให้หล่อนอารมณ์เบิกบาน และเกิดความรู้สึกเห่อไปกับทุกคนไม่ต่างกัน แถมอนุญาตให้หญิงสาวได้ออกแบบเสื้อผ้า ชุดเดรส และเครื่องประดับสำหรับคุณแม่ตั้งแต่ท้องอ่อนๆ จนท้องแก่มาขายด้วย ยิ่งเพิ่มลูกค้าสาวๆ หลายรุ่นมากมาย จนรายได้ของร้านมากขึ้นรวดเร็ว หากความสุขอุ่นใจของหล่อนก็จบลงเสียดื้อๆ หลังกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น

            “สวัสดีค่ะ !

            สิ้นเสียงห้าวที่ดัดเล็กหวานจบลง และผู้กล่าวต้อนรับเงยหน้าขึ้นจากการจัดตกแต่งตู้โชว์ด้านในให้กับปภาวดีที่ไปรับบุตรสาว ชายใจหญิงคนงามก็ยืนตกตะลึงอ้าปากค้าง ตาเบิกโพลง

            “ชอง แชยอง !” เสียงที่อุทานเรียกนั้น ทำให้ลูกค้าสาวร่างเพรียวหันขวับไปหาทันที ก่อนจะมีกิริยาไม่ต่างกัน

            หญิงสาวตั้งตัวได้เร็วกว่า เธอยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก ก่อนจะเดินเข้าไปหาชายร่างสูงโปร่งมาดเนี้ยบที่มีจิตใจเป็นสาว อย่างมั่นใจ

            “สวัสดีคุณชุนยอง ไม่พบกันนานเลยนะคะ มาเปิดร้านที่นี่นานหรือยังคะ ?”

            คนฟังเบ้ปากน้อยๆ เพราะเขาไม่ได้โง่เขลาเกินจะไม่รับรู้ถึงน้ำเสียงดัดจริต และท่าทางเสแสร้งทำว่าตนเองเรียบร้อยของอีกฝ่าย

            “ห้าปีจะหกปีแล้วล่ะ ก็หลังจากเธอขอหย่า และทิ้งลูกไปกับชู้รักปีกว่าน่ะล่ะ” น้ำเสียงห้าวเรียบเรื่อยมองจ้องตาอีกฝ่ายนิ่ง และก็ได้เห็นแววตาวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ หากเจ้าตัวก็เก็บอาการนั้นไว้ เขาภาวนาอย่างเดียวว่า อย่าให้ปภาวดีกับเฮวอนกลับมาทันได้พบผู้หญิงวุ่นวายคนนี้เลย

            “ซองซูเขาสบายดีหรือคะคุณชุนยอง ?” เสียงถามเรียบราบ หากในกระแสเสียงแฝงความอยากรู้ไว้เต็มที่ ระหว่างเจ้าตัวเสเดินจับไม้แขวนเสื้อผ้าดูเรื่อยเปื่อย

            “สบายดี...สบายมากด้วย เพราะเขากำลังจะมีลูกชายอีกคนกับภรรยาแสนรัก...” ชายหนุ่มทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่อดีตสหายทันที และได้ผลมากทีเดียว เพราะเธอหันขวับมาหาคนพูด ด้วยดวงตาลุกวาว

            และในวินาทีนั้นที่ลูกค้าแสนพิเศษกำลังจะประทุษร้ายถามหาคำตอบจากเจ้าของร้าน เสียงเปิดประตูหน้าร้านก็ดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยแปดขวบตัวอวบขาววิ่งนำหน้าร่างอวบมีน้ำมีนวลของหญิงสาวหน้าตาสะสวยผิวขาวนวลเนียนผมยาวสีน้ำตาลเข้มเกือบดำพลิ้วสยายยอมบานประตูปิดลงและตีลมเข้ามาน้อยๆ ในชุดเดรสจับผูกริบบิ้นใต้อกอิ่มเต็มที่ชายกระโปรงยาวคลุมเข่าสบาย

            “ป้าชุนยอง มีรูปมาอวดค่ะ !” เด็กหญิงตะโกนบอก พร้อมวิ่งไปชูกระดาษวาดเขียนที่มีรูปวาดฝีมือตนเองให้กับสหายสนิทของบิดามารดาดูเช่นกันกับที่ทำกับมารดาในรถ

            ชายหนุ่มเหลียวมองลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญ พร้อมกับเหยียดยิ้มน้อยๆ ที่แทบมองไม่เห็น ก่อนจะก้มลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ไม้สีขาวบุนวมหนังสีม่วงอ่อนตรงมุมรับแขกเล็กๆ ด้านหน้า และหันไปยิ้มให้ว่าที่คุณแม่ที่เดินเข้าไปวางกระเป๋าของตนเองหลังเคาน์เตอร์ และเดินออกมายืนอยู่ข้างๆ เขา

            “ฉันว่าจะเอาไปใส่กรอบให้เจ้าตัวเขาหน่อยค่ะ แต่เมื่อกี้ซองซูเขาโทรมา เขาว่าให้รอก่อน กำลังเดินทางมาแล้ว” เสียงใสบอกเรียบร้อยเช่นแม่ตุ๊กตาสาวไทยที่หญิงในร่างชายเคยค่อน หากวันนี้หล่อนกับยิ้มรับ และหันไปยิ้มกับคนอีกคนที่ยืนนิ่งงันอยู่ใกล้ๆ

            “คุณพ่อบอกว่าอยากดูก่อน เอาไปใส่กรอบแล้วบังสีจริงๆ” เด็กน้อยส่งเสียงอธิบายบ้าง

            “ค่ะ อุ้ย ! เฮวอนวาดรูปป้าชุนยองในรูปด้วยรึจ๊ะ ?”

            คนวาดตัวน้อยยิ้มกว้างจนตาหยี่ “ก็มีบ้านริมทะเล มีคุณพ่อ คุณแม่ ป้าจีอิน อาเตกู อาเซนา พี่ๆ และก็นี่มีป้าชุนยองนั่งอยู่ที่ชิงช้าในสวนไงค่ะ” ทุกๆ คนที่มีชื่อเด็กน้อยชี้ได้แม่นยำ โดยเฉพาะคุณแม่ที่เธออธิบายให้คนตัวโตฟัง เด็กน้อยก็โอบแขนกอดสะโพกอวบๆ ของหญิงสาวไว้

            “เสียงแจ๋วจังลูกพ่อ !” เสียงห้าวดังขึ้นสดใส ร่าเริง หลังเปิดประตูร้านเข้ามาได้ยินเสียงใสแจ๋วของลูกสาวตัวเล็กที่นั่งโอบกอดสะโพกผายของคุณแม่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

            คิม ซอง-ซูเดินเร็วๆ ไปโอบกอดร่างอวบอิ่มของภรรยาสาว พร้อมมอบจุมพิตที่แก้มเนียนทั้งสองข้าง และก้มลงโอบอุ้มลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ก่อนจะหอมแก้มแกไปฟอดใหญ่ โดยไม่ได้สังเกตคนอีกคนที่ไม่ควรจะยืนอยู่ตรงนั้นเลย

            “ซองซู...ฉันว่านายน่าจะสังเกตอะไรนิดนึงนะ” เพื่อนชายใจสาวเอ่ยเสียงขบขัน พยักหน้าไปทางด้านหลังของตนเองที่มีร่างเพรียวของใครบางคนยืนนิ่งเงียบอยู่

            ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทราคาแพง และแม้จะอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนด้านหนึ่ง หากความภูมิฐาน หล่อเหลา และความสุขุมก็มิได้หายไป กลับมีความอ่อนโยน สดใสมากกว่าที่แชยองเคยได้พบเห็น และสัมผัสมา

            “ชอง แชยอง ?!” เสียงห้าวอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ และแปลกใจ อ้อมแขนอีกข้างของเขาเอื้อมไปโอบเอวที่เริ่มหนาขึ้นของปภาวดีมาแนบกายอีกด้านทันที หากดวงตากลับจ้องลึกมองดูหญิงสาวตรงหน้านิ่ง ด้วยความรังเกียจชัดเจน

            “สวัสดีค่ะซองซู”

            “ทำไมกลับมาเกาหลีล่ะ ได้ข่าวว่าไม่เคยกลับมาดูแลพ่อแม่เลยนี่ แล้วทำไมปีนี่กลับมาได้ล่ะ หรือทิ้งผัวมาอีก” น้ำเสียงบ่งบอกความเกลียดชังชัดเจน จนร่างบางข้างๆ ยืนนิ่งมองสลับไปมาระหว่างสามี และหญิงสาวอีกคนที่ท่าทางมีอายุเท่าๆ กับเขา ก่อนจะนึกได้ว่า เธอมีบางส่วนคล้ายกับเฮวอน

            “คิม ซองซู !” คนถูกดูถูกเรียกเขาเสียงดัง จนเด็กหญิงสะดุ้ง

            “เฮวอนไปนั่งเล่นกับป้าชุนยองในห้องดีกว่านะ วันนี้ป้ามีเค้กช็อกโกแลตด้วย” เด็กหญิงพยักหน้ารับ พลางโผร่างไปหาอ้อมแขนของคุณป้าร่างชายด้วยความเต็มใจ ดวงหน้าอิ่มใสของแกตื่นกลัวผู้หญิงที่ไม่เคยพบอยู่มาก

            “คุณแม่คะ...ไปกับหนูนะ...” เสียงแจ๋วๆ เมื่อครู่กลับกลายราบเรียบแฝงความกลัวไว้ชัดแจ้ง จนผู้เป็นพ่อเบ้ปากใส่อดีตเมียอย่างไม่ปิดบัง

            “คุณไปกับลูกเถอะ เดี๋ยวผมตามไป” เขาก้มลงบอกคนในอ้อมแขน พร้อมจุ๊บขมับเธอเบาๆ “เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังนะที่รัก...” เสียงที่กระซิบได้ยินกันสองคนเรียกรอยยิ้มน้อยๆ ของเธอได้

            “ค่ะ...” หญิงสาวตอบรับยิ้มอ่อนหวานเช่นเคย ก่อนจะค่อยๆ หันหลังเดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อหยิบกระเป๋าสะพายของตน และเดินไปยังบันไดเหล็กสีเงินเงาวาว

            ชายหนุ่มเหลียวมองภรรยาเดินอุ้ยอ้ายขึ้นบันไดไปยังชั้นลอยของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ซึ่งจัดไว้เป็นห้องทำงานของชุนยอง และเหล่าดีไซเนอร์ของร้านอีกสี่คน ด้วยสายตาห่วงใย รักใคร่ เอ็นดูอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างนิ่ง จนอีกฝ่ายได้แต่เก็บความคับข้องเคืองใจไว้ภายใน

            “กลับมาทำไม” เขาถามราบเรียบ ยืนกอดอกมองหญิงสาวตรงหน้านิ่ง

            “เขาตายแล้ว ฉันก็เลยกลับมาบ้านเกิด ผิดด้วยหรือไง ?”

            คนฟังยักไหล่ พยักหน้ารับรู้ “อือ...” เขารับคำ “งั้นขอตัวนะ เชิญเลือกซื้อสินค้าตามสบาย” เขาว่า พลางหันไปพยักหน้ากับพนักงานขายของทางร้านให้เข้ามาทำหน้าที่ได้ หลังจากพวกเธอยืนหลบมุมอยู่ด้านในร้าน ด้วยรู้หน้าที่ดี

            “เดี๋ยว ! นั้นลูกสาวฉันใช่ไหม ?” เธอถามเสียงตื่นเต้น หากคนที่หันกลับมาเหลียวมองนั้น กลับเบ้ปาก ก่อนจะเหยียดยิ้มเย้ยหยันชัด

            “ไม่ใช่ ! เฮวอนเป็นลูกฉันกับปูเป้...แกไม่เคยมีแม่นิสัยแย่แบบคุณหรอก...ชอง แชยอง” เสียงห้าวบอกเสียงราบ หากเสียดสี จนคนฟังได้แต่กัดฟันยืนนิ่ง และก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในร้าน เขาก็ตัดสินใจหันมามองอดีตภรรยาอีกครั้ง “หวังว่าเราคงไม่ต้องพบกันอีกนะ...ชอง แชยอง”

            หญิงสาวเจ้าของนามยืนกำมือแน่นระงับความกรุ่นโกรธที่ปะทุขึ้นภายในจิตใจ พลางสูดหายใจเข้าลึก “ฉันไม่ซื้อแล้ว !” เสียงนั้นตวัดดังลั่น อย่างมีโทสะ พร้อมสะบัดร่างเดินชับๆ ออกจากร้านกลับไปยังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าใหญ่ใกล้ๆ ทันที

            “คิดว่าทำกับฉันอย่างนี้แล้วจะจบกันง่ายๆ หรือไง ?” แชยองกัดฟันพูดคนเดียวหลังนั่งกำพวงมาลัยรถยนต์อยู่นานเกือบสิบนาที ก่อนจะหักเลี้ยวรถเก๋งสัญชาติบ้านเกิดคันงามรวดเร็ว จนเกิดเสียงล้อล่อถนนสนั่นลานจอดรถ คล้ายอยากจะระบายความอัดอั้นภายใน

 

            ร่างอวบอิ่มนวลเนียนในชุดนอนตัวยาวแขนยาวเนื้อผ้าฝ้ายบางเบาสบายผิวนั่งแปรงผมยาวหนาเงางามของตนอยู่ที่เก้าอี้ทรงกลมมีพนักพิงเตี้ยๆ พอดีเอวอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องแต่งตัว โดยมีร่างสูงเดินเปิดตู้เสื้อผ้าค้นหาชุดนอนที่ใส่สบายอยู่ไม่ห่างกันนัก และเมื่อเขาแต่งกายด้วยชุดนอนสีเทาลายทางริ้วขาวฟ้าแขนขาสั้นเรียบร้อยก็เดินเข้ามายืนยิ้มให้กับคนตัวเล็ก หากผิวกายมีน้ำมีนวลขึ้นน้อยๆ

            “ผมแปรงผมให้นะ...” เขาบอกเสียงอ่อน พร้อมเอื้อมมือไปจับแปรงไม้อันใหญ่มาถือไว้ และใช้มืออีกข้างจับเส้นผมนุ่มนิ่มหอมกรุ่นของภรรยาสาวขึ้นมาแปรงอย่างเบามือ พลางมองสบตากันด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนผ่านบานกระจกเงาใสสะอาด

            “ผู้หญิงคนนั้นชื่อ ชอง แชยอง...อย่างที่ปูเป้รู้จากชุนยองนั่นแหละ...ผมกับเขาถูกบังคับให้แต่งงานกัน ผมถูกยั่วโมโหว่าไม่มีน้ำยา เพราะผมไม่คิดอยากจะนอนร่วมเตียงกับเขาอยู่แล้ว” คนเล่าหยุดพูดไปนิด ก่อนจะยักไหล่ “ผมก็เลยแสดงน้ำยาให้เห็น...” ซองซูว่าพลางยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ จนคนฟังได้แต่ส่ายหน้าเหนื่อยอ่อนใจกับความใจร้อนของสามี

            “สักเดือนสองเดือนเขาก็มาบอกว่าท้อง...” เขายักไหล่อีกครั้ง แม้สายตาจะมองดูเส้นผมนุ่มสลวยของเธอ พร้อมกับแปรงผมไปด้วย หากแววตาก็แสดงความรู้สึกดูแคลนคนที่กล่าวถึงมากมาย “ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะเห็นแก่ตัว และรอโอกาสนี้อยู่...”

            “ป้าจีอินเคยเล่าว่า แม่แท้ๆ เฮวอนพอออกจาโรงพยาบาลก็เก็บกระเป๋าทิ้งลูกไปเลย”

            “ใช่...เขาว่า เขาทำตามหน้าที่แล้ว แต่งงาน มีลูกให้ตระกูลคิม เขาเซ็นใบหย่ามาให้ผม ผมก็เซ็นและก็เอาไปขึ้นทะเบียนเอง” เขาว่าเรียบราบ “เฮวอนไม่ต้องการแม่ทุเรศๆ แบบนั้นหรอก... เพราะคุณเป็นแม่ที่ดีของแกแล้ว...ที่รัก” ประโยคสุดท้ายชายหนุ่มอ่อนหวาน แสดงความรักกับเธอชัดเจน พร้อมกับก้มลงจูบศีรษะเธอเบาๆ ก่อนจะซบแก้มของเขากับผมนุ่มนิ่ม มองสบตายิ้มให้กันผ่านกระจกเบื้องหน้า

            “ฉันรักคุณค่ะซองซู...” เสียงใสเอ่ยขึ้น พร้อมขยับกายหันมาอ้าอ้อมแขนโอบกอดรอบเอวหนาด้วยมัดกล้ามของเขาไว้หลวมๆ จนเขายิ้มสดใส พลางโอบกอดไหล่บางของเธอไว้ด้วย และเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นลูบศีรษะภรรยาสาวขี้อ้อนเบาๆ

            “ขอบคุณที่เข้าใจผม...เข้าใจสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น...ผมโชคดีจังที่ได้พบเจอกับปูเป้...” ชายหนุ่มพูดจบก็ก้มลงจูบกลางกระหม่อมของเธอแรงๆ ด้วยความเอ็นดู จนเธอหัวเราะเสียงใส เงยหน้าขึ้นฟัดหน้าท้องแบนราบของเขาไปมา จนเขาส่งเสียงหัวเราะเสียงดังคล้ายเด็กหนุ่ม

            “จั๊กจี้ ! ปูเป้ !

            ปภาวดีหัวเราะขันพลางหยุดการกระทำ และลุกขึ้นยืนช้าๆ ด้วยความช่วยเหลือจากอ้อมแขนใหญ่ของสามี ก่อนจะเดินโอบเอวกันออกมานั่งยังเตียงนอนใหญ่กลางห้องนอนกว้างขวางที่มีแสงไฟสลัวนวลตาจากโคมไฟหัวเตียงรูปหัวใจ

            “เฮวอนกลัว...” เหมือนเธอกำลังคิดคำแทนตัวผู้หญิงคนนั้น จนเขายกมุมปากน้อยๆ

            “แชยอง” เขาต่อคำให้ และเธอก็พยักหน้ารับเบาๆ

            “แกว่า สายตาอาคนนั้นน่ากลัว แกไม่ชอบ...”

            คนฟังส่ายหน้ายิ้มอ่อนๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มเนียนใส “นอนกันเถอะ ลูกหลับไปตั้งนานแล้ว...”

            หญิงสาวค่อยๆ ขยับกายขึ้นเตียงนอน และยิ้มให้กับคนตัวโตที่ยิ้มลงมาให้ ระหว่างจัดการเลิกผ้าห่ม และยกขึ้นห่มคลุมร่างของเธอให้อ่อนโยน ก่อนจะหันไปปิดไฟ และก้าวขึ้นเตียงนอนด้วยดวงหน้าผ่อนคลาย พร้อมตะแคงนอนมองหน้าสบตากัน ก่อนจะยิ้มให้กัน และหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียกันมาทั้งวัน ด้วยความสุขอุ่นใจ...

 

            ชอง แช-ยองนั่งอยู่ภายในห้องนอนของตน พร้อมหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และภาพข่าวที่ปริ้นท์ออกมาจากอินเทอร์เน็ตมากมายเกลื่อนพื้นห้องบริเวณที่หล่อนนั่งอยู่

            ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวของคิม ซอง-ซู กับผู้หญิงไทยชื่อปูเป้...

            ประธานคิมแต่งงานด้วยความรักกับสาวไทยคนสวยชื่อ ปูเป้...แม่ตุ๊กตาไทยแสนงามของเจ้าชายหิมะ...

            สาวไทยคนสวยผู้กุมหัวใจประธานคิม ซอง-ซู

            ‘Paphavadee สาวไทยแท้ผู้ทำให้คิม ซอง-ซูยอมแต่งงามด้วยดวงหน้าแย้มยิ้ม

            และอีกมากมายหลายพาดหัวข่าว และหลายภาพถ่ายมากมายอิริยาบถของชายหนุ่มหญิงสาวที่ยิ้มแย้มสดใส และมองสบตากันหลายภาพ ด้วยความรักใคร่ที่แสดงออกชัดเจน โดยไม่ต้องสงสัย

            หญิงสาวนั่งเม้มปาก ดวงตาสีนิลแลลึกฉายแววริษยาเด่นชัด มือเรียวกำขอบกระดาษหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่มีภาพถ่ายครอบครัวรูปใหญ่ พร้อมคำบรรยายภาพว่า พ่อ แม่ ลูก ก่อนจะปาทิ้งด้วยความเคืองแค้น

            “คนเห็นแก่ตัว...คุณเคยเห็นค่าของฉันบ้างไหมคิม ซองซู...”

 

...............................

 

100% แล้วนะคะทุกๆ ท่าน

นิยุ่งมากๆ เลยค่ะช่วงนี้ ทั้งงานราช งานหลวง

อีกอย่างคือเลี้ยงน้องชายวัย 2 ขวบ 8 เดือน

ซึ่งซนสุดๆ ปวดหัวมากๆ...

 

 

 

ยังไงอาทิตย์หน้าเจอะกันอีกนะคะ

ปล. อย่าทิ้งกันหน่า...

ช่วยแวะมาโพสคุยกันบ้าง บอร์ดเริ่มร้างแล้ว

 

 

 

ปล. 2 พรุ่งนี้จะอัพ ตำหนักรัก ให้ช่วงบ่ายแก่ๆ นะคะ

 

 

 

 

 

331 ความคิดเห็น

  1. #315 ธูปหอม (@kae2126) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 / 18:47
    ถึงจะมาอ่านช้าไปแต่ก็ยังทันใช่ไหมค่ะ
    การดำเนินเรื่องมากค่ะ
    แต่ยังมีคำผิดนิดหน่อยนะค่ะ
    เป็นกำลังให้เสมอค่ะ
    ส่วนเรื่องฤาเสน่หานั้น
    ได้อ่านจากหนังสือแล้วค่ะ
    อิจฉานางเอกจัง
    ที่มีคนรักและเอาใจใส่มากๆแบบพระเอก
    #315
    0